แปลหนังสือ/เขียนหนังสือ

ตอนนี้มีงานหนึ่งที่ผมกำลังทำอยู่ และไม่เสร็จง่ายๆ ก็คืองานบรรณาธิการหนังสือแปลเล่มหนึ่ง ที่จริงๆ แล้วก็ล่าช้ากว่ากำหนดมาพักหนึ่งแล้ว ก็บอกตามตรงว่า งานนี้ยากกว่าที่ผมคิดไว้ตอนแรกมากเลยทีเดียว และได้คติที่อยากจะเขียนลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ เผื่อจะมีประโยชน์กับนักเขียน/นักแปล/บรรณาธิการ/สำนักพิมพ์ ในอนาตต

ด้วยจรรยาบรรณ ผมขอสงวนชื่อทั้งหมด ทั้งหนังสือ ผู้แปล และสำนักพิมพ์เอาไว้นะครับ

ผมพบว่าผู้แปลหนังสือ “แปลไม่รู้เรื่อง” เป็นอย่างมาก ซึ่งขอสรุปเป็นเรื่องๆ อย่างคร่าวๆ ดังนี้

  • ใช้ภาษายากเกินความจำเป็นมาก หนังสือต้นฉบับเขียนด้วยภาษาอังกฤษพื้นๆ พื้นมากๆ เรียกได้ว่าเหมือนกับภาษาพูดธรรมดา แต่ว่าทำไมเวลาแปลแล้ว กลายเป็นภาษาไทยที่ไม่ธรรมดามาก ต้องปีนบันไดอ่าน ขึ้นไปสามสี่ชั้นก็ยังอ่านไม่รู้เรื่อง (แล้วจะปีนทำบ้าอะไร) ต้องแปลไทยเป็นไทย เรียบเรียงใหม่ในหัวตั้งหลายต่อหลายครั้ง
  • อิงกับตัวหนังสือ/ตัวอักษรมากไป จนสื่อเจตนา “ผิด” จากภาษาอังกฤษอย่างมาก แบบไม่น่าให้อภัย ถ้าดูทีละคำในประโยคว่าแปลว่าอะไร ก็อาจจะแปลถูกต้อง แต่ว่าถ้าดูพร้อมกันทั้งประโยค และยิ่งทั้งย่อหน้า ทั้งหน้า จะเห็นได้ว่าผิดแบบชัดเจน
  • เน้นภาษาสวย (อีกครั้ง) แต่อ่านแล้วไม่อินเลย ส่อให้เห็นชัดเจนว่าผู้แปลเป็นนักภาษา แต่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญความชำนาญอะไรเลยในเรื่องที่เค้ากำลังแปลอยู่ (พูดง่ายๆ ว่าไม่มี Domain Knowledge ในเรื่องนั้นๆ เลย)
  • โครงสร้างทุกอย่างที่ออกมา เป็น “ภาษาอังกฤษ” มากกว่าเป็นภาษาไทย มันขัดธรรมชาติของภาษาเรา ผิดจริตหลายอย่างมาก (แต่ว่าถ้าแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษ อาจจะเข้าท่ากว่า) เช่น มีการใช้ “-” แสดงประโยคขยาย/เสริม ในระหว่างประโยค ซึ่งภาษาเราไม่ใช้กัน เป็นต้น

สิ่งที่ผมอยากจะฝาก อยากจะเขียนถึง ไม่ใช่การด่าว่าใคร แต่อยากจะเอาความจริงที่ตัวเองพบมา ทั้งจากประสบการณ์เขียน แปล และบรรณาธิการหลายต่อหลายอย่าง ฝากให้คนที่มาอ่าน Blog ผมดังนี้

  • งานแปลหนังสือ จริงๆ แล้วมันคือ “งานเขียนหนังสือ” โดยอาศัยเค้าโครง โครงสร้าง การเรียงลำดับเนื้อเรื่อง จากหนังสือเล่มอื่นที่มีอยู่แล้วเท่านั้นเอง
  • ดังนั้นมันจะดีกว่า ถ้าเราคิดว่า ก่อนอื่น เราต้องการคนแปลหนังสือ แบบเดียวกับที่เราต้องการคนเขียนหนังสือ นั่นคือ ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ แต่เป็นคนที่มี Domain Knowledge ในด้านนั้นๆ โดยเฉพาะ ที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยได้ดีเป็นหลัก และพอจะอ่านภาษาต่างประเทศ (ภาษาต้นทาง) ออก เท่านั้นเอง
  • ทำไมน่ะหรือ เพราะว่าการแปลที่ดี ไม่ใช่แปลตัวอักษรออกมาให้ครบทุกตัว ทุกคำพูด ทุกบรรทัด ให้เหมือนต้นฉบับทุกวรรคทุกตอน แต่ว่าต้องเป็นการสื่อสาร “วิญญาณ” ของมันออกมาในอีกภาษาหนึ่งต่างหาก ดังนั้นหากผู้แปลไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อะไรเลย พูดง่ายๆ ว่า “ไม่อิน” กับเรื่องที่ตัวเองแปล มันจะออกมาแย่มาก เพราะว่านักภาษาหลายคน (จากประสบการณ์ที่พบ) มีแนวโน้มจะแต่งภาษาให้สละสลวย มากกว่าสื่อวิญญาณของมันให้ได้อย่างดิบๆ ตรงไปตรงมา
  • อย่าคิดว่า “ก็ให้นักภาษาแปลก่อน จะได้แปลถูกหลักภาษา แล้วค่อยให้คนมี Domain Knowledge แก้ไขทีหลัง” ให้คิดกลับกันว่า “ให้คนมี Domain Knowledge เขียนจากต้นฉบับภาษาต่างประเทศก่อน แล้วค่อยให้นักภาษาเกลาทีหลัง” จะดีกว่ามาก

“เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ยังคงใช้ได้เสมอกับกรณีเช่นนี้ หลายคนกลัวกับการ “เสียคำบางคำ” หรือว่า “เสียความถูกต้องของประโยคบางประโยค” ไป ก็จะพยายามมากมายก่ายกอง เพื่อรักษาตรงนี้เอาไว้ แต่ว่าลงเอยด้วยหนังสือทั้งเล่มที่มันอ่านไม่รู้เรื่อง ผิดเจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้แต่งหนังสือ ไม่สามารถสื่อวิญญาณของมันออกมาได้ … และที่สำคัญ เมื่อมองไม่ภาพรวม ภาษาที่แปลถูกต้องเป็นคำๆ นั้น รวมกันแล้วอาจไม่ใช่เนื้อความที่ถูกต้องก็ได้

ปิดท้ายละกัน ผมเจอประโยคนี้ “It takes all you’ve got to keep safe” …. ซึ่งในบริบทของเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น มันหมายถึงว่า “เราต้องทำทุกวิถีทางให้รอดจากอันตรายทั้งหลายแหล่” ….​ ดันไปแปลว่า “มันจะเอาทุกอย่างที่เราได้มา ไปเก็บไว้ในตู้เซฟ”

สุดตรีนมากครัฟ

2011 Resolution

ผ่านมาจะ 2 อาทิตย์อยู่แล้ว เขียนมันซะหน่อย … ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ

ทุกปีที่ผ่านมา ก็เขียนมันทุกปี ย้อนกลับไปดู ก็พบว่าทำได้น้อยกว่าที่คิดไว้ทุกปี ปีนี้จะ back-to-basic ล่ะ เอาแค่เท่าที่ทำได้ และคิดว่าจะทำได้จริงๆ

  1. ลด-ละ-เลิก การเล่น twitter … ถ้าอยากรู้ว่าทำไม ลองอ่านที่ผมเขียนเรื่อง Tron Legacy และเหตุผลส่วนตัวอื่นๆ ร้อยแปด
  2. กลับมาเขียน blog อย่าง active มากกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
  3. เลิกทำสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวเองซะ ไม่ว่าจะยังไงก็เถอะ ชีวิตมันสั้น ไอ้พวกงานบริหารอะไรเนี่ย ลาออกมันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ และอยู่ภายใต้สัญญาลูกผู้ชายที่ได้ให้ไว้กับใครบางคน
  4. กลับมาเป็นตัวของตัวเอง 100% … เลิกทุกสิ่งที่ทุกอย่างที่มันฝืนตัวเอง ไม่ว่าจะฝืนมากฝืนน้อย ไร้สาระและเสียเวลา … ลองมา 6 ปีเต็ม ไม่เวิร์กหรอก สังคมยอมรับ แล้วไง รับตัวเองไม่ได้โว้ย .. ช่วงหลังมีบางครั้งที่เผยความเป็นตัวเองแบบ “ดิบ” มาบ้าง ก็พบว่าคนที่รับได้ก็มี คนที่ชอบก็มี “ไม่น้อยเสียด้วย”
  5. ทุ่มเทเรี่ยวแรงการทำงานทั้งหมดที่มี ให้กับ “โปรเจคสุดท้ายในชีวิต”
  6. นอกนั้น หนังสือ iOS Development เล่มแรกต้องเสร็จ และถ้าฟลุ๊ค อาจจะมีเล่มสอง
  7. เขียน app, สอนเขียน app, เขียนหนังสือสอนเขียน app, ถ่ายรูป … ชีวิตเหลือแค่นี้ จะมีความสุขมาก

ไม่ขออะไรมากกว่านี้แล้ว โดยเฉพาะข้อ 3,4,5 “ต้องทำให้ได้”

#Petdo (Talkshow)

วันที่ 24 เดือนกรกฎาคมนี้ จะมีงาน talkshow ในชื่อ #petdotalkshow ที่หอประชุมปรีดีย์ฯ ซอยทองหล่อ กรุงเทพนะครับ

ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอเล่าประวัติเรื่องนี้สักเล็กน้อย


p7.png
ตอน “ไม่ได้จ้างมาสร้างบั๊ก”

“Petdo” (@petdo ใน twitter หรือที่เว็บไซต์ iampetdo.com) เป็นการ์ตูน 4 ช่องจบในตอน (เป็นส่วนมาก มีเป็นตอนต่อบ้างเป็นบางครั้ง) ที่มาจากผลงานสร้างสรรค์ของน้องๆ ที่เพิ่งจบการศึกษาจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มีความฝันและมาก่อตั้งทีมงานด้วยกันในชื่อบริษัท Urchin Image โดยได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ม.ศิลปากร ซึ่งตัวผมเองเคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการอยู่ในระยะหนึ่ง โดยน้องต้น (@bluefrog_su) เป็นตัวตั้งตัวตีและเรี่ยวแรงหลัก มาพร้อมกับๆ เพื่อนอีกหลายคน คือ น้องสิงห์ น้องกก น้องฟลุ๊ค น้องลี น้องจุ๊บ (ชื่อจริงชื่อ น้องบริสุทธิ์ … แต่เป็นผู้ชายนะ หน้าโหดหนวดเฟิ้ม … “ตาหนวด” ในเรื่อง Petdo จริงๆ ก็ได้แบบมาจากคนนี้นี่แหละ ไม่ใช่ผม) น้องโหน่ง โดยมีความฝันอยากจะทำ Digital Content เกม งานออกแบบ งาน animation ฯลฯ ตามสาขาที่จบมา


p4.png.jpg
ตอน “ยุบองค์กรหนี”

แต่ด้วยความที่เป็นทีมงานใหม่ ประสบการณ์ไม่มี ผลงานไม่มี ก็ดิ้นรนกันไป รับงานกันไปเรื่อยๆ โดยแต่ละงาน ก็ได้เรียนรู้โลกความเป็นจริง ส่วนมากจะ under-budget, over-expectation แต่ไม่เป็นไร ได้เรียนรู้ และก็ประสบการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีโปรดักท์เป็นของตัวเองสักทีหนึ่ง

สักพัก ก็ได้ทีมงานเพิ่มขึ้น คือ น้องเกด ที่อยากทำงานออกแบบเว็บไซต์ และน้องเพชร ที่เคยรับงานทำเว็บและเขียนโปรแกรมมาบ้าง มาอยู่ในทีมด้วย แต่งานหลักก็ยังคงเป็นการรับงานเล็กๆ น้อยๆ เป็นหลัก


p1.png.jpg
ตอน “Petdy ที่รัก”

ตัวผมเอง ก็เหมือนอยู่ในฐานะ “พี่เลี้ยง” ของน้องๆ กลุ่มนี้ ซึ่งข่วยด้วยความที่อยากเห็นความฝันของน้องๆ เป็นจริง ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น และพยายามจะช่วยคิดหาโปรดักท์ของน้องๆ เอง ขึ้นมาให้ได้สักตัว ก็คิดหลายอย่าง ลองผิดลองถูกอยู่หลายอย่าง แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นทางสว่าง (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร) ทรัพยากรเวลา ที่น้องๆ เหล่านี้ขอทางบ้านมา เพื่อขอลองผิดลองถูกกับชีวิต ก็ร่อยหรอไปทุกวัน

และแล้ววันหนึ่ง ผมเดินเข้ามาในออฟฟิสของน้องๆ เพื่อช่วยคิดหาทางและให้กำลังใจต่อไป ก็เห็นตัวการ์ตูนตัวหนึ่ง ที่น้องกก (@yoshikokvin) วาดเอาไว้เล่น ก็เลยเกิดไอเดีย “ไอ้นี่แหละ! โปรดักท์ล่ะ!” ซึ่งก็เหมือนกับฟางเส้นสุดท้ายอีกเส้นครับ อะไรคว้าได้ ลองได้ ก็ลองไปเลย และแล้ว “Petdo” ก็เกิดขึ้น ด้วยคอนเซปท์ที่อยากเป็นการ์ตูนแบบ Dilbert หรือ Garfield

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใกล้กับงาน Twiter BKK ครั้งที่ 3​ ซึ่งตัวผมเองก็ได้เสนอตัวไปพูดไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ก็เลยคิดว่าจะใช้ตัวการ์ตูนนี้ในงานนั้น เพื่อช่วยเหลือน้องๆ ในการโปรโมทงานที่เกิดจากความคิดของน้องๆ เค้า การตอบรับจาก Twitter BKK ดีพอสมควร ถึงโดยส่วนตัวผมจะยอมรับเลยว่า performance ผมบนเวทีวันนั้น “ห่วยมาก” ถึง “มากที่สุด” ก็ตาม


p2.png.jpg
ตอน “นี่แหละ ปัญหา”

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้ Urchin Image เกิดการ “แพแตก” ไประดับหนึ่ง น้องๆ หลายคนที่ร่วมสร้างฝันมาด้วยกัน ก็ไปหางานทำ งานที่เหมาะและได้ทำสิ่งที่เค้าต้องการจะทำจริงๆ ซึ่งที่ Urchin Image ยังไม่มี scale พอที่จะรับงานระดับนั้นได้ แต่ก็ยังมีน้องอีกไม่กี่คนเหลืออยู่ ที่ยังคงอยากจะสู้ต่อไปกับหนึ่งโปรดักท์ที่พวกเขาสร้างขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็คือรับงานอื่นๆ ช่วยเรื่องทุนทรัพย์ต่อไปเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ การ์ตูน Petdo วาดมาแล้วถึง 118 ตอน โดยออกทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ โดยคนทำงานหลักๆ คือ น้องสิงห์ (@singya_cosmo คนที่วิ่งเอาตุ๊กตามาให้ผมไหว้ บนเวที #igniteTH) ซึ่งทำโดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นจากงานนี้ ตั้งแต่วันแรกจนถึงทุกวันนี้ น้องสิงห์ก็ยังคงทำและตั้งใจทำอยู่เหมือนเดิม


p3.png.jpg
ตอน “คอมพิวเตอร์มันเร็ว”

ผมเองอยากจะให้ Petdo เป็นโปรดักท์ที่อยู่รอดได้ด้วยตัวมันเอง และให้น้องๆ ที่สร้างสรรค์งานนี้ขึ้นมา หาเลี้ยงชีพได้จากผลงานของตัวเอง ที่เป็นผลงานที่เค้าภูมิใจ ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะสร้างเสียงหัวเราะให้กับใครหลายๆ คน

ผมเคยพูดกับน้องๆ เหล่านี้เสมอ ว่าเราควรจะมีเงินพอมีพอใช้ ไม่ต้องถึงกับรวย ด้วยการทำให้คนอื่นมีความสุข เงินที่เราได้ ควรเป็นอัตราส่วนแปรผันตรงกับความสุข/เสียงหัวเราะที่เราได้สร้างให้กับคนอื่น


p5.png.jpg
ตอน “โรงเรียนของเราน่าอยู่”

Petdo ไม่ใช่ผลงานของผม ถึงหลายๆ คนจะเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น และยกย่องให้ผมเป็น “ผู้สร้าง” ก็ตาม แต่ Petdo เป็นผลงานของน้องๆ ใน Urchin Image ตั้งแต่ต้น จนถึงตอนนี้ และก็จะยังคงเป็นต่อไป อยากให้หลายๆ คนเข้าใจด้วย ว่าทำไมผมไม่ “ทำการกุศล” กับงานชิ้นนี้ …. (ถ้างานชิ้นนี้เป็นงานส่วนตัวของผม ผมคงจะทำการกุศลกับงาน Petdo นี้ได้ไม่ยาก และไม่ต้องคิดมากเท่าใดนัก)

ผมเป็นเพียงพี่เลี้ยงของน้องๆ กลุ่มนี้เท่านั้น โปรดักท์ของ Petdo ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา Talkshow หมวก เสื้อ น้องกลุ่มนี้ทำเอง โดยผมมีหน้าที่แค่ให้คำปรึกษา ซึ่งผมขอยอมรับตามตรงเลยครับ ว่าผมอยากเห็นน้องๆ กลุ่มนี้อยู่รอดให้ได้ ด้วยสิ่งที่เค้าอยากสร้างขึ้น ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน และไม่ทราบเลยจริงๆ ว่าจะได้อีกนานแค่ไหน ด้วยสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ที่ยังไม่มีโปรดักท์หลัก ที่สามารถทำเงินเลี้ยงตัวเองกันได้)

และอยากจะบอกว่า งานนี้ “ผมไม่ได้อะไรแม้แต่บาทเดียว!” เพราะว่าผมได้สิ่งที่ผมต้องการแล้ว นั่นคือ แค่ได้เป็นพี่เลี้ยงของน้องกลุ่มนี้ ที่ทำเพื่อฝันของตัวเอง สนุกกับงานที่ทำ และเห็นน้องๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นความสุขและเป็นเกียรติที่สุดของผม ในฐานะพี่ชาย ในฐานะอาจารย์ แล้ว …

ดังนั้น “รักการ์ตูน Petdo ชอบการ์ตูน Petdo …​” พบกันที่ Petdo Talkshow นะครับ! (Click ที่นี่ หรือ Banner ด้านบนเลยครับ)


p8.png.jpg
ตอน “ก็หนูจะเอาง่ะ”

ป.ล. เนื้อหาของ Talkshow จะมีดังนี้ครับ (ขอรับรองด้วยเกียรติของ[อดีตโคตรๆ] ลูกเสือ ว่าเน้น “ฮา” และ “สร้างสรรค์” ไอ้ด่ากันน่ะ “ผมไม่เอาด้วย”

  • User vs. Developer
  • ขำขันการศึกษา
  • เก็บตกจากร้านขายของ IT

rawitat.com: 2009 และทิศทางใน 2010

ปี 2009 เป็นปีที่ผมอัพเดท weblog ส่วนตัวน้อยที่สุด ตั้งแต่เริ่มเขียน blog มาที่ blogspot, exteen, เว็บไซต์ที่ภาควิชา ก่อนจะย้ายมาที่นี่ .. นั่นคือ แทบไม่ได้อัพเดทเลย และหายไปทีละหลายๆ เดือน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเริ่มเล่น social network ต่างๆ มากขึ้น อะไรหลายๆ อย่าง แทนที่มาเขียนในนี้ ก็ไปเขียนใน twitter (@rawitat) ซะเป็นส่วนมาก

แต่ด้วยเหตุผลส่วนตัวหลายๆ อย่าง ทำให้ผมเลิกเล่น twitter พร้อมกับ instant messaging ทุกอย่าง ซึ่งนั่นแปลว่า ต่อจากนี้ผมอาจจะกลับมาเขียน blog มากขึ้นมั้ง

เช่น ตอนที่ผมเล่น twitter นั้น แทนที่จะมาเขียนรีวิวหนังที่ดูไปในนี้ ผมก็ไปบ่นๆ สามสี่ข้อความใน twitter ผมก็มีความรู้สึกว่า พอแล้ว นั่นทำให้ผมเป็นคนละเอียดน้อยลง ฉาบฉวยมากขึ้น กับการเขียนรีวิวอะไรต่างๆ

ซึ่งเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือ โปรแกรม ภาษาโปรแกรม ไลบรารี่ ของเล่นต่างๆ ก็เข้าประเด็นเดียวกันทั้งนั้นเลย … อ่อ รวมถึงเรื่องกล้องเรื่องเลนส์ด้วย

ผมเคยคิดจะทำ blog เฉพาะทางมากขึ้น นอกจากที่ Thai Mac Geeks ซึ่งตัวหนึ่งก็ทำเกือบเสร็จแล้ว ทดสอบแล้ว เหลือแต่ปรับนิดปรับหน่อยเท่านั้น แต่ว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำ และจากประสบการณ์ที่ทำ Thai Mac Geeks ก็พบว่า การผลักดัน community เฉพาะทางนั้น ไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อไม่มีกิจกรรมอะไรอย่างต่อเนื่อง

ผมก็ยังคิดว่าจะทำ blog เฉพาะทาง แต่ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้

ดังนั้นก็เลยมาถึงทิศทางของ blog นี้ในปี 2010

  • จะกลับมาเขียนให้บ่อยขึ้น จริงๆ ก็สัญญาแบบนี้ทุกปีน่ะแหละ แต่ปีนี้คงจะทำได้น่ะแหละ เพราะว่าเลิกเล่น social network (อาจจะนอกจาก multiply ทั้ง แต่อาจขยับไปเล่น flickr แทน) แต่หลายอย่างอาจจะไม่ละเอียดเท่าเดิม เพราะว่าติดนิสัยเขียนทวิตเตอร์พอสมควร
  • เนื้อหาคงแบ่งเป็นไม่กี่ประเภท เรื่องถ่ายรูป อุปกรณ์ถ่ายรูป คงเป็นหลัก จนกระทั่งตัดสินใจกลับมาทำวันละรูป และคนเล่นกล้อง ต่ออีกครั้ง ส่วนเรื่อง Mac คงเขียนลง Thai Mac Geeks เรื่องการพัฒนาโปรแกรมคงไม่ค่อยมี เพราะไม่ค่อยได้เขียนเอง เรื่องอื่นๆ คงมีบ้าง
  • อยากจะทำ Photo Blog มากมาย ดังนั้น blog นี้จะกลายเป็น Photo Blog ส่วนตัวของผมครับ ซึ่งจะพยายามโพสท์ให้ได้สัปดาห์ละรูป

Wish List 2010 ในฐานะ “ผู้บริโภค”

ถึงจะยังไม่สิ้นปี … แต่ว่าก็คิด wish list สำหรับปีหน้าไว้หน่อยนึง นี่ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายของตัวเองนะ แต่เป็นสิ่งที่อยากได้ อยากให้เกิดขึ้น หรืออยากให้มี ไม่ใช่อุดมคติ ไม่ใช่หวังลมๆ แล้งๆ (เช่น อยากให้โลกสงบสุข อยากให้ทุกคนรักกัน อยากให้ตัวเองสุขภาพดี อยากให้ น.ศ. ตั้งใจเรียน ฯลฯ) เรียกว่า เป็น wish list ในฐานะ “ผู้บริโภค” ละกัน

ที่บอกว่า ปีหน้า เพราะว่าปีนี้ ให้ตายยังไงๆ ก็คงไม่เกิดขึ้น หรือเกิดแต่คงไม่ทันแน่ๆ

  • Nikon ขอร้องเถอะนะ ช่วยออก 28/1.4, 35/1.4, 135/1.8 VR (เรียงลำดับความอยากได้) มาหน่อยเถอะ รอเลนส์ Wide ไวแสงมานานแล้ว (อ่อ ตัวสุดท้ายไม่ Wide แต่อยากได้มากๆ)!
  • Apple ขอร้องเถอะนะ ข่วยทำให้ Magic Mouse มันใช้งาน Middle Button แบบ official ได้หน่อยเถอะ รับไม่ได้อย่างรุนแรง
  • Sigma ขอร้องเถอะนะ ช่วยทำ DP ให้มันใช้งานได้หน่อย และอยากได้เลนส์สัก 35/2 อ่ะ (แต่ว่าถ้ายากไป 50/2 ก็ยังดี … 41/2.8 มัน focal length ประหลาดๆ) ถ้าอันนี้ยาก ก็อันถัดไป ..ง
  • Ricoh ขอร้องเถอะนะ ช่วยเพิ่มขนาด sensor ให้กับ GR-DIII หน่อย ทุกอย่างโดนใจหมดเลย แต่ว่า sensor มันเล็กไปอ่ะ (แต่ว่าถ้ามันใหญ่ขึ้น ก็แลกกับขนาดที่จะใหญ่ขึ้นอ่ะนะ ….) จริงๆ ทำเป็น module 28/2 ที่มี sensor ใหญ่หน่อยนึง (ไม่ต้องถึงกับ APS-C หรือ 4/3 หรอก) สำหรับ GXR ก็ได้
  • Leica ขอร้องเถอะนะ ลดราคา M9 ลงมาหน่อยเถอะ ได้โปรด! (อยากได้มากๆ แต่ไม่มีตังค์พออ่ะ เพราะว่าคิดว่าจะต้องหาเลนส์ ASPH สักตัวด้วย)
  • ไม่รู้เป็นไรนะ แต่อยากได้ 25/1.4 บน m4/3 มากๆ เลย (17/2.8, 20/1.7 เอาจริงๆ มันยังไม่โดนอ่ะ … แต่ว่าเลนส์คงจะตัวใหญ่หน่อยแฮะ ไม่เป็นไรมั้ง ขนาด 50/1.4 ของ Sigma ยังคิดว่าตัวมันเป็น 85mm ได้เลย) หรือว่าสุดท้ายต้องหา 24/1.4 แล้วใช้ converter เอา? … ไอ้ option นี้ก็ดันมีแต่ Summilux ซะด้วยสิ แพงโคตร
  • ผู้ผลิตกล้องทั้งหลาย ขอร้องเถอะ จบ MegaPixels War ซะที (แต่ว่าสงครามนี้ก็เหมือนจะจบลงไปเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ในตลาด compact และไม่มีผู้ชนะซะด้วย มีแต่ผู้แพ้) แต่กันมาเพิ่มขนาด sensor แทน หรือไม่ก็เน้นเรื่อง lens หรือ innovation ใหม่ๆ ที่เป็น innovation เกี่ยวกับ “การถ่ายรูป” แทน (ไอ้พวกฟีเจอร์ที่มันเป็นเรื่องบ้าเทคโนโลยี ไม่ต้องมากนักก็ได้ มากจนน่าเบื่อ)
  • Canon ขอร้องเถอะ ช่วยลงมาเล่นเกม compact sensor ใหญ่กับเค้าซะที (Nikon มี patent เรื่องนี้หลุดมาเรื่อยๆ แต่ว่ารู้สึกว่า sensor จะเล็กกว่าชาวบ้าน — เล็กที่สุดในบรรดา compact sensor ใหญ่ทั้งหมด)
  • Apple ขอร้องเถอะนะ … ช่วยทำ MacBook Pro แบบจอขอบดำ และ Matte ทีเถอะ (ชอบจอขอบดำ .. แต่ว่าชอบ Matte ซึ่งตอนนี้อยากจะได้ Matte ก็ต้องเป็นขอบเทา — เอาแบบ official นะ)
  • ใช่ … Apple ขอร้องอีกแล้ว ทำอะไรก็ได้ ที่มันอ่านหนังสือง่ายๆ หน่อย จะเป็น Tablet, Big iPhone หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ออกมาด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง จะต่อคิวซื้อคนแรกเลย

เห็นว่าเป็น Wish list แบบ Consumer ชัดๆ แต่ว่าออกมาหมด ก็ใช่ว่าจะซื้อหมดหรอกนะ ไม่ไหวหรอก แค่ “มันคงสนุกดี” สำหรับหลายๆ กรณี ก็แค่นั้นแหละ

เปลี่ยนที่นี่เป็น Photo Blog ดีมั้ยนะ

หลังจากอยากจะทำ Photo Blog มานาน … แต่ว่าไอ้โปรเจคที่คิดๆ ไว้หลายตัว ก็แป้กๆ จะเป็นส่วนมาก จากหลายปัจจัย (เช่น ไม่ว่างทำ และผู้ช่วยทำก็ยังไม่ว่าง งานเข้ากันวุ่นวาย) ก็เลยคิดว่า งั้นเฉพาะส่วนตัวเอง ก็มาทำที่นี่เลยก็แล้วกัน เพราะว่าไหนๆ ก็ไม่มีที่ไปแล้ว

อืมมมม ต่อไปคงพยายาม post รูปที่ถ่ายๆ ไปจากวันเวลาต่างๆ ลงที่นี่บ้าง จะพยายามให้ได้ “วันละรูป” จาก concept เดิมที่เคยคิดจะทำเว็บๆ หนึ่งเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว

แต่ว่าคงจะไม่เริ่มพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้หรอกนะ รอหารือกับทีมงานก่อน ว่าจะทำโปรเจค “วันละรูป” ได้มั้ย ถ้าได้ จะรอไปเขียนที่นั่นเลย

2009

ไม่ได้เขียน Blog มานาน และคิดว่าคงไม่ได้เขียนอีกนาน ไหนๆ เขียนแล้ว ก็ขอเขียน Year in Review ของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน แบบไม่เรียงลำดับนะ คิดอะไรออกก็เขียน และจะให้เวลาตัวเองในการเขียน Blog นี้แค่ 20 นาที เป็นอย่างมาก

  • ปรับตัวเข้ากับการบริหารงานแบบราชการๆ ได้มากขึ้น (แปลว่า ปลงตกมากขึ้น) การปรับแนวคิดให้เป็นแบบ Project-based มากกว่า Function-based หรือ Department-based คงเป็นได้แค่แนวคิด เพราะอย่างไรก็ตาม คนยังคิดแยกฝักแยกฝ่าย มากกว่าการช่วยกันทำงาน
  • งานองค์กร หลายอย่างคิด เริ่ม แต่ไม่เดินหน้า เพราะติดปัจจัยหลายอย่างที่คงไม่เหมาะที่จะเขียนลง Blog และเป็นปัจจัยนอกการควบคุม แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะ ความคิดที่ไม่เป็น Project-based หรือ Project-oriented ที่พูดเมื่อกี้น่ะแหละ
  • งานหลายอย่าง ที่เราเคยวาง priority ไว้ลำดับแรกๆ พอทำไปทำมา และหารือไปมากับหลายๆ ฝ่าย (ภายนอกองค์กร) กลับกลายเป็นว่า มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่า และผมเห็นด้วย ว่าสำคัญกว่าจริงๆ แต่ตอนแรกเรายังมองไม่เห็นงานพวกนี้มากพอ เข้าใจมันดีพอ ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นว่าต้องจัดลำดับความสำคัญของงานใหม่ งานบางตัวที่เริ่มไว้ ก็ต้องถูกลดความสำคัญลงไป
  • ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะทำงาน 10 ตัวพร้อมกัน โดยทุกตัวเป็น Top-priority ไม่ได้หรอกครับ ยังไงๆ ก็ต้องตัดให้มันเหลือแค่ 2 ตัว และตัวนึงเป็น A-Must และอีกตัวเป็น Nice-to-have ถึงจะทำงานได้ ถ้าทุกตัว Top-priority หมด แบบนี้ยังไงก็ทำงานไม่ได้ครับ
  • สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะพบกันระหว่างทางครับ และผมเองก็กำลังหาจุดที่อยู่ “ระหว่างทาง” นั้นอยู่ ว่าเรื่องไหน จุดไหนถึงจะเหมาะสม ซึ่งก็คงไม่มีจุดตายตัว จุดที่เหมาะสมที่สุด ฯลฯ อะไรทำนองนั้นแน่นอน
  • แต่คนในองค์กรหลายคนดีครับ ทำให้ยังมีใจทำงานให้มหาวิทยาลัยอยู่ได้ (ย้ำนะครับ ทำงานให้มหาวิทยาลัย)
  • เป็นปีที่ซวยพอสมควร มีเรื่อง Drama เกิดขึ้นเยอะหน่อย ไหนเลยจะโดนทุบรถ และอื่นๆ อีกพอควร จะสิ้นปีอยู่แล้ว ก็ยังไม่จบเรื่องจบราว
  • ถ่ายรูปน้อยลงมากๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง พอคอมพิวเตอร์หายไป รูปที่ชอบๆ ที่คิดว่าถ่ายได้ดีๆ สวยๆ มันหายไปหมดเลย (เพราะว่าไม่ได้ Backup รูปไว้) เลยหมดกำลังใจไปพักนึง และก็ไม่สามารถหาเวลาถ่ายรูปได้เหมือนเดิม (และไม่ค่อยกล้าพกกล้องไว้ในรถ “เผื่อมีโอกาสถ่าย” เหมือนเดิม)
  • แต่ก็ยังดี ที่งานที่ทำเล่นๆ ขำๆ เกิดพอจะได้เรื่องได้ราว ถ้าใครยังไม่ทราบ รบกวนดูที่ i sure, i cheer, i hear, i am petdo!
  • จากข้อเมื่อกี้ ขอบคุณน้องๆ ทีมงาน Urchin Image นะ ที่ทำให้โลกมันน่าอยู่ขึ้นบ้าง สำหรับพี่ ไว้หมดวาระ หมดเวรหมดกรรมในปัจจุบันเมื่อไหร่ พี่จะไปช่วยงานที่บริษัทเต็มตัวนะ หวังว่าคงจะอยู่กันถึงวันนั้น
  • ปลงตกมากขึ้นกับนักศึกษา การศึกษา และการเรียนการสอน
  • แต่อย่างน้อยๆ งานหลายๆ อย่างที่เคยคิดว่าจะเริ่มทำ ก็ได้เริ่มทำแล้ว และก็ทำเรื่อยๆ น่ะแหละ ไม่ได้คิดว่าจะเสร็จเมืิ่อไหร่ ตอนนี้ก็มีหนังสือ Rails ที่สุดท้ายก็คงปล่อยฟรี ไม่เขียนขาย เพราะว่าตัวเองก็อ่านโน่นนี่ฟรีๆ บนเน็ตมาเยอะ ไม่ได้กะจะรวยอะไรกับเรื่องนี้อยู่แล้ว และไม่ชอบ ไม่ถนัด กับการเขียนอะไรแบบเป็นทางการมากเกินไป
  • อ่อ iPhone Developer Camp ที่กรุงเทพ ก็ยังไม่ได้ทำสักที หวังว่าคงจะได้ทำบ้าง หลังปีใหม่ เพราะว่าอยากจะให้มันต่างจาก iPhone Training ที่ไปทำที่ Software Park ภูเก็ตบ้าง
  • มีไอเดียทำ iPhone App เยอะแยะเลย แต่ไม่ทำ ไม่่ใช่ไม่มีเวลา แต่เพราะเครียดจากเรื่องอื่น และหมดแรงจะไปลงกับมัน ตอนนี้อยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อตอนปี 2001-2004 มากๆ ที่ตอนนั้น เวลามีเรื่องเครียด จะเขียน code แก้เครียด … เป็นช่วงที่ productivity สูงที่สุดในชีวิต
  • แต่ว่า Cocoa Touch เป็นเฟรมเวิร์กที่สวยมากนะ ถ้าอยู่กับมันทั้งวันได้โดยไม่ต้องยุ่งกับอย่างอื่นเลยก็ดี อิจฉาหลายๆ คนที่สามารถใช้ชีวิตแบบนั้นได้
  • ดูหนังน้อยลงมากๆ และไม่ได้เขียนรีวิวหนังเลย มีหลายเรื่อง ที่จริงๆ ก็อยากจะเขียนถึง ถึงจะเป็นหนังที่เก่าหน่อย (เช่น Batman: Dark Knight) แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ไม่เขียน ขี้เกียจมั้ง
  • กลับมาเรื่องเรียนเรื่องสอน ปีนี้ภาษาที่ใช้ หวยออกที่ Scheme เป็นหลักและ Ruby (เล็กน้อย) ก็คงจะแทรกๆ พวก Linux อะไรพวกนี้ลงไปบ้าง ตามสมควร คงไม่มีภาษาอะไรที่ syntax มันไม่ยุ่งยาก และ uniform ทั้งภาษา ได้เท่ากับ ​Scheme แล้วมั้ง
  • เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนเหรอ? ย้ำอีกครั้ง ว่าปลงแล้วล่ะครับ
  • Archievement เล็กน้อยส่วนตัว …​ ในที่สุด ก็หาวิธีอธิบาย Higher-Order Function ได้แบบเนียนๆ และเป็นธรรมชาติมากๆ ได้แล้ว
  • โปรเจคเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายรูปหลายโปรเจค มีสถานะเป็น “ยังไม่มีการดำเนินการ” หรือ “หยุดกลางคัน” หรือ “ล้มเลิก” เช่น คนเล่นกล้อง วันละรูป ซึ่งตอนแรกจะทำเป็นเว็บแอพพลิเคชัน ส่วน Photographic Project ที่ทำอยู่หลายตัว ก็ค้างไปเฉยๆ เพราะว่ารูปหาย หมดแรงถ่ายใหม่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มๆ กลับมาถ่ายบ้างแล้ว ได้รูปถูกใจบ้าง แต่ยังไม่มี Keeper หรือรูปแบบโคตรๆ ได้อารมณ์ หรือ Decisive Moment เท่าไหร่
  • นั่นสิะ Blog ก็แทบไม่ได้เขียน
  • แก่ลงเยอะนะเนี่ย ขับรถเยอะๆ เดินทางไกลๆ แล้วร่างกายงอแง
  • เวลาอากาศเปลี่ยน ก็จะชิงไม่สบายเป็นคนแรกๆ ขององค์กรเลยซะด้วยซ้ำ
  • บ่นน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด เน็ตช้า บริการห่วย ฯลฯ เรื่องต่างๆ ที่เคยบ่นเวลาไปที่โน่นที่นี่ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าปลง อีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะเข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องธรรมชาติของคน เรื่องฯลฯ
  • กินข้าวน้อยลงเยอะ …. ส่วนมากตอนนี้เหลือแค่วันละมื้อ คือ มื้อเย็น ไม่รู้อยู่ได้ยังไงเหมือนกัน แต่มันเกิดอาการเบื่ออาหาร และไม่ค่อยอยากจะกินอะไรเท่าไหร่ ใน 5 วันทำงาน จะกินข้าวเที่ยงกับเค้าอยู่ประมาณวันสองวันเท่านั้นแหละ
  • เรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับผมก็คือ …. เดี๋ยวนี้ผมเริ่มต้นสัปดาห์ ด้วยการถามหาวันศุกร์ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้เลยในชีวิต เคยแต่อาทิตย์นึงมี 7 วัน ก็ทำงานมันซะเต็มๆ และไม่เคยคิดว่าเหนื่อย ไม่เคยคิดว่าอะไรทั้งนั้น คิดแต่ว่า “สนุก”
  • ถ้ากลับไปเป็นนายตัวเอง เต็มๆ ตัวอีกครั้ง … จะดีขึ้นหรือเปล่านะ?

เฮ้อ … ทำไมมีความรู้สึกว่า 30 ปีผ่านไป ชีวิตมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่ ยังไงก็ไม่รู้ … entry นี้คงเขียนแค่นี้แหละครับ พบกันใหม่ สวัสดีครับ


(ภาพจาก iampetdo.com ตอน “ขอ report”)

เหนื่อย

เหนื่อยครับ ทุกวันมีแต่เรื่องเหนื่อยๆ อะไรก็ไม่รู้ หลายอย่าง มากมายเกินไป

ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อัพเดท blog นี้มานาน จนไม่รู้ทุกวันนี้ยังจะมีคนอ่านมันอยู่หรือเปล่า และพออัพเดททีหนึ่ง ก็เอาเรื่องบ่นๆ มาอัพเดทกัน

แต่ครั้งนี้ผมไม่รู้จะบ่นอะไร นอกจากบอกว่า “เหนื่อย”

เหนื่อยกับหลายอย่างครับ เหนื่อยกับปัจจัยแทบทุกอย่างที่มันนอกเหนือการควบคุมของผมเองทั้งสิ้น ผิดเองครับที่เอาชีวิตไปยุ่งกับปัจจัยเหล่านี้

ขอใช้พื้นที่บนเว็บไซต์นี้ บ่น ระบาย และจบกันไป

เครียด

เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด

กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง … เฮ้อ เรื่องที่มันเป็นเรื่องก็มีเรื่องให้เครียดมากมายพออยู่แล้ว มีเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เครียดอีก แย่จริง

ขอระบายหน่อยนะ ได้ copy-paste คำว่า “เครียด” ค้างนานๆ แล้วรู้สึกดีขึ้น (จริงเหรอ?)

25 พฤศจิกายน … วันที่มีความหมายที่สุดในชีวิต

วันมหาธีรราชเจ้า วันคล้ายวันสวรรคตของรัชกาลที่ 6 “เสด็จพ่อ” ของ “ลูกวชิราวุธ” ทุกคน

ในฐานะของลูกวชิราวุธคนหนึ่ง … ผมผูกพันกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านอย่างมาก ผมตั้งใจมาเป็นอาจารย์ เป็นนักการศึกษา ส่วนหนึ่งก็เพราะอุดมการณ์ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นลูกวชิราวุธ ดังที่ปรากฏชัดในเพลงประจำโรงเรียน

พระทรงมุ่งบำรุงการศึกษา เพื่อพสกถ้วนหน้าสโมสร สมบูรณ์พูนพิทยาวราภรณ์ ธำรงธรรมบวรวิเศษไกร

เฉกเช่นเดียวกันที่ เหตุผลหนึ่ง ที่ผมเลือกมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็เพื่ออยู่ใกล้กับพระราชวังสนามจันทร์ (ซึ่งเป็นชื่อคณะผม ตอนที่ผมเข้าไปเรียนวชิราวุธด้วย)

ลูกวชิราวุธทุกคน ถือว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่ง ที่มีคำสั่งสอนของพ่อ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นเข็มทิศของชีวิต ที่อยู่ในใจลูกวชิราวุธทุกคนตลอดไป

เจ้าเหล่านี้ ข้าถือเหมือนลูกของข้า ส่วนตัวเจ้า เจ้าก็ต้องรู้สึกว่าข้าเป็นพ่อเจ้า ธรรมดาพ่อกับลูก พ่อย่อมอยากให้ลูกดีเสมอ ถ้าลูกประพฤติตัวดีสมใจพ่อ พ่อก็มีใจยินดี ถ้าลูกเหลวไหลประพฤติแต่ความเสื่อมเสีย พ่อก็โทมนัส ลูกคนใดที่ประพฤติตนเลวทรามต่ำช้า เป็นเหตุให้พ่อได้ความโทมนัส ลูกคนนั้นเป็นลูกเนรคุณพ่อ

และ

ข้าไม่ต้องการนักเรียนตัวอย่างที่สอบไล่ได้คะแนนขั้นเกียรตินิยมทุกๆครั้ง ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้

ข้าอยากได้ยุวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์สุจริต มีอุปนิสัยใจคอดี

แม้แต่วันที่ผมไปเรียนต่างประเทศ ก็ยังนึกถึงคำพูดของพระองค์ท่านเสมอ

I would return to Siam more Siamese than when I left it.

ซึ่งท่าน ม.ล. ปิ่น ได้นำความนั้นมาแต่งเป็นคำประพันธ์ว่า

พระมหาธีรราชประกาศไว้
ที่อังกฤษสมัยทรงศึกษา
ว่าเมื่อใดได้เสด็จกลับพารา
จะเป็นไทยยิ่งกว่าเมื่อมาเยือน

ซึ่งเป็นเหมือนสิ่งที่คอยเตือนสติผมอยู่ตลอดเวลาที่ร่ำเรียนต่างประเทศ และผมอยากจะให้น้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนที่กำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ ที่กำลังจะไป … และที่ได้สำเร็จการศึกษากลับมาแล้ว ระลึกไว้ว่า เราต้องเป็นไทย ให้ยิ่งกว่าวันที่เราจากบ้านเกิดไป

ผมหวังเสมอ ตั้งแต่ยังเด็ก ตั้งแต่วันที่ก้าวเท้าเข้าไปในวชิราวุธ วันที่ก้าวเท้าออกมายังโลกภายนอก … ว่าจะเป็นลูกคนหนึ่ง ที่ทำให้พ่อมีใจยินดี ที่จะไม่เป็นตำราเรียนที่เดินได้ และในวันที่ผมไปเรียนต่างประเทศ ผมจะต้องกลับมาเป็นไทยยิ่งกว่าวันที่จากไป

เป็นลูกวชิราวุธคนหนึ่ง ที่อยากให้พ่อได้ภูมิใจ … เช่นเดียวกับที่ลูกๆ ทุกคน ภูมิใจที่ได้เป็น “ลูกวชิราวุธ”

ปล. เพื่อนๆ รุ่น OV70 ครับ …. เว็บใหม่ของรุ่นกำลังทำอยู่นะครับ แล้วก็ … ปีหน้ามาวางพวงมาลากันเยอะๆ หน่อยนะครับ