Memories. Me and You.

For everything that span thousands of miles in spaces and years in time.
For everything that came true and everything that remains a dream.
For everything we loved and everything we hold so dear.
For everything we heard and wanted to hear.
For everything we saw and wanted to see.
For everything we said and wanted to say.
For everything we did and wanted to do.
Between yesterday and tomorrow.
Between reality and dream.
Between past and future.
Between you and me.
Thank you.

เรื่องน่าเบื่อ เอามาเล่าเล่น

อะไรอีกก็ไม่รู้แฮะ รู้แต่ว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อที่คนพูดกันอีกแล้ว

พอดีช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลสอบปลายภาค ก็เลยต้องคุมสอบตามกำหนดที่ทางคณะจัดให้ ซึ่งโดยปกติลำดับขั้นตอนและวิถีปฏิบัติจะเป็นแบบนี้

  1. กรรมการคุมสอบจะมีหลายคนต่อ 1 ห้อง ห้องเล็กแค่ไหนก็จะมี 2 คนเป็นอย่างน้อยเสมอ เพื่อให้ช่วยกันคุมและเพื่อเพิ่ม redundancy (ในกรณีที่บางคนมาช้า)
  2. กรรมการคุมสอบจะต้องไปรับข้อสอบที่ห้องข้อสอบ โดยปกติทุกคนก็จะไป check ก่อนน่ะแหละ ว่ามีกรรมการท่านอื่นเอาไปหรือยัง
  3. ถ้าเป็นห้องใหญ่ควรไปถึงห้องสอบประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนเวลาสอบ
  4. กรรมการคุมสอบไปช่วยกันแจกข้อสอบที่ห้องสอบ ซึ่งโดยปกติกรรมการที่ไปเอาข้อสอบท่านแรกจะเริ่มทยอยแจกไปก่อน แล้วกรรมการท่านอื่นๆ จะตามมาช่วยกันแจกทีหลัง ซึ่งในกรณีที่เป็นห้องเล็ก กรรมการท่านแรกอาจจะแจกเสร็จเลยก็ได้ เพราะว่าใช้เวลาไม่นานมาก แต่ว่าถ้าเป็นห้องใหญ่ มักจะทันไปช่วยกันแจก
  5. เมื่อนักศึกษาเข้าสอบแล้ว ให้เวลาผ่านไปสักระยะ ก็เริ่มทำการเดินให้นักศึกษาเซ็นต์ชื่อเข้าสอบ ซึ่งจะต้องแสดงบัตรนักศึกษาด้วย ซึ่งถ้าเป็นห้องเล็ก ก็มักจะให้กรรมการเดินท่านเดียว เพราะว่าห้องสอบมักไม่จัดแถวให้นักศึกษานั่ง คือให้นั่งตามสบาย แต่ถ้าเป็นห้องใหญ่ก็มักจะแบ่งกันเดิน เพราะว่านักศึกษานั่งตามแถวตามรหัสนักศึกษา
  6. รับเงินค่าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก็มักจะได้เล็กน้อย ตามระเบียบ
  7. เมื่อสอบเสร็จ ให้นับข้อสอบให้ครบ (รับมาเท่าไหร่ ต้องคืนไปเท่านั้น) และเดินเอาไปส่งคืนห้องข้อสอบ

เอาล่ะ ทีนี้เทอมนี้มีคนพูดกันเรื่องผมอีกล่ะ ตลกดี

วันนี้ไปเอาข้อสอบตอนเช้าที่ห้องข้อสอบ ท่านประธานห้องข้อสอบได้ถามผมนิดหน่อย บอกว่า

  • มีคนบอกว่าไม่ช่วยแจกข้อสอบ
  • แล้วแถมเอาคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั่งทำงานอื่นอีก

อืมมม เอาข้อหลังก่อน เพราะว่าข้อหลังนี่มันจริง

เราเอาคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั่งทำงานจริง แต่ว่าลักษณะการทำงานของผมกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นคนพิมพ์ดีดได้คล่อง ดังนั้นสายตาจึงไม่จำเป็นต้องจ้องมองจอตลอดเวลา และเป็นปกติที่จะเงยหน้ามองนักศึกษาเป็นระยะๆ อยู่แล้ว อีกอย่าง เนื่องจากฝึกตัวเองมาให้ทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็น secondary mode ได้ตลอดเวลา (เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ take note เวลาที่เข้าประชุม และสมาธิอยู่กับการประชุม) ดังนั้นการใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไรก๊อกๆ แก๊กๆ ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ยังดูนักศึกษาได้ เป็นเรื่องปกติของผมอยู่แล้ว

อีกอย่าง ข้อสอบก็มีสองชุด แยกแจกแถวเว้นแถว และในข้อสอบที่เป็นชุดเดียวกัน (นั่งแถวเดียวกัน) ก็นั่งเว้นระยะห่างพอสมควร และเป็นข้อสอบเขียนบรรยาย ดังนั้นลอกกันยาก (แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะลอก ถ้าจะลอกกันจริงๆ แค่นี้ก็ลอกได้อยู่แล้ว) แต่ว่าพอเราเงยหน้าขึ้นมาดูตลอดเวลา และดูพฤติกรรมในภาพรวมตลอดแล้วเนี่ย มันพอจะบอกได้ครับ ว่าเด็กมีแนวโน้มจะลอกหรือเปล่า

เฮ้อ ไม่อยากพูดนะครับ แต่ว่าจะว่ายังไง กับกรรมการคุมสอบที่นั่งหลับหลังห้อง ซึ่งมีให้เห็นประจำ? หรือว่าจะเอายังไงกับกรรมการคุมสอบที่เข้ามาแป๊บเดียว แล้วก็ออกไปไหนไม่ทราบนานสองนาน จากนั้นเมื่อใกล้ๆ เสร็จก็จะโผล่มาอีกที? หรือว่ากรรมการที่จับกลุ่มคุยกันในระหว่างคุมสอบ ซึ่งนอกจากจะโฟกัสกับการคุมสอบยากกว่าการนั่งใช้คอมพิวเตอร์ใน secondary mode แล้ว ยังเป็นการรบกวนสมาธิเด็กอีกด้วย? (ถ้าอยากคุยกันจริง กรุณาไปคุยหน้าห้องสอบได้มั้ย)

อีกอย่าง … นั่งหน้าห้อง กับนั่งหลังห้อง มันต่างกันนะครับ ผมบอกได้เลย ว่านั่งหลังห้อง เรามองไม่เห็น normal vector ของหน้านักศึกษา ว่ามองไปทางไหน มองไม่เห็นสายตา ว่าใครจงใจเหล่ออกนอกข้อสอบตัวเองหรือเปล่า แต่นั่งหน้าห้องมันเห็น

ผมนั่งหน้าห้องตลอดครับ ทุกครั้ง และทั้งๆ ที่นั่งใช้คอมพิวเตอร์ทุกครั้งเนี่ยแหละ ก็ยังจับพิรุธเด็กได้บ้าง และเคยทำการตักเตือนไปแล้วหลายครั้ง

สำหรับผมนะ ผมไม่เคยบ่นไม่เคยอะไรทั้งนั้น ใครอยากจะทำอะไรก็ทำไป

แต่ OK ครับ ถ้าว่ากันตามตัวหนังสือ เพราะว่าเคยมีการขอความร่วมมือ ไม่ให้กรรมการคุมสอบทำงานอื่นในระหว่างคุมสอบ ถ้าว่ากันตามตัวหนังสือแล้ว ถือว่าผมผิดจริง และที่พูดมาข้างบนเป็นเพียงข้อแก้ตัว

และมันไม่มีการขอความร่วมมือกับเรื่องอื่นๆ ที่ผมตั้งคำถามไป ดังนั้นไม่เป้นไรครับ

แต่ว่าไอ้ข้อที่บอกว่า “ไม่ช่วยแจกข้อสอบ” เนี่ยสิ รับไม่ได้นะครับ อันนี้

เทอมนี้ ผมเพิ่งจะคุมสอบไม่กี่วิชานะครับ และได้ช่วยแจกข้อสอบ “ทุกวิชา” (นอกจาก 512201 ซึ่งผมมาไม่ทันช่วยแจก เพราะว่าโดนท่านประธานห้องข้อสอบถามเรื่องนี้อยู่)

มันมีวิชาหนึ่ง ซึ่งเป็นการสอบห้องใหญ่ โดยผมได้เดินไปที่ห้องข้อสอบ ซึ่งทางห้องข้อสอบก็ได้แจ้งผมว่า ข้อสอบถูกนำไปห้องสอบแล้ว จากนั้นผมก็ไปยังห้องสอบ โดยผมไปถึงห้องสอบเวลาประมาณ 25 นาทีก่อนสอบ และเห็นว่ามีกรรมการอีกสองท่าน ช่วยกันแจกข้อสอบอยู่

ห้องสอบมี 14 แถว ผมได้ไปช่วยแจกทั้งสิ้น 4-5 แถว ช่วงกลางๆ (โดยกรรมการคุมสอบอีกสองท่านนั้น ท่านหนึ่งแจกด้านล่างไปหาข้างบน และอีกท่านจากแถวสุดท้ายไล่ลงมา) ดังนั้นจะมาหาว่า “อ.รวิทัตไม่ช่วยแจกข้อสอบ” ไม่ได้

บ่นผมเรื่องทำงานอื่น ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าเรื่องนั้น ว่ากันตามตัวหนังสือแล้วผมผิดจริง แต่ว่าจะมาพาล เนียน เรื่องไม่ช่วยแจกข้อสอบนี่ ไม่รู้นะ ผมว่ามันงี่เง่า

รับความจริงกันอย่างสองอย่างนะครับ

  • ใช่ ผมไปถึงห้องสอบ “ช้า” (คือไปถึง 25 นาทีก่อนสอบ แทนที่จะ 30 นาทีก่อนสอบเป็นอย่างน้อย)
  • แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราใช้ระบบที่ว่า ให้ไป check ห้องข้อสอบก่อน ถ้าข้อสอบยังอยู่ ก็ให้รับไปแจก … ยังไงๆ มันก็จะมีกรรมการเพียงท่านเดียวเท่านั้นจากทั้งหมดที่ “ไปถึงเป็นคนแรก” (ยกเว้นจะไปรับข้อสอบด้วยกัน)
  • นั่นแปลว่า สำหรับกรรมการท่านนั้นแล้ว ท่านอื่นก็ช้าหมดน่ะแหละครับ และกรรมการท่านอื่นจะไปช่วยท่านแจกข้อสอบได้แค่ไหน ขึ้นกับว่าเค้าจะมาเร็วแค่ไหนแล้ว

ผมถือว่า การที่ผมได้ไปช่วยแจกข้อสอบทั้งสิ้น 4 แถวจาก 14 แถว ผมถือว่าผมก็ได้ช่วยตามที่ผมควรจะได้ช่วยแล้ว

ไม่รู้สิครับ รู้แต่ว่า เซ็ง เรื่องแบบนี้ อีกแล้ว ตั้งแต่เช้าเลย

TeX

ช่วงนี้ต้องนั่งเขียนรายงานโครงการวิจัยส่งไปยังผู้ให้ทุนวิจัยรายหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ) ซึ่งทางเค้าบอกมาเองว่าไม่ต้องเน้น format มาก อยากจะได้ content มากกว่า เราก็เลยได้โอกาสเขียนมันด้วย TeX อีกที ซึ่ง Mac ก็มี MacTeX ให้ใช้นะ ติดตั้งง่ายไม่ยุ่งยาก ถึงจะสมบูรณ์เกินไปหน่อยก็เถอะ (คือมี package มากไป ขนาดเลยเวอร์ไปหน่อย)

ส่วนเรื่องภาษาไทย ก็มีคนเขียนเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างละเอียดแล้ว ภาษาไทยสำหรับ LaTeX บน Mac OS X ที่ Thai Mac Dev ก็ละเอียดดี ทำตามได้เลยไม่มีอะไรผิดพลาด

ก็เลยมาถึงเรื่องที่อยากจะเขียนมานานแล้ว แต่ว่าไม่ได้เขียนซะที

  • ทำงานกับ TeX แล้วมีความสุขแฮะ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่อง Formatting ยิบย่อยว่ามันจะไม่เหมือนกัน มันแยก Content ออกจาก View ขาดเลย
  • ทุกอย่างที่เราทำ จะมี semantic ตลอด เช่นบอกว่าตรงนี้เป็น subsection หรือว่า subsubsection นะ แล้วถ้าตั้ง label แบบฉลาดๆ หน่อยนี่ เขียน shell script ง่ายๆ หาทุกอย่างในหนังสือทั้งเล่ม เพื่อทำ cross-reference นี่ง่ายสุดๆ
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องความถูกต้องของหน้าในสารบัญอะไรทั้งสิ้น (สารบัญ สารบัญภาพ ฯลฯ)
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องรายละเอียดความถูกต้องของการอ้างอิงเอกสาร ขอให้อ้างอิงเถอะ ที่เหลือมันจัดการให้
  • ถ้าอยากจะได้ style อื่น ก็เปลี่ยน style ของเอกสารได้ไม่ยาก แถมเปลียนมาแล้ว รายละเอียดปลีกย่อยมันจัดการให้เองหมด ไม่ต้องยุ่งยากกับการปรับโน่นปรับนี่เล็กๆ น้อยๆ เท่าไหร่
  • ผมชอบตรงที่มัน generate อะไรก็ตามที่มันควรจะถูก generate เช่น การอ้างอิงโดย label แล้ว TeX จะดึงเอาตัวเลขของภาพ/ตาราง/บท/ส่วน ที่ชื่อตาม label นั้นๆ มาใส่ให้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าเนื้อหาส่วนนั้นมันจะถูกย้ายไปไหนก็ตาม
  • การจัดเอกสาร ที่รับรองว่า สวย และ consistent กันทั้งเล่ม แน่นอน

แต่ว่ามันก็คงจะมีข้อเสียบ้างละน่า ข้อเสียที่สุดน่าจะเป็น

  • แน่นอน มันไม่ใช่ MS-Word ดังนั้นจึงมีข้อเสียตามมาอีกสองข้อคือ
  • แน่นอน มันไม่สร้าง .doc ให้เราแน่
  • แน่นอน Format มันอาจไม่ตรงกับเอกสารที่ Word สร้างแบบเปี๊ยบๆ ดังนั้นพวกบ้า Format มากกว่า Content (ว่าต้องตรงกับ “Word Template ของฉันเท่านั้น” แบบที่ถึงขนาดเอาไม้บรรทัดนั่งวัดกันจะเป็นจะตาย) คงไม่ชอบ
  • มันไม่ WYSIWGY ดังนั้นหลายคนไม่คุ้นเคยแน่ (แต่คนเคยเขียน HTML มาก่อนไม่น่ามีปัญหา

สรุปว่า Happy TeXing ;-)

เรื่องจริงกับเรื่องที่คนคิด

ว่าจะเขียนเรื่องทำนองนี้มานานแล้ว … เรื่องจริงกับเรื่องที่คนเห็น เรื่องที่คนตีความ หรือว่าที่รู้จักกันว่า Fact กับ Truth เนี่ยแหละ

จริงๆ แล้วพูดยากนะ เพราะว่าคนที่รู้เรื่องจริง ก็คงมีแต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ หรือว่าคนที่ทำให้มันเกิดมาก็เท่านั้น แต่ว่านอกจากนั้นก็คงเห็นได้แค่ผลที่มันเกิดขึ้น ซึ่งมักจะเกิดจากการตีความไปเอง หรือว่าคิดกันไปเอง จากความอคติของคนหรือกลุ่มบุคคลนั้นเอง

ออกตัวไว้ก่อน ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมเองก็ไม่ได้ปราศจากอคติ และไม่คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองคิดมันเป็นเรื่องจริง เพียงแต่มันก็เป็นการตีความของเราเอง

เคยเจอเรื่องแบบนี้มาบ่อยครั้ง สิ่งที่เราทำ กับสิ่งที่คนคิดว่าเราทำ มันเป็นคนละเรื่องกัน

พูดไปก็เหมือนๆ กับเกมต่อจุด ที่ไม่มีรูปแน่นอนให้ต่อน่ะแหละ อยากเห็นภาพก็ลองนึกถึง “กลุ่มดาว” บนฟ้าละกัน ดาวมันก็อยู่อย่างนั้น แล้วใครไปต่อเชื่อมกันให้เป็นกลุ่มดาวโน้นนี้ล่ะ? ฝรั่งกับไทยก็ต่อไม่เหมือนกัน แล้วใครถูกใครผิด? ถ้ามีพระเจ้าจริง และพระเจ้าสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาให้มีความหมายจริง ท่านอาจไม่ได้หมายความแบบที่เราต่อกันก็ได้

ว่างั้นเถอะ

เคยเจอเหตุการณ์ประเภทนี้มาแล้ว บางครั้งฟังก็อึ้งไปเหมือนกัน ว่า เออ คนมันก็ตีความกันไปได้แฮะ แต่คงไม่เขียนเล่าให้ฟังแถวนี้ แต่บางเรื่องได้ยินก็ขำเหมือนกัน ขำคนที่คิดและตีความ มากกว่าจะขำคำพูดที่ออกมา (เพราะมักจะขำไม่ออกกับมัน)

ยกตัวอย่างง่ายๆ เยอะแยะไป (เรื่องจริงทั้งหมด เก็บๆ มาจากตัวเอง และบรรดาคนใกล้ตัว แต่ขอสงวนไว้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องของใครก็แล้วกัน)

  • บางคนเดินกับพี่น้อง ที่หน้าตาไม่เหมือนกับตัวเอง จะมีคนคิดว่าเดินไปกับแฟนมั้ย?
  • บางคนไปส่งคนรู้จักเป็นบางครั้ง เพราะว่าเป็นห่วง (เพราะพื้นที่แถวนั้นมันเคยเกิดเรื่อง และอีกอย่างเป็นทางผ่านกลับบ้านอยู่แล้ว ไม่ได้ลำบากอะไร) จะถูกตีความไปอย่างอื่นมั้ย? (เช่น พากลับไปนอนด้วย หรือว่าอื่นๆ แล้วแต่อคติส่วนตัว)
  • ถูกชวนไปงานเลี้ยง แต่ว่าก่อนหน้านั้นเพิ่งจะไปซื้อหนังสือมาหลายเล่ม และเอากลับไปเก็บก่อนไม่ได้ (อยู่คนละเมือง) ก็เลยต้องหอบไปด้วย จะถูกมองว่า สร้างภาพ ทำตัวเป็นผู้คงแก่เรียน มั้ย?
  • บังเอิญเจอกับคนรู้จักที่กำลังขนของไปให้น้องคนหนึ่งที่เพิ่งจะมาอยู่ใหม่ เลยเข้าไปช่วย จะถูกมองกลับกันมั้ย ว่ากระเหี้ยนกระหืออยากจะไปเจอน้องคนนั้น เพื่อประโยชน์ในการทำอะไรมิชอบต่อไป มั้ย?
  • ตัดผมเพราะรำคาญ จะมีคนคิดว่าเพราะอกหักมั้ย?
  • ไม่พูดเพราะขี้เกียจพูด เพราะพูดไปเยอะแล้ว (บางทีก็เบา บางทีก็แรง) แต่ไม่เคยได้ประโยชน์ ไม่เคยได้ผล บางเรื่องพูดไปยังไง ก็เงียบกัน ไม่เคยได้ข้อสรุป ถึงจะมีก็ถูกตีความไปอีกแบบ เหนี่อย แต่คนที่ไม่เคยเข้ามาฟังในวันที่พูด จะคิดว่าไม่พูดเพราะอะไร กลัว? มีความลับ? หรือว่าอะไรก็ไม่รู้
  • เลิกกับแฟนเพราะทนความงี่เง่า เจ้าระแวงไม่เป็นเรื่อง ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ไหว จะถูกคิดว่าเพราะว่าไปมีคนอื่นมั้ย?

ทุกเรื่องในนี้ คำตอบคือ “ใช่” มันเคยถูกตีความผิดไปแบบนั้นจริงๆ แต่ว่าเรื่องจริงมันคนละเรื่องกัน

เรื่องเศร้ากว่านั้น เรื่องจริงเร็วๆ นี้ ตอนที่คุณแม่มีอาการโรคหัวใจกำเริบ คุณพ่อไปนั่งรอที่หน้าห้องฉุกเฉิน บอกผมว่า “พ่อรออยู่เนี่ยแหละ เดี๋ยวแม่เห็นแล้วจะเครียดเอา คิดว่าตอนนี้แม่คงไม่อยากเจอพ่อเท่าไหร่” (ก่อนหน้านั้นเพิ่งจะทะเลาะกัน) แต่ว่าพอเข้าไปหาแม่ แม่กลับให้ไปตามพ่อ บอกว่า “ถึงพ่อไม่ชอบหน้าแม่เท่าไหร่ ก็อยากให้เข้ามา เพราะว่าคนเค้ามองมาจะคิดยังไง” ….. สรุปว่า เรื่องจริงของทั้งคู่ กับเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างคิดกับอีกคน ไม่ตรงกัน

ภาพหนึ่งภาพดีกว่าคำพันคำ หลักฐานทางประวัติศาสตร์บางอย่างมีค่ามากกว่าบันทึกทั้งเล่ม ….​แต่ว่ามันก็เป็นเพียงแค่ “จุด” หนึ่งจุดเท่านั้น จุดเหล่านั้นจะเชื่อมโยงกันยังไง ก็แล้วแต่คนที่เห็น คนที่คิดเอาไปตีความน่ะแหละ บางอย่าง ปักใจเชื่อไปแล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น เปลี่ยนยาก ก็เหมือนกับประวัติศาสตร์กระแสหลักน่ะแหละ ที่เปลี่ยนยาก

ลองไปดูหนังเรื่อง Timeline ดูครับ เล่นเรื่อง Fact กับ Truth ของประวัติศาสตร์ไว้บ้าง สนุกดี และคิดว่าคงได้ข้อคิดกับเรื่องนี้พอสมควร (ถึงหนังจะได้ rating จาก IMDB ไม่ดีเท่าไหร่ก็เถอะ)

ถ้าภาพหนึ่งภาพดีกว่าคำพันคำ … สิ่งที่แย่กว่านั้นคือภาพหนึ่งภาพบวกกับคำไม่กี่คนนี่แหละ เพราะว่ามันจะเป็นคำไม่กี่คำ ที่ถูกตีความอะไรไปยังไงก็ไม่รู้ ภาพที่เห็น กับคำบรรยายใต้ภาพ ไม่จำเป็นต้องตรงกันนี่ (เห็นตัวอย่างได้ในหนังสือทั่วไป…)

แต่คนที่ไม่รู้อะไร …. มักจะเชื่อและคล้อยตามคำบรรยายใต้ภาพนั้นแฮะ

อ่ะ …. สุดท้ายนะ ตัวอย่างภาพและข้อความใต้ภาพ….​ อันนี้ขอแค่สนุกๆ นะ จริงๆ แล้วเรื่องจริงมันไม่ใช่แบบคำบรรยาย (น้องเค้าเป็นคนดี)

pet2.jpg

วันนั้นมีน้องสองคนเข้ามาให้น้องคนที่ชูสองนิ้วสอนการบ้าน พอเห็นผมจะถ่ายรูป ก็เลยชูสองนิ้วสู้ตาย อันนี้เป็นตัวอย่างห่วยๆ นะ ถ้าอยากเห็นตัวอย่างที่ดีกว่านี้ แบบว่า เดินด้วยกัน หรือว่าอะไรแบบนี้ และให้คนตีความได้เนี่ย บอกมาละกัน มาดูได้ ถ่ายไว้เยอะ

[update 1] คนที่เห็นรูปนี้ และจะไปตีความโน่นนี่ตามใจชอบ นี่ กรุณาอย่าทำเช่นนั้นนะครับ มันไม่มีเรื่องอะไรแบบนั้นจริงๆ เป็นการถามการบ้านจริง และมีหลายคนอยู่ในห้องนั้น (เป็นสิบ) และถ้าคุณทำเช่นนั้น คุณกำลัง “เข้าใจผิด” และสร้าง Truth ของตัวเอง

[update 2] มีอีกเรื่องว่ะ ที่เพิ่งนึกออก … ผมเคยไปนั่งรอแฟนที่ศาลายา ปกติผมจะไว้ผมยาว ไว้เคราด้วย มีครั้งนึงที่ผมตัดผมสั้น และโกนหนวดเครา กลายเป็นมีคนนินทาแฟนซะงั้น ว่าหลายใจ เปลี่ยนแฟนบ่อย สับราง เออดีแฮะ

รับผิดชอบ?

พักนี้หงุดหงิดง่ายแฮะ โดยเฉพาะกับเรื่องความรับผิดชอบของคน คนในองค์กรอื่นผมไม่สนใจ แต่ว่าคนที่ทำงานด้วย และนักศึกษาที่ตัวเองสอนนี่สิ เหนื่อย

ตอนนี้มันมีงานอบรม Grid admin ที่มีคนไม่ยอมทำ ทาง ม. ศิลปากรก็เลยต้องรับมา แต่ว่าคนที่รับมาก็ไม่ทำอะไร ตอนแรกคิดว่าจะให้ผมเป็นวิทยากรอย่างเดียว และหาคนมานั่งฟังอย่างเดียว แต่ว่าไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าวิทยากรต้องทำเองทุกอย่างเลยแฮะ ทั้งเรื่องจัดหาสถานที่ เรื่องหาอาหารว่าง เรื่อง ฯลฯ โดยทุกอย่างมารู้กันวันสุดท้าย

ไม่พอ คนที่ฝากให้ไปประชาสัมพันธ์ ก็ดันลืมซะอีก แต่ว่าก็ยังพอแก้ปัญหากันได้ ด้วยกันโทรตามๆ กันมาเรื่อยๆ สุดท้ายได้คนที่คิดว่าจะมาแน่ๆ หลายคนล่ะ ด้วยสัญญาปากเปล่า และคิดว่าตัวเลขน่าจะเป็นตามเป้าอย่างน้อยที่สุด

แต่ว่าทำไมกัน พวกที่สัญญาปากเปล่า ไม่โผล่หัวมาเลย ไม่มีการบอกเลยด้วยซ้ำไป ความรับผิดชอบต่อคำพูดตัวเองมันหายไปไหน? พวกที่น่าจะมาแน่ๆ และควรเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งด้วยซ้ำไป มันหายหัวไปไหนหมด?

ดีแต่ปากกันทั้้งนั้น

แบบนี้ผมจะช่วยทำไปทำไมวะ เหนื่อย และผมควรรับผิดชอบงานนี้ยังไงดีก็ไม่รู้เหมือนกัน มันแกลบมาตั้งแต่ต้นแล้วล่ะ

รับปากไปแล้ว ทำได้แค่ไหนก็ต้องทำ ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ให้มันเสียเวลาหรอก ว่าไม่ตื่น ว่านอนดึก ว่าโน่นนี่ โดยเฉพาะคนใน lab ผม เพราะว่าผมเองก็อยู่ seminar กับพวกคุณถึงตีหนึ่งกว่า กลับบ้านกว่าจะนอนก็ตีสามเหมือนกัน ผมยังมานั่งรอแต่เช้าได้ งานการอื่นๆ ผมก็เยอะแยะ

ความรับผิดชอบน่ะ มันมีกันบ้างไหม? มันหายไปไหน? หรือว่ามันไม่เคยมี?

คนกลุ่มที่ผมโกรธที่สุด คือ คนในองค์กรผมเอง คนที่ผมทำงานด้วยและคิดว่าน่าจะช่วยให้ผ่านงานนี้ไปได้ด้วยดี

เข็ดแล้วครับ และคงจะไม่คาดหวังอะไรกับพวกคุณอีก ขอบคุณมากที่ให้บทเรียน

และ … อย่าว่างั้นงี้เลยนะ ผมไม่ให้อภัยครับ

Renovating rawitat.com

คิดว่าจะปรับปรุง rawitat.com ซะหน่อย เพราะว่าในส่วนของ blog นี่ ผมไปเปิด niche blog ที่โน่นที่นี่ซะเยอะแล้ว จนภถ้าจะเขียนเรื่อง Mac ก็ไปเขียนที่ TMGeeks หรือว่าถ้าจะเขียนเรื่องวิชาการ ผมก็อยากจะไปเขียนที่พวก blog วิชาการทั้งหลายทั้งแหล่ … ไม่แน่อีกไม่นานอาจจะเปิด niche website หรือว่า niche community blog เรื่องอื่นๆ อีกก็ได้

ดังนั้นผมก็เลยคิดจะปรับปรุง rawitat.com ใหม่ดังนี้

  • ทำเป็น website ส่วนตัวแบบถาวร (เข้าทำนองเดียวกับ web ส่วนตัวที่ภาควิชา แต่ว่าไม่ได้ปรับปรุงมานานแล้ว…. engine มันห่วย ปรับยาก)
  • ใช้ Drupal แทน WordPress
  • blog เรื่องส่วนตัวจริงๆ
  • blog เรื่องอื่นๆ ที่ยังไม่มี niche community site เป็นของตัวเอง
  • course material และ lecture note ทั้งหมดของผม ทั้งในมหาวิทยาลัย และวิทยากรรับเชิญ

อันหลังสุด นี่จริงๆ คิดว่าน่าจะเหมาะกว่าถ้าเอาไว้ใน server มหาวิทยาลัย แต่ว่าคิดไปคิดมา เปิดอีก section นึงใน website นี้จะเป็นไรไป เพราะว่าผมค่อนข้างเบื่อกับพวก server มหาลัยล่ะ (หรือไม่ก็เก็บไว้โน่นน่ะแหละ แล้วก็ link ไปเอา)

Review เป้าหมายปีก่อน และตั้งเป้าปีนี้ (51)

เมื่อต้นปีก่อนได้ตั้ง Resolution อะไรบางอย่างไป… (หลายอย่างแหละ) ขอมารีวิวหน่อยละกัน ว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน ปีก่อนผมตั้งเป้าเอาไว้แบบนี้ (ref: thaimacdev.com)

  1. เขียน blog และทำ podcast ให้มันสม่ำเสมอซะที
  2. เขียนหนังสือทั้งหลายแหล่ที่เคยอยากจะเขียนซะที (อยากจะเขียนอยู่หลายเรื่อง เลือกมาซักเรื่องสิ)
  3. ออกกำลังกายซะบ้างนะ นอกจากเดินขึ้นลงชั้น 6
  4. ย้าย lab ไปที่สถาบันวิจัยซะ แล้วหางานมาเลี้ยงมันด้วย
  5. เที่ยวโบราณสถานมากขึ้น
  6. กลับไปเขียนโปรแกรมเองบ้าง (แข่งกับเด็กที่ทำงานด้วยก็ได้)
  7. กลับมาแต่งกลอนบ้าง
  8. แดกดันชาวบ้านให้มันน้อยลง
  9. บริษัทต้องเดินได้ และ sustain
  10. มีสมาธิ สติ ให้มากขึ้น
  11. ปลงกับชีวิตให้มากขึ้น
  12. ศึกษาธรรมะให้มากขึ้นและเข้าถึงมากขึ้น
  13. รักคนที่เค้ารักเราให้มากขึ้น

เอาเป็นว่าผมจะ review เร็วๆ ก็แล้วกันนะ … แบ่งเป็น 3 ระดับละกัน คือ

  • ทำได้ตามเป้า: 4
  • เฉยๆ ได้มั่งไม่ได้มั่ง พอใจระดับหนึ่ง: 1, 3, 5, 6
  • ไม่ได้เลย แต่ก็ไม่เสีย ไม่ค่อยพอใจ: 2, 7, 9 (ยังตั้งไม่เสร็จ)
  • แย่กว่าเก่าอีกมั้ง: 8
  • ไม่รู้จะ evaluate มันยังไง: 10, 11, 12, 13

ก็คงประมาณนี้แหละ ส่วนปีนี้ขอตั้งอะไรที่มัน practical มากกว่าเดิมหน่อยละกัน

  1. เปิด mac geek community website ใหม่ต่อยอดจาก dualGeek ให้ได้
  2. เขียนหนังสือเกี่ยวกับ programming languages กับเพื่อนๆ ที่คุยกันไว้ให้เสร็จ ASAP
  3. บริษัทซอฟต์แวร์เลี้ยงตัวเองได้
  4. บริษัทแอนิเมชันและเกมส์ตั้งสำเร็จและมีงาน
  5. ทำโปรเจคทั้งหลายแหล่ที่อยากทำได้ทุกตัวซักที (อันนี้คงยาก เพราะว่ามันมีแต่มากขึ้นๆ)
  6. หัดเขียน Erlang บ้าง
  7. แปลหนังสือ classic ทาง computer science เพื่อให้นักศึกษาได้ประโยชน์บ้าง (ใช้เป็นการภายใน) อย่างน้อย 1 เล่ม
  8. หาวิธีการหรืออะไรบางอย่างเพื่อช่วยสร้างคนที่เข้ามาทำงาน ฝึกงาน ฯลฯ ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
  9. เที่ยวโบราณสถานมากขึ้นกว่าเดิมนะ … ศึกษามันให้ละเอียดกว่าเดิมด้วย

ประมาณนี้ สิ้นปีเจอกันว่าทำได้หรือเปล่า

ฟังไม่ได้ศัพท์ + ความไม่รู้… (ต่อเอาเอง)

คนเรา บางทีเวลาที่ไม่รู้อะไรแต่ว่าทึกทักไปว่ารู้ แล้วเอาพูดๆ ต่อ เนี่ยมันแย่จริงๆ แฮะ

วันนี้ได้ยินมาจากคนที่ทำงานด้วย ว่ามีคนโทษผมด้วยว่ะ ว่าผมเป็นต้นเหตุของการไม่เสถียร (หรือเรียกเป็นภาษาง่ายๆ ว่า​ “เน่า”) ของอินเทอร์เน็ตในมหาวิทยาลัย

เพราะว่าผมไป “ดูดอินเทอร์เน็ต” ไว้ และก็ได้บอกด้วยว่า ผมเคยทำให้เค้าดู

จะ debunk กันตรงนี้ก็คงจะใช่ที่ แต่ว่าสิ่งที่ผมทำน่ะนะ ไม่มีอะไรมากหรอก อย่างมากก็ใช้ wget ไปเรียก website ที่จำเป็น มาเก็บไว้ในเครื่อง ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า request ไปที่ HTTP server​ ธรรมดา เพียงแต่ผลไม่ได้แสดงที่ browser แต่ว่ามาเอาเก็บไว้เป็นไฟล์ในเครื่อง เท่านั้นเอง

เดี๋ยวนี้เครื่องมือเหล่านี้ก็มีเยอะแยะไป เช่น ​Yojimbo และจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่กว่าการทำงานใน Off-line mode ของพวก browser เท่าไหร่ ที่จะพึ่งพา cache หรือว่าข้อมูลที่ดูดมาแล้วในเครื่องตัวเอง

ซึ่งก็ไม่ได้หนักอะไรมากกว่าการเล่นเน็ตด้วย browser และไม่ได้หนักกว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตปกติเลยแม้แต่น้อย (ยกเว้นแต่ผมจะทะลึ่งไปดูดผลลัพธ์ทุกตัวที่ google มันค้นมาได้จาก query หนึ่งๆ แบบ recursive หรือว่าไปดูด youtube แบบ recursive ซึ่งก็คงจะไม่มีใครฉลาดไปทำแบบนั้น)

จริงๆ มันค่อนข้างจะเบากว่าด้วยซ้ำ ในกรณีที่ต้องใช้งาน documentation (API reference) เพราะว่ามันต้องเปิดหน้าเดิมซ้ำไปซ้ำมาบ่อยมากๆ (ใครมันจะไปนั่งจำ syntax ของทุก function ทุก method ใน API ทุกตัว?) และ ไม่ใช่ทุก API มันจะมี Off-line doc ไว้ให้ download ไปใช้เลย (จะเป็น tar-ball หรือว่า zip หรือว่า PDF ก็แล้วแต่)

อ่อ อีกอย่างนะ ถ้าผมเป็นคนดูแล proxy นะ ผมคงจะต้องทำแบบนั้น เพื่อที่จะ cache หน้าที่มีการ request บ่อยๆ ไว้ที่ proxy ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เน็ตมันเร็วขึ้น (เพราะว่าไม่ต้องไป request ต่อข้างนอก) ซึ่งถ้าผมเป็นคนดูแล และมีการ cache ที่ proxy ที่ฉลาดหน่อยล่ะก็ เน็ตมันจะเร็วขึ้น ไม่ใช่เน่ามากขึ้น ซึ่งอันนี้พวกน้องๆ ที่เรียน com-sci หรือว่า ​IT มันน่าจะเข้าใจไม่ยาก

มันตลกตรงที่ คนที่ไม่รู้ และ no idea เรื่องพวกนี้ กลับเชื่อด้วยแฮะ ไม่พอ ดันเอาไปพูดกันต่อด้วย และที่น่าตลกกว่านั้น ก็คือ บางคนก็ดันเป็นคนที่เรียน com-sci/IT น่ะแหละ พวกนี้ยิ่งแย่ เพราะคิดว่าตัวเองรู้ ตัวเองมี idea และตัวเองเข้าใจถูกต้อง และที่แย่ก็คือ พวกนี้จะมี creditability อะไรบางอย่างเวลาไปพูดกับคนอื่น (ที่ไม่ได้เรียนหรือว่าทำงานด้านนี้)

ผมพยายามนะ ที่จะแก้ความเชื่อสาธารณะที่มันผิดๆ เหล่านี้ทิ้งไปบ้าง แต่ว่ามันคงจะยากเกินความสามารถที่ผมจะไปแก้ล่ะครับ เพราะว่าไอ้ความเชื่อผิดๆ เนี่ย มันเชื่อตามกันง่ายเหลือเกิน เพราะว่ามันไม่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานอะไรทั้งนั้น แค่พูดให้มันเข้าๆ แก๊บหน่อย คนก็เชื่อกันแล้ว โดยไม่ต้องมีหลักการอะไรอ้างอิงหรือว่ารองรับทั้งนั้น

ถามจริงเหอะนะ ไอ้คนพูดเนี่ย มันเคยไปดู traffic ในมหาวิทยาลัยหรือเปล่า เคยไปดู log พวกนี้บ้างมั้ย ว่ามันมี activity อะไรบ้าง

ผมก็เซ็งเหมือนกันนะ ที่เน็ตเวิร์กที่สถาบันวิจัยและพัฒนามันไม่ค่อยจะเวิร์ก มันติดๆ ดับๆ และผมก็เสียงานเสียการ ผมก็เคยคุยกับคนที่เค้าดูแลด้านนี้โดยตรง ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่และระดับเจ้าหน้าที่มาเยอะ เรื่องประสิทธิภาพและเรื่อง traffic ของเน็ตเวิร์กในมหาวิทยาลัย ตลอดจนเรื่องข้อจำกัดในการเข้าถึง

และเวลาที่มีปัญหาอะไร และทางเจ้าหน้าที่บอกมาว่าปัญหามันอาจจะเกิดมาจากการใช้งานบางอย่างของทางผม (และทีมงาน) ก็พยายามแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะว่าไม่อยากเป็นปัญหากับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะกับทรัพยากรสาธารณะอย่างเช่นอินเทอร์เน็ต

สรุป: เหนื่อยแฮะ

หายไปไหน?

นั่นสิ … ผมหายไปไหนจากเว็บนี้?

ผมมัวแต่ไปสร้าง community blog/website อีกแบบหนึ่งอยู่ … เป็น community blog/website ที่ผมและนักศึกษาของผมในวิชาต่างๆ จะช่วยกันค่อยๆ เขียนมันขึ้นมาให้เป็นแหล่งรวมความรู้ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวิชานั้นๆ

ทุก blog จะเหมือนๆ กันอย่างนึง คือ ผมจะรวบรวม reading list เป็นเรื่องๆ ไว้ (คือเรื่องหนึ่งก็มีหลาย reading) แล้วให้นักศึกษาเข้ามาอ่าน แล้วก็ต้องไปเขียนบทความเข้ามาเพิ่มเป็น entry ใหม่ใน blog โดยที่ผมจะ moderate ให้ ว่ามันควรลงหรือไม่ควรลง บางคนเขียนมาง่ายไป หรือว่าน้อยไป (แค่บรรทัดเดียว)ื ผมก็จะไม่ publish ให้ …. ใช้การสร้าง content เป็นวิธีการวัดผล ใครสร้าง content มากกว่าและเป็น content ที่มีประโยชน์ (คือนำไปสู่ creative discussion ที่ให้ได้มาซึ่ง insight ต่างๆ รวมถึงการร่วมสร้าง creative discussion) .. ก็ได้คะแนนมากกว่าไป

ลองเข้าไปดูครับ ใครอยากจะได้ account ในวิชาอะไรเพื่อเข้าไปช่วยๆ กันก็รบกวนบอกครับ ผมจะสร้างให้

แล้วก็มีอีกอัน คือเป็น web รวมๆ พวกนี้อีกที (ณ ปัจจุบัน)

จริงๆ ไอ้ตัวนี้ผมอยากจะขยายมันออกไปมากกว่านี้ มากกว่าที่จะเป็นแค่ portal ของรายวิชาที่จะมี digital content (ที่ตอนนี้ก็คงมีแต่ podcast และ RSS ที่ feed มาจากไอ้พวก link ด้านบน) …. คือผมอยากจะให้มีการสร้าง knowledge และ content ร่วมกันในหลายๆ แง่ หลายๆ มุมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ต่อไปอาจจะมีเรื่องกิจกรรมนักศึกษามากกว่านี้ หรือว่า event ต่างๆ มากกว่านี้….. แต่ว่า ตอนนี้ขอให้แก้ระบบให้มันเสร็จก่อน เพราะว่ามีหลายอย่างที่มันยังผิดๆ อยู่มากมาย (เกิดจากที่ programmer ของผมมอง model และ interaction design ของระบบนี้ไม่ขาดเอง และผมเองก็ไม่ได้ลงไปดูเองมากมายเท่าไหร่)

ก็ update กันนิดครับ เดี๋ยวจะคิดว่าผมหายไปนาน….. ไม่รู้มีคนคิดถึงบ้างหรือเปล่า :-)

Maksim Mrvica กำลังทำอัลบั้มใหม่!

วันนี้เพิ่งจะบ่นๆ ว่าเพลงพวก classical crossover (ชอบฟังมากเวลาขับรถ) นี่พักนี้เงียบเหลือเกิน … ศิลปินที่ชอบมากๆ อย่าง Maksim Mrvica (wikipedia) ที่ปกติจะออกปีละอัลบั้ม ตั้งแต่ The Piano Player ปี 2003 มาถึง Electrik ปี 2006 ก็ไม่ออกอัลบั้มใหม่มาพักนึงแล้ว นี่ก็ใกล้ปลายปีแล้วด้วย …..​ ว่ามี internet connection เมื่อไหร่จะ check​ ซะหน่อย … และแล้ว

ข่าวดี! จาก maksimmrvica.com สดๆ ร้อนๆ (ลงวันที่ 17 พย. นี้เอง) บอกว่า Maksim กำลังอัดอัลบั้มใหม่อยู่ โดยที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านไปแล้ว ที่ Olympic Studio, London และจากข่าวบอกว่าอัลบั้มนี้จะต่างจากอัลบั้มหลังๆ หน่อย ตรงที่จะไม่มีเครื่องดนตรีอื่นเลย นอกจากเปียโนเท่านั้น (ปกติจะเป็นเปียโน + วง orchestra) อืมมมม คงจะให้อีกอารมณ์ เพราะว่าพวก classical crossover แบบ soloist นี่ไม่ค่อยเห็นแฮะ

จริงๆ ก็ชอบแบบ instrument+orchestra นะ อาจจะยกเว้นอัลบั้มที่สองไว้หน่อยนึง (หน่อยนึงจริงๆ) เพราะว่าอัลบั้มนั้น Royal Philharmonic เล่นเด่นไปนิด กลบเสียงเปียโนซะหมด จนบางทีมีความรู้สึกว่าต้องพยายามกระแทกเปียโนให้มันแรงกว่าที่มันควรจะเป็น จะได้มีเสียงหลุดออกมาบ้าง … จริงๆ อัลบั้มที่สองก็ดี เพียงแต่ว่าเป็นอัลบั้มเดียวที่มี comment แบบ negative หน่อย……