Pattern ของการ post blog

ดูลักษณะการ post blog ของตัวเองแล้ว เดือนนี้มีอะไรประหลาดๆ แฮะ

เคยบ่นตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า post blog ไม่ค่อยจะสม่ำเสมอเท่าไหร่ บางเดือนนี่ยังกะกำลังนั่งจ้อง sparse matrix (matrix ที่เต็มไปด้วย 0 และแทบไม่มีข้อมูลอื่นอยู่เลย) ไม่มีผิด… แต่ว่าเดือนนี้ประหลาดแฮะ เพราะว่ามันเอียงข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด อืมมม ผมไม่มีการ post ในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เลยหรือนี่

นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?

ท่าทางคงจะต้องลองมานั่งหา governing function กับการ post blog ของตัวเองซะล่ะมั้ง แล้วก็ลองหา distribution function ของมันซะหน่อย บางทีอาจจะบอกได้มั้ง ว่าปกติแล้วจะมี pattern ของความขี้เกียจที่ช่วงไหนของสัปดาห์ ของเดือน ของปี บ้าง…. ไอ้นี่ก็ maniac ไปหน่อยละมั้ง

แต่ว่าบางที การ post blog น้อยในบางช่วงนี่มันแปลว่า ช่วงนั้นยุ่งเรื่องอื่นหรือเปล่าหว่า? (นั่น เข้าใจทำตัวให้ดูดีอีกนะคนเรา …. ไม่ post ก็คือไม่ post ไม่เห็นต้องมาพยายามหาข้ออ้างในการไม่ post เลยนี่นา)

[update 1]: สุดท้ายถ้านั่งหา pattern ไปๆ มาๆ ก็ไม่พ้นบอกว่า มันอยู่ในบริเวณ Complex น่ะแหละ (ตรงที่อยู่ระหว่าง order/periodic กับ chaos หรือว่าเห็นได้ง่ายๆ จาก class IV ของ Cellular Automata) :-P

ซื้อหนัง ดูหนัง รีวิวหนัง

มีหนังที่ดูไปไม่นานมานี้หลายต่อหลายเรื่อง (ทั้งหนังใหม่ ดูในโรง และหนังที่เก่าหรือค่อนข้างเก่า ดูจากแผ่น DVD/VCD) แต่ว่าไม่มีเวลาเขียนรีวิวเลย ทั้งๆ ที่อยากจะเขียน เอาเป็นว่าผมเอา list มาวางไว้ที่นี่ก่อนละกัน

ยังไม่รวมหนังที่เคยดูไปแล้วเป็นชาติ ที่ชอบมากๆ อยากจะเขียนรีวิว (ในเชิงปรัชญาและแง่คิดที่ได้จากหนังด้วย) แต่ว่ายังไม่เคยเขียน เช่น Planet of the Apes (ทั้ง original และ 2001 remake), 2001 Space Odyssey, Terminator Trilogy Equilibrium, The Matrix Trilogy, Brazil ฯลฯ อีกเป็นตั้ง

แต่ว่าเร็วๆ นี้… เริ่มกลับมาซื้อหนังอีกครั้ง หลังจากไม่ได้ซื้อหนังมานานมาก แต่ว่ารู้สึกเลย ว่าเราจะซื้อหนังมาเก็บไว้ได้เร็วกว่าที่จะดูมัน เวลาไปซื้อทีนะ 3 ชั่วโมงมันได้หลายเรื่องไง บางทีก็มี list อยู่ในใจแล้ว แต่ว่าเวลาดู มันดูได้ทีละเรื่อง เรื่องละสองสามชั่วโมง หนังที่อยากดูมันก็เยอะเหลือเกิน พอเห็นวางๆ บนชั้นแล้วก็เลยอดซื้อติดมือกลับบ้านไม่ได้ แต่ว่าพอเอากลับมาได้แล้วมันดูได้ทีละเรื่องเนี่ยสิ ตอนนี้ก็เลยต้องพยายามดูบ้าง แต่ว่าไม่ให้มันรบกวนเวลาทำงานด้วย ไม่งั้นนอกจากจะดูหนังไม่จบ ไม่ได้เขียนรีวิว .. ซึ่งไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย แล้วยังงานไม่เสร็จ หรือว่าเสร็จแต่ไม่สมบูรณ์ หรือว่าไม่ดี เนี่ยสิ …. เรื่องคอขาดเลย

วิ่งวน วุ่นวาย

งานซ้อน
งานชน
วิ่งวน
วุ่นวาย

แปลกนะ ทำไมทำงานหลายอย่าง หลายต่อหลายอย่าง วิ่งวนไปวนมาหลายที่ ….. กลับไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่

แต่ทำไมนะ ….. หลายครั้งที่ไม่ได้เป็นแบบนั้นกลับเหนื่อยเสียดื้อๆ

Permalink ใน RSS feed ผิด….

ความผิดพลาดของผมเอง บางทีแก้ post อันเก่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างวัน … ทำให้ permalink ของ post บางอันมันเปลี่ยนไป เช่น จาก feed

http://www.rawitat.com/2007/10/03/how-to-become-a-hacker/

แต่ว่าเนื่องจากผมไปแก้อะไรมันนิดหน่อย แล้วก็ re-post ไปใหม่ เมื่อขึ้นวันใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว มันก็เลยกลายเป็น

http://www.rawitat.com/2007/10/04/how-to-become-a-hacker/

ไปแทน (สังเกตวันที่ใน permalink นะ)

คนที่ feed ไปหลังจากที่ผมแก้ ก็จะได้ feed ถูกต้องนะครับ แต่ว่าสำหรับคนที่ feed ไปก่อนหน้านั้นก็รบกวนช่วยตามมาอ่านในอีกวันนะครับ

เรื่องนี้ต้องขอโทษจริงๆ เพราะว่าลืมคิดไปสนิทเลย ว่าวันที่มันเปลี่ยน permalink ก็จะเปลี่ยน พอดีลองมา clickๆ ใน feed reader ของตัวเองก็เลยพบเข้า

ซื้อ software แท้ vs. crack/เถื่อน

Dilemma (ทางสองแพร่ง) ที่มีมาช้านานในบ้านเรา ว่าซอฟต์แวร์ที่เราใช้เนี่ย จะซื้อของแท้ หรือว่าหาใช้ของเถื่อนตามศูนย์ซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือว่าดาวน์โหลดจากเน็ต ซึ่งคำตอบของทางเลือกมันก็ขึ้นกับหลากหลายปัจจัยด้วยกันล่ะนะ

  • หลายคน (ความเชื่อสาธารณะ) ยังคงมองซอฟต์แวร์ ว่าเป็นสิ่งที่แถมมากับเครื่องอยู่ พอจะซื้อเครื่องใหม่ ก็มักมีค่านิยมให้ร้าน load โปรแกรมให้เยอะๆ จะใช้ไม่ใช้อีกเรื่องนึง load ไว้ก่อน ซึ่งก็เลยกลายเป็นงูกินหางกับทางร้าน เพราะว่าการ load ซอฟต์แวร์ที่ลูกค้าต้องการให้ได้ กลายเป็น competing feature หนึ่งไปซะงั้น
  • Trialware/Shareware หลายตัวที่มีให้ download ใช้เพื่อทดลองจากเน็ต พอหมดอายุหรือว่าหมด feature เราก็มักจะนิยมทำการ “หา crack” หรือ “หา serial” ที่มันก็ไม่ได้หายากหาเย็นเท่าไหร่ เป็นอันดับแรกๆ ในความพยายามที่จะทำให้เราได้ใช้ซอฟต์แวร์ตัวนั้นๆ ต่อไป
  • ราคา อันนี้เรื่องใหญ่และเป็นปัญหาโลกแตก … จ่ายแพงกว่าทำไม ในเมื่อจ่ายร้อยเดียวได้ (หลายโปรแกรมด้วย) ทำไมต้องจ่ายเป็นพันด้วย? (ไม่ใช่แค่พันหรอก ซอฟต์แวร์บางตัวแพงกว่าเครื่องอีก อย่าง Mathematica เงี้ย ซื้อ laptop ได้สองเครื่องสบายๆ)
  • Availability อันนี้อาจจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าด้วย … โปรแกรมหลายตัวอยากใช้ด่วนน่ะ แต่ว่ามันไม่มีขาย ติดต่อตัวแทนจำหน่ายก็เรื่องมาก ท่าเยอะ ต้องมีกระบวนการมากมายวุ่นวาย ทั้งเรื่องการเงิน ฯลฯ เฮ้อ ขับรถไปศูนย์ซอฟต์แวร์แป๊บเดียว ดีกว่ากันเยอะ
  • Support เราหลายคนก็ไม่ได้ต้องการ support อะไรมากมายกับโปรแกรมที่เราซื้อมาซะด้วย เพราะว่าส่วนมากก็ไม่ได้ใช้งานมากอะไรถึงขนาดที่ทำให้ support มัน crucial ขึ้นมา ใช้งานงูๆ ปลาๆ ไม่กี่ feature ไม่กี่อย่าง คลำๆ เอาเอง หรือว่าถ้ามันไม่ work จริงๆ ก็ไปเรียนเอา หรือว่าหาคนสอนแถวๆ ไหนก็ได้เอา

เอาเป็นว่า จะเหตุผลใดก็แล้วแต่ ทำให้การใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนยังคงเป็นทางเลือกหลักของการใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในบ้านเราอยู่ดี

แล้วผมเขียนถึงเรื่องนี้ทำไม …​ พอดีวันนี้ iWork 08 หมดอายุ trial 30 วันแล้ว ก็เลยไปซื้อของแท้แบบมีกล่องมาซะหน่อย (จริงๆ ซื้อ license/serial ผ่าน net ก็ได้ แต่ว่าไหนๆ มันก็ราคาพอกัน ได้กล่องด้วยดีกว่า .. พวกบ้าวัตถุก็เงี้ย) …​ แล้วผมทำงั้นไปทำไมล่ะเนี่ย ก็ในเมื่อ iWork มันก็หา serial เถื่อนได้นี่ (จริงๆ ผมก็มี serial เถื่อนอยู่ในมือเรียบร้อยแล้วล่ะ)

ผมยืดถือธรรมเนียมปฏิบัติส่วนตัวอยู่ไม่กี่ข้อในการใช้ซอฟต์แวร์นะ

  1. Freeware/Free Software/Open Source มาก่อนเสมอ ถ้าทำได้ จ่ายแพงกว่าทำไมถ้ามีของฟรี (จริงๆ ไม่ใช่ละเมิดเค้ามา) หลายตัวมันไม่ feature-complete แต่ว่าถ้าเราต้องการใช้มากกว่านั้นและบังเอิญมันมีใน commercial software ก็จ่ายตังค์ซื้อ feature พวกนั้นไปสิ ถ้าเราไม่มีปัญญาจ่ายก็ถือว่าเราไม่ได้ต้องการมันจริง (รักจริงต้องสู้สินสอดได้) และใช้ๆ ไปเถอะ เราจะพบว่าหลายครั้งเราหลอกตัวเองว่าเราต้องการโน่นนี่ จริงๆ ไม่มีไม่ตายหรอก พวก Freeware/FS/OS พวกนี้หลายต่อหลายตัว “เจ๋ง” กว่าที่หลายคนคิดเยอะ
  2. ถ้าจำเป็นจริงๆๆๆๆ ก็ใช้มันไปเถอะ ไอ้ซอฟต์แวร์เถื่อนน่ะ แต่ว่านี่หมายถึงต้องหา Freeware/FS/OS ที่ทำงานแทนได้แบบสุดความสามารถแล้วนะ ห้ามเอามาเป็นข้ออ้างเด็ดขาดด้วย และต้องใช้ในการทำมาหากิน “เท่านั้น” และ
  3. “ถ้า” เราทำเงินจากมัน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม ได้มากกว่าราคาซอฟต์แวร์ตัวนั้นเมื่อไหร่ เราจะต้องซื้อมันแบบถูกต้อง ไม่มีข้ออ้าง เพราะว่าคุณทำเงินได้มากกว่าราคามันแล้วนี่

ผมก็เลยลองไล่ซอฟต์แวร์ในเครื่องดู พบว่าผมมี Freeware/FS/OS ค่อนข้างหลายตัวที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในการทำงานของผม ส่วนโปรแกรมที่ผมใช้ทำงานจริงๆ ผมก็เสียเงินซื้อเสียเป็นส่วนมาก (เช่น iWork ที่ Pages มันช่วยชีวิตผมในการทำ poster งานวิจัยมาหลายครั้งแล้ว และ Keynote ที่ถ้าไม่มีมัน ชีวิตผมในฐานะวิทยากรรับเชิญตามที่ต่างๆ และอาจารย์ประจำ คงจะกร่อยไปอีกเยอะ แล้วก็มี TextMate อีกตัว และอื่นๆ อีกหลายตัวด้วย) ….​ส่วนที่ยังใช้แบบเถื่อนอยู่ก็มีบ้างแหละครับ แต่ว่านั่นเป็นเพราะผมต้องใช้มันบ้าง (อย่างมากก็เดือนละครั้ง) .. แต่ไม่เคยทำเงินจากมันได้ไม่ว่าจะตรงหรืออ้อม และหาตัวแทนมันไม่ได้จริงๆ (พยายามหาแล้ว หาอีก หาแล้ว หาอีก) .. ก็ถือว่ายังตรงกับธรรมเนียมตัวเองล่ะนะ

ปล. ผมเห็นน้องๆ หลายคนนะ หัดเขียนโปรแกรมจะต้องใช้ Visual Studio Enterprise Architect edition ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว Express (ซึ่งฟรี) มันก็มี หรือว่าหลายคนหัดทำ 3D ก็ไปใช้ Maya “Unlimited” ทั้งที่จริงๆ แล้ว Personal Learning Edition มันก็มี ..​ ฯลฯ

ว่าแต่คุณล่ะ มีหลักการ/ธรรมเนียมปฏิบัติยังไงในการใช้ซอฟต์แวร์?

[update 1]: ขอขยายความข้อ 2 นิดหน่อย คือบางคนชอบเอาข้ออ้างที่ว่า “ต้องการศึกษาเพื่อนำไปใช้งาน” โดยมากมักจะเกิดขึ้นกับซอฟต์แวร์ที่เป็นระดับ professional เช่นฐานข้อมูล Oracle ชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ VS.NET Enterprise Architect โปรแกรมแต่งภาพ Photoshop CS3 โปรแกรม 3D Modeling/Animation เช่น Maya Unlimited บางทีก็เข้าใจและเห็นด้วยนะ ที่ว่าบางทีเราก็ต้องการเรียนรู้โปรแกรมพวกนี้เพื่อนำไปทำงานจริงในอนาคต ซึ่งโปรแกรมพวกนี้จริงๆ แล้วหลายตัวก็จะมี scaled-down version ให้ใช้ฟรีหรือราคาถูก และไม่ยอมให้นำไปใช้เพื่อทำการค้าได้ ให้ใช้อยู่แล้ว ถ้าจำเป็นต้องใช้โปรแกรมพวกนี้จริงก็ค่อยซื้อ version ที่เหมาะสมเอาทีหลัง หรือว่าถ้ามันไม่มี version อย่างที่ว่าจริงๆ (แต่ว่าบางทีก็มี trial-ware version) ก็ใช้เถื่อนใช้ crack ไปก่อน จนกระทั่งเราทำเงินกับมันได้ ซึ่งเร็วหน่อยก็ดี และซื้อใช้ซะ

Perception of Time

กระแสของกาลเวลาไหลเร็วแค่ไหนนะ?

“1 วินาที ต่อ 1 วินาที” อาจจะเป็นคำตอบหนึ่ง

แต่ว่านั่นแหละ “1 วินาที” ที่ว่าเนี่ย มันยาวแค่ไหนกันนะ? และทุกวินาทีมันยาวเท่ากันหรือเปล่า? ผมคงจะไม่พูดถึงกาลเวลาจากทฤษฎีสัมพันธภาพหรอกนะ อันนั้นอาจจะไม่ค่อยเข้าประเด็นเท่าไหร่ แต่ว่ากาลเวลามันมีอะไรแปลกๆ หลายๆ อย่าง นาฬิกา มันจับเวลาได้ยาว 1 วินาทีเท่ากันจริง แต่ว่าความรู้สึกคนล่ะ กับแต่ละ 1 วินาทีที่มันผ่านไปเนี่ย มันเป็นยังไงกันนะ

เคยไหมล่ะ เวลาที่ทำอะไรที่ชอบๆ เนี่ย เวลามันผ่านไปเร็วยังกะติดจรวด แต่ว่าเวลาที่ต้องเจออะไรที่ไม่ชอบเนี่ย กว่าเข็มวินาทีมันจะกระดิกแต่ละที รอกันเมื่อย บางทีจะเป็นเพราะว่าถ้าเราอยู่กับสิ่งที่เราชอบ เราจะไม่รับรู้การมีอยู่ของกาลเวลา (พูดง่ายๆ ว่า “ลืมมันอย่างแท้จริง”) หรือเปล่านะ แล้วในทางกลับกัน เวลาที่เราอยู่กับสิ่งที่เราไม่ชอบ เราเลยจับจ้องกาลเวลาแทน ก็เลยทำให้จิตเราอยู่กับมันหรือเปล่านะ เลยเห็นเหมือนกับว่ามันเปลี่ยนช้าเหลือเกิน

ใช่สินะ บางทีเรา focus กับอะไรมากไปหรือเปล่า เลยเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงช้าหรือว่าแทบไม่เปลี่ยนเลย? ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้าง อะไรๆ ที่เราอยากจะให้มันเป็น มันจะเป็นเร็วขึ้นหรือเปล่านะ? เด็กบางคนเจอหน้ากันอยู่ทุกวัน เออ มันก็เหมือนๆ เดิม แต่ว่าพอไม่ได้เจอกันไม่นานกลับมาเจอกันอีกที เออ โตขึ้นเยอะนี่ หรือว่าอะไรทำนองนี้มั้ง

ทำไมกันนะ

เวลาที่ผ่านไปในอดีต กับ เวลาที่รอเราอยู่ข้างหน้า มันผ่านเร็วเท่ากันหรือเปล่านะ ก็แปลกดี เวลาที่เรามองไปข้างหน้าในอนาคต ที่เราคิดว่าอีกหลายปีเราจะตาย หรือว่ายังคงมีอีกหลายปีให้เราใช้ชีวิตกับใครบางคน กับอะไรบางอย่าง ….. 20-30 ปีที่เหลืออยู่ (ถ้าผมตายที่อายุ ~60 ปี) มันจะนานขนาดไหนนะ

และแล้ว … ภาพความทรงจำทั้งหมดในชีวิตก็แล่นผ่านตา …. ชีวิตเราผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้วหรือ พอเรามองย้อนกลับไป มันกลับดูเหมือนกับพริบตาเดียวเท่านั้นเองไม่ใช่หรือไง ทั้งความสุข ความเศร้า ความเหงา ความทุกข์ ดีใจ เสียใจ ที่ผ่านไปทั้งหมด มันกลับดูเหมือนกับถูก compressed ไว้ให้วิ่งผ่านความทรงจำได้ในเวลาไม่กี่เสี้ยววินาทีเอง

ถ้างั้น … เวลาที่เราคิดว่า ยังมีเหลืออยู่มาก มากมายอีกหลายปี ที่เราคิดไปเองเนี่ย วันหนึ่งเมื่อเราอายุ 50, 60 มันก็คงจะวิ่งผ่านตาเราแบบนี้สินะ มันดูไม่นานอย่างที่คิดเลย

บางทีก็คิดนะ ว่าเรากำลังเสียเวลาที่มีค่า ไปกับอะไรบางอย่างในอดีตที่มันหวนคืนมาไม่ได้หรือเปล่า คิดสิ รู้สึกสิ ว่าเวลาที่เหลืออยู่มันน้อยแค่ไหน ….​ เราก็อย่าให้ตัวเราเองในอนาคต ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ข้างหน้า ต้องมาพูดแบบนี้เลย

“อดีต” ของ “วันพรุ่งนี้” ยังคงแก้ไขได้เสมอ ก็แค่เปลี่ยนวันนี้เอง มันไม่ยากหรอกนะ

Paradox of Thought/Feeling

วันนี้นั่งคิดเรื่อยเปื่อย อยู่ใน Labyrinth of Thoughts …..

  • ทำไมคนเราต้องเลือกระหว่างจำกับลืม ทั้งๆ ที่สุดท้ายมันก็คือ จำ เหมือนกัน? (ถ้าลืมจะต้องมาเลือกทำไม)
  • ทำไมคนเราต้องคิดว่าจะต้องรู้สึกยังไง ทั้งๆ ที่ความรู้สึกมันทำให้เกิดด้วยความคิดไม่ได้? (ห้ามก็ไม่ได้)
  • ทำไมคนเราต้องอยากได้ในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้อยู่ดี
  • ทำไมคนเรากลัวความตาย ทั้งๆ ที่วันนึงเราก็ตาย
  • แต่ทำไมคนเราถึงยังหัวเราะ เล่นโจ๊ก เล่นขำขัน กันได้ ทั้งๆ ที่ความตายมันรออยู่ข้างหน้า
  • ทำไมคนเราถึงพยายามท่องจำ ทั้งๆ ที่ทำไปก็ลืม
  • ทำไมคนเราถึงชอบทำอะไรที่ปากมันไม่ตรงกับใจ (ปากดี ขี้เหงา เอาแต่ใจ มั้ง?)
  • ทำไมคนเราถึงเลือกเจอสิ่งที่ไม่อยากเจอ ทั้งๆ ที่มันก็เลือกได้อ่ะนะ (คนเราเกิดมาใช้กรรมล่ะสิ)
  • ทำไมคนเราถึงเลือกแคร์คนที่เค้าไม่แคร์เรา
  • แต่ทำไมทีกับคนที่แคร์เรา เราดันเลือกที่จะไม่แคร์
  • ทำไมเราเลือกเชื่อคนที่ไม่มีชื่อ (annonymous) ไอ้พวก “เขาว่า” แต่ว่าบางทีกับ authority กลับไม่เชื่อซะงั้น
  • ทำไมบางคนอยากจะกล้า แต่ว่าปอดแหก
  • แต่เรื่องที่ึควรปอดแหก ดันกล้าซะงั้น
  • ทำไมคนเราถึงมี spec ทั้งๆ ที่พอเจอใครที่มันใช่ มันก็ไม่เห็นจะสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่เลย
  • ทำไมเราถึงรักที่จะเลือก แต่ว่ากลับไม่เลือกที่จะรัก (มันเลือกกันได้ด้วยเหรอ ว่าความรู้สึกนี้จะเกิดกับใคร)
  • ทำไมคนเราชอบบอกว่าเข้าใจ แต่ว่าจริงๆ ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยสักนิด
  • ทำไมคนเราชอบควบคุมทุกอย่าง ยกเว้นใจตัวเอง
  • ทำไมผมถึงเขียนเรื่องแบบนี้ลง blog นี้วะ (อันนี้ถามตัวเองเล่นๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้น)

วันนี้คงจะมีเวลานั่งเล่นเรื่อยเปื่อยมากไปหน่อย แต่ว่าเวลามันก็มีแค่นี้ list นี้ก็คงจะต้องจบลงที่ใดที่หนึ่ง แต่ใครคิดอะไรเพิ่มเติมได้ก็บอกกันมาก็แล้วกัน

บทความ กับ credit : หนังสือ 35 ปีคณะวิทย์ ศิลปากร

เซ็ง(โว้ยยยยยย)

เขียนบทความลงหนังสือ 35 ปีคณะวิทยาศาสตร์ ม.ศิลปากร (ที่ทำงานปัจจุบัน) ทางคณะอยากได้บทความที่ออกแนว popular science คือ เขียนให้คนทั่วไปอ่าน ไม่วิชาการจ๋า เราก็เขียนให้ และก็เวียนให้คนในภาคช่วยกันอ่าน ช่วยกัน comment

พอมาพิมพ์จริงๆ ชื่อ คนเขียน หายซะงั้น ของอาจารย์ท่านอื่น ภาควิชาอื่น ทำไมมี ชื่อเต็ม และนามสกุล ของอาจารย์ผู้แต่งอยู่ด้วยครบถ้วน แต่ไม่บอกว่าเป็นอาจารย์ภาคไหนเสียด้วยซ้ำ

พอมาเป็นบทความของเรา ทำไมชื่อ รวิทัต ภู่หลำ มันหาย เหลือแต่ อาจารย์ประจำภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หว่า

เหมือนกับว่าอาจารย์ทั้งภาคช่วยกันแต่งเลยเนอะ

ปล. ดีนะ ที่ยังมี e-mail ของเราลงอยู่ด้วย ไม่งั้นคงไม่มี trace อะไรเลยจริงๆ

แต่ว่าเบื่อว่ะ ทำไมวะ เฮ้อ

ปล. ขอบคุณลูกศิษย์สองคน thitipat ที่เป็นคนสังเกต คนเจอ และ kiterminal ที่เป็นคนบอกผม

Blognone Tech Day 3.0

ก็ผ่านไปแล้วนะครับ สำหรับงาน Blognone Tech Day (BTD) 3.0 ซึ่งคราวนี้ผมโดน mk ลากไปเป็นวิทยากรด้วย (ซึ่งทำให้ mk ต้องมาพูดใช้หนี้ที่ศิลปากรวันถัดไป แล้วเราก็คุยกันต่อ)

ผมคงจะไม่เขียนสรุปอะไรว่าแต่ละคนพูดอะไรนะครับ เพราะว่าอันนั้นมีคนทำไว้แล้วเยอะ เช่นที่ sugree’s blog, Pok’s blogger, จ๊ะเอ๋อยากเล่า, ch_a_m_p’s blog ซึ่งจริงๆ ก็คงมีที่อื่นๆ อีก แต่ว่าเอาเป็นว่ามีคนสรุปไว้แล้วก็แล้วกัน ..​ งั้นผมขอเขียนความรู้สึกส่วนตัวจะดีกว่า

  • ได้เจอเพื่อนหลายคนที่นานๆ จะเจอกันที่ เช่น อ.มะนาว, พี่ sugree, bact’ (ที่น่าเสียดาย เหมือนจะอยู่ไม่นาน)
  • อ.มะนาว พาเพื่อนมาแนะนำให้รู้จักอีกคน ซึ่งพอเราเห็นกำลังนั่งอ่านหนังสือ Agile Web Dev with Rails ที่เราเคยเขียนด่าถึงด้วย ก็เลยให้ดูความแข็งแกร่งของหนังสือเล่มนั้นหน่อย ว่ามันเกรียนเทพแค่ไหน … คนที่เคยอ่านลองไปหาหน้าที่บอกวิธีการติดตั้ง Ruby บน Mac ดูนะครับ จะเห็นคนเขียนเกรียนถึงโปรแกรม DAVE (ซึ่งจริงๆ มันก็มีจริงๆ อ่ะนะ แต่ว่าไม่เกี่ยวกับผมนะ) …. แถจริงๆ เพราะว่าคนเขียนหนังสือต้นฉบับเค้าชื่อ Dave Thomas อ่ะนะ มันก็เลยมี prompt ชื่อ dave มาด้วย แบบว่า
    dave> some_command_here ...
    

    นะ เกรียนสุดๆ จริงๆ

  • ได้คุยกันเรื่อง ฮาๆ หลายเรื่องที่ถ้าไปคุยกันข้างนอกก๊วนที่มา (แม้แต่จะไปคุยในภาควิชาคอมพ์ หรือว่าคนทำงาน IT ก็เถอะ) อาจจะมีหน้างงๆ กันเยอะ ไม่ฮา ไม่ขำ เพราะว่ามันอาจจะ geek เกินไป
  • apirak มาบอกหลังไมค์ ว่าตอนที่ผมถาม นี่น่ากลัวโคตรๆ เลย หรือว่าผมมีความสามารถพิเศษในการกดดันชาวบ้านก็ไม่รู้แฮ​ะ ทั้งๆ ที่เราก็คิดว่าเราถามธรรมดานะ
  • น่าเสียดายที่มีเวลาให้ผมพูดน้อยไปหน่อย เลยไม่มีเวลาเล่นเกมสอนทำอาหาร (อะไรเนี่ย ..) ทั้งๆ ที่เรียกน้อง Ford Antitrust ออกไปหน้าเวทีแล้วนะ แต่ว่าเนื่องจากเวลาน้อย + คนฟังยังเขินๆ กันอยู่ด้วย ไม่ค่อยจะเล่นกับเราเท่าไหร่ น้อง Ford เลยออกไปเก้อเลย
  • น่าเสียดาย น่าเสียดาย เพราะว่าเกมนี้จะฮามาก แล้วก็จะเข้าใจเรื่อง short-term memory กับเรื่องการเรียนรู้และการท่องจำขึ้นอีกเยอะมาก ถ้าคิดว่าผมพูดเนี่ย ฮาแล้ว จี้ใจดำแล้ว เกมนี้จะเจ๋งกว่านั้นอีก คราวนี้รบกวนช่วยเล่นนิดนะคร้าบบบบ
  • แต่ว่าไปงานแบบนี้แล้ว บอกตามตรงว่า ใจชื้น เหมือนกับว่างาน Blognone เนี่ย เป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจที่มันห่อเหี่ยวมานานของผมได้อย่างไม่น่าเชื่อ
  • เห็นน้องที่ชนะ Imagine Cup เห็น (video) โปรแกรมที่เค้าทำ เห็นการใส่ใจกับทุกรายละเอียด การสร้าง WOW factor การคำนึงถึงผู้ด้อยโอกาสและพยายามประยุกต์เทคโนโลยีมาช่วยได้อย่างเจ๋ง ….. ผมอยากให้น้องๆ กลุ่มนี้หรือว่ากลุ่มอื่นๆ ที่มีความสามารถ มีโอกาสทำอะไรเพื่อสังคมจริงๆ จังๆ เมื่อเรียนจบบ้างจัง แทนที่จะเข้าไปอยู่ในบริษัทใหญ่ๆ โตๆ บางบริษัท เงินเดือนสูงๆ แต่ว่าสังคมไม่ได้อะไร (ถ้าได้ทั้งสองอย่างก็เยี่ยมครับ win-win)
  • เห็นน้องจากกลุ่ม Ubuntu Club ที่ทำให้ผมอ้าปากค้าง … เนี่ยมันเด็ก ม.ต้น นะครับพี่น้อง แหม ตอนที่ผม ม.ต้น ผมยังทำอะไรไม่รู้อยู่เลย เด็กส่วนมากที่ผมเห็นที่ศิลปากร ยังไม่ได้ “สนใจ” อะไรแบบนี้เลย น้องครับ ผมขอบอกว่า น้องเยี่ยมมาก ผมแทบไม่ได้ปรบมือให้ใครด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งยวด และรู้สึกชื้นสุดๆ ในใจมานานแล้ว
  • ผมเห็นว่าประเทศนี้ยังมีอนาคตครับ อย่างที่พี่ sugree เขียนไว้ใน blog เรื่องงาน BTD ว่าประเทศไทยมันคือ The Matrix นี่หว่า แล้ว Red Pill มันอยู่ไหน มีแค่ไม่กี่คนที่หลุดพ้นออกจากระบบแล้วกลายเป็นคนกำหนดอะไรบางอย่างในช่วงบางช่วง
  • ผมเชื่อว่ามีเยอะครับ คนที่อยู่ในระบบ แล้ว so dependent on the system และ/หรือ not ready to be unplugged แต่ว่าผมก็เชื่อเช่นกัน ว่าบางคนนะ ที่เค้ารู้สึกว่า there’s something wrong with the system แต่ว่าเค้าบอกไม่ได้ว่าอะไร เค้าบอกไม่ได้ … เราต้องค้นหาเค้า ค้นหาคนเหล่านั้น spend sometime searching The Matrix หาคนที่เริ่มรู้สึกเช่นนั้น ….. พาให้เค้าเห็นโลกอีกด้านหนึ่งของรั้ว เค้าอาจจะหลุดพ้นออกมาก็ได้

สรุปว่า เสียดายครับ ถ้างานนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย (ส่่วนหนึ่งอาจจะเป็น mk จะไปเรียนต่อ) ถ้าครั้งต่อไป ผมอยากให้ไปจัดที่อื่นบ้าง (ซึ่งก็คุยกับ mk ไว้แล้ว) ถ้ายังไงที่ ศิลปากร ตลิ่งชัน อาจจะเป็นอีก option หนึ่ีงก็ได้นะครับ (ผมเสนอไว้ก่อน) อาจจะต้องมีค่าเช่าที่ แต่ว่าก็คงจะจัดการได้ไม่ยากเย็นเท่าไหร่ เผื่อว่าเด็กที่อื่น จะได้มีโอกาสได้เข้ามาฟังและเปิดโลกของตัวเองบ้าง

New Honda Accord 2008

Honda เปิดตัว Accord ใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว

2008 Honda Accord unveiled! — Autoblog
2008 Honda Gallery — Autoblog

จริงๆ ผมเพิ่งจะซื้อ รถคันใหม่ เป็นรุ่น 2007 minor change ของ Accord ตัวปัจจุบัน (ไอ้รุ่นที่เค้าว่าบั้นท้ายขัดตา เหมือน Benz โดน Soluna ข่มขืน น่ะแหละ) ได้ไม่นานมานี้ และตอนที่จะซื้อนั้นทั้งเซลล์ทั้งคนที่รู้จัก ต่างก็บอกว่า อีกไม่นาน New Accord จะออกแล้วนะ รอหน่อยจะดีกว่ามั้ย


(ภาพจาก Autoblog)

แต่ว่าความรู้สึกแรกของผม หลังจากที่เห็นภาพแล้วก็คือ ไม่ค่อยจะสวยอย่างที่หวังไว้เท่าไหร่ มีอะไรบางอย่างที่มันขาด/หายไปนะ (ในขณะที่รุ่นที่แล้วมันเกินมาหน่อยตรงท้าย) …. รู้สึกว่า concept มันจะเปลี่ยนไปจากตัวปัจจุบันพอสมควรหรือเปล่า

  • ด้านหน้า ในขณะที่ตัวปัจจุบันเป็นสาวหน้าคม ตาโตคิ้วโก่ง ตัวใหม่นี่จะหน้าค่อนข้างเหลี่ยม ตาตี่เล็ก (ทำไมผมนึกถึงลูกสาวท่านอดีตนายกฯ วะ) รู้สึกว่าความเป็น sport มันหายไปจาก design ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน
  • ด้านท้าย ในขณะที่ตัว 2007 minor change นี่จะเป็น Benz + Solution ที่มีไฟหยดน้ำขัดตามากๆ …. เกะกะ ตัวนี้รู้สึกว่าจะละม้ายคล้ายคลึงกับ BMW Series 5 นะ ผมก็ว่าแบบนี้สวยดี เรียบหรู กว่าตัวปัจจุบันเยอะ สรุปว่าชอบบั้นท้ายตัวนี้แฮะ (แต่ว่าจากรูปรุ่นสีดำไม่สวยอ่ะ สีขาวสวยกว่าเยอะ)
  • Interior ไม่ได้ต่างจากตัวปัจจุบันมากเท่าไหร่ นอกจากจะมีจอ built-in (สำหรับ navigator และน่าจะประโยชน์อื่นๆ ด้วย) แล้วก็สาย AUX อ่ะนะ ไม่ต้องเอาไปทำแบบตัวปัจจุบัน เท่าที่ดูก็ค่อนข้างจะ roomy ดีนะ กว้างแล้วก็ simple แต่ว่า elegance ดี ซึ่งก็เป็น concept ของภายใน Accord อยู่แล้ว
  • เท่าที่อ่านจาก spec นะ มันมี horsepower มากขึ้น แล้วก็ตัวรถใหญ่ขึ้น มีพื้นที่ภายในมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดีเหมือนกัน (แต่ว่าคงจะขับในที่แคบๆ ยากขึ้นนิด)
  • ขาดอะไรไปอีกอย่างหว่า ….​ เออใช่ เรื่องนี้สำคัญเหมือนกัน เพราะว่า Accord ตัวใหม่นี้ ผมรู้สึกว่ากระจกหน้ามันเล็กลงยังไงไม่รู้แฮะ ทั้งๆ ที่อย่างนึงที่ผมชอบมากกับรุ่นปัจจุบันคือ กระจกหน้าที่มันกว้างมาก+กระโปรงหน้าที่ค่อนข้างเตี้ย ทำให้เห็นได้กว้าง
  • ดูไปดูมา เริ่มจะมีความรู้สึกว่ามันคล้ายๆ กับ Camry ตัวปัจจุบันแฮะ รู้สึกว่ามันจะอายุมากขึ้นกว่าตัว 2007 เยอะเลย พยายามให้ดูภูมิฐานมากขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้

เสียดายนะ ….​ หรือว่าหลังจากที่ผมเห็น New Civic ที่กล้าคิดกล้าคำใหม่ กล้า redesign ฯลฯ แล้วผมจะคาดหวังมากไปกับ Accord 2008 ก็ไม่รู้ เพราะว่า New Civic นี่มัน innovative แล้วก็เป็น radical change มากๆ เรียกได้ว่า อย่าไปบอกเลย ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงหรือความแตกต่าง แต่บอกว่า กล้า “สร้าง” ความแตกต่างและ “สร้าง” การเปลี่ยนแปลงดีกว่า …​ แต่ว่า New Accord ตัวนี้ เหมือนกับพยายามหยิบเอา “สูตรสำเร็จ” จากคนอื่นมาใส่ในรถตัวเอง ทำให้เสียความเป็นตัวเอง เสียเอกลักษณ์หลายๆ อย่างไปเลยด้วยซ้ำ

แต่ว่าเอาไว้เห็นตัวจริงก่อนอาจจะดีกว่าแฮะ

ปล. ลืมไป ว่าตัว Coupe จะดูดีกว่าหน่อยนะ ตัวนั้นจะหน้าคมกว่านิด เฉี่ยวกว่าหน่อย


(ภาพจาก Autoblog)

เรียกว่าเป็นน้องหมวยหน้าเรียวคม ก็คงจะได้ล่ะนะ สวยใช้ได้กว่ากันเยอะเลย

[update 1] เมื่อกี้คุยกับคุณวีร์ (เจ้าของ Honda แห่งหนึ่ง) เห็นตรงกันว่า เห็น New Civic, New CR-V แล้วมาเจอ New Accord นี่ ความรู้สึกคงประมาณเดินๆ ขึ้นเขาอยู่ดีๆ แล้วตกเหว