<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>rawitat.com &#124; Rawitat Pulam &#187; Rant</title>
	<atom:link href="http://www.rawitat.com/category/rant/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rawitat.com</link>
	<description>Simplicity within Complexity, and Vice-Versa</description>
	<lastBuildDate>Fri, 06 Jan 2012 07:48:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.4</generator>
		<item>
		<title>พฤติกรรมฝังราก จากการศึกษา</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Dec 2011 02:52:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/</guid>
		<description><![CDATA[ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม 2009 ผมเคยเขียนบทความไว้ที่นี่เรื่อง ลอกกุญแจ ได้คะแนนเต็ม และมีข้อความสำคัญว่า ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง … ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้) วันนี้จะขอพูดเรื่อง &#8220;การศึกษา&#8221; เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น แต่แก่นแท้ที่สำคัญ มันขยายผลไปเป็นอะไรก็ได้ที่คุณผู้อ่านจะเปรียบเทียบและตีความได้ และเราต้องไม่ลืมว่าการศึกษา คือสิ่งที่สร้างพฤติกรรมฝังรากได้มากที่สุด รองจากพฤติกรรมของคนในครอบครัว ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้ฟังผู้ปกครองบังคับเด็กทำการบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่มีปัญหาอะไรมากมายเท่าไหร่กับการบังคับให้ทำการบ้าน เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่ต้องปลูกฝัง ถึงลึกๆ ในใจจะคิดค้านว่า &#8220;ไม่เห็นต้องทำให้มันเป็นเรื่องที่ทำลายความรู้สึกเด็กขนาดนั้นเลย ให้เขาทำด้วยทัศนคติที่ดีหน่อยก็ไม่ได้&#8221; ก็เถอะ แต่ที่มันกัดความรู้สึกของผม ก็คือการเห็นภาพที่เด็กกำลังจะเขียนอะไรสักอย่างลงในสมุด ยังเขียนไม่ทันเสร็จเลย ก็โดนตวาดด้วยเสียงดังว่า &#8220;ผิด&#8221; &#8220;บอกแล้วไม่ฟัง&#8221; &#8220;นี่ เขียนนี่ๆๆๆ ลงไป&#8221; &#8220;แน๊ะ ยังจะเขียนแบบเดิมอีก&#8221; และอีกหลายอย่าง ผมไม่รู้หรอก ว่าต้องเอาความถูกต้องอะไรหนักหนา ทั้งๆ ที่การบ้านไม่ได้มีไว้ให้ทำให้ได้ &#8220;ผล&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม 2009 ผมเคยเขียนบทความไว้ที่นี่เรื่อง <a href="http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/">ลอกกุญแจ ได้คะแนนเต็ม</a> และมีข้อความสำคัญว่า</p>
<blockquote><p>
ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง … ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้)
</p></blockquote>
<p>วันนี้จะขอพูดเรื่อง &#8220;การศึกษา&#8221; เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น แต่แก่นแท้ที่สำคัญ มันขยายผลไปเป็นอะไรก็ได้ที่คุณผู้อ่านจะเปรียบเทียบและตีความได้ และเราต้องไม่ลืมว่าการศึกษา คือสิ่งที่สร้างพฤติกรรมฝังรากได้มากที่สุด รองจากพฤติกรรมของคนในครอบครัว</p>
<p>ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้ฟังผู้ปกครองบังคับเด็กทำการบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่มีปัญหาอะไรมากมายเท่าไหร่กับการบังคับให้ทำการบ้าน เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่ต้องปลูกฝัง ถึงลึกๆ ในใจจะคิดค้านว่า &#8220;ไม่เห็นต้องทำให้มันเป็นเรื่องที่ทำลายความรู้สึกเด็กขนาดนั้นเลย ให้เขาทำด้วยทัศนคติที่ดีหน่อยก็ไม่ได้&#8221; ก็เถอะ</p>
<p>แต่ที่มันกัดความรู้สึกของผม ก็คือการเห็นภาพที่เด็กกำลังจะเขียนอะไรสักอย่างลงในสมุด ยังเขียนไม่ทันเสร็จเลย ก็โดนตวาดด้วยเสียงดังว่า &#8220;ผิด&#8221; &#8220;บอกแล้วไม่ฟัง&#8221; &#8220;นี่ เขียนนี่ๆๆๆ ลงไป&#8221; &#8220;แน๊ะ ยังจะเขียนแบบเดิมอีก&#8221; และอีกหลายอย่าง</p>
<p>ผมไม่รู้หรอก ว่าต้องเอาความถูกต้องอะไรหนักหนา ทั้งๆ ที่การบ้านไม่ได้มีไว้ให้ทำให้ได้ &#8220;ผล&#8221; ที่ถูกต้อง แต่ต้องทำให้ได้มี &#8220;กระบวนการทำการบ้าน&#8221; ที่ถูกต้อง มากกว่า เด็กอาจจะถูกสอนมาผิดจากโรงเรียน ทำให้สิ่งที่เด็กเขียน กับผู้ปกครองคิดว่าถูก ไม่ตรงกันก็ได้ นั่นก็คือ เด็กก็ไม่รู้หรอกว่าที่ทำลงไปน่ะ อะไรมันถูกอะไรมันไม่ถูก แต่ถ้าทำด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ทำด้วยความไม่มีเหตุผล ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ผู้ปกครองน่าจะคุยกับเด็กมากกว่า ว่าทำไมถึงตอบแบบนี้ ทำไมถึงคิดแบบนี้ ฯลฯ ไม่ใช่จะชี้นิ้วเอาสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องอย่างเดียว</p>
<p>ทำไมน่ะหรือ ลองดูพวกเราๆ สิ หลายอย่างที่เราทำๆ อยู่ทุกวันนี้ ที่เราคิดว่าเราทำถูก จริงๆ แล้วมันจะถูกหรือเปล่าเราก็ไม่รู้หรอก เพียงแต่เราทำด้วยเหตุผลบางอย่างเราถึงเชื่อว่าถูก ก็เหมือนกันกับเด็กน่ะแหละ ถ้าผู้ปกครองคนนั้นยังพูดไม่จบ แล้วผมไปยืนตวาดเค้าบ้างว่า &#8220;ผิด&#8221; &#8220;บอกแล้วไม่ฟัง&#8221; &#8220;นี่ คุยกับลูกแบบนี้ๆๆๆๆ&#8221; นี่จะเป็นยังไงนะ เพราะจากสายตาผม เค้าก็ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมือนกัน … ก็เหมือนกับสิ่งที่เค้าทำกับเด็กคนนั้นน่ะแหละ</p>
<p>…………………………..</p>
<p>ทั้งบ้าน ทั้งโรงเรียน มีแต่ความคิดความคาดหวังและดูที่ผลลัพธ์อย่างเดียว จะคาดคั้นเอาผลลัพธ์ที่ &#8220;ถูก&#8221; โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่สนใจทัศนคติ ไม่สนใจเหตุอันเป็นที่มา … ผมเชื่อว่าสำหรับพ่อแม่หลายคน ถ้าลูกลอกข้อสอบ/การบ้านเพื่อน/หนังสือกุญแจแล้วได้คะแนนดี ก็ดีใจด้วยซ้ำไป เอาไปอวดเพื่อนอวดฝูงด้วยซ้ำไป</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด &#8220;กระบวนการสร้างคน ผ่านการศึกษา&#8221; ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ถึงมหาวิทยาลัย เป็นเวลาเกือบ 20 ปี มันหล่อหลอมให้ &#8220;ผลลัพธ์&#8221; ซึ่งก็คือ &#8220;คน&#8221; ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น มีความฉาบฉวย เน้นไปที่การได้ผลอย่างเร่งด่วน คิดอะไรแค่เฉพาะหน้า ลงมือทำไม่เป็น และไม่ยินดีลงมือทำ รับความเสี่ยงในการลงมือทำและจะไม่ได้ผลที่ต้องการไม่ได้ หาความช่วยเหลือมากกว่าให้ความช่วยเหลือ เห็นแก่ตัว คิดเอาแต่ได้ คิดแต่สบาย อยากได้อะไรต้องมีคนทำไว้ให้อยู่ก่อนแล้ว แค่หาแล้วเอามาเป็นของตัวเอง</p>
<p>…………………………………………………</p>
<p>ผมพูดเสมอว่า &#8220;ผมไม่โทษนักศึกษาหรอก คนเหล่านี้เป็นผลผลิตที่สมบูรณ์ ของสังคมการศึกษาที่ล้มเหลว&#8221;</p>
<p>การสอบโปรเจคจบของนักศึกษาปีสี่ ที่เพิ่งจะผ่านไปเมื่อไม่นานนี้ สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนพอสมควร</p>
<p>น้องๆ ปีนี้ คือนักศึกษาที่ผมสอนวิชา Programming Platforms and Environment ไปเมื่อสองปีก่อน ซึ่งในปีนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมให้โจทย์ที่ต้องเขียนโปรแกรมบ้าง น้องๆ ส่วนมากจะ &#8220;รอเพื่อน&#8221; จนกระทั่งมีใครสักคนทำได้ แล้วลอกมันส่งกันเกือบยกชั้น .. น้องๆ ส่วนมากจะ &#8220;ไม่สามารถอธิบาย&#8221; แต่ละบรรทัด/แต่ละส่วนของโปรแกรมได้ ว่ามันคืออะไร มันมีไปทำไม ถ้าถามผลการทำงานของโปรแกรมอย่างฉาบฉวย จะตอบได้ แต่อย่าถามนะ ว่าไอ้บรรทัดนี้ มันมีไว้ทำไม มันทำงานเมื่อไหร่ อย่างไร มันทำแบบอื่นได้มั้ย มันเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง จะเงียบ ตาย ทันที … น้องๆ แทบทุกคนจะ &#8220;ทำการบ้านเฉพาะข้อง่ายๆ&#8221; ที่คำตอบมันชัดหรือหาได้ง่าย</p>
<p>สอนก็แล้ว ให้ตกก็แล้ว ว่าก็แล้ว ฯลฯ</p>
<p>สองปีผ่านไป หลายคนก็ทำโปรเจคจบ เกิดอะไรขึ้นหรือ? ก็เหมือนกับข้อความข้างบนนี้น่ะแหละครับ เพียงแต่เปลี่ยนจาก &#8220;การบ้าน&#8221; เป็น &#8220;โปรเจค&#8221; เท่านั้นเอง อะไรที่เคยหยิบจากเน็ตได้อย่างฉาบฉวย เอามารันแล้วได้ผลที่ต้องการ มาส่งเป็นการบ้าน ไม่ได้คิด ไม่ได้เขียน ไม่ได้ทำความเข้าใจอะไรเลย เมื่อก่อนเป็นยังไง เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น เลือกทำแต่เฉพาะงานส่วนง่ายๆ ที่คำตอบมันหาได้ง่ายๆ ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้ามีอะไรที่คล้ายเพื่อน ก็จะลอกเพื่อน โดยตัวเองไม่เข้าใจอะไรเลย ฉันใด ก็ฉันนั้น</p>
<p>……………………………………..……………………………</p>
<p>ถ้านักศึกษากลุ่มนี้ยังจำได้ ผมเคยเขียน &#8220;บทเรียนสุดท้าย ที่ผมไม่มีโอกาสสอนคุณในห้องเรียน&#8221; ลงใน &#8220;ข้อสอบปลายภาค&#8221; และ ณ วันนี้ ผมขอเขียนมันอีกครั้งหนึ่งที่นี่</p>
<blockquote>
<p>____ บทเรียนสุดท้าย ที่ผมไม่มีโอกาสสอนคุณในห้องเรียน ______</p>
<p>อาจารย์ที่ผมเคารพมากท่านหนึ่ง (Prof. Brian Harvey; University of California at Berkeley) เคยพูดเอาไว้ว่า เหตุผลที่ นักศึกษาควรศึกษาทุกอย่างเอง หัดทําอะไรเอง ชนกับปัญหาเอง วิเคราะห์การแก้ปัญหาเอง ไม่ลอก ไม่ถามหาความช่วยเหลือ ก่อนเวลาอันควร ไม่ควรเขียนโปรแกรมให้กัน หรือคิดวิธีการแก้ปัญหาให้กัน ไม่ใช่เพราะเรื่องจรรยาบรรณ เรื่องชื่อเสียง ไม่ว่า จะของตัวเองหรือสถาบัน เรื่องฝีมือการทํางาน ฯลฯ หรือเรื่องอะไรก็ตามที่มันอุดมคติ แต่เพราะ <u>“พฤติกรรมอะไรก็ตาม ที่คุณสร้างให้ตัวเอง สมัยเรียน มันจะเป็นพฤติกรรมที่ฝังรากลึก แก้ไม่ได้ ตอนที่คุณไปทํางาน”</u></p>
<p>มันเหมือนกับการเขียนโปรแกรมให้ตัวเอง คอมไพล์ … แล้วไปเห็นผลการรันในตอนทํางานจริง</p>
<p>ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่อ้างว่า ไปเที่ยว กิจกรรม ฯลฯ ในคืนวันอาทิตย์ จนไม่สามารถมาทํางานได้ในวันจันทร์ เพราะนั่น เป็นวันทํางาน คุณก็ต้องรับผิดชอบมันในฐานะวันทํางาน</p>
<p>ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่ไม่คิดอะไรเลย รอแต่ให้หัวหน้างานป้อน/สั่ง พนักงานที่ไม่สนใจคิดวิเคราะห์ถึงปัญหา หรือ พนักงานที่ไม่สนใจงานตัวเอง ทํางานให้มันผ่านๆ ไป และไม่คิดรีวิวงานตัวเองจากสัปดาห์ก่อน หรือพนักงานที่มีสมุดจดงาน เอาไว้แค่เปิดดูเวลาที่โดนเจ้านายถาม</p>
<p>ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่ไม่คิดเอาสิ่งที่ตัวเองเห็น จากเรื่องรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นนิยาย ภาพยนต์ การเมือง สิ่งแวดล้อม ฯลฯมาเป็นข้อคิดที่ดีในการทํางานพนักงานที่มองไม่เห็นว่าทุกอย่างมันเป็นกระจกสะท้อนซึ่งกันและกันอยา่งไรมันเกี่ยวขอ้ง เกี่ยวพันกันอย่างไร</p>
<p><u>ไม่ว่าคุณจะทํางานไอทีหรือไม่กต็ามพฤติกรรมเหล่าน้ีจะติดตัวคุณไป</u></p>
<p>ดังน้ันผมหวังว่าจะไม่ได้ยินคําพูดของคุณที่ว่า“จบแล้วผม/หนูจะไม่ทํางานด้านนี้ดังนั้นให้ผม/หนูผ่านเถอะครับ/ค่ะ” อีก</p>
<p>ผมอยากเคารพคุณทุกคน ในฐานะ “นักศึกษา” ในวันนี้ และ “เพื่อนร่วมวงการ” ในอนาคต</p>
<p>ขอบคุณครับ</p>
</blockquote>
<p>… และคุณคงเข้าใจแล้วว่า วิชานั้น ที่ผมบอกว่า มหาวิทยาลัย การศึกษา และครอบครัว มันก็เป็น Programming Platform และ Environment ที่มันโปรแกรมพฤติกรรมฝังรากให้กับพวกคุณ ที่มันแก้ไม่ได้ ถ้าพวกคุณไม่พยายามคิดจะทำอะไรบางอย่างกับมันบ้าง มันแปลว่าอะไร … เพราะสิ่งไหนที่มันเป็นในวันนั้น วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>19</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปะผุ และ ฉาบฉวย</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/02/12/600/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/02/12/600/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Feb 2011 07:51:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/02/12/600/</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งหนึ่งเคยเขียนเรื่องทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง เช่น ปัญหา ความเคยชิน &#8220;ก๊อปโค้ดมาแก้&#8221; (17/01/2009) ปัญหา ความเคยชิน &#8220;ก๊อปโค้ดมาแก้ #2&#8243; (02/02/2009) วันนี้ กว่า 2 ปีผ่านไปจาก entry เหล่านั้น คงจะได้เวลาที่ผมจะกลับมาเขียนถึงมันอีกสักครั้งหนึ่ง ด้วยวัยที่อาจจะเปลี่ยนไป ด้วยมุมอะไรบางอย่างที่อาจจะมองได้กว้างขึ้นหรืออาจจะแคบลง ซึ่งจริงๆ แล้วผมเองได้บ่นเรื่องพวกนี้ไว้เป็นระยะๆ ใน Twitter ที่สุดท้ายก็ไม่ได้กลายเป็นบทความอะไรที่ยั่งยืนหรือว่าอ้างอิงได้ในภายหลัง ถึงจะมีคนรวบรวมเอาไว้เป็นระยะๆ ก็ตาม ณ วันนี้ ผมกำลังจะลาออกจากงานบริหาร กลับมาเขียนโค้ดเต็มตัวอีกครั้ง และทุกวันนี้ ผมพยายามสอนโค้ดมากขึ้น จากการที่ไปสอน iOS SDK Development ตามที่ต่างๆ มากมาย ผมพบความจริงที่น่าเศร้าใจมากขึ้น และเป็นการย้ำหัวตะปูกับเรื่องเดิมๆ มากขึ้น น้องๆ ที่กำลังศึกษาในสาขาวิชาที่ต้องเขียนโปรแกรม ที่ต้องโค้ด คิดคอนเซปท์ของโปรแกรมน้อยลงมาก และ เขียนโปรแกรมน้อยลงมาก ซึ่งส่งผลให้เมื่อเจอปัญหาแล้วตั้งเป้าหมายและแก้ปัญหาไม่เป็น รวมถึงมือไม่ขยับในการเขียนโค้ดให้เลย ปัญหานี้ไม่ได้มีแต่สาขาที่ต้องเขียนโปรแกรมแน่นอน เนื่องจากอาจจะเป็นปัญหาฝังลึกในระบบการศึกษาของบ้านเรา ที่เน้นการได้คำตอบอย่างฉาบฉวยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และมากขึ้นๆ เวลามีการบ้าน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ครั้งหนึ่งเคยเขียนเรื่องทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง เช่น</p>
<ul>
<li><a href="http://www.rawitat.com/2009/01/17/255/">ปัญหา ความเคยชิน &#8220;ก๊อปโค้ดมาแก้&#8221;</a> (17/01/2009)
<li><a href="http://www.rawitat.com/2009/02/02/258/">ปัญหา ความเคยชิน &#8220;ก๊อปโค้ดมาแก้ #2&#8243;</a> (02/02/2009)
</ul>
</p>
<p>วันนี้ กว่า 2 ปีผ่านไปจาก entry เหล่านั้น คงจะได้เวลาที่ผมจะกลับมาเขียนถึงมันอีกสักครั้งหนึ่ง ด้วยวัยที่อาจจะเปลี่ยนไป ด้วยมุมอะไรบางอย่างที่อาจจะมองได้กว้างขึ้นหรืออาจจะแคบลง ซึ่งจริงๆ แล้วผมเองได้บ่นเรื่องพวกนี้ไว้เป็นระยะๆ ใน Twitter ที่สุดท้ายก็ไม่ได้กลายเป็นบทความอะไรที่ยั่งยืนหรือว่าอ้างอิงได้ในภายหลัง ถึงจะมีคนรวบรวมเอาไว้เป็นระยะๆ ก็ตาม</p>
<p>ณ วันนี้ ผมกำลังจะลาออกจากงานบริหาร กลับมาเขียนโค้ดเต็มตัวอีกครั้ง และทุกวันนี้ ผมพยายามสอนโค้ดมากขึ้น จากการที่ไปสอน iOS SDK Development ตามที่ต่างๆ มากมาย ผมพบความจริงที่น่าเศร้าใจมากขึ้น และเป็นการย้ำหัวตะปูกับเรื่องเดิมๆ มากขึ้น</p>
<p>น้องๆ ที่กำลังศึกษาในสาขาวิชาที่ต้องเขียนโปรแกรม ที่ต้องโค้ด คิดคอนเซปท์ของโปรแกรมน้อยลงมาก และ เขียนโปรแกรมน้อยลงมาก ซึ่งส่งผลให้เมื่อเจอปัญหาแล้วตั้งเป้าหมายและแก้ปัญหาไม่เป็น รวมถึงมือไม่ขยับในการเขียนโค้ดให้เลย</p>
<p>ปัญหานี้ไม่ได้มีแต่สาขาที่ต้องเขียนโปรแกรมแน่นอน เนื่องจากอาจจะเป็นปัญหาฝังลึกในระบบการศึกษาของบ้านเรา ที่เน้นการได้คำตอบอย่างฉาบฉวยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และมากขึ้นๆ เวลามีการบ้าน ก็ไม่ได้ทำเอง แต่ต้องมี &#8220;คนสอนการบ้าน&#8221; ตลอดเวลา และมากขึ้นๆ รวมถึงหนังสือสารพัดกุญแจ ที่บรรจุคำตอบทุกอย่างที่อยากรู้เอาไว้</p>
<p>นักเรียน นิสิต นักศึกษา และคนจำนวนมากที่เป็น &#8220;ผลผลิตที่สมบูรณ์ ของระบบการศึกษาที่ล้มเหลว&#8221; นี้ จึงติดนิสัยฉาบฉวยนั้นมาอย่างฝังรากลึก ถอนตัวไม่ออก ดัดไม่ค่อยได้ ผลที่ตามมานั้นน่ากลัวนัก</p>
<ul>
<li>เวลาอยากได้อะไรก็จะอยากได้ผลนั้นๆ อย่างเร่งด่วน ไม่สนใจวิธีการที่จะได้ผลนั้น ค่อยๆ ทำอะไรทีละขั้นทีละตอนไม่เป็น
<li>วิธีการให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการนั้น จะเป็นลักษณะ &#8220;สำเร็จรูป&#8221; มากขึ้นๆ นั่นคือ มันเหมือนเป็นความคิดในระดับจิตใต้สำนึกไปแล้ว ว่ามันจะต้องมีคนทำเอาไว้เราไปหามาใช้ได้อย่างใจเราเป๊ะๆ แบบสำเร็จรูป ไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าเป็นโค้ดก็ &#8220;copy-paste ปุ๊บ ต้องได้ปั๊บ&#8221; เป็นต้น
<li>สังเกตได้ไม่ยาก เวลาสั่งงานอะไรก็ตาม น้องๆ จะใช้เวลาส่วนมากหมดไปกับ &#8220;การพยายามหาสิ่งที่เหมือนที่ต้องการเปี๊ยบ ใน Google ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ก็หาต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจบสิ้น&#8221;
<li>ซึ่งนั่นเป็นปัญหา ทำให้เราทำอะไรที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าระดับพื้นฐานไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่ซับซ้อนมากขึ้นนั้น โอกาสที่จะมีคนทำเอาไว้ให้เราเอาไปใช้ได้แบบเป๊ะๆ นั้น น้อยมาก ต้องเอามาปรับปรุง ดัดแปลง หรือนำเข้ามาใช้ร่วมกับส่วนอื่นๆ ของคำตอบเราอยู่ดี
<li>ไม่สนใจพื้นฐาน คิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น บางคนอยู่ในสภาวะ &#8220;ดูถูกพื้นฐาน​&#8221; เสียด้วยซ้ำไป สนใจแต่ &#8220;ขั้นตอนสุดท้าย&#8221; เท่านั้น หลักคิดอะไรก่อนหน้านั้นเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไร ก็ช่างมัน จะเร่งรัดผ่านไปให้หมด
<li>ทีนี้เมื่อสร้างอะไรเองทีละขั้นทีละตอนไม่เป็น ก็เป็น &#8220;ผู้สร้าง&#8221;​ หรือ &#8220;ผู้สร้างสรรค์&#8221; ยาก
<li>แต่ว่าจะมีความเป็น &#8220;ผู้เสพ&#8221; หรือ &#8220;ผู้บริโภค&#8221; สูงขึ้นเรื่อยๆ มีความต้องการ มีอาการเหมือนผู้บริโภค นั่นคือ &#8220;ถ้าสิ่งที่อยากได้นั้น ไม่มีคนทำไว้ ก็เป็นความผิดผู้ผลิต/ผู้สร้าง&#8221; ดังจะเห็นได้ชัดจากคำพูดที่ว่า &#8220;ลองไปหาดูแล้ว ไม่มี&#8221; &#8220;หาใน google ไม่เจอ&#8221; ฯลฯ มากขึ้นทุกที
</ul>
</p>
<p>กี่ครั้งแล้วไม่ทราบ ที่ผมเห็นภาพที่น่าเศร้าใจเหล่านี้ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความพยายามที่จะลองผิดลองถูก ความพยายามที่จะคิด หรือความสามารถในการแก้ปัญหาเบื้องต้นในลักษณะของ &#8220;ผู้สร้าง&#8221; นั้น หายไปสิ้นเชิงจากความระบบความคิดและระบบการศึกษาในปัจจุบันเสียแล้วหรือ</p>
<p>ระบบการศึกษาที่เน้นการลัดไปสู่คำตอบอย่างรวดเร็วเกินไป และการที่อยากได้อะไรต้องมีคนอื่นทำให้ แก้ให้ ไม่มีที่สิ้นสุด ได้สร้างคนที่มีภาวะต้องการที่พึ่งพาสูงขึ้นๆ และเป็นที่พึ่งพาได้น้อยลงเรื่อยๆ</p>
<p>กี่ครั้งกันเล่า ที่เราพบคนที่อยากได้ระบบอะไรก็แล้วแต่ โดยไม่สนใจว่าสร้างมันอย่างไร จะเอาแต่ผล กี่ครั้งกันเล่า ที่คนบ้านเราไปเห็นแต่ผลลัพธ์ที่สำเร็จแล้วในต่างประเทศ ที่ใช้เวลาสร้างนับสิบๆ ปี แต่เราจะก๊อปปีิ้เฉพาะขั้นตอนสุดท้าย และเราก็บอกว่าเรามีแล้วเหมือนกับเขา แต่ว่ามันขาดวิญญาณและความเข้าใจมาอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>เราคงจะเป็น &#8220;ผู้สร้าง&#8221; หรือเป็น &#8220;นักแก้ปัญหา&#8221; ที่แท้จริงกันยากขึ้นทุกวัน และการ &#8220;สร้างสรรค์&#8221; หรือ &#8220;การแก้ปัญหา&#8221; ของเรานั้นอาจหมายถึง &#8220;การแสวงหา มาปะผุ&#8221; มากขึ้นทุกวัน โดยสิ่งที่เราแสวงหามาได้นั้น เราก็ไม่ได้เข้าใจที่มาที่ไปของมัน เราไม่ได้มีแนวคิดอะไรในหัวเลย ว่าอะไรมันทำงานอย่างไร อะไรได้มาอย่างไร ก็เป็นได้</p>
<p>ตราบใดที่ บ้านเรายังคงสร้างคนที่สนใจแต่ &#8220;ข้อนี้จะตอบอะไร&#8221; แทนที่จะสนใจว่า &#8220;ทำไมถึงมีคำถามนี้&#8221; หรือ &#8220;จะเริ่มต้นมองปัญหานี้อย่างไร&#8221; มันก็คงจะเป็นแบบนี้ไปมากขึ้นๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/02/12/600/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>11</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แปลหนังสือ/เขียนหนังสือ</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/01/14/589/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/01/14/589/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Jan 2011 08:36:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Personal]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>
		<category><![CDATA[Work]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/01/14/589/</guid>
		<description><![CDATA[ตอนนี้มีงานหนึ่งที่ผมกำลังทำอยู่ และไม่เสร็จง่ายๆ ก็คืองานบรรณาธิการหนังสือแปลเล่มหนึ่ง ที่จริงๆ แล้วก็ล่าช้ากว่ากำหนดมาพักหนึ่งแล้ว ก็บอกตามตรงว่า งานนี้ยากกว่าที่ผมคิดไว้ตอนแรกมากเลยทีเดียว และได้คติที่อยากจะเขียนลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ เผื่อจะมีประโยชน์กับนักเขียน/นักแปล/บรรณาธิการ/สำนักพิมพ์ ในอนาตต ด้วยจรรยาบรรณ ผมขอสงวนชื่อทั้งหมด ทั้งหนังสือ ผู้แปล และสำนักพิมพ์เอาไว้นะครับ ผมพบว่าผู้แปลหนังสือ &#8220;แปลไม่รู้เรื่อง&#8221; เป็นอย่างมาก ซึ่งขอสรุปเป็นเรื่องๆ อย่างคร่าวๆ ดังนี้ ใช้ภาษายากเกินความจำเป็นมาก หนังสือต้นฉบับเขียนด้วยภาษาอังกฤษพื้นๆ พื้นมากๆ เรียกได้ว่าเหมือนกับภาษาพูดธรรมดา แต่ว่าทำไมเวลาแปลแล้ว กลายเป็นภาษาไทยที่ไม่ธรรมดามาก ต้องปีนบันไดอ่าน ขึ้นไปสามสี่ชั้นก็ยังอ่านไม่รู้เรื่อง (แล้วจะปีนทำบ้าอะไร) ต้องแปลไทยเป็นไทย เรียบเรียงใหม่ในหัวตั้งหลายต่อหลายครั้ง อิงกับตัวหนังสือ/ตัวอักษรมากไป จนสื่อเจตนา &#8220;ผิด&#8221; จากภาษาอังกฤษอย่างมาก แบบไม่น่าให้อภัย ถ้าดูทีละคำในประโยคว่าแปลว่าอะไร ก็อาจจะแปลถูกต้อง แต่ว่าถ้าดูพร้อมกันทั้งประโยค และยิ่งทั้งย่อหน้า ทั้งหน้า จะเห็นได้ว่าผิดแบบชัดเจน เน้นภาษาสวย (อีกครั้ง) แต่อ่านแล้วไม่อินเลย ส่อให้เห็นชัดเจนว่าผู้แปลเป็นนักภาษา แต่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญความชำนาญอะไรเลยในเรื่องที่เค้ากำลังแปลอยู่ (พูดง่ายๆ ว่าไม่มี Domain Knowledge ในเรื่องนั้นๆ เลย) โครงสร้างทุกอย่างที่ออกมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนนี้มีงานหนึ่งที่ผมกำลังทำอยู่ และไม่เสร็จง่ายๆ ก็คืองานบรรณาธิการหนังสือแปลเล่มหนึ่ง ที่จริงๆ แล้วก็ล่าช้ากว่ากำหนดมาพักหนึ่งแล้ว ก็บอกตามตรงว่า งานนี้ยากกว่าที่ผมคิดไว้ตอนแรกมากเลยทีเดียว และได้คติที่อยากจะเขียนลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ เผื่อจะมีประโยชน์กับนักเขียน/นักแปล/บรรณาธิการ/สำนักพิมพ์ ในอนาตต</p>
<p>ด้วยจรรยาบรรณ ผมขอสงวนชื่อทั้งหมด ทั้งหนังสือ ผู้แปล และสำนักพิมพ์เอาไว้นะครับ</p>
<p>ผมพบว่าผู้แปลหนังสือ &#8220;แปลไม่รู้เรื่อง&#8221; เป็นอย่างมาก ซึ่งขอสรุปเป็นเรื่องๆ อย่างคร่าวๆ ดังนี้</p>
<ul>
<li>ใช้ภาษายากเกินความจำเป็นมาก หนังสือต้นฉบับเขียนด้วยภาษาอังกฤษพื้นๆ พื้นมากๆ เรียกได้ว่าเหมือนกับภาษาพูดธรรมดา แต่ว่าทำไมเวลาแปลแล้ว กลายเป็นภาษาไทยที่ไม่ธรรมดามาก ต้องปีนบันไดอ่าน ขึ้นไปสามสี่ชั้นก็ยังอ่านไม่รู้เรื่อง (แล้วจะปีนทำบ้าอะไร) ต้องแปลไทยเป็นไทย เรียบเรียงใหม่ในหัวตั้งหลายต่อหลายครั้ง
<li>อิงกับตัวหนังสือ/ตัวอักษรมากไป จนสื่อเจตนา &#8220;ผิด&#8221; จากภาษาอังกฤษอย่างมาก แบบไม่น่าให้อภัย ถ้าดูทีละคำในประโยคว่าแปลว่าอะไร ก็อาจจะแปลถูกต้อง แต่ว่าถ้าดูพร้อมกันทั้งประโยค และยิ่งทั้งย่อหน้า ทั้งหน้า จะเห็นได้ว่าผิดแบบชัดเจน
<li>เน้นภาษาสวย (อีกครั้ง) แต่อ่านแล้วไม่อินเลย ส่อให้เห็นชัดเจนว่าผู้แปลเป็นนักภาษา แต่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญความชำนาญอะไรเลยในเรื่องที่เค้ากำลังแปลอยู่ (พูดง่ายๆ ว่าไม่มี Domain Knowledge ในเรื่องนั้นๆ เลย)
<li>โครงสร้างทุกอย่างที่ออกมา เป็น &#8220;ภาษาอังกฤษ&#8221; มากกว่าเป็นภาษาไทย มันขัดธรรมชาติของภาษาเรา ผิดจริตหลายอย่างมาก (แต่ว่าถ้าแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษ อาจจะเข้าท่ากว่า) เช่น มีการใช้ &#8220;-&#8221; แสดงประโยคขยาย/เสริม ในระหว่างประโยค ซึ่งภาษาเราไม่ใช้กัน เป็นต้น
</ul>
</p>
<p>สิ่งที่ผมอยากจะฝาก อยากจะเขียนถึง ไม่ใช่การด่าว่าใคร แต่อยากจะเอาความจริงที่ตัวเองพบมา ทั้งจากประสบการณ์เขียน แปล และบรรณาธิการหลายต่อหลายอย่าง ฝากให้คนที่มาอ่าน Blog ผมดังนี้</p>
<ul>
<li>งานแปลหนังสือ จริงๆ แล้วมันคือ &#8220;งานเขียนหนังสือ&#8221; โดยอาศัยเค้าโครง โครงสร้าง การเรียงลำดับเนื้อเรื่อง จากหนังสือเล่มอื่นที่มีอยู่แล้วเท่านั้นเอง
<li>ดังนั้นมันจะดีกว่า ถ้าเราคิดว่า ก่อนอื่น เราต้องการคนแปลหนังสือ แบบเดียวกับที่เราต้องการคนเขียนหนังสือ นั่นคือ ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ แต่เป็นคนที่มี Domain Knowledge ในด้านนั้นๆ โดยเฉพาะ ที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยได้ดีเป็นหลัก และพอจะอ่านภาษาต่างประเทศ (ภาษาต้นทาง) ออก เท่านั้นเอง
<li>ทำไมน่ะหรือ เพราะว่าการแปลที่ดี ไม่ใช่แปลตัวอักษรออกมาให้ครบทุกตัว ทุกคำพูด ทุกบรรทัด ให้เหมือนต้นฉบับทุกวรรคทุกตอน แต่ว่าต้องเป็นการสื่อสาร &#8220;วิญญาณ&#8221; ของมันออกมาในอีกภาษาหนึ่งต่างหาก ดังนั้นหากผู้แปลไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อะไรเลย พูดง่ายๆ ว่า &#8220;ไม่อิน&#8221; กับเรื่องที่ตัวเองแปล มันจะออกมาแย่มาก เพราะว่านักภาษาหลายคน (จากประสบการณ์ที่พบ) มีแนวโน้มจะแต่งภาษาให้สละสลวย มากกว่าสื่อวิญญาณของมันให้ได้อย่างดิบๆ ตรงไปตรงมา
<li>อย่าคิดว่า &#8220;ก็ให้นักภาษาแปลก่อน จะได้แปลถูกหลักภาษา แล้วค่อยให้คนมี Domain Knowledge แก้ไขทีหลัง&#8221; ให้คิดกลับกันว่า &#8220;ให้คนมี Domain Knowledge เขียนจากต้นฉบับภาษาต่างประเทศก่อน แล้วค่อยให้นักภาษาเกลาทีหลัง&#8221; จะดีกว่ามาก
</ul>
</p>
<p>&#8220;เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย&#8221; ยังคงใช้ได้เสมอกับกรณีเช่นนี้ หลายคนกลัวกับการ &#8220;เสียคำบางคำ&#8221; หรือว่า &#8220;เสียความถูกต้องของประโยคบางประโยค&#8221; ไป ก็จะพยายามมากมายก่ายกอง เพื่อรักษาตรงนี้เอาไว้ แต่ว่าลงเอยด้วยหนังสือทั้งเล่มที่มันอ่านไม่รู้เรื่อง ผิดเจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้แต่งหนังสือ ไม่สามารถสื่อวิญญาณของมันออกมาได้ &#8230; และที่สำคัญ เมื่อมองไม่ภาพรวม ภาษาที่แปลถูกต้องเป็นคำๆ นั้น รวมกันแล้วอาจไม่ใช่เนื้อความที่ถูกต้องก็ได้</p>
<p>ปิดท้ายละกัน ผมเจอประโยคนี้ &#8220;It takes all you&#8217;ve got to keep safe&#8221; &#8230;. ซึ่งในบริบทของเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น มันหมายถึงว่า &#8220;เราต้องทำทุกวิถีทางให้รอดจากอันตรายทั้งหลายแหล่&#8221; &#8230;.​ ดันไปแปลว่า &#8220;มันจะเอาทุกอย่างที่เราได้มา ไปเก็บไว้ในตู้เซฟ&#8221;</p>
<p>สุดตรีนมากครัฟ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/01/14/589/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>You *ARE* &#8220;The Presenter&#8221;</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/04/01/344/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/04/01/344/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Apr 2010 16:00:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Lecture]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/04/01/344/</guid>
		<description><![CDATA[เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเขียนถึงเป็นที่สุด ใน blog ก่อนหน้านี้ (สอน Presentation โครงการ SSME Fast Track) แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จนน่าจะเขียนแยกออกมาสักตอนมากกว่า และนี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่า &#8220;ผู้นำเสนอหลายคนลืมไปอย่างน่าเสียดาย&#8221; นั่นก็คือ &#8220;You *ARE* The Presenter&#8221; ใช่ครับ ในการนำเสนอ *คุณ* คือ ผู้นำเสนอ คุณคือสตาร์ของงาน การลืมเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ขนาดที่ผมถือว่าเป็น The #0 Common Mistake เลยทีเดียว (มันยิ่งกว่า #1 หรือ all words on slide ซะอีก) ทำไมหรือ? หลายคนยอมให้ slide ของ presentation ต่างๆ เป็นดาวเด่นของงาน สายตาและความสนใจของผู้ฟัง อยู่บน slide ที่คุณใช้ (อ่าน) ไม่ได้สนใจคุณเลย หลายอย่างที่พูด ซึ่งอาจจะมีเกร็ดอะไรนอก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเขียนถึงเป็นที่สุด ใน blog ก่อนหน้านี้ (<a href="http://www.rawitat.com/2010/04/01/337/">สอน Presentation โครงการ SSME Fast Track</a>) แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จนน่าจะเขียนแยกออกมาสักตอนมากกว่า และนี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่า &#8220;ผู้นำเสนอหลายคนลืมไปอย่างน่าเสียดาย&#8221; นั่นก็คือ</p>
<blockquote><p><span style="color: red;"><strong>&#8220;You *ARE* The Presenter&#8221;</strong></span><strong> </strong></p></blockquote>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/presenter.004.png" alt="presenter.004.png" width="480" height="360" /><br />
</center></p>
<p>ใช่ครับ ในการนำเสนอ *คุณ* คือ ผู้นำเสนอ คุณคือสตาร์ของงาน การลืมเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ขนาดที่ผมถือว่าเป็น The #0 Common Mistake เลยทีเดียว (มันยิ่งกว่า #1 หรือ all words on slide ซะอีก) ทำไมหรือ?</p>
<ul>
<li>หลายคนยอมให้ slide ของ presentation ต่างๆ เป็นดาวเด่นของงาน สายตาและความสนใจของผู้ฟัง อยู่บน slide ที่คุณใช้ (อ่าน) ไม่ได้สนใจคุณเลย หลายอย่างที่พูด ซึ่งอาจจะมีเกร็ดอะไรนอก slide อยู่บ้าง หรืออยู่มาก มันจะหายไป ซึ่งทางแก้ก็คือ ใช้ All-Words-on-Slide และ Lots-of-Bullets</li>
<li>แต่พอทำเช่นนั้น คุณก็จะไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ จะถูกจำกัดมากเกินไปกับการพูดตามสิ่งที่อยู่บน slide และผู้ฟังของคุณก็ไม่รู้จะโฟกัสที่ไหนดี ระหว่างฟังคุณ กับอ่านตาม ซึ่งทางแก้ก็คือ คุณก็ต้องพูดตาม slide ไปเรื่อยๆ คนฟังจะได้ไม่หลงหรือสับสน</li>
<li>แต่พอทำแบบนั้น ก็เท่ากับไม่โฟกัสกับความเป็นตัวของตัวเอง คิดแต่เอาเนื้อหาจากหนังสือ เนื้อหาวิชาการจากตำรา จากเว็บ หรืออะไรต่อมิอะไรมานำเสนอ มาใส่ไป แล้วมันจะเป็น Story ที่ Simple, Convincing, Concrete, Credible ได้ยังไง? แล้วคุณจะมีอารมณ์ร่วมกับมันมั้ย?</li>
<li>ที่สำคัญ คุณไม่มีทางมี eye-contact หรือ expressive expression ต่างๆ ได้อย่างมากพอ</li>
</ul>
<p>
<p>เอาแค่นี้ ก็จบแล้ว</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/presenter2.020.png" alt="presenter2.020.png" width="480" height="360" /><br />
</center></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/04/01/344/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Megapixel vs. Sensor Size vs. Lens</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Feb 2010 03:59:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/</guid>
		<description><![CDATA[Number marketing เป็นเรื่องที่ &#8220;สร้างง่าย หายยาก&#8221; และจากประสบการณ์ คงไม่หายไปไหนง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ พบได้บ่อยๆ ก็ตั้งแต่สมัย Megahertz Myth และอีกเรื่องที่ยังคงพบอยู่ในปัจจุบัน คือ &#8220;กี่ Megapixels&#8221; และ &#8220;ซูมกี่เท่า&#8221; ซึ่ง &#8220;ความเชื่อสาธารณะ&#8221; มักจะถูกสร้างว่า เมื่อตัวเลขเหล่านี้สูงกว่า นั่นหมายถึงดีกว่า จริงๆ ก็ไม่ถึงกับผิดซะทีเดียวนัก เพราะว่าหากปัจจัยทั้งหมดเหมือนกัน ในบางบริบท มันก็ดีกว่าจริงๆ &#8230; แต่ว่าหากปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ ฯลฯ อื่นๆ มันต่างกันล่ะก็ มันก็บอกไม่ได้ซะทีเดียว เช่น จริงหรือ ที่ CPU ความเร็ว 2 GHz เร็วกว่า 1.6 GHz คำตอบคือ ถ้าปัจจัยอื่นๆ เช่น สถาปัตยกรรมพื้นฐาน โครงสร้างอื่นๆ ที่มีผลต่อความเร็ว ทุกอย่างมันเท่ากัน แล้วล่ะก็ &#8220;จริง&#8221; ครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Number marketing เป็นเรื่องที่ &#8220;สร้างง่าย หายยาก&#8221; และจากประสบการณ์ คงไม่หายไปไหนง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ พบได้บ่อยๆ ก็ตั้งแต่สมัย Megahertz Myth และอีกเรื่องที่ยังคงพบอยู่ในปัจจุบัน คือ &#8220;กี่ Megapixels&#8221; และ &#8220;ซูมกี่เท่า&#8221; ซึ่ง &#8220;ความเชื่อสาธารณะ&#8221; มักจะถูกสร้างว่า เมื่อตัวเลขเหล่านี้สูงกว่า นั่นหมายถึงดีกว่า</p>
<p>จริงๆ ก็ไม่ถึงกับผิดซะทีเดียวนัก เพราะว่าหากปัจจัยทั้งหมดเหมือนกัน ในบางบริบท มันก็ดีกว่าจริงๆ &#8230; แต่ว่าหากปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ ฯลฯ อื่นๆ มันต่างกันล่ะก็ มันก็บอกไม่ได้ซะทีเดียว เช่น จริงหรือ ที่ CPU ความเร็ว 2 GHz เร็วกว่า 1.6 GHz คำตอบคือ ถ้าปัจจัยอื่นๆ เช่น สถาปัตยกรรมพื้นฐาน โครงสร้างอื่นๆ ที่มีผลต่อความเร็ว ทุกอย่างมันเท่ากัน  แล้วล่ะก็ &#8220;จริง&#8221; ครับ แต่ว่าถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว &#8220;สรุปไม่ได้&#8221; ครับ</p>
<p>สรุปไม่ได้ ยังดี แต่ว่าในบางกรณีมัน &#8220;ตรงข้าม&#8221; ครับ โดยปริยาย และนั่นก็เป็นเรื่องที่จะคุยกันวันนี้ครับ คือ เรื่อง <b>Megapixel</b> ซึ่งเรื่องนี้เคยเขียนอย่างละเอียดไปครั้งหนึ่งแล้ว ในบทความ &#8220;<a href="http://www.rawitat.com/2008/09/30/207/">กี่ล้านดีคะ&#8221;</a> ที่ Blog นี้ &#8230; และวันนี้อยากจะเขียน &#8220;ภาคต่อ&#8221; สักหน่อย</p>
<p>ถึงสัญญาณเรื่องนี้ในตลาดจะดีขึ้นมาบ้าง เพราะว่าค่ายกล้องหลายค่าย เริ่มหันไปผลิตกล้องที่ &#8220;MP ต่ำลง แต่ขนาดตัวรับภาพ (Image sensor) ใหญ่ขึ้น&#8221; ในระดับ High-end compact กันมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ Panasonic LX3 ซึ่งจะว่าไป 10MP, และเซนเซอร์ขนาด 1/1.63&#8243; นิ้ว เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเลือกตัวนี้ แทนที่จะเลือก Canon G10 (14.7MP) Nikon P6000 (13.5MP) และหลังจากนั้นในระดับ High-end compact ก็มีกล้องทำนองนี้ออกมาเรีื่อยๆ เช่น Canon G11, Canon S90 ซึ่งลด MP ลงไปเกือบ 1/3 ของ G10 และเพิ่มขนาดเซนเซอร์อีกด้วย และ Ricoh อีกหลายรุ่น โดยเฉพาะ GR-Digital 3, GXR และรวมถึง Micro 4/3 อย่าง E-P1, 2, GF1</p>
<p>แต่ว่าสัญญาณดังกล่าว ยังคงส่งไปไม่ถึงในระดับตลาดกลางและตลาดล่าง สังเกตได้จาก Nikon ที่เพิ่งจะออก Coolpix รุ่นใหม่ออกมาอีกหลายตัว ซึ่งมี MP ที่สูงขึ้น แต่ว่าในทางตรงข้าม มีขนาดเซนเซอร์ที่ลดลง! ผมจำได้ว่า เคยบ่น Coolpix S710 ว่ามี 14.5MP และ 1/1.72&#8243; ซึ่งรุ่นใหม่ที่ออกมา S8000 นั้น ก็มี MP เกือบจะเท่าเดิมน่ะแหละ แต่ว่ามีเซนเซอร์ขนาด 1/2.33&#8243;!</p>
<p>และเมื่อมองกว้างๆ ไปอีกหน่อย ก็ยังคงพบว่า Megapixel War ยังคงไม่จบง่ายๆ แน่นอน</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยปฏิเสธเรื่อง MP ว่ามีมาก มันก็มีประโยชน์ เพราะว่ามันทำให้เรา crop ภาพเฉพาะบางส่วนได้มากขึ้น หรือว่าพิมพ์ภาพได้ใหญ่ขึ้น แต่ว่าจริงๆ แล้วมีกี่คนกัน ที่ต้องการพิมพ์ภาพเพื่อให้ได้ประโยชน์จาก 12MP เต็มที่? และมันก็มีคนที่ต้องการ MP มากๆ อยู่จริงๆ ไม่งั้นกล้องพวก Leica S2, Nikon D3X อะไรพวกนี้คงไม่ทำออกมา และคงขายไม่ออกกับคนที่รู้เรื่องพวกนี้แน่ๆ แต่ว่าถามว่า แล้วมันจำเป็นมั้ย กับพวกเราทั่วๆ ไป? เราคงอยากจะได้แค่ภาพดีๆ เยอะๆ ซึ่งหลายภาพอาจจะถ่ายในที่ๆ แสงไม่ค่อยจะอำนวย (มืด) ซึ่งจำเป็นต้องให้แสงเข้ามาเซนเซอร์เยอะๆ หน่อย หรือว่าถ่ายรูปลูกหลานที่กำลังซน กำลังเล่น ที่จะต้องไวหน่อย อัดรูปอย่างมากก็ 4&#215;6 ก็แค่นั้น ซึ่งการมี MP สูง และเซนเซอร์เล็ก ไม่ช่วยอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว และเป็นโทษซะด้วยซ้ำ</p>
<p>กล้องดิจิทัล มันก็มีหลักการประมวลผลเหมือนกับการประมวลผลดิจิทัลธรรมดาน่ะแหละครับ ที่มีกระบวนการ Input-Process-Output ซึ่งกรณีนี้ &#8220;Input&#8221; มันแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ</p>
<ol>
<li>เลนส์ ซึ่งใช้รับแสง (Analog data)
<li>ตัวรับภาพดิจิทัล (เซนเซอร์) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการบันทึกแสง และแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล
</ol>
<p>ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการ Digital Processing ที่ Image Processing Engine ที่ชื่อประหลาดๆ ทั้งหลายทั้งแหล่ เช่น Venus, Digic, Expeed ฯลฯ</p>
<p>เคยได้ยินไหมครับ <font color="red">&#8220;Garbage In, Garbage Out&#8221;</font> ถ้าขยะเข้า ก็ขยะออก คือ ถ้าหากข้อมูลเข้ามามันไม่ดีแล้วล่ะก็ จะประมวลผลมันยังไง ผลลัพธ์ออกไป ก็ไม่ดีหรอกครับ สู้ข้อมูลเข้าที่ดีไม่มีทางได้เลย</p>
<p>ลองคิดดูง่ายๆ นะครับ กล้องค่ายเดียวกัน 2 ตัว ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพเหมือนกัน แต่ทำไมภาพที่ได้จาก D700+24-70/2.8 N มันช่างแตกต่างจาก Coolpix S710 มากมายขนาดไม่ต้องเอามาเทียบ ทั้งๆ ที่ทั้งสองตัวนี้ ก็มี Expeed processing engine เหมือนกัน คำตอบคือ เลนส์ และ เซนเซอร์ครับ</p>
<p>ก็เลยนำมาซึ่งเรื่องต่อมา ก็คือ แล้วคุณภาพของเลนส์ในบรรดากล้อง compact ทั้งหลายล่ะ ดีแค่ไหน? ผมไม่ได้ต้องการคุณภาพระดับที่บ้านเราชอบกัดกันว่า &#8220;เทพ&#8221; แต่อย่างใด เพราะว่าเข้าใจดีกว่า ซื้อกล้องตัวเล็กๆ กันไปทำไม แต่ว่าเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ กับเลนส์ที่มีรูรับแสงที่แคบมาก คือ 6.6 หรือ 6.7 ที่ช่วงปลายของซูม! รูรับแสงที่เล็ก ก็ไวแสงน้อยเป็นธรรมดา ทำให้ต้องเปิดชัตเตอร์นานขึ้น หรือเร่งสัญญาณแสง (เร่ง ​ISO) ให้สูงขึ้น <u>ซึ่งการเร่ง ISO จริงๆ แล้วก็คือการขยายสัญญาณเสียง เหมือนกับเร่งเสียงลำโพงน่ะแหละครับ ถ้าลำโพงไม่ดี หรือเพลงอัดมาไม่ดี มันก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ</u> หากเปลี่ยนเป็นเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างกว่านั้น เช่น F4 จะใช้ ISO ได้ต่ำลงกว่าเท่าตัว</p>
<p>แล้วมันแลกมากับอะไร? แน่นอนครับ เซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น เลนส์ที่ดี รูรับแสงกว้างๆ มันแลกมากับ &#8220;ขนาด&#8221; ที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย แต่ว่าอย่างหนึ่งที่ช่วยได้ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดเซนเซอร์มากนัก หรือเปลี่ยนเลนส์ ก็คือ &#8220;การลด Megapixel&#8221; ครับ เพราะว่าจะทำให้มีข้อมูลต่อหนึ่ง Pixel เพิ่มขึ้นโดยปริยาย (ถ้างง รบกวนอ่านบทความที่แล้วของผมนะครับ)</p>
<p>บทความต่อไป ผมจะเขียนการเปรียบเทียบอะไรสนุก เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ</p>
<hr />
<p>บทความที่เกี่ยวข้อง</p>
<ul>
<li><a href="http://www.rawitat.com/2008/09/30/207/">&#8220;กี่ล้านดีคะ&#8221;</a>
</ul></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ช่องกรอกรหัสผ่าน+วันที่</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/02/10/323/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/02/10/323/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Feb 2010 13:47:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>
		<category><![CDATA[Usability/UI]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/02/10/323/</guid>
		<description><![CDATA[ผมคิดว่ามันน่าจะเป็น standard practice หรือว่าธรรมเนียมปฏิบัติกันมานานแล้วนะ สำหรับไอ้ &#8220;ช่องกรอกรหัสผ่าน&#8221; ตามเว็บเนี่ย ว่ามันจะต้องเป็นจุดๆๆๆ หรือว่า ดาวๆๆๆ หรือว่าอะไรก็ได้ ที่ทำให้ไม่สามารถอ่านได้ว่า เรากำลังพิมพ์รหัสผ่านว่าอะไรอยู่ แต่ว่าดูนี่ซะก่อน อ่านได้ชัดเจน สวยงามมาก &#8230; ตอนที่ผมพิมพ์ตอนแรก อึ้งไปสามสิบวินาที ก่อนจะร้อง &#8220;เฮ้ย จะบ้าเรอะ!&#8221; แบบไม่เกรงใจคนรอบข้าง .. ไม่ทราบว่าท่านไปจ้างโปรแกรมเมอร์ที่ไหน ทำในงบประมาณหลักกี่ล้านครับท่าน? ยังไม่พอนะครับ ข้างล่าง ผมยังพบสิ่งนี้ ไม่ทราบว่า วันที่ตามนั้นนี่ มันมีในปฏิทินโลกไหนไม่ทราบขอรับ? ผมยังไม่ได้ลองกดปุ่มบันทึกนะ ว่ามันผ่านหรือเปล่า แต่ว่าไว้มีเวลาจะลองดูหน่อย แต่ว่าแค่นี้ก็เกินไปแล้วครับ ทำไมปล่อยให้สามารถเกิดความผิดพลาดเช่นนี้ได้ (จริงๆ ถ้าระบบกรอกข้อมูลมันดีนะ ผู้ใช้ไม่ต้องเสี่ยงกดปุ่มบันทึกข้อมูล ก่อนจะรู้ว่ามันผิดพลาดหรือเปล่าหรอก)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมคิดว่ามันน่าจะเป็น standard practice หรือว่าธรรมเนียมปฏิบัติกันมานานแล้วนะ สำหรับไอ้ &#8220;ช่องกรอกรหัสผ่าน&#8221; ตามเว็บเนี่ย ว่ามันจะต้องเป็นจุดๆๆๆ หรือว่า ดาวๆๆๆ หรือว่าอะไรก็ได้ ที่ทำให้ไม่สามารถอ่านได้ว่า เรากำลังพิมพ์รหัสผ่านว่าอะไรอยู่</p>
<p>แต่ว่าดูนี่ซะก่อน</p>
<p><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/02/password-field2.png" width="520" height="207" alt="password_field.png" /></p>
<p>อ่านได้ชัดเจน สวยงามมาก &#8230; ตอนที่ผมพิมพ์ตอนแรก อึ้งไปสามสิบวินาที ก่อนจะร้อง &#8220;เฮ้ย จะบ้าเรอะ!&#8221; แบบไม่เกรงใจคนรอบข้าง .. ไม่ทราบว่าท่านไปจ้างโปรแกรมเมอร์ที่ไหน ทำในงบประมาณหลักกี่ล้านครับท่าน? ยังไม่พอนะครับ ข้างล่าง ผมยังพบสิ่งนี้</p>
<p><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/02/date1.png" width="520" height="92" alt="date.png" /></p>
<p>ไม่ทราบว่า วันที่ตามนั้นนี่ มันมีในปฏิทินโลกไหนไม่ทราบขอรับ? ผมยังไม่ได้ลองกดปุ่มบันทึกนะ ว่ามันผ่านหรือเปล่า แต่ว่าไว้มีเวลาจะลองดูหน่อย แต่ว่าแค่นี้ก็เกินไปแล้วครับ ทำไมปล่อยให้สามารถเกิดความผิดพลาดเช่นนี้ได้ (จริงๆ ถ้าระบบกรอกข้อมูลมันดีนะ ผู้ใช้ไม่ต้องเสี่ยงกดปุ่มบันทึกข้อมูล ก่อนจะรู้ว่ามันผิดพลาดหรือเปล่าหรอก)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/02/10/323/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ออกแบบเว็บไซต์</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/01/26/318/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/01/26/318/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Jan 2010 08:06:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>
		<category><![CDATA[Usability/UI]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/01/26/318/</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อกี้มีคนปรึกษาเรื่องการออกแบบเว็บไซต์นิดหน่อย เลยขอยกการสนทนามาให้อ่านกันตรงนี้นะครับ คิดว่าเป็นข้อคิดและอุทธาหรณ์ได้บ้างพอสมควร แต่ขอเอาชื่อผู้ถามผมออกนะครับ ผู้ถาม: อาจารย์เว็บแบบไหนที่แตกต่างๆ ผู้ถาม: ขอคำแนะนำหน่อยนะคะ ผู้ถาม: พอดีเพื่อนเขียนเว็บให้บริษัทน่ะ ผม: แล้วทำไมต้องแตกต่าง? ผู้ถาม: แต่ไม่อยากจำเจอยู่กับรูปแบบเดิมๆๆ ผม: มาอีกล่ะ พวกทำงานเอารูปแบบเป็นหลัก จะรูปแบบเก่า รูปแบบใหม่ ถ้าไม่ได้วิเคราะห์เรื่อง function และ usage เป็นหลัก มันจะทำได้ไง ผู้ถาม: แต่คือว่าเขาแค่ตอ้งการดีไซต์และส่วนเรือ่งนั้นเขาคงทำเองอ่ะ ผู้ถาม: ก้อแค่ออกแบบอะ ผม: เว็บไซต์ไม่สามารถ design หน้าตาได้ หากไม่ design function ครับ ผม: มันเหมือนกับคุณอยากจะออกแบบ &#8220;หน้าตา&#8221; ของรถยนต์ โดยไม่กำหนดว่า รถคันนี้ จะต้องวิ่งในที่แบบไหน บรรทุกอะไร กลุ่มเป้าหมายคืออะไร ผม: คุณอาจจะคิดว่า หน้าตารถสปอร์ตมันเท่ห์ดี ผม: แต่รถตู้ที่ออกแบบโดยใช้ concept รถสปอร์ต มีแต่ห่วยกับห่วย ผม: [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อกี้มีคนปรึกษาเรื่องการออกแบบเว็บไซต์นิดหน่อย เลยขอยกการสนทนามาให้อ่านกันตรงนี้นะครับ คิดว่าเป็นข้อคิดและอุทธาหรณ์ได้บ้างพอสมควร แต่ขอเอาชื่อผู้ถามผมออกนะครับ</p>
<p>
<font color="red">ผู้ถาม:</font> อาจารย์เว็บแบบไหนที่แตกต่างๆ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ขอคำแนะนำหน่อยนะคะ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> พอดีเพื่อนเขียนเว็บให้บริษัทน่ะ<br />
<font color="green">ผม:</font> แล้วทำไมต้องแตกต่าง?<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แต่ไม่อยากจำเจอยู่กับรูปแบบเดิมๆๆ<br />
<font color="green">ผม:</font> มาอีกล่ะ พวกทำงานเอารูปแบบเป็นหลัก จะรูปแบบเก่า รูปแบบใหม่ ถ้าไม่ได้วิเคราะห์เรื่อง function และ usage เป็นหลัก มันจะทำได้ไง<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แต่คือว่าเขาแค่ตอ้งการดีไซต์และส่วนเรือ่งนั้นเขาคงทำเองอ่ะ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ก้อแค่ออกแบบอะ<br />
<font color="green">ผม:</font> เว็บไซต์ไม่สามารถ design หน้าตาได้ หากไม่ design function ครับ<br />
<font color="green">ผม:</font> มันเหมือนกับคุณอยากจะออกแบบ &#8220;หน้าตา&#8221; ของรถยนต์ โดยไม่กำหนดว่า รถคันนี้ จะต้องวิ่งในที่แบบไหน บรรทุกอะไร กลุ่มเป้าหมายคืออะไร<br />
<font color="green">ผม:</font> คุณอาจจะคิดว่า หน้าตารถสปอร์ตมันเท่ห์ดี<br />
<font color="green">ผม:</font> แต่รถตู้ที่ออกแบบโดยใช้ concept รถสปอร์ต มีแต่ห่วยกับห่วย<br />
<font color="green">ผม:</font> ว่างั้นเถอะ<br />
<font color="green">ผม:</font> ไม่ได้กวนตีนหรือหลบเลี่ยงในการตอบ แต่ด้วยจรรยาบรรณ ไม่สามารถออกแบบเฉพาะหน้าตาได้ครับ หากคุณเคารพวิชาชีพตัวเอง ในฐานะนักออกแบบเว็บไซต์<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แต่มานก้อเปงส่วนหนึ่งหนิ<br />
<font color="green">ผม:</font> ลำดับก่อนหลังมีผลครับ<br />
<font color="green">ผม:</font> เอางี้ ผมให้คุณเลือกชุด จะพาออกงาน คุณจะเลือกชุดอะไร? ยังไง?<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ก้อต้องดูงานก่อนค่ะ<br />
<font color="green">ผม:</font> ใช่มั้ย<br />
<font color="green">ผม:</font> คุณต้องทราบว่า &#8220;งานอะไร แขกที่จะต้องไปพบ เป็นคนระดับไหน ต้องดู look เป็นยังไง ฯลฯ&#8221; ใช่มั้ย<br />
<font color="green">ผม:</font> ก็แบบเดียวกับการออกแบบเว็บไซต์น่ะแหละครับ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แต่งานนี้เปงวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แต่ลูกค้าบอกว่าไม่อยากให้ธุรกิจมากเกิน<br />
<font color="green">ผม:</font> ถามคนอื่นเถอะครับ<br />
<font color="green">ผม:</font> คนที่ไม่ได้มีมาตรฐานในการทำงาน และมีจรรยาบรรณในการักษามาตรฐาน มีเยอะครับ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ค่ะ<br />
<font color="green">ผม:</font> เหมือนสร้างตึกครับ ถ้าผมเป็นนักออกแบบ สถาปนิก ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า &#8220;ตึกนี้สวย ตึกนี้สวย ตึกนี้แปลก เอาแบบนี้ ผสมกับแบบนี้ ผสมกับแบบนี้ ฯลฯ&#8221; โดยไม่ดูว่า &#8220;แล้วมันเป็นตึกอะไรวะ ใครจะอยู่วะ เอาไปทำอะไรวะ คนเดินเข้าออกเยอะมั้ยวะ ฯลฯ&#8221;<br />
<font color="green">ผม:</font> สุดท้าย คุณอาจจะได้ตึกที่สวย แปลก เฉี่ยว แต่ใช้งานไม่ได้จริง<br />
<font color="green">ผม:</font> ตัวอย่างนี้มีให้เห็นตามเว็บไซต์ทั่วไปครับ<br />
<font color="green">ผม:</font> สวย แปลก ดูครั้งแรกแล้ว &#8220;ว้าว!&#8221; แต่ขอโทษนะครับ ไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่มันควรจะใช้งานได้<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ช่ายค่ะ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> พอเข้าใจและ<br />
<font color="green">ผม:</font> ขออนุญาตเอาการสนทนานี้ ไปลง blog และสอนหนังสือนะครับ เป็นตัวอย่างแนวคิดและทัศนคติหนึ่ง ที่พบเห็นได้ตามสังคมทั่วไป<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ขอบคุงค่ะ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แป่ว<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ตามบาายคะ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ก้อคิดไม่ออก<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> เพราะยึดติดแต่สิ่งที่แตกต่างอ่ะคะ
</p>
<p>ตามนั้นเลยครับ อีกอย่างนะครับ ช่วยๆ กันใช้ภาษาไทยให้มันถูกๆ หน่อยดีกว่านะครับ คือ บางครั้งเราพิมพ์ผิดโดยไม่ตั้งใจนี่คงไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้แบบ &#8220;ก้อ (ก็)&#8221; หรือ &#8220;เปง (เป็น)&#8221; หรือ &#8220;มาน (มัน)&#8221;  จนกลายเป็นเรื่องปกติ ผมว่ามันก็เกินไปครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/01/26/318/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลอกกุญแจ ได้คะแนนเต็ม</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2009 14:33:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/</guid>
		<description><![CDATA[จำได้ว่าตัวเองพูดประโยคนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับเพื่อน พูดกับลูกศิษย์ พูดกับพ่อแม่ พูดกับตัวเอง ทั้งพูดในที่สาธารณะ ทั้งพูดในที่ส่วนตัว ฯลฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน จนถึงวันนี้ ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง &#8230; ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้) จนถึงวันนี้ที่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมก็ยังคงพูดประโยคนี้อยู่ และเจอเรื่องแบบนี้มากขึ้นๆ เจอคนที่ถูกฝึกฝนมาให้ชินกับการได้งานที่สมบูรณ์ งานที่เสร็จ ไม่ได้ทำเองนะ ลอกมา แต่ไปส่งแล้วทำเหมือนกับเป็นงานของตัวเอง โดยไม่ได้เข้าใจอะไรเลย มากขึ้น มากขึ้น ไม่ขอพูดอะไรมากกว่านี้หรอกครับ ว่าเจออะไรมาบ้างเร็วๆ นี้ แต่มันมีหลายเรื่องมากกว่าเรื่องการส่งการบ้าน หรือว่าวิธีการทำการบ้านของนักศึกษา ผมเชื่อว่า การบ้านไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ถูกหมดทุกข้อ แต่การบ้านมีไว้เพื่อฝึกฝน ฝึกประยุกต์ ฝึกแก้ปัญหา ฝึกฯลฯ &#8230; ไม่จำเป็นต้องทำให้ได้หมด หรือทำให้ถูกหมด แต่ต้องทำด้วยตัวเอง หรือถ้าจะให้คนอื่นช่วย ก็ต้องช่วยแค่ในขอบเขตที่ยังคงต้องทำเอง (เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จำได้ว่าตัวเองพูดประโยคนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับเพื่อน พูดกับลูกศิษย์ พูดกับพ่อแม่ พูดกับตัวเอง ทั้งพูดในที่สาธารณะ ทั้งพูดในที่ส่วนตัว ฯลฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน จนถึงวันนี้</p>
<blockquote><p>
ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง &#8230; ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้)
</p></blockquote>
<p>จนถึงวันนี้ที่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมก็ยังคงพูดประโยคนี้อยู่ และเจอเรื่องแบบนี้มากขึ้นๆ เจอคนที่ถูกฝึกฝนมาให้ชินกับการได้งานที่สมบูรณ์ งานที่เสร็จ ไม่ได้ทำเองนะ ลอกมา แต่ไปส่งแล้วทำเหมือนกับเป็นงานของตัวเอง โดยไม่ได้เข้าใจอะไรเลย มากขึ้น มากขึ้น</p>
<p>ไม่ขอพูดอะไรมากกว่านี้หรอกครับ ว่าเจออะไรมาบ้างเร็วๆ นี้ แต่มันมีหลายเรื่องมากกว่าเรื่องการส่งการบ้าน หรือว่าวิธีการทำการบ้านของนักศึกษา</p>
<p>ผมเชื่อว่า การบ้านไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ถูกหมดทุกข้อ แต่การบ้านมีไว้เพื่อฝึกฝน ฝึกประยุกต์ ฝึกแก้ปัญหา ฝึกฯลฯ &#8230; ไม่จำเป็นต้องทำให้ได้หมด หรือทำให้ถูกหมด แต่ต้องทำด้วยตัวเอง หรือถ้าจะให้คนอื่นช่วย ก็ต้องช่วยแค่ในขอบเขตที่ยังคงต้องทำเอง (เช่น ขอให้เพื่อนสอน แต่กลายเป็นว่า เพื่อนนั่งเขียนโปรแกรมให้ทุกบรรทัด แล้วนั่งพูดให้ฟังว่าบรรทัดไหนทำอะไร ตัวเองคอยจด คอยท่อง แบบนี้ไม่ถือว่าสอน แบบนี้ไม่ถือว่าทำความเข้าใจ หรือทำการบ้าน)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>2009</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2009/12/08/286/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2009/12/08/286/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Dec 2009 06:20:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Personal]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2009/12/08/286/</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้เขียน Blog มานาน และคิดว่าคงไม่ได้เขียนอีกนาน ไหนๆ เขียนแล้ว ก็ขอเขียน Year in Review ของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน แบบไม่เรียงลำดับนะ คิดอะไรออกก็เขียน และจะให้เวลาตัวเองในการเขียน Blog นี้แค่ 20 นาที เป็นอย่างมาก ปรับตัวเข้ากับการบริหารงานแบบราชการๆ ได้มากขึ้น (แปลว่า ปลงตกมากขึ้น) การปรับแนวคิดให้เป็นแบบ Project-based มากกว่า Function-based หรือ Department-based คงเป็นได้แค่แนวคิด เพราะอย่างไรก็ตาม คนยังคิดแยกฝักแยกฝ่าย มากกว่าการช่วยกันทำงาน งานองค์กร หลายอย่างคิด เริ่ม แต่ไม่เดินหน้า เพราะติดปัจจัยหลายอย่างที่คงไม่เหมาะที่จะเขียนลง Blog และเป็นปัจจัยนอกการควบคุม แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะ ความคิดที่ไม่เป็น Project-based หรือ Project-oriented ที่พูดเมื่อกี้น่ะแหละ งานหลายอย่าง ที่เราเคยวาง priority ไว้ลำดับแรกๆ พอทำไปทำมา และหารือไปมากับหลายๆ ฝ่าย (ภายนอกองค์กร) กลับกลายเป็นว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้เขียน Blog มานาน และคิดว่าคงไม่ได้เขียนอีกนาน ไหนๆ เขียนแล้ว ก็ขอเขียน Year in Review ของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน แบบไม่เรียงลำดับนะ คิดอะไรออกก็เขียน และจะให้เวลาตัวเองในการเขียน Blog นี้แค่ 20 นาที เป็นอย่างมาก</p>
<ul>
<li>ปรับตัวเข้ากับการบริหารงานแบบราชการๆ ได้มากขึ้น (แปลว่า ปลงตกมากขึ้น) การปรับแนวคิดให้เป็นแบบ Project-based มากกว่า Function-based หรือ Department-based คงเป็นได้แค่แนวคิด เพราะอย่างไรก็ตาม คนยังคิดแยกฝักแยกฝ่าย มากกว่าการช่วยกันทำงาน
<li>งานองค์กร หลายอย่างคิด เริ่ม แต่ไม่เดินหน้า เพราะติดปัจจัยหลายอย่างที่คงไม่เหมาะที่จะเขียนลง Blog และเป็นปัจจัยนอกการควบคุม แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะ ความคิดที่ไม่เป็น Project-based หรือ Project-oriented ที่พูดเมื่อกี้น่ะแหละ
<li>งานหลายอย่าง ที่เราเคยวาง priority ไว้ลำดับแรกๆ พอทำไปทำมา และหารือไปมากับหลายๆ ฝ่าย (ภายนอกองค์กร) กลับกลายเป็นว่า มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่า และผมเห็นด้วย ว่าสำคัญกว่าจริงๆ แต่ตอนแรกเรายังมองไม่เห็นงานพวกนี้มากพอ เข้าใจมันดีพอ ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นว่าต้องจัดลำดับความสำคัญของงานใหม่ งานบางตัวที่เริ่มไว้ ก็ต้องถูกลดความสำคัญลงไป
<li>ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะทำงาน 10 ตัวพร้อมกัน โดยทุกตัวเป็น Top-priority ไม่ได้หรอกครับ ยังไงๆ ก็ต้องตัดให้มันเหลือแค่ 2 ตัว และตัวนึงเป็น A-Must และอีกตัวเป็น Nice-to-have ถึงจะทำงานได้ ถ้าทุกตัว Top-priority หมด แบบนี้ยังไงก็ทำงานไม่ได้ครับ
<li>สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะพบกันระหว่างทางครับ และผมเองก็กำลังหาจุดที่อยู่ &#8220;ระหว่างทาง&#8221; นั้นอยู่ ว่าเรื่องไหน จุดไหนถึงจะเหมาะสม ซึ่งก็คงไม่มีจุดตายตัว จุดที่เหมาะสมที่สุด ฯลฯ อะไรทำนองนั้นแน่นอน
<li>แต่คนในองค์กรหลายคนดีครับ ทำให้ยังมีใจทำงานให้มหาวิทยาลัยอยู่ได้ (ย้ำนะครับ ทำงานให้มหาวิทยาลัย)
<li>เป็นปีที่ซวยพอสมควร มีเรื่อง Drama เกิดขึ้นเยอะหน่อย ไหนเลยจะโดนทุบรถ และอื่นๆ อีกพอควร จะสิ้นปีอยู่แล้ว ก็ยังไม่จบเรื่องจบราว
<li>ถ่ายรูปน้อยลงมากๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง พอคอมพิวเตอร์หายไป รูปที่ชอบๆ ที่คิดว่าถ่ายได้ดีๆ สวยๆ มันหายไปหมดเลย (เพราะว่าไม่ได้ Backup รูปไว้) เลยหมดกำลังใจไปพักนึง และก็ไม่สามารถหาเวลาถ่ายรูปได้เหมือนเดิม (และไม่ค่อยกล้าพกกล้องไว้ในรถ &#8220;เผื่อมีโอกาสถ่าย&#8221; เหมือนเดิม)
<li>แต่ก็ยังดี ที่งานที่ทำเล่นๆ ขำๆ เกิดพอจะได้เรื่องได้ราว ถ้าใครยังไม่ทราบ รบกวนดูที่ <a href="http://www.iampetdo.com">i sure, i cheer, i hear, i am petdo!</a>
<li>จากข้อเมื่อกี้ ขอบคุณน้องๆ ทีมงาน Urchin Image นะ ที่ทำให้โลกมันน่าอยู่ขึ้นบ้าง สำหรับพี่ ไว้หมดวาระ หมดเวรหมดกรรมในปัจจุบันเมื่อไหร่ พี่จะไปช่วยงานที่บริษัทเต็มตัวนะ หวังว่าคงจะอยู่กันถึงวันนั้น
<li>ปลงตกมากขึ้นกับนักศึกษา การศึกษา และการเรียนการสอน
<li>แต่อย่างน้อยๆ งานหลายๆ อย่างที่เคยคิดว่าจะเริ่มทำ ก็ได้เริ่มทำแล้ว และก็ทำเรื่อยๆ น่ะแหละ ไม่ได้คิดว่าจะเสร็จเมืิ่อไหร่ ตอนนี้ก็มีหนังสือ Rails ที่สุดท้ายก็คงปล่อยฟรี ไม่เขียนขาย เพราะว่าตัวเองก็อ่านโน่นนี่ฟรีๆ บนเน็ตมาเยอะ ไม่ได้กะจะรวยอะไรกับเรื่องนี้อยู่แล้ว และไม่ชอบ ไม่ถนัด กับการเขียนอะไรแบบเป็นทางการมากเกินไป
<li>อ่อ iPhone Developer Camp ที่กรุงเทพ ก็ยังไม่ได้ทำสักที หวังว่าคงจะได้ทำบ้าง หลังปีใหม่ เพราะว่าอยากจะให้มันต่างจาก iPhone Training ที่ไปทำที่ Software Park ภูเก็ตบ้าง
<li>มีไอเดียทำ iPhone App เยอะแยะเลย แต่ไม่ทำ ไม่่ใช่ไม่มีเวลา แต่เพราะเครียดจากเรื่องอื่น และหมดแรงจะไปลงกับมัน ตอนนี้อยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อตอนปี 2001-2004 มากๆ ที่ตอนนั้น เวลามีเรื่องเครียด จะเขียน code แก้เครียด &#8230; เป็นช่วงที่ productivity สูงที่สุดในชีวิต
<li>แต่ว่า Cocoa Touch เป็นเฟรมเวิร์กที่สวยมากนะ ถ้าอยู่กับมันทั้งวันได้โดยไม่ต้องยุ่งกับอย่างอื่นเลยก็ดี อิจฉาหลายๆ คนที่สามารถใช้ชีวิตแบบนั้นได้
<li>ดูหนังน้อยลงมากๆ  และไม่ได้เขียนรีวิวหนังเลย มีหลายเรื่อง ที่จริงๆ ก็อยากจะเขียนถึง ถึงจะเป็นหนังที่เก่าหน่อย (เช่น Batman: Dark Knight) แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ไม่เขียน ขี้เกียจมั้ง
<li>กลับมาเรื่องเรียนเรื่องสอน ปีนี้ภาษาที่ใช้ หวยออกที่ Scheme เป็นหลักและ Ruby (เล็กน้อย) ก็คงจะแทรกๆ พวก Linux อะไรพวกนี้ลงไปบ้าง ตามสมควร คงไม่มีภาษาอะไรที่ syntax มันไม่ยุ่งยาก และ uniform ทั้งภาษา ได้เท่ากับ ​Scheme แล้วมั้ง
<li>เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนเหรอ? ย้ำอีกครั้ง ว่าปลงแล้วล่ะครับ
<li>Archievement เล็กน้อยส่วนตัว &#8230;​ ในที่สุด ก็หาวิธีอธิบาย Higher-Order Function ได้แบบเนียนๆ และเป็นธรรมชาติมากๆ ได้แล้ว
<li>โปรเจคเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายรูปหลายโปรเจค มีสถานะเป็น &#8220;ยังไม่มีการดำเนินการ&#8221; หรือ &#8220;หยุดกลางคัน&#8221; หรือ &#8220;ล้มเลิก&#8221; เช่น คนเล่นกล้อง วันละรูป ซึ่งตอนแรกจะทำเป็นเว็บแอพพลิเคชัน ส่วน Photographic Project ที่ทำอยู่หลายตัว ก็ค้างไปเฉยๆ เพราะว่ารูปหาย หมดแรงถ่ายใหม่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มๆ กลับมาถ่ายบ้างแล้ว ได้รูปถูกใจบ้าง แต่ยังไม่มี Keeper หรือรูปแบบโคตรๆ  ได้อารมณ์ หรือ Decisive Moment เท่าไหร่
<li>นั่นสิะ Blog ก็แทบไม่ได้เขียน
<li>แก่ลงเยอะนะเนี่ย ขับรถเยอะๆ เดินทางไกลๆ แล้วร่างกายงอแง
<li>เวลาอากาศเปลี่ยน ก็จะชิงไม่สบายเป็นคนแรกๆ ขององค์กรเลยซะด้วยซ้ำ
<li>บ่นน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด เน็ตช้า บริการห่วย ฯลฯ เรื่องต่างๆ ที่เคยบ่นเวลาไปที่โน่นที่นี่ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าปลง อีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะเข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องธรรมชาติของคน เรื่องฯลฯ
<li>กินข้าวน้อยลงเยอะ &#8230;. ส่วนมากตอนนี้เหลือแค่วันละมื้อ คือ มื้อเย็น ไม่รู้อยู่ได้ยังไงเหมือนกัน แต่มันเกิดอาการเบื่ออาหาร และไม่ค่อยอยากจะกินอะไรเท่าไหร่ ใน 5 วันทำงาน จะกินข้าวเที่ยงกับเค้าอยู่ประมาณวันสองวันเท่านั้นแหละ
<li>เรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับผมก็คือ &#8230;. เดี๋ยวนี้ผมเริ่มต้นสัปดาห์ ด้วยการถามหาวันศุกร์ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้เลยในชีวิต เคยแต่อาทิตย์นึงมี 7 วัน ก็ทำงานมันซะเต็มๆ และไม่เคยคิดว่าเหนื่อย ไม่เคยคิดว่าอะไรทั้งนั้น คิดแต่ว่า &#8220;สนุก&#8221;
<li>ถ้ากลับไปเป็นนายตัวเอง เต็มๆ ตัวอีกครั้ง &#8230; จะดีขึ้นหรือเปล่านะ?
</ul>
<p>เฮ้อ &#8230; ทำไมมีความรู้สึกว่า 30 ปีผ่านไป ชีวิตมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่ ยังไงก็ไม่รู้ &#8230; entry นี้คงเขียนแค่นี้แหละครับ พบกันใหม่ สวัสดีครับ<br />
<img src="http://www.iampetdo.com/sites/default/files/imagecache/comic_node/ep04-4.png"><br />
<br/><br />
(ภาพจาก <a href="http://www.iampetdo.com/node/29">iampetdo.com ตอน &#8220;ขอ report&#8221;</a>)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2009/12/08/286/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เหนื่อย</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2009/10/14/282/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2009/10/14/282/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2009 09:03:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Personal]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2009/10/14/282/</guid>
		<description><![CDATA[เหนื่อยครับ ทุกวันมีแต่เรื่องเหนื่อยๆ อะไรก็ไม่รู้ หลายอย่าง มากมายเกินไป ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อัพเดท blog นี้มานาน จนไม่รู้ทุกวันนี้ยังจะมีคนอ่านมันอยู่หรือเปล่า และพออัพเดททีหนึ่ง ก็เอาเรื่องบ่นๆ มาอัพเดทกัน แต่ครั้งนี้ผมไม่รู้จะบ่นอะไร นอกจากบอกว่า &#8220;เหนื่อย&#8221; เหนื่อยกับหลายอย่างครับ เหนื่อยกับปัจจัยแทบทุกอย่างที่มันนอกเหนือการควบคุมของผมเองทั้งสิ้น ผิดเองครับที่เอาชีวิตไปยุ่งกับปัจจัยเหล่านี้ ขอใช้พื้นที่บนเว็บไซต์นี้ บ่น ระบาย และจบกันไป]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เหนื่อยครับ ทุกวันมีแต่เรื่องเหนื่อยๆ อะไรก็ไม่รู้ หลายอย่าง มากมายเกินไป</p>
<p>ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อัพเดท blog นี้มานาน จนไม่รู้ทุกวันนี้ยังจะมีคนอ่านมันอยู่หรือเปล่า และพออัพเดททีหนึ่ง ก็เอาเรื่องบ่นๆ มาอัพเดทกัน</p>
<p>แต่ครั้งนี้ผมไม่รู้จะบ่นอะไร นอกจากบอกว่า &#8220;เหนื่อย&#8221;</p>
<p>เหนื่อยกับหลายอย่างครับ เหนื่อยกับปัจจัยแทบทุกอย่างที่มันนอกเหนือการควบคุมของผมเองทั้งสิ้น ผิดเองครับที่เอาชีวิตไปยุ่งกับปัจจัยเหล่านี้</p>
<p>ขอใช้พื้นที่บนเว็บไซต์นี้ บ่น ระบาย และจบกันไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2009/10/14/282/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

