Life


Life

Nikon D3s, 14-24/2.8, 14mm, f/4, 1/800s, ISO 200. (click for bigger size)

ชีวิตเกิดขึ้นได้ทุกที่บนโลกนี้ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นยังไง ถ้ามีความเหมาะสมต่อการเกิดได้แม้เพียงนิดเดียว ชีวิตก็เกิดขึ้นมาได้เสมอ

ผมถ่ายรูปนี้ด้วยความรู้สึกแบบนั้น รู้สึก amazing มากที่เห็นต้นไม้ที่มีลักษณะเป็นต้นไม้ยืนต้น โตขึ้นมาในบริเวณวัดจมน้ำ-เมืองบาดาล ที่สังขละบุรี ซึ่งปกติจะจมน้ำอยู่ และโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเพียงปีละไม่นานเท่านั้น

ธรรมชาติยืนยาว อารยธรรมมนุษย์แสนสั้น สิ่งที่เราสร้างขึ้น ก็เหลือเพียงซากปรักหักพังไปตามกาลเวลา แม้มนุษย์จะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเท่าไหร่ หรืออยู่นานค่ไหน จากสายตาของธรรมชาติแล้ว อารยธรรมมนุษย์ทั้งอารยธรรม ก็คงไม่ต่างอะไรจากประกายไฟแว๊บเดียว แล้วก็หายไป

เราเหนื่อยไหม กับการพยายามสร้าง? ไม่ว่าจะสร้างงาน สร้างเพื่อน สร้างความดี สร้าง ฯลฯ ลองดูธรรมชาติบ้าง ที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไม่มีเหน็ดมีเหนื่อย ไม่ใช่แค่บนโลกนี้ แต่ทั้งจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล แม้ว่าเราจะทำลายธรรมชาติไปเท่าไหร่แล้วก็ตาม

เอ… หรือว่าที่ธรรมชาติไม่เหนื่อยที่จะสร้าง ก็เพราะว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงประกายไฟแว๊บเดียวเท่านั้น เค้าไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรด้วย ไม่ว่าเราจะทำลายเท่าไหร่ …​หรือว่าสิ่งที่ธรรมชาติสร้างแล้วไม่กลับมาทำร้ายเค้า ในที่อื่นๆ มันเยอะเสียจนเศษเสี้ยวเดียวบนโลกใบนี้มันเล็กน้อยจนไม่มีความหมายอะไรก็ไม่รู้

ป.ล. ตอนที่ผมถ่ายรูปนี้ น้ำยังค่อนข้างจะเยอะอยู่ ไม่น้อยจนน่ากลัว/น่าเป็นห่วงเหมือนที่เราดูข่าวกันทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าต้นไม้ต้นนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้ว ถ้าน้ำจะเริ่มท่วมเขื่อนอีกทีเมื่อไหร่ คิดแล้วก็สงสารเหมือนกันนะ อุตส่าห์เกิดและโตขึ้นมาได้ทั้งที

Positive Thinking to change Petsitive World

เป็นชื่อของ presentation ที่ผมนำเสนอในงาน Ignite Thailand (หรือ hashtag #igniteTH) ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วผมอยากจะเปลี่ยนชื่อมันนิดหน่อย เป็น “How to Change Petsitive to Positive World” นะครับ แต่ไม่เป็นไร ชื่อเดิมก็สวยดี

ใจความสำคัญของ presentation นี้ อยู่ที่ทัศนคติพื้นฐาน 4 ข้อ ง่ายๆ เริ่มได้ที่ตัวเอง ในการที่จะเปลี่ยนโลกที่มัน “เ-ี้ย” (Petsitive World; ศัพท์บัญญัติเอง จากตัวการ์ตูน @petdo ซึ่งเป็น “สัญลักษณ์แห่งพฤติกรรมเ-ี้ย”) หรือโลกที่โคตรจะติดลบ ให้กลายเป็นโลกที่เป็นบวก

เนื่องจาก background ผมมาจากการศึกษา Chaos Theory ดังนั้นผมเชื่อว่าในระบบ Complex System ที่ Far-From-Equilibrium นั้น การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเนื่องได้ ในทั้ง space-time (dynamical system) จะส่งผลกระทบอย่างมาก ถึงขนาดเปลี่ยนระบบจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อระบบมันรันตัวเองไปสักระยะหนึ่ง เช่น การกระพือปีกของผีเสื้อในบราซิล สามารถส่งผลให้เกิดพายุกระหน่ำกรุงโตเกียว ในอีกหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนให้หลังได้

Slide สำคัญ 9 slides จากงานนี้ครับ โดยผมตั้งใจเล่นโทนขาว-ดำ ให้มันตัดกันชัดเจน (รวมทั้งการแต่งตัวของผมด้วย ที่ใส่เสื้อดำ กางเกงขาว … ตั้งใจเสียดสี ไม่ใส่เสื้อขาวกางเกงดำ เพราะ สีดำ มันจะได้ปิดทับหัวใจ และสีขาว อยู่ติดดินกว่า)


9 key slides from my ignite thailand

ธีมหลักคือ: เปลี่ยนทัศนคติพื้นฐาน แม้เพียงนิด อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปเยอะแล้ว

คนคิดลบ คิดทุกอย่างเป็นลบหมด ได้ยินทุกอย่างเป็นเสียงด่า และไม่มีความสุข ในขณะที่คนคิดบวก ได้ยินทุกอย่างเป็นการให้กำลังใจ และการให้โอกาสทั้งหมด ซึ่งใน Ignite นี้ ผมได้ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คำว่า ไอ้ชั่ว ไอ้เชี่ย ไอ้เหี้ย … เราแน่ใจว่าเราได้ยินเช่นนั้น แต่เป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ? คิดบวกซะหน่อย มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้ เพราะคำว่า I sure, I cheer, I hear นั้นใกล้เคียงกันมาก ซึ่งเรื่องนี้มีผลนะครับ เช่น

  • ในวิชาสัมมนาของนักศึกษา นักศึกษาส่วนมากจะกลัวอาจารย์ถาม ไม่รู้จะกลัวไปทำไม เพราะคิดว่าอาจารย์จะดุ ด่า ว่า กล่าว หรือแย่กว่านั้นก็คือ อาจารย์แกล้งให้เสียหน้าต่อหน้าเพื่อนๆ ฯลฯ นั่นเป็นตัวอย่างของการคิดลบ ถ้าคิดบวก คำถามเดียวกัน อาจารย์คนเดียวกัน ก็จะกลายเป็น อาจารย์ถามเพื่อให้เรารู้ เพื่อให้เราได้ลองตอบ เพื่อชี้ทางให้เรา ฯลฯ

การจะเปลี่ยนโลกที่มันเ-ี้ยๆ ให้กลายเป็นโลกที่มันดี ไม่ยากอย่างที่เราคิด เริ่มที่ตัวเรา ด้วยทัศนติ ที่เปลี่ยนไปนิดเดียวพอ โดยคีย์ของมันคือ “มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ” อย่ามองระบบแยกจากตัวเอง

  1. อย่าดีแต่เห็นแต่ปัญหา (See Problem) เหมือนกับป้ายโฆษณาหาเสียงผู้ว่า กทม. สมัยหนึ่ง เห็นปัญหาอย่างเดียว ไม่ยากหรอกครับ ท่านเห็นปัญหา ท่านไม่เก่งหรอกครับ เชื่อผมเถอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าปัญหาที่ท่านเห็น เป็นปัญหาที่อยู่กับคนอื่น ส่วนอื่น ให้ลองเปลี่ยนเป็น มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เรามีส่วนในการทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นมาอย่างไร ถ้าเราแก้ที่ตัวเรา ปัญหามันก็จะแก้ตัวมันเอง (Solve Problem) หรือถ้ายุ่งยากนักล่ะก็ อย่าดีแต่ด่า ให้เสนอตัวมาแก้ปัญหาซะ
  2. อย่ามองระบบแบบแยกส่วน และพยายาม maximize แต่ละส่วน เพราะว่ามันน้อยครั้งเหลือเกิน ที่ optimum ของระบบ มาจาก maximum ของแต่ละส่วนของระบบ ใครที่เคยอ่านหรือศึกษา Game Theory (แค่ Prisoner’s Dilemma ก็พอ) จะเข้าใจดี ว่าหากว่าแต่ละส่วนย่อยของระบบ พยายาม maximize เฉพาะของตัวเองแล้ว ระบบใหญ่ ระบบหลัก มันจะห่วยมาก แย่มาก
  3. อย่าเลือกที่การได้รับประโยชน์ (Take) แต่ให้เลือกการได้สร้างประโยชน์ (Give) การที่คนหมู่มากเลือกด้วยเหตุผลที่ตัวเองได้รับประโยชน์ โดยไม่ต้องทำอะไร ก็ไม่ต่างอะไรกับการรวมหัวกันปล้นระบบหลัก ซึ่งการ maximize parts และ takes นี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “พลีชาติ เพื่อชีพ” ไม่ใช่ “พลีชีพ เพื่อชาติ”
  4. ทุกปัญหาย่อมมีสาเหตุ เช่นเดียวกับทุกๆ เรื่อง ที่ย่อมมีสาเหตุ แต่เรามักจะทุกข์กับผลของปัญหา (นั่นคือ ปัญหาเกิดจากสาเหตุบางประการ แต่เมื่อปัญหาเกิดแล้ว เราทุกข์จากผลของมัน) ถ้าเราแก้แค่เหตุที่เราทุกข์ (ผลของปัญหา) ปัญหานั้นจะไม่หายไป เพียงแต่เราปัดมันพ้นตัวเราไปเฉยๆ

แก้ได้แค่นี้ ก็ไม่ Petsitive แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการจราจร ใครๆ ก็เบื่อ “รถติด” ใครๆ ก็รู้ว่า “รถติด” เป็นปัญหา ใครๆ ก็เห็น ดังนั้นอย่าดีแต่เห็น จะแก้มันยังไง? บางคนเริ่มบอกผู้ว่า กทม. บางคนเริ่มโยนให้คนโน้นคนนี้ บางคนเริ่มวิเคราะห์มากมาย เพราะทุกๆ อย่าง …. ลองดูนี่


P1000972.jpg

  1. ตอนที่เราบ่นว่ารถติด เราอยู่ที่ไหน? ครับ อยู่บนถนน งั้นเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รถติดครับ ไม่เชื่อถามคันข้างหลังดูครับ ถ้างั้นก่อนที่จะไปบอกผู้ว่า กทม. มาดูสิ่งที่เราทำได้ก่อนครับ ว่ามีอะไรบ้าง
  2. ตระหนักเสียก่อน ว่ามันมี “ส่วนรวม” (Whole) คือ “ถนน” หรือ “การจราจร” และ “ส่วนย่อย” (Parts) ซึ่งก็คือรถแต่ละคัน เราแต่ละคน ถ้าเราคิดแต่จะ Maximize แต่ละ part นั่นคือ ฉันต้องได้ไปก่อน ขอฉันไปก่อน เลนฉันช้าเปลี่ยนไปอีกเลน ฯลฯ เอาแต่ตัวเองได้ไปก่อน คนอื่นช่างกัน โดยลืมกันไปหรือเปล่าว่า เราควร optimize “การจราจร” ให้ถนนทั้งเส้นมันเร็วที่สุด ไม่ใช่เอาแต่ตัวเองรอด ได้ไปก่อน คนอื่นช่างมัน
  3. งั้น Give vs. Take ล่ะ? อันนี้คือ “ทางเลือก” ของเรา เมื่อเรามีทางเลือก เราจะทำอะไรระหว่าง “ให้กับการจราจร” หรือ “เอาผลเข้าตัวเอง” นั่นคือ การเลือกให้ ในสิ่งที่จะทำให้การจราจรมันลื่นกว่า
  4. แล้วแก้ปัญหาที่เหตุล่ะ? ไหนล่ะ … ย้อนกลับไปดูตั้งแต่ข้อ 1 ครับ …. เป็นยังไงครับ แก้ที่เหตุแล้วหรือยัง? ไม่ใช่แค่ปัดพ้นๆ ตัว รีบๆ ขับ ขอกูไปก่อน ผ่านตรงนี้ไปก็พอแล้ว ฯลฯ ซึ่งเป็นการแก้ที่เหตุที่เราทุกข์ และให้คนอื่นทุกข์ต่อ ทั้งนั้น

แค่นี้แหละครับ ปัญหาหลายอย่างจะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โลกนี้จะน่าอยู่ขี้นอย่างไม่น่าเชื่อ …. เชื่อมั้ย?


บล็อกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (บอกกันได้นะครับ แล้วผมจะใส่ไว้เรื่อยๆ)

เล่าประสบการณ์ “iPad”: #1 Background

ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้ว ลองใช้งานก็หลายวันแล้ว ก็ขอเขียนถึงมันซะหน่อยก็แล้วกัน ผมไม่อยากจะถือว่านี่เป็นการรีวิวนะ ถ้าเรื่องรีวิวมีคนเขียนไว้ดีมากอยู่หลายที่แล้ว สำหรับที่เป็นภาษาไทยก็มีที่ Siampod นะ ที่แนะนำ (เขียนดีมาก) อยากให้อ่านกันดู

สำหรับที่นี่ ผมขอเขียนในลักษณะแชร์ประสบการณ์ก็แล้วกัน

ก่อนอื่น ขอบอก profile ของตัวเองก่อน … จะได้เข้าใจว่าผมมีความคาดหวังอย่างไรกับอุปกรณ์ตัวนี้ และทำไมผมถึงสนใจมัน

ผมเป็นพวกอ่านหนังสือเยอะ แต่ส่วนมากจะหนักไปทางพวก non-fiction, popular science, technical, software philosophy ฯลฯ กับพวกวารสารนิตยสารซะเป็นส่วนมาก นอกจากนั้นก็มีพวกบทความวิชาการ (academic paper) ที่ต้องอ่านอยู่เป็นประจำ เมื่อก่อนไปไหนมาไหนขนหนังสือไปหลายเล่ม จนคนหมั่นไส้ก็มี ว่าขนมาสร้างภาพ –‘ (ซึ่งเป็นเรื่องตลก — บังเอิญที่บ้านเลี้ยงด้วยหนังสือตั้งแต่เด็ก) ในช่วงที่อ่านหนังสือมากที่สุดในชีวิต ผมอ่านหนังสือพวก popular science เฉลี่ยแล้ว 1-2 วัน/เล่มเห็นจะได้ นอกจากนั้นก็จะมีพวกวารสารนิตยสาร พวก Time, Economist, Discovery, National Geographcis และอีกหลายๆ เล่ม ที่รับและซื้อตลอด

ผมมาพบว่า ตัวเองอ่านหนังสือน้อยลงมากในช่วงเวลา 3 ปีหลัง รวมทั้งวารสารด้วย (อ่าน Time ไม่จบทุกเล่มเหมือนที่เคย บางเล่มยังไม่ได้แกะเลย) เพราะสาเหตุหลายอย่าง เช่น

  • ความไม่สะดวกในการพกหนังสือไปหลายๆ เล่มอีกต่อไป
  • หนังสือเล่มที่เราอยากจะอ่าน มักไม่อยู่กับเราเวลาที่เราอยากจะอ่านมันเสมอๆ
  • การพิมพ์ note หรือ quote ลงในคอมพิวเตอร์เป็นอะไรที่ขัดธรรมชาติ (แต่จำเป็นเวลาต้องใช้อ้างอิง) ซึ่งใครเคยมาห้องทำงานผมจะทราบดี ว่าผมมักเดินไปหยิบหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ ที่เคยอ่าน มาชี้ให้ดูประเด็นตรงนั้นตรงนี้เสมอ (เคยมีคนถาม ว่าจำทั้งหมดได้ยังไง … อันนั้นมันเป็นความสามารถของสมองส่วน R-mode)
  • ตัวเองอ่านอะไรในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี iPhone
  • (ต่อจากข้อที่แล้ว) สิ่งที่ “อ่านได้” มันอยู่ในอินเตอร์เน็ทมากขึ้น และมันเหมาะกับ casual reading มากกว่า มัน bookmark ง่ายกว่า มัน “พกติดตัว” ง่ายกว่า (ก็แค่ต่อเน็ต ก็อ่านต่อได้แล้ว)

เมื่อเอาทั้งหมดมาประกอบร่างกัน จะพบว่าสิ่งที่ผมต้องการคือ “iPod สำหรับตู้หนังสือ” ในรูปแบบเดียวกับที่ iPod ที่ผ่านมา มันเป็นตู้เพลงเคลื่อนที่ทั้งตู้ โดยที่ Requirement พื้นฐานของผม สำหรับ “iPod สำหรับตู้หนังสือ” ที่ว่านี้ก็คือ

  • มี form factor ที่กำลังพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่ไม่หนักเกินไป และมีความสว่างของหน้าจอพอให้อ่านสบาย
  • ลักษณะการใช้งาน มันต้อง intuitive เหมือนกับการอ่านหนังสือจริงๆ ไอ้กดปุ่มเพื่อไปหน้าถัดไป นี่ไม่เอาด้วย
  • มันต้องขนหนังสือไปด้วยได้ทั้งตู้ และต้องอ่านหนังสือได้ทุกรูปแบบที่ผมมี (หมายถึงหนังสือดิจิทัลเท่านั้นนะ)
  • ต้องมีระบบ bookmark และการเขียน note (annotation) ที่ดีพอ และนั่นก็หมายถึงว่าต้องมีคียร์บอร์ดหรือส่วนของ input ที่ดี
  • ต้องทำงานในลักษณะ rich media/content ได้ นั่นคือเล่นภาพและเสียง เนื่องจากหนังสือหลายเล่มที่ผมมี มันเป็นมีเนื้อหาหลักเป็นภาพที่เล่าเรื่อง ไม่ต้องคิดไกล คิดแค่ National Geographics ก็พอแล้ว

และไหนๆ ก็ไหนๆ ในเมื่อโดยพื้นฐานแล้วมันก็ต้องเป็นคอมพิวเตอร์ด้วยอยู่แล้ว (เนื่องจากขนาดมันก็คงไม่เล็กเท่าไหร่ จาก requirement สองข้อแรก) ดังนั้นก็เลยพ่วงพวกนี้เข้ามาหน่อยก็แล้วกัน

  • เอาไว้ทำงานแบบ casual แทนคอมพิวเตอร์ได้บ้าง ไม่ต้องมากหรอก แค่ทำได้ดีกว่า iPhone นิดหน่อยผมก็พอใจแล้ว พวกตอบ e-Mail ดูตารางนัดหมาย ปฏิทิน ที่เหลือก็ต่อเน็ทใช้ web browser ได้ ก็ทำได้เกือบหมดแล้ว (ตราบใดก็ตามที่มี Google Doc) แต่ถ้ามีโปรแกรมเฉพาะทางโน่นนี่ให้หน่อย ก็จะดีไม่น้อย
  • ซื้อหนังสือเพิ่มเติมได้ ไม่งั้นคงเซ็งแย่
  • มีเกมเล่นบ้างตามสมควร

ทำไมผมต้องเล่าอะไรไม่รู้ยืดยาวด้วย แค่รีวิวๆ มันให้จบๆ เรื่องไม่ได้หรือ? อย่างที่บอกล่ะครับ ว่าผมไม่ได้จะรีวิว แต่จะแชร์ประสบการณ์ในฐานะที่เขียนไว้ด้านบน และด้วยความคาดหวังเบื้องต้นอย่างที่เพิ่งบอกไป …. แต่ว่ามันชักจะยาวไปแล้ว ขอเล่าต่อในตอนต่อไป (จะเขียนต่อเลย)

Imagination


Imagination

Nikon D3s, 24-70/2.8N, 24mm, f/2.8, 1/100s, ISO 9000. (click for bigger size)

“จินตนาการของเด็ก” นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากๆ ลองดูจากที่เห็นในรูปนี่สิ ว่าเราเห็นอะไรบ้าง เราอาจจะเห็นดวงอาทิตย์ เห็นผีเสื้อ เห็นสีสันต่างๆ แต่ที่ผมเห็นมากขึ้นก็คือ เด็กสามารถเขียนให้ทุกอย่างอยู่รวมกันได้ โดยไม่มีการแบ่งแยกว่าอะไรคืออะไร

เด็กเกิดมาเพื่อสันติภาพ ผมเชื่อเช่นนั้น เด็กเป็นมิตรกันได้เร็วโดยไม่ตั้งกำแพงมากมาย เด็กไม่ถือโทษโกรธกัน ยิ้มให้กันก็หาย และยิ้มกันง่ายเหลือเกิน

แต่เมื่อเราโตขึ้น เราเรียนรู้มากเกินไปหรือเปล่า แบ่งแยกมากเกินไปหรือเปล่า ว่า “อะไรเป็นอะไร” จริงอยู่ มันเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทำไมเราต้องมองหาแต่สิ่งที่มันต่างกัน มากกว่าหาสิ่งที่เหมือนกันหรือหาสิ่งที่อยู่ด้วยกันได้ บางอย่างมันไม่มีอะไรเกินจินตนาการของเราหรอก หากเราจะจับมันมารวมกัน และไม่แบ่งแยกมัน

ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมากที่เรามักจะเห็นว่า “ความรู้สึกแบบเด็กๆ” นี้มันสูญหายไปตามอายุเมื่อเด็กโตขึ้น ด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง

แทนที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะมัวแต่สอนเด็กให้เป็นอย่างตัวเอง … แล้วโตขึ้นมาก็จะก่อแต่ปัญหาแบบที่พวกเราๆ ก่อเอาไว้ทุกวันๆ นี่แหละ …. ลองมองและเรียนรู้สิ่งดีๆ จากเด็กบ้างจะเป็นไรไป … หรืออย่างน้อยๆ ให้เด็กรักษาจินตนาการของเค้าเอาไว้ให้ได้ อย่าไปทำลายเค้าให้เค้าคิดแบบเรา แต่ให้เค้า “มีจินตนาการอย่างมีประสบการณ์” มากขึ้น จะเป็นไปได้ไหม

ป.ล. ขอบคุณพี่ พี่รูฟ (@roofimon) ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายทำนะครับ นี่รูปจินตกรรมฝาผนังใต้บันไดบ้านพี่เค้า โดยผลงาน “น้องณมน” ลูกสาวพี่รูฟ ครับผม ;-)

You *ARE* “The Presenter”

เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเขียนถึงเป็นที่สุด ใน blog ก่อนหน้านี้ (สอน Presentation โครงการ SSME Fast Track) แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จนน่าจะเขียนแยกออกมาสักตอนมากกว่า และนี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่า “ผู้นำเสนอหลายคนลืมไปอย่างน่าเสียดาย” นั่นก็คือ

“You *ARE* The Presenter”


presenter.004.png

ใช่ครับ ในการนำเสนอ *คุณ* คือ ผู้นำเสนอ คุณคือสตาร์ของงาน การลืมเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ขนาดที่ผมถือว่าเป็น The #0 Common Mistake เลยทีเดียว (มันยิ่งกว่า #1 หรือ all words on slide ซะอีก) ทำไมหรือ?

  • หลายคนยอมให้ slide ของ presentation ต่างๆ เป็นดาวเด่นของงาน สายตาและความสนใจของผู้ฟัง อยู่บน slide ที่คุณใช้ (อ่าน) ไม่ได้สนใจคุณเลย หลายอย่างที่พูด ซึ่งอาจจะมีเกร็ดอะไรนอก slide อยู่บ้าง หรืออยู่มาก มันจะหายไป ซึ่งทางแก้ก็คือ ใช้ All-Words-on-Slide และ Lots-of-Bullets
  • แต่พอทำเช่นนั้น คุณก็จะไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ จะถูกจำกัดมากเกินไปกับการพูดตามสิ่งที่อยู่บน slide และผู้ฟังของคุณก็ไม่รู้จะโฟกัสที่ไหนดี ระหว่างฟังคุณ กับอ่านตาม ซึ่งทางแก้ก็คือ คุณก็ต้องพูดตาม slide ไปเรื่อยๆ คนฟังจะได้ไม่หลงหรือสับสน
  • แต่พอทำแบบนั้น ก็เท่ากับไม่โฟกัสกับความเป็นตัวของตัวเอง คิดแต่เอาเนื้อหาจากหนังสือ เนื้อหาวิชาการจากตำรา จากเว็บ หรืออะไรต่อมิอะไรมานำเสนอ มาใส่ไป แล้วมันจะเป็น Story ที่ Simple, Convincing, Concrete, Credible ได้ยังไง? แล้วคุณจะมีอารมณ์ร่วมกับมันมั้ย?
  • ที่สำคัญ คุณไม่มีทางมี eye-contact หรือ expressive expression ต่างๆ ได้อย่างมากพอ

เอาแค่นี้ ก็จบแล้ว


presenter2.020.png

RAW vs JPEG

ครั้งที่แล้วสัญญาไว้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรสนุกๆ กับเรื่อง Number Marketing: MP vs. Lens vs. Sensor Size แต่จำไม่ได้แล้วว่าจะเขียนอะไร พูดง่ายๆ ว่า “ลืม” เพราะไม่ได้ shortlist ไว้ –‘

งั้นเอางี้ วันนี้ขอเขียนอีกเรื่อง ที่เป็น Myth มานานแล้ว เรื่อง RAW กับ JPEG แทนก็แล้วกัน ขออภัยที่ผิดสัญญา แต่รับรองว่าสนุกไม่แพ้กันแน่นอน โดยก่อนอื่น ผมขอเคลียร์ก่อนว่า Myth ที่ว่านี้ คืออะไร

  1. ต้องถ่าย RAW ถึงจะสวย
  2. ไฟล์ RAW สวยกว่า JPEG
  3. อยากได้คุณภาพ ต้องถ่าย RAW เท่านั้น
  4. โปรเค้าใช้ RAW กันทั้งนั้น

ว่าแต่ไฟล์ RAW กับ JPEG คืออะไร?

RAW คือ “ข้อมูลแสงดิบๆ” ครับ ดิบๆ อย่างที่เซ็นเซอร์ (ตัวรับภาพ) ของกล้องรับภาพไว้ได้ ดังนั้นไฟล์ RAW จึง “ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด” และแต่ละกล้องจะมีวิธีบันทึกของตัวเอง แม้ว่าทาง Adobe จะพยายามสร้างมาตรฐานอย่าง DNG (Digital Negative) ขึ้นมาโดยหวังว่าจะเป็นมาตรฐานกลางของ RAW ที่ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมในวงกว้างเท่าไหร่นัก มีใช้อยู่ไม่กี่ยี่ห้อ (Leica เป็นหนึ่งในนั้น)

พูดง่ายๆ ผมถือว่า RAW เป็น “ฟิล์ม” สำหรับกล้องดิจิทัลครับ โดย concept มันเหมือนกับฟิล์ม negative มากๆ (ไม่งั้น Adobe คงไม่ตั้งชื่อ DNG)

สำหรับ JPEG นั้นแทบจะตรงข้ามกับ RAW เลยครับ JPEG คือ “รูปแต่งสำเร็จ” โดยตัวประมวลผลภายในกล้องเอง

ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับฟิล์มแล้ว JPEG ก็เหมือนกับรูปที่ “ล้างและอัดเสร็จแล้ว” (Processed) หรือว่าคิดว่ามันเหมือนกับกล้องโพลารอยด์ก็ได้ครับ ที่ถ่ายแล้วได้รูปสำเร็จเลย

ดังนั้น ในขณะที่ RAW จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเสนส์และเซนเซอร์รับภาพ และการแปลงเป็นดิจิทัลเท่านั้น JPEG จะขึ้นกับ image processer อีกตัวหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้ข้อมูลดิบดีขึ้น มีสีสันมากขึ้น แก้ข้อผิดพลาดต่างๆ ของเลนส์และเซนเซอร์ให้หายไป ก็ได้

ดังนั้นบางครั้ง รูป JPEG จากกล้อง สวยกว่า RAW ครับ สวยกว่ามากด้วย แต่ทั้งนี้ขึ้นกับกล้องครับ ว่าจะประมวลผลมันอย่างไร สำหรับหลายกรณี เช่น Leica M8 นั้น มี JPEG engine ที่ “ห่วยจัด” ก็อาจจะถ่าย RAW แล้วมาล้าง/อัดเองในโปรแกรมประมวลผลภาพ แต่สำหรับอีกหลายกรณี ภาพ JPEG จะดีกว่า RAW อย่างชัดเจนครับ เพราะว่าหน่วยประมวลผลภาพในกล้อง ได้แก้ไขข้อจำกัดเฉพาะกล้องให้เราเรียบร้อยแล้ว

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เนื่องจาก RAW มันเก็บข้อมูลแสงดิบๆ ไว้ให้เราอย่างครบถ้วน ดังนั้นเราก็เลยมีข้อมูลเท่าที่กล้องจะเก็บได้ เอาไว้ให้ process เองต่อ ซึ่งเราอาจจะตั้ง White Balance ใหม่ หรือเราจะดึงโน่นแต่งนี่ ได้มากกว่า เพราะว่าข้อมูลแสงมันยังอยู่เท่าที่เซนเซอร์จะเก็บได้

ดังนั้น ในขณะที่ “จากกล้อง” JPEG มีโอกาสจะสวยกว่า/ห่วยกว่า/เทียบเท่า RAW ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยประมวลผลภาพในกล้อง มันประมวลอะไรให้บ้าง ถ้าพูดถึงโอกาสนำมาแก้ไขและ process รูปต่อในภาพหลังแล้ว RAW มีมากกว่าเยอะมาก

แต่ว่า JPEG เดี๋ยวนี้เจ๋งนะครับ จากกล้องใหญ่ๆ หลายๆ ตัวนี่ เก็บข้อมูลเอาไว้ได้ดีแบบไม่น่าเชื่อเลย แต่ว่ากับกล้องหลายตัว มันค่อนข้างจะ over-processed อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการพยายามดึง detail มากเกินไป หรือ over-sharpen ซึ่งตัวอย่างนี้มีให้เห็นเยอะมากพอสมควร

มืออาชีพหลายๆ คนที่ผมรู้จัก ก็ไม่ใช่ว่าจะถ่าย RAW นะครับ ขึ้นอยู่กับว่าลักษณะการใช้งานภายหลังของเขา จะนำไฟล์นั้นไปใช้อย่างไร มองภาพที่ได้ เป็นข้อมูลตั้งต้น เอาไปแต่งต่อ ประมวลผลต่อ หรือมองเป็นภาพสำเร็จ จะมีแก้ไขก็ไม่มากแล้ว ซึ่ง JPEG ก็เก็บข้อมูลไว้ได้มากพอ ประกอบกับ JPEG processing ที่เก่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายคนเลือกใช้ RAW น้อยลง

สำหรับตัวผมเอง ผมเลือกแบบน้ีครับ

  1. Nikon D3, D3s ผมเลือกตั้ง JPEG ครับ เพราะถึงผมจะแต่งรูปหลังจากนั้น ส่วนมากก็เป็นการดึง contrast, saturation, fill light, black adjust เล็กๆ น้อยๆ ที่ JPEG ยังมีข้อมูลเหลือเฟือ แต่ถ้าเป็นรูปที่ผมตั้งใจจะทรมานมันต่อเยอะๆ (เช่น จะเอาไปทำ single RAW HDR) หรือคิดว่าจะเอาไปดึงมากหน่อย เห็นเป็นข้อมูลดิบมากกว่ารูปสำเร็จ ผมจะถ่าย RAW แน่นอน
  2. Leica M8 ถ่าย RAW ครับ เพราะว่าผมรับ JPEG มันไม่ได้เลย ตัวประมวลผล JPEG มันห่วยจัด ลองดูได้จาก DPReview ก็ได้ครับ
  3. Panasonic GF1 ทั่วไปจะถ่าย RAW เพราะ Default JPEG มัน over-processed พอสมควร นอกจากรูปที่ผมอยากจะได้ effect บางอย่างจาก film mode หรือ my color mode ต่างๆ แต่ถ้าจะถ่าย B&W ล่ะก็ จะตั้ง JPEG และใช้ Dynamic B&W แน่นอน
  4. Panasonic LX3 ตั้ง JPEG ครับ ทั้งที่ถ่าย RAW ได้ เพราะว่า JPEG กล้องตัวนี้จะแก้ไขข้อมูลเลนส์ของกล้องพอควร (เลนส์มี distortion ค่อนข้างเยอะ ในช่วง wide) ซึ่งผมขี้เกียจเอามาแก้เอง และ JPEG ของกล้องค่อนข้างจะได้คุณภาพดีอยู่แล้ว

ขอสรุปหน่อย จาก Myth ด้านบน คือ RAW ไม่ใช่รูปที่ “สวยที่สุด” หรือ “มีคุณภาพที่สุด” (ในแง่ของภาพ) แต่เป็นรูปที่ “มีข้อมูลดิบเยอะที่สุด ผ่านการประมวลผลน้อยที่สุด” ดังนั้น ถ้าคิดจะ process ต่อ RAW จะมีโอกาสทำอะไรต่ออะไรได้มากกว่า JPEG เยอะมากๆ นั่นแปลว่า “มีโอกาสจะสวยกว่า มีคุณภาพกว่า JPEG จากกล้อง” และ JPEG จากกล้อง อาจจะสวยกว่า RAW ก็ได้ ในหลายๆ กรณี ขึ้นอยู่กับตัวประมวลผล JPEG ในกล้อง

[update 1]: มีอีกเรื่องหนึ่งที่ RAW มีประโยชน์กว่าอย่างเห็นได้ชัด คือ “ถ้ากล้องมี White Balance (WB) ที่ไม่แม่นยำ หรือเชื่อถือไม่ค่อยได้” ครับ เพราะว่า RAW จะเก็บค่าของแสงแบบดิบๆ เอาไว้ นั่นหมายถึง อุณหภมิแสง (temparature & tint) ด้วย ทำให้เราปรับ WB ทีหลังได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีถ่ายที่ๆ แสงยาก หรือแสงที่หลอก WB ของกล้องได้ง่าย

ตรงนี้สำคัญนะครับ เพราะว่า WB (โดยเฉพาะ​ AWB) กล้องหลายตัวไม่แม่นเอาเสียเลย การถ่าย RAW เปิดโอกาสให้เราปรับตรงนี้เองในภายหลังได้มากขึ้นครับ

สำหรับผมเอง เจอแสงยากๆ เมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นกล้องตัวไหน ก็ถ่าย RAW ไว้ก่อนล่ะครับ (แต่ว่าถ้าแสงมันไม่ยากเกินไป หาจุดขาวอ้างอิงได้ ก็อาจจะใช้ Preset แล้วถ่าย JPEG ครับ สำหรับกล้องที่ปกติผมถ่าย JPEG อยู่แล้ว)

My Dad’s comment on “Generation Click”

ส่ง e-mail link บทความ “Generation Click” ให้พ่ออ่าน พ่อ e-mail กลับมาว่า

I just returned from KKU few minutes ago. Tomorrow, I will go to Chiang Mai and will return on Saturday. How about that?

The ‘Generation Click’ is good.

May be the academia has to work harder to bring the thinking process back to life. Or, the young generation will have to depend on some tools all the time. They cannot thinking about making the tools themselves.

Love,
Dad

Thank you Dad! Your comment really worths its own entry. It’s really that good! Let me repeat what I think is very important:

May be the academia has to work harder to bring the thinking process back to life. Or, the young generation will have to depend on some tools all the time. They cannot thinking about making the tools themselves

“Generation Click”

กลับบ้านคราวที่แล้ว นั่งคุยกับพ่อเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ทั้งเป็นผู้ใช้แบบ user จริงๆ และนักคอมพิวเตอร์ นักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และโปรแกรมเมอร์ generation ใหม่ ที่พ่อผมเรียกว่า Generation Click

คุณพ่อบอกว่า “พวก Generation Click เนี่ย ไม่เจอ icon ไม่เจอเมนู ให้ click ได้ แล้วทำอะไรไม่เป็นเลย” แล้วอีกไม่นาน ก็ต่อด้วย “แบบนี้เขียนโปรแกรมใช้งานเองลำบากแย่เลย เพราะเขียนโปรแกรมจริงๆ ก็แค่เอาคำสั่งพวกนั้นมาต่อๆ กัน ไม่ใช่เหรอ?”

อืมมมมมม เห็นด้วยแฮะ

ก่อนจะพูดต่อไป ขอพูดถึงตัวเองหน่อย ….. ผมอาจจะโชคดีพอ ที่เกิดมาทันสมัย DOS (เครื่องแรกในชีวิต ที่ตั้งที่บ้าน ใช้งาน DOS 5.0 — ไม่มีเมาส์ด้วยซ้ำไป) ทำให้การทำงานกับ command line เป็นอะไรที่เป็นเรื่องปกติ รู้สึก at home กับมันมาก อยากจะให้มันทำอะไร ก็สั่งมันตรงๆ เป็นคำสั่งๆ ไป และแต่ละคำสั่งก็จะมี option อะไรก็ว่าไป ไม่พอ กว่าจะเล่นเกมได้แต่ละเกมๆ ก็ต้องแก้ config.sys, autoexec.bat กันวุ่นวาย ถึงขนาดต้องเขียน batch file เอาไว้เปลี่ยนสองไฟล์นี้เอง ด้วยความรำคาญ

พอชีวิตเริ่มเจอ GUI มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Windows 3.x, Windows 95 ก็ได้ทุนไปเรียนญี่ปุ่น ก็พอเดินเข้าห้องคอมพิวเตอร์วันแรก ก็เจอ SGI IRIX เจอ GUI แบบไม่เคยเจอมาก่อน และต้องทำงานกับ Shell บน terminal emulator (ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าจะเป็น tcsh) ทำทุกอย่างบนนั้นหมด เหมือนกับเปลี่ยนโลกไปเยอะ จากนั้นเพื่อนๆ สนิทๆ กัน (Peter Suranyi, Janos Gyerik) ก็ยุให้เล่น Linux ก็เลยหามาลง ซึ่งก็กว่าจะหาทางทำให้ X-Windows มันทำงานได้ กว่าจะฯลฯ ได้ ก็แทบแย่

ประเด็นคือ การอยู่กับ terminal หรือ command prompt ทุกชนิดของผม ทำให้ผมมองการใช้งานคอมพิวเตอร์ เป็น “บทสนทนา” ระหว่างผมเอง กับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าผมจะใช้โปรแกรมอะไรก็ตามที่สามารถใช้งานในลักษณะ terminal ได้ จะเป็น MySQL, Octave, R หรือว่าโปรแกรมที่เป็น command line-based เช่น imagemagick ที่เอามาประกอบกับ shell scripting ได้ หรือว่า interactive programming environment ต่างๆ เช่น IRB, Python, Scheme, Haskell

กลับมาถึงบทสนทนาระหว่างผมกับคุณพ่อ

คุณพ่อผม เป็นนักปรับปรุงพันธ์พืช ที่ใช้ dBase 3 Plus ในการเก็บข้อมูล มานานมาก และเขียนโปรแกรมใช้งานเอง เริ่มจากใช้งานฐานข้อมูลนั้นๆ ทีละคำสั่งๆ แล้วก็เอาคำสั่งพวกนั้นมาต่อๆ กันเป็น routine/sub-routine และก็เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบัน เป็นโปรแกรมที่มีความซับซ้อนมาก และทำงานได้ดี ช่วยงานได้เยอะมาก

สิ่งที่ท่านพบก็คือ นักปรับปรุงพันธ์รุ่นใหม่ ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะในการวิเคราะห์ทางสถิติ หรือว่าการวิเคราะห์อื่นๆ กลับไม่ค่อยจะสามารถพัฒนากระบวนการคิดนั้นๆ ได้ และไม่สามารถที่จะมองความเชื่อมโยงระหว่าง process ระหว่างโปรแกรมได้เท่าไหร่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเขียนโปรแกรมเลย ยิ่งกว่านั้น ในการทำงานทุกอย่าง จะมองหาแต่ icon ของคำสั่ง กระบวนการทำงานโดยทั่วไปคือ select & click และมองไม่ออกว่า จริงๆ สิ่งที่ทำๆ อยู่เนี่ยแหละ คือ “การสนทนา” ที่หากว่าบันทึกไว้ มันก็คือการเขียนโปรแกรมน่ะแหละ แต่พวกนี้กลับรักที่จะทำทุกอย่างแบบ manual แทน (เพราะว่าตัวเองได้เป็นคน click icon คำสั่งกระมัง)

มันเลยกลับมาถึงเรื่องที่ผมบ่นๆ ไว้บ่อยๆ เรื่องนักศึกษาในสาขาวิชาที่ต้องเรียนเขียนโปรแกรม ซึ่งพบว่า มีปัญหากับกระบวนการคิดค่อนข้างเยอะ และไม่สามารถคิดอะไรในลักษณะ “เอาคำสั่ง มาต่อกัน” หรือ chain ของ Input-Process-Output ได้เลย

ผมลองตั้งโจทย์คร่าวๆ ว่า “มีไฟล์อยู่หนึี่งไฟล์ ข้างในไฟล์มีคำอยู่เยอะ ซ้ำๆ กัน ผมอยากรู้ว่ามีคำไม่ซ้ำกันทั้งหมดกี่คำ?” (ทั้งนี้ คำทุกคำ เป็นตัวเล็กหมด และไม่มีอักขระแปลกๆ ตัวอย่างเนื้อความในไฟล์คือ this is a cat this is a bat this is a map this is a phone)

เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีนักศึกษาสามารถคิด logic ของโจทย์นี้ได้แบบเป็นขั้นเป็นตอน ชัดเจน ได้แม้แต่คนเดียว ใน class ที่ผมสอน! ทั้งๆ ที่ logic มันง่ายแสนจะง่าย ก็แค่

  • เปิดไฟล์ เอาเนื้อความ
  • เอาเนื้อความในไฟล์มา แยกเป็นคำๆ
  • เอาคำที่ได้ มากรองเอาคำซ้ำออก
  • นับคำที่เหลือ

จะเห็นว่า มันก็เป็น chain ของ I-P-O อยู่ชัดเจนนะ คือ สมมติว่ามันเป็นฟังคชัน f, g, h, i ตามลำดับ ก็จะได้ว่าคำตอบของมันก็คือ i(h(g(f(x)))) … เขียนให้มันง่ายๆ กว่านี้หน่อย สมมติว่าเป็นฟังคชันชื่อ readfile, splitwords, unique_element, count ตามลำดับ ก็เป็น count(unique_element(splitwords(readfile(“filename”)))) ใช่มั้่ย จากนั้นก็แค่เอาไปดูว่า แต่ละภาษาหรือ environment เนี่ย เอามาทำแบบนี้ยังไงดี มีฟังค์ชันมั้ย ต้องเขียนเองมั้ย ถ้าจะเขียนเองจะต้องเขียนยังไง ก็แค่คิด I-P-O แบบเดิม ลงไปให้ลึกขึ้น เท่านั้น

ถ้าเขียนใน bash shell ก็คงเป็น

cat filename.txt | tr " " "\n" | sort -u | wc -w

ถ้าเป็น ruby ก็เป็น

File.read("filename.txt").split(" ").uniq.count

ถ้าเป็น haskell ก็เป็น

content <- readFile "filename.txt"
length (List.nub (words content))

ซึ่งจะซับซ้อนกว่าตัวอื่นๆ นิดหน่อย เพราะว่ามีเรื่อง IO String กับ String มาเกี่ยวข้อง (purely functional ก็แบบนี้แหละ)

แถม ... เป็น C++ ก็ยาวหน่อย (ไม่รวมพวกการ include library มาใช้นะ)

int main()
{
  ifstream fin("filename.txt");
  set<string> words;
  copy(istream_iterator<string>(fin), istream_iterator<string>(),
       inserter(words, words.begin()));
  cout << words.size() << endl;
  return 0;
}

จะเห็นว่า logic มันไม่ได้เปลี่ยนเลยสักกะนิด เพียงแต่ว่าอาจจะ verbose บ้าง รูปแบบต่างกันบ้าง คำสั่งต่างกันบ้าง

วันนั้นข้อสรุปของบทสนทนาระหว่างผมกับพ่อก็คือ Generation Click พบความลำบากมากกว่า ในการคิดสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เป็นขั้นตอน ด้วย text ด้วยคำสั่งต่างๆ ดังนั้นอาจจะช่วยได้ หากทุกคำสั่งมันมี icon หมด และลากมาวางต่อๆ กันได้ เหมือนกับ automator.app ใน Mac OS X หรือบรรดา visual programming ทั้งหลาย

สมัยผมสอน OOP ผมเคยให้ นักศึกษาเล่นกับ Alice ซึ่งก็เป็น visual programming พอสมควร ก็พบว่าได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ว่าพอถึงเวลาต้องไปเขียน code ซึ่งเป็น text ก็ยังพบปัญหาเดิมๆ อยู่ เทอมนี้ก็เลยขอหักดิบ ให้ใช้งาน shell มันซะเลย เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้นมาบ้าง

ลงท้ายด้วยการเผา advisee หน่อยละกัน ... เจอพวกที่แทนที่จะคิด logic ของระบบงาน กลับคิดแต่ว่าจะต้องใช้โปรแกรมอะไร ต้องเริ่ม click ที่ปุ่มไหน แล้วจะ click ปุ่มไหนต่อ งานถึงจะเสร็จ ....​ ฮา (ไม่ออก)

Wish List 2010 ในฐานะ “ผู้บริโภค”

ถึงจะยังไม่สิ้นปี … แต่ว่าก็คิด wish list สำหรับปีหน้าไว้หน่อยนึง นี่ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายของตัวเองนะ แต่เป็นสิ่งที่อยากได้ อยากให้เกิดขึ้น หรืออยากให้มี ไม่ใช่อุดมคติ ไม่ใช่หวังลมๆ แล้งๆ (เช่น อยากให้โลกสงบสุข อยากให้ทุกคนรักกัน อยากให้ตัวเองสุขภาพดี อยากให้ น.ศ. ตั้งใจเรียน ฯลฯ) เรียกว่า เป็น wish list ในฐานะ “ผู้บริโภค” ละกัน

ที่บอกว่า ปีหน้า เพราะว่าปีนี้ ให้ตายยังไงๆ ก็คงไม่เกิดขึ้น หรือเกิดแต่คงไม่ทันแน่ๆ

  • Nikon ขอร้องเถอะนะ ช่วยออก 28/1.4, 35/1.4, 135/1.8 VR (เรียงลำดับความอยากได้) มาหน่อยเถอะ รอเลนส์ Wide ไวแสงมานานแล้ว (อ่อ ตัวสุดท้ายไม่ Wide แต่อยากได้มากๆ)!
  • Apple ขอร้องเถอะนะ ข่วยทำให้ Magic Mouse มันใช้งาน Middle Button แบบ official ได้หน่อยเถอะ รับไม่ได้อย่างรุนแรง
  • Sigma ขอร้องเถอะนะ ช่วยทำ DP ให้มันใช้งานได้หน่อย และอยากได้เลนส์สัก 35/2 อ่ะ (แต่ว่าถ้ายากไป 50/2 ก็ยังดี … 41/2.8 มัน focal length ประหลาดๆ) ถ้าอันนี้ยาก ก็อันถัดไป ..ง
  • Ricoh ขอร้องเถอะนะ ช่วยเพิ่มขนาด sensor ให้กับ GR-DIII หน่อย ทุกอย่างโดนใจหมดเลย แต่ว่า sensor มันเล็กไปอ่ะ (แต่ว่าถ้ามันใหญ่ขึ้น ก็แลกกับขนาดที่จะใหญ่ขึ้นอ่ะนะ ….) จริงๆ ทำเป็น module 28/2 ที่มี sensor ใหญ่หน่อยนึง (ไม่ต้องถึงกับ APS-C หรือ 4/3 หรอก) สำหรับ GXR ก็ได้
  • Leica ขอร้องเถอะนะ ลดราคา M9 ลงมาหน่อยเถอะ ได้โปรด! (อยากได้มากๆ แต่ไม่มีตังค์พออ่ะ เพราะว่าคิดว่าจะต้องหาเลนส์ ASPH สักตัวด้วย)
  • ไม่รู้เป็นไรนะ แต่อยากได้ 25/1.4 บน m4/3 มากๆ เลย (17/2.8, 20/1.7 เอาจริงๆ มันยังไม่โดนอ่ะ … แต่ว่าเลนส์คงจะตัวใหญ่หน่อยแฮะ ไม่เป็นไรมั้ง ขนาด 50/1.4 ของ Sigma ยังคิดว่าตัวมันเป็น 85mm ได้เลย) หรือว่าสุดท้ายต้องหา 24/1.4 แล้วใช้ converter เอา? … ไอ้ option นี้ก็ดันมีแต่ Summilux ซะด้วยสิ แพงโคตร
  • ผู้ผลิตกล้องทั้งหลาย ขอร้องเถอะ จบ MegaPixels War ซะที (แต่ว่าสงครามนี้ก็เหมือนจะจบลงไปเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ในตลาด compact และไม่มีผู้ชนะซะด้วย มีแต่ผู้แพ้) แต่กันมาเพิ่มขนาด sensor แทน หรือไม่ก็เน้นเรื่อง lens หรือ innovation ใหม่ๆ ที่เป็น innovation เกี่ยวกับ “การถ่ายรูป” แทน (ไอ้พวกฟีเจอร์ที่มันเป็นเรื่องบ้าเทคโนโลยี ไม่ต้องมากนักก็ได้ มากจนน่าเบื่อ)
  • Canon ขอร้องเถอะ ช่วยลงมาเล่นเกม compact sensor ใหญ่กับเค้าซะที (Nikon มี patent เรื่องนี้หลุดมาเรื่อยๆ แต่ว่ารู้สึกว่า sensor จะเล็กกว่าชาวบ้าน — เล็กที่สุดในบรรดา compact sensor ใหญ่ทั้งหมด)
  • Apple ขอร้องเถอะนะ … ช่วยทำ MacBook Pro แบบจอขอบดำ และ Matte ทีเถอะ (ชอบจอขอบดำ .. แต่ว่าชอบ Matte ซึ่งตอนนี้อยากจะได้ Matte ก็ต้องเป็นขอบเทา — เอาแบบ official นะ)
  • ใช่ … Apple ขอร้องอีกแล้ว ทำอะไรก็ได้ ที่มันอ่านหนังสือง่ายๆ หน่อย จะเป็น Tablet, Big iPhone หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ออกมาด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง จะต่อคิวซื้อคนแรกเลย

เห็นว่าเป็น Wish list แบบ Consumer ชัดๆ แต่ว่าออกมาหมด ก็ใช่ว่าจะซื้อหมดหรอกนะ ไม่ไหวหรอก แค่ “มันคงสนุกดี” สำหรับหลายๆ กรณี ก็แค่นั้นแหละ

เปลี่ยนที่นี่เป็น Photo Blog ดีมั้ยนะ

หลังจากอยากจะทำ Photo Blog มานาน … แต่ว่าไอ้โปรเจคที่คิดๆ ไว้หลายตัว ก็แป้กๆ จะเป็นส่วนมาก จากหลายปัจจัย (เช่น ไม่ว่างทำ และผู้ช่วยทำก็ยังไม่ว่าง งานเข้ากันวุ่นวาย) ก็เลยคิดว่า งั้นเฉพาะส่วนตัวเอง ก็มาทำที่นี่เลยก็แล้วกัน เพราะว่าไหนๆ ก็ไม่มีที่ไปแล้ว

อืมมมม ต่อไปคงพยายาม post รูปที่ถ่ายๆ ไปจากวันเวลาต่างๆ ลงที่นี่บ้าง จะพยายามให้ได้ “วันละรูป” จาก concept เดิมที่เคยคิดจะทำเว็บๆ หนึ่งเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว

แต่ว่าคงจะไม่เริ่มพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้หรอกนะ รอหารือกับทีมงานก่อน ว่าจะทำโปรเจค “วันละรูป” ได้มั้ย ถ้าได้ จะรอไปเขียนที่นั่นเลย