ข้อคิดจากฟิสิกส์: F = ma

ขอเขียนอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่มีในหัวมานานแล้ว แต่ไม่เคยลงไว้ที่ไหน (เคยพูดบ้าง ตอนกินข้าว นั่งคุยกับเพื่อนๆ) … ก็คือเรื่องกฏนิวตันง่ายๆ เนี่ยแหละ

เราเคยท่องๆ กันมาใช่มั้ย กฏนิวตัน 3 ข้อ คือ F = 0, F = ma, F = -F …. เอ๊ะ ท่องกันถูกหรือเปล่าเนี่ย นี่มันไม่ใช่กฏนิวตันแล้ว นี่มันสูตรไว้ท่องเข้าห้องสอบไปแทนตัวเลข! กฏมันมีอยู่ว่า

  • ในสภาพไม่มีแรงกระทำ วัตถุย่อมรักษาสภาพการเคลื่อนที่
  • เมื่อมีแรงกระทำ F กับวัตถุมวล m วัตถุจะเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง a
  • เมื่อมีแรงกระทำ F จากวัตถุ 1 ไปยัง 2 จะมีแรงปฏิกิริยา -F จาก 2 ไป 1 ขนาดเท่ากัน แต่ทิศตรงกันข้าม

แล้วมันมีประเด็นอะไรให้เขียนถึงล่ะเนี่ย …. มีสิ ในการทำงานอะไรก็ช่าง ลองคิดว่าคน หน่วยงาน องค์กร ประเทศชาติ หรืออะไรก็ได้ ก็เป็นวัตถุ ที่มีสภาพการเคลื่อนที่ รักษาสภาพการเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง เคลื่อนที่เป็นอะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่หยุดนิ่ง ก็เป็นสภาพการเคลื่อนที่เช่นกัน

วัตถุนั้นๆ ก็ย่อมจะมีมวล มวลมากมวลน้อย ไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่ามีมวล สมมติว่าเป็น m ละกัน

ถ้าเราเห็นว่าวัตถุนั้นๆ กำลังเคลื่อนที่ไปในทางที่เราไม่อยากให้ไป หรือว่าคิดว่าจะต้องขับเคลื่อนอะไรมันบ้าง จะต้องทำยังไง? การจะเปลี่ยนการเคลื่อนที่ ก็ต้องสร้างความเร่ง การจะสร้างความเร่ง ทำยังไง?

จาก F = ma จะได้ว่า a = F/m จะพบว่า อืมมมมม “มวล” มันเป็น “ตัวถ่วง” นี่นา การจะเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนที่ จะต้องออกแรงมหาศาล เพื่อเอาชนะมวลที่ต้องตัวถ่วงจำนวนมาก ที่แต่ละตัว ก็จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ของมันเอง ใช่หรือไม่?

ว่ากันว่า คนเรากลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่อะไรหรอก เราก็แค่มวลก้อนหนึ่ง ที่พยายามรักษาสภาพการเคลื่อนที่ ใช่หรือไม่?

ทำอย่างไร ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง? ถ้าเอาเรื่อง Phase Transition มาคิด เราก็ต้องให้พลังงานมันสินะ แต่ว่าพลังงานที่ต้องใช้ในการสลายพันธะอะไรบางอย่าง มันก็คงต้องมาเอาการอยู่ เพราะว่ามวลหลายตัว ก็เป็นลักษณะ “มวลนิ่ง” มานาน และอย่างที่รู้ๆ กัน ว่ามวลนิ่ง เร่งให้เกิดปฏิกิริยาอะไรก็ยากทั้งนั้น สสารหลายตัวมีสภาพเหมือนกับมวลนิ่ง ไม่จับคู่กับสสารอื่นๆ เพื่อให้เกิดพันธะใหม่ๆ อะไรทั้งสิ้น

ไม่เป็นไร เราก็ให้พลังงานมันต่อไป คิดว่าสักวัน จะต้องถึงจุดเปลี่ยนแปลงใน Phase Transition สิน่า และเมื่อจุดนั้นมาถึง มวลส่วนมากของระบบนี้ ก็คงจะพร้อมที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสิน่า

แต่ว่านะ ยิ่งมวลมาก ก็ยิ่งขับเคลื่อนมันยากเท่านั้นแหละ ยกตัวอย่างง่ายๆ เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของรถยนต์คันนึง ง่ายกว่าเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของรถบรรทุกเป็นกอง

Blog entry นี้ มั่วนะครับ มั่วมาก และอย่าไปใส่ใจอะไร หรือหาข้อเท็จจริงทางวิชาการอะไรทั้งสิ้น มันไม่ใช่เรื่องฟิสิกส์ เพียงแต่ผมพยายามเอาข้อคิดจากฟิสิกส์ มาพูดถึงการขับเคลื่อนอะไรก็ช่าง ที่มันเป็นแบบนั้นมานานแล้ว รักษาสภาพการเคลื่อนที่อยู่แบบนั้น ในบางกรณีก็เป็น “มวลนิ่ง” อยู่แบบนั้น ก็เท่านั้นเอง

เออใช่ และลืมคิดไปเลยว่า ยิ่งออกแรง F ลงไปยังวัตถุที่เราพยายามผลักดันเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้รับแรง -F กลับมาจากวัตถุนั้นเท่านั้นแหละ

2009

ไม่ได้เขียน Blog มานาน และคิดว่าคงไม่ได้เขียนอีกนาน ไหนๆ เขียนแล้ว ก็ขอเขียน Year in Review ของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน แบบไม่เรียงลำดับนะ คิดอะไรออกก็เขียน และจะให้เวลาตัวเองในการเขียน Blog นี้แค่ 20 นาที เป็นอย่างมาก

  • ปรับตัวเข้ากับการบริหารงานแบบราชการๆ ได้มากขึ้น (แปลว่า ปลงตกมากขึ้น) การปรับแนวคิดให้เป็นแบบ Project-based มากกว่า Function-based หรือ Department-based คงเป็นได้แค่แนวคิด เพราะอย่างไรก็ตาม คนยังคิดแยกฝักแยกฝ่าย มากกว่าการช่วยกันทำงาน
  • งานองค์กร หลายอย่างคิด เริ่ม แต่ไม่เดินหน้า เพราะติดปัจจัยหลายอย่างที่คงไม่เหมาะที่จะเขียนลง Blog และเป็นปัจจัยนอกการควบคุม แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะ ความคิดที่ไม่เป็น Project-based หรือ Project-oriented ที่พูดเมื่อกี้น่ะแหละ
  • งานหลายอย่าง ที่เราเคยวาง priority ไว้ลำดับแรกๆ พอทำไปทำมา และหารือไปมากับหลายๆ ฝ่าย (ภายนอกองค์กร) กลับกลายเป็นว่า มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่า และผมเห็นด้วย ว่าสำคัญกว่าจริงๆ แต่ตอนแรกเรายังมองไม่เห็นงานพวกนี้มากพอ เข้าใจมันดีพอ ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นว่าต้องจัดลำดับความสำคัญของงานใหม่ งานบางตัวที่เริ่มไว้ ก็ต้องถูกลดความสำคัญลงไป
  • ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะทำงาน 10 ตัวพร้อมกัน โดยทุกตัวเป็น Top-priority ไม่ได้หรอกครับ ยังไงๆ ก็ต้องตัดให้มันเหลือแค่ 2 ตัว และตัวนึงเป็น A-Must และอีกตัวเป็น Nice-to-have ถึงจะทำงานได้ ถ้าทุกตัว Top-priority หมด แบบนี้ยังไงก็ทำงานไม่ได้ครับ
  • สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะพบกันระหว่างทางครับ และผมเองก็กำลังหาจุดที่อยู่ “ระหว่างทาง” นั้นอยู่ ว่าเรื่องไหน จุดไหนถึงจะเหมาะสม ซึ่งก็คงไม่มีจุดตายตัว จุดที่เหมาะสมที่สุด ฯลฯ อะไรทำนองนั้นแน่นอน
  • แต่คนในองค์กรหลายคนดีครับ ทำให้ยังมีใจทำงานให้มหาวิทยาลัยอยู่ได้ (ย้ำนะครับ ทำงานให้มหาวิทยาลัย)
  • เป็นปีที่ซวยพอสมควร มีเรื่อง Drama เกิดขึ้นเยอะหน่อย ไหนเลยจะโดนทุบรถ และอื่นๆ อีกพอควร จะสิ้นปีอยู่แล้ว ก็ยังไม่จบเรื่องจบราว
  • ถ่ายรูปน้อยลงมากๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง พอคอมพิวเตอร์หายไป รูปที่ชอบๆ ที่คิดว่าถ่ายได้ดีๆ สวยๆ มันหายไปหมดเลย (เพราะว่าไม่ได้ Backup รูปไว้) เลยหมดกำลังใจไปพักนึง และก็ไม่สามารถหาเวลาถ่ายรูปได้เหมือนเดิม (และไม่ค่อยกล้าพกกล้องไว้ในรถ “เผื่อมีโอกาสถ่าย” เหมือนเดิม)
  • แต่ก็ยังดี ที่งานที่ทำเล่นๆ ขำๆ เกิดพอจะได้เรื่องได้ราว ถ้าใครยังไม่ทราบ รบกวนดูที่ i sure, i cheer, i hear, i am petdo!
  • จากข้อเมื่อกี้ ขอบคุณน้องๆ ทีมงาน Urchin Image นะ ที่ทำให้โลกมันน่าอยู่ขึ้นบ้าง สำหรับพี่ ไว้หมดวาระ หมดเวรหมดกรรมในปัจจุบันเมื่อไหร่ พี่จะไปช่วยงานที่บริษัทเต็มตัวนะ หวังว่าคงจะอยู่กันถึงวันนั้น
  • ปลงตกมากขึ้นกับนักศึกษา การศึกษา และการเรียนการสอน
  • แต่อย่างน้อยๆ งานหลายๆ อย่างที่เคยคิดว่าจะเริ่มทำ ก็ได้เริ่มทำแล้ว และก็ทำเรื่อยๆ น่ะแหละ ไม่ได้คิดว่าจะเสร็จเมืิ่อไหร่ ตอนนี้ก็มีหนังสือ Rails ที่สุดท้ายก็คงปล่อยฟรี ไม่เขียนขาย เพราะว่าตัวเองก็อ่านโน่นนี่ฟรีๆ บนเน็ตมาเยอะ ไม่ได้กะจะรวยอะไรกับเรื่องนี้อยู่แล้ว และไม่ชอบ ไม่ถนัด กับการเขียนอะไรแบบเป็นทางการมากเกินไป
  • อ่อ iPhone Developer Camp ที่กรุงเทพ ก็ยังไม่ได้ทำสักที หวังว่าคงจะได้ทำบ้าง หลังปีใหม่ เพราะว่าอยากจะให้มันต่างจาก iPhone Training ที่ไปทำที่ Software Park ภูเก็ตบ้าง
  • มีไอเดียทำ iPhone App เยอะแยะเลย แต่ไม่ทำ ไม่่ใช่ไม่มีเวลา แต่เพราะเครียดจากเรื่องอื่น และหมดแรงจะไปลงกับมัน ตอนนี้อยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อตอนปี 2001-2004 มากๆ ที่ตอนนั้น เวลามีเรื่องเครียด จะเขียน code แก้เครียด … เป็นช่วงที่ productivity สูงที่สุดในชีวิต
  • แต่ว่า Cocoa Touch เป็นเฟรมเวิร์กที่สวยมากนะ ถ้าอยู่กับมันทั้งวันได้โดยไม่ต้องยุ่งกับอย่างอื่นเลยก็ดี อิจฉาหลายๆ คนที่สามารถใช้ชีวิตแบบนั้นได้
  • ดูหนังน้อยลงมากๆ และไม่ได้เขียนรีวิวหนังเลย มีหลายเรื่อง ที่จริงๆ ก็อยากจะเขียนถึง ถึงจะเป็นหนังที่เก่าหน่อย (เช่น Batman: Dark Knight) แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ไม่เขียน ขี้เกียจมั้ง
  • กลับมาเรื่องเรียนเรื่องสอน ปีนี้ภาษาที่ใช้ หวยออกที่ Scheme เป็นหลักและ Ruby (เล็กน้อย) ก็คงจะแทรกๆ พวก Linux อะไรพวกนี้ลงไปบ้าง ตามสมควร คงไม่มีภาษาอะไรที่ syntax มันไม่ยุ่งยาก และ uniform ทั้งภาษา ได้เท่ากับ ​Scheme แล้วมั้ง
  • เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนเหรอ? ย้ำอีกครั้ง ว่าปลงแล้วล่ะครับ
  • Archievement เล็กน้อยส่วนตัว …​ ในที่สุด ก็หาวิธีอธิบาย Higher-Order Function ได้แบบเนียนๆ และเป็นธรรมชาติมากๆ ได้แล้ว
  • โปรเจคเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายรูปหลายโปรเจค มีสถานะเป็น “ยังไม่มีการดำเนินการ” หรือ “หยุดกลางคัน” หรือ “ล้มเลิก” เช่น คนเล่นกล้อง วันละรูป ซึ่งตอนแรกจะทำเป็นเว็บแอพพลิเคชัน ส่วน Photographic Project ที่ทำอยู่หลายตัว ก็ค้างไปเฉยๆ เพราะว่ารูปหาย หมดแรงถ่ายใหม่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มๆ กลับมาถ่ายบ้างแล้ว ได้รูปถูกใจบ้าง แต่ยังไม่มี Keeper หรือรูปแบบโคตรๆ ได้อารมณ์ หรือ Decisive Moment เท่าไหร่
  • นั่นสิะ Blog ก็แทบไม่ได้เขียน
  • แก่ลงเยอะนะเนี่ย ขับรถเยอะๆ เดินทางไกลๆ แล้วร่างกายงอแง
  • เวลาอากาศเปลี่ยน ก็จะชิงไม่สบายเป็นคนแรกๆ ขององค์กรเลยซะด้วยซ้ำ
  • บ่นน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด เน็ตช้า บริการห่วย ฯลฯ เรื่องต่างๆ ที่เคยบ่นเวลาไปที่โน่นที่นี่ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าปลง อีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะเข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องธรรมชาติของคน เรื่องฯลฯ
  • กินข้าวน้อยลงเยอะ …. ส่วนมากตอนนี้เหลือแค่วันละมื้อ คือ มื้อเย็น ไม่รู้อยู่ได้ยังไงเหมือนกัน แต่มันเกิดอาการเบื่ออาหาร และไม่ค่อยอยากจะกินอะไรเท่าไหร่ ใน 5 วันทำงาน จะกินข้าวเที่ยงกับเค้าอยู่ประมาณวันสองวันเท่านั้นแหละ
  • เรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับผมก็คือ …. เดี๋ยวนี้ผมเริ่มต้นสัปดาห์ ด้วยการถามหาวันศุกร์ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้เลยในชีวิต เคยแต่อาทิตย์นึงมี 7 วัน ก็ทำงานมันซะเต็มๆ และไม่เคยคิดว่าเหนื่อย ไม่เคยคิดว่าอะไรทั้งนั้น คิดแต่ว่า “สนุก”
  • ถ้ากลับไปเป็นนายตัวเอง เต็มๆ ตัวอีกครั้ง … จะดีขึ้นหรือเปล่านะ?

เฮ้อ … ทำไมมีความรู้สึกว่า 30 ปีผ่านไป ชีวิตมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่ ยังไงก็ไม่รู้ … entry นี้คงเขียนแค่นี้แหละครับ พบกันใหม่ สวัสดีครับ


(ภาพจาก iampetdo.com ตอน “ขอ report”)

The way I see the world through lens

I just noticed how I see the world through my lens and record it on a photo:

howiseetheworld.jpg

This is a snapshot from my multiply front page. Can you see how many of the album cover have a ‘line’ (either ‘actual line’ or some sort of ‘imaginary line’) from approximately lower left corner to approximately upper right corner?

I guess I will have to look a bit deeper into my photo library to see if this is just coincident or I really see the world this way.

When you have lots of data and you start looking at them. Just look at them together, sometime you see ‘patterns’.

“กี่ล้านดีคะ”

เมื่อวานเดินผ่านแผนกกล้องของ Power Buys ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ก็เลยเดินๆ แวะๆ เข้าไปดู compact ซะหน่อยเผื่อจะมีอะไรน่าสนใจ (จริงๆ กำลังมองหา Panasonic Lumix LX3 อยู่)

พนักงานสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส

พนักงาน: “พี่ชื่ออะไร ขอเบอร์ได้มั้ยคะ”

ไม่ใช่ล่ะ อันนี้ล้อเล่น อันนี้สิของจริง

พนักงาน: “ดูเป็นกี่ล้านดีคะ”

เล่นเอาเอ๋อกินไปพักนึง พร้อมกับหัวเราะดังๆ ในใจ

ผม (คิด): “โห เล่นถามกันแบบนี้เลย”
พนักงาน: “พี่ จะดูเป็นกี่ล้านดีคะ”
ผม (คิด): “นี่ถ้าบอกไปว่า 30MP นี่จะเอา Hasselblad ออกมาให้มั้ยเนี่ย”
ผม: “ขอดูเรื่อยๆ ก่อนครับ”

ถึงผมจะไม่ได้ตอบอะไรไปมากกว่านี้ เพราะว่าไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับพนักงานมากกว่านี้ และไม่มีเวลาถามเล่นอะไรมากมาย แต่ว่าเราคงจะจินตนการ conversation มาตรฐานต่อไปนี้ออก

พนักงาน: “ดูเป็นกี่ล้านดีคะ”
ลูกค้า: “เอ่อ อยากได้ที่คุณภาพของภาพดีๆ ไฟล์สวยๆ คมๆ น่ะครับ”
พนักงาน: “งั้นนี่เลยค่ะ รุ่นนี้ออกใหม่ ขายดี 14.5MP นะคะ ยิ่งทำให้ภาพคมชัดมาก ถ่ายออกมาสวยค่ะ”

ครับ ไม่ใช่ความผิดของพนักงานครับ แต่ว่าอย่างที่พวกเราทุกคนทราบกันเป็นอย่างดี ว่านี่คือ “Megapixel Myth” อีกหนึ่งผลงานที่น่าภาคภูมิใจของ number marketing และส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Megapixel Race” หรือการแข่งกันปั๊มตัวเลข MP ของกล้องของบรรดาผู้ผลิตต่างๆ

Number marketing พูดง่ายๆ เป็นวิธีการทำการตลาดโดยอาศัย “ความไม่รู้” ของผู้บริโภคให้เป็นประโยชน์ โดยการ “บอกความจริงไม่หมด” หรือ “ไม่บอกปัจจัยทั้งหมด” และข้อความที่บอกนั้น “เป็นจริงในระดับหนึ่ง” ในขั้นต้น

เช่น มีครั้งหนึ่งเช่นกันในอดีตกาลอันไกลโพ้น ที่จำนวน MP มากกว่านั้นมักจะส่งผลให้ได้คุณภาพของภาพที่ดีกว่า นั่นคือสมัยที่กล้องยังมี MP น้อยๆ เกินไปอยู่ เช่นการเพิ่มจาก 1.3MP เป็น 2MP นี่น่าจะได้ภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้นจริง และยังคงอยู่ในความสามารถของเซนเซอร์ที่จะรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ว่ามันกลายเป็นความเชื่อทางการตลาด การพัฒนาจาก 7.1MP เป็น 8MP ก็ยังคงพอว่า แต่ว่าการพัฒนากันในปัจจุบัน ที่ยัดเยียดกันถึง 12-15MP ลงไปในเซนเซอร์ที่ไม่ได้มีขนาดเพิ่มขึ้น นี่ทำให้คุณภาพมันดีขึ้นเหรอ? มันเกินลิมิทของเซนเซอร์ขนาดเล็กของกล้อง compact ทั่วไปจะรับได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

ผมจะไม่พูดถึงเรื่อง “ฟิสิกส์ของแสงและอิเลคทรอนิกส์ในการรับภาพของเซนเซอร์กล้องดิจิทัล” ตรงนี้ เพราะว่าอันนั้นทำเป็นบทความวิชาการยาวๆ ได้เลย แต่ว่าเทียบง่ายๆ แบบนี้

ถ้าแสงที่เข้ามา (โฟตอน) เหมือนกับฝนที่ตกมาล่ะก็ การถ่ายรูปก็เหมือนกับการรองรับน้ำฝนน่ะแหละ เซนเซอร์ก็เหมือนกับภาชนะที่เอาไปรองน้ำฝน พวกกล้องแพงๆ อย่างพวก Medium format ก็เหมือนกันเอาอ่างอาบน้ำไปรับน้ำฝน พวก DSLR Full-frame ก็คงจะประมาณโอ่ง พวก DSLR ที่มี crop-factor ทั้งหลายก็คงอารมณ์กาละมังใหญ่ๆ

แต่ว่าพวกกล้อง compact เนี่ย ถ้าเป็น sensor ขนาด 1/1.7″ (หรือ 1/1.72″) ก็คงจะอารมณ์เดียวกับอ่างล้างหน้า ส่วนขนาด 1/2.33″ นี่คงจะขันน้ำ

นั่นคือขนาดเซนเซอร์ทั้งหมดนะครับ แล้วต้องมา “แบ่ง” ออกตามปริมาณ MP อีก ดังนั้นยิ่ง MP มาก ปริมาณน้ำที่แบ่งออกไปได้สำหรับแต่ละส่วนก็ยิ่งน้อยลงไปอีก

เช่น ถ้าเราจะแบ่งน้ำอาบนึง หรือว่าโอ่งนึง ออกเป็น 100 แก้ว เราคงจะได้น้ำล้นแก้ว หรือว่าได้แก้วใหญ่ๆ แต่ว่าถ้าเราจะต้องแบ่งน้ำขันนึงออกเป็น 100 แก้วเท่ากันล่ะ? คงได้กันแก้วละไม่กี่หยด

แล้วมัน matter ตรงไหนเนี่ย?

ไม่ต้องแปลกใจเลยครับ ที่กล้องที่มี sensor ใหญ่กว่าจะเก็บรายละเอียดของสีสันและแสง ได้ดีกว่ากล้องที่มี sensor เล็ก เพราะว่าถึงแม้ว่า pixel จะเป็นหน่วยย่อยที่สุดของภาพดิจิทัลและเป็นที่ทราบกันดีกว่า ยิ่ง pixel เยอะ ยิ่งเอามาต่อกันเป็นภาพใหญ่ได้เนียนมากขึ้น และน่าจะเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดียิ่งขึ้น … ภาพที่ได้จากกล้อง MP สูงแต่ sensor เล็กมักจะมีพลวัตของแสงและสีสัน (Dynamic range) ที่น่าผิดหวัง ไม่พอ ด้วยเหตุผลทางฟิสิกส์และอิเลคทรอนิกส์ … ยังทำให้มีสัญญาณรบกวน (noise) มากขึ้นอีกด้วย

เป็นหนึ่งในอีกเรื่อง ที่สุดท้ายแล้ว การนำปัจจัยเดียวจากหลายๆ ปัจจัย (เช่น MP อย่างเดียว ในหลายปัจจัยอื่นๆ เช่น Image processing engine, sensor, ฯลฯ หรือการนำ clock speed อย่างเดียวในเรื่องของ CPU design) มาทำการตลาดและโฆษณา ส่งผลให้เกิด Number marketing ที่ลงท้ายด้วย Number myth

และกำลังทำงาน against ตัวเองอย่างมากมาย

ผู้ผลิต CPU ยักษ์ใหญ่อย่าง Intel เคยเจอปัญหานี้มาแล้ว กับตอนที่ออก Pentium-M ที่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า Pentium-4 ด้วย clock speed ที่ต่ำกว่า แต่ตลาดไม่ยอมเชื่อว่า CPU ความเร็ว 1.7 จะทำงานเร็วกว่า CPU ความเร็ว 2.0

ตอนนี้ผมเชื่อว่าผู้ผลิตกล้องหลายรายก็กำลังเจอกันอยู่ ว่าจะตอบโจทย์ยังไงดี ว่ากล้อง 10MP ดีกว่า 14MP

ขนาด sensor เล็กที่กล้อง compact ส่วนมากใช้กันน่ะครับ 10MP ก็โคตรจะเต็มกลืนแล้ว แต่ว่าก็ยังมี MP bump กันเรื่อยๆ เมื่อรุุ่นใหม่ๆ ออกมา และผมก็ต้องผิดหวังทุกทีเมื่อเข้าไปดู spec แบบละเอียดใน web ที่ไม่มีการเพิ่มขนาด sensor เลย (เช่น Nikon Coolpix S710 14.5MP 1/1.72″ sensor เทียบกับรุ่นก่อนมัน S700 12MP 1/1.72″ sensor เท่ากัน) แล้วก็ต้องไปพยายามแก้ที่การพัฒนา Image processing engine แทน เพื่อจัดการกับ dynamic range และจัดการกับ noise หลังจากรับภาพเข้ามาเรียบร้อยแล้ว

แต่ว่ามันแก้ขีดจำกัดทางฟิสิกส์ของเซนเซอร์ไม่ได้หรอก รับเข้ามาดี ก็ยิ่งดีขึ้น (ยกตัวอย่างเช่น ทำไมกล้อง Nikon ซึ่งใช้ EXPEED Image processing concept engine เหมือนกัน ภาพจาก D700 ซึ่งเป็นกล้อง 12.3MP ถึงดีกว่า Nikon Coolpix S710 ซึ่งเป็นกล้อง 14.5MP แบบฟ้ากับเหว?)

แต่ก็ยังดีใจหน่อยนึง ที่รู้สึกจะมีหลายผู้ผลิต ให้ความสำคัญและความสนใจกับเรื่องนี้พอสมควร อย่างน้อยๆ ก็ Panasonic ที่ออก LX3 ด้วยการไม่เพิ่ม MP แต่ว่าไปเพิ่มขนาด sensor แทน ถึงแม้จะไม่ได้ใหญ่กว่าเดิมมากมายก็เถอะ แล้วก็ยังมี Sigma ที่ทำ DP1, DP2 ออกมาด้วยขนาด sensor ที่ใหญ่ผิดวิสัย compact

ผมหวังว่า แนวทางนี้คงจะยังไม่หายไป และหวังว่าเมื่อ “compact เปลี่ยนเลนส์ได้” (u4/3 ของ Olympus) ออกมาจริง จะดีขึ้น

และหวังว่าผู้ผลิตรายใหญ่ๆ เช่น Nikon, Canon, Sony จะกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น มันเป็นการ back-to-basic สำหรับปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากๆ เลยทีเดียว หลังจากทำสงคราม MP ที่ไม่มีใครชนะ และเกินขอบเขตที่ผู้บริโภคทั่วไป (ซึ่งเป็นตลาดของ compact) จะได้ประโยชน์แล้ว

การจัดการกับ MP สูงๆ ก็ทำได้แล้ว Image processing engine ที่ฉลาด จัดการกับ noise ได้ดี และจัดการกับ dynamic range ได้ดี ถึงจะเป็นภาพจากเซนเซอร์เล็ก ก็มีกันทุกคนทุกค่ายแล้ว ถ้าเปลี่ยนขนาดเซนเซอร์ ภาพที่ได้ก็น่าจะดีขึ้นเยอะเลย ไม่ใช่เหรอ

อีกอย่าง มันก็ยังคงเป็น “Number” ไม่ใช่เหรอ พวกทำ Number marketing ก็ยังคงทำได้นี่นา

ผมหวังว่าในอนาคต ผมจะได้ยิน conversation นี้ ถึงแม้โอกาสที่มันจะเกิดขึ้นจะน้อยมากๆ

พนักงาน: “จะดูเป็นแบบไหนดีคะ”
ลูกค้า: “อยากได้กล้อง compact ตัวเล็กๆ หน่อย พกสะดวกหน่อยครับ เอาไว้เที่ยวๆ เล่นๆ ถ่ายเรื่อยเปื่อยน่ะแหละครับ”
พนักงาน: “พี่ต้องใช้รูปใหญ่แค่ไหนคะ”
ลูกค้า: “แค่ดูในจอคอมพ์ 20″ หรือว่าขึ้นจอทีวี 30″ ที่บ้าน แล้วก็ถ้าจะอัดก็คงไม่เกิน A4 ครับ”
พนักงาน: “อืมมม งั้นใช้กล้อง 10MP คงพอค่ะ”
ลูกค้า: “ครับ งั้นสองตัวนี้ตัวไหนดีกว่ากันครับ”
พนักงาน: “ตัวนี้ sensor ใหญ่กว่าค่ะ ตัวนี้ 1/1.63″ อีกตัว 1/2.33″ ให้สีให้แสงดีกว่า noise น้อยกว่าค่ะ”
…………

ฝันกันต่อไป

ปล. เขียนไปเขียนมา ยาวกว่าที่คิดแฮะ

Dilemma …. again

Sometime you have to make a decision, which can’t be right yet can’t be wrong. You have to weight what you value most, which sometime everything seems equal.

Every decision you can make once and only once. The day you’re making it cannot be returned. Once made, it will forever alter the route of your life.

Sometime the smartest decision is also the most stupid one.

Close your eyes, imagine both course of your life on both side of the fence. However, you can’t be too certain whether your imagination is true or not. You can be too optimistic and can be too skeptic. Can you be both at the same time?

“Yes or No?” … or is it “Yes and No?”

Sometime what you want the most is not what you want the most. How could that be?

Are you ready for that decision? If so, which would you take?

Myself, can you hear me?

Nikon D90: หมดมุก?

เปล่าๆ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์เชิงลบอะไรทั้งนั้น Spec ดูดีออก จาก price point และ market position ของมัน เพิ่งโทรไปถามร้านประจำเมื่อเช้าว่าจะมาเมื่อไหร่ เผื่อจะเข้าไปนั่งเล่น เท่าที่ดูก็เข้าท่าดี เป็น hybrid ของ D300 กับ D80

  • Sensor: CMOS, Image Processing: EXPEED, LCD: 3″ แบบเดียวกับ D300
  • Picture Control แบบเดียวกับ D300
  • Noise: ไม่น่าจะแย่กว่า D300 เห็นมีคนบอกว่าเท่าที่ดูดีกว่า ไม่รู้ว่าอุปทานหรือเปล่า
  • Active D-Lighting, 3D Tracking AF แบบเดียวกับ D300 (แต่ว่า AF 11 จุดเหมือน D80)
  • งั้นสรุปว่า Imaging Functionality/Performance น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับ D300
  • แต่ว่า Camera Body/Usability/Performance น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับ D80 (ดีกว่าหน่อย)
  • หนักกว่า D80 นิดนึง คงเพราะเจ้า Sensor cleaning
  • เลนส์: 18-105 F3.5-5.6 VR เฉยๆ แฮะ ทั้งที่ช่วงน่าสนใจ แต่ F ปลายอยากได้ดีกว่านี้
  • ฯลฯ ขี้เกียจเขียน (ยังไม่เขียนถึงเรื่องการถ่ายวีดีโอ ของแบบนี้ดูจาก​ Spec ไม่รู้)
  • นิดนึง ….. ราคาน่าสนใจมาก (ราคาต่างประเทศ — เข้าไทยต้องดูอีกที)

แล้วทำไมผมว่ามันหมดมุกหว่า?

ก็สโลแกนมันบนเว็บ Nikon USA อ่ะดิ

อ่ะ List ให้ดูนะครับ ในหน้าของ DSLR บนเว็บ Nikon USA เท่าที่ List ณ ปัจจุบัน (เข้าเมื่อกี้นี้เอง)

  1. D3: Extraordinary Speed… Uncompromised Versatility
  2. D700: Power that Empowers. Agility Meets FXability
  3. D300: Exceptional Agility… Inspired Performance
  4. D200: Faster. Smarter. Stronger.
  5. D90: Exceptional Agility… Inspired Performance
  6. D80: Expert Design… Use With Passion
  7. D60: Incredible Pictures, Incredible Possibilities, Incredibly Easy!
  8. D40x: Incredible Pictures… Even Easier!
  9. D40: Incredible Pictures… Incredibly Easy!

อืมมมมมม ท่าทางจะหมดมุกแฮะ ถ้างั้น D300 ยังจะเรียกว่า Exceptional Agility ได้มั้ยเนี่ย

ปล. แก้ชื่อบทความ เนื่องจากนึกออกว่าคำว่า “มุกตลก” นั้นสะกดด้วย “ก” ไม่ใช่ “ข” …. ขออภัย

Programmer->Manager

จาก ข้อความของ @sugree ใน twitter

my profession is coding. don’t hire me to be manager. it’s useless.

ทำให้นึกถึงคำพูดของอาจารย์ชูศักดิ์ วรพิทักษ์ประโยคนึงมากๆ เลย ว่า “บ้านเรา” ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเติบโตในลักษณะทำนองนี้เท่าไหร่ (คือการเติบโตโดยใช้ technical skill เป็นไปได้ยาก) ถ้าอยากจะโตต้องขยับขยายไปเป็นผู้จัดการ หรือ Manager เท่านั้น ทำให้หลายๆ คนต้องกระเสือกกระสนอัพเกรดตัวเองไปเป็นระดับผู้จัดการ

และท่านก็ต่ออีกว่า

เราก็เอาโปรแกรมเมอร์ที่เก่งๆ (มักจะเป็นคนที่เก่งที่สุด) ไปโปรโมทเป็นผู้จัดการ ส่วนมากผลที่ได้ก็คือ เสียโปรแกรมเมอร์เก่งๆ ไปคนนึง แล้วก็ได้ผู้จัดการห่วยๆ มาคนนึงแทน

KID In Digital ก็เรียนรู้เรื่องนี้แบบ Hard-way ล่ะนะ แต่ตอนนี้น้ององ(คช) คนที่ลองทำงานเป็น Project manager อยู่ครึ่งปี ก็อยากจะกลับมาเขียน code แล้ว แต่ใครจะมาเป็น Project manager แทนล่ะ? เพราะว่าผมเองก็อยากจะกลับไปเขียน code เหมือนกัน……

จะว่าไป ผมก็ไม่ได้้เป็น Project manager ที่ดีเท่าไหร่หรอกนะ และไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นได้ดีด้วย ไม่ได้คิดว่าน้ององเป็นได้ดีเหมือนกัน เพียงแต่ว่าคนมันมีกันแค่นี้ ก็เลยต้องทดลองกันไปเรื่อยๆ ตราบใดก็ตามที่ยังทดลองกันได้อยู่

บางทีถ้าไม่ลองจับให้มีบทบาทบางอย่าง เราจะรู้ได้ยังไงว่าใครเหมาะ/ไม่เหมาะกับอะไรบ้าง ก็ต้องให้โอกาสกันเรียนรู้บ้าง

อย่าไปคิดว่าทุกอย่างมันจะต้องถูกต้อง เหมาะสม ไร้ที่ติ ไร้ข้อผิดพลาด ตั้งแต่แรก ตั้งแต่ต้นเลย ป่วยการ

ตาม “ธรรมชาติ” ของ “เครื่องมือ”

“มนุษย์” มีวิวัฒนาการมาร่วมกับ “เครื่องมือ” เสมอ เราสร้างเครื่องมือขึ้นมาตามความต้องการ และสุดท้ายเครื่องมือเหล่านั้นก็กลายมาเป็นตัวกำหนดลักษณะการใช้ชีวิตและการทำงานของเรา เห็น Loop กันไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เหมือนกับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ หรือว่าเครื่องมือที่เรียบง่ายกว่านั้นเช่นค้อน ไขควง กรรไกร ช้อนส้อม ฯลฯ

ผมเพิ่งจะมาสังเกตตัวเองว่าลักษณะการถ่ายรูปเปลี่ยนไป ตั้งแต่เปลี่ยนเลนส์ตัวหลักสำหรับการถ่ายรูปแฟน (ตามไปดูรูปใน rawitat.multiply.com เองเด้อ) จากเลนส์ซูม Tamron 17-50mm F2.8 มาเป็นพวกเลนส์ Portrait โดยเฉพาะมากกว่า ก็คือ Nikkor 85mm F1.8 และ Nikkor 105mm F2 DC (แต่ว่ารูปจากสองตัวนี้บน MTP ยังไม่ค่อยมีนะครับ รอรูปเกาะช้างหมดก่อน)

มุมที่เปลี่ยนไป ตำแหน่งยืนที่ต้องเปลี่ยนไป ทำให้ภาพที่ต้องเก็บ และเก็บได้อย่างธรรมชาติ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเมื่อก่อนที่ใช้ 17-50 ส่วนมากก็เก็บภาพบรรยากาศในการไปเที่ยวได้อย่างดี ออกจะแนวๆ ปนๆ Life นิดๆ เป็น

ถ่ายสถานที่ต่างๆ ที่มีนางแบบ (น้องเกด) อยู่เป็นฉากหน้า

เมื่อเปลี่ยนเลนส์ไปใช้ 85mm/105mm แล้วแนวการถ่ายภาพ (และแน่นอนภาพที่ออกมา) จะกลายเป็น

ถ่ายนางแบบ (น้องเกด) โดยมีสถานที่ต่างๆ เป็นฉากหลัง

หรือว่าบางทีก็แทบจะเป็นการ “ถ่ายนางแบบ” ล้วนๆ เพียวๆ เพราะว่าถูกบังคับด้วย “ธรรมชาติของอุปกรณ์”

ดูๆ แล้วอาจจะคิดว่า “เอ๊ะ แล้วมันต่างกันตรงไหน” ต่างกันชัดเจนมากมายครับ ลองคิดเล่นๆ ดูว่ามันต่างกันขนาดไหน เหมือนกับเราบอกว่า” ไปทำงานแล้วได้เที่ยวเป็นของแถม” กับ “ไปเที่ยวแล้วบังเอิญได้งานเป็นของแถม” เลยแหละ

ไว้อัพรูปอัลบั้มใหม่ๆ จาก D300 กับเลนส์พวกนั้นเมื่อไหร่ ก็คงจะเห็นใน MTP ครับ

แมนยู – บาร์ซ่า

ไม่ได้ดูนะ แต่ว่าฟังเค้าเล่ามาเยอะ และอ่านสถิติการครอบบอล การยิงประตู การทำเกม

นึกถึงความทรงจำห่วยๆ จากเกมที่เห็นแมนยูแข่งกับบาร์ซ่าเต็มๆ เกมครั้งแรก วันนั้นต้องเรียกว่าโดน Out-class อย่างสิ้นเชิง หรือว่าจะโดน Onslaught เลยก็ว่าได้

โดนยำเละ 4-0 และรูปเกมแย่กว่าที่แพ้มิลานเละเทะ (มิลานเล่นเหมือนซ้อมใหญ่) เมื่อปีก่อนอีก

ก็ยังดีที่คราวนี้เสมอแฮะ

ช่วงนี้แมนยูเริ่มกลับมาลูกผีลูกคนอีกล่ะ หลังจากดีๆ มาตลอดพักนึง เสมอแบบเกือบแพ้มาสองหนติดๆ คิดถึงอังคารหน้าแล้วสยองยังไงไม่รู้ ขอให้คืนฟอร์มหน่อยเถอะ ไม่งั้นคงจะหัวใจสลาย เพราะปีนี้นับว่าฟอร์มมาดีมาก คิดแล้วมีหวังได้สองแชมป์ ถ้าไม่ได้ซักแชมป์นี่คงจะเซ็งพิลึก

Dilemma (is it?)

What would you do if you face 2 choices. You have to decide where you really belongs, where you really have to be, or where you really want to be.

  • With people who alienated you, make you feel like a stranger, and all the feeling you have is ‘not belonging’.
  • With people who make you feel wanted, proud, like you’re the last jigsaw of his/her/their life that they had been searching for a long time.

It doesn’t seem a very tough choice to make.

One thing I know and learned after a long journey in my life: no one loves me like I do love myself.

So, for a choice, I made mine. I am staying with ones who don’t alienate me, don’t make me feel like a stranger, or make me feel not belonging. I am staying with ones who make me proud of what I do, of what I am. I am staying with ones who make me feel loved.

And if you were me, which one will you choose, regardless of ‘what each group actually is’?

I don’t think it is a difficult choice to make at all. So it’s not much of a dilemma isn’t it?