My Leica Story [2]: The M9

ความเดิม: My Leica Story (Part 1): The M8

หลังจากที่ได้ M8 มาไม่นานเท่าไหร่นัก Leica ก็ทำสิ่งที่พวกเขาบอกมาตลอดว่า “ทำไม่ได้” หรือแม้แต่ “เป็นไปไม่ได้” สำเร็จ นั่นก็คือ Full Frame Digital M ซึ่งแน่นอนว่าจะกลายมาเป็นรุ่นต่อจาก M8 และใช้ชื่อว่า M9​ โดย Leica เลือกวันเลขสวยมาก คือ 09/09/09 ในการประกาศตัว

แต่ด้วยความที่ตอนนั้นเพิ่งจะแทบหมดตัวกับการได้ M8 มาไม่นานนัก แถมยังรู้สึกว่ามันโคตรห่วย ถ่ายยังไงก็ไม่สวย (อ่านรายละเอียดเรื่องนี้ได้จากบทความตอนที่แล้วตาม Link ด้านบน) ทำให้ผมค่อนข้างจะไม่สนใจมันเท่าไหร่ แต่พอเห็นรูปจากที่คนอื่นที่เค้าลองใช้คนแรก ถ่ายกัน อืมมม สวยนะ เอ .. เราเอามาใช้จะถ่ายสวยกว่า M8 มั้ยนะ (ตอนนั้นยังหวังพึ่งอุปกรณ์อยู่) แต่ก็คงเหมือน M8 มั้ง ที่ดูคนอื่นถ่ายสวยหมด แต่ตัวเองถ่ายไม่ได้เรื่อง ใช้ Nikon ต่อไปดีกว่า .. ทำให้กว่าผมจะได้เล่นมันจริงๆ น่ะอีกนานเลย … หลังจากที่ “ผมเปลี่ยนไป” แล้วน่ะแหละ


Leica M9 Body

Leica M9 … รูปถ่ายโดยเจ้าของเก่าของกล้องตัวนี้

เช่นเดียวกับตอนแรกของซีรี่ส์นี้นะครับ … นี่ไม่ใช่ “รีวิว” ถ้าไม่ชอบบทความอารมณ์ “เล่าเรื่องราว” ก็ข้ามไปนะครับ อย่ากดเข้าไปอ่านต่อ :-)

Continue Reading →

My Leica Story [1]: The M8

[อัพเดท: 09/24/2013] เพิ่มเรื่องเสียงชัตเตอร์ เพิ่มรูป เปลี่ยนตำแหน่งรูป แก้คำผิด
[อัพเดท: 09/25/2013] เปลี่ยนรูป
[อัพเดท: 09/30/2013] เพิ่มลิงค์ไปตอนต่อไป ท้ายเรื่อง


บทความชุดนี้ “ไม่ใช่รีวิว” แต่เป็น “เรื่องราว” แบบย่อๆ ของตัวผมเองกับ Leica Digital ตั้งแต่ M8, M9 และต่อด้วย Impression สั้นๆ ที่อาจจะไม่สั้นเท่าไหร่แบบก้ำกึ่งรีวิวของ “Leica M” (Typ 240) ที่ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนอะไรถึงมันเลย จนกระทั่งใช้เจ้า M (240) ไปอีกระยะหนึ่ง ให้แน่ใจว่าพอจะเขียนได้ซะก่อน แล้วค่อยเขียน … แต่ต้องบอกว่า “ไม่เขียนไม่ได้แล้ว”

แต่ก่อนที่จะเริ่มเขียนถึง M (240) นี่ผมอยากจะเล่าเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของผมกับ Leica M ซะหน่อย ว่ามันเป็นมายังไง หลวมตัวมาเล่นได้ยังไง ฯลฯ .. อีกอย่าง ผมใช้ Leica M8 มาหลายปี ทุกวันนี้เป็นกล้องที่เก่าที่สุดในตู้เก็บกล้อง และเป็นกล้องที่ผมรักที่สุดในตู้ แต่ผมไม่เคยเขียนอะไรถึงมันเลย อย่างมากก็แค่พูดถึงนิดหน่อยในบทความต่างๆ เท่านั้น เพราะอะไรยังงั้นเหรอ … ในบทความนี้มีคำเฉลยครับ


IMG_5045.jpg

Leica M8 — ถ่ายจากกล้องคอมแพคที่ดีที่สุด ;-)

อีกครั้งหนึ่งนะครับ … นี่ไม่ใช่ “รีวิว” ถ้าไม่ชอบบทความอารมณ์ “เล่าเรื่องราว” ก็ข้ามไปนะครับ อย่ากดเข้าไปอ่านต่อ :-)

Continue Reading →

ว่าด้วย iOS 7 “Developer Beta”

[update 29/06] เพิ่มกรณีตัวอย่างของแอพที่เจ๊ง และเพิ่มบทส่งท้ายจากการเขียนเพิ่มเติมของคุณ Prem Sichanugrist ผ่านทาง Facebook


เป็นเรื่องปกติไปแล้ว ว่าก่อนที่ซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งจะออกมาให้ใช้งานได้จริงจังนั้น จะต้องผ่านการทดลองใช้งาน โดยมักจะมี “รุ่นทดลองใช้” หรือที่เราเรียกว่า Beta ออกมาให้ลองใช้งานจริงจังก่อน ซึ่งแน่นอนว่ารุ่นทดลองใช้ จะเป็นอะไรที่ยังมีปัญหาอยู่เยอะ ยังไม่สมบูรณ์ แต่มีความสามารถหลักๆ เพียงพอให้ทดลองใช้แล้ว

แล้วมันมีเรื่องอะไรให้ผมต้องเขียนถึงล่ะครับ ก็ในเมื่อมันเป็นเรื่องปกติ๊ปกติขนาดนั้น?

เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อไม่นานมานี้ Apple ได้ประกาศ iOS รุ่นใหม่ คือ iOS 7 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงแบบล้างบางในเรื่องการออกแบบและการใช้งานหลายๆ อย่าง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ขนาดที่ทาง Apple เองบอกว่า “ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ออกไอโฟนมา” เลยทีเดียว และแน่นอนว่าก็เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง Apple ก็จะออกรุ่นทดลองใช้มาให้ทดลองใช้ก่อน

แน่นอนว่าการประกาศรุ่นใหม่แบบนี้ และการเน้นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีมา รวมถึงการโชว์ความสามารถต่างๆ กลางเวที WWDC หรือการที่มีคนนั้นคนนี้เขียนถึง … มันย่อมกระตุกต่อมอยากรู้อยากเห็น อยากมีก่อนคนอื่น อยากลองใช้ อยากลองดู อยากเท่ อยาก ฯลฯ อยากสารพัดอยากของหลายๆ คนแน่นอน ก็เลยต้องรีบหามาลองเล่นกัน

ซึ่งผลก็คือเสียงวิจารณ์แบบ “ห่วย” “ใช้แอพหลายตัวแทบไม่ได้เลย” “เปิดตัวนั้นก็แครช เปิดตัวนี้ก็ค้าง” “เครื่องร้อนมาก” “แบตหมดเร็ว” “Apple ห่วยขนาดนี้เลยเหรอ” ฯลฯ … หลายคนพยายามบอกว่าก็มันยังเป็น Beta หรือรุ่นทดลองใช้อยู่ แต่ก็มักจะมีคนแย้งเสมอๆ ว่า “Beta ก็ต้องค่อนข้างสมบูรณ์แล้วนะ ไม่งั้นจะออกมาให้ทดลองใช้ทำไม ต้องการอะไรเหรอ” ทำนองนี้ค่อนข้างจะเยอะ

ก็…. มันไม่ใช่ “Beta” ปกติน่ะสิครับ …..


dev_beta.png

ครับ มันคือ “Developer Beta” ไม่ใช่ Public Beta หรือ Consumer Beta แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ?

Continue Reading →

จุดยืน ต้นทุน มูลค่า ซอฟต์แวร์ และ “แอพตู้”

เคยสัญญาว่าจะเขียนภาคต่อของบทความ “ต้นทุน/มูลค่า” ที่แท้จริงของซอฟต์แวร์” ที่เป็นประเด็นต่อเนื่อง แต่ไม่มีเวลาและไฟพอที่จะเขียน แต่พักหลังๆ เนื่องจากตัวเองได้ involve กับการบ่มเพาะและสร้าง Startup Tech Industry ในประเทศไทยค่อนข้างมาก ก็เลยคิดว่าถึงเวลาที่ผมจะต้องเขียนเรื่องนี้ต่อเสียที

จากบทความก่อน ที่ผมลงท้ายว่า

นี่แหละครับ คือ “ต้นทุนที่แท้จริงของซอฟต์แวร์” ที่เราไม่เคยอยากจะจ่ายมัน … มันเป็นอะไรมากกว่าเงินทอง แต่มันเป็นศักยภาพการแข่งขันโดยรวมของประเทศ ที่นับวันยิ่งจะเสียไป … โดยที่เราไม่เคยคิดจะแคร์อะไรกับมันเลยด้วยซ้ำ และยิ่งเหยียบย่ำให้มันแย่ลงทุกวัน ก่อนจะช่วยด้วยปากด้วยการซ้ำเติม ว่าบ้านไหนเมืองไหนเค้าไปถึงไหนกันแล้ว

มันเป็น The price we all have to pay … สิ่งที่พวกเราทุกคนต้องจ่ายด้วยกัน

ที่จริงแล้วผมต้องการจะสื่อถึงอะไรกันแน่หรือสื่อถึงอะไรบ้างเหรอ อะไรคือ “สิ่งที่เราทุกคนต้องจ่าย” แล้วทำไมเราถึงต้องแคร์กับมัน?

ต้องบอกก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้สนใจเรื่อง “รายได้ของการขายโปรแกรมให้กับ End User” เป็นหลักด้วยซ้ำไป เมื่อผมเขียนบทความนั้น ดังนั้นประเด็นเรื่อง “การลงแอพตู้ทำลายรายได้ของนักพัฒนาหรือไม่” จึงไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ผมเห็นปัญหาภาพใหญ่กว่านั้น ว่าโดยทัศนคติแล้ว พวกเรา “ตีค่า”​ ซอฟต์แวร์ หรือคอนเทนท์ กันอย่างไร มีมูลค่าเท่าไหร่ เป็นเพียงของแถม เป็นสิ่งที่ไม่มีมูลค่า หรือตรงกันข้าม

เมื่อทัศนคติทางสังคม ยังตีมูลค่าและต้นทุนของ “ซอฟต์แวร์” ต่ำเกินกว่าที่ควรจะเป็น เรื่องที่เกิดขึ้นได้ก็จะมีมากมายอย่าง ส่งผลลบกันทั้งนั้น เช่น

  • เกิดอะไรขึ้นกับเรื่อง Tablet ป.1 ครับ? ต้นทุนเรื่องมูลค่าของโปรแกรมที่จะต้องพัฒนาขึ้นมารองรับอยู่ที่ไหน แล้วเนื้อหาล่ะ ผมเห็นแต่สนใจเรื่องฮาร์ดแวร์กันซะจนไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย แล้วก็นำมาซึ่งการเร่งพัฒนาและการแปลงเนื้อหาอย่างฉาบฉวยไม่ได้คิดหน้าคิดหลังกันเท่าไหร่
  • เกิดอะไรขึ้นกับการพัฒนาระบบฐานข้อมูล การพัฒนาโปรแกรมด้านบริการหลายต่อหลายตัวครับ? เราไม่ได้สนใจเรื่องคุณภาพของข้อมูล คุณภาพเรื่องการใช้งาน ฟังก์ชั่นการทำงาน อะไรกันเลย เราละเลยเรื่องพวกนี้มากมาย เราคิดว่าต้นทุนของซอฟต์แวร์มันมีแค่การเขียนมันขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งมันน้อยกว่าความเป็นจริงมากมาย
  • เกิดอะไรขึ้นกับงานอีกหลายงาน ที่คิดว่าต้นทุนทางการพัฒนาซอฟต์แวร์มันน้อย แล้วเราต้องลงเอยกับระบบห่วยๆ มากมายมหาศาลที่มันมีผลกับชีวิตของพวกเราในระยะสั้นและระยะยาวไม่แพ้อย่างอื่นเลย

Continue Reading →

“มุมกว้าง” (Wide Angle)

ถ้าเราแบ่งเลนส์สำหรับการถ่ายภาพออกเป็น 3 ระยะตามลักษณะการมองเห็น คือ แบบมุมกว้าง (Wide Angle) แบบปกติ (Normal) และแบบระยะไกล (Telephoto) คำถามง่ายๆ ก็คือ “อะไรเล่นยากที่สุด?”


Sunrise in Mountain

Sunrise in Mountain
Nikon D800, AF-S 14-24 f/2.8, 14mm, f/11

สถานที่: ดอยแม่สลอง

ผมเชื่อว่าคำตอบสำหรับหลายๆ คน รวมทั้งตัวผมเองด้วยเมื่อครั้งหนึ่งในอดีต ก็คือ “เลนส์มุมกว้าง” อย่างไม่มีข้อโต้แย้งเลย และวันนี้เราจะมามองมันในเชิงปรัชญาชีวิตกันเล็กน้อย ว่ามันแสดงหรือสะท้อนถึงอะไรบ้างให้กับชีวิตของเรา

ทำไมเลนส์มุมกว้างจึงเล่นยาก? เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะว่า “มันกว้างกว่าที่ตาเราเห็น” ยิ่งกว้างเท่าไหร่ เรายิ่งจินตนาการภาพที่เลนส์มันเห็นได้ยากมากขึ้นเท่านั้น (ก็เพราะว่าเราเห็นแคบกว่ามัน)


Temple in the Sun

Temple in the Sun
Nikon D3s, AF-S 14-24 f/2.8, 14mm, f/13

สถานที่: วัดพระธาตุดอยสุเทพ

การที่เราเห็นแคบกว่ามัน มีผลยังไงล่ะ? คนลองถ่ายรูปมุมกว้างใหม่ๆ คงจะเคยเจอประสบการณ์แบบนี้กันทุกคน เวลาที่เรามองเห็นภาพสวยงามยิ่งใหญ่อยู่ข้างหน้าเรา และอยากจะเอาเลนส์มุมกว้างมาเก็บภาพความอลังการที่เราเห็นเอาไว้ แต่เมื่อส่องดู เรากลับพบว่า “สิ่งที่ตัวเองเห็นว่าสวย มองเห็นว่าเด่น กลับถูกเตะออกไปไกลจนเล็กลงมากมายในภาพ” มันไม่สวย ไม่เด่น ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนที่ตาเห็นอีกต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น ภาพจากเลนส์มุมกว้าง ยังแทบเป็นไปไม่ได้ ที่จะถ่ายเน้นวัตถุใดวัตถุหนึ่ง แบบไม่มีอย่างอื่นเข้ามาในภาพเลย นอกเสียจากว่าวัตถุนั้นๆ จะมีขนาดใหญ่โตจริงๆ และเราอยู่ใกล้เพียงพอเท่านั้น

Continue Reading →

RAW vs JPEG: ถ่ายไม่แต่ง และ RAW Converter

ต่อจากเมื่อเช้าและต่อจากวันก่อนนิดหน่อย ครั้งนี้จะให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนขึ้นเมื่อเราถ่าย JPEG กับ RAW และความแตกต่างของ RAW Converter ให้ชัดเจนขึ้น

พอดีขุดเจอรูปที่ถ่าย RAW+JPEG ไว้ ซึ่งกล้องหลายตัวก็มีออปชั่นนี้ให้เลือกว่าจะถ่ายแบบไหน โดยกล้องจะบันทึกไฟล์ไว้ให้ 2 ไฟล์ คือ JPEG ที่ผ่านการประมวลผลในกล้องแล้ว และ RAW ซึ่งเป็นข้อมูลดิบๆ (หมายเหตุ: ทั้งนี้กล้องยังคงถ่ายรูปให้เราครั้งเดียว แต่บันทึกข้อมูล 2 ครั้ง เป็นข้อมูลดิบๆ เลยไฟล์หนึ่ง และรูปที่ล้างแล้วไฟล์หนึ่ง)

เรามาดูภาพ JPEG กันก่อนนะครับ ซึ่งเป็น JPEG จากกล้อง Nikon D90 ซึ่งเป็นกล้องที่มี Image Processing Engine ที่ “เก่าพอสมควรแล้ว” (แปล: รุ่นใหม่กว่านั้นจะมี JPEG Engine ที่ดีกว่า)


DSC_1172-Camera.JPG

ทีนี้ลองมาดู JPEG ที่ Convert จาก RAW โดย Lightroom 4 บ้าง ว่าเป็นไง ต่างกันขนาดไหน

Continue Reading →

RAW vs JPEG: ถ่ายไม่แต่ง อะไรสวยกว่ากัน?

ยังคงเป็นเรื่อง RAW และ JPEG อยู่นะครับ … กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วผมเคยเขียนตอนแรกของบทความนี้ไว้ และบอกว่ามันมีความเชื่ออะไรประหลาดๆ ที่ผิดๆ เกี่ยวกับ RAW อยู่หลายอย่าง เช่น ต้องถ่าย RAW ถึงจะสวย หรือภาพจาก RAW สวยกว่า JPEG ซึ่งผมก็ได้อธิบายไปแล้ว และขยายความในบทความก่อนหน้านี้ ที่ว่าด้วยความสำคัญของ RAW Converter

พอดีช่วงนี้ต้องนั่งจัดการ Catalog ของ Lightroom ซึ่งเริ่มจะใหญ่มากไปนิด ก็เลยมีโอกาสได้ดูรูปหลายต่อหลายรูปอีกครั้ง และได้นั่ง “ล้างฟิล์ม(ดิจิทัล)” ใหม่อีกครั้ง ก็เลยมีตัวอย่างดีๆ มาชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญข้อหนึ่งชัดขึ้น นั่นก็คือ

“RAW สวยกว่า JPEG”

ใครที่อ่านบทความในเว็บนี้มาตลอด จะเห็นว่าผมบอกเสมอว่าข้อความข้างบนไม่จริงหรอก ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ก็แล้วกันครับ มาจากอัลบั้ม Pre-Wedding Trip ของผมเอง รูปแรกเป็น JPEG แบบ Out-of-Camera จาก Nikon D3s (ทุกรูปคลิกดูรูปใหญ่ได้)


DSC_5131.jpg

ลองเทียบดูเล่นๆ กับ RAW จากกล้อง Nikon อีกตัว แต่เป็นรุ่นเล็กกว่าหน่อย คือ D90 (แต่เทคโนโลยีก็ไม่ถึงกับคนละยุค — และเนื่องจากเป็น RAW ดังนั้น Image Processing Engine ในกล้อง ไม่มีผลอยู่แล้ว) อันนี้ Convert เป็น JPEG แบบไม่ทำอะไรทั้งสิ้น ด้วย Lightroom 4 (แน่นอนว่า ถ้าใช้ Capture NX 2 ผลก็จะต่างกัน และอาจจะออกมาสวยกว่านี้)


DSC_0769.jpg

สภาพแสงใกล้เคียงกัน เลนส์คุณภาพพอๆ กัน (D3s ใช้ 70-200/2.8N VRII ส่วน D90 ใช้ 24-70/2.8N) เห็นได้ชัดเจนเลย ว่าภาพที่เป็น JPEG มันสวยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

Continue Reading →

RAW Converter นั้นสำคัญไฉน?

เหตุที่ผมมักจะแนะนำให้พวกบรรดามือใหม่ หรือบรรดาคนที่ถ่ายภาพแบบ “แค่ต้องการได้รูปสวยๆ เป็นที่ระลึก” ว่า “อย่าไปยุ่งกับ RAW ไฟล์ ให้ถ่ายแค่ JPEG” มีมากมายหลายประการ ซึ่งผมเคยเขียนถึงไว้ครั้งหนึ่งแล้วที่นี่ (RAW vs JPEG เมื่อ 21 มีนาคม 2010)

แต่สาเหตุหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ ก็คือ “RAW มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ (ขึ้นกับ RAW Converter)” ซึ่งอันนี้ผมยังไม่ได้เขียนถึงแต่อย่างใด

โดยเชิงเทคนิคแล้ว เราไม่สามารถมองเห็นภาพจากไฟล์ RAW ได้ตรงๆ เลย เพราะ RAW มันก็ตามชื่อครับ มันไม่ใช่ภาพ มันเป็น “ข้อมูลดิบๆ” จากเซนเซอร์ของกล้อง ที่ไม่ผ่านอะไรมาเลยทั้งสิ้น กล้องเก็บอะไรมาให้ได้แค่ไหน ยัดลงมาทั้งหมดแค่นั้น ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ภาพ แต่เป็นข้อมูลดิบๆ

ตรงนี้หลายคนจะงงล่ะ .. ว่าแล้วที่เราเห็นเวลาเอาภาพ RAW ลงเครื่องล่ะ มันคืออะไร?

อันที่จริงที่เราเห็นคือ JPEG ซึี่งถูกโปรแกรมอ่าน RAW แต่ละตัวแปลงขึ้นมาจากการอ่านและตีความข้อมูลดิบใน RAW ครับ ซึ่งตรงนี้แหละเป็นปัญหาล่ะ เพราะว่าโปรแกรมอ่าน RAW แต่ละตัวมันไม่เหมือนกันซะทีเดียวน่ะสิ เชื่อป่ะล่ะ

ไม่เชื่อลองดู 2 รูปต่อไปนี้นะครับ ทั้ง 2 รูปเป็น JPEG ที่ถูกสร้างจากไฟล์ RAW ไฟล์เดียวกัน (ไฟล์ NEF จาก D800) รูปแรกโหลดเข้า Lightroom 4 แล้ว Export เป็น JPEG เลย กับรูปหลังโหลดเข้า Capture NX 2 แล้ว Export เลยเช่นเดียวกัน ทั้งสองรูปสามารถ Click เพื่อดูรูปใหญ่ได้ทั้งคู่ครับ


D800_LR4_Export.jpg



D800_CNX2_Export.jpg

เห็นชัดพอสมควร ว่าต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีสัน ที่ Capture NX 2 จะแม่นกว่าในการอ่านสีออกจาก RAW ของ Nikon (อันนี้เพราะว่าตอนที่ถ่าย ผมใช้ Standard Picture Control แต่มี +1 Saturation ไปในกล้องนิดหน่อย ดังนั้นจะเห็นว่า JPEG ที่แปลงจาก Capture NX 2 จะสีสันสดใสกว่านิดหน่อย เพราะมันอ่านตรงนี้ออกมาได้ด้วย) หรือรายละเอียดในที่แสงจ้าและในที่มืด (Highlight & Shadow)

ทีนี้ลองมาจัดการรูปกันต่อนิดหน่อย ซึ่งผมจะทำแค่ “ดึงข้อมูลในที่สว่างจ้า และที่มืด คืนมา เท่าที่จะทำได้” ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรมากกว่าการเลื่อน Slider ไปให้สุดเท่าที่มันจะมีให้เลื่อน ทั้งสองตัว


highlight_shawdow_sliders.png

ลองมาดูผลกันบ้าง ว่าเป็นยังไง เหมือนเดิมนะครับ รูปแรกคือ JPEG ที่ Export จาก LR4 และรูปหลังคือ JPEG ที่ Export จาก Capture NX 2


D800_LR4_DRP_Export.jpg



D800_CNX2_DRP_Export.jpg

จะเห็นได้ชัดขึ้นอีกว่า RAW Converter หรือโปรแกรมจัดการแปลง RAW แต่ละตัวนั้น ให้ผลไม่มีเหมือนกันตั้งแต่อ่าน RAW แล้วการนำมาใช้ต่อแล้ว ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ยังไม่เหมือนกันอีก คราวนี้ลองมา “ทรมาน RAW” กันเล่นนะครับ ด้วยการดันทุกอย่างแบบสุดโต่ง ว่าจะออกมาเป็นยังไง สิ่งที่ทำก็เหมือนๆ กัน คือ เร่งความต่างสี (Contrast) และความอิ่มสี (Saturation) ให้สุด พยายามดึงข้อมูลในที่มืด และตบเอาข้อมูลในที่สว่างให้ได้มากที่สุด และลดแสง (Exposure) ลงไป 1 Stop (พูดง่ายๆ คือให้แสงในภาพน้อยลงเท่าตัวหนึ่ง)


lr4_cnx2_sliders.png

ผลที่ได้ (รูปแรกจาก LR4 รูปที่สองจาก Capture NX 2 เช่นเดิม) ยิ่งต่างกันไปอีกมากมายมหาศาล


D800_LR4_EXT_Export.jpg



D800_CNX2_EXT_Export.jpg

จะเห็นว่า การเลือก RAW Converter ก็มีผลมากพอควรเลยทีเดียวกับผลลัพธ์ที่จะได้จากรูปดิบๆ ของเรา


ตรงนี้ผมอยากจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ กันสักนิด ว่าไอ้เจ้า “RAW” นี่มันคืออะไรกันแน่

RAW ก็เหมือนกับ “ฟิล์มดิจิทัล … ที่ยังไม่ได้ล้าง ยังไม่ได้อัด” น่ะแหละครับ เมื่อก่อนเคยรู้สึกหรือเปล่าครับว่า เราเอาฟิล์มไปล้าง ไปอัดรูปแต่ละที่ สีสันของรูปที่ได้มันไม่เหมือนกันเลย เพราะอะไรล่ะ? ก็เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน “Dark Room” ซึ่งก็คือ “การล้าง” และ “การแต่งฟิล์ม” น่ะแหละครับ แต่ละที่ใช้น้ำยาไม่เหมือนกัน สิ่งที่กระทำโน่นนี่ไม่เหมือนกัน (ผมไม่ลงรายละเอียดนะ เกินไป) จนกระทั่งอัดรูปลงกระดาษมาให้เรา

ในขณะที่ JPEG ก็คือ “รูปที่อัดเสร็จแล้ว” ยังไงมันก็ไม่หน้าตาเปลี่ยนไปจากนั้น แต่ในกรณีของการถ่าย JPEG จากกล้อง เราจะเชื่อใจให้ “ร้านอัดรูปในกล้อง” หรือ Image Processing Engine ในกล้อง ทำหน้าที่แปลงข้อมูลดิบจากเซนเซอร์กล้องให้เราทันทีเมื่อถ่ายรูป ผลที่ได้ก็คือ รูปจะหน้าตาเหมือนเดิมไม่ว่าจะเปิดที่โปรแกรมไหน เปิดเครื่องใคร (เมื่อไม่มี “ความต่างของจอภาพแต่ละเครื่อง” นะ เพราะแน่นอนว่าคนละจอกัน มีการแสดงผลหรือค่าของสีต่างๆ ไม่เท่ากัน ตามอะไรต่ออะไรหลายอย่าง ภาพที่เห็นมันก็ต่างกันเป็นธรรมดา … มันก็มีเหตุผลของมันว่าทำไมจอบางจอมันแพงกว่าจออื่น)

ดังนั้น การถ่าย RAW ก็คือ เราต้องมา “ล้างรูปเอง” และ “อัดรูปเอง” ถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด ถ้ามี RAW แต่เปิดมาแล้ว Convert เป็น JPEG เลยก็ต้องบอกว่าพลาดการได้รูปสวยๆ ไปอีกเยอะมาก แต่ถ้าคิดว่าจะไม่ทำแบบนั้น (คือถ่ายมาแล้วถ่ายเลย จะไม่มานั่งบรรจงทำอะไรทีละรูป) ก็ถ่าย JPEG เถอะ เพราะอย่างน้อยๆ การให้ Image Processing Engine ในกล้อง จัดการล้างรูปให้เรา ก็จะได้ “รูปที่เหมือนกับหลังกล้อง” ไม่ขึ้นกับความดีหรือความห่วยแตกของ RAW Converter ในเครื่องคอมพิวเตอร์เรา

ทั้งนี้ กล้องแต่ละตัว มี Image Processing Engine ที่เก่งไม่เท่ากันนะ กล้องหลายตัวของ Nikon นี่ผมไว้ใจ Image Processing Engine มันมากๆ จนแทบจะไม่ถ่าย RAW เลยนอกจากเจอที่แสงยากจริงๆ หรือที่ๆ อยากจะเก็บ “ฟิล์ม” ไว้ล้างเองจริงๆ ไม่ก็สำหรับงานสำคัญๆ ที่มันมีครั้งเดียวหรือถ่ายใหม่ไม่ได้แล้วจริงๆ เท่านั้น … แต่ในกรณี Panasonic หรือ Leica M8 นี่ถ่าย RAW ตลอด เพราะรับ JPEG จากกล้องมันไม่ได้เลย

ป.ล. แถมท้าย … ให้ดูว่า RAW มันทำอะไรได้บ้าง ในกรณีที่ “แสงยาก” และ “เป็นงานสำคัญ” … เป็นรูปจากงานแต่งงานผมเอง โดยฝีมือน้องชายและลูกศิษย์สุดที่รักคนหนึ่ง ถ่าย RAW จาก Nikon D3s และใช้ Capture NX 2 ในการล้างฟิล์ม


d3sraw.png

Myth: Basic & Easy ..​เรื่องง่าย ที่มักเข้าใจผิด

เรื่องหนึ่งที่ผมพูดบ่อยมาก ก็คือ “พื้นฐาน (Basic) ไม่ง่าย” ซึ่งสวนกับความเข้าใจหรือความคิดโดยทั่วไปของคนส่วนมาก (เท่าที่รู้จัก) ว่า “Basic = ง่าย” และ “Advance = ยาก”

ทำไมเป็นงั้นล่ะ? พื้นฐานน่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ ใครๆ ก็ต้องทำได้ ส่วนเรื่องระดับสูง น่าจะยากกว่า เพราะอย่างน้อยมันต้องต่อยอดจากพื้นฐานไม่ใช่เหรอ?

อันที่จริงแล้ว “พื้นฐาน” ที่ดี จะเป็น “การรู้” เกี่ยวกับ “อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม” หรือ What, Where, When, Why มากกว่า “อย่างไร” หรือ How ซึ่ง “การรู้” นี้จะได้มาจาก “การลงมือทำ โดยรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่” ไม่ใช่เพียงแค่ “ลงมือทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์” นั่นคือ

“การลงมือทำ ในระดับพื้นฐานนั้น ผลลัพธ์ที่ได้และควรใส่ใจ คือ การรู้ว่าอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และทำไม ไม่ต้องสนใจผลลัพธ์อย่างอื่นของมัน”

ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง “Differential Calculus” ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักเรียนนักศึกษาส่วนมาก หลายคนมองว่า d(x^2)/dx = 2x เป็นท่าพื้นฐานที่ใครๆ ก็ต้องทำได้ และแบบฝึกหัด d(2x^3)/dx จะสนใจว่าได้คำตอบเท่าไหร่ … ซึ่งเป็นการศึกษาพื้นฐานที่ผิดวิธีมากๆ

เพราะเรื่องพื้นฐานจริงๆ นั้น จะต้องสนใจ “นิยาม” ของ Differential Calculus ว่าเครื่องมือที่ใช้ในการมองอะไรอย่างไร เช่นเราจะมองผลของการเปลี่ยนแปลงของอะไรเมื่ออะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเล็กน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ก็จะมีผลอย่างไรบ้าง เป็นฟังก์ชั่นที่กระทำกับฟังก์ชั่นได้ผลลัพธ์เป็นฟังก์ชั่น ไม่ใช่กระทำกับค่า (Value) และอื่นๆ อีกมากมายไม่ใช่แค่นี้ และแบบฝึกหัด d(2x^3)/dx ก็ไม่ต้องสนใจว่ามันจะตอบว่า 6x^2 เท่ากับที่จะต้องสนใจว่า “เห็นหรือเปล่า ว่า 2x^3 เป็นฟังก์ชั่นของ x และ 6x^2 ก็เป็นฟังก์ชั่นของ x เมื่อดูการเปลี่ยนของฟังก์ชั่นของ x ตัวหนึ่ง (ฟังก์ชั่นเหตุ) ว่าเมื่อ x เปลี่ยนไปเล็กน้อยที่สุดเท่าที่มันเป็นไปได้ แล้วผลของมันจะเปลี่ยนแปลงไปยังไง (ฟังก์ชั่นผล)”

เห็นอะไรหรือเปล่าครับ นี่ผมยังพูดถึงพื้นฐานของ Differential Calculus ในเชิง What, Where, When, Why ไม่หมดเลยนะครับ ยังเหลืออีกเยอะ นี่คือ “เปลือก” ของพื้นฐานเท่านั้นเอง

ลองดูปริมาณบรรทัดที่ใช้ในคำอธิบาย ลองดูสิ่งที่อธิบายออกมาเป็นพื้นฐาน เทียบกับสิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นพื้นฐาน d(2x^3)/dx = 6x^2 ว่ามันต่างกันเยอะแค่ไหน

ประเด็นสำคัญก็คือ พื้นฐาน เป็นเรื่องของความเข้าใจ ที่จะต้องลึกขึ้นเรื่อยๆ ตามการกระทำจริง ที่ทำแล้วได้ความเข้าใจพื้นฐานเพิ่มเติม ซึ่งก็คือผลลัพธ์ในเชิงความเข้าใจ (อะไรคือ Calculus มันคือเครื่องมือที่ใช้อะไรเป็น Input และให้อะไรเป็น Output และเราจะใช้มันกับโลกรอบๆ ตัวได้ยังไง) ไม่ใช่ผลลัพธ์จากเทคนิค (6x^2)

ดังนั้น ในการศึกษาพื้นฐานหลายต่อหลายครั้ง จำเป็นที่จะต้องมี “ตัวอย่างเชิงเทคนิคที่ง่าย” หรือตัวอย่างที่ไม่เน้นการใช้ How เพราะตัวอย่างที่ง่ายและไม่ซับซ้อนนั้น จะทำให้เราชี้ถึงประเด็นของ What, Where, When, Why ได้ง่ายกว่าตัวอย่างที่ซับซ้อน ที่จะทำให้หลงไปในเทคนิคของวิธีการได้ง่าย

แต่อนิจจา …. สำหรับบ้านเรา ที่เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ (6x^2) มากยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง รวมถึงผลลัพธ์เชิงความเข้าใจ (อะไรคือ Calculus ฯลฯ) นั้น การสนใจแต่ “ทำอย่างไร” กลายเป็นเพียงจุดเดียวที่สนใจ และหลายต่อหลายคนก็พยายามหาสูตรลัดหรือทางลัดไปยังคำตอบของวิธีการ สนใจแต่เรื่อง How และเทคนิคการได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่จับต้องได้ … ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า “พื้นฐานเป็นของง่าย” ไม่ใช่เพราะมันง่ายนะ แต่เป็นเพราะว่า “มันใช้ How ง่ายๆ”

คำพูดติดปากผมในช่วงหลังๆ ก็คือ

มันไม่มีอะไรยากหรอก ถ้าคุณคิดว่ามันยาก “ก็เพราะว่าคุณไม่มีพื้นฐานมากพอที่จะทำให้มันง่าย”

และ

สิ่งที่ยากที่สุด คือ “พื้นฐาน”

ยิ่งศึกษาอะไรที่มันระดับสูงขึ้นไปเท่าไหร่ โดยไม่ใช่แค่สักแต่จะทำให้มันได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ แต่เพื่อให้ได้ผลที่ใหญ่กว่านั้น คือความเข้าใจถึงสิ่งนั้นๆ ที่ลึกยิ่งขึ้น มองเห็นมันมากขึ้น จับต้องมันได้ในมโนภาพและจินตนาการมากขึ้น มันจะยิ่งส่งผลกลับไปยังพื้นฐานมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญมาก …

พื้นฐานที่ดี จะต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือ และมักจะเรียบง่ายกว่าความซับซ้อนเชิงเทคนิคต่างๆ ที่เรามองเห็น

ทั้งนี้ผมจะต้องขอสร้างความชัดเจน 1 จุดตรงนี้ คือ

“เรียบง่าย = Simple” นะ ไม่ใช่ “ง่าย = Easy”

คำว่า “เรียบง่าย” เป็นคำๆ เดียว แยกไม่ได้ ไม่ใช่ Easy นะ คนละเรื่อง คนละเรื่อง และคนละเรื่อง … การจะมองหาและทำความเข้าใจอะไรให้เรียบง่าย เป็นเรื่องที่ยากมาก และต้องมีพื้นฐานที่ดีมาก ถึงจะฉีกหน้ากากของความซับซ้อนเชิงเทคนิค มองทะลุฉากหน้าทั้งหลายทั้งแหล่ลงไปได้

ถึงผมจะยก Calculus มาเป็นตัวอย่าง แต่ทุกอย่างมันก็เข้าข่ายแบบนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาดนตรี การเขียนโปรแกรม การเล่นกีฬา การศึกษาวิทยาศาสตร์หรือปรัชญา การศึกษาสังคม ฯลฯ

ป.ล. ฝากไว้ตรงนี้นิดหน่อย: “หนังสือ iOS Application Development ฉบับ Remake Edition สำหรับ iOS 6 SDK ที่ผมกำลังเขียนอยู่นั้น เป็นหนังสือ ‘พื้นฐาน’ มากๆ และแน่นอนว่า ‘มันไม่ใช่หนังสือที่ง่าย’ (Know-How อาจจะง่าย แต่ Know What, Where, When, Why หนักมากแน่นอน)”

“ต้นทุน/มูลค่า” ที่แท้จริงของ “ซอฟต์แวร์”

ผมว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้แล้วเชียว แต่นับวันมันยิ่งมีแต่ดราม่า นับวันมันยิ่งมีแต่ความคิดประหลาดๆ ซึ่งทำให้ผมต้องมาเขียนเรื่องนี้จนได้

เราคงจะเคยชินกันมามากเกินไป กับการที่ซอฟต์แวร์ต้องเป็น “ของฟรี” หรือ “ของแถม” กับการซื้อฮาร์ดแวร์ จากเมื่อก่อนที่เราซื้อคอมพิวเตอร์กันจากแหล่งประกอบคอมทั้งหลาย เราก็มักจะให้ผู้ประกอบลงซอฟต์แวร์แถมให้เยอะๆ ซึ่งก็เป็นซอฟต์แวร์เถื่อนเกือบทั้งนั้น

ผมว่าคนบ้านเรามันประหลาดแท้ ผมเคยได้ยินความฝันเฟื่องมาเยอะว่าเราอยากจะมีนักพัฒนาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก อยากมี Bill Gates เมืองไทย อะไรประมาณนั้น และเรามักจะรู้สึกหน้าใหญ่ใจโตเสมอ เวลาที่ยืดว่า “คนไทยเก่ง” เมื่อเด็กเราได้รางวัลเหรียญทองโอลิมปิคหรืออะไรก็ตาม

แต่มันไปไหนกันหมดล่ะ? จริงๆ เรื่องนี้ผมเคยเขียนเปรยๆ ไปนิดหน่อยในบทความเก่าๆ เรื่องคอมเมนท์เพิ่มเติมถึงบทสัมภาษณ์ผมที่ลงกรุงเทพธุรกิจ และที่ผมไปออกรายการแบไต๋ไฮเทค ว่ามันมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้สังคมอื่นๆ เค้าเจริญเหนือเราได้ ทั้งๆ ที่วัดกันตัวต่อตัว คนที่เก่งที่สุดของเราก็ไม่ได้แย่อะไรกว่าใครเค้าเลย (ซึ่งผมก็เข้าใจว่ามันไม่ได้วัดกันแค่คนที่เก่งที่สุด แต่มันต้องวัดกันทั้ง community)

การที่เราไปไหนไม่ได้ เพราะว่าเรา “ตีค่าของซอฟต์แวร์ต่ำเกินไป” ย้ำอีกครั้งนะครับ เราตีค่ามันต่ำเกินไปมาก ที่ๆ เค้าเจริญเค้ารู้กันมานานแล้ว อย่างที่ Steve Jobs เคยพูดเสมอว่า “It’s Software, Stupid” น่ะแหละ สิ่งที่สำคัญทีสุดในคอมพิวเตอร์ คือ “ซอฟต์แวร์” ครับ ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ หรือคอนเทนท์ (Content) อย่างที่หลายคนเข้าใจ ถ้าซอฟต์แวร์อ่อนซะอย่างเดียว ฮาร์ดแวร์จะดีแค่ไหน มันก็ด้อยไปด้วย ถ้าซอฟต์แวร์ห่วยซะอย่างเดียว ต่อให้เตรียมคอนเทนท์ดีแค่ไหน มันก็กากทั้งนั้น เพราะการใช้งานคอนเทนท์มันก็ต้องผ่านซอฟต์แวร์ (แต่ที่เราพูดถึงคอนเทนท์โดดๆ ได้ ก็เพราะว่าสำหรับมีเดียหลายๆ อย่าง มันมักมีซอฟต์แวร์ดีๆ อยู่แล้ว ทำให้มองถึงคอนเทนท์ดีๆ ได้ แต่ถ้าต้องการพัฒนาคอนเทนท์เฉพาะทาง เช่น Interactive Learning ทั้งหลาย ไม่มีซอฟต์แวร์ดีๆ มันก็ทำไม่ได้

อะไรบ้างที่มันตามมา? ผมเห็นความพยายามในการหา “ของเถื่อน/ของโจร” (ผมใช้คำว่า “ของเถื่อน/ของโจร” นะ ไม่ใช่คำว่า “ของฟรี”) ของคนหลายคนแล้วผมเศร้าใจนะ แล้วพวกนี้ก็มักจะมีแต่ความเห็นแก่ตัวเต็มไปหมด ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ มั้ยล่ะ

  • บางคนต้องการทำร้านขายหนังสือออนไลน์ ขายเพลงออนไลน์ ขายนี่นั่นโน่นออนไลน์ แล้วกลัวแทบเป็นแทบตายกับการที่คนอื่นจะมาก๊อปปี้ของๆ ตัวเอง แต่ขอโทษนะ ดันถามหา crack, serial โปรแกรม เอา iPhone ไปลงโปรแกรมตามมาบุญครอง
  • มันเคยมีคนอยากให้ผมพัฒนาซอฟต์แวร์บน iPhone ให้นะ แล้วก็กลัวเหลือเกินว่าคนอื่นจะ crack ไปใช้ แล้ววันหนึ่งเขามาถามผมว่าจะเอาโปรแกรมไปทดสอบบนเครื่องพวกเขาได้มั้ย ผมบอกวิธีการไปว่าต้องทำแบบนี้นั้นโน้นก่อน เค้าบอกว่า “เครื่องพวกผม jailbreak ทั้งบริษัท” พอถามไปถามมา ก็หากันแต่ของเถื่อนจากมาบุญครอง แถมจ่ายเงินอีกตะหากนะนั่นน่ะ
  • ช่างภาพหลายคนนะ จะเป็นจะตายเวลารูปถูกคนเอาไปใช้ แต่ขอโทษนะ ถ้ากูใช้ Photoshop/Lightroom เถื่อนได้ กูเก่ง กูฉลาด กูไม่โง่เสียเงิน
  • อาจารย์มหาลัยหลายคน เด็กลอก paper ด่าเด็กแทบเป็นแทบตาย บอกว่าจะไม่ให้จบ แต่ท่านก็ขโมยโปรแกรมชาวบ้านเค้าใช้ เจอหน้ากันทีไรถามหาแต่วิธีใช้โปรแกรมแบบไม่ต้องจ่ายเงิน ทำได้มั้ย หา serial ให้หน่อย crack ให้หน่อย
  • คนที่ปล้นมาให้คนอื่น ก็ชอบบอกว่า “เป็นคนไทยต้องช่วยกัน เราไม่ช่วยกันใครจะช่วยเรา เราก็ต้องเอามาแบ่งปันกันใช้”

ไอ้อันสุดท้ายนี่แหละ ที่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดที่สุด ว่าทำไมมันถึงมีความคิดที่เห็นแก่ตัวกันได้มากมายขนาดนี้ … บางครั้งผมถึงกับตั้งคำถามว่า “จะเป็นอย่างไร ถ้าคนหมู่มาก เห็นแก่ตัว” ..​ “จะเป็นอย่างไร ถ้าการโหวต การลงความเห็นของคนหมู่มาก มันมาจากรากฐานความเห็นแก่ตัวของแต่ละคน ..” มันจะทำให้เกิดเรื่อง “รวมหัวกันปล้น” อะไรสักอย่าง แล้วยังคงเหมือนเป็นความชอบธรรม ได้ไหมล่ะ?

มุมมองที่ว่า “เป็นคนไทยต้องช่วยกัน” นี่พูดลอยๆ มันก็ถูกนะครับ ไม่ได้ผิดอะไร แต่อะไรคือ “ช่วยกัน” ล่ะ? เราอ้างคำนี้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว จากความเห็นแก่ตัวกันหรือเปล่า? ผมเชื่อว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยหลายต่อหลายคนถูกทำให้รู้สึกว่าการคิดราคาค่าซอฟต์แวร์กับคนไทยด้วยกันเอง เป็นบาปมหันต์ กันมาแล้วทั้งนั้น

เขียนโปรแกรมขาย ราคาแค่ 30 บาทต่อดาวน์โหลด โดนด่าสาดเสียเทเสียว่าไม่ช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน เขียนโปรแกรมแจกฟรี แต่แปะโฆษณาที่มีรายได้แค่เดือนละร้อยสองร้อย โดนด่าเป็นหมูเป็นหมา ว่าอย่ามาเรียกตัวเองว่าไทยเลยนะ ทำไมไม่ช่วยกัน หรือรับจ้างพัฒนาโปรแกรม ก็โดนกดราคาเข้าเนื้อแล้วเข้าเนื้ออีก กำไรไม่ต้องคิดกันเลยครับ แค่คิดให้เท่าทุน ก็เลวแล้ว

ถ้า 30 บาทที่จะจ่ายให้นักพัฒนา มันเยอะแยะมากมายมหาศาลมากนักล่ะก็ ลองคิดอะไรกันดูเล่นๆ มั้ยครับ ว่าเดือนๆ นึงเราเอาเงินไปทำอะไรบ้าง ที่มันพอๆ กัน

  • เคยให้เงินทิปเด็กเสิร์ฟกันเดือนละกี่บาทครับ? บางคนเงินทอนไม่เก็บกันทีละสิบกว่าบาท ป๋ามากครับ จ่ายได้ไม่ยาก (ยิ่งเด็กเสิร์ฟสวยนี่ยิ่งยัดแบงค์ยี่สิบลงไปด้วยไม่ยากเลย) ทำแบบนี้ทุกมื้อเป็นเงินเท่าไหร่ อย่าบอกนะครับ ว่าเด็กเสิร์ฟฐานะยากจน ทำงานหนักต้องนี่นั่นโน่น แล้วโปรแกรมเมอร์ล่ะครับ เราไม่ได้ทำงานเหรอ เรารวยนักเหรอ เด็กเสิร์ฟมีเงินเดือน แต่เราหลายคนไม่มีเงินเดือนแบบประจำ ก็มีแค่เงินจากการรับจ้างทำงาน กับเงินจากการกดซื้อโปรแกรมทีละ 30 บาทเท่านั้นนะครับ อย่าลืมข้อนี้ไป การมีคอมใช้ก็ไม่ได้แปลว่ารวยนะ มันก็สิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของพวกเราน่ะแหละ
  • หนักกว่านั้นครับ เคยโชว์ป๋าด้วยการให้เงินขอทานเวลาเดินข้ามสะพานลอยกับแฟนมั้ยล่ะ? ลองคิดๆ ดูซิ ว่าเท่าไหร่ ถ้าทำเลดีๆ หน่อย รายได้ต่อเดือนอาจจะมากกว่าโปรแกรมเมอร์บ้านเราโดยเฉลี่ยซะอีกนะครับ
  • แย่กว่านั้นหน่อย เราเคยให้เงินคนที่ “หาของโจรมาขาย” กันเท่าไหร่กันเหรอครับ ลง app ที่ขโมยมาครั้งละ 500 บาท ได้ app เต็มเครื่อง ที่เราก็ไม่ได้ใช้หรอก ใช้จริงๆ จังๆ ก็อาจจะแค่ 7-8 ตัว ถ้าจ่ายให้นักพัฒนาตรงๆ ก็ไม่ต่างอะไรกันมากมายนักหรอก

[ป.ล. ผมไม่ได้บอกว่าอาชีพเหล่านี้สบาย หรือรายได้สูงนะครับ ทุกอาชีพมันก็มีความยากลำบากของมันเหมือนกันหมด มีงานต้องทำ มีต้นทุน มีอะไรเหมือนกันหมด ความลำบากแต่ละอาชีพ อย่าเอามาเทียบกันโดยเด็ดขาด]

แล้วไอ้ข้อสุดท้ายนี่มันต่างกันตรงไหนล่ะ?

หลายคนคิดง่ายๆ ตื้นๆ แค่ “เงินออกจากกระเป๋าเราเท่ากัน ให้ได้มากที่สุดดีกว่า ไม่เข้ากระเป๋านักพัฒนาเลยก็ช่างมันประไร” แต่ลองมองถัดไปสักนิดนะ นักพัฒนาได้เงินไปแล้วเอาไปทำอะไรเหรอครับ ก็ต้องเอาไปศึกษานี่นั่นโน่นเพิ่มขึ้น เอาไปเพิ่มทรัพยากรในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคน ความรู้ หรือเครื่องที่พอจะทำงานได้ดีขึ้น หรือจ้างคนมาเป็น customer service คอยตอบคำถามผู้ใช้ ฯลฯ อย่าคิดว่าเอาไปซื้อเรือยอร์ชซื้อรถสปอร์ตแบบไร้สาระกันทุกคนสิครับ (จริงๆ ถ้ามีเงินไว้ละลายเล่นเมื่อไหร่ หลายคนอาจจะทำงั้นนะ แต่โปรแกรมเมอร์แทบจะ 100% ของบ้านเรา ไปไม่ถึงจุดนั้นเด็ดขาด แค่ไม่อยู่ในภาวะเดือนชนเดือน ก็หรูพอควรแล้ว)

ผมก็เห็นว่าคนไทยควรช่วยกันนะ แต่เราอยากได้อะไรล่ะ? เราอยากได้สังคมนักพัฒนาที่เก่งๆ กันหรือเปล่า เราอยากได้คนไทยที่เก่งไม่น้อยหน้าใครในโลกบ้างไหม? … ไปๆ มาๆ ผมเชื่อว่า “เราไม่อยากได้มันหรอก” ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะคนไทยมันไม่ช่วยกันเองไงล่ะครับ แล้วเราจะได้นักพัฒนาเก่งๆ สังคมนักพัฒนาเก่งๆ แบบที่เราฝันมาจากไหน (หรือว่าผมฝันไปคนเดียววะ)

ทีนี้เราจะเห็น “ค่า” จริงๆ ของซอฟต์แวร์ล่ะครับ … cost จริงๆ ที่พวกเราทุกคนต้องจ่ายก็คือ วงการที่นักพัฒนาถีบตัวเองไม่ขึ้น scale ตัวเองไม่ได้ สร้างทรัพยากรในการรองรับงานที่ใหญ่ขึ้น มี demanding สูงขึ้นไม่ได้ เพราะทุกอย่างต้องใช้เงิน ใช้ใจและมาม่าอย่างเดียวไม่ได้ (ขนาดมาม่ายังต้องซื้อเลย) ซึ่งยิ่งจะทำให้เราเสียศักยภาพในการแข่งขันในภาพรวมมากขึ้นๆ ทุกวัน

คุณภาพของสิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่อง IT อย่างซอฟต์แวร์ นับวันเรายิ่งจะล้าหลัง … เรากดราคาฮาร์ดแวร์สู้จีนไม่มีทางได้ เราจะพัฒนาอะไรล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ซอฟต์แวร์กับคอนเทนท์ (ซึ่งมักต้องการซอฟต์แวร์เป็นตัวขับเคลื่อน)

ยิ่งเมื่อต้องแข่งขันกันตัดราคาเพื่อรักษาความอยู่รอด ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะพวกเราเองก็มีต้นทุนที่มันกดไม่ลง นอกจากลดคุณภาพของงาน นั่นหมายถึงว่า งานที่เราจะทำให้คนว่าจ้าง โดยเฉลี่ยแล้วมีความเป็นไปได้ที่คุณภาพของงาน (เมื่อเทียบกับระดับสากล) จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายมาก ที่ว่านอกจากเราจะถีบตัวเองไม่เคยขึ้นแล้ว ยังถอยหลังลงคลอง ซึ่งสาเหตุหลักมันมาจากการที่เราจะต้องรีบปิดงานหนึ่ง เพื่อไปรับอีกงานหนึ่ง หาเงินมาหมุนกันแบบเดือนชนเดือนอีกด้วย

ถ้าโปรแกรมเมอร์ยังต้องวิ่งหางานแบบเดือนชนเดือน จะเอาเวลาที่ไหนไปพัฒนาตัวเองล่ะครับ? ผลที่ได้ก็คือ ความรู้ความสามารถเท่าเดิม เท่าเดิม และเท่าเดิม ในขณะที่โลกมันก็ขยับไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา ทุกคนมักจะพูดได้ลอยๆ อย่างไม่รับผิดชอบว่า เป็นหน้าที่ของโปรแกรมเมอร์และคนในวงการนี้ ที่จะต้องศึกษาทุกอย่างตลอดเวลาเพราะว่าโลกมันเปลี่ยนเร็ว แต่จะเอาเวลาที่ไหนไปศึกษาล่ะครับ มันไม่ใช่ของที่เรียนรู้กันได้ข้ามวันข้ามคืนสักหน่อย

นักพัฒนา มันก็คนเหมือนๆ กับทุกคนน่ะแหละครับ ต้องกินข้าว ต้องมีชีวิต ต้องจ่ายค่าเช่า ต้องเลี้ยงครอบครัว ต้องแบกภาระของครอบครัว ถูกครอบครัวฝากความหวัง ฯลฯ เหมือนกับพวกคุณทุกคนน่ะแหละครับ

ผมอยากจะตะโกนดังๆ ตรงนี้เหลือเกินครับ

นักพัฒนาไทย มันไประดับโลกไม่ได้หรอก ไม่ใช่เพราะมันไม่เก่ง แต่เพราะคนไทยด้วยกันเองไม่ช่วยกันสนับสนุน ปากบอกอยากได้คนเก่ง อยากให้คนไทยไม่แพ้ใครในโลก แต่ก็ปล่อยให้มันตายไป ใจไม่ช่วยสร้าง

มันไปไหนไม่ได้หรอกครับ เพราะวุฒิภาวะ (maturity) และทัศนคติ (mindset) ของ “สังคมผู้ใช้” ของเราไปไม่ถึง ไม่สนับสนุนให้พวกเราไปได้ ไม่ยอมให้ไป และต้องการให้นักพัฒนามันตายกันหมด

ถ้าจะอ้างว่า “เป็นคนไทยต้องช่วยกัน” … ผมก็อยากจะกราบทุกท่านตรงนี้ ว่าท่านพูดได้โดนใจผมเหลือเกิน

แล้วพวกเราล่ะ … ไม่ใช่ “คนไทย” กระนั้นหรือ? แล้วทำไมท่านไม่ช่วยเราบ้าง?

นี่แหละครับ คือ “ต้นทุนที่แท้จริงของซอฟต์แวร์” ที่เราไม่เคยอยากจะจ่ายมัน … มันเป็นอะไรมากกว่าเงินทอง แต่มันเป็นศักยภาพการแข่งขันโดยรวมของประเทศ ที่นับวันยิ่งจะเสียไป … โดยที่เราไม่เคยคิดจะแคร์อะไรกับมันเลยด้วยซ้ำ และยิ่งเหยียบย่ำให้มันแย่ลงทุกวัน ก่อนจะช่วยด้วยปากด้วยการซ้ำเติม ว่าบ้านไหนเมืองไหนเค้าไปถึงไหนกันแล้ว

มันเป็น The price we all have to pay … สิ่งที่พวกเราทุกคนต้องจ่ายด้วยกัน

ด้วยความเคารพ
รวิทัต ภู่หลำ, ศิลปินซอฟต์แวร์ นักเขียน และอาจารย์มหาวิทยาลัย


[อัพเดท 10/07/2555] ป.ล. ผมเขียนเรื่องนี้ ตั้งใจเพื่อเป็น wake up call ด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นจะแรงหน่อย และผมต้องการชี้ให้เห็นภาพที่มันใหญ่ขึ้นอีกนิดหน่อย ของอุตสาหกรรม IT ว่ามันเป็นเรื่องของพวกเราหลายต่อหลายคน รวมถึงผู้บริโภคด้วย มากกว่าแค่นักพัฒนา

นาฬิกาปลุก มันต้องดังหน่อย ต้องแรงหน่อย ไม่งั้นคงจะหลับกันต่อไป แล้วมันก็จะกลับมาเดินปกติต่อไป จนถึงเวลาที่จะต้องปลุกอีกครั้ง

ก่อนที่มันจะกลายเป็นนาฬิกาตาย … เมื่อถ่านมันหมดไฟ และใจมันหมดลาน