<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>rawitat.com &#124; Rawitat Pulam &#187; กล้อง/เลนส์</title>
	<atom:link href="http://www.rawitat.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rawitat.com</link>
	<description>Simplicity within Complexity, and Vice-Versa</description>
	<lastBuildDate>Fri, 06 Jan 2012 07:48:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.4</generator>
		<item>
		<title>สองวันกับ Nikon V1</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/12/12/724/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/12/12/724/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Dec 2011 06:05:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ของเล่น]]></category>
		<category><![CDATA[Photo Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/12/12/724/</guid>
		<description><![CDATA[เพิ่งได้ของเล่นใหม่มาปลอบใจตัวเองหลังน้ำลด เพราะว่า Fujifilm X100 ที่เคยเขียนรีวิวไว้ที่นี่ เกิดเปียกน้ำ จากการที่วางไว้บนพื้นรถ และน้ำเข้ารถตอนหนีน้ำ แล้วก็ยังไม่ได้ส่งซ่อม GF1 ก็โดนขโมยไปเรียบร้อย แต่คิดว่าต้องมีกล้องตัวเล็กๆ คุณภาพดีหน่อยไว้พาไปไหนมาไหนง่ายๆ ….. ก็หาเรื่องเสียเงินเล่นอีก ว่างั้นเถอะ … และคราวนี้ก็มาถึงคราวของ Nikon V1 น้องใหม่ของค่าย Nikon ที่ผมใช้ D-SLR อยู่ ตอนท้ายรีวิวของ X100 ผมเขียนทิ้งท้ายไว้ว่า ลึกๆ แล้ว ผมก็ยังหวังว่าจะได้เห็น Nikon SP กลับมาเกิดใหม่เป็นกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ แบบ X100 สักวัน ฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ลองดูกันเลยครับ หมายเหตุ: บอกไว้นิดนึงก่อน ว่าทุกรูปที่เห็นในนี้ เป็น Out-Of-Camera JPEG (นอกจากรูปที่ผมลองดึงเพื่อลอง Dynamic Range) ใช้โหมด Standard บ้าง Vivid บ้าง และเพิ่ม Sharpen [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เพิ่งได้ของเล่นใหม่มาปลอบใจตัวเองหลังน้ำลด เพราะว่า Fujifilm X100 ที่เคยเขียน<a href="http://www.rawitat.com/2011/05/22/632/">รีวิวไว้ที่นี่</a> เกิดเปียกน้ำ จากการที่วางไว้บนพื้นรถ และน้ำเข้ารถตอนหนีน้ำ แล้วก็ยังไม่ได้ส่งซ่อม GF1 ก็โดนขโมยไปเรียบร้อย แต่คิดว่าต้องมีกล้องตัวเล็กๆ คุณภาพดีหน่อยไว้พาไปไหนมาไหนง่ายๆ ….. ก็หาเรื่องเสียเงินเล่นอีก ว่างั้นเถอะ … และคราวนี้ก็มาถึงคราวของ Nikon V1 น้องใหม่ของค่าย Nikon ที่ผมใช้ D-SLR อยู่</p>
<p>ตอนท้ายรีวิวของ X100 ผมเขียนทิ้งท้ายไว้ว่า</p>
<blockquote><p>
ลึกๆ แล้ว ผมก็ยังหวังว่าจะได้เห็น Nikon SP กลับมาเกิดใหม่เป็นกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ แบบ X100 สักวัน
</p></blockquote>
<p>ฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ลองดูกันเลยครับ</p>
<p><b>หมายเหตุ:</b> บอกไว้นิดนึงก่อน ว่าทุกรูปที่เห็นในนี้ เป็น Out-Of-Camera JPEG (นอกจากรูปที่ผมลองดึงเพื่อลอง Dynamic Range) ใช้โหมด Standard บ้าง Vivid บ้าง และเพิ่ม Sharpen ในกล้อง เพราะค่า Default มันต่ำไป ใช้ Auto White Balance ทุกรูป โดยมีปรับไปทางสีเย็นบ้างเป็นบางรูป (ปรับในกล้อง) และตั้ง Auto ISO ไว้ ถ่ายโหมด A, S, P แล้วแต่กรณี ทุกรูปย่อโดย Lightroom 3 ซึ่งจะติด Sharpen เพิ่มมาอีกนิด … คลิกบนรูปจะเห็นรูปขนาดใหญ่ขึ้น (แต่ไม่ใช่ขนาดเต็ม)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0032.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0032-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0032.jpg" /></a><br />
เจ้าไอโฟน (V1, 10-30, 19.6mm, 1/30s, f/5.6, ISO 450)<br />
</center></p>
<p>Nikon V1 (และ J1 ด้วย) เป็นกล้องที่ผมเชื่อว่า &#8220;คนเล่นกล้อง&#8221; หลายคนดู spec แล้วส่ายหัว เบือนหน้า เพราะว่ามันเป็นกล้องที่ &#8220;ขนาดเซนเซอร์ใหญ่ไม่จริง&#8221; คือ เล็กกว่า Micro 4/3 เสียอีก เรียกได้ว่าขนาดของเซนเซอร์ของ Nikon 1 ทั้งสองตัว จะอยู่ตรงกลางระหว่าง M4/3 และเซนเซอร์กล้องคอมแพคขนาดใหญ่ (พวก LX5, P7000 อะไรพวกนี้) พอดีเป๊ะ</p>
<p>แล้วถ้าเซนเซอร์มันเล็ก แล้วมันมีข้อเสียอะไรล่ะ? ที่เห็นง่ายๆ ก็ 2 ข้อเต็มๆ ครับ คือ</p>
<ul>
<li>การถ่ายภาพในที่แสงน้อย ซึ่งเรื่องนี้ผมเคยทำ Pencast ไปแล้วครั้งหนึี่ง ลองย้อนดูได้ที่ <a href="http://www.rawitat.com/2010/06/16/423/">Pencast: Digital Camera Image Sensor 101</a> …. แต่เรื่องการใช้งานในที่แสงน้อยนี่ผมไว้ใจ Nikon นะ เพราะผมเคยตาค้างมาแล้วกับ D3s แล้วก็จะว่าไป P7000 ก็ไม่ได้น่าเกลียดเลย
<li>เรื่อง Shallow-Depth-of-Field (DoF) หรือการถ่ายชัดตื้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงฟิสิกส์แบบเดียวกัน ที่ว่ายิ่งเซนเซอร์เล็ก ก็ยิ่งถ่ายชัดตื้นยาก (เหตุผลอยู่นอกเหนือขอบเขตของรีวิวนี้ ถ้าสนใจวันหลังจะทำ Pencast ไม่ก็เขียนบทความให้อีกครั้ง วันนี้ขอบายก่อน)
</li>
</ul>
<p>แค่นี้ หลายคนก็ยี้แล้ว โดยไม่ต้องสนใจการใช้งานจริงแต่อย่างใด … แต่เมื่อผมลองใช้งานจริงแล้ว ผมคิดยังไงกับมันล่ะ?</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0110.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0110-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0110.jpg" /></a><br />
แมวมอง (V1, 30-110, 110mm, 1/30s, f/5.6, ISO 2800 &#8212; ยังพอดูได้)<br />
</center></p>
<h4>รูปร่างและขนาด</h4>
<p>ถึง V1 จะเป็นกล้องเซนเซอร์เล็ก แต่รูปร่าง ขนาด น้ำหนัก มันไม่ได้เล็กกว่าพวกตระกูลคอมแพคเปลี่ยนเลนส์ได้ทั้งหลายเลยนะ ยิ่งเทียบกับพวกตัวหลังๆ ที่พยายามทำให้ตัวกล้องมันเล็กๆ เช่นพวก NEX หรือ GF3 แล้วมันใหญ่กว่าด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้เมื่อดูบนกระดาษแล้ว ต้องบอกว่ามันน่าสนใจน้อยกว่าตัวอื่น แต่ว่าเมื่อลองใช้จริงๆ แล้ว ต้องบอกว่า &#8220;ผมชอบมันว่ะ&#8221; เพราะ</p>
<ul>
<li>ขนาดและน้ำหนักมันกำลังเหมาะกับมือพอดี ถ้าเล็กกว่านี้หรือบางกว่านี้ ผมคงจะถือมันลำบาก
<li>&#8220;เลนส์&#8221; … เนื่องจากมันเป็นคอมแพคเปลี่ยนเลนส์ได้ ดังนั้นมีแต่บอดี้เปล่าๆ คงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่แน่ แต่เมื่อใส่กับเลนส์แล้วมันจะบาลานซ์กันได้ดีแค่ไหน (ลองนึกถึง NEX กับเลนส์ 18-55 Kit ซึ่งผมลองจับดูแล้วรู้สึกว่ามันอยู่บนปากเหวของคำว่าบาลานซ์แล้ว ถ้าเป็นเลนส์ระยะไกลกว่านั้นคงรู้สึกมากกว่านั้นแน่ๆ หรือว่าจะลองนึกภาพ E-P, GF ใส่กับ Panasonic 45-200 ก็ได้ จะเห็นว่ามันไม่บาลานซ์เอาซะเลย นั่นแหละ ผมถึงแทบไม่เคยใช้ GF1 กับ 45-200 เลย)
</ul>
<p>ที่เคยมีการสัมภาษณ์ใครสักคน (ผมจำไม่ได้ ขออภัย) ว่า Nikon คิดเรื่องพวกนี้ &#8220;ทั้งระบบ&#8221; ไม่ใช่แค่เรื่องของเซนเซอร์ หรือขนาดตัวกล้อง เท่านั้น ท่าจะจริงแฮะ (แต่ว่าพอลองดูเลนส์ครอบจักรวาลอย่าง 10-110 แล้ว … เออ ตัวใหญ่อลังการเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะหลุดบาลานซ์ขนาดไหน)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0086.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0086-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0086.jpg" /></a><br />
วาล์วน้ำหลังตึก (V1, 30-110, 74.3mm, 1/60s, f/5.0, ISO 200)<br />
</center></p>
<h4>เลนส์</h4>
<p>ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเลนส์แล้ว ก็ขอเขียนถึงเรื่องนี้หน่อยก็แล้วกัน</p>
<p>V1 ชุดที่ผมได้มา เป็นชุด Dual Lens ซึ่งจะมีเลนส์ 2 ตัว คือ 10-30mm, f/3.5-5.6 (ระยะประมาณ 27-80mm) และ 30-110mm, f/3.8-5.6 (ประมาณ 80-300) ซึ่งครอบคลุมการใช้งานประมาณ 90% ที่ผมใช้ จะติดหน่อยก็ตรงที่หลายครั้งยังรู้สึกว่าเทียบเท่า 27mm มันแคบไปหน่อย (ตามประสาคนติด 24-70 และมี 14-24) ทำให้รู้สึกอยากได้อะไรที่มันกว้างกว่านี้ไว้สักตัวเหมือนกัน เช่น 6-13mm (ประมาณ 16-35) แต่คงจะตามมาทีหลัง เพราะว่าตอน M4/3 ออกใหม่ๆ ก็มีแต่ Prime, Normal Zoom กับ Tele เหมือนกัน แล้วก็มี 7-14 เป็น Ultra-Wide Zoom ออกมาทีหลัง</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0670.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0670-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0670.jpg" /></a><br />
สถานีสุดท้าย …​ ก่อนการเดินทางนิจนิรันดร์ (V1, 10-30, 10mm, 1/320s, f/7.1, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>ทั้งสองตัวก็ทำงานได้ค่อนข้างดีนะ ผมยังไม่ได้ลองเอาภาพมาส่อง 100% ดูกลางภาพ ดูขอบ ดูอะไรเท่าไหร่ (ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้ทำอยู่แล้ว) เอาเป็นว่าทั้งสองตัวนี้ใช้งานได้กำลังสบาย ขนาดและน้ำหนักกำลังดี ทำงานไวและเงียบ ก็คงจะพอแล้วมั้ง</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0104.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0104-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0104.jpg" /></a><br />
กองใบไม้ร่วงบนพื้น (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/6.3, ISO 280)<br />
</center></p>
<p>สิ่งที่ผมรู้สึก &#8220;ชอบมาก&#8221; กับเลนส์ของ Nikon 1 ก็คือ &#8220;Telephoto Zoom ระยะ 80-300 ที่ตัวเล็กมาก&#8221; เวลาใส่กับกล้องแล้วไม่รู้สึกว่ามันไม่เข้ากัน หรือหน้าทิ่มแต่อย่างใด และทำให้เวลาเอาไปถ่ายคน มันดูเป็นมิตรมากขึ้นเยอะด้วย (ไม่รู้สึกเหมือนกำลังโดน &#8220;ซูม&#8221; ถ่าย) แบบนี้เวลาใช้งานคงมีความสุขขึ้นเป็นกองเลย</p>
<p>เรื่องเลนส์มีอีก 3 อย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ การออกแบบ การ Focus และ Hood</p>
<p>เรื่องการออกแบบก่อน การออกแบบเลนส์ทั้งสองตัวนี้จะต่างจากเลนส์ตัวอื่นๆ ของระบบ D-SLR ของ Nikon ที่เมื่อเมาท์เข้ากับกล้องแล้วใช้งานได้เลย สำหรับเลนส์ของ Nikon 1 ทั้งสองตัวนี้ก่อนจะใช้งานจะต้องทำการ &#8220;เปิดเลนส์&#8221; เสียก่อน ซึ่งก็คือการเลื่อนออกจากตำแหน่ง Lock เลนส์ ซึ่งเมื่อเลนส์อยู่ในตำแหน่ง Lock จะทำให้เลนส์มีขนาดเล็กลงอีกนิดหน่อย (อารมณ์ Collapsible Design น่ะแหละ) และเมื่อเลื่อนเปิดเลนส์แล้ว ถ้ากล้องปิดอยู่ก็จะทำการเปิดกล้องให้อย่างอัตโนมัติด้วย ซึ่งไปๆ มาๆ ผมก็คุ้นเคยกับการเปิดกล้องจากเลนส์มากกว่าจากปุ่มเปิด/ปิดบนตัวกล้องเสียอีก และการเปิดเลนส์นี้ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วพอสมควร</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0499.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0499-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0499.jpg" /></a><br />
แอบมอง (V1, 30-110, 74.3mm, 1/100s, f/5.6, ISO 200)<br />
</center></p>
<p>เรื่องการโฟกัส ก็ต้องยอมรับว่า &#8220;ไวและเงียบ&#8221; ทั้งสองตัว (ผมยังไม่ได้ลอง 10-110 และ 10/2.8) แต่มาตายเอาตรง Manual Focus เนี่ยแหละ คือ มันมีบางจังหวะที่ผมอยากจะปรับโฟกัสเองแบบด่วนๆ แต่ว่าเลนส์นี้มันดันไม่มีวงแหวนปรับโฟกัสบนตัวเลนส์เลยน่ะสิ ต้องปรับผ่านกล้อง (กดปุ่ม หมุนวงแหวนด้านหลัง ทำนองนั้น) ก็เลยรู้สึกว่า &#8220;อย่าดีกว่า ช่างมัน&#8221; หัดเรียนรู้นิสัย Auto-Focus ของมันให้ชินๆ จะดีกว่า</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0106.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0106-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0106.jpg" /></a><br />
ล้มในอ้อมกอด (V1, 30-110, 51.2mm, 1/125s, f/5.0, ISO 200)<br />
</center></p>
<p>สุดท้ายก็เรื่อง Hood ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเลนส์โดยตรงหรอก … แต่ในกล่อง V1 มันมีมาให้แต่ HB-N103 สำหรับ 30-110 แต่ไม่ยักกะมี HB-N101 สำหรับ 10-30 มาให้ด้วย ตอนแรกผมคิดว่าผมเผลอทำตกหรือเอาไปวางไว้ไหน โทรไปถามที่ร้านก็ได้คำตอบว่า ไม่มีให้ (เหมือนกันทุกกล่อง) …. อันนี้พูดไม่ออก เพราะว่า Lens Hood นี่สำคัญมากเลยถ่ายรูปย้อนแสง มันช่วยเรื่อง Contrast เรื่องอะไรพวกนี้เยอะเลย ตอนนี้ก็เลยต้องยกมือป้องแสงเอา ลำบากเปล่าๆ ก็คงต้องรอใครเอาเข้ามาขาย ไม่งั้นก็ต้องสั่งจาก e-Bay อีกแล้ว</p>
<p>สุดท้าย … บ่นนิดหน่อย ที่ไม่มี Fast Prime (2.8 กับ Prime นี่ผมถือว่า &#8220;ไม่ Fast&#8221; แล้วนะ) สำหรับระยะ Normal หรือ Wide-Normal เลย 10mm เทียบเท่า 28mm นี่ ผมว่าใช้ยากไปหน่อย … ได้อิทธิพลมาจาก NEX มากไปหรือเปล่าไม่รู้ .. ถ้ามีประมาณ 18/1.8 (เทียบเท่า 50mm) จะน่าสนใจมาก แถมเลขด้วยซะด้วยนะ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0144.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0144-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0144.jpg" /></a><br />
Lonely Chair (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/6.3, ISO 180)<br />
</center></p>
<p>ก็คงต้องรอ Adapter ที่จะทำให้พวกเลนส์ AF-S จาก D-SLR มันใช้ได้นะ คิดๆ ดู 50/1.8 ก็ตัวไม่ใหญ่เท่าไหร่ เอามาใส่นี่ได้ระยะ 135 เลยทีเดียว (แถมได้ DoF เทียบเท่ากับ 135mm เปิดที่ประมาณ f/4.8 ซึ่งก็แคบพอดู ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่เลย)</p>
<h4>การใช้งาน</h4>
<p>เท่าที่ลองใช้งานดู เห็นได้ชัดเจนว่า V1 ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับพวกนักเล่นกล้อง ที่ชอบควบคุม ชอบเล่น DoF ชอบปรับค่าโน่นนี่ อะไรพวกนี้เลย แต่มันถูกสร้างมาสำหรับคนที่ต้องการยกกล้องขึ้นมาถ่าย ถ่าย ถ่าย แล้วก็ถ่าย ซะมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าพวกชอบ D-SLR อาจจะหงุดหงิด จะปรับอะไรก็ต้องเข้าเมนู แต่ก็ยังดีนะที่เมนูมันไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ ตรงไปตรงมา ง่ายพอควร ปรับไม่กี่ครั้งก็ชินแล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน ไม่ต้องอะไรมาก ขนาดการจะปรับ PASM ยังต้องเข้าเมนูเลย … แต่ว่าพวกที่เคยใช้คอมแพคตัวเล็กๆ (ที่ไม่ใช่พวก Advanced) มาก่อนจะรู้สึกเฉยๆ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_01561.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0156-tm1.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0156.jpg" /></a><br />
ถ่ายรูปวาด (V1, 30-110, 89.9mm, 1/10s, f/5.6, ISO 3200 &#8212; ก็ยังพอรับได้)<br />
</center></p>
<p>ถ้าใครเคยใช้กล้องคอมแพคของ Nikon มาก่อน ก็คาดหวังได้ไม่ยากว่ามันจะมีอะไรให้ปรับได้บ้าง นอกจาก PASM แล้วก็มีพวก Picture Control, Auto ISO, Vibration Reduction, อะไรพวกนี้น่ะแหละ แต่ที่ผมผิดหวังมากที่สุดก็คือ การตั้ง Auto ISO นี่เราไม่สามารถกำหนด &#8220;ความไวชัตเตอร์ต่ำสุด&#8221; ได้เลย นั่นคือ กล้องมันจะเลือก ISO ให้เราเองตามใจมัน โดยที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรเลย อันนี้เป็นผลเชิงลบอย่างมากสำหรับผม เพราะว่าโดยปกติแล้วผมจะชอบตั้งความไวชัตเตอร์ต่ำสุดไว้เหมาะกับประเภทภาพที่จะถ่าย เช่น ถ้ารู้ว่าจะไปที่ๆ ต้องถ่ายคนเยอะหน่อย ก็จะตั้งความไวไว้สูงหน่อย (อย่างน้อย 1/125s) ถ้าลดลงต่ำกว่านี้เมื่อไหร่ เตะ ISO ขึ้นได้เลย ยอม ..​ แต่ว่าตัวนี้นี่ ไม่มีการตั้งพวกนี้เด็ดขาด ก็เลยต้องเลี่ยงไปใช้โหมด Shutter-Priority แทนอย่างเลี่ยงไม่ได้ (ปกติผมจะใช้โหมด Aperture-Priority และตั้ง Auto-ISO พร้อมกำหนด Shutter-Speed ต่ำสุดเอาไว้)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0120.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0120-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0120.jpg" /></a><br />
สงบ (V1,  30-110, 71.6mm, 1/15s, f/5.6, ISO 800)<br />
</center></p>
<p>อ่อ แล้วก็ทุก Option จะแทบไม่มีปรับละเอียดนะ เช่น Active D-Lighting จะมีแค่ On/Off ไม่มีรายละเอียดแต่อย่างใด</p>
<p>ที่ผม &#8220;ไม่ชอบเลย&#8221; กับการใช้งาน V1 ก็คือ ปุ่มเลือกรูปแบบการถ่าย (ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ฯลฯ) มันอยู่ใกล้ตำแหน่งวางนิ้วมือ และแม่เจ้าประคุณก็เปลี่ยนง่ายซะเหลือเกิน ไปแตะๆ หน่อยก็เปลี่ยนซะแล้ว ยกกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์ คิดว่าจะถ่ายภาพนิ่ง กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวซะงั้น ใครออกแบบตรงนี้สมควรโดนด่าจริงๆ …. แล้ว Dial ก็มีไม่เต็มวง แบบนี้จะช่วยเอา PASM มาใส่ไว้ตรงนี้หน่อยก็ไม่ได้ (เหมือนพวก D-SLR ที่ยังมี PASM อยู่ปนกับ Scene-Mode เลย)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0486.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0486-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0486.jpg" /></a><br />
นางรำ (V1, 30-110, 110mm, 1/500s, f/6.3, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>สรุปว่า ถึงมันจะตั้งค่านี่นั่นโน่นได้บ้าง แต่อย่างคิดและคาดหวังว่าจะตั้งโน่นตั้งนี่ได้ง่ายและปรับโน่นนี่ได้บ่อยๆ เหมือนกับ D-SLR (ยิ่งผมใช้ D3s ด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ ตัวนี้แต่งได้ยิ่งกว่าได้ซะอีก) ลองคิดว่ามันให้เราปรับๆ เป็นค่าตั้งต้นไว้ แล้วก็ลืมๆ มันไปซะว่าปรับได้ แล้วก็ถ่ายอย่างเดียวจะดีกว่า แบบนั้นมีความสุขกว่าเยอะ ถ้าไปถ่ายรูปแต่มัวแต่ปรับกล้อง หลายคนอาจจะไม่มีความสุขเท่าไหร่ (สำหรับผมก็แล้วแต่อารมณ์)</p>
<p>แต่ Auto Focus มันไวจริงๆ นะ ;-) แล้วก็ถ้าเลือกใช้ Electronic Shutter ล่ะก็ เงียบเป็นเป่าสาก ไม่มีเสียงใดๆ ทั้งสิ้น และเนื่องจากเลนส์ Tele ระยะไกล (เทียบเท่า 80-300) มันตัวเล็กมาก มาก มาก ดังนั้นมันเป็นกล้อง Sniper ชั้นดีชัดๆ .. โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้ J1 ที่สีสันเป็นมิตร ไม่เป็นภัยนะ ยิ่งดูโอเคเข้าไปอีก</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0380.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0380-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0380.jpg" /></a><br />
เณรกระซิบ (V1, 30-110, 110mm, 1/200s, f/7.1, ISO 100)<br />
</center></p>
<h4>ภาพที่ได้</h4>
<p>หลายคนคงสนใจตรงนี้ที่สุด (หลายคนเลิกสนใจตั้งแต่ spec แล้ว)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0236.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0236-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0236.jpg" /></a><br />
หลับปุ๋ย (V1, 30-110, 53.1mm, 1/15s, f/5.0, ISO 900)<br />
</center></p>
<p>จากข้อจำกัดของเซนเซอร์อย่างที่รู้กันดี ทำให้ผมบอกได้ว่า ถ้าเราคาดหวังคุณภาพระดับ D-SLR ละก็ ผิดหวังแน่นอน ก็แหงล่ะ ขนาดเซนเซอร์มันใกล้เคียงกับคอมแพคมากกว่า D-SLR นี่นา แต่มันทำได้ขนาดไหนล่ะ?</p>
<p>จากการใช้งานจริงๆ ผมพบว่ามันทำได้ดีกว่าที่ผมคาดไว้ … โดยความคาดหวังของผมคือ &#8220;P7000 ที่ถ่าย ISO สูงดีกว่า P7000 อยู่ 1 Stop และมี DoF ที่ตื้นกว่า P7000 ที่ความยาวโฟกัสเทียบเท่ากันในระบบ 35mm อยู่ 1 Stop เช่นเดียวกัน&#8221; พูดง่ายๆ ว่า P7000 ใช้ ISO 1000 ได้ผลเป็นไง หมอนี่ต้องใช้ ISO 2000 ได้ผลประมาณนั้น และ P7000 ที่ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 140mm เปิด f/5.6 ได้ผลยังไง หมอนี่ที่เทียบเท่า 140mm เปิด f/8 ต้องได้ผลประมาณนั้น</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0454.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0454-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0454.jpg" /></a><br />
เล่นลม (V1, 30-110, 110mm, 1/1250s, f/8, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>เริ่มจากเรื่อง ISO สูงกันก่อน โดยหลังจากถ่ายรูปใช้ Auto ISO โดยใช้เพดานบนสำหรับ ISO คือ 3200 ผมพบว่าผมรับ ISO สูงของกล้องตัวนี้ได้สบาย ถ้าจะเอาแค่โพสท์ภาพลงเว็บ หรือว่าใช้ภาพทั่วๆ ไป ไม่ได้พิมพ์อะไรใหญ่มาก ไม่ได้โพสท์ Crop 100% ลงเว็บ ผมว่ามันใช้งานได้สบายๆ ถึง ISO 3200 นะ ปกติภาพลงเว็บก็ไม่ค่อยจะเกินกรอบขนาด 800&#215;800 กันอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าเมื่อดูที่ 100% ก็จะเห็น Noise มาเพียบ และรายละเอียดหายไปบ้าง แต่สำหรับการใช้งานของผมกับกล้องตัวนี้ ก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว และผมเชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายของกล้องตัวนี้ก็คงไม่มีปัญหาเช่นกัน</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0248.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0248-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0248.jpg" /></a><br />
เงาสะท้อนในกระจก (V1, 30-110, 110mm, 1/125s, f/5.6, ISO 500)<br />
</center></p>
<p>ถัดมาก็เป็นเรื่องสีสันของภาพ …. และนี่คงจะเป็นคำตอบสำหรับสิ่งที่ผมค้นหามานานเสียที เพราะว่ามัน &#8220;น่าจะ&#8221; ให้สีได้ &#8220;Nikon&#8221; อย่างที่ผมคุ้นเคยมากพอสมควร แต่ว่าจะเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้  เพราะผมยังมีความรู้สึกนิดๆ ว่ามันต่างจากภาพจาก D3s ที่ผมคุ้นเคยอยู่หน่อย อาจจะเพราะว่า Auto White Balance มันให้ผลต่างกันก็เป็นได้ อันนี้เป็นความรู้สึกล้วนๆ เพราะว่ายังไม่ได้ลองเอา D3s มาถ่ายภาพเดียวกันเทียบดู แต่สำหรับ Auto White Balance นี่เราสามารถปรับแต่งค่าของมันใน 2 แกน (Temp และ Tint) ได้ไม่ยาก ก็ลองๆ ปรับเอาตามที่ชอบ เช่น ผมรู้สึกว่าภาพมัน &#8220;อุ่น&#8221; เกินไป ก็ไปปรับ Auto White Balance ให้มัน &#8220;เย็น&#8221; ลง 1 ช่อง เป็นต้น .. แต่สรุปว่า สีสวยครับ เขียวเป็นเขียว ฟ้าเป็นฟ้า ดูเป็นธรรมชาติ อาจจะติดอุ่นนิดๆ
</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0306.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0306-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0306.jpg" /></a><br />
ประจันหน้า (V1, 30-110, 71.6mm, 1/125s, f/4.8, ISO 160)<br />
</center></p>
<p>ถัดมาก็เรื่อง &#8220;ชัดตื้น&#8221; ที่หลายคนฟันธงว่า &#8220;ไม่ได้&#8221; ตั้งแต่เห็น spec ของเซนเซอร์ (และเลนส์ที่ออกมา ไม่ใช่ Fast Tele-Prime) ทั้งที่จริงๆ แล้วการทำชัดตื้นขึ้นกับปัจจัยไม่กี่อย่าง คือ ระยะห่างสัมพัทธ์ระหว่างวัตถุ ฉากหลัง และตัวรับแสง ซึ่งพอเป็นเซนเซอร์ขนาดเล็ก ก็ต้องใช้เลนส์กว้าง และ Crop ตรงกลางมาใช้งาน (ที่เรียกว่า Crop factor ว่ากี่เท่าๆ น่ะแหละ กรณีของ APS-C คือ 1.5 M4/3 คือ 2 และ Nikon 1 คือ 2.7) ทีนี้พอเป็นเลนส์กว้าง จะให้ระยะห่างสัมพัทธ์มันได้มากพอที่จะทำชัดตื้น ก็ใช้วิธีง่ายๆ คือ อยู่ใกล้วัตถุที่จะถ่ายให้มากที่สุด จ่อได้ยิ่งดี ใช้รูรับแสงกว้างที่สุด และเลือกฉากหลังที่อยู่ไกลที่สุด และถ้าเป็นเลนส์ทางยาวโฟกัสยาว จะช่วยได้มากขึ้น</p>
<p>จะเห็นว่า ถ้าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ก็เล่นชัดตื้นได้ไม่ยากไม่เย็นอะไรเท่าไหร่</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0730.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0730-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0730.jpg" /></a><br />
ผลิใบ (V1, 30-110, 110mm, 1/400s, f/5.6, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>แต่พอมาถ่ายคน ก็ยากขึ้นไปอีกนิด ที่จะให้หลังมันละลายหายไปเลย เพราะข้อจำกัดทางฟิสิกส์ทั้งหมดที่มีน่ะแหละ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0360.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0360-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0360.jpg" /></a><br />
คุณพ่อ (V1, 30-110, 110mm, 1/200s, f/6.3, ISO 400)<br />
</center></p>
<p>จะเห็นว่าฉากหลังที่ไกลหน่อย เบลอจะไม่กวนใจกวนสายตาก็จริง แต่ตรงต้นไม้เนี่ยสิ &#8220;รก&#8221; มาก … และที่สำคัญ เจ้าเลนส์ 30-110 นี่ไม่ใช่เลนส์ที่ Bokeh สวยแต่อย่างใดเลย ลักษณะแย่ๆ ของ Bokeh เห็นชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นพวก Double-Line หรือพวกขอบหนานุ่มยัดไส้กรอก ดังนั้นยิ่งต้องเลือกฉากหลังดีๆ เพราะว่าถ้ามันไกลไม่พอแล้ว มันจะรกจนบางทีรู้สึกว่า &#8220;แล้วจะเบลอทำไมวะ ยิ่งเบลอยิ่งรำคาญ&#8221;</p>
<p>แต่เนื่องจากมันเป็นกล้องเซนเซอร์เล็ก ที่ทำ &#8220;ชัดตื้น&#8221; ยาก … ดังนั้นมันจึงทำ &#8220;ชัดลึก&#8221; ง่าย ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนก็ต้องการแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ผมคิดว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายของกล้องตระกูลนี้ ซึ่งก็คือ ผู้ทั่วไปที่อยากถ่ายรูปคนในครอบครัว งานปาร์ตี้ ใช้ถ่ายแบบ Snap เวลาไปเที่ยวเป็นที่ระลึก ฯลฯ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0513.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0513-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0513.jpg" /></a><br />
เศร้ากันถ้วนหน้า (V1, 10-30, 16.3mm, 1/50s, f/5.6, ISO 400)<br />
</center></p>
<p>ผมเคยถ่ายรูปเวลาไปเที่ยวให้กับคนในกลุ่มเป้าหมายที่ว่านี้ด้วย D3s แล้วฉากหลังมันเบลอนิดหน่อย ด้วยธรรมชาติของกล้อง Full-Frame ถึงจะเปิดถึง f/8 ก็ยังมีปัญหา … คนในภาพบอกผมว่า &#8220;ภาพเสีย เพราะมันมีส่วนเบลอ&#8221; นี่แหละคือ &#8220;กลุ่มเป้าหมาย&#8221; ก็ลองคิดดูขำๆ เล่นๆ ว่ารูปที่ต้องการชัดทั้งรูปแบบข้างบนนี้ ถ้าใช้ Full-Frame ถ่าย จะต้องเปิดรูรับแสงเท่าไหร่</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0638.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0638-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0638.jpg" /></a><br />
ดอกไม้ช่อสุดท้าย (V1, 10-30, 30mm, 1/125s, f/5.6, ISO 110)<br />
</center></p>
<p>เรื่อง Dynamic Range เป็นอะไรที่ผมยังไม่ได้ลองแบบจริงจัง ว่ากล้องตัวนี้เก็บรายละเอียดในเงาและในจุดจ้าได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีถ่าย JPEG (คนอ่าน blog นี้จะทราบว่าผมถ่าย JPEG เป็นหลัก และถ่าย RAW เมื่อจำเป็นจริงๆ คือต้องตั้งใจจะเก็บ RAW เพราะจะเอาไปทำอะไรบางอย่างจริงๆ เท่านั้น) แต่เท่าที่ลองเล่นๆ ดู ก็พบว่ายังดึงโน่นตบนี่ได้บ้าง อาจจะไม่ได้ดีขนาดกล้องอีกหลายตัว ซึ่งก็แน่นอนตามธรรมชาติของเซนเซอร์ ลองดูตัวอย่าง 2 รูปต่อไป</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0398-before.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0398-before-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0398-before.jpg" /></a><br />
JPEG จากกล้อง (V1, 10-30, 30mm, 1/320s, f/5.6, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>ลองทำรูปนี้ง่ายๆ ด้วยการดึง Shadow ตบ Highlight และปรับโน่นนี่นั่นนิดหน่อยแบบลวกๆ ใน Lightroom 3 ก็จะเห็นว่าหลายอย่างยังอยู่</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0398-after.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0398-after-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0398-after.jpg" /></a><br />
ลองปรับ Highlight, Shadow ง่ายๆ ใน LR3<br />
</center></p>
<h4>ส่งท้าย</h4>
<p>สรุปง่ายๆ เรื่องรูปและการใช้งาน ว่าให้คิดว่ามันเป็น &#8220;กล้องเซนเซอร์เล็ก ที่เซนเซอร์ใหญ่กว่าปกติ และเปลี่ยนเลนส์ได้&#8221; ดีกว่าจะมองว่ามันเป็น &#8220;กล้องเซนเซอร์ใหญ่ ที่ขนาดเล็ก และเปลี่ยนเลนส์ได้&#8221; อย่างที่หลายคนได้เคยมองมัน คือให้คิดว่ามันเป็น P7000 ที่เซนเซอร์ใหญ่กว่า P7000 และประสิทธิภาพการทำงานน้องๆ D-SLR ดีกว่าจะคิดว่ามันเป็น D-SLR ขนาดย่อส่วน</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0726.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0726-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0726.jpg" /></a><br />
ใบไม้ในสวน (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/5.6, ISO 200)<br />
</center></p>
<p>เป็นรีวิวที่ตอนแรกตั้งใจจะเขียนสั้นๆ แต่ไปๆ มาๆ ก็เขียนยาวอีกจนได้ และเป็นรีวิวที่มาจากการใช้งานจริงจังวันเดียว (และใช้เล่นๆ ถ่ายในบ้านอีกวัน) ดังนั้นหลายอย่างก็ยังไม่ได้ลอง เช่นพวก Motion ทั้งหลายทั้งแหล่ (จริงๆ อยากลองเล่นมากเลย) ก็เลยขาดเรื่องพวกนี้ไป .. ถามว่าผมพอใจกับมันมั้ย ก็ถ้าเรายอมรับมันในอย่างที่มันเป็น ที่ผมเขียนเมื่อกี้นี้ มากกว่าไปยัดเยียดให้มันเป็นในสิ่งที่มันไม่ได้เป็น จะดีที่สุด เราก็จะมีความสุขกับมันอย่างที่มันเป็น และเราจะเห็นตัวเราสะท้อนในสิ่งที่มันเป็นมากขึ้น</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0679.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0679-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0679.jpg" /></a><br />
แม้ร่างตน เขาก็เอา ไปเผาไฟ (V1, 30-110, 30mm, 1/1600s, f/4.0, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>ไว้ F-Mount Adapter ออกมาเมื่อไหร่ ผมคงจะกลับมาเขียนถึงตัวนี้อีกครั้ง ว่าเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับตอนนี้คงต้องจบแค่นี้ก่อนครับ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0656.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0656-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0656.jpg" /></a><br />
ลาก่อนครับ คุณยาย (V1, 10-30, 15.7mm, 1/500s, f/5.6, ISO 100)<br />
</center></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/12/12/724/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทดสอบ Dynamic Range กับ X100 JPEG</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/07/04/638/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/07/04/638/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jul 2011 02:23:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[งานอดิเรก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/07/04/638/</guid>
		<description><![CDATA[เห็นคุณ RBJ ทดสอบ Dynamic Range (DR) จาก RAW ของ D7000 แล้วรู้สึกว่ากล้องสมัยนี้มันเก็บ Dynamic Range ได้ดีน่าใจหายมากๆ เมื่อเทียบกับแค่ไม่กี่ปีที่แล้ว &#8230; ก็เลยนึกสนุกลองดูบ้าง ว่า JPEG จากน้องเล็ก X100 มันจะทำได้ดีแค่ไหน ว่าแล้วก็เอากล้องไปเดินเล่นแถวสยามตอนเย็นๆ แล้วก็กดรูปนี้มาซะ เป็นรูปที่ตั้งใจให้มี contrast ของแสงค่อนข้างมาก จะเห็นว่าฟ้า (Highlight) ค่อนข้างหายและจืด ส่วนด้านล่าง (Shadow) ค่อนข้างมืดมองอะไรไม่เห็นเท่าไหร่ และนี่เป็น &#8220;JPEG&#8221; จากกล้อง ไม่ใช่ RAW ดังนั้นโอกาสที่จะมีข้อมูลเหลือๆ เก็บอยู่ในไฟล์ให้เอามาทำอะไรได้ก็น้อยลงไปเยอะ เอาล่ะ ก็ถึงเวลาทดสอบซะทีว่ามันเก็บไว้ได้แค่ไหน ว่าแล้วก็เปิด Lightroom แล้วก็ปรับแบบไม่คิดอะไรมาก ลาก Recovery กับ Fill Light ให้สุด จากนั้นก็ปรับๆ นี่นั่นโน่นนิดๆ หน่อย พวก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เห็นคุณ RBJ ทดสอบ Dynamic Range (DR) จาก RAW ของ D7000 แล้วรู้สึกว่ากล้องสมัยนี้มันเก็บ Dynamic Range ได้ดีน่าใจหายมากๆ เมื่อเทียบกับแค่ไม่กี่ปีที่แล้ว &#8230; ก็เลยนึกสนุกลองดูบ้าง ว่า JPEG จากน้องเล็ก X100 มันจะทำได้ดีแค่ไหน</p>
<p>ว่าแล้วก็เอากล้องไปเดินเล่นแถวสยามตอนเย็นๆ แล้วก็กดรูปนี้มาซะ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/07/DSCF1250.jpg" rel="lightbox[638]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/07/DSCF1250-tm.jpg" width="520" height="346" alt="DSCF1250.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>เป็นรูปที่ตั้งใจให้มี contrast ของแสงค่อนข้างมาก จะเห็นว่าฟ้า (Highlight) ค่อนข้างหายและจืด ส่วนด้านล่าง (Shadow) ค่อนข้างมืดมองอะไรไม่เห็นเท่าไหร่ และนี่เป็น &#8220;JPEG&#8221; จากกล้อง ไม่ใช่ RAW ดังนั้นโอกาสที่จะมีข้อมูลเหลือๆ เก็บอยู่ในไฟล์ให้เอามาทำอะไรได้ก็น้อยลงไปเยอะ</p>
<p>เอาล่ะ ก็ถึงเวลาทดสอบซะทีว่ามันเก็บไว้ได้แค่ไหน ว่าแล้วก็เปิด Lightroom แล้วก็ปรับแบบไม่คิดอะไรมาก ลาก Recovery กับ Fill Light ให้สุด จากนั้นก็ปรับๆ นี่นั่นโน่นนิดๆ หน่อย พวก +/- Contrast, Saturation, Brightness, Exposure ให้มันพอดูได้บ้างอะไรบ้าง</p>
<p>ใช้เวลาลวกประมาณ 2-3 นาที ผลลัพธ์นี่อยากจะกรี๊ดสลบเลยทีเดียว &#8230;. ไม่ใช่กรี๊ดเพราะรูปสวยนะ แต่กรี๊ดเพราะ &#8220;DR มันมีให้เล่นเยอะขนาดนี้เลยหรือนี่?&#8221;</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/07/DSCF1250-2.jpg" rel="lightbox[638]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/07/DSCF1250-2-tm.jpg" width="520" height="346" alt="DSCF1250-2.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>อีกครั้งนะครับ นี่เป็นการ &#8220;ตบและดึง&#8221; ดื้อๆ จากไฟล์ JPEG ธรรมดาๆ จากกล้อง ไม่ได้ถ่าย RAW ไม่ได้ทำ HDR</p>
<p>(ป.ล. รูปนี้ดูบนจอ MacBook Pro แล้วสีมันสวยกว่า Samsung ที่ใช้เป็นจอ 2 อยู่มากมายเลยแฮะ สงสัยได้เวลา Calibrate ใหม่)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/07/04/638/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>A Week with Fujifilm X100</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/05/22/632/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/05/22/632/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 15:08:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ของเล่น]]></category>
		<category><![CDATA[งานอดิเรก]]></category>
		<category><![CDATA[Photo Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/05/22/632/</guid>
		<description><![CDATA[Fujifilm X100 เป็นกล้องที่หลายคนตามหา หลายคนอยากได้ หลายคนซื้อมาแล้วไม่ถูกใจรีบขายต่อ &#8230;.. ผมสนใจกล้องตัวนี้ตั้งแต่ประกาศออกมาในงาน Photokina ปีก่อน ด้วยความที่ตัวเองชอบกล้องสไตล์โบราณ และต้องการกล้องคอมแพคที่มีขนาดเซนเซอร์ใหญ่อยู่แล้ว (จะสังเกตว่าผมมีกล้องแนวนี้หลายตัวพอควร ทั้ง Leica M8 และ Panasonic GF1 ซึ่งจริงๆ แล้วหัวใจมันอยากจะได้ Olympus E-Pen มากกว่า .. มันเป็นการต่อสู้กันระหว่างสมองและหัวใจ ที่สุดท้ายแม้ผมจะตัดสินใจซื้อ GF1 แต่ก็ยังอยากได้ E-P2 หรือ E-PL2 อยู่ดี; อาจจะขาย GF1 ด้วยซ้ำ) ครั้งนี้ผมตัดสิน &#8220;รอไปก่อน&#8221; วันหนึ่ง ผมมีโอกาสเจอเพื่อนสนิทที่เคยทำ dualGeek Podcast ด้วยกัน (ก็ยังไม่ได้เลิก เพียงแต่ไม่มีเวลาเท่านั้น) ที่ Siam Paragon และมีโอกาสลองเล่น X100 ตัวเป็นๆ ของเพื่อนผมคนนี้อยู่แป๊บนึง (ซึ่งเจ้าตัวได้เขียนเล่าประสบการณ์กึ่งรีวิว X100 ไว้ที่นี่: Wee [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Fujifilm X100 เป็นกล้องที่หลายคนตามหา หลายคนอยากได้ หลายคนซื้อมาแล้วไม่ถูกใจรีบขายต่อ &#8230;..  </p>
<p>ผมสนใจกล้องตัวนี้ตั้งแต่ประกาศออกมาในงาน Photokina ปีก่อน ด้วยความที่ตัวเองชอบกล้องสไตล์โบราณ และต้องการกล้องคอมแพคที่มีขนาดเซนเซอร์ใหญ่อยู่แล้ว (จะสังเกตว่าผมมีกล้องแนวนี้หลายตัวพอควร ทั้ง Leica M8 และ Panasonic GF1 ซึ่งจริงๆ แล้วหัวใจมันอยากจะได้ Olympus E-Pen มากกว่า .. มันเป็นการต่อสู้กันระหว่างสมองและหัวใจ ที่สุดท้ายแม้ผมจะตัดสินใจซื้อ GF1 แต่ก็ยังอยากได้ E-P2 หรือ E-PL2 อยู่ดี; อาจจะขาย GF1 ด้วยซ้ำ)</p>
<p>ครั้งนี้ผมตัดสิน &#8220;รอไปก่อน&#8221;</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_1_DSCF1159.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_1_DSCF1159-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_1_DSCF1159.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>วันหนึ่ง ผมมีโอกาสเจอเพื่อนสนิทที่เคยทำ dualGeek Podcast ด้วยกัน (ก็ยังไม่ได้เลิก เพียงแต่ไม่มีเวลาเท่านั้น) ที่ Siam Paragon และมีโอกาสลองเล่น X100 ตัวเป็นๆ ของเพื่อนผมคนนี้อยู่แป๊บนึง (ซึ่งเจ้าตัวได้เขียนเล่าประสบการณ์กึ่งรีวิว X100 ไว้ที่นี่: <a href="http://www.weeviraporn.com/2011/05/07/finepix-x100/#more-1050">Wee Viraporn | Fujifilm FinePix X100</a>) ซึ่งก็ทำให้ความอยากได้ X100 ของผมพุ่งกระฉูด ด้วยเหตุผลหลายอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>มันเบากว่าที่คิด เบามากเมื่อเทียบกับ Leica M8
<li>เลนส์มันดีกว่าที่คิด โดยเฉพาะ Bokeh ที่สวยมาก มาแนว Leica เลย ภาพ Fade ออกอย่างเนียนสวย ไม่มีอะไรที่รู้สึกว่า &#8220;ยุ่ง&#8221; หรือว่า &#8220;แรง&#8221; หรือว่า &#8220;รก&#8221; อยู่ในส่วนที่ควรจะ &#8220;เบลอและเนียน&#8221; เลย
<li>ความรู้สึกตอนสัมผัสดีมาก ยิ่งถ้าเทียบกับ GF1 ด้วยแล้ว เอ่อ &#8230; อย่าให้เทียบเลย
<li>ความรู้สึกว่ามัน Well-Built มากๆ
<li>ความรู้สึกที่สนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
</ul>
<p>ตายโหง &#8230; ดูไปดูมา นี่มันความรู้สึกทั้งนั้นเลยนี่หว่า เอาล่ะสิ จะเป็นการทะเลาะกันระหว่างสมองกับหัวใจอีกหรือเปล่าหนอ (เพราะสมองผมมันบอกว่าให้เก็บเงินไว้ก่อน) แต่จากบทเรียนครั้งก่อน ทำให้ครั้งนี้ผมไม่ลังเลที่จะให้สมองมายุ่งกับความอยากของหัวใจอีกต่อไปแล้ว (สมองชนะทีไร หัวใจมันไม่ยอมปล่อยวางทุกที)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_2_DSCF1164.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_2_DSCF1164-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_2_DSCF1164.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>แต่ว่า &#8230; มันหายากมากเลย ไปถามร้านไหนมีแต่ของหมดทั้งนั้น บางร้านก็ไม่เคยมีเข้ามาเลย ก็เลยต้องลุ้นกับคนที่โชคดีซื้อได้แต่ไม่ชอบ แต่ถ้า X100 โผล่มาบนเว็บบอร์ดซื้อขายแลกเปลี่ยนกล้องไม่ว่าจะเป็นเว็บไหนก็ตามเมื่อไหร่ ไม่เกิน 5-10 นาทีมีคนสอยต่อแน่นอน มีอยู่ 2-3 ครั้งที่ผมโทรช้าไปนิดหน่อย (ไม่เกิน 30 นาทีหลังจากมีคนโพสท์กระทู้) ก็กลายเป็นคิวที่ 4-5 ทันที</p>
<p>และแล้ว วันหนึ่งโชคดีก็มาเป็นของผมบ้าง จังหวะที่ผมนั่ง Refresh กระทู้ในห้องขายกล้องของเว็บดังแห่งหนึ่ง ก็มีคนโพสท์ขายกล้องตัวนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าซื้อไปลองเล่นแล้วไม่ชอบ และเจ้าตัวกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นจึงอยากขายก่อน &#8230; แต่ว่าด้วยความที่เขาเป็นคนชลบุรี และตัวผมเองอยู่นนทบุรี จะเอาไงดี (ระหว่างที่คุย ก็มีคนโทรมา 2-3 สาย) สุดท้ายก็เลยนัดเจอกันที่ Central บางนา โดยเขาฝากเพื่อนมาให้อีกทีหนึ่ง &#8230;. โชคดีเป็นบ้าเลย</p>
<p>อารัมภบทมาเยอะแล้ว คงจะต้องเข้าเรื่องกันเสียที ว่ากล้องตัวนี้ใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง<br />
<center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_3_DSCF1162.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_3_DSCF1162-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_3_DSCF1162.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>หลังจากที่ได้ X100 มา และทดลองถ่ายนี่นั่นโน่นเล่นในบ้านสักพัก ผมก็ตัดสินใจ &#8220;ทดสอบ&#8221; จริงจังนิดหน่อย ซึ่งการทดสอบจริงจังของผม ก็ไม่ได้ทดสอบกับ Test Chart อะไรหรอกครับ เพราะว่ามันไม่ได้มีสาระอะไรในความรู้สึกผมซึ่งเป็นเพียงผู้ถ่ายภาพเล่นๆ ทั่วไปเท่านั้น แต่ผมเลือกที่จะทดสอบกับกล้องที่ผมมีอยู่แล้ว ว่าถ้าถ่ายมุมเดียวกันแบบไม่ค่อยคิดอะไร ภาพที่ได้จะออกมาอย่างไร ซึี่งผมได้โพสท์ภาพจากการทดสอบเหล่านี้ไว้บน Flickr ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว</p>
<ul>
<li><a href="http://www.flickr.com/photos/rawitat/sets/72157626709330434/">Quick Comparison: X100, GF1, M8</a>
<li><a href="http://www.flickr.com/photos/rawitat/sets/72157626653659397/">Quick Comparison: X100, D3s+35/2</a>
</ul>
<p>การตั้งกล้องทุกตัวนั้น ผมตั้ง JPEG หมด เพราะว่าโดยปกติผมเป็นคนถ่ายภาพ JPEG มากกว่า RAW ยกเว้นเสียแต่ว่าผมจะรับ JPEG Engine ของกล้องไม่ได้จริงๆ จึงจะถ่าย RAW ซึ่งจากภาพทั้งหมดที่ได้ออกมา ผมพบว่า GF1 กับ M8 นั้นมีโทนภาพของ JPEG ใกล้เคียงกัน และ &#8220;ไม่สวย&#8221; ทั้งคู่ (คือ ผมรับ JPEG จากกล้องสองตัวนี้ไม่ได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เป็นแค่สองตัวในบ้านที่ผมถ่าย RAW เป็นหลัก) แต่ X100 ให้ JPEG ที่สวยกว่าและเป็นธรรมชาติกว่าแบบเห็นได้ชัด รวมถึง Skin Tone ที่สวยกว่ามากๆ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_4_DSCF1042.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_4_DSCF1042-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_4_DSCF1042.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>ยิ่งเมื่อทดสอบเทียบกับ D3s ก็ยิ่งทำให้ตกใจ เพราะว่าโทนสีของภาพออกมาใกล้เคียงกันมาก มากจนเรียกได้ว่าถ้าเอารูปหลายๆ รูปมาคละกันแล้วถามผมว่ารูปไหนจาก D3s รูปไหนจาก X100 นี่ผมแยกไม่ออกง่ายๆ แน่นอน และที่สำคัญคือ Bokeh ของ X100 นั้นสวยกว่า Bokeh ที่ได้จากเลนส์ Nikkor 35 f/2 เยอะมาก (ผมไม่ได้เทียบกับ 24-70 f/2.8 นะครับ ถ้าเทียบก็น่าสนุก เพราะว่า 24-70 f/2.8 นี่ก็ Bokeh สวย)</p>
<p>นี่จะเป็นกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ที่ผมฝันไว้หรือเปล่า? ถ้าใครอ่านจาก<a href="http://www.rawitat.com/2011/01/03/548/">รีวิว Nikon P7000</a> (และ <a href="http://www.rawitat.com/2011/01/07/576/">P7000: On the trip</a>)  ของผมจะทราบว่า ผมชอบ คุ้นเคย และ &#8220;ติด&#8221; สี JPEG จาก Nikon มากๆ &#8230; มากจนผมใช้งาน LX3, G1, GF1 รวมถึง M8 ไม่มีความสุขเท่าที่ควร (ถึงขนาดต้องสร้าง LR Preset และถ่าย RAW มาปรับกับ Preset เอาเอง)</p>
<p>ว่าแล้วก็ต้องลองเอาออกจากบ้านไปถ่ายรูปตามสถานการณ์จริงซะหน่อย</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_5_DSCF0985.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_5_DSCF0985-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_5_DSCF0985.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>จากการถือไปใช้งานจริงที่นั่นที่นี่ ผมพบว่าผมใช้งานมันได้แบบค่อนข้างมีความสุขพอสมควร และพอใจกับผลที่ได้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายคน หรือว่าถ่ายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว โดยรวมๆ แล้วพอใจมาก</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำหนักที่เบาจนไม่รู้สึกว่ารำคาญหรือเป็นภาระกับไหล่และคอ Texture ที่ให้ความรู้สึกดีเวลาที่หยิบขึ้นมาถ่าย View Finder หรือช่องมองภาพที่ดีมาก โดยตัว EVF นั้นเป็น EVF ที่ดีที่สุดที่ผมเคยใช้มา (หมายเหตุ: ผมไม่เคยใช้ EVF ของ Olympus) และถ้าไม่ชอบ EVF จริงๆ หรืออยู่ในบางสภาพแวดล้อมที่ EVF ไม่เหมาะเท่าไหร่ ก็เปลี่ยนไปใช้ OVF ได้เสมอ และ OVF ก็ค่อนข้างทำได้ดี ถึงตอนแรกผมคิดว่ามันจะสว่างกว่านี้สักนิดก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้มืดกว่า OVF ของ M8 นะ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_8_DSCF1204.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_8_DSCF1204-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_8_DSCF1204.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>พูดถึงเรื่อง OVF ตอนแรกก็งงเหมือนกัน ว่าในเมื่อ OVF มันไม่ใช่ TTL และมันไม่ใช่ Rangefinder แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามันโฟกัสโดนหรือเปล่า แต่ว่าพอมาลองใช้จริงๆ ถึงจะเห็นว่ามันมีขีดบอกระยะโฟกัสให้เราด้วย พร้อมกับกรอบสี่เหลี่ยมแสดงว่ากำลังโฟกัสอะไรอยู่ ซึ่งถ้าเราเคยใช้พวก Zone Focusing หรือ Hyper Focal กับพวก Rangefinder อยู่แล้วก็จะคุ้นกับการประมาณระยะสิ่งที่อยากถ่ายอยู่แล้ว ดังนั้นเห็นตัวเลขก็พอจะประมาณได้ว่าโฟกัสโดนหรือไม่</p>
<p>การควบคุมที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ ผมให้คะแนนดีกับเรื่องที่เอาการปรับขนาดรูรับแสงไปอยู่บนเลนส์ แต่ว่าหักคะแนนนิดหน่อยตรงที่ไม่ทำให้มันหมุนปรับง่ายๆ เหมือนกับเลนส์ Leica เพราะอันนี้มันอยู่ติดตัวกล้องไปหน่อย ปรับขนาดรูรับแสงตอนจะถ่ายรูป (ดู View Finder อยู่) ยากกว่าที่ควรจะเป็น แต่ว่าแค่นี้ก็เจ๋งแล้ว Leica ยังไม่ทำแบบนี้กับ X1 เลย (ไม่รู้ทำไม) ส่วนที่หมุนปรับชดเชยแสงก็อยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย (ตำแหน่งเดียวกับ P7000)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_9_DSCF1178.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_9_DSCF1178-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_9_DSCF1178.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>ส่วนเรื่องความเร็วชัตเตอร์ ถึงบนที่หมุนปรับความเร็วชัตเตอร์จะเขียนไว้ถึง 1/4000s ก็เถอะ แต่ถ้ารูรับแสงกว้างๆ ก็จะได้น้อยกว่านั้น (ที่รูรับแสงกว้างที่สุด f/2 นั้นจะได้แค่ 1/1000s) ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะว่าชัตเตอร์เป็นแบบ Leaf Shutter ที่อยู่ที่ตัวเลนส์ ไม่ใช่ Focal Plane Shutter ที่อยู่ที่ตัวรับภาพ ดังนั้นความเร็วชัตเตอร์ที่รูรับแสงแคบเลยได้มากกว่ารูรับแสงกว้าง (ระยะทางที่ตัวชัตเตอร์ต้องเคลื่อนที่มีน้อยกว่า) ซึ่งทำให้เกิดปัญหานิดหน่อยในการใช้รูรับแสงกว้างถ่ายภาพตอนกลางวัน</p>
<p>แต่ว่า X100 ก็มี ND Filter ซึ่งจะทำให้กล้องรับแสงได้น้อยลง Built-in มาให้ด้วย แต่การจะเปิดใช้งาน ND Filter นั้นต้องเข้าไปใน Menu ซึ่งก็ไม่ได้เป็นระเบียบอะไรเท่าไหร่ และระบบ Menu เองก็ไม่ได้ทำงานเร็วด้วย (เข้าขั้นช้าเลยล่ะ) ดังนั้นก็อาจจะหงุดหงิดพอสมควร แต่ก็ยังดีที่มีปุ่ม Fn ซึ่งตั้งค่าได้ว่าจะให้ทำอะไรอยู่ปุ่มหนึ่งอยู่แถวๆ ชัตเตอร์ ก็เลยตั้งไว้ให้เข้าถึง ND Filter ซะเลย</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_10_DSCF1187.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_10_DSCF1187-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_10_DSCF1187.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>ส่วนข้อเสียที่เจอน่ะเหรอ บอกได้คำเดียวว่า &#8220;เพียบ&#8221;</p>
<p>เรื่องแรกคือความเร็วของการโฟกัสอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเคยชินกับ DSLR มาก่อน (โดยเฉพาะพวก Speed Demon เช่น D3s) จะรู้สึกว่าช้าจนรำคาญ ถ้าเทียบกับ GF1 ก็ยังช้ากว่าอย่างรู้สึกได้ (ก็ GF1 มันโฟกัสไวแบบไม่น่าเชื่อสำหรับกล้องที่ใช้ Contrast Detection) ซึ่งถ้าจะเอาไปถ่ายภาพเคลื่อนไหวเยอะๆ ล่ะก็ บอกได้คำเดียวเลยว่า &#8220;หมดสิทธิ์&#8221; (ไม่ต้องถึงขนาดถ่าย Street Action หรอก แค่พยายามถ่ายหมาเดินไปเดินมาในบ้าน ยังโฟกัสไม่ทันเลย)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_11_DSCF1226.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_11_DSCF1226-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_11_DSCF1226.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>ถัดมาก็คงเป็นเรื่องความไม่เสถียรของ Firmware ที่ไม่เสถียรเอาซะเลย ใช้ไปใช้มาค้าง และไม่ใช่เจอครั้งเดียวหรือเป็นอยู่คนเดียวซะด้วย อ่านๆ จากเว็บเมืองนอกเจอกันเยอะแยะ ก็หวังว่า Fujifilm จะรีบอัพเดท Firmware แก้ปัญหานี้นะ บางคนบอกว่าใช้ SD Card ที่เร็วที่สุดเท่าที่จะหาได้ อาจจะแก้อาการนี้ได้บ้าง อืมมมม ยังไม่ได้ลองวิธีนี้ดังนั้นผมคอนเฟิร์มไม่ได้ แต่ว่าจริงๆ แล้วค้างไม่ค้าง ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรเลยกับความเร็วของ SD Card แฮะ ถ้าเรื่องการเขียนอ่านไฟล์ก็อีกเรื่อง แต่ผมไม่ได้ถ่าย RAW อยู่แล้ว ก็เลยไม่ต้อง &#8220;รอ&#8221;</p>
<p>เรื่องของโฟกัสยังไม่จบ แต่คราวนี้เป็นเรื่อง Manual Focus ที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมทำแบบ Electronic (หรือแบบ Fly-by-Wire) มาให้ ทำไมไม่ทำแบบ Mechanical แบบเลนส์เก่าๆ หมุนเท่าไหร่ได้เท่านั้น และการตอบสนองจะไวกว่า แบบนี้ก็เรียกว่า 2 เด้งเลย เพราะว่า Auto Focus ไม่เร็ว แถม Manual Focus ก็ดันเป็นแบบนี้อีก &#8230;.</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_12_DSCF1220.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_12_DSCF1220-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_12_DSCF1220.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>แล้วก็เรื่องเล็กน้อย แต่กวนใจไม่แพ้กัน ก็คือปุ่มต่างๆ ที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ปุ่มที่ควรมีก็ดันไม่มี (ต้องเข้าไปใน Menu ซึ่งก็ทำงานช้า) ปุ่ม Fn ที่ตั้งค่าได้ว่าจะเอาไว้ทำอะไรก็มีปุ่มเดียว และการวางตำแหน่งของตัวเลือกต่างๆ ใน Menu นั้นก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ &#8230; แต่อันนี้ใช้ๆ ไปคงจะชิน</p>
<p>กล้องที่ผมเห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของ Menu ก็คือ Leica M8 ซึ่งไม่มีตัวเลือกอะไรให้เลือกมากนัก กดขึ้นลงแป๊บเดียวก็หมดแล้ว แต่ละตัวเลือกก็สำคัญทั้งนั้น และกล้องที่เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการวางปุ่มควบคุมภายนอก ก็พวกตระกูล Nikon &#8230; หรือว่าผมแค่ชินกับมัน ก็เลยคิดว่ามันดีก็ไม่รู้เหมือนกัน</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_13_DSCF1214.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_13_DSCF1214-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_13_DSCF1214.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>สรุปๆ กล้องที่เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ซูมไม่ได้ ทำงานค่อนข้างช้า โฟกัสอัตโนมัติไม่ค่อยไว ไม่มีระบบตรวจจับหน้า ฯลฯ แบบนี้ไม่เหมาะกับหลายๆ คนแน่ๆ และหลายคนก็ไม่ชอบระยะเลนส์ที่เทียบเท่ากับ 35mm เท่าไหร่ เพราะว่าไม่ค่อยกว้าง ถ่ายรูปหมู่หรือว่าหันกล้องถ่ายตัวเองลำบาก ถ่ายอาคารสถานที่หรือว่าถ่ายวิวที่อยากจะเก็บทั้งหมดก็ไม่สะดวก และเนื่องจากซูมไม่ได้ เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ก็ถ่ายเจาะเน้นเฉพาะจุด หรือถ่ายสิ่งที่อยู่ไกลๆ ไม่ได้</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_6_DSCF1161.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_6_DSCF1161-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_6_DSCF1161.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>แต่ผมกลับเห็นว่า ระยะ 35mm นี้เป็นระยะที่เหมาะมาก สำหรับการถ่ายภาพเพื่อจดจำชีวิตที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และการที่ไม่ต้องคิดถึงเลนส์ คิดถึงซูม คิดมากว่าจะใช้อะไรดี ฯลฯ ทำให้เราสนุกและมีอิสระมากขึ้นกับการถ่ายรูป และถ้าเราชินแล้ว กล้องก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่เป็นผู้ช่วยของตา (ตาเห็น มือถ่าย) มากกว่าที่จะเป็นภาระของสายตาและสมอง (ตาเห็น สมองคิดปัจจัยต่างๆ ทั้งเรื่องระยะ เรื่องนี่นั่นโน่น ตาเล็งมุมกว้าง เล็งมุมเจาะ ฯลฯ)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_7_DSCF1169.jpg" rel="lightbox[632]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/05/X100_7_DSCF1169-tm.jpg" width="520" height="346" alt="X100_7_DSCF1169.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>ก็ได้แต่ว่าหวังว่า Fujifilm จะอัพเดท Firmware เพื่อแก้ปัญหาบางอย่างที่น่าจะแก้ได้ในระดับ Firmware ในเร็ววันนี้ และก็ได้แต่หวังว่า X100 คงจะส่งสัญญาณแรงๆ ไปยังอีกหลายเจ้า โดยเฉพาะ Leica ที่วันหนึ่งก็ต้องออก X2 ออกมา หรือ Nikon/Canon ที่หลายคนก็ยังหวังว่าจะทำกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ออกมาบ้าง</p>
<p>ลึกๆ แล้ว ผมก็ยังหวังว่าจะได้เห็น <a href="http://imaging.nikon.com/history/chronicle/history-sp/">Nikon SP</a> กลับมาเกิดใหม่เป็นกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ แบบ X100 สักวัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/05/22/632/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Nikon P7000: On the Trip Review</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/01/07/576/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/01/07/576/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Jan 2011 14:01:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ของเล่น]]></category>
		<category><![CDATA[งานอดิเรก]]></category>
		<category><![CDATA[Photo Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/01/07/576/</guid>
		<description><![CDATA[ตามสัญญาเมื่อสายันต์ (จากตอน Nikon P7000 Review) ว่าจะเขียนรีวิวกล้องตัวนี้แบบ On the Trip ตามการใช้งานจริง เดี๋ยวจะทิ้งช่วงนานเกินไป เขียนซะหน่อย ขวดน้ำหวาน เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้ขึ้นไปเที่ยวเหนืออีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเป็นแม่ฮ่องสอน (เช่นเดียวกับเมื่อปีก่อน) ตามประสาคนกรุงไขว่คว้าความหนาวบ้าง ออกต่างจังหวัดไปที่ๆ ธรรมชาติยังเป็นธรรมชาติบ้าง โดยครั้งนี้ผมได้เอาเจ้า Nikon P7000 ไปด้วย ในฐานะ &#8220;กล้องสำรอง&#8221; และ &#8220;กล้องเดินเที่ยว&#8221; เมื่อผมไม่ต้องการที่จะใช้ Nikon D3s (ซึ่งเป็นกล้องซีเรียส ใช้เมื่อหวังผลภาพ) หรือ Leica M8 (ที่ผมชอบใช้เวลาเดินเล่นในเมืองหรือหมู่บ้าน) อุ้มบาตร จากการใช้งานจริงผมพบว่าโดยทั่วไปแล้ว P7000 ตอบสนองการใช้งานได้ค่อนข้างดี ทำให้หลายๆ ครั้ง ผมไม่ได้หยิบเอากล้องหลักออกจากกระเป๋าด้วยซ้ำไป และทริปนี้ก็ได้ confirm ถึงสิ่งที่ผมเขียนไว้ใน Review ก่อนหน้านี้หลายเรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องระยะซูม ซึ่งเทียบเท่ากับ 28-200mm บน 35mm format [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตามสัญญาเมื่อสายันต์ (จากตอน <a href="http://www.rawitat.com/2011/01/03/548/">Nikon P7000 Review</a>)  ว่าจะเขียนรีวิวกล้องตัวนี้แบบ On the Trip ตามการใช้งานจริง เดี๋ยวจะทิ้งช่วงนานเกินไป เขียนซะหน่อย<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0655.jpg" width="520" height="390" alt="DSCN0655.jpg" /></p>
<p><i>ขวดน้ำหวาน</i><br />
</center>
</p>
<p>เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้ขึ้นไปเที่ยวเหนืออีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเป็นแม่ฮ่องสอน (เช่นเดียวกับเมื่อปีก่อน) ตามประสาคนกรุงไขว่คว้าความหนาวบ้าง ออกต่างจังหวัดไปที่ๆ ธรรมชาติยังเป็นธรรมชาติบ้าง โดยครั้งนี้ผมได้เอาเจ้า Nikon P7000 ไปด้วย ในฐานะ &#8220;กล้องสำรอง&#8221; และ &#8220;กล้องเดินเที่ยว&#8221; เมื่อผมไม่ต้องการที่จะใช้ Nikon D3s (ซึ่งเป็นกล้องซีเรียส ใช้เมื่อหวังผลภาพ) หรือ Leica M8 (ที่ผมชอบใช้เวลาเดินเล่นในเมืองหรือหมู่บ้าน)<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0639.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0639.jpg" /></p>
<p><i>อุ้มบาตร</i><br />
</center>
</p>
<p>จากการใช้งานจริงผมพบว่าโดยทั่วไปแล้ว P7000 ตอบสนองการใช้งานได้ค่อนข้างดี ทำให้หลายๆ ครั้ง ผมไม่ได้หยิบเอากล้องหลักออกจากกระเป๋าด้วยซ้ำไป และทริปนี้ก็ได้ confirm ถึงสิ่งที่ผมเขียนไว้ใน Review ก่อนหน้านี้หลายเรื่อง<br />
<center><br />
</center>
</p>
<p>เรื่องแรกคือเรื่องระยะซูม ซึ่งเทียบเท่ากับ 28-200mm บน 35mm format ซึ่งใช้งานได้ค่อนข้างสะดวก และภาพที่ได้จากระยะปลายซูมก็ถือว่าดีทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ รูปรังผึ้งขนาดใหญ่ ที่เกาะอยู่บนพระพุทธรูปนอนกลางแจ้ง ซึ่งจากจุดที่ผมยืนอยู่นั้น มองเห็นไม่ถนัดว่าคืออะไร และตำแหน่งที่ผมยืนนั้นเป็นตำแหน่งย้อนแสง แต่ระบบวัดแสงของกล้องก็ยังทำงานได้ดีทีเดียว (ก็เล่นจัดองค์ประกอบแบบนี้นี่นะ ถ้าลองเห็นฟ้าก็มืดแน่นอน)<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0636.jpg" width="520" height="390" alt="DSCN0636.jpg" /></p>
<p><i>รังผึ้งบนพระพุทธรูป</i><br />
</center>
</p>
<p>Dynamic Range จากไฟล์ JPEG ที่ได้ ก็ถือว่าค่อนข้างดี และยังคงเก็บรายละเอียดในเงาได้มากพอสมควร เช่นรูปต่อไปนี้ ถือว่าแสงค่อนข้างยากพอสมควร เนื่องจากเป็นช่วงที่แดดแรง ทำให้ Contrast ของแสงค่อนข้างมาก ในส่วนที่จ้าและส่วนที่มืด ซึ่งรูปนี้ผมดึงส่วนที่มืดขึ้นมา (ด้านซ้ายของรูป ซึ่งรูปที่ได้มานั้นมืดมากทีเดียว) และพยายามตบส่วนที่เป็นแสงจ้าลงไป<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0653.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0653.jpg" /></p>
<p><i>Landmark ที่ออบหลวง</i><br />
</center>
</p>
<p>ดูกันอีกรูป สำหรับ Dynamic Range ของภาพ JPEG จากกล้อง (ซึ่งแน่นอนว่าผ่านการดึงและตบมาแล้ว)<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0649.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0649.jpg" /></p>
<p><i>ดูแล้วนึกถึง Chronicle of Narnia ยังไงไม่รู้แฮะ</i><br />
</center>
</p>
<p>อย่างที่บอกไว้ในรีวิวก่อน ว่าสาเหตุหลักอันหนึ่งที่ทำให้ผมเลือก P7000 ก็คือ &#8220;Nikon Color&#8221; ที่ผมคุ้นเคยจากกล้องใหญ่ ภาพจาก P7000 ก็ให้ผมแบบนั้นน่ะแหละ ดูจากหลังกล้องแล้วความรู้สึกมัน &#8220;ใช่&#8221; กว่าตอนดูรูปจาก LX3 เยอะมาก ยิ่งถ้าตั้ง Vivid ไว้นะ จัดได้ใจ ทั้งความอิ่มของสี และคอนทราสต์<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0798.jpg" width="520" height="390" alt="DSCN0798.jpg" /></p>
<p><i>ดอกไม้สีแดง</i><br />
</center><br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0678.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0678.jpg" /></p>
<p><i>ดอกบัวบานริมนา &#8230; บัวเหล่าที่หนึ่งมีอยู่ได้ในทุกที่</i><br />
</center>
</p>
<p>ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเลนส์ช่วงซูมยาวๆ กับกล้องคอมแพคเซนเซอร์เล็ก ก็คือ มันยังพอจะโยนฉากหลังให้เบลอเล่นได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ ถึง f ช่วงปลายซูม มันจะ 5.6 ก็เถอะ ถ้าเลือกฉากหลังไกลๆ และซูมให้ของที่อยากถ่ายมันเต็มๆ ก็พอจะช่วยได้บ้าง (แต่แน่นอนว่าอย่าเอาไปเทียบกับ DSLR นะ เทียบไม่ได้หรอก)<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0662.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0662.jpg" /></p>
<p><i>Living on Dead</i><br />
</center><br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0663.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0663.jpg" /></p>
<p><i>กระบอกส่งน้ำ</i><br />
</center>
</p>
<p>ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันเหมือนชาวบ้านเค้าน่ะ ดูเป็นมิตรกว่าพวกถือ DSLR เยอะ ถึงตอนนี้ใครๆ ก็ถือ DSLR กันเต็มไปหมดก็เถอะ เวลาหยิบมาถ่ายรูปชาวบ้านมันก็ยังดูเกะกะและไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ หลายคนก็บ่ายเบี่ยง หลายคนชี้นิ้วมาทำเหมือนกับจะโดนยิงหรือว่าจับผิด หรือว่าอะไรสักอย่าง ฯลฯ แต่ว่าพอหยิบคอมแพคมาถ่าย นี่เป็นมิตรกว่ากันเยอะ กล้องพวกนี้จริงๆ เอาไว้ถ่ายพวกชีวิตทั่วไปเวลาไปเที่ยวนี่ดีนักแล<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0754.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0754.jpg" /></p>
<p><i>แม่ค้าสาวน้อยที่ปางอุ๋ง</i><br />
</center>
</p>
<p>สรุปว่า ผมค่อนข้างพอใจกับมันแฮะ มากกว่าที่คิดไว้ตอนแรก (หรือว่าผมหวังน้อยอยู่แล้วกับคอมแพคของ Nikon ก็ไม่รู้เหมือนกัน) กล้องคอมแพคเดี๋ยวนี้ดีขึ้นมาก จนเรียกได้ว่าไม่ต้องเอา DSLR ก็พอจะได้แล้ว (แต่ว่า DSLR มันก็ถูกลงมามาก จนไม่ต้องซื้อคอมแพคก็ได้แล้วเหมือนกันนะ &#8212; ก็แล้วแต่ความต้องการใช้งานแล้วล่ะ)<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0737.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0737.jpg" /></p>
<p><i>รอแสงยามเช้า</i><br />
</center>
</p>
<p>ใช่ๆๆ ลืมไปเรื่อง คือเรื่อง Battery .. ต้องขอบคุณ Nikon ที่กลับมามีสติอีกครั้ง หลังจากทำอะไรบ้าๆ กับ P6000 เยอะมากมาย เช่น มีที่เสียบสาย LAN .. แต่ที่บ้าที่สุดของ P6000 คือ &#8220;การชาร์จแบต&#8221; จะชาร์จกับกล้องโดยตรง ซึ่งเสี่ยงมากมีการทำตก หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ และมีข้อเสียมากมาย (นึกถึงเวลามีแบต 2 ก้อน เราจะไม่สามารถชาร์จแบตก้อนหนึ่ง และใส่อีกก้อนหนึ่งเพื่อถ่ายรูปไปก่อนได้) &#8230; P7000 ใช้ &#8220;ที่ชาร์จแยก&#8221; ครับ ค่อยยังชั่ว และแบตก็ใช้ได้ค่อนข้างทนดีทีเดียวครับ (อย่าเอาไปเทียบกับพวก DSLR นะ) แต่ว่าทำไมก็ไม่รู้ ก็ยังไม่แสดงสถานะของแบตตลอดเวลาอยู่ดี แสดงเอาอีตอนกำลังจะหมดอีกล่ะ แบบนี้คนใช้งานค่อนข้างจะพารานอยด์นะ เพราะว่าแยกไม่ออกเลยว่า แบตเกือบเต็ม หรือว่าเกือบจะเกือบหมด (ถ้าเกือบหมดถึงจะแสดงสถานะ)<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0797.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0797.jpg" /></p>
<p><i>Raft rowing</i><br />
</center>
</p>
<p>ไหนๆ ก็พูดเทียบกับ P6000 แล้ว ก็บอกซะหน่อยว่า Nikon มีสติขึ้นมาเยอะครับ กลับมาทำกล้องให้เป็นกล้องอีกครั้ง หลังจาก P6000 นั้น เน้นการใส่ของเล่น ใส่เทคโนโลยี เสียจนความสามารถในการเป็นกล้องถ่ายรูปของมันไม่ได้รับการเหลียวแลสักเท่าไหร่ หลายต่อหลายอย่างก็ไม่รู้จะใส่มาทำอะไร (รวมถึง GPS ที่อาจจะมีประโยชน์นะ แต่ว่ากินแบตมากมาย) ตัวนี้ No-Nonsense กว่าเยอะมาก<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0823.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0823.jpg" /></p>
<p><i>เทือกเขาริมชายแดนไทย-พม่า (เส้นแม่สะเรียง-แม่สอด)</i><br />
</center>
</p>
<p>สุดท้ายนะครับ ขอหน่อย &#8230; ไปเที่ยวที่ไหน ผมต้องเห็นภาพพวกนี้เสียชินตา ทั้งๆ ที่ถังขยะก็อยู่ไม่ห่างจากตรงนั้นมากเท่าไหร่เลย<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0782.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0782.jpg" /></p>
<p><i>เช่นเดียวกัน &#8230;. มีคนเที่ยวที่ไหน มีไอ้พวกนี้ที่นั่น ให้ได้งี้สิ</i><br />
</center><br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0781.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0781.jpg" /></p>
<p><i>รูปนี้ห่างจากถังขยะ (ที่ยังว่างๆ อยู่) ไม่เกิน 15 เมตร</i><br />
</center><br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0647.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0647.jpg" /></p>
<p><i>ยัดกันเข้าไป หมกกันเข้าไป</i><br />
</center>
</p>
<p>ไว้วันนึงเถอะ จะเอารูปถ่ายขยะที่ถูกขยะทิ้งไว้แบบนี้ มาจัดแสดงสักที่ ถ่ายไว้ได้เยอะมากแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/01/07/576/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Nikon P7000 Review</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/01/03/548/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/01/03/548/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 Jan 2011 04:30:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ของเล่น]]></category>
		<category><![CDATA[Photo Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/01/03/548/</guid>
		<description><![CDATA[และแล้ว ก็ถึงเวลาซื้อกล้องคอมแพคใหม่ หลังจากที่ใช้ Panasonic LX3 มา 2 ปี ซึ่งถึงจะเป็นกล้องที่รักมาก และคิดว่าภาพที่ได้ถือว่าสุดยอดจากคอมแพคยุคเดียวกันก็เถอะ ตัว LX3 เองก็มีข้อเสียหลายอย่างพอควร ที่ทำให้ไม่เหมาะกับการถือเดินเที่ยว เช่น ฝาครอบเลนส์ (แก้ได้ไม่ยาก) ระยะซูมที่จำกัด (เทียบเท่า 24-60mm เอง ซึ่งอันนี้แก้ไม่ได้) และภาพ JPEG ที่ &#8220;ไม่สวย&#8221; กับความชอบของผม สำหรับการซื้อในครั้งนี้ ตัวเลือกก็ยังคงเดิมๆ คือ Panasonic LX5, Canon G12, Nikon P7000 ซึ่งแต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปทั้งนั้น แต่ว่าสุดท้ายหวยก็ไปออกที่ Nikon P7000 ด้วยเหตุผลดังนี้ ช่วงซูม 28-200mm ซึ่งมากที่สุดใน 3 ตัว (แต่ว่ามาเสียตรง Wide ที่แคบกว่า 24mm ของ LX5) ผมคุ้นเคยกับ &#8220;สี&#8221; ของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>และแล้ว ก็ถึงเวลาซื้อกล้องคอมแพคใหม่ หลังจากที่ใช้ Panasonic LX3 มา 2 ปี ซึ่งถึงจะเป็นกล้องที่รักมาก และคิดว่าภาพที่ได้ถือว่าสุดยอดจากคอมแพคยุคเดียวกันก็เถอะ ตัว LX3 เองก็มีข้อเสียหลายอย่างพอควร ที่ทำให้ไม่เหมาะกับการถือเดินเที่ยว เช่น ฝาครอบเลนส์ (แก้ได้ไม่ยาก) ระยะซูมที่จำกัด (เทียบเท่า 24-60mm เอง ซึ่งอันนี้แก้ไม่ได้) และภาพ JPEG ที่ &#8220;ไม่สวย&#8221; กับความชอบของผม</p>
<p>สำหรับการซื้อในครั้งนี้ ตัวเลือกก็ยังคงเดิมๆ คือ Panasonic LX5, Canon G12, Nikon P7000 ซึ่งแต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปทั้งนั้น แต่ว่าสุดท้ายหวยก็ไปออกที่ Nikon P7000 ด้วยเหตุผลดังนี้</p>
<ul>
<li>ช่วงซูม 28-200mm ซึ่งมากที่สุดใน 3 ตัว (แต่ว่ามาเสียตรง Wide ที่แคบกว่า 24mm ของ LX5)
<li>ผมคุ้นเคยกับ &#8220;สี&#8221; ของ JPEG จากกล้อง Nikon (และยังทำใจให้ชอบสี JPEG ของ Panasonic ไม่ได้)
<li>ผมคุ้นเคยกับ UI ของ Nikon ถึงว่าเจ้า P7000 มันจะทำออกมาโคตรจะ Canon ก็เถอะ (อีปุ่ม Av/Tv นี่ &#8230; เอ่อ&#8230;)
<li>ชอบรูปทรงมันอ่ะ เหมือนกับ Epson R-D1 ดี
<li>พอจะ &#8220;ทำใจ&#8221; กับความอืด หนืด ของมันได้ (Nikon นี่ Performance ด้านนี้ห่วยที่สุดแล้วในบรรดา 3 ตัวนี้)
<li>ไปลองเล่นที่ร้านแล้วค่อนข้าง OK กับมัน อันนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิดนะ เลือกบนกระดาษ อ่านบนเน็ต สู้ไปลองเล่นเองที่ร้านไม่ได้หรอก
</ul>
<p>เป็นธรรมเนียม ก็ขอรีวิวสั้นๆ พร้อมด้วยรูปไม่กี่รูปก็แล้วกันนะครับ เอาแบบว่า ถ่ายทั่วๆ ไปกับชีวิตประจำวันนี่แหละ ก่อนที่จะไป &#8220;รีวิวออนทริป&#8221; ว่าเป็นไงมั่ง :-)</p>
<p>
เทียบกับ Nikon P6000 รุ่นก่อนหน้ามันแล้ว ต้องบอกว่าทุกอย่างทำได้ดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพ ความเร็วในการตอบสนอง และเรื่องเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงซูม รูรับแสงที่กว้างขึ้น (นิดหน่อย)<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0235.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0235.jpg" /></p>
<p><i>บันไดเลื่อน Central World</i><br />
</center>
</p>
<p>
เรื่อง Handling ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง ถือว่าทำได้ดีขึ้นจาก P6000 และดีกว่า LX3 อย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าทั้งนี้ผมยังไม่ได้ลองจับ LX5 นะ ว่าเป็นไง Grip ของ P7000 จับถนัดมือมาก ทั้งวัสดุและขนาด เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจได้อย่างหนึ่งเลย ไม่เอาสายคล้องคอก็ไม่เป็นไร คิดว่าถือเดินไปเดินมาได้ค่อนข้างสะดวก<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0275.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0275.jpg" /></p>
<p><i>ไฟท้ายรถ</i><br />
</center>
</p>
<p>
พูดถึงสายคล้องคอ P7000 ให้สายคล้องคอที่ &#8220;ใหญ่&#8221; เอาเรื่องสำหรับกล้องคอมแพค น่าจะเอาไปคล้องพวก m4/3 แบบ GF1, EP1 มากกว่า แต่ว่าคิดไปคิดมา เออ ขนาดของ P7000 ก็ใหญ่อยู่นี่หว่า ไม่ได้เล็กกว่าพวกนั้นเท่าไหร่ แต่ว่ามันก็ทำให้ยัดกระเป๋าลำบากขึ้น และการออกแบบตำแหน่งคล้องสาย จะไปกวนการเข้าถึงช่องโน่นช่องนี่นิดหน่อย ทำให้จับลำบากขึ้นนิดๆ ยังคิดอยู่ว่า มันจะมีใครทำสายคล้องกับที่คล้องสายได้เจ๋งแบบ Leica มั้ย ชอบสายคล้องและที่คล้องสายของ Leica M8 มาก เจ๋ง มั่นคง ใส่ง่าย และเหมาะสม<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0347.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0347.jpg" /></p>
<p><i>เคยเป็นดังดวงตา ที่หมดค่าเมื่อเวลาผ่านไป</i><br />
</center>
</p>
<p>
เรื่องคุณภาพของภาพ เป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือก P7000 มากกว่า LX5 และ G12 ครับ ไม่ใช่ว่าเพราะมัน &#8220;ดีกว่า&#8221; นะครับ แต่เพราะว่ามัน &#8220;ไม่แพ้กัน&#8221; ครับ ในขณะที่รุ่นก่อนหน้ามัน P6000, G11, LX3 นี่ ถือว่า P6000 แย่กว่าตัวอื่นๆ แบบเห็นได้ สัมผัสได้ พอมารุ่นนี้ คุณภาพเชิงเทคนิคมันไม่แพ้กว่า (คือ ไม่มี Noise แบบเห็นได้ชัดตั้งแต่ base ISO และความคม ชัด ของภาพ อะไรทำนองนั้น) ก็เลยตัดสินใจได้แบบไม่คิดมาก<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0436.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0436.jpg" /></p>
<p><i>พลบค่ำ ริมทะเลบางแสน</i><br />
</center>
</p>
<p>
เพราะว่าผมชอบ &#8220;Nikon Color&#8221; (ถ้ามันมีคำนี้นะ &#8230; แต่ว่าเห็นคนพูดกันเรื่อง Olympus Color, Panasonic Color, Leica Color คือ แต่ละยี่ห้อมันจะมี character เฉพาะของมันน่ะ เหมือนกับฟิล์มเมื่อก่อน ว่า Velvia เป็นไง อะไรทำนองนี้) เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนจะชอบเพราะว่าความเคยชิน หรืออะไรก็แล้วแต่ผมเถอะ<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0560.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0560.jpg" /></p>
<p><i>พลุวันพ่อ</i><br />
</center>
</p>
<p>
ทำไมชอบน่ะเหรอ อาจจะเพราะความเคยชินมาจากกล้องใหญ่ครับ ที่ตัวเองใช้ Nikon DSLR มาตลอด เลยชินกับ Hue, Contrast, Saturation อะไรพวกนี้ของ Nikon มันอยู่แล้ว และผมเป็นพวกขี้เกียจนั่งทำรูปหรือ Post Processing พอสมควร &#8230; คือ ทำนะ ไม่ใช่ไม่ทำ ไอ้ที่โพสท์ๆ ใน Blog นี้ก็ทำทุกรูปน่ะแหละ แต่ว่าผมปรับแค่พื้นๆ ฐานๆ อ่ะ คือ Crop, Contrast, Vibrancy, Saturation, Exposure อะไรทำนองนี้ จะให้ถ่าย RAW แล้วมาปรับ Hue, White Balance, Temperature, Tint หรือว่าปรับ Saturation, Luminance ไล่ทีละสีเลยนี่ผมไม่ทำอ่ะ ซึ่งไอ้พวกนี้ ถ้า Hue มัน shift ไปในทางที่เราไม่ชอบตั้งแต่แรกแล้วมันปรับคืนยากพอควร ยิ่งไม่ได้ถ่าย RAW ด้วย<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0533.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0533.jpg" /></p>
<p><i>ถุงเป๊บซี่ ข้างเสา</i><br />
</center>
</p>
<p>
ดังนั้น ไอ้ที่เค้าบอกว่า P7000 ถ่าย RAW แล้วต้อง &#8220;รอ&#8221; จริงๆ ก็เลยไม่เข้าประเด็นกับผมโดยปริยายมากๆ ก็ผมไม่ถ่าย RAW อ่ะ ซื้อมาถ่าย JPEG เท่านั้น ใครจะบอกว่าผมใช้กล้องไม่คุ้ม ไม่โปร ถ้าให้คุ้มให้โปร ต้องถ่าย RAW ก็เรื่องของเขา ผมไม่ก่อดราม่าด้วย .. ผมจะถ่าย RAW เฉพาะที่แสงยากๆ หรือไม่มั่นใจว่า processing engine ในกล้องมันจะจัดการได้ หรือเห็นว่ามี detail ที่จะซ่อนในเงาในแสงเกินไป แล้วต้องการดึงคืนเท่านั้น &#8230; นอกนั้น ผมมั่นใจว่า JPEG engine เดี๋ยวนี้เอาอยู่ (กล้องหลายตัว เช่น Leica M8 ผมต้อง &#8220;จำใจถ่าย RAW&#8221; เพราะว่ารับ JPEG engine มันไม่ได้)</p>
<p>หมายเหตุ: ผมเคยเขียนเรื่อง <a href="http://www.rawitat.com/2010/03/21/328/">RAW vs JPEG</a> ไว้ใน blog นี้เมื่อนานมาแล้ว<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0516.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0516.jpg" /></p>
<p><i>หนึ่งผี-สองสิงห์</i><br />
</center>
</p>
<p>
แต่ว่า P7000 มันก็มีข้อเสียใหญ่ๆ อยู่ 2 ข้อนะ เท่าที่ใช้มา ก็คือ Exposure metering (การวัดแสง) และ &#8220;Focusing Error&#8221; ซึ่งเค้าพูดถึงกันเกลื่อนเน็ต<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0471.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0471.jpg" /></p>
<p><i>แม่ค้าแตงโม</i><br />
</center>
</p>
<p>
เอาเรื่อง Exposure metering ก่อนละกัน ปกติผมจะใช้ Evalutive Matrix metering อยู่แล้ว นอกจากจะจำเป็นต้องวัดเฉพาะจุดจริงๆ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ Matrix มันฉลาดมาก เรียกว่า 90% ของสถานการณ์ มันไม่พลาดหรอก แต่ผมพบว่าภาพจาก P7000 มันติด overexpose นิดๆ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ (อาจจะเป็นเรื่องเดียวกับ D7000 ที่ตั้ง Gamma ไว้สว่างมาก และ Contrast ที่จัด และ metering ไม่ตบ highlight หรือแสงจ้า ลงเท่าไหร่ เลยทำให้รู้สึกว่าภาพมัน over-expose)<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0105.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0105.jpg" /></p>
<p><i>ควันรถ</i><br />
</center>
</p>
<p>
ก็เลยเป็นปัญหา เพราะจากประสบการณ์แล้ว ภาพ underexpose แก้ง่ายกว่า overexpose &#8230; รายละเอียดที่ถูกซ่อนในเงาดึงขึ้นง่ายกว่า รายละเอียดที่หายไปในแสงจ้า แต่ว่ากับ P7000 นี่ค่อนข้างสบายครับ เพราะว่ามี dial สำหรับปรับ Exposure compensation หรือว่าการชดเชยแสง ในที่ๆ เข้าถึงง่ายที่สุด &#8230; (คือ ปกติแล้วนิ้วผมจะคาดหวังว่ามันจะเจอ command dial แถวๆ นั้นอ่ะ ดันเป็น dial นี้แทน) ก็แล้วแต่สถานการณ์นะ ปกติผมต้องตั้ง -1/3 stop ถึง -2/3 stop ไว้<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0103.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0103.jpg" /></p>
<p><i>ดอกไม้หน้าหอ</i><br />
</center>
</p>
<p>
ส่วนเรื่อง Focusing Error นี่จะเจอเวลาที่ซูมช่วงยาวๆ (เกือบสุด เช่น 200mm) และโฟกัสใกล้ๆ คือ ต้องการเน้น Subject จะเจอเลนส์โฟกัสไม่ได้ และจะต้อง Initialize เลนส์ใหม่ ซึ่งตอนแรกๆ ยอมรับว่าค่อนข้างจะหงุดหงิดกับเรื่องนี้พอสมควร แต่ว่าหลังจากเรียนรู้พฤติกรรมของมันแล้ว ว่ามันจะเกิดขึ้นในเวลาไหน ก็ไม่เจอมันอีกเท่าไหร่ ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่ง Firmware จะออกมาแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0322.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0322.jpg" /></p>
<p><i>ยอมสกปรก เพื่อให้พื้นสะอาด</i><br />
</center>
</p>
<p>
ขอจบ Review สั้นๆ (จริงๆ ก็ไม่สั้นเท่าไหร่นี่หว่า) นี้ไว้เท่านี้ &#8230; บอกได้สั้นๆ ว่า Happy มากพอควรเลยกับ Nikon P7000 เทียบกับความรู้สึกตอนที่ใช้ LX3 แล้วรู้สึกดีกว่า ถึงหลายๆ ครั้งจะคิดถึง f/2 และ 24mm ก็เถอะ แต่ว่า High ISO ของ P7000 มันก็ดีขึ้นเยอะพอควร ก็เลยคิดว่า เออ ช่างมันเถอะ ไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้ว คิดเรื่องความสะดวกโดยรวม เรื่องสีที่ชอบ และไม่ต้องปรับมากดีกว่า
</p>
<p>
สุดท้ายจริงๆ ขอหน่อยเถอะ อดไม่ได้ (นอกเรื่องด้วย) &#8230; ชอบคำนี้นะ &#8220;เมืองไทยใครๆ ก็รัก&#8221; แต่ว่าทำไมต้องมีรูปรัฐมนตรีแบบนี้ด้วยฟะ เฮ้อ เด่นที่สุดในป้ายเลยนะนั่น<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0023.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0023.jpg" /></p>
<p><i>เมืองไทย ใครๆ ก็รัก &#8230; แต่ทำไมต้องทำป้ายแบบนี้ฟะ</i><br />
</center>
</p>
<p>และขอปิดท้าย (จริงๆ) ด้วยรูปจากที่ไปเที่ยวเหนือ (สำหรับ Blog ถัดไป &#8220;P7000: Review on the Trip&#8221;) สักรูปนะ<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/01/DSCN0678.jpg" width="520" height="346" alt="DSCN0678.jpg" /></p>
<p><i>ดอกบัวบานริมนา &#8230; บัวเหล่าที่หนึ่งมีอยู่ได้ในทุกที่</i><br />
</center></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/01/03/548/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pencast: Digital Camera Image Sensor 101</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/06/16/423/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/06/16/423/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2010 07:14:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Pencast]]></category>
		<category><![CDATA[Science]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/06/16/423/</guid>
		<description><![CDATA[ตั้งแต่งาน WWDC มีเสียงเรียกร้องให้ผมอธิบายเรื่อง Backside Illuminated Sensor หลายเสียง และเนื่องจากตัวเองก็เคยเขียนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เลยจัดเต็มเลยดีกว่า ไม่เฉพาะกับ Backside Illuminated ล่ะ ก็พบกับ Pencast ความยาวประมาณ 9 นาทีครึ่งตอนนี้ได้ครับ ป.ล. ขนาดไฟล์เสียงตอนนี้คือ 1.9 MB นะครับ น่าจะโหลดได้เร็วกว่าของตอนที่ผมบันทึกจากการสอนในห้องเรียนเยอะ แต่ก็เหมือนเดิมนะครับ รอโหลดนิดนึง 6.16 Digital Camera Image Sensor 101brought to you by Livescribe ส่วนนี่ก็เช่นเดิมครับ PDF ที่ export มา: 6.16.Digital_Image_Sensor_101.pdf]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตั้งแต่งาน WWDC มีเสียงเรียกร้องให้ผมอธิบายเรื่อง Backside Illuminated Sensor หลายเสียง และเนื่องจากตัวเองก็เคยเขียนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เลยจัดเต็มเลยดีกว่า ไม่เฉพาะกับ Backside Illuminated ล่ะ ก็พบกับ Pencast ความยาวประมาณ 9 นาทีครึ่งตอนนี้ได้ครับ</p>
<p>ป.ล. ขนาดไฟล์เสียงตอนนี้คือ 1.9 MB นะครับ น่าจะโหลดได้เร็วกว่าของตอนที่ผมบันทึกจากการสอนในห้องเรียนเยอะ แต่ก็เหมือนเดิมนะครับ รอโหลดนิดนึง</p>
<p>
<div class="pencast"><a href="http://www.livescribe.com/cgi-bin/WebObjects/LDApp.woa/wa/MLSOverviewPage?sid=2nVpjsRh1hz9" target="_blank">6.16 Digital Camera Image Sensor 101</a><br /><small>brought to you by <a href="http://www.livescribe.com/" target="_blank">Livescribe</a></small><br /><object width="228" height="316"><param name="movie" value="http://www.livescribe.com/media/swf/embedPlayer.swf"></param><param name="FlashVars" value="path=http%3A//www.livescribe.com/cgi-bin/WebObjects/LDApp.woa/wa/flashXML%3Fxml%3D0000C0A8011600003A98060F0000012928CB7D9B31FD5B42&amp;embedversion=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.livescribe.com/media/swf/embedPlayer.swf?path=http%3A//www.livescribe.com/cgi-bin/WebObjects/LDApp.woa/wa/flashXML%3Fxml%3D0000C0A8011600003A98060F0000012928CB7D9B31FD5B42&amp;embedversion=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="228" height="316"></embed></object></div>
</p>
<p>ส่วนนี่ก็เช่นเดิมครับ PDF ที่ export มา:<br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/06/6.16.Digital_Image_Sensor_101.pdf" title="6.16.Digital_Image_Sensor_101.pdf">6.16.Digital_Image_Sensor_101.pdf</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/06/16/423/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Panasonic GF1: RAW vs. JPEG</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/04/05/380/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/04/05/380/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Apr 2010 15:35:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/04/05/380/</guid>
		<description><![CDATA[ค้างเรื่องนี้มานานแล้วเหมือนกัน เขียนซะหน่อย (ช่วงนี้กำลังทำให้ blog นี้กลับมามีชีวิต และเปลี่ยนมันเป็น Photographer&#8217;s blog อยู่) อย่างที่เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้เรื่อง RAW vs JPEG น่ะแหละครับ ว่าปกติผมเป็นคนที่ถ่าย JPEG เป็นหลัก ยกเว้นแต่ 1. จะถ่ายมาเพื่อใช้ประโยชน์จาก RAW จริงๆ หรือไม่ก็ 2. รับ JPEG ที่ออกจากกล้องมาไม่ได้ เท่านั้น เลยเป็นประเด็นของบทความนี้ครับ มาดูกันจะๆ เลยดีกว่า ว่าทำไมผมรับ JPEG ของ Panasonic GF1 (ซึ่งเป็นกล้องสุดที่รักเลยนะตอนนี้) ไม่ได้ จริงๆ ก็สั้นๆ แหละครับ คือมัน &#8220;Over-processed&#8221; มากไป ค่อนข้างมีความเพี้ยนของอะไรหลายๆ อย่างสูงพอควร คือ กล้องมันคิดแทนเรามากไป ว่าอะไรควรจะสวยไม่สวยยังไง ซึ่งจริงอยู่ บางทีมันก็ work แต่ว่าหลายครั้งมันก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไหร่ ดูตัวอย่างนะครับ (Click [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ค้างเรื่องนี้มานานแล้วเหมือนกัน เขียนซะหน่อย (ช่วงนี้กำลังทำให้ blog นี้กลับมามีชีวิต และเปลี่ยนมันเป็น Photographer&#8217;s blog อยู่)</p>
<p>อย่างที่เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้เรื่อง <a href="http://www.rawitat.com/2010/03/21/328/">RAW vs JPEG</a> น่ะแหละครับ ว่าปกติผมเป็นคนที่ถ่าย JPEG เป็นหลัก ยกเว้นแต่ 1. จะถ่ายมาเพื่อใช้ประโยชน์จาก RAW จริงๆ หรือไม่ก็ 2. รับ JPEG ที่ออกจากกล้องมาไม่ได้ เท่านั้น เลยเป็นประเด็นของบทความนี้ครับ มาดูกันจะๆ เลยดีกว่า ว่าทำไมผมรับ JPEG ของ Panasonic GF1 (ซึ่งเป็นกล้องสุดที่รักเลยนะตอนนี้) ไม่ได้</p>
<p>จริงๆ ก็สั้นๆ แหละครับ คือมัน &#8220;Over-processed&#8221; มากไป ค่อนข้างมีความเพี้ยนของอะไรหลายๆ อย่างสูงพอควร คือ กล้องมันคิดแทนเรามากไป ว่าอะไรควรจะสวยไม่สวยยังไง ซึ่งจริงอยู่ บางทีมันก็ work แต่ว่าหลายครั้งมันก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไหร่</p>
<p>ดูตัวอย่างนะครับ (Click บนรูปเพื่อดูภาพใหญ่นะครับ; รูปแรก convert จาก RAW ดิบๆ ส่วนรูปหลังเป็น JPEG จากกล้อง)<br />
<center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/P10007741.jpg" rel="lightbox[380]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/P1000774-tm.jpg" width="520" height="347" alt="P1000774.jpg" /></a></p>
<p><a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/P1000774-21.jpg" rel="lightbox[380]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/P1000774-2-tm.jpg" width="520" height="347" alt="P1000774-2.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>สิ่งที่อยากให้สังเกตเป็นพิเศษ คือ โทนสีและแสงเงาครับ โดยเฉพาะเรื่องของ Skin tone ที่ค่อนข้างจะเพี้ยน และเมื่อเทียบกับข้อมูลดิบจาก RAW แล้วยิ่งเห็นชัดว่า JPEG engine มัน over-processed ค่อนข้างชัดเจน ทั้งๆ ที่ตั้ง mode เป็น standard เอาไว้ ลองดูเทียบกันอีก 2 รูปครับ (เช่นกันครับ รูปแรกจาก RAW)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/P1000765.jpg" rel="lightbox[380]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/P1000765-tm.jpg" width="520" height="347" alt="P1000765.jpg" /></a></p>
<p><a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/P1000765-2.jpg" rel="lightbox[380]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/P1000765-2-tm.jpg" width="520" height="347" alt="P1000765-2.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>รูปนี้อาจจะชัดกว่าเมื่อกี้นิดหน่อยในบางอย่าง เช่น ความมืดของบริเวณที่อยู่ในที่มืด และสีแดงของป้ายที่อยู่ในที่มืด ซึ่งจริงๆ แล้วสีของ RAW นั้นค่อนข้างจะสวยดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่สีมัน Over-saturate หรือไม่ก็ Hue เพี้ยน ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าทีมที่ทำ JPEG engine ใน Panasonic ต้องมีปัญหาเรื่องสีแหงๆ</p>
<p>เรื่อง JPEG จากกล้องที่ไม่ค่อยสวย ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ของ GF1 นี่ไม่ใช่ผมรู้สึกไปเองคนเดียวนะครับ มีเขียนถึงกันหลายที่ ในหนังสือวารสารหลายเล่ม แล้วก็เว็บไซต์หลายที่ ที่ชอบเทียบ GF1 กับ EP1 &#8230;.. ซึ่งว่ากันว่า JPEG จากกล้องของ Olympus นั้นสวยกว่ามาก แต่ผมยังไม่ได้ลองเทียบกันจะๆ ดังนั้นผมเลยขอ No-comment ดีกว่า</p>
<p>แต่มันก็ต้องมีจุดแข็งบ้างล่ะน่า &#8230; ใช่ครับ มันมีจริงๆ และเจ๋งมากด้วย เพราะว่าจุดแข็งของ JPEG engine ของ GF1 คือ &#8220;ขาวดำ&#8221; ครับ &#8230;. ใช้แล้วจะลืมอะไรหลายๆ อย่างไปเลย แทบจะใช้ได้เลยจากกล้องไม่ต้องไปทำอะไรกับมันแล้วทั้งนั้น<br />
<center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/P1000644.jpg" rel="lightbox[380]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/P1000644-tm.jpg" width="520" height="347" alt="P1000644.jpg" /></a><br />
</center></p>
<hr />
บทความที่เกี่ยวข้อง</p>
<ul>
<li><a href="http://www.rawitat.com/2010/03/21/328/">RAW vs JPEG</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/04/05/380/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>RAW vs JPEG</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/03/21/328/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/03/21/328/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Mar 2010 12:38:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/03/21/328/</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งที่แล้วสัญญาไว้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรสนุกๆ กับเรื่อง Number Marketing: MP vs. Lens vs. Sensor Size แต่จำไม่ได้แล้วว่าจะเขียนอะไร พูดง่ายๆ ว่า &#8220;ลืม&#8221; เพราะไม่ได้ shortlist ไว้ &#8211;&#8217; งั้นเอางี้ วันนี้ขอเขียนอีกเรื่อง ที่เป็น Myth มานานแล้ว เรื่อง RAW กับ JPEG แทนก็แล้วกัน ขออภัยที่ผิดสัญญา แต่รับรองว่าสนุกไม่แพ้กันแน่นอน โดยก่อนอื่น ผมขอเคลียร์ก่อนว่า Myth ที่ว่านี้ คืออะไร ต้องถ่าย RAW ถึงจะสวย ไฟล์ RAW สวยกว่า JPEG อยากได้คุณภาพ ต้องถ่าย RAW เท่านั้น โปรเค้าใช้ RAW กันทั้งนั้น ว่าแต่ไฟล์ RAW กับ JPEG คืออะไร? RAW [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ครั้งที่แล้วสัญญาไว้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรสนุกๆ กับเรื่อง Number Marketing: MP vs. Lens vs. Sensor Size แต่จำไม่ได้แล้วว่าจะเขียนอะไร พูดง่ายๆ ว่า &#8220;ลืม&#8221; เพราะไม่ได้ shortlist ไว้ &#8211;&#8217;</p>
<p>งั้นเอางี้ วันนี้ขอเขียนอีกเรื่อง ที่เป็น <b>Myth</b> มานานแล้ว เรื่อง RAW กับ JPEG แทนก็แล้วกัน ขออภัยที่ผิดสัญญา แต่รับรองว่าสนุกไม่แพ้กันแน่นอน โดยก่อนอื่น ผมขอเคลียร์ก่อนว่า Myth ที่ว่านี้ คืออะไร</p>
<blockquote>
<ol>
<li>ต้องถ่าย RAW ถึงจะสวย</li>
<li>ไฟล์ RAW สวยกว่า JPEG</li>
<li>อยากได้คุณภาพ ต้องถ่าย RAW เท่านั้น</li>
<li>โปรเค้าใช้ RAW กันทั้งนั้น</li>
</ol>
</blockquote>
<p>ว่าแต่ไฟล์ RAW กับ JPEG คืออะไร?</p>
<p>RAW คือ &#8220;ข้อมูลแสงดิบๆ&#8221; ครับ ดิบๆ อย่างที่เซ็นเซอร์ (ตัวรับภาพ) ของกล้องรับภาพไว้ได้ ดังนั้นไฟล์ RAW จึง &#8220;ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด&#8221; และแต่ละกล้องจะมีวิธีบันทึกของตัวเอง แม้ว่าทาง Adobe จะพยายามสร้างมาตรฐานอย่าง DNG (Digital Negative) ขึ้นมาโดยหวังว่าจะเป็นมาตรฐานกลางของ RAW ที่ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมในวงกว้างเท่าไหร่นัก มีใช้อยู่ไม่กี่ยี่ห้อ (Leica เป็นหนึ่งในนั้น)</p>
<p>พูดง่ายๆ ผมถือว่า RAW เป็น &#8220;ฟิล์ม&#8221; สำหรับกล้องดิจิทัลครับ โดย concept มันเหมือนกับฟิล์ม negative มากๆ (ไม่งั้น Adobe คงไม่ตั้งชื่อ DNG)</p>
<p>สำหรับ JPEG นั้นแทบจะตรงข้ามกับ RAW เลยครับ JPEG คือ &#8220;รูปแต่งสำเร็จ&#8221; โดยตัวประมวลผลภายในกล้องเอง</p>
<p>ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับฟิล์มแล้ว JPEG ก็เหมือนกับรูปที่ &#8220;ล้างและอัดเสร็จแล้ว&#8221; (Processed) หรือว่าคิดว่ามันเหมือนกับกล้องโพลารอยด์ก็ได้ครับ ที่ถ่ายแล้วได้รูปสำเร็จเลย</p>
<p>ดังนั้น ในขณะที่ RAW จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเสนส์และเซนเซอร์รับภาพ และการแปลงเป็นดิจิทัลเท่านั้น JPEG จะขึ้นกับ image processer อีกตัวหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้ข้อมูลดิบดีขึ้น มีสีสันมากขึ้น แก้ข้อผิดพลาดต่างๆ ของเลนส์และเซนเซอร์ให้หายไป ก็ได้</p>
<p>ดังนั้นบางครั้ง รูป JPEG จากกล้อง สวยกว่า RAW ครับ สวยกว่ามากด้วย แต่ทั้งนี้ขึ้นกับกล้องครับ ว่าจะประมวลผลมันอย่างไร สำหรับหลายกรณี เช่น Leica M8 นั้น มี JPEG engine ที่ &#8220;ห่วยจัด&#8221; ก็อาจจะถ่าย RAW แล้วมาล้าง/อัดเองในโปรแกรมประมวลผลภาพ แต่สำหรับอีกหลายกรณี ภาพ JPEG จะดีกว่า RAW อย่างชัดเจนครับ เพราะว่าหน่วยประมวลผลภาพในกล้อง ได้แก้ไขข้อจำกัดเฉพาะกล้องให้เราเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เนื่องจาก RAW มันเก็บข้อมูลแสงดิบๆ ไว้ให้เราอย่างครบถ้วน ดังนั้นเราก็เลยมีข้อมูลเท่าที่กล้องจะเก็บได้ เอาไว้ให้ process เองต่อ ซึ่งเราอาจจะตั้ง White Balance ใหม่ หรือเราจะดึงโน่นแต่งนี่ ได้มากกว่า เพราะว่าข้อมูลแสงมันยังอยู่เท่าที่เซนเซอร์จะเก็บได้</p>
<p>ดังนั้น ในขณะที่ &#8220;จากกล้อง&#8221; JPEG มีโอกาสจะสวยกว่า/ห่วยกว่า/เทียบเท่า RAW ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยประมวลผลภาพในกล้อง มันประมวลอะไรให้บ้าง ถ้าพูดถึงโอกาสนำมาแก้ไขและ process รูปต่อในภาพหลังแล้ว RAW มีมากกว่าเยอะมาก</p>
<p>แต่ว่า JPEG เดี๋ยวนี้เจ๋งนะครับ จากกล้องใหญ่ๆ หลายๆ ตัวนี่ เก็บข้อมูลเอาไว้ได้ดีแบบไม่น่าเชื่อเลย แต่ว่ากับกล้องหลายตัว มันค่อนข้างจะ over-processed อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการพยายามดึง detail มากเกินไป หรือ over-sharpen ซึ่งตัวอย่างนี้มีให้เห็นเยอะมากพอสมควร</p>
<p>มืออาชีพหลายๆ คนที่ผมรู้จัก ก็ไม่ใช่ว่าจะถ่าย RAW นะครับ ขึ้นอยู่กับว่าลักษณะการใช้งานภายหลังของเขา จะนำไฟล์นั้นไปใช้อย่างไร มองภาพที่ได้ เป็นข้อมูลตั้งต้น เอาไปแต่งต่อ ประมวลผลต่อ หรือมองเป็นภาพสำเร็จ จะมีแก้ไขก็ไม่มากแล้ว ซึ่ง JPEG ก็เก็บข้อมูลไว้ได้มากพอ ประกอบกับ JPEG processing ที่เก่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายคนเลือกใช้ RAW น้อยลง</p>
<p>สำหรับตัวผมเอง ผมเลือกแบบน้ีครับ</p>
<ol>
<li>Nikon D3, D3s ผมเลือกตั้ง JPEG ครับ เพราะถึงผมจะแต่งรูปหลังจากนั้น ส่วนมากก็เป็นการดึง contrast, saturation, fill light, black adjust เล็กๆ น้อยๆ ที่ JPEG ยังมีข้อมูลเหลือเฟือ แต่ถ้าเป็นรูปที่ผมตั้งใจจะทรมานมันต่อเยอะๆ (เช่น จะเอาไปทำ single RAW HDR) หรือคิดว่าจะเอาไปดึงมากหน่อย เห็นเป็นข้อมูลดิบมากกว่ารูปสำเร็จ ผมจะถ่าย RAW แน่นอน
<li>Leica M8 ถ่าย RAW ครับ เพราะว่าผมรับ JPEG มันไม่ได้เลย ตัวประมวลผล JPEG มันห่วยจัด ลองดูได้จาก DPReview ก็ได้ครับ
<li>Panasonic GF1 ทั่วไปจะถ่าย RAW เพราะ Default JPEG มัน over-processed พอสมควร นอกจากรูปที่ผมอยากจะได้ effect บางอย่างจาก film mode หรือ my color mode ต่างๆ แต่ถ้าจะถ่าย B&#038;W ล่ะก็ จะตั้ง JPEG และใช้ Dynamic B&#038;W แน่นอน
<li>Panasonic LX3 ตั้ง JPEG ครับ ทั้งที่ถ่าย RAW ได้ เพราะว่า JPEG กล้องตัวนี้จะแก้ไขข้อมูลเลนส์ของกล้องพอควร (เลนส์มี distortion ค่อนข้างเยอะ ในช่วง wide) ซึ่งผมขี้เกียจเอามาแก้เอง และ JPEG ของกล้องค่อนข้างจะได้คุณภาพดีอยู่แล้ว
</ol>
</p>
<p>ขอสรุปหน่อย จาก Myth ด้านบน คือ RAW ไม่ใช่รูปที่ &#8220;สวยที่สุด&#8221; หรือ &#8220;มีคุณภาพที่สุด&#8221; (ในแง่ของภาพ) แต่เป็นรูปที่ &#8220;มีข้อมูลดิบเยอะที่สุด ผ่านการประมวลผลน้อยที่สุด&#8221; ดังนั้น ถ้าคิดจะ process ต่อ RAW จะมีโอกาสทำอะไรต่ออะไรได้มากกว่า JPEG เยอะมากๆ นั่นแปลว่า &#8220;มีโอกาสจะสวยกว่า มีคุณภาพกว่า JPEG จากกล้อง&#8221; และ JPEG จากกล้อง อาจจะสวยกว่า RAW ก็ได้ ในหลายๆ กรณี ขึ้นอยู่กับตัวประมวลผล JPEG ในกล้อง</p>
<p><font color="red">[update 1]:</font> มีอีกเรื่องหนึ่งที่ RAW มีประโยชน์กว่าอย่างเห็นได้ชัด คือ &#8220;ถ้ากล้องมี White Balance (WB) ที่ไม่แม่นยำ หรือเชื่อถือไม่ค่อยได้&#8221; ครับ เพราะว่า RAW จะเก็บค่าของแสงแบบดิบๆ เอาไว้ นั่นหมายถึง อุณหภมิแสง (temparature &#038; tint) ด้วย ทำให้เราปรับ WB ทีหลังได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีถ่ายที่ๆ แสงยาก หรือแสงที่หลอก WB ของกล้องได้ง่าย</p>
<p>ตรงนี้สำคัญนะครับ เพราะว่า WB (โดยเฉพาะ​ AWB) กล้องหลายตัวไม่แม่นเอาเสียเลย การถ่าย RAW เปิดโอกาสให้เราปรับตรงนี้เองในภายหลังได้มากขึ้นครับ</p>
<p>สำหรับผมเอง เจอแสงยากๆ เมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นกล้องตัวไหน ก็ถ่าย RAW ไว้ก่อนล่ะครับ (แต่ว่าถ้าแสงมันไม่ยากเกินไป หาจุดขาวอ้างอิงได้ ก็อาจจะใช้ Preset แล้วถ่าย JPEG ครับ สำหรับกล้องที่ปกติผมถ่าย JPEG อยู่แล้ว)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/03/21/328/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Megapixel vs. Sensor Size vs. Lens</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Feb 2010 03:59:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/</guid>
		<description><![CDATA[Number marketing เป็นเรื่องที่ &#8220;สร้างง่าย หายยาก&#8221; และจากประสบการณ์ คงไม่หายไปไหนง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ พบได้บ่อยๆ ก็ตั้งแต่สมัย Megahertz Myth และอีกเรื่องที่ยังคงพบอยู่ในปัจจุบัน คือ &#8220;กี่ Megapixels&#8221; และ &#8220;ซูมกี่เท่า&#8221; ซึ่ง &#8220;ความเชื่อสาธารณะ&#8221; มักจะถูกสร้างว่า เมื่อตัวเลขเหล่านี้สูงกว่า นั่นหมายถึงดีกว่า จริงๆ ก็ไม่ถึงกับผิดซะทีเดียวนัก เพราะว่าหากปัจจัยทั้งหมดเหมือนกัน ในบางบริบท มันก็ดีกว่าจริงๆ &#8230; แต่ว่าหากปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ ฯลฯ อื่นๆ มันต่างกันล่ะก็ มันก็บอกไม่ได้ซะทีเดียว เช่น จริงหรือ ที่ CPU ความเร็ว 2 GHz เร็วกว่า 1.6 GHz คำตอบคือ ถ้าปัจจัยอื่นๆ เช่น สถาปัตยกรรมพื้นฐาน โครงสร้างอื่นๆ ที่มีผลต่อความเร็ว ทุกอย่างมันเท่ากัน แล้วล่ะก็ &#8220;จริง&#8221; ครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Number marketing เป็นเรื่องที่ &#8220;สร้างง่าย หายยาก&#8221; และจากประสบการณ์ คงไม่หายไปไหนง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ พบได้บ่อยๆ ก็ตั้งแต่สมัย Megahertz Myth และอีกเรื่องที่ยังคงพบอยู่ในปัจจุบัน คือ &#8220;กี่ Megapixels&#8221; และ &#8220;ซูมกี่เท่า&#8221; ซึ่ง &#8220;ความเชื่อสาธารณะ&#8221; มักจะถูกสร้างว่า เมื่อตัวเลขเหล่านี้สูงกว่า นั่นหมายถึงดีกว่า</p>
<p>จริงๆ ก็ไม่ถึงกับผิดซะทีเดียวนัก เพราะว่าหากปัจจัยทั้งหมดเหมือนกัน ในบางบริบท มันก็ดีกว่าจริงๆ &#8230; แต่ว่าหากปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ ฯลฯ อื่นๆ มันต่างกันล่ะก็ มันก็บอกไม่ได้ซะทีเดียว เช่น จริงหรือ ที่ CPU ความเร็ว 2 GHz เร็วกว่า 1.6 GHz คำตอบคือ ถ้าปัจจัยอื่นๆ เช่น สถาปัตยกรรมพื้นฐาน โครงสร้างอื่นๆ ที่มีผลต่อความเร็ว ทุกอย่างมันเท่ากัน  แล้วล่ะก็ &#8220;จริง&#8221; ครับ แต่ว่าถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว &#8220;สรุปไม่ได้&#8221; ครับ</p>
<p>สรุปไม่ได้ ยังดี แต่ว่าในบางกรณีมัน &#8220;ตรงข้าม&#8221; ครับ โดยปริยาย และนั่นก็เป็นเรื่องที่จะคุยกันวันนี้ครับ คือ เรื่อง <b>Megapixel</b> ซึ่งเรื่องนี้เคยเขียนอย่างละเอียดไปครั้งหนึ่งแล้ว ในบทความ &#8220;<a href="http://www.rawitat.com/2008/09/30/207/">กี่ล้านดีคะ&#8221;</a> ที่ Blog นี้ &#8230; และวันนี้อยากจะเขียน &#8220;ภาคต่อ&#8221; สักหน่อย</p>
<p>ถึงสัญญาณเรื่องนี้ในตลาดจะดีขึ้นมาบ้าง เพราะว่าค่ายกล้องหลายค่าย เริ่มหันไปผลิตกล้องที่ &#8220;MP ต่ำลง แต่ขนาดตัวรับภาพ (Image sensor) ใหญ่ขึ้น&#8221; ในระดับ High-end compact กันมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ Panasonic LX3 ซึ่งจะว่าไป 10MP, และเซนเซอร์ขนาด 1/1.63&#8243; นิ้ว เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเลือกตัวนี้ แทนที่จะเลือก Canon G10 (14.7MP) Nikon P6000 (13.5MP) และหลังจากนั้นในระดับ High-end compact ก็มีกล้องทำนองนี้ออกมาเรีื่อยๆ เช่น Canon G11, Canon S90 ซึ่งลด MP ลงไปเกือบ 1/3 ของ G10 และเพิ่มขนาดเซนเซอร์อีกด้วย และ Ricoh อีกหลายรุ่น โดยเฉพาะ GR-Digital 3, GXR และรวมถึง Micro 4/3 อย่าง E-P1, 2, GF1</p>
<p>แต่ว่าสัญญาณดังกล่าว ยังคงส่งไปไม่ถึงในระดับตลาดกลางและตลาดล่าง สังเกตได้จาก Nikon ที่เพิ่งจะออก Coolpix รุ่นใหม่ออกมาอีกหลายตัว ซึ่งมี MP ที่สูงขึ้น แต่ว่าในทางตรงข้าม มีขนาดเซนเซอร์ที่ลดลง! ผมจำได้ว่า เคยบ่น Coolpix S710 ว่ามี 14.5MP และ 1/1.72&#8243; ซึ่งรุ่นใหม่ที่ออกมา S8000 นั้น ก็มี MP เกือบจะเท่าเดิมน่ะแหละ แต่ว่ามีเซนเซอร์ขนาด 1/2.33&#8243;!</p>
<p>และเมื่อมองกว้างๆ ไปอีกหน่อย ก็ยังคงพบว่า Megapixel War ยังคงไม่จบง่ายๆ แน่นอน</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยปฏิเสธเรื่อง MP ว่ามีมาก มันก็มีประโยชน์ เพราะว่ามันทำให้เรา crop ภาพเฉพาะบางส่วนได้มากขึ้น หรือว่าพิมพ์ภาพได้ใหญ่ขึ้น แต่ว่าจริงๆ แล้วมีกี่คนกัน ที่ต้องการพิมพ์ภาพเพื่อให้ได้ประโยชน์จาก 12MP เต็มที่? และมันก็มีคนที่ต้องการ MP มากๆ อยู่จริงๆ ไม่งั้นกล้องพวก Leica S2, Nikon D3X อะไรพวกนี้คงไม่ทำออกมา และคงขายไม่ออกกับคนที่รู้เรื่องพวกนี้แน่ๆ แต่ว่าถามว่า แล้วมันจำเป็นมั้ย กับพวกเราทั่วๆ ไป? เราคงอยากจะได้แค่ภาพดีๆ เยอะๆ ซึ่งหลายภาพอาจจะถ่ายในที่ๆ แสงไม่ค่อยจะอำนวย (มืด) ซึ่งจำเป็นต้องให้แสงเข้ามาเซนเซอร์เยอะๆ หน่อย หรือว่าถ่ายรูปลูกหลานที่กำลังซน กำลังเล่น ที่จะต้องไวหน่อย อัดรูปอย่างมากก็ 4&#215;6 ก็แค่นั้น ซึ่งการมี MP สูง และเซนเซอร์เล็ก ไม่ช่วยอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว และเป็นโทษซะด้วยซ้ำ</p>
<p>กล้องดิจิทัล มันก็มีหลักการประมวลผลเหมือนกับการประมวลผลดิจิทัลธรรมดาน่ะแหละครับ ที่มีกระบวนการ Input-Process-Output ซึ่งกรณีนี้ &#8220;Input&#8221; มันแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ</p>
<ol>
<li>เลนส์ ซึ่งใช้รับแสง (Analog data)
<li>ตัวรับภาพดิจิทัล (เซนเซอร์) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการบันทึกแสง และแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล
</ol>
<p>ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการ Digital Processing ที่ Image Processing Engine ที่ชื่อประหลาดๆ ทั้งหลายทั้งแหล่ เช่น Venus, Digic, Expeed ฯลฯ</p>
<p>เคยได้ยินไหมครับ <font color="red">&#8220;Garbage In, Garbage Out&#8221;</font> ถ้าขยะเข้า ก็ขยะออก คือ ถ้าหากข้อมูลเข้ามามันไม่ดีแล้วล่ะก็ จะประมวลผลมันยังไง ผลลัพธ์ออกไป ก็ไม่ดีหรอกครับ สู้ข้อมูลเข้าที่ดีไม่มีทางได้เลย</p>
<p>ลองคิดดูง่ายๆ นะครับ กล้องค่ายเดียวกัน 2 ตัว ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพเหมือนกัน แต่ทำไมภาพที่ได้จาก D700+24-70/2.8 N มันช่างแตกต่างจาก Coolpix S710 มากมายขนาดไม่ต้องเอามาเทียบ ทั้งๆ ที่ทั้งสองตัวนี้ ก็มี Expeed processing engine เหมือนกัน คำตอบคือ เลนส์ และ เซนเซอร์ครับ</p>
<p>ก็เลยนำมาซึ่งเรื่องต่อมา ก็คือ แล้วคุณภาพของเลนส์ในบรรดากล้อง compact ทั้งหลายล่ะ ดีแค่ไหน? ผมไม่ได้ต้องการคุณภาพระดับที่บ้านเราชอบกัดกันว่า &#8220;เทพ&#8221; แต่อย่างใด เพราะว่าเข้าใจดีกว่า ซื้อกล้องตัวเล็กๆ กันไปทำไม แต่ว่าเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ กับเลนส์ที่มีรูรับแสงที่แคบมาก คือ 6.6 หรือ 6.7 ที่ช่วงปลายของซูม! รูรับแสงที่เล็ก ก็ไวแสงน้อยเป็นธรรมดา ทำให้ต้องเปิดชัตเตอร์นานขึ้น หรือเร่งสัญญาณแสง (เร่ง ​ISO) ให้สูงขึ้น <u>ซึ่งการเร่ง ISO จริงๆ แล้วก็คือการขยายสัญญาณเสียง เหมือนกับเร่งเสียงลำโพงน่ะแหละครับ ถ้าลำโพงไม่ดี หรือเพลงอัดมาไม่ดี มันก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ</u> หากเปลี่ยนเป็นเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างกว่านั้น เช่น F4 จะใช้ ISO ได้ต่ำลงกว่าเท่าตัว</p>
<p>แล้วมันแลกมากับอะไร? แน่นอนครับ เซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น เลนส์ที่ดี รูรับแสงกว้างๆ มันแลกมากับ &#8220;ขนาด&#8221; ที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย แต่ว่าอย่างหนึ่งที่ช่วยได้ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดเซนเซอร์มากนัก หรือเปลี่ยนเลนส์ ก็คือ &#8220;การลด Megapixel&#8221; ครับ เพราะว่าจะทำให้มีข้อมูลต่อหนึ่ง Pixel เพิ่มขึ้นโดยปริยาย (ถ้างง รบกวนอ่านบทความที่แล้วของผมนะครับ)</p>
<p>บทความต่อไป ผมจะเขียนการเปรียบเทียบอะไรสนุก เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ</p>
<hr />
<p>บทความที่เกี่ยวข้อง</p>
<ul>
<li><a href="http://www.rawitat.com/2008/09/30/207/">&#8220;กี่ล้านดีคะ&#8221;</a>
</ul></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Camera Usability Factor</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/01/17/317/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/01/17/317/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Jan 2010 05:32:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ของเล่น]]></category>
		<category><![CDATA[Usability/UI]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/01/17/317/</guid>
		<description><![CDATA[อ่านจาก Steve Huff Photos (http://www.stevehuffphotos.com/) ซึ่งเป็นเว็ยไซต์ที่เขียนรีวิวอุปกรณ์ถ่ายรูป จากมุมมองตากล้อง และการใช้งานจริง มากกว่าจากมุมแบบเชิงเทคนิค ที่พวกเรามักคุ้นเคยกัน (test chart, color plates, MTF chart, โหมดต่างๆ, 100% pixel peep ที่ทุก ISO, ฯลฯ) ซึ่งเป็นแนวรีวิวที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนถ่ายรูป และอยากหัดถ่ายรูป ถึงเจ้าของเว็บไซต์จะบ้าจุดแดง (Leica) ไปนิดหน่อยก็เถอะ สิ่งที่ผมอยากจะเขียนถึง คือ Camera Usability Factor ที่เจ้าของเว็บได้เขียนไว้อย่างน่าสนใจ “USABILITY FACTOR: A camera that you can not put down. One that you want to take with you wherever you [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อ่านจาก Steve Huff Photos (<a href="http://www.stevehuffphotos.com/">http://www.stevehuffphotos.com/</a>) ซึ่งเป็นเว็ยไซต์ที่เขียนรีวิวอุปกรณ์ถ่ายรูป จากมุมมองตากล้อง และการใช้งานจริง มากกว่าจากมุมแบบเชิงเทคนิค ที่พวกเรามักคุ้นเคยกัน (test chart, color plates, MTF chart, โหมดต่างๆ, 100% pixel peep ที่ทุก ISO, ฯลฯ) ซึ่งเป็นแนวรีวิวที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนถ่ายรูป และอยากหัดถ่ายรูป ถึงเจ้าของเว็บไซต์จะบ้าจุดแดง (Leica) ไปนิดหน่อยก็เถอะ</p>
<p>สิ่งที่ผมอยากจะเขียนถึง คือ Camera Usability Factor ที่เจ้าของเว็บได้เขียนไว้อย่างน่าสนใจ</p>
<blockquote><p>
“USABILITY FACTOR: A camera that you can not put down. One that you want to take with you wherever you go. A camera that will not weigh you down and break your back. A camera that will sleep next to you on your nightstand. A camera that produces exquisite image quality while making YOU look good as well as it hangs from your neck! A camera that will improve your skills and one that you just love shooting day in and day out!”
</p></blockquote>
<p>แปลเป็นไทย (แบบมีดัดๆ แปลงๆ นิดหน่อย) คือ</p>
<blockquote><p>
&#8220;USABILITY FACTOR: กล้องตัวที่คุณวางมันไม่ลง กล้องตัวที่คุณอยากจะหยิบมันติดไปด้วยไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม กล้องตัวที่จะไม่ทำให้รู้สึกหนักหรือทำให้คอหัก กล้องตัวที่จะอยู่ที่หัวเตียง (หรือโต๊ะ หรืออะไรก็ตามที่มือคว้าได้ทันทีเมื่อตื่น) กล้องที่ให้ผลลัพธ์ที่เยี่ยมในขณะที่ทำให้คุณดูดี (หล่อ/สวย) ขึ้นที่ถือมัน ห้อยมัน หรือใช้งานมัน และที่สำคัญ เป็นกล้องที่จะทำให้คุณถ่ายรูปเก่งขึ้น และเป็นตัวที่คุณรักที่จะใช้งานมันทั้งวันทั้งคืน!&#8221;
</p></blockquote>
<p>เป็นนิยามที่ผมชอบมาก จะเห็นว่าไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเชิงเทคนิคเลยสักกะนิด ไม่ได้มีว่า กล้องที่ดีจะต้องมี ฯลฯ (ล้าน scene mode, autofocus ร้อยแปดแบบ, ฯลฯ) ก็เลยอยากจะแชร์กันไว้ครับ</p>
<p>สำหรับตัวผมเอง กล้องตัวนี้เป็นตัวไหน? เมื่อก่อนผมมีกล้องอยู่สอง 2 ตัวหลักๆ นะ คือ Nikon D3 และ Leica M8 ตัวนึงเป็นกล้องที่ผมรักที่จะทำงานด้วย หวังผลได้ คุมได้ดังใจ เชื่อใจได้ที่สุด ไม่ต้องดู LCD เพื่อดูผลลัพธ์หลังจากกดชัตเตอร์เลยก็ได้ &#8230; อีกตัวหนึ่งเป็นกล้องตัวที่รักที่จะอยู่ด้วย อยากจะพาไปไหนมาไหนด้วย แต่คุณเธอพยศซะเหลือเกิน</p>
<p>ตอนนี้ผมคิดว่าผมเจอกล้องตัวที่ลงตัวพอดีแล้วล่ะ คือ Panasonic GF1 กับ 20mm/f1.7 (แต่นะ มันยังไม่หล่อเท่า Olympus E-P1 ฮ่าๆ)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/01/17/317/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

