Category Archives: กล้อง/เลนส์

รีวิวซีรี่ส์: Nikon 1 – “The 3 Lenses After”

เมื่อเดือนกันยายนปี 2011 Nikon ได้ออก “ระบบใหม่” คือ Nikon 1 หรือที่เรียกว่า “รูปแบบ CX” (CX Format) ซึ่งใช้ “เซ็นเซอร์ขนาดเล็ก” ที่มี Crop-Factor (หรือที่เราเรียกว่า “ตัวคูณ”) ที่ประมาณ 2.7 ที่ทำให้มันมี Depth-of-Field (DoF) กว้างมหาศาลโดยธรรมชาติ และทำให้ระบบทั้งระบบ (ไม่ใช่แค่ตัวกล้องนะ แต่คือ “กล้อง+เลนส์”) มีขนาดเล็กลงได้แบบมากมายเมื่อเทียบกับกล้อง Mirrorless ตัวอื่นๆ …​ โดย Nikon ได้ออกมาพร้อมกับเลนส์ 4 ตัวคือ 10mm f/2.8, 10-30mm f/3.5-5.6, 30-110mm f/3.8-5.6 และ 10-100mm f/4.5-5.6 PD-Zoom

แต่นี่เอง เป็นจุดเริ่มของเสียงวิจารณ์เยอะแยะมากมาย และเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือ

  1. “ไม่มีเลนส์ไวแสง” (พวก f/1.x-f/2)
  2. “ไม่มีเลนส์มุมกว้าง” (กว้างกว่า 28mm)
  3. “ไม่มีเลนส์นอร์มอล” (เทียบเท่า 35 หรือ 50mm ซึ่งมักจะเป็นเลนส์ไวแสงด้วย) และ
  4. “เล่นชัดตื้นหรือ Shallow DoF ไม่ได้” (เป็นผลมาจากการไม่มีเลนส์ไวแสง และเซ็นเซอร์เล็ก)
  5. “ไม่มีเลนส์เฉพาะทาง” (เช่น ถ่ายภาพบุคคล ซึ่งมักจะหมายถึงเลนส์ระยะเทียบเท่า 85-135 ที่ไวแสง เล่นชัดตื้นได้ หรือเลนส์มาโคร)


SDIM0676.jpg

Nikon V1 และเลนส์ 6.7-13mm f/3.5-5.6, 10-30mm f/3.5-5.6, 30-110mm f/3.8-5.6, 18.5mm f/1.8 และ 32mm f/1.2

แล้วก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมาก เช่น คุณภาพของภาพที่ได้ ก็ไม่ได้หนีจากกล้องคอมแพคมากมายเท่าไหร่นัก ถึงมันจะดีกว่าก็ตาม ด้วยความที่เซ็นเซอร์มันใหญ่กว่าคอมแพคอย่าง P7000 แค่เท่าตัวเท่านั้น … ไม่ใช่แค่นั้น หลังจากนั้นไม่นาน Sony ก็ยังเชือด Nikon 1 นิ่มๆ ด้วยการออก “คอมแพคเซ็นเซอร์ใหญ่” แท้ๆ อย่าง RX100 ซึ่งใช้เซ็นเซอร์ขนาดเท่ากับ Nikon 1 ออกมาอีก .. นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องคอขาดบาดตายอย่าง “ราคา” ที่ต้องยอมรับว่า Nikon 1 – V1 & V2 นี่แพงมากจริงๆ เมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ เล่นเอาขายแทบไม่ออกจนกระทั่งต้องลดราคามาแบบครึ่งๆ จากราคาเปิดตัวโน่นเลยถึงจะมีคนเล่น (ผมเป็นคนหนึ่งที่ซื้อ V1 ตอนที่ออกใหม่ๆ และไม่ซื้อ V2 …. จะรอดู V3 ซึ่งตอนนี้ก็ยังเงียบผิดปกติ)
Continue Reading →

รีวิว: Nikon 1 – 32mm f/1.2 N

[อัพเดท:] สลับลำดับรูปและเพิ่มตัวอย่างการแก้ Color Fringing


รีวิวเลนส์ตัวสุดท้ายในซีรี่ส์ “Nikon 1 – The 3 Lenses After” ครับ ซึ่งนี่เป็นเลนส์แบบที่หลายต่อหลายคนรอคอยให้มันออกมาเสียที เพราะอะไรเหรอ คำตอบง่ายๆ คำตอบเดียวครับ “f/1.2″ ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึงว่าในที่สุดเราก็จะได้ “Shallow Depth-of-Field” หรือการ “ละลายฉากหลัง” ได้ในการถ่ายรูปปกติๆ (ไม่ใช่จ่อวัตถุ) จากกล้องในระบบ Nikon 1 กันเสียที!


DSCF4858.jpg

Product Shot แบบบ้านๆ เช่นเคย


Disclaimer เกี่ยวกับรูปถ่าย: ทุกรูปที่ลงในบทความนี้ ไม่มีรูปไหนที่ “จบหลังกล้อง” ทุกรูปถ่ายเป็น JPEG Normal จากกล้องเท่านั้น ไม่มีถ่าย RAW และทำต่อนิดหน่อยเท่าที่ไฟล์มันจะทำต่อได้ใน Lightroom เพื่อให้เห็นผลจากการใช้งานจริงในแบบ Real-World Usage ไม่ใช่เน้นแบบ Lab-Test รูปทั้งหมดสามารถดูรูปใหญ่ได้ที่ Flickr ซึ่งผมลงไว้ที่ Photoset นี้ [Review] Nikon 1 – 32mm f/1.2 N ซึ่งตอนนี้มีรูปเท่ากับที่ลงในบทความนี้ แต่อาจจะเพิ่มในอนาคต (ซึ่งจะลงใน Flickr แต่ไม่เอามาลงเพิ่มในบทความนี้แล้ว)


ก็เพราะว่า Nikon 1 ใช้เซ็นเซอร์ขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับระบบ DSLR และ Mirrorless ทั้งหมด (ยกเว้น Pentax Q) ข้อดีโดยธรรมชาติของมัน (มี Depth-of-Field มหาศาล) กลายเป็นข้อเสียในตัวเอง (เล่น Shallow DoF ยากมาก) ซึ่งข้อเสียข้อนี้จะแก้ได้โดยการมี “เลนส์ไวแสง” และ “เลนส์ทางยาวโฟกัสที่ยาวขึ้น”


DSC_0932.jpg

ลูกชายกำลังนอนเล่นในบ้าน

ก่อนหน้าตัวนี้ Nikon ก็มีเลนส์นอร์มอลไวแสงออกมาก่อน นั่นก็คือ 18.5mm f/1.8 ซึ่งเทียบเท่ากับเลนส์ 50mm (อ่านรีวิว) และแน่นอนว่า ด้วยความที่ธรรมชาติของมันก็ยังเป็นเลนส์ 18.5mm เหมือนเดิม ดังนั้นแม้ว่าจะมีรูรับแสงขนาด f/1.8 ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้มากนักกับเรื่อง Shallow DoF เล่นเอาคนที่อยากจะเห็นหลังเบลอๆ หรือพูดง่ายๆ “ละลายฉากหลัง” ผิดหวังไปตามๆ กัน

แล้วครั้งนี้ล่ะ? นอกจากจะไวแสงขึ้นมากมาย (f/1.2) แล้วยังมีทางยาวโฟกัสที่ยาวขึ้น (32mm ซึ่งเทียบเท่ากับระยะ 86mm) อีกด้วย

Continue Reading →

รีวิว: Nikon 1 – 6.7-13mm f/3.5-5.6 VR

[อัพเดท: 14 กันยายน 2013] เพิ่มรูปถ่ายเปรียบเทียบกับ D800+24-120 f/4 N


สิ่งที่ทำให้ผมอึดอัดมาก เวลาจะต้องใช้ Nikon 1 เป็นกล้องหลักหรือกล้องตัวเดียวเวลาไปเที่ยว ก็คือ “การที่มันไม่มี Ultra-Wide” ทั้งๆ ที่ด้วยความที่เซ็นเซอร์มันเล็ก มันน่าจะ “เกิดมาเพื่อสิ่งนี้” .. คิดดูสิ Depth-of-Field (DoF) มหาศาลโดยธรรมชาติซะขนาดนั้น … และแล้วด้วยเลนส์นี้ ความต้องการของผมก็เป็นจริง เพราะมันคือ Ultra-Wide Zoom ที่ให้ Field-of-View (FoV) เทียบเท่า 18-35mm


DSCF0635.jpg

หน้าตาของ 6.7-13mm f/3.5-5.6 .. Product Shot แบบบ้านๆ


Disclaimer เกี่ยวกับรูปถ่าย: ทุกรูปที่ลงในบทความนี้ ไม่มีรูปไหนที่ “จบหลังกล้อง” ทุกรูปถ่ายเป็น JPEG Normal จากกล้อง ไม่ก็ RAW (ภาพที่แสงยากๆ มีความต่างแสงเยอะๆ ถ้าใช้ JPEG มีโอกาสข้อมูลหายสูง ก็จะถ่าย RAW ไว้) และทำต่อนิดหน่อยเท่าที่ไฟล์มันจะทำต่อได้ใน Lightroom เพื่อให้เห็นผลจากการใช้งานจริงในแบบ Real-World Usage ไม่ใช่เน้นแบบ Lab-Test รูปทั้งหมดสามารถดูรูปใหญ่ได้ที่ Flickr ซึ่งผมลงไว้ที่ Photoset นี้ [Review] Nikon 1 – 6.7-13mm f/3.5-5.6 VR ซึ่งตอนนี้มีรูปเท่ากับที่ลงในบทความนี้ แต่อาจจะเพิ่มในอนาคต (ซึ่งจะลงใน Flickr แต่ไม่เอามาลงเพิ่มในบทความนี้แล้ว)


เลนส์ตัวนี้นับเป็นเลนส์ที่ผมตั้งตารอมากที่สุดในบรรดา Line up ที่ประกาศตัวออกมาล่วงหน้าของ Nikon 1 ทั้งหมด ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบถ่ายเลนส์มุมกว้างมาก (ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง รวมถึงประเด็นปรัชญาแบบที่เคยเขียนไว้ในบทความ “มุมกว้าง” ด้วย) ผมก็เลยสั่งร้านประจำไปว่ายังไงๆ ก็ต้องสั่งให้ผมตัวนึงนะ


DSC_0283.jpg

ท้องฟ้า หน้าผา ทะเล
สถานที่: Centara Grand Beach Resort & Villas (กระบี่)

Continue Reading →

รีวิว: Nikon 1 – 18.5mm f/1.8

ผมถือว่า

ไม่มีระบบกล้อง-เลนส์ไหนจะสมบูรณ์ หากปราศจาก “​Normal Prime ไวแสง”

ดังนั้นผมเลยขอเปิดซีรี่ส์บทความ “Nikon 1 – The 3 Lenses After” ด้วยเลนส์ตัวแรกที่ออกมา ก็คือ Nikkor 18.5mm f/1.8 ซึ่งเมื่อใส่กับ Nikon 1 ที่มี CX Sensor (Crop factor = 2.7) แล้วจะได้ Field of View เทียบเท่ากับเลนส์ 50mm ทำให้ถือได้ว่า “นี่คือเลนส์ Normal Prime ไวแสง” ตัวแรกของระบบ Nikon 1


DSCF4802.jpg

Nikon 1 – Nikkor 18.5mm f/1.8 บนโต๊ะเปื้อนฝุ่น


Disclaimer เกี่ยวกับรูปถ่าย: ทุกรูปที่ลงในบทความนี้ ไม่มีรูปไหนที่ “จบหลังกล้อง” ทุกรูปถ่ายเป็น JPEG Normal จากกล้อง และทำต่อนิดหน่อยเท่าที่ไฟล์ JPEG Normal มันจะทำต่อได้ใน Lightroom เพื่อให้เห็นผลจากการใช้งานจริงในแบบ Real-World Usage ไม่ใช่เน้นแบบ Lab-Test รูปทั้งหมดสามารถดูรูปใหญ่ได้ที่ Flickr ซึ่งผมลงไว้ที่ Photoset นี้ [Review] Nikon 1 – 18.5mm f/1.8 ซึ่งตอนนี้มีรูปเท่ากับที่ลงในบทความนี้ แต่อาจจะเพิ่มในอนาคต (ซึ่งจะลงใน Flickr แต่ไม่เอามาลงเพิ่มในบทความนี้แล้ว)


ความรู้สึกแรกตั้งแต่เห็นเลนส์ตัวนี้ที่ร้านประจำ ก็คือ “ใหญ่ว่ะ” ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่ได้เกินความคาดคิดมากไปนัก เพราะเลนส์ไวแสงยังไงๆ มันก็ค่อนข้างใหญ่อยู่แล้วล่ะ ยิ่งไวแสงมากยิ่งใหญ่มากขึ้น … แต่ .. เอ จำได้ว่า Panasonic 20mm f/1.7 รุ่นแรกมันเหมือนจะเล็กกว่านี้นี่หว่า! โดยเฉพาะเมื่อเอามาใส่กับ Nikon V1 เห็นได้ชัดเลยว่ามันค่อนข้างจะใหญ่เมื่อเทียบกับตัวกล้อง ดังนั้นความหวังที่จะมีเลนส์ Normal ตัวเล็กๆ (อารมณ์ 50mm f/2 Summicron เทียบกับขนาดบอดี้ของ Leica M8/9) ก็จบไปเรื่องนึง


DSC_0047.jpg

เจ้าหมาน้อยทำหน้าแบบ “พ่อจาปายหนายยยอีกแย้ววว?”
สถานที่: บ้าน


Continue Reading →

รีวิว: Sigma DP2 Merrill – High ISO

จากบทความ รีวิว: Sigma DP2 Merrill ที่ผมเขียนถึง Sigma DP2M ว่า

และข้อดีข้อเดียวของมันที่ว่านี้ก็คือ “ภาพที่ได้ ที่ ISO ต่ำ” ครับ … ภาพที่ ISO ต่ำ Sigma DP2 Merill ต่อย X-Pro1+35/1.4, D800+Sigma 50/1.4, Nikon 50/1.8 ร่วงสบายๆ

และพูดถึง ISO สูงของกล้องตัวนี้ไว้ง่ายๆ ว่า

อย่าคิดว่ากล้องตัวนี้ถ่ายได้เกิน ISO 800 ซึ่งเป็นอะไรที่โหดร้ายมากในยุคที่แม้แต่กล้อง Compact ตัวเล็กๆ นี่ยังมี ISO 1600 ที่พอใช้งานได้ …. ผลที่ได้จาก ISO 800 ขึ้นไป นี่มันแบบ … ห่วยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ล่ะ สีเพี้ยนกระจาย Noise เยอะแบบไม่รู้จะว่าไง

ก็เลยมีคนถามผมหลังไมค์ว่า แล้วไอ้ที่ว่าห่วยๆ นี่ขนาดไหนล่ะ ผมเลยเอามาลงให้ดูกันสักหน่อยครับ ว่าเป็นไง โดยรูปทั้งหมดนี้ถ่าย RAW จากกล้อง ตั้งบนโต๊ะกินข้าวง่ายๆ ถ่ายของที่วางอยู่บนชั้นวางของใต้ TV ที่บ้านธรรมดา ไม่มีอะไรซับซ้อนหรือจัดฉาก แล้วใช้ Sigma Photo Pro (SPP) ในการ export เป็น JPEG ง่ายๆ เลือกทุกอย่างเป็น default หมด ก็คือ

  • เลือกให้ export จากข้อมูล X3 จากกล้องเลย ไม่ปรับอะไรทั้งนั้นกับเรื่องสีสันความสว่าง ฯลฯ
  • เลือกการจัดการกับ Noise แบบ default ทุกอย่าง ซึ่ง SPP จะทำ Noise reduction ให้แบบ normal ซึ่งเป็นตัวเลือกปกติที่ผมใช้กับรูปจากกล้องตัวนี้ทั้งหมด
  • จากนั้น import เข้า LR5 และทำการ export อีกครั้งเพื่อแปะลายน้ำอัตโนมัติ ย่อขนาดให้ด้านยาวเป็น 1600 pixels มี sharpen for screen เป็นอันจบ

ตัวเลือกแบบนี้ก็เพื่อให้เห็นว่าสถานการณ์ใช้งานจริงแบบ export จริงๆ ไม่ได้มานั่งทำละเอียดทีละภาพๆ จาก SPP (ซึ่งห่วยมาก) นั้นจะได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร

รูปแรกจาก ISO100 ก่อน เพื่อให้เห็นว่าที่ base-ISO เป็นยังไงบ้าง แต่อยากจะบอกเลยว่า scene แบบนี้ไม่ใช่แนวถนัดเลยของ DP2M (อะไรก็ตามที่สีดำเยอะๆ จะไม่ใช่แนวถนัดของกล้องตัวนี้ เท่าที่สังเกตนะ จะมี color cast หรือ color noise เกิดขึ้นได้เยอะและง่ายมาก


SDIM0564.jpg

Continue Reading →

รีวิว: Sigma DP2 Merrill

ไม่ได้รีวิวของเล่น (กล้อง เลนส์ หูฟัง) มาซะนานเลย ว่าจะเขียนๆ ก็ไม่ได้เขียนสักที โดยเฉพาะ Fujifilm X-Pro1 ที่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เขียน (และก็คงจะยังไม่เขียนต่อไป จนกระทั่ง firmware 3.0 ออกมาซะก่อน) …​ แต่ “ตัวนี้”​ คงต้องเขียนถึงเป็นกรณีพิเศษซะหน่อย …. และ “ตัวนี้” ที่ว่าก็คือ Sigma DP2 Merrill ครับ


DSC_9430.jpg

Sigma DP2M วางอยู่หน้ากล่อง เสริมหล่อด้วย Hood กับ View Finder ที่ซื้อแยกต่างหาก

Disclaimer เกี่ยวกับรูปถ่าย: ทุกรูปที่ลงในบทความนี้ ไม่มีรูปไหนที่ “จบหลังกล้อง” ทุกรูปถ่ายเป็น X3 RAW จากกล้อง Convert เบื้องต้นใน Sigma Photo Pro และทำต่อใน Lightroom เพื่อให้เห็นผลจากการใช้งานจริงในแบบ Real-World Usage ไม่ใช่เน้นแบบ Lab-Test รูปทั้งหมดสามารถดูรูปใหญ่ได้ที่ Flickr ซึ่งผมลงไว้ที่ Photoset นี้ [Review] Me & Sigma DP2 Merrill ซึ่งตอนนี้มีรูปเท่ากับที่ลงในบทความนี้ แต่อาจจะเพิ่มในอนาคต (ซึ่งจะลงใน Flickr แต่ไม่เอามาลงเพิ่มในบทความนี้แล้ว)

ทำไมเป็นตัวนี้?

แน่นอนว่าคำถามแรกก็คือ “กล้องมีตั้งเยอะแยะ ที่มีแล้วก็เยอะ ทำไมเป็นตัวนี้?” … ถ้าชอบกล้องตัวเล็กที่มีเลนส์ Prime ก็มีทั้ง Fujifilm X100, X-Pro1+35/1.4, Nikon V1+18.5/1.8 อยู่แล้ว ยังไม่นับ Leica M8+35/2.5 ที่เล็กพอตัวอีกด้วย

คำตอบเรื่องนี้ดูท่าจะเป็นเรื่องของทั้งหัวใจและเหตุผลครับ … ผมชอบ “หลักการ” ของ Foveon X3 Sensor มาก ทั้งหลักการและความกล้าที่จะต่างจาก Bayer Sensor ทั่วไป (ซึ่งอันที่จริงแล้วผมชอบคนที่ทำอะไรแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ครับ เช่นเดียวกับการที่ผมชอบ X-Trans Sensor ของ Fujifilm) … และผมชอบ Street Camera ที่มีเลนส์ Prime กับ Sensor ใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย


SDIM0001.jpg

ดอกไม้บานหน้าวัด, สถานที่: Kamakura, ญี่ปุ่น

Continue Reading →

เลือก “กล้องคอมแพคจากปี 2012″: Tough Choice

2013 แล้วสินะ ได้เวลาเปลี่ยน “กล้องเล็ก” อีกครั้ง (ปกติจะเปลี่ยน 2 ปีครั้ง 2009: Panasonic LX3, 2011: Nikon P7000)

ครั้งนี้ หวยจะออกที่อะไร … อีกอย่าง เดี๋ยวนี้นิยามของคำว่า “กล้องเล็ก” มันเปลี่ยนไป กล้อง Compact รุ่นใหญ่ๆ ตอนนี้ตัวใหญ่กว่ากล้อง Mirrorless เปลี่ยนเลนส์ได้ซะอีก

  • Pana LX7: เลนส์ดีมาก ช่วงดีขึ้น (กว่า LX3) กว้างเหมือนเดิม แต่ยังสั้นไปนิด แต่ยังไม่ชอบสีพานา (ไม่รู้แก้หรือยัง) จะเล่นฝาแฝดมัน (D-Lux 6) ก็ไม่บ้าพอที่จะจ่าย double price เพื่อจุดแดง … แพงเกิ๊น (แต่ถ้ายังไม่ได้ซื้อ Lightroom ก็น่าสน)
  • Canon G1X, G15: No, sir, I don’t shoot Canon. ถึงจะอยากเล่นกับ G1X ก็เถอะนะ เซนเซอร์ใหญ่เวอร์ ตัวไม่ได้ใหญ่ไปกว่า G15 เท่าไหร่ (หรือผมคิดไปเองหว่า) … แต่เลนส์ f ปลายแคบไปนิดอ่ะ
  • Nikon P7700: รู้สึกว่ามันหลุดนิยามของ Compact ไปแล้ว ตัวเบ้อเริ่ม (พอกับพวก G ทั้งหลาย) ช่วงดีที่สุด เลนส์ดีขึ้นเยอะ แถม f กว้างใช้ได้ (แต่ยังไม่เท่าตัวอื่นๆ) แต่ที่สำคัญ .. เท่าที่โหลดไฟล์ sample ตามเน็ทมาทำเล่นดู ไฟล์โหดมาก! … แต่เริ่มที่ 28mm ยังแคบไป และเซนเซอร์เล็กไปหน่อย
  • Nikon P310: ตอนแรกดูๆ ลองเล่นนิดหน่อยก็ชอบนะ หลายอย่างเลย แถมราคาเป็นมิตรที่สุด แต่ว่า.. เจอ 1/2.3″ เซนเซอร์ ที่มี f ปลาย 4.9 โบกมือบ๊ายบายอย่างรวดเร็ว (ถ้า f ปลายขนาดนี้ ขอ 1/1.7″ ได้มะ .. ไม่งั้นขอ f/2.8 …โลภ)
  • Sony RX100: ต้องเชื่อ Sony เค้าเลย ที่ทำ The Impossible จนได้ ยัด 1″ เซนเซอร์ลงในกล้องตัวจิ๋วเดียว แถมได้เลนส์ f 1.8 อีกตะหาก (แต่เฉพาะที่ 28mm นะ ที่อื่นไหล แถมน่าจะไหลเร็วซะด้วย) จะมีที่ไม่ชอบก็อี 20mpx เนี่ยแหละ ไปลองเล่นแล้วไม่ชอบ ไม่ปลื้มเลย Processing ช้าเกิ๊น ไม่ทันใจวัยรุ่น(ตอนปลาย ที่ชีวิตเหลือน้อยแล้ว) ถ้า 10-12mpx น่าจะเจ๋งกว่านี้เยอะ จนไม่น่าจะเลือกยาก อีกอย่างก็ Sony UI & UX และ “Sony Price” (ไม่รู้มี Sony Timer ด้วยหรือเปล่า…)
  • Samsung: What? อะไรนะ มียี่ห้อนี้ด้วยเหรอ?
  • Fuji XF1: สวยอ่ะ เห็นแล้วกิเลสจับ แต่นอกจากความสวยแล้วไม่ค่อยจะมีอะไรเข้าท่าเท่าไหร่ (และการเปิดกล้อง จะทำให้ยากขนาดนั้นเพื่ออะไรหว่า)
  • Fuji X10:สวยเหมือนกัน เหมือนจับ X-Pro1 มาย่อส่วนเลย แถม 2/3″ เซนเซอร์ด้วย ใหญ่พอตัว … เลนส์ f2-2.8 น่าสนใจมาก มาตกม้าตายเอาอีระยะ 28-112mm เนี่ยแหละ ถ้าเป็น 24-112mm หรือแม้แต่ 25-112mm นะ ก็ไม่ต้องคิดมากเช่นกัน (คือ ถ้าจะเริ่ม 28mm ก็ขอยาวๆ หน่อยละกัน แบบ 28-140 อะไรเงี้ย f จะไหลเกิน 2.8 ไปหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก แต่เยอะจนเป็น f5.9 ก็ไม่ไหวนา แหะๆ โลภอีกล่ะ)
  • Olympus: Call me ignorant. Never look at their compacts.

หวยออกที่ตัวไหนล่ะ….

มีคนถามว่า แล้วพวก Compact แบบ Point & Shoot จริงๆ ตัวเล็กๆ บางๆ นี่ไม่สนใจบ้างเหรอ … บังเอิญว่าผมมีติดตัวอยู่ตลอดอยู่แล้วอ่ะ ชื่อ iPhone 4s (และอีกไม่นานเกินไป คงจะเป็น iPhone 5s อุ๊ปปปปปส์)

RAW Converter นั้นสำคัญไฉน?

เหตุที่ผมมักจะแนะนำให้พวกบรรดามือใหม่ หรือบรรดาคนที่ถ่ายภาพแบบ “แค่ต้องการได้รูปสวยๆ เป็นที่ระลึก” ว่า “อย่าไปยุ่งกับ RAW ไฟล์ ให้ถ่ายแค่ JPEG” มีมากมายหลายประการ ซึ่งผมเคยเขียนถึงไว้ครั้งหนึ่งแล้วที่นี่ (RAW vs JPEG เมื่อ 21 มีนาคม 2010)

แต่สาเหตุหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ ก็คือ “RAW มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ (ขึ้นกับ RAW Converter)” ซึ่งอันนี้ผมยังไม่ได้เขียนถึงแต่อย่างใด

โดยเชิงเทคนิคแล้ว เราไม่สามารถมองเห็นภาพจากไฟล์ RAW ได้ตรงๆ เลย เพราะ RAW มันก็ตามชื่อครับ มันไม่ใช่ภาพ มันเป็น “ข้อมูลดิบๆ” จากเซนเซอร์ของกล้อง ที่ไม่ผ่านอะไรมาเลยทั้งสิ้น กล้องเก็บอะไรมาให้ได้แค่ไหน ยัดลงมาทั้งหมดแค่นั้น ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ภาพ แต่เป็นข้อมูลดิบๆ

ตรงนี้หลายคนจะงงล่ะ .. ว่าแล้วที่เราเห็นเวลาเอาภาพ RAW ลงเครื่องล่ะ มันคืออะไร?

อันที่จริงที่เราเห็นคือ JPEG ซึี่งถูกโปรแกรมอ่าน RAW แต่ละตัวแปลงขึ้นมาจากการอ่านและตีความข้อมูลดิบใน RAW ครับ ซึ่งตรงนี้แหละเป็นปัญหาล่ะ เพราะว่าโปรแกรมอ่าน RAW แต่ละตัวมันไม่เหมือนกันซะทีเดียวน่ะสิ เชื่อป่ะล่ะ

ไม่เชื่อลองดู 2 รูปต่อไปนี้นะครับ ทั้ง 2 รูปเป็น JPEG ที่ถูกสร้างจากไฟล์ RAW ไฟล์เดียวกัน (ไฟล์ NEF จาก D800) รูปแรกโหลดเข้า Lightroom 4 แล้ว Export เป็น JPEG เลย กับรูปหลังโหลดเข้า Capture NX 2 แล้ว Export เลยเช่นเดียวกัน ทั้งสองรูปสามารถ Click เพื่อดูรูปใหญ่ได้ทั้งคู่ครับ


D800_LR4_Export.jpg



D800_CNX2_Export.jpg

เห็นชัดพอสมควร ว่าต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีสัน ที่ Capture NX 2 จะแม่นกว่าในการอ่านสีออกจาก RAW ของ Nikon (อันนี้เพราะว่าตอนที่ถ่าย ผมใช้ Standard Picture Control แต่มี +1 Saturation ไปในกล้องนิดหน่อย ดังนั้นจะเห็นว่า JPEG ที่แปลงจาก Capture NX 2 จะสีสันสดใสกว่านิดหน่อย เพราะมันอ่านตรงนี้ออกมาได้ด้วย) หรือรายละเอียดในที่แสงจ้าและในที่มืด (Highlight & Shadow)

ทีนี้ลองมาจัดการรูปกันต่อนิดหน่อย ซึ่งผมจะทำแค่ “ดึงข้อมูลในที่สว่างจ้า และที่มืด คืนมา เท่าที่จะทำได้” ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรมากกว่าการเลื่อน Slider ไปให้สุดเท่าที่มันจะมีให้เลื่อน ทั้งสองตัว


highlight_shawdow_sliders.png

ลองมาดูผลกันบ้าง ว่าเป็นยังไง เหมือนเดิมนะครับ รูปแรกคือ JPEG ที่ Export จาก LR4 และรูปหลังคือ JPEG ที่ Export จาก Capture NX 2


D800_LR4_DRP_Export.jpg



D800_CNX2_DRP_Export.jpg

จะเห็นได้ชัดขึ้นอีกว่า RAW Converter หรือโปรแกรมจัดการแปลง RAW แต่ละตัวนั้น ให้ผลไม่มีเหมือนกันตั้งแต่อ่าน RAW แล้วการนำมาใช้ต่อแล้ว ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ยังไม่เหมือนกันอีก คราวนี้ลองมา “ทรมาน RAW” กันเล่นนะครับ ด้วยการดันทุกอย่างแบบสุดโต่ง ว่าจะออกมาเป็นยังไง สิ่งที่ทำก็เหมือนๆ กัน คือ เร่งความต่างสี (Contrast) และความอิ่มสี (Saturation) ให้สุด พยายามดึงข้อมูลในที่มืด และตบเอาข้อมูลในที่สว่างให้ได้มากที่สุด และลดแสง (Exposure) ลงไป 1 Stop (พูดง่ายๆ คือให้แสงในภาพน้อยลงเท่าตัวหนึ่ง)


lr4_cnx2_sliders.png

ผลที่ได้ (รูปแรกจาก LR4 รูปที่สองจาก Capture NX 2 เช่นเดิม) ยิ่งต่างกันไปอีกมากมายมหาศาล


D800_LR4_EXT_Export.jpg



D800_CNX2_EXT_Export.jpg

จะเห็นว่า การเลือก RAW Converter ก็มีผลมากพอควรเลยทีเดียวกับผลลัพธ์ที่จะได้จากรูปดิบๆ ของเรา


ตรงนี้ผมอยากจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ กันสักนิด ว่าไอ้เจ้า “RAW” นี่มันคืออะไรกันแน่

RAW ก็เหมือนกับ “ฟิล์มดิจิทัล … ที่ยังไม่ได้ล้าง ยังไม่ได้อัด” น่ะแหละครับ เมื่อก่อนเคยรู้สึกหรือเปล่าครับว่า เราเอาฟิล์มไปล้าง ไปอัดรูปแต่ละที่ สีสันของรูปที่ได้มันไม่เหมือนกันเลย เพราะอะไรล่ะ? ก็เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน “Dark Room” ซึ่งก็คือ “การล้าง” และ “การแต่งฟิล์ม” น่ะแหละครับ แต่ละที่ใช้น้ำยาไม่เหมือนกัน สิ่งที่กระทำโน่นนี่ไม่เหมือนกัน (ผมไม่ลงรายละเอียดนะ เกินไป) จนกระทั่งอัดรูปลงกระดาษมาให้เรา

ในขณะที่ JPEG ก็คือ “รูปที่อัดเสร็จแล้ว” ยังไงมันก็ไม่หน้าตาเปลี่ยนไปจากนั้น แต่ในกรณีของการถ่าย JPEG จากกล้อง เราจะเชื่อใจให้ “ร้านอัดรูปในกล้อง” หรือ Image Processing Engine ในกล้อง ทำหน้าที่แปลงข้อมูลดิบจากเซนเซอร์กล้องให้เราทันทีเมื่อถ่ายรูป ผลที่ได้ก็คือ รูปจะหน้าตาเหมือนเดิมไม่ว่าจะเปิดที่โปรแกรมไหน เปิดเครื่องใคร (เมื่อไม่มี “ความต่างของจอภาพแต่ละเครื่อง” นะ เพราะแน่นอนว่าคนละจอกัน มีการแสดงผลหรือค่าของสีต่างๆ ไม่เท่ากัน ตามอะไรต่ออะไรหลายอย่าง ภาพที่เห็นมันก็ต่างกันเป็นธรรมดา … มันก็มีเหตุผลของมันว่าทำไมจอบางจอมันแพงกว่าจออื่น)

ดังนั้น การถ่าย RAW ก็คือ เราต้องมา “ล้างรูปเอง” และ “อัดรูปเอง” ถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด ถ้ามี RAW แต่เปิดมาแล้ว Convert เป็น JPEG เลยก็ต้องบอกว่าพลาดการได้รูปสวยๆ ไปอีกเยอะมาก แต่ถ้าคิดว่าจะไม่ทำแบบนั้น (คือถ่ายมาแล้วถ่ายเลย จะไม่มานั่งบรรจงทำอะไรทีละรูป) ก็ถ่าย JPEG เถอะ เพราะอย่างน้อยๆ การให้ Image Processing Engine ในกล้อง จัดการล้างรูปให้เรา ก็จะได้ “รูปที่เหมือนกับหลังกล้อง” ไม่ขึ้นกับความดีหรือความห่วยแตกของ RAW Converter ในเครื่องคอมพิวเตอร์เรา

ทั้งนี้ กล้องแต่ละตัว มี Image Processing Engine ที่เก่งไม่เท่ากันนะ กล้องหลายตัวของ Nikon นี่ผมไว้ใจ Image Processing Engine มันมากๆ จนแทบจะไม่ถ่าย RAW เลยนอกจากเจอที่แสงยากจริงๆ หรือที่ๆ อยากจะเก็บ “ฟิล์ม” ไว้ล้างเองจริงๆ ไม่ก็สำหรับงานสำคัญๆ ที่มันมีครั้งเดียวหรือถ่ายใหม่ไม่ได้แล้วจริงๆ เท่านั้น … แต่ในกรณี Panasonic หรือ Leica M8 นี่ถ่าย RAW ตลอด เพราะรับ JPEG จากกล้องมันไม่ได้เลย

ป.ล. แถมท้าย … ให้ดูว่า RAW มันทำอะไรได้บ้าง ในกรณีที่ “แสงยาก” และ “เป็นงานสำคัญ” … เป็นรูปจากงานแต่งงานผมเอง โดยฝีมือน้องชายและลูกศิษย์สุดที่รักคนหนึ่ง ถ่าย RAW จาก Nikon D3s และใช้ Capture NX 2 ในการล้างฟิล์ม


d3sraw.png

สองวันกับ Nikon V1

เพิ่งได้ของเล่นใหม่มาปลอบใจตัวเองหลังน้ำลด เพราะว่า Fujifilm X100 ที่เคยเขียนรีวิวไว้ที่นี่ เกิดเปียกน้ำ จากการที่วางไว้บนพื้นรถ และน้ำเข้ารถตอนหนีน้ำ แล้วก็ยังไม่ได้ส่งซ่อม GF1 ก็โดนขโมยไปเรียบร้อย แต่คิดว่าต้องมีกล้องตัวเล็กๆ คุณภาพดีหน่อยไว้พาไปไหนมาไหนง่ายๆ ….. ก็หาเรื่องเสียเงินเล่นอีก ว่างั้นเถอะ … และคราวนี้ก็มาถึงคราวของ Nikon V1 น้องใหม่ของค่าย Nikon ที่ผมใช้ D-SLR อยู่

ตอนท้ายรีวิวของ X100 ผมเขียนทิ้งท้ายไว้ว่า

ลึกๆ แล้ว ผมก็ยังหวังว่าจะได้เห็น Nikon SP กลับมาเกิดใหม่เป็นกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ แบบ X100 สักวัน

ฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ลองดูกันเลยครับ

หมายเหตุเกี่ยวกับรูป: ทุกรูปที่เห็นในนี้ เป็น Out-Of-Camera JPEG (นอกจากรูปที่ผมลองดึงเพื่อลอง Dynamic Range) ใช้โหมด Standard บ้าง Vivid บ้าง และเพิ่ม Sharpen ในกล้อง เพราะค่า Default มันต่ำไป ใช้ Auto White Balance ทุกรูป โดยมีปรับไปทางสีเย็นบ้างเป็นบางรูป (ปรับในกล้อง) และตั้ง Auto ISO ไว้ ถ่ายโหมด A, S, P แล้วแต่กรณี ทุกรูปย่อโดย Lightroom ซึ่งจะติด Sharpen เพิ่มมาอีกนิด … รูปทั้งหมดสามารถดูรูปใหญ่ได้ที่ Flickr ซึ่งผมลงไว้ที่ Photoset นี้ [Review] 2 Days with Nikon V1 ซึ่งตอนนี้มีรูปเท่ากับที่ลงในบทความนี้ แต่อาจจะเพิ่มในอนาคต (ซึ่งจะลงใน Flickr แต่ไม่เอามาลงเพิ่มในบทความนี้แล้ว)


DSC_0032.jpg

เจ้าไอโฟน (V1, 10-30, 19.6mm, 1/30s, f/5.6, ISO 450)

Nikon V1 (และ J1 ด้วย) เป็นกล้องที่ผมเชื่อว่า “คนเล่นกล้อง” หลายคนดู spec แล้วส่ายหัว เบือนหน้า เพราะว่ามันเป็นกล้องที่ “ขนาดเซนเซอร์ใหญ่ไม่จริง” คือ เล็กกว่า Micro 4/3 เสียอีก เรียกได้ว่าขนาดของเซนเซอร์ของ Nikon 1 ทั้งสองตัว จะอยู่ตรงกลางระหว่าง M4/3 และเซนเซอร์กล้องคอมแพคขนาดใหญ่ (พวก LX5, P7000 อะไรพวกนี้) พอดีเป๊ะ

แล้วถ้าเซนเซอร์มันเล็ก แล้วมันมีข้อเสียอะไรล่ะ? ที่เห็นง่ายๆ ก็ 2 ข้อเต็มๆ ครับ คือ

  • การถ่ายภาพในที่แสงน้อย ซึ่งเรื่องนี้ผมเคยทำ Pencast ไปแล้วครั้งหนึี่ง ลองย้อนดูได้ที่ Pencast: Digital Camera Image Sensor 101 …. แต่เรื่องการใช้งานในที่แสงน้อยนี่ผมไว้ใจ Nikon นะ เพราะผมเคยตาค้างมาแล้วกับ D3s แล้วก็จะว่าไป P7000 ก็ไม่ได้น่าเกลียดเลย
  • เรื่อง Shallow-Depth-of-Field (DoF) หรือการถ่ายชัดตื้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงฟิสิกส์แบบเดียวกัน ที่ว่ายิ่งเซนเซอร์เล็ก ก็ยิ่งถ่ายชัดตื้นยาก (เหตุผลอยู่นอกเหนือขอบเขตของรีวิวนี้ ถ้าสนใจวันหลังจะทำ Pencast ไม่ก็เขียนบทความให้อีกครั้ง วันนี้ขอบายก่อน)

แค่นี้ หลายคนก็ยี้แล้ว โดยไม่ต้องสนใจการใช้งานจริงแต่อย่างใด … แต่เมื่อผมลองใช้งานจริงแล้ว ผมคิดยังไงกับมันล่ะ?


DSC_0110.jpg

แมวมอง (V1, 30-110, 110mm, 1/30s, f/5.6, ISO 2800 — ยังพอดูได้)

รูปร่างและขนาด

ถึง V1 จะเป็นกล้องเซนเซอร์เล็ก แต่รูปร่าง ขนาด น้ำหนัก มันไม่ได้เล็กกว่าพวกตระกูลคอมแพคเปลี่ยนเลนส์ได้ทั้งหลายเลยนะ ยิ่งเทียบกับพวกตัวหลังๆ ที่พยายามทำให้ตัวกล้องมันเล็กๆ เช่นพวก NEX หรือ GF3 แล้วมันใหญ่กว่าด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้เมื่อดูบนกระดาษแล้ว ต้องบอกว่ามันน่าสนใจน้อยกว่าตัวอื่น แต่ว่าเมื่อลองใช้จริงๆ แล้ว ต้องบอกว่า “ผมชอบมันว่ะ” เพราะ

  • ขนาดและน้ำหนักมันกำลังเหมาะกับมือพอดี ถ้าเล็กกว่านี้หรือบางกว่านี้ ผมคงจะถือมันลำบาก
  • “เลนส์” … เนื่องจากมันเป็นคอมแพคเปลี่ยนเลนส์ได้ ดังนั้นมีแต่บอดี้เปล่าๆ คงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่แน่ แต่เมื่อใส่กับเลนส์แล้วมันจะบาลานซ์กันได้ดีแค่ไหน (ลองนึกถึง NEX กับเลนส์ 18-55 Kit ซึ่งผมลองจับดูแล้วรู้สึกว่ามันอยู่บนปากเหวของคำว่าบาลานซ์แล้ว ถ้าเป็นเลนส์ระยะไกลกว่านั้นคงรู้สึกมากกว่านั้นแน่ๆ หรือว่าจะลองนึกภาพ E-P, GF ใส่กับ Panasonic 45-200 ก็ได้ จะเห็นว่ามันไม่บาลานซ์เอาซะเลย นั่นแหละ ผมถึงแทบไม่เคยใช้ GF1 กับ 45-200 เลย)

ที่เคยมีการสัมภาษณ์ใครสักคน (ผมจำไม่ได้ ขออภัย) ว่า Nikon คิดเรื่องพวกนี้ “ทั้งระบบ” ไม่ใช่แค่เรื่องของเซนเซอร์ หรือขนาดตัวกล้อง เท่านั้น ท่าจะจริงแฮะ (แต่ว่าพอลองดูเลนส์ครอบจักรวาลอย่าง 10-110 แล้ว … เออ ตัวใหญ่อลังการเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะหลุดบาลานซ์ขนาดไหน)


DSC_0086.jpg
วาล์วน้ำหลังตึก (V1, 30-110, 74.3mm, 1/60s, f/5.0, ISO 200)

เลนส์

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเลนส์แล้ว ก็ขอเขียนถึงเรื่องนี้หน่อยก็แล้วกัน

V1 ชุดที่ผมได้มา เป็นชุด Dual Lens ซึ่งจะมีเลนส์ 2 ตัว คือ 10-30mm, f/3.5-5.6 (ระยะประมาณ 27-80mm) และ 30-110mm, f/3.8-5.6 (ประมาณ 80-300) ซึ่งครอบคลุมการใช้งานประมาณ 90% ที่ผมใช้ จะติดหน่อยก็ตรงที่หลายครั้งยังรู้สึกว่าเทียบเท่า 27mm มันแคบไปหน่อย (ตามประสาคนติด 24-70 และมี 14-24) ทำให้รู้สึกอยากได้อะไรที่มันกว้างกว่านี้ไว้สักตัวเหมือนกัน เช่น 6-13mm (ประมาณ 16-35) แต่คงจะตามมาทีหลัง เพราะว่าตอน M4/3 ออกใหม่ๆ ก็มีแต่ Prime, Normal Zoom กับ Tele เหมือนกัน แล้วก็มี 7-14 เป็น Ultra-Wide Zoom ออกมาทีหลัง


DSC_0670.jpg

สถานีสุดท้าย …​ ก่อนการเดินทางนิจนิรันดร์ (V1, 10-30, 10mm, 1/320s, f/7.1, ISO 100)

ทั้งสองตัวก็ทำงานได้ค่อนข้างดีนะ ผมยังไม่ได้ลองเอาภาพมาส่อง 100% ดูกลางภาพ ดูขอบ ดูอะไรเท่าไหร่ (ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้ทำอยู่แล้ว) เอาเป็นว่าทั้งสองตัวนี้ใช้งานได้กำลังสบาย ขนาดและน้ำหนักกำลังดี ทำงานไวและเงียบ ก็คงจะพอแล้วมั้ง


DSC_0104.jpg

กองใบไม้ร่วงบนพื้น (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/6.3, ISO 280)

สิ่งที่ผมรู้สึก “ชอบมาก” กับเลนส์ของ Nikon 1 ก็คือ “Telephoto Zoom ระยะ 80-300 ที่ตัวเล็กมาก” เวลาใส่กับกล้องแล้วไม่รู้สึกว่ามันไม่เข้ากัน หรือหน้าทิ่มแต่อย่างใด และทำให้เวลาเอาไปถ่ายคน มันดูเป็นมิตรมากขึ้นเยอะด้วย (ไม่รู้สึกเหมือนกำลังโดน “ซูม” ถ่าย) แบบนี้เวลาใช้งานคงมีความสุขขึ้นเป็นกองเลย

เรื่องเลนส์มีอีก 3 อย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ การออกแบบ การ Focus และ Hood

เรื่องการออกแบบก่อน การออกแบบเลนส์ทั้งสองตัวนี้จะต่างจากเลนส์ตัวอื่นๆ ของระบบ D-SLR ของ Nikon ที่เมื่อเมาท์เข้ากับกล้องแล้วใช้งานได้เลย สำหรับเลนส์ของ Nikon 1 ทั้งสองตัวนี้ก่อนจะใช้งานจะต้องทำการ “เปิดเลนส์” เสียก่อน ซึ่งก็คือการเลื่อนออกจากตำแหน่ง Lock เลนส์ ซึ่งเมื่อเลนส์อยู่ในตำแหน่ง Lock จะทำให้เลนส์มีขนาดเล็กลงอีกนิดหน่อย (อารมณ์ Collapsible Design น่ะแหละ) และเมื่อเลื่อนเปิดเลนส์แล้ว ถ้ากล้องปิดอยู่ก็จะทำการเปิดกล้องให้อย่างอัตโนมัติด้วย ซึ่งไปๆ มาๆ ผมก็คุ้นเคยกับการเปิดกล้องจากเลนส์มากกว่าจากปุ่มเปิด/ปิดบนตัวกล้องเสียอีก และการเปิดเลนส์นี้ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วพอสมควร


DSC_0499.jpg

แอบมอง (V1, 30-110, 74.3mm, 1/100s, f/5.6, ISO 200)

เรื่องการโฟกัส ก็ต้องยอมรับว่า “ไวและเงียบ” ทั้งสองตัว (ผมยังไม่ได้ลอง 10-110 และ 10/2.8) แต่มาตายเอาตรง Manual Focus เนี่ยแหละ คือ มันมีบางจังหวะที่ผมอยากจะปรับโฟกัสเองแบบด่วนๆ แต่ว่าเลนส์นี้มันดันไม่มีวงแหวนปรับโฟกัสบนตัวเลนส์เลยน่ะสิ ต้องปรับผ่านกล้อง (กดปุ่ม หมุนวงแหวนด้านหลัง ทำนองนั้น) ก็เลยรู้สึกว่า “อย่าดีกว่า ช่างมัน” หัดเรียนรู้นิสัย Auto-Focus ของมันให้ชินๆ จะดีกว่า


DSC_0106.jpg
ล้มในอ้อมกอด (V1, 30-110, 51.2mm, 1/125s, f/5.0, ISO 200)

สุดท้ายก็เรื่อง Hood ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเลนส์โดยตรงหรอก … แต่ในกล่อง V1 มันมีมาให้แต่ HB-N103 สำหรับ 30-110 แต่ไม่ยักกะมี HB-N101 สำหรับ 10-30 มาให้ด้วย ตอนแรกผมคิดว่าผมเผลอทำตกหรือเอาไปวางไว้ไหน โทรไปถามที่ร้านก็ได้คำตอบว่า ไม่มีให้ (เหมือนกันทุกกล่อง) …. อันนี้พูดไม่ออก เพราะว่า Lens Hood นี่สำคัญมากเลยถ่ายรูปย้อนแสง มันช่วยเรื่อง Contrast เรื่องอะไรพวกนี้เยอะเลย ตอนนี้ก็เลยต้องยกมือป้องแสงเอา ลำบากเปล่าๆ ก็คงต้องรอใครเอาเข้ามาขาย ไม่งั้นก็ต้องสั่งจาก e-Bay อีกแล้ว

สุดท้าย … บ่นนิดหน่อย ที่ไม่มี Fast Prime (2.8 กับ Prime นี่ผมถือว่า “ไม่ Fast” แล้วนะ) สำหรับระยะ Normal หรือ Wide-Normal เลย 10mm เทียบเท่า 28mm นี่ ผมว่าใช้ยากไปหน่อย … ได้อิทธิพลมาจาก NEX มากไปหรือเปล่าไม่รู้ .. ถ้ามีประมาณ 18/1.8 (เทียบเท่า 50mm) จะน่าสนใจมาก แถมเลขด้วยซะด้วยนะ


DSC_0144.jpg
Lonely Chair (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/6.3, ISO 180)

ก็คงต้องรอ Adapter ที่จะทำให้พวกเลนส์ AF-S จาก D-SLR มันใช้ได้นะ คิดๆ ดู 50/1.8 ก็ตัวไม่ใหญ่เท่าไหร่ เอามาใส่นี่ได้ระยะ 135 เลยทีเดียว (แถมได้ DoF เทียบเท่ากับ 135mm เปิดที่ประมาณ f/4.8 ซึ่งก็แคบพอดู ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่เลย)

การใช้งาน

เท่าที่ลองใช้งานดู เห็นได้ชัดเจนว่า V1 ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับพวกนักเล่นกล้อง ที่ชอบควบคุม ชอบเล่น DoF ชอบปรับค่าโน่นนี่ อะไรพวกนี้เลย แต่มันถูกสร้างมาสำหรับคนที่ต้องการยกกล้องขึ้นมาถ่าย ถ่าย ถ่าย แล้วก็ถ่าย ซะมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าพวกชอบ D-SLR อาจจะหงุดหงิด จะปรับอะไรก็ต้องเข้าเมนู แต่ก็ยังดีนะที่เมนูมันไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ ตรงไปตรงมา ง่ายพอควร ปรับไม่กี่ครั้งก็ชินแล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน ไม่ต้องอะไรมาก ขนาดการจะปรับ PASM ยังต้องเข้าเมนูเลย … แต่ว่าพวกที่เคยใช้คอมแพคตัวเล็กๆ (ที่ไม่ใช่พวก Advanced) มาก่อนจะรู้สึกเฉยๆ


DSC_0156.jpg
ถ่ายรูปวาด (V1, 30-110, 89.9mm, 1/10s, f/5.6, ISO 3200 — ก็ยังพอรับได้)

ถ้าใครเคยใช้กล้องคอมแพคของ Nikon มาก่อน ก็คาดหวังได้ไม่ยากว่ามันจะมีอะไรให้ปรับได้บ้าง นอกจาก PASM แล้วก็มีพวก Picture Control, Auto ISO, Vibration Reduction, อะไรพวกนี้น่ะแหละ แต่ที่ผมผิดหวังมากที่สุดก็คือ การตั้ง Auto ISO นี่เราไม่สามารถกำหนด “ความไวชัตเตอร์ต่ำสุด” ได้เลย นั่นคือ กล้องมันจะเลือก ISO ให้เราเองตามใจมัน โดยที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรเลย อันนี้เป็นผลเชิงลบอย่างมากสำหรับผม เพราะว่าโดยปกติแล้วผมจะชอบตั้งความไวชัตเตอร์ต่ำสุดไว้เหมาะกับประเภทภาพที่จะถ่าย เช่น ถ้ารู้ว่าจะไปที่ๆ ต้องถ่ายคนเยอะหน่อย ก็จะตั้งความไวไว้สูงหน่อย (อย่างน้อย 1/125s) ถ้าลดลงต่ำกว่านี้เมื่อไหร่ เตะ ISO ขึ้นได้เลย ยอม ..​ แต่ว่าตัวนี้นี่ ไม่มีการตั้งพวกนี้เด็ดขาด ก็เลยต้องเลี่ยงไปใช้โหมด Shutter-Priority แทนอย่างเลี่ยงไม่ได้ (ปกติผมจะใช้โหมด Aperture-Priority และตั้ง Auto-ISO พร้อมกำหนด Shutter-Speed ต่ำสุดเอาไว้)


DSC_0120.jpg
สงบ (V1, 30-110, 71.6mm, 1/15s, f/5.6, ISO 800)

อ่อ แล้วก็ทุก Option จะแทบไม่มีปรับละเอียดนะ เช่น Active D-Lighting จะมีแค่ On/Off ไม่มีรายละเอียดแต่อย่างใด

ที่ผม “ไม่ชอบเลย” กับการใช้งาน V1 ก็คือ ปุ่มเลือกรูปแบบการถ่าย (ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ฯลฯ) มันอยู่ใกล้ตำแหน่งวางนิ้วมือ และแม่เจ้าประคุณก็เปลี่ยนง่ายซะเหลือเกิน ไปแตะๆ หน่อยก็เปลี่ยนซะแล้ว ยกกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์ คิดว่าจะถ่ายภาพนิ่ง กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวซะงั้น ใครออกแบบตรงนี้สมควรโดนด่าจริงๆ …. แล้ว Dial ก็มีไม่เต็มวง แบบนี้จะช่วยเอา PASM มาใส่ไว้ตรงนี้หน่อยก็ไม่ได้ (เหมือนพวก D-SLR ที่ยังมี PASM อยู่ปนกับ Scene-Mode เลย)


DSC_0486.jpg
นางรำ (V1, 30-110, 110mm, 1/500s, f/6.3, ISO 100)

สรุปว่า ถึงมันจะตั้งค่านี่นั่นโน่นได้บ้าง แต่อย่างคิดและคาดหวังว่าจะตั้งโน่นตั้งนี่ได้ง่ายและปรับโน่นนี่ได้บ่อยๆ เหมือนกับ D-SLR (ยิ่งผมใช้ D3s ด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ ตัวนี้แต่งได้ยิ่งกว่าได้ซะอีก) ลองคิดว่ามันให้เราปรับๆ เป็นค่าตั้งต้นไว้ แล้วก็ลืมๆ มันไปซะว่าปรับได้ แล้วก็ถ่ายอย่างเดียวจะดีกว่า แบบนั้นมีความสุขกว่าเยอะ ถ้าไปถ่ายรูปแต่มัวแต่ปรับกล้อง หลายคนอาจจะไม่มีความสุขเท่าไหร่ (สำหรับผมก็แล้วแต่อารมณ์)

แต่ Auto Focus มันไวจริงๆ นะ ;-) แล้วก็ถ้าเลือกใช้ Electronic Shutter ล่ะก็ เงียบเป็นเป่าสาก ไม่มีเสียงใดๆ ทั้งสิ้น และเนื่องจากเลนส์ Tele ระยะไกล (เทียบเท่า 80-300) มันตัวเล็กมาก มาก มาก ดังนั้นมันเป็นกล้อง Sniper ชั้นดีชัดๆ .. โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้ J1 ที่สีสันเป็นมิตร ไม่เป็นภัยนะ ยิ่งดูโอเคเข้าไปอีก


DSC_0380.jpg
เณรกระซิบ (V1, 30-110, 110mm, 1/200s, f/7.1, ISO 100)

ภาพที่ได้

หลายคนคงสนใจตรงนี้ที่สุด (หลายคนเลิกสนใจตั้งแต่ spec แล้ว)


DSC_0236.jpg
หลับปุ๋ย (V1, 30-110, 53.1mm, 1/15s, f/5.0, ISO 900)

จากข้อจำกัดของเซนเซอร์อย่างที่รู้กันดี ทำให้ผมบอกได้ว่า ถ้าเราคาดหวังคุณภาพระดับ D-SLR ละก็ ผิดหวังแน่นอน ก็แหงล่ะ ขนาดเซนเซอร์มันใกล้เคียงกับคอมแพคมากกว่า D-SLR นี่นา แต่มันทำได้ขนาดไหนล่ะ?

จากการใช้งานจริงๆ ผมพบว่ามันทำได้ดีกว่าที่ผมคาดไว้ … โดยความคาดหวังของผมคือ “P7000 ที่ถ่าย ISO สูงดีกว่า P7000 อยู่ 1 Stop และมี DoF ที่ตื้นกว่า P7000 ที่ความยาวโฟกัสเทียบเท่ากันในระบบ 35mm อยู่ 1 Stop เช่นเดียวกัน” พูดง่ายๆ ว่า P7000 ใช้ ISO 1000 ได้ผลเป็นไง หมอนี่ต้องใช้ ISO 2000 ได้ผลประมาณนั้น และ P7000 ที่ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 140mm เปิด f/5.6 ได้ผลยังไง หมอนี่ที่เทียบเท่า 140mm เปิด f/8 ต้องได้ผลประมาณนั้น


DSC_0454.jpg
เล่นลม (V1, 30-110, 110mm, 1/1250s, f/8, ISO 100)

เริ่มจากเรื่อง ISO สูงกันก่อน โดยหลังจากถ่ายรูปใช้ Auto ISO โดยใช้เพดานบนสำหรับ ISO คือ 3200 ผมพบว่าผมรับ ISO สูงของกล้องตัวนี้ได้สบาย ถ้าจะเอาแค่โพสท์ภาพลงเว็บ หรือว่าใช้ภาพทั่วๆ ไป ไม่ได้พิมพ์อะไรใหญ่มาก ไม่ได้โพสท์ Crop 100% ลงเว็บ ผมว่ามันใช้งานได้สบายๆ ถึง ISO 3200 นะ ปกติภาพลงเว็บก็ไม่ค่อยจะเกินกรอบขนาด 800×800 กันอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าเมื่อดูที่ 100% ก็จะเห็น Noise มาเพียบ และรายละเอียดหายไปบ้าง แต่สำหรับการใช้งานของผมกับกล้องตัวนี้ ก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว และผมเชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายของกล้องตัวนี้ก็คงไม่มีปัญหาเช่นกัน


DSC_0248.jpg
เงาสะท้อนในกระจก (V1, 30-110, 110mm, 1/125s, f/5.6, ISO 500)

ถัดมาก็เป็นเรื่องสีสันของภาพ …. และนี่คงจะเป็นคำตอบสำหรับสิ่งที่ผมค้นหามานานเสียที เพราะว่ามัน “น่าจะ” ให้สีได้ “Nikon” อย่างที่ผมคุ้นเคยมากพอสมควร แต่ว่าจะเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะผมยังมีความรู้สึกนิดๆ ว่ามันต่างจากภาพจาก D3s ที่ผมคุ้นเคยอยู่หน่อย อาจจะเพราะว่า Auto White Balance มันให้ผลต่างกันก็เป็นได้ อันนี้เป็นความรู้สึกล้วนๆ เพราะว่ายังไม่ได้ลองเอา D3s มาถ่ายภาพเดียวกันเทียบดู แต่สำหรับ Auto White Balance นี่เราสามารถปรับแต่งค่าของมันใน 2 แกน (Temp และ Tint) ได้ไม่ยาก ก็ลองๆ ปรับเอาตามที่ชอบ เช่น ผมรู้สึกว่าภาพมัน “อุ่น” เกินไป ก็ไปปรับ Auto White Balance ให้มัน “เย็น” ลง 1 ช่อง เป็นต้น .. แต่สรุปว่า สีสวยครับ เขียวเป็นเขียว ฟ้าเป็นฟ้า ดูเป็นธรรมชาติ อาจจะติดอุ่นนิดๆ


DSC_0306.jpg
ประจันหน้า (V1, 30-110, 71.6mm, 1/125s, f/4.8, ISO 160)

ถัดมาก็เรื่อง “ชัดตื้น” ที่หลายคนฟันธงว่า “ไม่ได้” ตั้งแต่เห็น spec ของเซนเซอร์ (และเลนส์ที่ออกมา ไม่ใช่ Fast Tele-Prime) ทั้งที่จริงๆ แล้วการทำชัดตื้นขึ้นกับปัจจัยไม่กี่อย่าง คือ ระยะห่างสัมพัทธ์ระหว่างวัตถุ ฉากหลัง และตัวรับแสง ซึ่งพอเป็นเซนเซอร์ขนาดเล็ก ก็ต้องใช้เลนส์กว้าง และ Crop ตรงกลางมาใช้งาน (ที่เรียกว่า Crop factor ว่ากี่เท่าๆ น่ะแหละ กรณีของ APS-C คือ 1.5 M4/3 คือ 2 และ Nikon 1 คือ 2.7) ทีนี้พอเป็นเลนส์กว้าง จะให้ระยะห่างสัมพัทธ์มันได้มากพอที่จะทำชัดตื้น ก็ใช้วิธีง่ายๆ คือ อยู่ใกล้วัตถุที่จะถ่ายให้มากที่สุด จ่อได้ยิ่งดี ใช้รูรับแสงกว้างที่สุด และเลือกฉากหลังที่อยู่ไกลที่สุด และถ้าเป็นเลนส์ทางยาวโฟกัสยาว จะช่วยได้มากขึ้น

จะเห็นว่า ถ้าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ก็เล่นชัดตื้นได้ไม่ยากไม่เย็นอะไรเท่าไหร่


DSC_0730.jpg
ผลิใบ (V1, 30-110, 110mm, 1/400s, f/5.6, ISO 100)

แต่พอมาถ่ายคน ก็ยากขึ้นไปอีกนิด ที่จะให้หลังมันละลายหายไปเลย เพราะข้อจำกัดทางฟิสิกส์ทั้งหมดที่มีน่ะแหละ


DSC_0360.jpg
คุณพ่อ (V1, 30-110, 110mm, 1/200s, f/6.3, ISO 400)

จะเห็นว่าฉากหลังที่ไกลหน่อย เบลอจะไม่กวนใจกวนสายตาก็จริง แต่ตรงต้นไม้เนี่ยสิ “รก” มาก … และที่สำคัญ เจ้าเลนส์ 30-110 นี่ไม่ใช่เลนส์ที่ Bokeh สวยแต่อย่างใดเลย ลักษณะแย่ๆ ของ Bokeh เห็นชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นพวก Double-Line หรือพวกขอบหนานุ่มยัดไส้กรอก ดังนั้นยิ่งต้องเลือกฉากหลังดีๆ เพราะว่าถ้ามันไกลไม่พอแล้ว มันจะรกจนบางทีรู้สึกว่า “แล้วจะเบลอทำไมวะ ยิ่งเบลอยิ่งรำคาญ”

แต่เนื่องจากมันเป็นกล้องเซนเซอร์เล็ก ที่ทำ “ชัดตื้น” ยาก … ดังนั้นมันจึงทำ “ชัดลึก” ง่าย ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนก็ต้องการแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ผมคิดว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายของกล้องตระกูลนี้ ซึ่งก็คือ ผู้ทั่วไปที่อยากถ่ายรูปคนในครอบครัว งานปาร์ตี้ ใช้ถ่ายแบบ Snap เวลาไปเที่ยวเป็นที่ระลึก ฯลฯ


DSC_0513.jpg
เศร้ากันถ้วนหน้า (V1, 10-30, 16.3mm, 1/50s, f/5.6, ISO 400)

ผมเคยถ่ายรูปเวลาไปเที่ยวให้กับคนในกลุ่มเป้าหมายที่ว่านี้ด้วย D3s แล้วฉากหลังมันเบลอนิดหน่อย ด้วยธรรมชาติของกล้อง Full-Frame ถึงจะเปิดถึง f/8 ก็ยังมีปัญหา … คนในภาพบอกผมว่า “ภาพเสีย เพราะมันมีส่วนเบลอ” นี่แหละคือ “กลุ่มเป้าหมาย” ก็ลองคิดดูขำๆ เล่นๆ ว่ารูปที่ต้องการชัดทั้งรูปแบบข้างบนนี้ ถ้าใช้ Full-Frame ถ่าย จะต้องเปิดรูรับแสงเท่าไหร่


DSC_0638.jpg
ดอกไม้ช่อสุดท้าย (V1, 10-30, 30mm, 1/125s, f/5.6, ISO 110)

เรื่อง Dynamic Range เป็นอะไรที่ผมยังไม่ได้ลองแบบจริงจัง ว่ากล้องตัวนี้เก็บรายละเอียดในเงาและในจุดจ้าได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีถ่าย JPEG (คนอ่าน blog นี้จะทราบว่าผมถ่าย JPEG เป็นหลัก และถ่าย RAW เมื่อจำเป็นจริงๆ คือต้องตั้งใจจะเก็บ RAW เพราะจะเอาไปทำอะไรบางอย่างจริงๆ เท่านั้น) แต่เท่าที่ลองเล่นๆ ดู ก็พบว่ายังดึงโน่นตบนี่ได้บ้าง อาจจะไม่ได้ดีขนาดกล้องอีกหลายตัว ซึ่งก็แน่นอนตามธรรมชาติของเซนเซอร์ ลองดูตัวอย่าง 2 รูปต่อไป


DSC_0398-before.jpg
JPEG จากกล้อง (V1, 10-30, 30mm, 1/320s, f/5.6, ISO 100)

ลองทำรูปนี้ง่ายๆ ด้วยการดึง Shadow ตบ Highlight และปรับโน่นนี่นั่นนิดหน่อยแบบลวกๆ ใน Lightroom 3 ก็จะเห็นว่าหลายอย่างยังอยู่


DSC_0398-after.jpg
ลองปรับ Highlight, Shadow ง่ายๆ ใน LR3

ส่งท้าย

สรุปง่ายๆ เรื่องรูปและการใช้งาน ว่าให้คิดว่ามันเป็น “กล้องเซนเซอร์เล็ก ที่เซนเซอร์ใหญ่กว่าปกติ และเปลี่ยนเลนส์ได้” ดีกว่าจะมองว่ามันเป็น “กล้องเซนเซอร์ใหญ่ ที่ขนาดเล็ก และเปลี่ยนเลนส์ได้” อย่างที่หลายคนได้เคยมองมัน คือให้คิดว่ามันเป็น P7000 ที่เซนเซอร์ใหญ่กว่า P7000 และประสิทธิภาพการทำงานน้องๆ D-SLR ดีกว่าจะคิดว่ามันเป็น D-SLR ขนาดย่อส่วน


DSC_0726.jpg
ใบไม้ในสวน (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/5.6, ISO 200)

เป็นรีวิวที่ตอนแรกตั้งใจจะเขียนสั้นๆ แต่ไปๆ มาๆ ก็เขียนยาวอีกจนได้ และเป็นรีวิวที่มาจากการใช้งานจริงจังวันเดียว (และใช้เล่นๆ ถ่ายในบ้านอีกวัน) ดังนั้นหลายอย่างก็ยังไม่ได้ลอง เช่นพวก Motion ทั้งหลายทั้งแหล่ (จริงๆ อยากลองเล่นมากเลย) ก็เลยขาดเรื่องพวกนี้ไป .. ถามว่าผมพอใจกับมันมั้ย ก็ถ้าเรายอมรับมันในอย่างที่มันเป็น ที่ผมเขียนเมื่อกี้นี้ มากกว่าไปยัดเยียดให้มันเป็นในสิ่งที่มันไม่ได้เป็น จะดีที่สุด เราก็จะมีความสุขกับมันอย่างที่มันเป็น และเราจะเห็นตัวเราสะท้อนในสิ่งที่มันเป็นมากขึ้น


DSC_0679.jpg
แม้ร่างตน เขาก็เอา ไปเผาไฟ (V1, 30-110, 30mm, 1/1600s, f/4.0, ISO 100)

ไว้ F-Mount Adapter ออกมาเมื่อไหร่ ผมคงจะกลับมาเขียนถึงตัวนี้อีกครั้ง ว่าเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับตอนนี้คงต้องจบแค่นี้ก่อนครับ


DSC_0656.jpg
ลาก่อนครับ คุณยาย (V1, 10-30, 15.7mm, 1/500s, f/5.6, ISO 100)

ทดสอบ Dynamic Range กับ X100 JPEG

เห็นคุณ RBJ ทดสอบ Dynamic Range (DR) จาก RAW ของ D7000 แล้วรู้สึกว่ากล้องสมัยนี้มันเก็บ Dynamic Range ได้ดีน่าใจหายมากๆ เมื่อเทียบกับแค่ไม่กี่ปีที่แล้ว … ก็เลยนึกสนุกลองดูบ้าง ว่า JPEG จากน้องเล็ก X100 มันจะทำได้ดีแค่ไหน

ว่าแล้วก็เอากล้องไปเดินเล่นแถวสยามตอนเย็นๆ แล้วก็กดรูปนี้มาซะ


DSCF1250.jpg

เป็นรูปที่ตั้งใจให้มี contrast ของแสงค่อนข้างมาก จะเห็นว่าฟ้า (Highlight) ค่อนข้างหายและจืด ส่วนด้านล่าง (Shadow) ค่อนข้างมืดมองอะไรไม่เห็นเท่าไหร่ และนี่เป็น “JPEG” จากกล้อง ไม่ใช่ RAW ดังนั้นโอกาสที่จะมีข้อมูลเหลือๆ เก็บอยู่ในไฟล์ให้เอามาทำอะไรได้ก็น้อยลงไปเยอะ

เอาล่ะ ก็ถึงเวลาทดสอบซะทีว่ามันเก็บไว้ได้แค่ไหน ว่าแล้วก็เปิด Lightroom แล้วก็ปรับแบบไม่คิดอะไรมาก ลาก Recovery กับ Fill Light ให้สุด จากนั้นก็ปรับๆ นี่นั่นโน่นนิดๆ หน่อย พวก +/- Contrast, Saturation, Brightness, Exposure ให้มันพอดูได้บ้างอะไรบ้าง

ใช้เวลาลวกประมาณ 2-3 นาที ผลลัพธ์นี่อยากจะกรี๊ดสลบเลยทีเดียว …. ไม่ใช่กรี๊ดเพราะรูปสวยนะ แต่กรี๊ดเพราะ “DR มันมีให้เล่นเยอะขนาดนี้เลยหรือนี่?”


DSCF1250-2.jpg

อีกครั้งนะครับ นี่เป็นการ “ตบและดึง” ดื้อๆ จากไฟล์ JPEG ธรรมดาๆ จากกล้อง ไม่ได้ถ่าย RAW ไม่ได้ทำ HDR

(ป.ล. รูปนี้ดูบนจอ MacBook Pro แล้วสีมันสวยกว่า Samsung ที่ใช้เป็นจอ 2 อยู่มากมายเลยแฮะ สงสัยได้เวลา Calibrate ใหม่)