กระจกหน้าต่างแค่บานเดียว … ที่ไร้การเหลียวแล

เรื่อง “เล็กๆ น้อยๆ” ที่ส่งผลใหญ่โตระยะยาว หรือที่เรียกว่า Butterfly Effect อันโด่งดังจาก Chaos Theory นั้น มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะมากมาย และหนึ่งตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงกว้างก็คือ “ทฤษฎีกระจกหน้าต่างแตก”

เรื่องมันมีอยู่ว่า ย่านที่อยู่อาศัย อาคารต่างๆ จากที่สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย กลายเป็นที่รกร้างไร้การเหลียวแลได้อย่างไร .. คำตอบง่ายๆ มันมีอยู่แค่ว่า “กระจกหน้าต่างแตกหนึ่งบาน ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมซ่อม”

คำอธิบายก็ไม่ยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็แค่กระจกหน้าที่แตก แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลนั้น เป็นการส่งสัญญาณ และทำให้เกิดความรู้สึก “ไม่มีคนสนใจ ไม่มีคนเหลียวแล” ให้กับคนที่ผ่านไปผ่านมา และคนที่อยู่อาศัย และก็อาจจะมีบางคนที่ผ่านไปผ่านมา ปาหินให้มันแตกมากขึ้น ทำให้สัญญาณนั้นชัดเจนรุนแรงมากขึ้นทุกที

จากกระจกบานหนึ่งไปอีกบานหนึ่ง จากบ้านหนึ่งก็จะลามไปอีกบ้านหนึ่ง จนมากขึ้นๆ เหมือนกับมะเร็งที่ลุกลามในอวัยวะ ที่หากปล่อยไว้จนลุกลาม ก็ยากจะรักษาเยียวยาได้

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือ little bits ที่ส่งผลใหญ่โตในระยะยาว เพราะผลของมันจะลามจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง มากขึ้นๆ ทุกที

เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง?

เยอะแยะครับ ที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตผม ที่เป็น “กระจกบานนั้น” ที่แตกเล็กน้อย แต่เราเลือกที่จะไม่ดูแลมันแต่เนิ่นๆ หรือดูแลมันให้ดีพอ จนสุดท้ายกลายเป็นเซลล์มะร็งที่กัดกินทำลายสิ่งที่มันอยู่

  • พฤติกรรมที่ไม่ดีเล็กน้อยในที่ทำงาน เช่น มีพนักงานบางคนเล่น chat ทั้งวัน (ไม่ใช่แค่เท่าที่เหมาะสม) ก็เป็นกระจกบานหนึ่ง ที่สุดท้ายจะมีคนทำตาม และคนที่อยากทำงานก็จะรู้สึก irritated และอาจจะรำคาญจนเลิกทำงานไป
  • คนไม่สนใจเรียนคนหนึ่งในห้อง อาจจะนั่งหลับ (แบบตั้งใจหลับ ไม่ใช่นั่งเฉยๆ ฟังเพลินๆ แล้วเคลิ้ม) หรือตั้งใจป่วนห้องเรียน ที่ไม่ได้รับการดูแลให้เหมาะสม (เช่น ให้ออกไปข้างนอก) ก็เป็นกระจกบานหนึ่ง เช่นเดียวกัน
  • โค้ดห่วยๆ ในไฟล์แค่ไฟล์เดียว ในโปรเจคแอพ ที่ไม่ได้รับการดูแล ไม่รีบ refactor ไม่รีบจัดการ ก็จะทำให้ความห่วยมันกระจายไป ปะผุไป และดึงดูดโค้ดห่วยๆ มามากขึ้น กระจายไปหลายไฟล์มากขึ้น จนมันไม่สามารถดูแลได้
  • เรื่องระหว่างคน ที่ไม่ปรับเข้าหากันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่คุยกันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แล้วปล่อยให้มันลุกลามใหญ่โต จนคุยกันยากขึ้นเรื่อยๆ มองหน้ากันยากขึ้นเรื่อยๆ จาก ego เรื่องเล็กๆ แค่เรื่องเดียว
  • ยังคงเป็นเรื่องระหว่างคน ที่การไม่คุยกันในเรื่องเล็กน้อยบางเรื่อง ส่งผลไปยังการไม่คุยกันในเรื่องอื่นๆ .. และกลายเป็นความห่างเหิน จนไม่อาจเยียวยาได้ ในที่สุด
  • ปัญหาสังคมต่างๆ นานา มากมายที่เข้าประเด็นนี้แบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการโบกรถเมล์นอกป้าย ขึ้นลงรถเมล์ตรงไหนก็ได้ การแซงคิวเข้าห้องน้ำ การแย่งกันซื้อของ มักจะเกิดจากพฤติกรรมเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับการดูแลและปล่อยให้มันฝังรากลงไป ฯลฯ

ก็ใช่สิ … มันก็แค่กระจกบานเดียว จะไปมีผลอะไรมากมาย

แต่เชื่อผมสิ ว่า a little bit goes a long way … ผีเสื้อกระพือปีกในอเมริกา อาจส่งผลให้เกิดพายุถล่มญี่ปุ่นก็ได้ … ถ้าผลของมันมีโอกาสกระทบต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ

Prisoner’s Dilemma

ทางสองแพร่งของนักโทษ หรือ Prisoner’s Dilemma เป็นทฤษฎีหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากเป็นพิเศษตั้งแต่อ่านครั้งแรกๆ ในหนังสือพวก Mathematical Models in Economics เมื่อครั้งเรียนปริญญาตรี และยิ่งเห็นโลกมากขึ้น ผมยิ่งชอบที่จะตีความมันมากขึ้น จนถึงวันนี้กลายเป็นปรัชญาชีวิตตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงเสมอเวลาทำอะไรก็ตาม

เรื่องมันมีอยู่ง่ายๆ ว่า คนสองคน ไปลักเล็กขโมยน้อยของจากร้านค้าเล็กๆ แล้วก็ถูกแยกสอบสวน ซึ่งตำรวจก็ถามทั้งสองคน (แยกกันถาม) ว่าอีกคนมีความผิดหรือไม่ ถ้าสารภาพ (ด้วยการบอกว่าเพื่อนผิดจริง และยินดีเป็นพยานให้) ก็จะปล่อยให้พ้นผิด นักโทษทั้งสองคนก็จะมีตัวเลือกเหมือนๆ กันคือ จะเงียบ หรือว่าจะบอก

ผลลัพธ์: ถ้าทั้งสองคนต่างเห็นแก่เพื่อน เงียบทั้งคู่ ก็จะโดนขังกันไปคนละ 1 เดือน ถ้าทั้งสองคนต่างก็เห็นแก่ตัวเอง บอกทั้งคู่ ก็โดนกันไปคนละ 3 เดือน แต่ถ้ามีคนหนึ่งพูด อีกคนไม่พูด (คนหนึ่งเห็นแก่เพื่อน อีกคนเห็นแก่ตัว) คนที่พูดจะได้เป็นอิสระ แต่คนที่เงียบจะโดน 12 เดือน

ลองเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นรูปแบบของการได้คะแนน แทนการเข้าคุก เราจะได้ตารางแบบนี้


prisonerdilemma.png

โดยมีคนสองคน P1 และ P2 แต่ละคนมีทางเลือกคือ “Cooperate” (ร่วมมือกัน) หรือ “Defect” (หักหลังกัน) … ซึ่งแม้ตามตำราจะใช้คำนี้ แต่นับวันผมยิ่งมีความรู้สึกว่ามันคือ “เพื่อคนอื่น” (เห็นแก่คนอื่น) และ “เพื่อตัวเอง” (เห็นแก่ตัว) มากกว่า แต่ผมขอใช้ตัวย่อตัวเดิม คือ C และ D ตามลำดับ

ถ้าทั้ง 2 คนต่างคิดเพื่ออีกฝ่าย จะได้คนละ 3 คะแนน รวมแล้ว 6 คะแนน ถ้าคนหนึ่งเห็นแก่ตัว ฝ่ายเห็นแก่ตัวจะได้ 5 และอีกฝ่ายจะไม่ได้อะไรเลย 0 รวมแล้ว 5 คะแนน แต่ถ้าเห็นแก่ตัวทั้งคู่ (จะเอาทั้งคู่) ก็จะได้คนละ 1 คะแนน รวมแล้ว 2 คะแนน

เรื่องที่น่าสนใจคือ

  • ถ้าเราจะต้องตัดสินใจเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด เราจะเลือก D หรือทางเลือกแบบเห็นแก่ตัว เสมอ เพราะว่าคะแนนที่เรามีโอกาสได้คือ 5, 1 (Max: 5, Min:1) ในขณะที่ถ้าเราคิดเผื่ออีกฝ่าย จะได้ 3, 0 (Max: 3, Min 0)
  • แต่ถ้าเรามองทั้งระบบเป็นหลัก เราจะเห็นว่าทางเลือกแบบเห็นแก่ตัว ที่ทำให้เราได้คะแนนส่วนตัวสูงสุดที่เป็นไปได้ มันจะทำให้ระบบมีโอกาสได้คะแนน Max: 5, Min: 2 แต่ถ้าเรายอมเสียประโยชน์ส่วนตัว จะได้ Max: 6, Min: 5
  • ถ้าทุกคนคิดเพื่อคนอื่น ทุกคนจะได้มากกว่าที่คิดเห็นแก่ตัว (คนละ 3 vs. คนละ 1) และระบบได้สูงสุด (6)
  • ถ้าทุกคนคิดเห็นแก่ตัวกันหมด แต่ละคนจะได้น้อยกว่าที่ตัวเองหวังไว้ (หวัง 5 vs. ได้ 1) และระบบแทบจะไปไม่ได้ (2)

ตัวอย่างที่เห็นกันเกลื่อนกลาด ก็เช่นเรื่องตั้งงบประมาณ เรื่องขออัตรากำลังคน เรื่องขอทุนวิจัย เรื่องขอเปิดหลักสูตร เรื่อง ฯลฯ ที่มีหลักคิดจากการ Maximize by Part ของตัวเอง ว่าถ้าฉันมีนี่นั่นโน่น แล้วจะทำหน้าที่ตัวเองได้ดีที่สุด แล้วเมื่อทุกคนคิดเหมือนกัน ก็ต้องมานั่งเกลี่ยกันตรงกลาง หารกันไป ถัวกันไป ซึ่งจะทำให้แต่ละคนได้แบบเบี้่ยหัวแตก น้อยกว่าที่ตัวเองคาดหวังและอยากได้ และทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายระบบแย่ที่สุด

อีกตัวอย่างที่ผมชอบมาก คือ “การจราจร” ที่ถ้าแต่ละคนเห็นแก่ตัว ฉันต้องได้ไปก่อน ฉันต้องได้ไปเร็วที่สุด ฉันไม่ต้องดูรถคันอื่น คนอื่นต้องระวังอย่าชนฉัน หรือเลนของฉันจะให้หรือไม่ก็ได้ ฯลฯ พวกนี้ จะทำให้เกิดถนนที่แย่มากๆ ขึ้นมา การจราจรจะติดขัดล่าช้าไปเสียหมด แต่ละคนจะได้ไปช้ากว่าที่ตัวเองอยากจะไป แต่ถ้าขับรถเพื่อคนอื่น เช่น ใครขอเลนเราให้ ใครขับเร็วกว่าเรา เราหลบให้ ฯลฯ ทุกคนจะได้ไปเร็วกว่าที่ตัวเองคิด นั่นคือ ถนนทั้งเส้นได้มากที่สุด

ผมขอจบ Entry นี้ ด้วย Statement ที่ว่า

ระบบที่ห่วยที่แย่ที่สุด บางครั้งมันเกิดจากการที่แต่ละคนแต่ละส่วน พยายามทำดีที่สุด “เพื่อตัวเอง”

(โดยบางครั้ง การทำเพื่อตัวเองนั้นๆ อาจไม่ได้มาจากเจตนาที่เลวร้าย เพียงแต่เห็นประโยชน์ตัวเองเป็นหลักก่อน ก็เท่านั้น)

ดังนั้น เพื่อสังคมที่ดีขึ้นเล็กน้อย มันไม่ต้องเริ่มจากใครหรอกครับ เริ่มจากตัวเราเองนี่แหละ เริ่มคิดเพื่อคนอื่น (แต่ไม่ใช่คิดแทนคนอื่น) สักนิด ทำเพื่อคนอื่น (แต่ไม่ใช่ทำแทนคนอื่น เช่นกัน — ผมเห็นไอ้สองกรณีที่ผมขีดเส้นใต้ไว้เยอะจนเบื่อมาก) แล้วทุกคนจะได้มากกว่าที่ตัวเองคิดไว้ครับ

[update 1:] เพิ่มเติมอีก Statement หนึ่ง

The Whole is greater than sum of its Parts

จะเขียนถึงเรื่องนี้เต็มๆ ในโอกาสหน้าครับ ตอนนี้เอาแค่ว่า ระบบทั้งระบบ เป็นอะไรที่มากกว่าการรวมกันของแต่ละองค์ประกอบ ดังนั้น ความต้องการ (อย่างเห็นแก่ตัว) ของแต่ละคนรวมๆ กัน ไม่ใช่ความต้องการของระบบ (หรือเพื่อระบบ) ครับ

ตีความ “หนัง” สะท้อนชีวิตจริง

มา note ไว้ก่อน ว่าจะเขียนบทความยาวๆ เกี่ยวกับการตีความภาพยนต์ ในเชิงสัญลักษณ์และกระจกสะท้อนความเป็นจริงกี่เรื่อง ที่คิดว่าจะทำให้เสร็จก่อนสิ้นปี (หวังว่าจะทำได้นะ เพราะว่าหลายเรื่องก็คิดๆ มานานแล้ว ร่างๆ ไว้แล้ว)

ว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป

  1. “Brazil” เรื่อง Management by number (รวมถึงการตัดสินใจ), KPI & QA, ข้อมูลและความเป็นจริง
  2. “Fight Club” เรื่องการเป็น Entrepreneur การตั้ง startups การเป็นตัวของตัวเอง
  3. “Pirates of Caribbean” โดยเฉพาะการตีความเรือ “Flying Dutchman” กับองค์กรที่ไร้เป้าหมาย
  4. “Inception” ความเป็นจริง สุดท้ายแล้วคือสิ่งที่เราเลือกจะคิดว่าจริง

ถ้ามีเวลาทำนะ …. จริงๆ อยากจะเขียนมันรวมเล่มเป็นหนังสือสักเล่มไปเลย ให้มันละเอียดกว่าบน blog แต่ว่าหาเวลาเขียน blog และเขียนหนังสือ iOS development ที่กำลังเขียนอยู่ให้เสร็จก่อน

ข้อคิดจากฟิสิกส์: F = ma

ขอเขียนอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่มีในหัวมานานแล้ว แต่ไม่เคยลงไว้ที่ไหน (เคยพูดบ้าง ตอนกินข้าว นั่งคุยกับเพื่อนๆ) … ก็คือเรื่องกฏนิวตันง่ายๆ เนี่ยแหละ

เราเคยท่องๆ กันมาใช่มั้ย กฏนิวตัน 3 ข้อ คือ F = 0, F = ma, F = -F …. เอ๊ะ ท่องกันถูกหรือเปล่าเนี่ย นี่มันไม่ใช่กฏนิวตันแล้ว นี่มันสูตรไว้ท่องเข้าห้องสอบไปแทนตัวเลข! กฏมันมีอยู่ว่า

  • ในสภาพไม่มีแรงกระทำ วัตถุย่อมรักษาสภาพการเคลื่อนที่
  • เมื่อมีแรงกระทำ F กับวัตถุมวล m วัตถุจะเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง a
  • เมื่อมีแรงกระทำ F จากวัตถุ 1 ไปยัง 2 จะมีแรงปฏิกิริยา -F จาก 2 ไป 1 ขนาดเท่ากัน แต่ทิศตรงกันข้าม

แล้วมันมีประเด็นอะไรให้เขียนถึงล่ะเนี่ย …. มีสิ ในการทำงานอะไรก็ช่าง ลองคิดว่าคน หน่วยงาน องค์กร ประเทศชาติ หรืออะไรก็ได้ ก็เป็นวัตถุ ที่มีสภาพการเคลื่อนที่ รักษาสภาพการเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง เคลื่อนที่เป็นอะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่หยุดนิ่ง ก็เป็นสภาพการเคลื่อนที่เช่นกัน

วัตถุนั้นๆ ก็ย่อมจะมีมวล มวลมากมวลน้อย ไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่ามีมวล สมมติว่าเป็น m ละกัน

ถ้าเราเห็นว่าวัตถุนั้นๆ กำลังเคลื่อนที่ไปในทางที่เราไม่อยากให้ไป หรือว่าคิดว่าจะต้องขับเคลื่อนอะไรมันบ้าง จะต้องทำยังไง? การจะเปลี่ยนการเคลื่อนที่ ก็ต้องสร้างความเร่ง การจะสร้างความเร่ง ทำยังไง?

จาก F = ma จะได้ว่า a = F/m จะพบว่า อืมมมมม “มวล” มันเป็น “ตัวถ่วง” นี่นา การจะเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนที่ จะต้องออกแรงมหาศาล เพื่อเอาชนะมวลที่ต้องตัวถ่วงจำนวนมาก ที่แต่ละตัว ก็จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ของมันเอง ใช่หรือไม่?

ว่ากันว่า คนเรากลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่อะไรหรอก เราก็แค่มวลก้อนหนึ่ง ที่พยายามรักษาสภาพการเคลื่อนที่ ใช่หรือไม่?

ทำอย่างไร ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง? ถ้าเอาเรื่อง Phase Transition มาคิด เราก็ต้องให้พลังงานมันสินะ แต่ว่าพลังงานที่ต้องใช้ในการสลายพันธะอะไรบางอย่าง มันก็คงต้องมาเอาการอยู่ เพราะว่ามวลหลายตัว ก็เป็นลักษณะ “มวลนิ่ง” มานาน และอย่างที่รู้ๆ กัน ว่ามวลนิ่ง เร่งให้เกิดปฏิกิริยาอะไรก็ยากทั้งนั้น สสารหลายตัวมีสภาพเหมือนกับมวลนิ่ง ไม่จับคู่กับสสารอื่นๆ เพื่อให้เกิดพันธะใหม่ๆ อะไรทั้งสิ้น

ไม่เป็นไร เราก็ให้พลังงานมันต่อไป คิดว่าสักวัน จะต้องถึงจุดเปลี่ยนแปลงใน Phase Transition สิน่า และเมื่อจุดนั้นมาถึง มวลส่วนมากของระบบนี้ ก็คงจะพร้อมที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสิน่า

แต่ว่านะ ยิ่งมวลมาก ก็ยิ่งขับเคลื่อนมันยากเท่านั้นแหละ ยกตัวอย่างง่ายๆ เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของรถยนต์คันนึง ง่ายกว่าเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของรถบรรทุกเป็นกอง

Blog entry นี้ มั่วนะครับ มั่วมาก และอย่าไปใส่ใจอะไร หรือหาข้อเท็จจริงทางวิชาการอะไรทั้งสิ้น มันไม่ใช่เรื่องฟิสิกส์ เพียงแต่ผมพยายามเอาข้อคิดจากฟิสิกส์ มาพูดถึงการขับเคลื่อนอะไรก็ช่าง ที่มันเป็นแบบนั้นมานานแล้ว รักษาสภาพการเคลื่อนที่อยู่แบบนั้น ในบางกรณีก็เป็น “มวลนิ่ง” อยู่แบบนั้น ก็เท่านั้นเอง

เออใช่ และลืมคิดไปเลยว่า ยิ่งออกแรง F ลงไปยังวัตถุที่เราพยายามผลักดันเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้รับแรง -F กลับมาจากวัตถุนั้นเท่านั้นแหละ

Review: X-Men Triology

ก่อนที่จะเขียนรีวิว X-Men Origins: Wolverine ขอเอารีวิวของไตรภาคแรกของ X-Men มาโพสท์ใหม่นะครับ ซึ่งจริงๆ เป็นรีวิวที่เขียนไว้นานแล้ว และโพสท์ไว้นานแล้ว ใน Blog ในเว็บไซต์ที่ภาควิชา ซึ่งไม่ได้อัพเดทมานานมากแล้ว (และปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นเว็บที่ตายไปแล้วด้วยซ้ำไป)

รีวิวนี้ถูกโพสท์ไว้ที่ http://www.cp.su.ac.th/~rawitat/weblog/files/x_men.html เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2006 ซึ่งนานโขแล้ว … เอาเป็นว่าผมขอเอามาโพสท์ไว้อีกครั้งที่นี่ โดยไม่แก้ไขเนื้อความใดๆ ทั้งสิ้น ก็แล้วกันนะครับ

***อาจจะ spoil นะ ใจไม่ด้านพออย่าอ่านต่อ อย่าหาว่าไม่เตือนด้วย***

ไม่ได้เขียน review หรือว่าวิเคราะห์วิจารณ์หนังนานแล้ว แต่ว่าเรื่องนี้อดไม่ได้จริงๆ เพราะว่ามันตีความสวยๆ ได้เยอะเลย ตั้งแต่เริ่มภาคแรกน่ะแหละ อีกอย่าง บอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้สนใจความ “เหมือน” ในเนื้อเรื่องระหว่างหนังกับการ์ตูน หรือว่าการเพิ่ม/ลด/เปลี่ยนบทบาทตัวละครบางตัวนะ

ผมอยากจะมองในแง่การตีความเชิงปรัชญากับชีวิตมากกว่า

ผมอยากจะมองแค่ว่า ถ้าบรรดา X-Men หรือว่าพวกมนุษย์กลายพันธุ์ เป็นคนธรรมดาที่แตกต่างไปจากคนทั่วๆ ไป คนที่ไม่ใช่ mainstream คนที่คิดแตกต่าง ทำแตกต่าง มีแนวคิดและความสามารถที่แตกต่างออกไปจากคนทั่วไปล่ะ …. สิ่งที่คนพวกนี้พบจากสังคมก็มักจะเป็นสิ่งเดียวกันน่ะแหละ คือ ความกลัว ที่มักจะแฝงอยู่ในรูปของความโน่นความนี่

หลายคนอาจจะมองคนที่แตกต่างเหล่านี้ ว่าเป็นผู้มีปัญหาทางจิต มีปัญหาในการเข้าสังคม มีปัญหาเพราะว่าไม่เหมือนคนหมู่มาก ฯลฯ และพยายามแก้ ด้วยการบังคับ (โดยการใช้กฏของสังคม) ให้พวกที่แตกต่างเหล่านี้เป็นไปตามคนหมู่มาก อ้างโน่นอ้างนี่ และสุดท้ายก็อ้างประชาธิปไตย (เหมือนในหนัง X-3 น่ะแหละ ที่มีการเอาตรงนี้มาแดกดันเล่นด้วย) …. แต่ว่าคนทั่วไปมันเข้าใจประชาธิปไตยซะที่ไหนเล่า ว่ามันต่างจากพวกมากลากไปตรงไหน

ผมมองว่าบรรดามนุษย์กลายพันธุ์ทั้งหลายนี่ เป็น exaggerated version ของคนธรรมดาๆ ที่มีความสามารถพิเศษอะไรบางอย่างน่ะแหละ ลองแทนความสามารถทางร่างกายด้วยคำว่า จิตใจ สิ เช่น คนที่มีใจแบบความสามารถของ Wolverine ก็เป็นพวกใจแข็งเป็นเหล็ก กล้าหักกล้าทะลวงกล้าแหก รักษาอาการบาดเจ็บทางจิตใจ (อาการท้อแท้ ฯลฯ) ได้เร็ว .. คนที่มีใจแบบ Iceman ก็เป็นพวกที่ทำให้ทุกคนใจเย็นลงได้ หรือว่าเย็นใจได้เมื่ออยู่ใกล้ๆ ผมว่าจริงๆ ลองแปลๆ ตีความเล่นๆ แบบนี้ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน

ที่ผมชอบที่สุด (แต่ว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบไปด้วย) ในเรื่อง X-3 ก็คือ Angel ที่หลายคนบอกว่า ไม่เห็นมีบทอะไรเลย ออกมาเท่ห์แค่ไม่กี่ฉาก พลังพิเศษอะไรก็ไม่มี นอกจากบินได้

แต่ว่า Angel เป็นสัญลักษณ์ของคำว่า อิสรภาพ ซึ่งอาจหมายถึงคนที่มีใจรักอิสะเสรีด้วย คนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่มีอะไรพิเศษนี่แหละ คนพวกนี้เป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในสังคมที่พวกเราๆ สร้างมันขึ้นมา ผมเชื่อว่า คนเราทุกคน เกิดมาพร้อมกับสิ่งๆ หนึ่งที่ถูกเด็ดทิ้งไปโดยระบบโลกที่พวกเราสร้างมันขึ้นมาเอง … นั่นก็คือ ปีกแห่งเสรีภาพ (Wings of Freedom)

ใน X-3 ภาพของ Angel จะเป็นการโบยบินบนท้องฟ้า ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา เราใช้แทนสัญลักษณ์ของการมีอิสรภาพ และ Angel ก็คือคนที่จะถูก รักษา เป็นคนแรกของเรื่อง นั่นก็คือ การเด็ดปีก หรือทำลายเสรีภาพทิ้งนั่นเอง

คนที่มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง ที่ถูกระบบของโลกเรา อ้างความเป็นคนหมู่มาก อ้างความเหมือนความเท่าเทียม ไม่ให้ความสำคัญหรือแม้แต่ยอมรับความต่าง … ทำลายลงไป … คนที่บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะร้ายก็ร้ายน่ากลัว มีพลังมหาศาลที่สามารถเอาไปใช้สร้างสรรค์ทุกอย่างได้ หรือว่าจะทำลายอะไรก็ได้ อย่าง Phoenix … ก็มีหลายคนในความเป็นจริง แต่ว่าน่าเสียดายที่คนพวกนี้หลายคนต้องจบชีวิตตัวเอง หรือไม่ก็ดำเนินชีวิตไปในทางเลวร้ายทำลายล้าง เพราะว่าเมื่อทำดี หรือพยายามทำดี แล้วต้องอยู่ภายใต้กรอบมากไป เหมือนกับถูกกักขัง และไม่ได้รับการยอมรับในความสามารถตัวเองอย่างแท้จริง .. หรือว่าคนที่เป็นอย่างมนุษย์กลายคนพันธุ์คนอื่นๆ

ผมไม่ค่อยเชื่อหรอก ที่มีคนบอกว่า ความต้องการพื้นฐานทางจิตใจของคนเรา คือ ความรัก ผมว่ามันคือ การยอมรับ ในทางที่ตัวเองเป็น และการยอมรับและยินดี ในสิ่งที่ตัวเองทำ จากความปรารถนาและเจตนาที่ดีอย่างจริงใจ ต่างหากล่ะ

อยากจะ quote อะไรบางอย่างจากหนังแฮะ แต่ว่าไม่รู้จะ quote อะไรดี ก็เอานี่ละกัน

“Do we look like we need your help (cure)?”

และพบกันในรีวิว X-Men Origins: Wolverine เร็วๆ นี้ครับ …. (ไม่ได้เขียนรีวิวหนังมานานมาก สนิมเกาะหมดแล้ว)

Generality ของ “ดี/เก่ง”

คิดว่ามันมีกันมั้ยล่ะ

ถามผมนะ “ไม่มีหรอก” และที่แย่ คือหลายคนพูดแบบนี้กันในลักษณะ generality มาก เช่น “คนนี้เป็นคนเก่งนะ” หรือว่า “คนนี้เป็นคนดีนะ” อะไรทำนองนี้

คำถามที่น่าจะตามมาก็คือ แล้ว metric อะไรล่ะ เป็นตัววัด แล้ว fitness landscape ที่มันอยู่ล่ะ คืออะไร

ใครเล่น Genetic Algorihtm (GA) น่าจะรู้ดี ว่า solution หนึ่งใน population ต่อให้มันดีแค่ไหน เปลี่ยน fitness function นิดเดียว อาจจะเปลี่ยนจาก solution ที่ดีที่สุด กลายเป็น solution ที่ห่วยที่สุด และจำเป็นต้องถูก “คัดทิ้ง” อย่างไม่ใยดี ในพริบตา ก็เป็นได้

แต่ทำไมบางทีพอมาถึง “คน” เรากลับ superficial กับมันจัง … เราพูดถึงมัน ยังกับมันวัดเป็น general ได้ หรือว่ามี universal fitness function ที่ครอบคลุมทุกอย่าง พอ “ดี” หรือว่า “เก่ง” อย่างหนึ่ง แล้วมันกลายเป็น general ได้มากมายมหาศาล

ยกตัวอย่างกันนิดนึงมั้ย

บางคน อาจจะเป็น programmer ที่ “เก่ง”​ (ไม่ใช่ผมนะ ผมกำลังพูดถึงใครก็ไม่รู้ เป็น Mr. T คนหนึ่งก็ได้นะ) แต่ว่าอยากจะทำอะไรบางอย่างที่ตัวเองไม่มีความสามารถ ความเหมาะสม เช่น อยู่ดีๆ อยากจะหยิบมีดมาผ่าตัด โดยตัวเองไม่มีความสามารถ

แล้วดันมีคนบอกว่า ก็น้อง/พี่/คนนี้ เป็นคน “เก่ง” นะ ก็ “ต้องช่วย” ให้ได้งานผ่าตัดนี้ให้ได้

Make sense มะ? ใครก็คงจะตอบได้ว่า “ไม่เห็นจะ Make sense ตรงไหน”

แต่ว่าพอมาถึงเรื่องความดี ทำไมมันไม่เป็นแบบนี้บ้างหว่า ทำไมมันเหมือนจะมี “ความดี” แบบ general กันได้ด้วยแฮะ ทั้งๆ ที่ environment และสิ่งที่อยู่ใน environment มันน่าจะเป็นตัวที่ define fitness function พวกนี้เหมือนกันนะ (เช่นเดียวกับที่ programmer คนนั้น อาจจะผ่าน fitness function ของการเขียนโปรแกรมด้วยคะแนนแบบ topๆ แต่ว่า fitness function ของการผ่าตัดกลับตกระนาว)

ผมกำลังพูดว่า คิดยังไงกับประโยคนี้

“ก็เค้าเป็นคนดี ก็ต้องช่วย”

อืมมม ส่วนมากอาจจะเห็นด้วยแบบไม่ต้องคิดมากก็ได้นะ แต่ว่าพอดีมันคนละ environment กันน่ะสิ ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุด ก็คงเป็นงี้:

มีแฟนคู่หนึ่งทะเลาะกัน จะเลิกกัน ฯลฯ หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็มีคนพยายามจะช่วยเหลือเกินที่จะเป็นตัวประสานระหว่างสองคนนี้ ว่า​ “ก็เค้าเป็นคนดี ก็ต้องช่วย”

อืมมม การเป็น “คนดี” ใน fitness function ของ “คนรู้จัก” หรือว่า “เพื่อนแฟน” หรือว่า “messenger” หรือว่าแม้แต่ “คนในสังคม” จำเป็นด้วยหรือว่าจะต้องเป็น “คนดี” ใน fitness function ของ “แฟน” ซึ่งแต่ละตัวมันก็คนละ environment คนละตัว evaluate คนละ fitness function

ซึ่งแน่นอนว่าอาจทำให้ solution ที่ “ดี” หรือแม้แต่ “ดีที่สุด​” ของ landscape หนึ่ง กลายเป็น solution ที่ห่วยที่สุดไปเลยก็ได้

ให้คนที่เป็น “แฟน” เค้า เป็นคนพูดจะดีกว่ามั้ย สรุปว่า ไอ้พวก “เพื่อนๆ” หรือ “ผู้หวังดี” เนี่ย กรุณาสงบปากสงบคำ เงียบๆ ไว้ไม่ต้อง “เสือก” จักเป็นพระคุณยิ่ง

(ขอโทษที่ต้องใช้คำแรง อารมณ์มันพาไป แต่จริงๆ มัน nothing personal อ่ะนะ .. เพียงแต่ว่าเขียนแบบนี้ได้อารมณ์ดี ถ้าไม่เหมาะสมก็ขออภัยผู้อ่านด้วยครับ)

ก็ทำนองว่า นกมันจะบินเก่งแค่ไหน ลองจับมันไปว่ายน้ำเล่นสิ หรือว่าปลามันจะว่ายน้ำเก่งแค่ไหน ลองจับมันไปโยนขึ้นฟ้าสิ … นั่นแหละ

มันก็แปลกดีนะ พอเป็นเรื่อง “เก่ง” เนี่ย มันพอจะเข้าใจได้ง่ายหน่อย ว่ามันไม่ข้าม field of expertise เท่าไหร่หรอก ถึงจะมีหลายคนที่เก่งแบบ แทบทุกเรื่องก็ตาม

แต่ว่าพอมาเป็นเรื่อง “ความดี” เนี่ย มันกลับมีความคิดแบบ universal/general ได้ซะงั้น

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ตอนเรียน ป.ตรี (ซักปีสามได้มั้ง) ชื่อ The Labyrinth of Reason (หนังสือเก่าหน่อย ตั้งแต่ปี 89 ตอนนี้คงอยู่ในตู้ซักตู้ใน office) มีบทหนึ่งที่คิดว่าเข้าท่านะ คือ Anything confirms Anything หรือว่าอะไรทำนองนี้แหละ …. ก็เขียนเรื่องทำนองนี้ไว้เหมือนกัน ว่าบางทีเราก็เอาความจริงเรื่องหนึ่ง ไป confirm เป็นตุเป็นตะกับเรื่องโน้นนี้คนละเรื่อง ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟังละกันครับ

ทิ้งท้ายนิดนึงดีกว่า …

All forms of generalization are false; including this one.

Perception of Time

กระแสของกาลเวลาไหลเร็วแค่ไหนนะ?

“1 วินาที ต่อ 1 วินาที” อาจจะเป็นคำตอบหนึ่ง

แต่ว่านั่นแหละ “1 วินาที” ที่ว่าเนี่ย มันยาวแค่ไหนกันนะ? และทุกวินาทีมันยาวเท่ากันหรือเปล่า? ผมคงจะไม่พูดถึงกาลเวลาจากทฤษฎีสัมพันธภาพหรอกนะ อันนั้นอาจจะไม่ค่อยเข้าประเด็นเท่าไหร่ แต่ว่ากาลเวลามันมีอะไรแปลกๆ หลายๆ อย่าง นาฬิกา มันจับเวลาได้ยาว 1 วินาทีเท่ากันจริง แต่ว่าความรู้สึกคนล่ะ กับแต่ละ 1 วินาทีที่มันผ่านไปเนี่ย มันเป็นยังไงกันนะ

เคยไหมล่ะ เวลาที่ทำอะไรที่ชอบๆ เนี่ย เวลามันผ่านไปเร็วยังกะติดจรวด แต่ว่าเวลาที่ต้องเจออะไรที่ไม่ชอบเนี่ย กว่าเข็มวินาทีมันจะกระดิกแต่ละที รอกันเมื่อย บางทีจะเป็นเพราะว่าถ้าเราอยู่กับสิ่งที่เราชอบ เราจะไม่รับรู้การมีอยู่ของกาลเวลา (พูดง่ายๆ ว่า “ลืมมันอย่างแท้จริง”) หรือเปล่านะ แล้วในทางกลับกัน เวลาที่เราอยู่กับสิ่งที่เราไม่ชอบ เราเลยจับจ้องกาลเวลาแทน ก็เลยทำให้จิตเราอยู่กับมันหรือเปล่านะ เลยเห็นเหมือนกับว่ามันเปลี่ยนช้าเหลือเกิน

ใช่สินะ บางทีเรา focus กับอะไรมากไปหรือเปล่า เลยเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงช้าหรือว่าแทบไม่เปลี่ยนเลย? ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้าง อะไรๆ ที่เราอยากจะให้มันเป็น มันจะเป็นเร็วขึ้นหรือเปล่านะ? เด็กบางคนเจอหน้ากันอยู่ทุกวัน เออ มันก็เหมือนๆ เดิม แต่ว่าพอไม่ได้เจอกันไม่นานกลับมาเจอกันอีกที เออ โตขึ้นเยอะนี่ หรือว่าอะไรทำนองนี้มั้ง

ทำไมกันนะ

เวลาที่ผ่านไปในอดีต กับ เวลาที่รอเราอยู่ข้างหน้า มันผ่านเร็วเท่ากันหรือเปล่านะ ก็แปลกดี เวลาที่เรามองไปข้างหน้าในอนาคต ที่เราคิดว่าอีกหลายปีเราจะตาย หรือว่ายังคงมีอีกหลายปีให้เราใช้ชีวิตกับใครบางคน กับอะไรบางอย่าง ….. 20-30 ปีที่เหลืออยู่ (ถ้าผมตายที่อายุ ~60 ปี) มันจะนานขนาดไหนนะ

และแล้ว … ภาพความทรงจำทั้งหมดในชีวิตก็แล่นผ่านตา …. ชีวิตเราผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้วหรือ พอเรามองย้อนกลับไป มันกลับดูเหมือนกับพริบตาเดียวเท่านั้นเองไม่ใช่หรือไง ทั้งความสุข ความเศร้า ความเหงา ความทุกข์ ดีใจ เสียใจ ที่ผ่านไปทั้งหมด มันกลับดูเหมือนกับถูก compressed ไว้ให้วิ่งผ่านความทรงจำได้ในเวลาไม่กี่เสี้ยววินาทีเอง

ถ้างั้น … เวลาที่เราคิดว่า ยังมีเหลืออยู่มาก มากมายอีกหลายปี ที่เราคิดไปเองเนี่ย วันหนึ่งเมื่อเราอายุ 50, 60 มันก็คงจะวิ่งผ่านตาเราแบบนี้สินะ มันดูไม่นานอย่างที่คิดเลย

บางทีก็คิดนะ ว่าเรากำลังเสียเวลาที่มีค่า ไปกับอะไรบางอย่างในอดีตที่มันหวนคืนมาไม่ได้หรือเปล่า คิดสิ รู้สึกสิ ว่าเวลาที่เหลืออยู่มันน้อยแค่ไหน ….​ เราก็อย่าให้ตัวเราเองในอนาคต ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ข้างหน้า ต้องมาพูดแบบนี้เลย

“อดีต” ของ “วันพรุ่งนี้” ยังคงแก้ไขได้เสมอ ก็แค่เปลี่ยนวันนี้เอง มันไม่ยากหรอกนะ

Paradox of Thought/Feeling

วันนี้นั่งคิดเรื่อยเปื่อย อยู่ใน Labyrinth of Thoughts …..

  • ทำไมคนเราต้องเลือกระหว่างจำกับลืม ทั้งๆ ที่สุดท้ายมันก็คือ จำ เหมือนกัน? (ถ้าลืมจะต้องมาเลือกทำไม)
  • ทำไมคนเราต้องคิดว่าจะต้องรู้สึกยังไง ทั้งๆ ที่ความรู้สึกมันทำให้เกิดด้วยความคิดไม่ได้? (ห้ามก็ไม่ได้)
  • ทำไมคนเราต้องอยากได้ในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้อยู่ดี
  • ทำไมคนเรากลัวความตาย ทั้งๆ ที่วันนึงเราก็ตาย
  • แต่ทำไมคนเราถึงยังหัวเราะ เล่นโจ๊ก เล่นขำขัน กันได้ ทั้งๆ ที่ความตายมันรออยู่ข้างหน้า
  • ทำไมคนเราถึงพยายามท่องจำ ทั้งๆ ที่ทำไปก็ลืม
  • ทำไมคนเราถึงชอบทำอะไรที่ปากมันไม่ตรงกับใจ (ปากดี ขี้เหงา เอาแต่ใจ มั้ง?)
  • ทำไมคนเราถึงเลือกเจอสิ่งที่ไม่อยากเจอ ทั้งๆ ที่มันก็เลือกได้อ่ะนะ (คนเราเกิดมาใช้กรรมล่ะสิ)
  • ทำไมคนเราถึงเลือกแคร์คนที่เค้าไม่แคร์เรา
  • แต่ทำไมทีกับคนที่แคร์เรา เราดันเลือกที่จะไม่แคร์
  • ทำไมเราเลือกเชื่อคนที่ไม่มีชื่อ (annonymous) ไอ้พวก “เขาว่า” แต่ว่าบางทีกับ authority กลับไม่เชื่อซะงั้น
  • ทำไมบางคนอยากจะกล้า แต่ว่าปอดแหก
  • แต่เรื่องที่ึควรปอดแหก ดันกล้าซะงั้น
  • ทำไมคนเราถึงมี spec ทั้งๆ ที่พอเจอใครที่มันใช่ มันก็ไม่เห็นจะสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่เลย
  • ทำไมเราถึงรักที่จะเลือก แต่ว่ากลับไม่เลือกที่จะรัก (มันเลือกกันได้ด้วยเหรอ ว่าความรู้สึกนี้จะเกิดกับใคร)
  • ทำไมคนเราชอบบอกว่าเข้าใจ แต่ว่าจริงๆ ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยสักนิด
  • ทำไมคนเราชอบควบคุมทุกอย่าง ยกเว้นใจตัวเอง
  • ทำไมผมถึงเขียนเรื่องแบบนี้ลง blog นี้วะ (อันนี้ถามตัวเองเล่นๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้น)

วันนี้คงจะมีเวลานั่งเล่นเรื่อยเปื่อยมากไปหน่อย แต่ว่าเวลามันก็มีแค่นี้ list นี้ก็คงจะต้องจบลงที่ใดที่หนึ่ง แต่ใครคิดอะไรเพิ่มเติมได้ก็บอกกันมาก็แล้วกัน

Coincidence คำพูดปลอบใจ และทฤษฎีความน่าจะเป็น

เคยอ่านเจอ หรือว่าเคยได้ยิน เรื่องความคล้ายกันของ John F. Kennedy กับ Abraham Lincoln มั้ย? สองคนนี้มีอะไรที่คล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อเชียวล่ะ

มันบังเอิญขนาดนั้นเลยเหรอ?

ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีช่วงนี้เปิดฤดูกาลบอลน่ะ แล้วทีมโปรดของผม Manchester United ก็เปิดได้อย่างน่าดูสุดๆ คือ เสมอมันรวดสองนัด แพ้ใน derby match อีกตะหาก แต่ว่าช่วงก่อนจะแพ้ Man City ก็มีแฟนบอลที่แม่นสถิติของทีม มาบอกว่าคร้ังสุดท้ายที่เราเปิดฤดูกาลมาเสมอสองนัดเนี่ย ปีนั้นเราได้ 3 แชมป์

ปีก่อน ผมจำได้ว่าก่อนที่ Man United จะแพ้ Milan ใน ECL น่ะครับ มีหลายคนที่เอาสถิติปีที่แล้วกับปีที่ได้ 3 แชมป์นั้นมาเทียบกัน ว่ามันเหมือนกันสุดๆ ในหลายๆ อย่าง ….​

แต่แล้ว ปีที่แล้วก็ไม่ได้ 3 แชมป์ จริงๆ แล้วได้แค่แชมป์เดียว

ผมอยากจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วครับ เรื่องความเข้าใจความน่าจะเป็น ความเข้าใจปรากฏการณ์ของ coincidence และ common sense ที่บางทีอาจจะกลายเป็น common nonsense ไปเสียได้กับเรื่องแบบนี้

มันเป็นธรรมดาครับ ที่ถ้าเรามีข้อมูลอะไรบางอย่าง และเลือกพิจารณาข้อมูลบางอย่าง อย่าง “หลวม”ๆ แล้ว มันจะมีข้อมูลที่สามารถตรงกันได้อย่างน่าอัศจรรย์เลย ลองเล่นเกมง่ายๆ ดูครับ

  1. เอาไพ่มา 2 สำรับ ให้คน 2 คนช่วยกันสับไพ่คนละสำรับ สับให้เละจนกว่าจะพอใจนะ
  2. จากนั้นให้ทั้ง 2 คนหยิบไพ่ใบไหนก็ได้ (หรือว่าจะเอาใบบนสุดของสำรับก็ได้นะ) มาเปิดพร้อมกันทีละคู่
  3. ดูซิว่าจะมี “ตรง” กันบ้างมั้ย

สนุกนะครับ ที่ผม “” คำว่า “ตรง” เนี่ยแหละ เพราะว่าถ้าเรายิ่งระบุ condition ในการ “ตรง” ให้ “หลวม” เท่าไหร่ มันก็ยิ่งตรงกันมากขึ้นเท่านั้น (อันนี้ common sense ใช่มั้ย) เช่น condition ด้านล่างนี้ เรียงจาก strict มากที่สุด ถึงหลวมมากที่สุดนะ

  1. ไพ่จะตรงกันเมื่อทั้งสํญลักษณ์และหมายเลขตรงกัน (1 ใน 52 ใบ)
  2. ไพ่จะตรงกันเมื่อมีสีเหมือนกันและหมายเลขตรงกัน (2 ใน 52 ใบ)
  3. ไพ่จะตรงกันเมื่อหมายเลขตรงกัน (4 ใน 52 ใบ)
  4. ไพ่จะตรงกันเมื่อมีสัญลักษณ์เดียวกัน (13 ใน 52 ใบ)
  5. ไพ่จะตรงกันเมื่อมีสีเดียวกัน (26 ใน 52 ใบ)

เป็นต้น

ผมลองทำ simulation ง่ายๆ นะครับ โดยนับสถิติจากการเล่นเกมทั้งหมด 100 ครั้ง ได้ผลดังนี้ครับ

  1. สัญลักษณ์และหมายเลขตรงกัน มากที่สุด 4 ครั้ง น้อยที่สุด 0 ครั้ง เฉลี่ย 1.05 ครั้ง ตัวเลขที่ออกมากที่สุดคือ 1 (38 ครั้ง)
  2. หมายเลขตรงกัน มากที่สุด 9 ครั้ง น้อยที่สุด 0 ครั้ง เฉลี่ย 4.24 ครั้ง ตัวเลขที่ออกมากที่สุดคือ 3 (23 ครั้ง)
  3. สัญลักษณ์ตรงกัน มากที่สุด 21 ครั้ง น้อยที่สุด 6 ครั้ง เฉลี่ย 12.85 ครั้ง ตัวเลขที่ออกมากที่สุดคือ 10 (14 ครั้ง)
  4. สีตรงกัน มากที่สุด 34 ครั้ง น้อยที่สุด 16 ครั้ง เฉลี่ย 25.6 ครั้ง ตัวเลขที่ออกมากที่สุดคือ 26 (24 ครั้ง)

เห็นได้ชัดเจน ว่ามันจะมีสิ่งที่ บังเอิญ ตรงกันบ้าง ยิ่งเราให้ condition มันหลวมเท่าไหร่ มันยิ่งตรงกันมากขึ้น ง่ายขึ้น เท่านั้น ซึ่งก็พอๆ กับเรื่อง Lincoln กับ Kennedy หรือว่าเรื่องความบังเอิญทั้งหลายแหล่ในฟุตบอล เหตุการณ์ต่างๆ กีฬาต่างๆ สถานการณ์โลกต่างๆ ด้วย

บางทีถ้าเราคิดว่าอะไรมันสำคัญล่ะก็ เราจะ focus และมองเห็นแต่สิ่งนั้นอย่างเดียว เช่นเราลองคิดว่าตัวเลขบางตัวมันสำคัญสิ (เช่น 23 หรือว่า 3.14) เราอาจจะเห็นมันอยู่รอบๆ ตัวมากมายกว่าตัวเลขอื่นๆ .. เพราะว่าเราเลือกมองไพ่ที่สิ่งรอบตัวหงายขึ้นมา เฉพาะใบที่มันบังเอิญตรงกับไพ่ที่ใจเราหงายขึ้นมาเอง

เหตุการณ์ต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นตลอดเวลาบนโลกนี้ มันก็จะมีอะไรที่คล้ายกันบ้าง มากหรือน้อยก็แล้วแต่เหตุการณ์นั้นๆ บางทีถ้าเหตุการณ์มันคล้ายกับอะไรที่เคยเกิดขึ้นแล้วมันไม่ค่อยดี บางทีเราก็ระลึกไว้บ้างละกันว่า มันเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้น หรือว่าบางทีที่มันไปเกิดคล้ายกับเหตุการณ์ดีๆ มันก็แค่ความบังเอิญเช่นกัน

ระลึกไว้: เพราะว่าเราเลือก มอง ไพ่ที่สิ่งรอบตัวหงายขึ้นมา เฉพาะใบที่มัน บังเอิญตรง กับไพ่ที่ใจเราหงายขึ้นมาเอง