จังหวะดีของคนอยากเล่น DX format?

ดูตาม webboard ที่มีการขายกล้องมือสอง ตอนนี้คนปล่อย D300, D200 กับเลนส์ DX format ดีๆ กันหลายคนเลย ตัวยอดฮิตที่ปล่อยกันก็ 17-55mm F2.8 ที่เห็นปล่อยในช่วง 35,000-40,000 กันเยอะมากผิดปกติ

สงสัยสมทบทุนเล่น D700 เป็นส่วนมาก ก็เลยปล่อยทั้งกล้องและเลนส์ที่คิดว่าจะไม่ได้ใช้

แต่ว่าตัวรองๆ ลงมาไม่ค่อยมีปล่อยแฮะ สงสัยต้องรอ D90 ออก อาจจะได้เห็นการปล่อย D80, D60 กันเยอะขึ้นเช่นเดียวกัน (ไม่รู้เหมือนกันแฮ​ะ … ถ้าผมมี D60 ยังไงๆ ก็คงไม่ปล่อยมัน เก็บไว้เป็นกล้องสำรอง)

Wishlist

เขียนระบายกิเลสตัวเอง

D700 กับ AF Nikkor 135mm F/2 DC.

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดกิเลสน่ะเหรอ …. ที่นี่ Portrait Photo Gallery by Pablo Lee at pbase.com เห็นใช้ D3 กับ 135mm แล้ว ……. กิเลสพุ่ง

พักหลังๆ ยิ่งเห็นคนเริ่มเอาภาพจากดอยเจ็ดลี้มาโพสท์เล่นกันตามพันธ์ทิพย์ ตามไทยดี ตามฯลฯ อยู่

ก็เลยเอามาอยู่ใน Wish list ไว้ก่อน แต่ว่าจะเมื่อไหร่นี่อีกเรื่อง (คงอีกพักใหญ่ๆ มากๆ) (วีร์เคยแซวว่า อีกหน่อยคงจะเห็นผมถอย 3 กษัตริย์ตัวสุดท้าย 14-24 F2.8 … บอกได้เลยว่าตัวนั้นน่ะ ไม่อยู่ในโครงการ คงอีกนานกว่าจะเห็น ฮ่าๆ)

ทำยังไง ให้ “หน้าชัด หลังเบลอ”

(ที่เขียนบทความนี้ยาวๆ เพราะว่าเขียนตอบในกระทู้ตามบอร์ดกล้องบ่อย และมีคนถามบ่อย ก็เลยคิดว่างั้นเขียนไว้หน่อยก็แล้วกัน)

ในการถ่ายรูป บางทีเราก็ไม่ได้ต้องการให้ชัดทั้งภาพ แต่ว่าต้องการให้มันชัดเฉพาะจุด/สิ่งที่ต้องการถ่าย เช่นการถ่ายภาพเน้นวัตถุ หรือการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งทำให้เกิดความต้องการที่จะ “ควบคุม” ความชัดเจนของส่วนที่ไม่ได้ต้องการจะเน้น (หรือส่วนที่ไม่ได้เป็นจุดโฟกัส)

ในกรณีที่เป็นภาพถ่ายบุคคลหรือวัตถุ เรามักจะเรียกกันเป็นภาษาชาวบ้านๆ ว่า “ถ่ายให้หน้าชัดหลังเบลอ” ทีนี้จะถ่ายยังไงให้มันหน้าชัดหลังเบลอ หรือว่ามันมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดภาพที่หน้าชัดหลังเบลอได้บ้าง?

หลายคนบอกว่าลองไปอ่านๆ ดูจาก Depth of Field – Wikipedia … ซึ่ง อืมมมม ดูยุ่งยากแฮะ ยาวยืดเลย แถมมีโมเดลทางคณิตศาสตร์ หลักการทางฟิสิกส์ และการคำนวณอะไรไม่รู้วุ่นวายไปหมด เจอแล้วจอด… เลยขอเขียนจากประสบการณ์ให้ฟังง่ายๆ ก็แล้วกัน เอาเป็นว่าอย่างน้อยๆ ก็เป็น Guideline ในเชิงปฏิบัติในการเลือกกล้อง/เลนส์ และการตั้งค่าก็แล้วกันนะครับ

1. ขนาดของรูรับแสง:

อันนี้เป็นที่รู้กันในวงกว้างครับ ว่าขนาดของรูรับแสงส่งผลกับระยะชัดของภาพ ถ้ายิ่งรูรับแสงกว้าง จะยิ่งชัดตื้น ดูตัวอย่างจากภาพ (click เพื่อดูภาพเต็ม)

จากภาพ รูปซ้ายใช้กล้องตัวเดียวกัน เลนส์ตัวเดียวกัน คือ Nikon D300 + AF Nikkor 85 F1.4 ตากล้องกับแบบไม่ได้ขยับ เปลี่ยนแปลงแค่ค่ารูรับแสง รูปซ้ายใช้ F5.6 รูปขวาใช้ F1.8 (อ่อ ค่าพวกนี้ยิ่งน้อย ยิ่งรูรับแสงกว้าง) ตั้ง Aperture-priority mode ดังนั้นก็เลยมีการปรับความเร็วชัตเตอร์อัตโนมัติตามรูรับแสง ให้ความสว่างของรูปเท่าๆ กัน

ถ้าทางยาวโฟกัสเท่ากัน รูรับแสงกว้างกว่าจะให้ภาพส่วนที่ไม่อยู่ในโฟกัสมีความเบลอมากกว่า แต่ว่าทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้มันเบลอสวยๆ นะครับ ลองดูภาพถัดไป

ภาพนี้ถ่ายที่ F2.8 ครับ ซึ่งถ้าขนาดของรูรับแสงมันมีผลอย่างเดียวเนี่ย มันควรจะเบลอในส่วนฉากหลังมากกว่านี้ใช่หรือไม่ (อย่างน้อยก็น่าจะเบลอกว่า F5.6 ด้านบน) คำตอบก็คือมันมีอีกหลายองค์ประกอบด้วยกันครับ ลองดูใน metadata ของรูปเล่นๆ ก่อนก็ได้ครับ … ว่ามันมีค่าอะไรเปลี่ยนไปอย่างที่เห็นได้ชัดจากรูปบนๆ

ครับ …​ผมถ่ายรูปนี้ที่ 20mm ใช้ AF Nikkor 20mm F2.8 ครับ

2. ระยะโฟกัส:

จริงๆ แล้วเป็นเรื่องใหญ่กว่ารูรับแสงอีกนะ ในความคิดผม (รูรับแสงมันส่งผลโดยตรงกับความเร็วชัตเตอร์ ทำให้ถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหวให้นิ่งได้ดีกว่า และเนื่องจากมันเป็นส่วนที่รับแสงอะนะ ยิ่งกว้างก็ยิ่งไว ถ่ายในที่แสงน้อยๆ ได้ดีกว่า … ผลถือว่าการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอนี่เป็นผลพลอยได้มากกว่า)

ไม่ต้องพูดอะไรมากครับ ดูภาพเลยก็แล้วกัน

สามภาพนี้ ถ่ายใช้ Nikon D300 กับ AF-S Nikkor 70-200mm F2.8 VR เปิดรูรับแสง F2.8 ทั้งสามภาพ โดยที่ถ่ายที่ระยะโฟกัสต่างกัน คือ บนซ้าย 200mm, บนขวา 150mm และล่าง 105mm (ซึ่งจริงๆ รูปล่างไม่ใช่ตัวเปรียบเทียบที่ดีนัก เนื่องจากยืนไกลไปนิด ขนาดของแบบที่เห็นในรูปเลยไม่เท่ากับสองรูปบน)

แต่ก็เห็นว่าฉากหลังเบลอมากน้อยกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด โดยที่ตัวแบบยังคงคมชัดอยู่

ให้อธิบายเรื่องนี้ง่ายๆ ก็คงจะต้องให้ทดลองแบบนี้ครับ

  • ให้เพื่อนซักคน ยืนชูสองนิ้วหรือยกมือก็ได้ อยู่ไกลๆ พอประมาณ (เช่นหน้าห้องกับหลังห้อง) แล้วมองโฟกัสไปที่มือของเพื่อนคนนั้นด้วยตาเปล่า จะเห็นว่ามือเพื่อนกับฉากที่อยู่หลังเพื่อนมันชัดเท่าๆ กัน
  • “ซูมด้วยเท้า” คือ เดินเข้าไปหาเพื่อนคนนั้นเรื่อยๆ โดยที่สายตายังคงโฟกัสกับมือเพื่อน จะเห็นว่ายิ่งใกล้ๆ ฉากหลังจะยิ่งเบลอมากขึ้น

เหตุผลง่ายๆ นะครับ ก็คือ การที่เราเดินเข้าไปหามือเพื่อนเรื่อยๆ เนี่ย ทำให้ระยะ “สัมพัทธ์” ระหว่างมือเพื่อน ฉากหลัง กับตาเรา เปลี่ยนไปหมดครับ มือเพื่อนห่างจากฉากหลังเท่าเดิมน่ะแหละ แต่ว่าถ้าวัด “สัมพัทธ์” กับตาเราแล้ว มือเพื่อนจะอยู่ห่างจากฉากหลังมากขึ้น และใกล้ตาเรามากขึ้น

ระยะโฟกัสของเลนส์ ก็เหมือนกับการเดินซูมเท้าน่ะแหละครับ มันมีหน้าที่ดึงวัตถุที่อยู่่ห่างๆ ให้เหมือนวางอยู่ใกล้ๆ กับกล้องมากขึ้น ดังนั้นก็เลยกลายเป็นว่ายิ่งทำให้เสมือนว่าอยู่ห่างกับฉากหลังมากขึ้น (ทั้งๆ ที่จริงๆ วัตถุกับฉากหลังอาจจะอยู่เกือบจะที่เดียวกันเลยก็ได้ ถ้ามองด้วยตาเปล่า)

3. ขนาดของ Sensor:

อันนี้ประหลาดหน่อย บางคนถึงขึ้นอาจจะสงสัยว่า “เกี่ยวไรด้วยเนี่ย”.. และไม่ค่อยจะเคยเห็นคนเขียนถึงเท่าไหร่

เคยสงสัยบ้างหรือเปล่าครับ ว่าทำไมพวกกล้องคอมแพคถึงถ่ายหน้าชัดหลังเบลอโคตรยาก ทั้งๆ ที่หลายคนดู spec ของเลนส์แล้ว ว่า “มันก็ 2.8 นะ ทำไมมันถ่ายไม่เบลอ?”

อย่างที่ผมบอกแหละครับ ให้คิดซะว่าขนาดของ aperture มันคือความไวของเลนส์มากกว่า มันช่วยการหยุดการเคลื่อนไหว หรือการโฟกัสในที่แสงน้อยมากกว่า ไม่ใช่ว่า F กว้างและมันจะเบลอเสมอไป

กล้องคอมแพคส่วนมากจะมีขนาด Sensor ที่เล็กมาก ….. (ซึ่งมีผลหลายอย่างครับ ไว้วันหลังจะเขียนให้อ่าน) ทำให้มีผลกับ “ระยะสัมพัทธ์” อีกแล้ว …

ลองเล่นที่นี่ดูครับ Digital Camera Sensor Sizes: How it Influences Your Photography ลงไปข้างล่างไปให้ถึง Depth of Field Requirements แล้วลองใส่ตัวเลขเล่นๆ ดู

อันนี้แสดงว่าถ้าเราใช้กล้องที่มี crop factor 1.5 แล้วตั้งทางยาวโฟกัส 10mm และรูรับแสง F11 แล้วจะได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการใช้กล้อง 35mm ที่ 15mm (อันนี้คิดว่าคงทราบ) “และ” รูรับแสง 16.5 อืมมม

อืมม งั้นลองมาเล่นกันเล่นๆ ดีกว่า ว่าอยากได้ผลลัพธ์เดียวกับการที่ใช้กล้อง DSLR ที่มี crop factor 1.5 (พวก Nikon ที่ไม่ Full-frame) ถ่ายที่ระยะ 105mm และใช้รูรับแสง F2 จะต้องตั้งค่าในพวกกล้องที่ใช้ 1/1.8″ Sensor ยังไง …​

ซึ่งผลที่ได้ก็คือ 33mm และ F 0.6 ไม่ได้โจ๊กเล่นครับ ลองใส่ตัวเลขดูได้เลย

ลองเล่นๆ ดูพบว่า ถ้าตั้งขนาดรูรับแสง หรือ Aperture ที่ F2.8 บนกล้องคอมแพคแล้ว มันจะมีค่าเท่ากับ F13.5 บน 35mm/Full-frame และ F9 บนกล้อง crop factor 1.5 ครับ …. ยังไงๆ มันก็ชัดลึก

ยิ่ง ​Sensor ใหญ่เนี่ย ถ้าต้องการได้รูปภาพที่มีขนาด Subject เท่ากัน และมีความชัดตื้น/ลึกเท่ากันด้วย เราจะต้องเข้าใกล้มากขึ้น หรือใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้รูรับแสงที่ “แคบลง” เรื่อยๆ เพื่อรักษาระยะชัดตื้นชัดลึก (ถ้างงว่าเพราะอะไร ก็ลองคิดถึงตัวอย่างการซูมเท้านะครับ ….)

คิดๆ ก็ไม่แปลกล่ะครับ เนื่องจาก Sensor ของกล้องพวกคอมแพคมันเล็กจัด ..​ ดังนั้นจากมุมมองของ Sensor 1/1.8″ เหล่านั้นแล้ว ระยะ 7-10mm ถือว่า Normal ครับ (เทียบเท่ากับ 35-50mm บน Full-frame) อะไรไกลกว่านั้นถือว่าไกลหมด … ดังนั้นผลที่ได้ก็เลยเหมือนกับว่าให้เพื่อนไปยืนไกลๆ (จากตัวอย่างของทางยาวโฟกัส ที่พูดถึงไปแล้ว)

เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอในกล้องคอมแพคยากมากๆ … ถ้าจะพอทำได้ก็ต้องใช้พวก super super zoom แล้วก็ซูมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (หมายถึง optical zoom นะครับ อย่าไปยุ่งกับ digital zoom เพราะว่ามันคือ crop ธรรมดาๆ) จากนั้นก็ยืนให้ชิดกับแบบที่สุดเท่าที่จะมากได้ … ก็อาจจะพอทำได้บ้าง

Goodbye, D70

หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาร่วมสองปี ก็คงต้องถึงเวลาอำลากันแล้วสินะ D70 และเลนส์ 18-70mm ตัวเก่ง (ที่รับช่วงต่อมาจากคุณวีร์ หรือ Vman ในเว็บนี้ มาอีกที)

ขอบคุณที่ให้ผมได้เรียนรู้เรื่องการถ่ายรูป ขอบคุณที่สอนอะไรหลายๆ อย่างให้ ถ้าไม่มีนาย วันนี้ก็คงยังใช้กล้องคอมแพคไปเรื่อยๆ และถ้าใช้กล้องรุ่นใหม่ๆ (อย่าง D80, D300) เลย ก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรขนาดนี้

ว่ากันตามเว็บบอร์ดหลายที่ ว่าตั้ง D70 เป็น ไปใช้กล้องตัวไหนถ่ายก็สวยทั้งนั้น ไม่ใช่อะไรที่ผมได้ยินมาเกินเลยแม้แต่อย่างเดียว ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะมากมาย ที่คิดว่าถ้าเริ่มด้วย D80 เลยคงจะได้เรียนรู้น้อยกว่านี้เยอะมากๆ จริงๆ

หวังว่าคงจะมีความสุขกับเพื่อน (เจ้าของ) ใหม่นะ และหวังว่าคงจะสอนเพื่อนใหม่ให้เรียนรู้เรื่องการถ่ายรูปทั้งหลายแหล่ ได้อย่างที่เคยสอนผม (แต่ว่าเจ้าเพื่อนใหม่ของนายคงต้องหาแรงบันดาลใจและนางแบบส่วนตัวก่อนหรือเปล่าหว่า?)

ประมวลรูปใน rawitat.multiply.com ที่ใช้ D70 + Nikkor AF-S 18-70mm F3.5-4.5G ED-IF Kit lens

  1. น้องเกดที่พระราชวังสนามจันทร์ (3/25/51)
  2. น้องเกดที่รอบสระแก้ว ม.ศิลปากร (3/27/51)
  3. น้องเกดที่ลุมพินีเพลส สะพานควาย (3/28/51)
  4. ญี่ปุ่น #1: Osaka, Nara, Kyoto (4/3/51)
  5. ญี่ปุ่น #2: To Mt. Fuji (4/4/51)
  6. ญี่ปุ่น #3: เล่นหิมะที่ Mt. Fuji (4/4/51)
  7. ญี่ปุ่น #4: Mt. Fuji ตอนเช้า/เย็น (4/4-5/51)
  8. ญี่ปุ่น #5: Owakudani, Hakone (4/5/51)
  9. ญี่ปุ่น #6: ทะเลสาบที่ Hakone (4/5/51)
  10. น้องกิ๊ฟ ระหว่างทริปที่ญี่ปุ่น (4/3-5/51)
  11. น้องเกดที่เกาะลอย, บ้านฉาง, วังมหาราช (4/7/51)

จริงๆ ยังมีอีกหลายอัลบั้มที่ไม่ได้อยู่ในระบบออนไลน์ไหนๆ ทั้งสิ้น (เช่นวันสงกรานต์ งานพืชสวนโลก สุโขทัย อัมพวา ถ่ายเล่นทั่วไปในมหาวิทยาลัย ปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน งานรับปริญญา มศก. หัวหิน ฯลฯ) และไม่คิดจะเอาขึ้นด้วย

Goodbye, my D70.

รายการของเล่น (กล้อง/เลนส์)

อืมม มานั่ง List เล่นๆ ดูดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ..​ เพราะว่าตอนนี้คิดว่ามีที่อยากจะมีครบแล้ว มานั่งดู เยอะเหมือนกันนี่หว่า

กล้อง:

  1. Nikon D300
  2. Nikon D80 (ตอนนี้ให้แฟนใช้เป็นหลักครับ น้องเค้าหัดถ่ายรูปอยู่)
  3. Canon IXUS 850 IS (วางไว้ในรถ หรือว่าใช้เวลาขี้เกียจแบก DSLR)

แฟลช:

  1. Nikon SB-800 Speedlight

Prime Lens: (พักหลังๆ เล่นพวกนี้มากกว่าพวกซูม ดีกว่าเยอะ)

  1. Nikkor AF 20mm F2.8 D (เอาไว้ถ่ายเก็บบรรยากาศ กับรูปคู่)
  2. Nikkor AF 35mm F2 D (เพิ่งได้มา ชอบมาก คม หวาน ถ่ายง่าย ใช้สนุก)
  3. Nikkor AF 50mm F1.8 D (ว่าจะขาย … ไปๆ มาๆ ไม่ค่อยได้ใช้)
  4. Nikkor AF 85mm F1.8 D (สวย หวานดี แต่อีกสองเดือนจะขาย สมทบทุนเล่น F1.4)
  5. Nikkor AF 105mm F2 D DC (หามานาน สุดยอดเลย แต่คุมยากหน่อย)

Zoom Lens:

  1. Nikkor AF-S DX 18-135 F3.5-5.6 (มากับ D80 ไม่ชอบที่สุดที่มี ใช้แค่ตอนลอง D80 เก็บเข้าลัง)
  2. Tamron 17-50mm F2.8 Di-II LD (ติดหน้ากล้องวันสิ้นคิด พกเลนส์ได้ตัวเดียว อะไรแบบนั้น)
  3. Sigma 70-300mm F4-5.6 APO DG Macro (คุ้มมาก แต่เสียดายไม่มี OS กับ HSM)
  4. Sigma 10-20mm F4-5.6 DC HSM EX (ยังใช้ไม่คุ้มเท่าไหร่ ยังเรียนรู้ Perspective มันอยู่)
  5. Sigma 50-150 F2.8 APO EX DC HSM (ไปๆ มาๆ ชอบตัวนี้ที่สุดใน Zoom ทั้งหมด เพราะส่วนมากชอบระยะประมาณนี้อยู่แล้ว คม สวย ใช้ได้)

Macro Lens: (ตอนนี้กำลังเริ่มหัดถ่าย — คงต้องซื้อขาตั้งซะที ไม่ไหว)

  1. Sigma 70mm F2.8 EX DG (ดีนะ AF ได้ใกล้มาก แต่ช้าหน่อย)
  2. Nikkor AF-S 105mm F2.8G IF ED VR Micro (ตอนแรกจะไม่เอาล่ะ แต่ว่าตัวนี้ได้มาถูกมากจนแทบอยากกรี๊ด…)

ทุกอย่างเริ่มต้นกับ “อยากจะถ่ายรูปแฟนให้สวยกว่าคนอื่น” (หมายถึง กว่าที่คนอื่นเคยถ่ายน้องเค้ามา) จนกลายมาเป็นสิ่งเสพย์ติด (หมายถึงเสพย์ติดการถ่ายรูป แต่ยังถ่ายรูปแฟนมากกว่ารูปอื่นๆ มาก — มีคน/วัตถุ/สถานที่/แนวทาง 20% เท่านั้น ที่อยู่ในรูป 80% ของเรา .. กฏ 20/80 มันใช้ได้แทบจะเสมอ)

ต้องขอบคุณน้องเกดมากๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเรียนรู้เรื่องการถ่ายรูป เรื่องเลนส์ และเรื่องกล้อง จริงๆ จังๆ เสียที หลังจากอยากจะถ่ายมานานแล้ว

ไม่ลงทุนสูงไปหน่อยเหรอ? บอกตามตรงครับว่า “สูงมาก” มากๆ เลย และทำเอาเงินที่เก็บๆ ไว้นานร่อยหรอลงไปเยอะมาก แต่ทุกครั้งที่ถ่ายรูปเกดออกมาสวย เจ้าตัวชอบ มีความสุข การลงทุนทุกอย่างมันคืนทุนแบบไม่รู้จะว่ายังไงดี

รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยของเค้า ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตาม มันประมาณค่าออกมาเป็นเงินเป็นทองไม่ได้

อีกอย่าง ของพวกนี้เก็บดีๆ ก็ใช้งานได้นาน ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ใช่หรือ ผมว่าสิ่งทีมีค่าที่สุดในชีวิตเราคือ ความทรงจำ และก็คงจะมีเพียงไม่กี่อย่างที่ช่วยเราเก็บความทรงจำเอาไว้ ภาพถ่ายคือหนึ่งในนั้น

ปล. ผมเดาว่าคุณวีร์กับพี่ต้นจะต้องแวะมาแซวใน comment ของ entry นี้แน่นอน (ฮาฮา)

ตาม “ธรรมชาติ” ของ “เครื่องมือ”

“มนุษย์” มีวิวัฒนาการมาร่วมกับ “เครื่องมือ” เสมอ เราสร้างเครื่องมือขึ้นมาตามความต้องการ และสุดท้ายเครื่องมือเหล่านั้นก็กลายมาเป็นตัวกำหนดลักษณะการใช้ชีวิตและการทำงานของเรา เห็น Loop กันไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เหมือนกับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ หรือว่าเครื่องมือที่เรียบง่ายกว่านั้นเช่นค้อน ไขควง กรรไกร ช้อนส้อม ฯลฯ

ผมเพิ่งจะมาสังเกตตัวเองว่าลักษณะการถ่ายรูปเปลี่ยนไป ตั้งแต่เปลี่ยนเลนส์ตัวหลักสำหรับการถ่ายรูปแฟน (ตามไปดูรูปใน rawitat.multiply.com เองเด้อ) จากเลนส์ซูม Tamron 17-50mm F2.8 มาเป็นพวกเลนส์ Portrait โดยเฉพาะมากกว่า ก็คือ Nikkor 85mm F1.8 และ Nikkor 105mm F2 DC (แต่ว่ารูปจากสองตัวนี้บน MTP ยังไม่ค่อยมีนะครับ รอรูปเกาะช้างหมดก่อน)

มุมที่เปลี่ยนไป ตำแหน่งยืนที่ต้องเปลี่ยนไป ทำให้ภาพที่ต้องเก็บ และเก็บได้อย่างธรรมชาติ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเมื่อก่อนที่ใช้ 17-50 ส่วนมากก็เก็บภาพบรรยากาศในการไปเที่ยวได้อย่างดี ออกจะแนวๆ ปนๆ Life นิดๆ เป็น

ถ่ายสถานที่ต่างๆ ที่มีนางแบบ (น้องเกด) อยู่เป็นฉากหน้า

เมื่อเปลี่ยนเลนส์ไปใช้ 85mm/105mm แล้วแนวการถ่ายภาพ (และแน่นอนภาพที่ออกมา) จะกลายเป็น

ถ่ายนางแบบ (น้องเกด) โดยมีสถานที่ต่างๆ เป็นฉากหลัง

หรือว่าบางทีก็แทบจะเป็นการ “ถ่ายนางแบบ” ล้วนๆ เพียวๆ เพราะว่าถูกบังคับด้วย “ธรรมชาติของอุปกรณ์”

ดูๆ แล้วอาจจะคิดว่า “เอ๊ะ แล้วมันต่างกันตรงไหน” ต่างกันชัดเจนมากมายครับ ลองคิดเล่นๆ ดูว่ามันต่างกันขนาดไหน เหมือนกับเราบอกว่า” ไปทำงานแล้วได้เที่ยวเป็นของแถม” กับ “ไปเที่ยวแล้วบังเอิญได้งานเป็นของแถม” เลยแหละ

ไว้อัพรูปอัลบั้มใหม่ๆ จาก D300 กับเลนส์พวกนั้นเมื่อไหร่ ก็คงจะเห็นใน MTP ครับ

Nikon D300

ของเล่นที่แพงที่สุดในชีวิต!

แต่ถ่ายออกมาแล้ว กรี๊ดมาก ….. เลนส์ตัวเดียวกัน มุมเดียวกัน คนเดียวกัน D70, D80 ไม่ต้องเทียบเลย ยับยั้งใจตัวเองมานาน อยากจะได้นานแล้ว แต่ว่ายั้งใจ ยั้งใจ ยั้งใจ ไว้ก่อน ไม่งั้นกระเป๋าตังค์จะแฟบกว่านี้

แต่ว่าพอดีมันมีเรื่อง จะขาย D70 (อาจจะแค่ body หรือว่าจะเอา lens ด้วยซักตัวก็ได้นะ ถ้าใครสนใจก็ให้ราคามาละกัน — จริงๆ มีคนสนใจจะซื้อแล้วล่ะ แต่ว่ายังไม่ได้ตกลงกัน ผมยังรับฟังข้อเสนอนะ … เครื่องเพิ่งจะเข้าศูนย์ check-up มาเดือนเดียว)

ตอนแรกคิดว่าจะหา D40x ให้น้องเกดใช้หัดถ่ายรูปแทนที่ D70 เพราะว่ามันก็เป็นกล้องเล็ก น่าจะเหมาะกับผู้หญิง แต่ว่าหลังจากตีลังกาคิดหลายตลบ ประกอบกับมีเรื่องให้อารมณ์เสียมากมายมหาศาลนิดหน่อย ก็เลยคิดว่า งั้นเอา D80 ให้เกดใช้ดีกว่า แล้วเราก็เล่นสิ่งที่มัน “bug” เรามานานเสียที (เชื่อมั้ย ว่าอ่าน review อ่าน comparison ของตัวนี้บ่อยมาก … ว่าถ้ามี D80 อยู่แล้ว คุ้มมั้ยที่จะอัพเกรด)

ดูผลงานการถ่ายภาพได้ที่ บ้าน multiply ของผม นะครับ แต่ว่าตอนนี้อัลบั้มที่ใช้ D300 ถ่ายยังไม่ได้เอาขึ้นนะครับ (น้องเกดเร่งใหญ่เลย ว่าลัดคิวขึ้นได้มั้ย … เพราะว่ามันสวย)

อ่อ แล้วก็กำลังจะเปิด multiply ใหม่อีกอันครับ เอาไว้เก็บรูปอื่นๆ บ้าง เช่นภาพ macro หรือว่าภาพสถานที่ หรือว่าภาพนางแบบคนอื่น เอาไว้เป็น port นิดหน่อย

ว่าจะเริ่มรับงานถ่ายภาพล่ะครับ ถ่ายคนเป็นหลักนะ (แบบ ถ่ายคนตามงาน อะไรแบบนี้น่ะ)

:-)

แต่ก็แปลว่า ถ้าปีนี้ MacBook Pro มี update ใหญ่ ผมคงต้องรอ revision B จริงๆ แหละ :-)