<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>rawitat.com &#124; Rawitat Pulam &#187; Rant</title>
	<atom:link href="http://www.rawitat.com/category/rant/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rawitat.com</link>
	<description>Simplicity within Complexity, and Vice-Versa</description>
	<lastBuildDate>Thu, 05 Aug 2010 05:33:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>You *ARE* &#8220;The Presenter&#8221;</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/04/01/344/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/04/01/344/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Apr 2010 16:00:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Lecture]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/04/01/344/</guid>
		<description><![CDATA[เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเขียนถึงเป็นที่สุด ใน blog ก่อนหน้านี้ (สอน Presentation โครงการ SSME Fast Track) แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จนน่าจะเขียนแยกออกมาสักตอนมากกว่า และนี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่า &#8220;ผู้นำเสนอหลายคนลืมไปอย่างน่าเสียดาย&#8221; นั่นก็คือ &#8220;You *ARE* The Presenter&#8221; ใช่ครับ ในการนำเสนอ *คุณ* คือ ผู้นำเสนอ คุณคือสตาร์ของงาน การลืมเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ขนาดที่ผมถือว่าเป็น The #0 Common Mistake เลยทีเดียว (มันยิ่งกว่า #1 หรือ all words on slide ซะอีก) ทำไมหรือ? หลายคนยอมให้ slide ของ presentation ต่างๆ เป็นดาวเด่นของงาน สายตาและความสนใจของผู้ฟัง อยู่บน slide ที่คุณใช้ (อ่าน) ไม่ได้สนใจคุณเลย หลายอย่างที่พูด ซึ่งอาจจะมีเกร็ดอะไรนอก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเขียนถึงเป็นที่สุด ใน blog ก่อนหน้านี้ (<a href="http://www.rawitat.com/2010/04/01/337/">สอน Presentation โครงการ SSME Fast Track</a>) แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จนน่าจะเขียนแยกออกมาสักตอนมากกว่า และนี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่า &#8220;ผู้นำเสนอหลายคนลืมไปอย่างน่าเสียดาย&#8221; นั่นก็คือ</p>
<blockquote><p><span style="color: red;"><strong>&#8220;You *ARE* The Presenter&#8221;</strong></span><strong> </strong></p></blockquote>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/presenter.004.png" alt="presenter.004.png" width="480" height="360" /><br />
</center></p>
<p>ใช่ครับ ในการนำเสนอ *คุณ* คือ ผู้นำเสนอ คุณคือสตาร์ของงาน การลืมเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ขนาดที่ผมถือว่าเป็น The #0 Common Mistake เลยทีเดียว (มันยิ่งกว่า #1 หรือ all words on slide ซะอีก) ทำไมหรือ?</p>
<ul>
<li>หลายคนยอมให้ slide ของ presentation ต่างๆ เป็นดาวเด่นของงาน สายตาและความสนใจของผู้ฟัง อยู่บน slide ที่คุณใช้ (อ่าน) ไม่ได้สนใจคุณเลย หลายอย่างที่พูด ซึ่งอาจจะมีเกร็ดอะไรนอก slide อยู่บ้าง หรืออยู่มาก มันจะหายไป ซึ่งทางแก้ก็คือ ใช้ All-Words-on-Slide และ Lots-of-Bullets</li>
<li>แต่พอทำเช่นนั้น คุณก็จะไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ จะถูกจำกัดมากเกินไปกับการพูดตามสิ่งที่อยู่บน slide และผู้ฟังของคุณก็ไม่รู้จะโฟกัสที่ไหนดี ระหว่างฟังคุณ กับอ่านตาม ซึ่งทางแก้ก็คือ คุณก็ต้องพูดตาม slide ไปเรื่อยๆ คนฟังจะได้ไม่หลงหรือสับสน</li>
<li>แต่พอทำแบบนั้น ก็เท่ากับไม่โฟกัสกับความเป็นตัวของตัวเอง คิดแต่เอาเนื้อหาจากหนังสือ เนื้อหาวิชาการจากตำรา จากเว็บ หรืออะไรต่อมิอะไรมานำเสนอ มาใส่ไป แล้วมันจะเป็น Story ที่ Simple, Convincing, Concrete, Credible ได้ยังไง? แล้วคุณจะมีอารมณ์ร่วมกับมันมั้ย?</li>
<li>ที่สำคัญ คุณไม่มีทางมี eye-contact หรือ expressive expression ต่างๆ ได้อย่างมากพอ</li>
</ul>
<p>
<p>เอาแค่นี้ ก็จบแล้ว</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/04/presenter2.020.png" alt="presenter2.020.png" width="480" height="360" /><br />
</center></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/04/01/344/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Megapixel vs. Sensor Size vs. Lens</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Feb 2010 03:59:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/</guid>
		<description><![CDATA[Number marketing เป็นเรื่องที่ &#8220;สร้างง่าย หายยาก&#8221; และจากประสบการณ์ คงไม่หายไปไหนง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ พบได้บ่อยๆ ก็ตั้งแต่สมัย Megahertz Myth และอีกเรื่องที่ยังคงพบอยู่ในปัจจุบัน คือ &#8220;กี่ Megapixels&#8221; และ &#8220;ซูมกี่เท่า&#8221; ซึ่ง &#8220;ความเชื่อสาธารณะ&#8221; มักจะถูกสร้างว่า เมื่อตัวเลขเหล่านี้สูงกว่า นั่นหมายถึงดีกว่า จริงๆ ก็ไม่ถึงกับผิดซะทีเดียวนัก เพราะว่าหากปัจจัยทั้งหมดเหมือนกัน ในบางบริบท มันก็ดีกว่าจริงๆ &#8230; แต่ว่าหากปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ ฯลฯ อื่นๆ มันต่างกันล่ะก็ มันก็บอกไม่ได้ซะทีเดียว เช่น จริงหรือ ที่ CPU ความเร็ว 2 GHz เร็วกว่า 1.6 GHz คำตอบคือ ถ้าปัจจัยอื่นๆ เช่น สถาปัตยกรรมพื้นฐาน โครงสร้างอื่นๆ ที่มีผลต่อความเร็ว ทุกอย่างมันเท่ากัน แล้วล่ะก็ &#8220;จริง&#8221; ครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Number marketing เป็นเรื่องที่ &#8220;สร้างง่าย หายยาก&#8221; และจากประสบการณ์ คงไม่หายไปไหนง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ พบได้บ่อยๆ ก็ตั้งแต่สมัย Megahertz Myth และอีกเรื่องที่ยังคงพบอยู่ในปัจจุบัน คือ &#8220;กี่ Megapixels&#8221; และ &#8220;ซูมกี่เท่า&#8221; ซึ่ง &#8220;ความเชื่อสาธารณะ&#8221; มักจะถูกสร้างว่า เมื่อตัวเลขเหล่านี้สูงกว่า นั่นหมายถึงดีกว่า</p>
<p>จริงๆ ก็ไม่ถึงกับผิดซะทีเดียวนัก เพราะว่าหากปัจจัยทั้งหมดเหมือนกัน ในบางบริบท มันก็ดีกว่าจริงๆ &#8230; แต่ว่าหากปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ ฯลฯ อื่นๆ มันต่างกันล่ะก็ มันก็บอกไม่ได้ซะทีเดียว เช่น จริงหรือ ที่ CPU ความเร็ว 2 GHz เร็วกว่า 1.6 GHz คำตอบคือ ถ้าปัจจัยอื่นๆ เช่น สถาปัตยกรรมพื้นฐาน โครงสร้างอื่นๆ ที่มีผลต่อความเร็ว ทุกอย่างมันเท่ากัน  แล้วล่ะก็ &#8220;จริง&#8221; ครับ แต่ว่าถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว &#8220;สรุปไม่ได้&#8221; ครับ</p>
<p>สรุปไม่ได้ ยังดี แต่ว่าในบางกรณีมัน &#8220;ตรงข้าม&#8221; ครับ โดยปริยาย และนั่นก็เป็นเรื่องที่จะคุยกันวันนี้ครับ คือ เรื่อง <b>Megapixel</b> ซึ่งเรื่องนี้เคยเขียนอย่างละเอียดไปครั้งหนึ่งแล้ว ในบทความ &#8220;<a href="http://www.rawitat.com/2008/09/30/207/">กี่ล้านดีคะ&#8221;</a> ที่ Blog นี้ &#8230; และวันนี้อยากจะเขียน &#8220;ภาคต่อ&#8221; สักหน่อย</p>
<p>ถึงสัญญาณเรื่องนี้ในตลาดจะดีขึ้นมาบ้าง เพราะว่าค่ายกล้องหลายค่าย เริ่มหันไปผลิตกล้องที่ &#8220;MP ต่ำลง แต่ขนาดตัวรับภาพ (Image sensor) ใหญ่ขึ้น&#8221; ในระดับ High-end compact กันมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ Panasonic LX3 ซึ่งจะว่าไป 10MP, และเซนเซอร์ขนาด 1/1.63&#8243; นิ้ว เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเลือกตัวนี้ แทนที่จะเลือก Canon G10 (14.7MP) Nikon P6000 (13.5MP) และหลังจากนั้นในระดับ High-end compact ก็มีกล้องทำนองนี้ออกมาเรีื่อยๆ เช่น Canon G11, Canon S90 ซึ่งลด MP ลงไปเกือบ 1/3 ของ G10 และเพิ่มขนาดเซนเซอร์อีกด้วย และ Ricoh อีกหลายรุ่น โดยเฉพาะ GR-Digital 3, GXR และรวมถึง Micro 4/3 อย่าง E-P1, 2, GF1</p>
<p>แต่ว่าสัญญาณดังกล่าว ยังคงส่งไปไม่ถึงในระดับตลาดกลางและตลาดล่าง สังเกตได้จาก Nikon ที่เพิ่งจะออก Coolpix รุ่นใหม่ออกมาอีกหลายตัว ซึ่งมี MP ที่สูงขึ้น แต่ว่าในทางตรงข้าม มีขนาดเซนเซอร์ที่ลดลง! ผมจำได้ว่า เคยบ่น Coolpix S710 ว่ามี 14.5MP และ 1/1.72&#8243; ซึ่งรุ่นใหม่ที่ออกมา S8000 นั้น ก็มี MP เกือบจะเท่าเดิมน่ะแหละ แต่ว่ามีเซนเซอร์ขนาด 1/2.33&#8243;!</p>
<p>และเมื่อมองกว้างๆ ไปอีกหน่อย ก็ยังคงพบว่า Megapixel War ยังคงไม่จบง่ายๆ แน่นอน</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยปฏิเสธเรื่อง MP ว่ามีมาก มันก็มีประโยชน์ เพราะว่ามันทำให้เรา crop ภาพเฉพาะบางส่วนได้มากขึ้น หรือว่าพิมพ์ภาพได้ใหญ่ขึ้น แต่ว่าจริงๆ แล้วมีกี่คนกัน ที่ต้องการพิมพ์ภาพเพื่อให้ได้ประโยชน์จาก 12MP เต็มที่? และมันก็มีคนที่ต้องการ MP มากๆ อยู่จริงๆ ไม่งั้นกล้องพวก Leica S2, Nikon D3X อะไรพวกนี้คงไม่ทำออกมา และคงขายไม่ออกกับคนที่รู้เรื่องพวกนี้แน่ๆ แต่ว่าถามว่า แล้วมันจำเป็นมั้ย กับพวกเราทั่วๆ ไป? เราคงอยากจะได้แค่ภาพดีๆ เยอะๆ ซึ่งหลายภาพอาจจะถ่ายในที่ๆ แสงไม่ค่อยจะอำนวย (มืด) ซึ่งจำเป็นต้องให้แสงเข้ามาเซนเซอร์เยอะๆ หน่อย หรือว่าถ่ายรูปลูกหลานที่กำลังซน กำลังเล่น ที่จะต้องไวหน่อย อัดรูปอย่างมากก็ 4&#215;6 ก็แค่นั้น ซึ่งการมี MP สูง และเซนเซอร์เล็ก ไม่ช่วยอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว และเป็นโทษซะด้วยซ้ำ</p>
<p>กล้องดิจิทัล มันก็มีหลักการประมวลผลเหมือนกับการประมวลผลดิจิทัลธรรมดาน่ะแหละครับ ที่มีกระบวนการ Input-Process-Output ซึ่งกรณีนี้ &#8220;Input&#8221; มันแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ</p>
<ol>
<li>เลนส์ ซึ่งใช้รับแสง (Analog data)
<li>ตัวรับภาพดิจิทัล (เซนเซอร์) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการบันทึกแสง และแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล
</ol>
<p>ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการ Digital Processing ที่ Image Processing Engine ที่ชื่อประหลาดๆ ทั้งหลายทั้งแหล่ เช่น Venus, Digic, Expeed ฯลฯ</p>
<p>เคยได้ยินไหมครับ <font color="red">&#8220;Garbage In, Garbage Out&#8221;</font> ถ้าขยะเข้า ก็ขยะออก คือ ถ้าหากข้อมูลเข้ามามันไม่ดีแล้วล่ะก็ จะประมวลผลมันยังไง ผลลัพธ์ออกไป ก็ไม่ดีหรอกครับ สู้ข้อมูลเข้าที่ดีไม่มีทางได้เลย</p>
<p>ลองคิดดูง่ายๆ นะครับ กล้องค่ายเดียวกัน 2 ตัว ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพเหมือนกัน แต่ทำไมภาพที่ได้จาก D700+24-70/2.8 N มันช่างแตกต่างจาก Coolpix S710 มากมายขนาดไม่ต้องเอามาเทียบ ทั้งๆ ที่ทั้งสองตัวนี้ ก็มี Expeed processing engine เหมือนกัน คำตอบคือ เลนส์ และ เซนเซอร์ครับ</p>
<p>ก็เลยนำมาซึ่งเรื่องต่อมา ก็คือ แล้วคุณภาพของเลนส์ในบรรดากล้อง compact ทั้งหลายล่ะ ดีแค่ไหน? ผมไม่ได้ต้องการคุณภาพระดับที่บ้านเราชอบกัดกันว่า &#8220;เทพ&#8221; แต่อย่างใด เพราะว่าเข้าใจดีกว่า ซื้อกล้องตัวเล็กๆ กันไปทำไม แต่ว่าเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ กับเลนส์ที่มีรูรับแสงที่แคบมาก คือ 6.6 หรือ 6.7 ที่ช่วงปลายของซูม! รูรับแสงที่เล็ก ก็ไวแสงน้อยเป็นธรรมดา ทำให้ต้องเปิดชัตเตอร์นานขึ้น หรือเร่งสัญญาณแสง (เร่ง ​ISO) ให้สูงขึ้น <u>ซึ่งการเร่ง ISO จริงๆ แล้วก็คือการขยายสัญญาณเสียง เหมือนกับเร่งเสียงลำโพงน่ะแหละครับ ถ้าลำโพงไม่ดี หรือเพลงอัดมาไม่ดี มันก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ</u> หากเปลี่ยนเป็นเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างกว่านั้น เช่น F4 จะใช้ ISO ได้ต่ำลงกว่าเท่าตัว</p>
<p>แล้วมันแลกมากับอะไร? แน่นอนครับ เซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น เลนส์ที่ดี รูรับแสงกว้างๆ มันแลกมากับ &#8220;ขนาด&#8221; ที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย แต่ว่าอย่างหนึ่งที่ช่วยได้ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดเซนเซอร์มากนัก หรือเปลี่ยนเลนส์ ก็คือ &#8220;การลด Megapixel&#8221; ครับ เพราะว่าจะทำให้มีข้อมูลต่อหนึ่ง Pixel เพิ่มขึ้นโดยปริยาย (ถ้างง รบกวนอ่านบทความที่แล้วของผมนะครับ)</p>
<p>บทความต่อไป ผมจะเขียนการเปรียบเทียบอะไรสนุก เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ</p>
<hr />
<p>บทความที่เกี่ยวข้อง</p>
<ul>
<li><a href="http://www.rawitat.com/2008/09/30/207/">&#8220;กี่ล้านดีคะ&#8221;</a>
</ul></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/02/14/327/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ช่องกรอกรหัสผ่าน+วันที่</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/02/10/323/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/02/10/323/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Feb 2010 13:47:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>
		<category><![CDATA[Usability/UI]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/02/10/323/</guid>
		<description><![CDATA[ผมคิดว่ามันน่าจะเป็น standard practice หรือว่าธรรมเนียมปฏิบัติกันมานานแล้วนะ สำหรับไอ้ &#8220;ช่องกรอกรหัสผ่าน&#8221; ตามเว็บเนี่ย ว่ามันจะต้องเป็นจุดๆๆๆ หรือว่า ดาวๆๆๆ หรือว่าอะไรก็ได้ ที่ทำให้ไม่สามารถอ่านได้ว่า เรากำลังพิมพ์รหัสผ่านว่าอะไรอยู่ แต่ว่าดูนี่ซะก่อน อ่านได้ชัดเจน สวยงามมาก &#8230; ตอนที่ผมพิมพ์ตอนแรก อึ้งไปสามสิบวินาที ก่อนจะร้อง &#8220;เฮ้ย จะบ้าเรอะ!&#8221; แบบไม่เกรงใจคนรอบข้าง .. ไม่ทราบว่าท่านไปจ้างโปรแกรมเมอร์ที่ไหน ทำในงบประมาณหลักกี่ล้านครับท่าน? ยังไม่พอนะครับ ข้างล่าง ผมยังพบสิ่งนี้ ไม่ทราบว่า วันที่ตามนั้นนี่ มันมีในปฏิทินโลกไหนไม่ทราบขอรับ? ผมยังไม่ได้ลองกดปุ่มบันทึกนะ ว่ามันผ่านหรือเปล่า แต่ว่าไว้มีเวลาจะลองดูหน่อย แต่ว่าแค่นี้ก็เกินไปแล้วครับ ทำไมปล่อยให้สามารถเกิดความผิดพลาดเช่นนี้ได้ (จริงๆ ถ้าระบบกรอกข้อมูลมันดีนะ ผู้ใช้ไม่ต้องเสี่ยงกดปุ่มบันทึกข้อมูล ก่อนจะรู้ว่ามันผิดพลาดหรือเปล่าหรอก)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมคิดว่ามันน่าจะเป็น standard practice หรือว่าธรรมเนียมปฏิบัติกันมานานแล้วนะ สำหรับไอ้ &#8220;ช่องกรอกรหัสผ่าน&#8221; ตามเว็บเนี่ย ว่ามันจะต้องเป็นจุดๆๆๆ หรือว่า ดาวๆๆๆ หรือว่าอะไรก็ได้ ที่ทำให้ไม่สามารถอ่านได้ว่า เรากำลังพิมพ์รหัสผ่านว่าอะไรอยู่</p>
<p>แต่ว่าดูนี่ซะก่อน</p>
<p><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/02/password-field2.png" width="520" height="207" alt="password_field.png" /></p>
<p>อ่านได้ชัดเจน สวยงามมาก &#8230; ตอนที่ผมพิมพ์ตอนแรก อึ้งไปสามสิบวินาที ก่อนจะร้อง &#8220;เฮ้ย จะบ้าเรอะ!&#8221; แบบไม่เกรงใจคนรอบข้าง .. ไม่ทราบว่าท่านไปจ้างโปรแกรมเมอร์ที่ไหน ทำในงบประมาณหลักกี่ล้านครับท่าน? ยังไม่พอนะครับ ข้างล่าง ผมยังพบสิ่งนี้</p>
<p><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2010/02/date1.png" width="520" height="92" alt="date.png" /></p>
<p>ไม่ทราบว่า วันที่ตามนั้นนี่ มันมีในปฏิทินโลกไหนไม่ทราบขอรับ? ผมยังไม่ได้ลองกดปุ่มบันทึกนะ ว่ามันผ่านหรือเปล่า แต่ว่าไว้มีเวลาจะลองดูหน่อย แต่ว่าแค่นี้ก็เกินไปแล้วครับ ทำไมปล่อยให้สามารถเกิดความผิดพลาดเช่นนี้ได้ (จริงๆ ถ้าระบบกรอกข้อมูลมันดีนะ ผู้ใช้ไม่ต้องเสี่ยงกดปุ่มบันทึกข้อมูล ก่อนจะรู้ว่ามันผิดพลาดหรือเปล่าหรอก)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/02/10/323/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ออกแบบเว็บไซต์</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2010/01/26/318/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2010/01/26/318/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Jan 2010 08:06:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>
		<category><![CDATA[Usability/UI]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2010/01/26/318/</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อกี้มีคนปรึกษาเรื่องการออกแบบเว็บไซต์นิดหน่อย เลยขอยกการสนทนามาให้อ่านกันตรงนี้นะครับ คิดว่าเป็นข้อคิดและอุทธาหรณ์ได้บ้างพอสมควร แต่ขอเอาชื่อผู้ถามผมออกนะครับ ผู้ถาม: อาจารย์เว็บแบบไหนที่แตกต่างๆ ผู้ถาม: ขอคำแนะนำหน่อยนะคะ ผู้ถาม: พอดีเพื่อนเขียนเว็บให้บริษัทน่ะ ผม: แล้วทำไมต้องแตกต่าง? ผู้ถาม: แต่ไม่อยากจำเจอยู่กับรูปแบบเดิมๆๆ ผม: มาอีกล่ะ พวกทำงานเอารูปแบบเป็นหลัก จะรูปแบบเก่า รูปแบบใหม่ ถ้าไม่ได้วิเคราะห์เรื่อง function และ usage เป็นหลัก มันจะทำได้ไง ผู้ถาม: แต่คือว่าเขาแค่ตอ้งการดีไซต์และส่วนเรือ่งนั้นเขาคงทำเองอ่ะ ผู้ถาม: ก้อแค่ออกแบบอะ ผม: เว็บไซต์ไม่สามารถ design หน้าตาได้ หากไม่ design function ครับ ผม: มันเหมือนกับคุณอยากจะออกแบบ &#8220;หน้าตา&#8221; ของรถยนต์ โดยไม่กำหนดว่า รถคันนี้ จะต้องวิ่งในที่แบบไหน บรรทุกอะไร กลุ่มเป้าหมายคืออะไร ผม: คุณอาจจะคิดว่า หน้าตารถสปอร์ตมันเท่ห์ดี ผม: แต่รถตู้ที่ออกแบบโดยใช้ concept รถสปอร์ต มีแต่ห่วยกับห่วย ผม: [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อกี้มีคนปรึกษาเรื่องการออกแบบเว็บไซต์นิดหน่อย เลยขอยกการสนทนามาให้อ่านกันตรงนี้นะครับ คิดว่าเป็นข้อคิดและอุทธาหรณ์ได้บ้างพอสมควร แต่ขอเอาชื่อผู้ถามผมออกนะครับ</p>
<p>
<font color="red">ผู้ถาม:</font> อาจารย์เว็บแบบไหนที่แตกต่างๆ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ขอคำแนะนำหน่อยนะคะ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> พอดีเพื่อนเขียนเว็บให้บริษัทน่ะ<br />
<font color="green">ผม:</font> แล้วทำไมต้องแตกต่าง?<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แต่ไม่อยากจำเจอยู่กับรูปแบบเดิมๆๆ<br />
<font color="green">ผม:</font> มาอีกล่ะ พวกทำงานเอารูปแบบเป็นหลัก จะรูปแบบเก่า รูปแบบใหม่ ถ้าไม่ได้วิเคราะห์เรื่อง function และ usage เป็นหลัก มันจะทำได้ไง<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แต่คือว่าเขาแค่ตอ้งการดีไซต์และส่วนเรือ่งนั้นเขาคงทำเองอ่ะ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ก้อแค่ออกแบบอะ<br />
<font color="green">ผม:</font> เว็บไซต์ไม่สามารถ design หน้าตาได้ หากไม่ design function ครับ<br />
<font color="green">ผม:</font> มันเหมือนกับคุณอยากจะออกแบบ &#8220;หน้าตา&#8221; ของรถยนต์ โดยไม่กำหนดว่า รถคันนี้ จะต้องวิ่งในที่แบบไหน บรรทุกอะไร กลุ่มเป้าหมายคืออะไร<br />
<font color="green">ผม:</font> คุณอาจจะคิดว่า หน้าตารถสปอร์ตมันเท่ห์ดี<br />
<font color="green">ผม:</font> แต่รถตู้ที่ออกแบบโดยใช้ concept รถสปอร์ต มีแต่ห่วยกับห่วย<br />
<font color="green">ผม:</font> ว่างั้นเถอะ<br />
<font color="green">ผม:</font> ไม่ได้กวนตีนหรือหลบเลี่ยงในการตอบ แต่ด้วยจรรยาบรรณ ไม่สามารถออกแบบเฉพาะหน้าตาได้ครับ หากคุณเคารพวิชาชีพตัวเอง ในฐานะนักออกแบบเว็บไซต์<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แต่มานก้อเปงส่วนหนึ่งหนิ<br />
<font color="green">ผม:</font> ลำดับก่อนหลังมีผลครับ<br />
<font color="green">ผม:</font> เอางี้ ผมให้คุณเลือกชุด จะพาออกงาน คุณจะเลือกชุดอะไร? ยังไง?<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ก้อต้องดูงานก่อนค่ะ<br />
<font color="green">ผม:</font> ใช่มั้ย<br />
<font color="green">ผม:</font> คุณต้องทราบว่า &#8220;งานอะไร แขกที่จะต้องไปพบ เป็นคนระดับไหน ต้องดู look เป็นยังไง ฯลฯ&#8221; ใช่มั้ย<br />
<font color="green">ผม:</font> ก็แบบเดียวกับการออกแบบเว็บไซต์น่ะแหละครับ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แต่งานนี้เปงวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แต่ลูกค้าบอกว่าไม่อยากให้ธุรกิจมากเกิน<br />
<font color="green">ผม:</font> ถามคนอื่นเถอะครับ<br />
<font color="green">ผม:</font> คนที่ไม่ได้มีมาตรฐานในการทำงาน และมีจรรยาบรรณในการักษามาตรฐาน มีเยอะครับ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ค่ะ<br />
<font color="green">ผม:</font> เหมือนสร้างตึกครับ ถ้าผมเป็นนักออกแบบ สถาปนิก ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า &#8220;ตึกนี้สวย ตึกนี้สวย ตึกนี้แปลก เอาแบบนี้ ผสมกับแบบนี้ ผสมกับแบบนี้ ฯลฯ&#8221; โดยไม่ดูว่า &#8220;แล้วมันเป็นตึกอะไรวะ ใครจะอยู่วะ เอาไปทำอะไรวะ คนเดินเข้าออกเยอะมั้ยวะ ฯลฯ&#8221;<br />
<font color="green">ผม:</font> สุดท้าย คุณอาจจะได้ตึกที่สวย แปลก เฉี่ยว แต่ใช้งานไม่ได้จริง<br />
<font color="green">ผม:</font> ตัวอย่างนี้มีให้เห็นตามเว็บไซต์ทั่วไปครับ<br />
<font color="green">ผม:</font> สวย แปลก ดูครั้งแรกแล้ว &#8220;ว้าว!&#8221; แต่ขอโทษนะครับ ไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่มันควรจะใช้งานได้<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ช่ายค่ะ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> พอเข้าใจและ<br />
<font color="green">ผม:</font> ขออนุญาตเอาการสนทนานี้ ไปลง blog และสอนหนังสือนะครับ เป็นตัวอย่างแนวคิดและทัศนคติหนึ่ง ที่พบเห็นได้ตามสังคมทั่วไป<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ขอบคุงค่ะ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> แป่ว<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ตามบาายคะ<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> ก้อคิดไม่ออก<br />
<font color="red">ผู้ถาม:</font> เพราะยึดติดแต่สิ่งที่แตกต่างอ่ะคะ
</p>
<p>ตามนั้นเลยครับ อีกอย่างนะครับ ช่วยๆ กันใช้ภาษาไทยให้มันถูกๆ หน่อยดีกว่านะครับ คือ บางครั้งเราพิมพ์ผิดโดยไม่ตั้งใจนี่คงไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้แบบ &#8220;ก้อ (ก็)&#8221; หรือ &#8220;เปง (เป็น)&#8221; หรือ &#8220;มาน (มัน)&#8221;  จนกลายเป็นเรื่องปกติ ผมว่ามันก็เกินไปครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2010/01/26/318/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลอกกุญแจ ได้คะแนนเต็ม</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2009 14:33:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/</guid>
		<description><![CDATA[จำได้ว่าตัวเองพูดประโยคนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับเพื่อน พูดกับลูกศิษย์ พูดกับพ่อแม่ พูดกับตัวเอง ทั้งพูดในที่สาธารณะ ทั้งพูดในที่ส่วนตัว ฯลฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน จนถึงวันนี้ ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง &#8230; ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้) จนถึงวันนี้ที่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมก็ยังคงพูดประโยคนี้อยู่ และเจอเรื่องแบบนี้มากขึ้นๆ เจอคนที่ถูกฝึกฝนมาให้ชินกับการได้งานที่สมบูรณ์ งานที่เสร็จ ไม่ได้ทำเองนะ ลอกมา แต่ไปส่งแล้วทำเหมือนกับเป็นงานของตัวเอง โดยไม่ได้เข้าใจอะไรเลย มากขึ้น มากขึ้น ไม่ขอพูดอะไรมากกว่านี้หรอกครับ ว่าเจออะไรมาบ้างเร็วๆ นี้ แต่มันมีหลายเรื่องมากกว่าเรื่องการส่งการบ้าน หรือว่าวิธีการทำการบ้านของนักศึกษา ผมเชื่อว่า การบ้านไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ถูกหมดทุกข้อ แต่การบ้านมีไว้เพื่อฝึกฝน ฝึกประยุกต์ ฝึกแก้ปัญหา ฝึกฯลฯ &#8230; ไม่จำเป็นต้องทำให้ได้หมด หรือทำให้ถูกหมด แต่ต้องทำด้วยตัวเอง หรือถ้าจะให้คนอื่นช่วย ก็ต้องช่วยแค่ในขอบเขตที่ยังคงต้องทำเอง (เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จำได้ว่าตัวเองพูดประโยคนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับเพื่อน พูดกับลูกศิษย์ พูดกับพ่อแม่ พูดกับตัวเอง ทั้งพูดในที่สาธารณะ ทั้งพูดในที่ส่วนตัว ฯลฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน จนถึงวันนี้</p>
<blockquote><p>
ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง &#8230; ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้)
</p></blockquote>
<p>จนถึงวันนี้ที่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมก็ยังคงพูดประโยคนี้อยู่ และเจอเรื่องแบบนี้มากขึ้นๆ เจอคนที่ถูกฝึกฝนมาให้ชินกับการได้งานที่สมบูรณ์ งานที่เสร็จ ไม่ได้ทำเองนะ ลอกมา แต่ไปส่งแล้วทำเหมือนกับเป็นงานของตัวเอง โดยไม่ได้เข้าใจอะไรเลย มากขึ้น มากขึ้น</p>
<p>ไม่ขอพูดอะไรมากกว่านี้หรอกครับ ว่าเจออะไรมาบ้างเร็วๆ นี้ แต่มันมีหลายเรื่องมากกว่าเรื่องการส่งการบ้าน หรือว่าวิธีการทำการบ้านของนักศึกษา</p>
<p>ผมเชื่อว่า การบ้านไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ถูกหมดทุกข้อ แต่การบ้านมีไว้เพื่อฝึกฝน ฝึกประยุกต์ ฝึกแก้ปัญหา ฝึกฯลฯ &#8230; ไม่จำเป็นต้องทำให้ได้หมด หรือทำให้ถูกหมด แต่ต้องทำด้วยตัวเอง หรือถ้าจะให้คนอื่นช่วย ก็ต้องช่วยแค่ในขอบเขตที่ยังคงต้องทำเอง (เช่น ขอให้เพื่อนสอน แต่กลายเป็นว่า เพื่อนนั่งเขียนโปรแกรมให้ทุกบรรทัด แล้วนั่งพูดให้ฟังว่าบรรทัดไหนทำอะไร ตัวเองคอยจด คอยท่อง แบบนี้ไม่ถือว่าสอน แบบนี้ไม่ถือว่าทำความเข้าใจ หรือทำการบ้าน)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>2009</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2009/12/08/286/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2009/12/08/286/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Dec 2009 06:20:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Personal]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2009/12/08/286/</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้เขียน Blog มานาน และคิดว่าคงไม่ได้เขียนอีกนาน ไหนๆ เขียนแล้ว ก็ขอเขียน Year in Review ของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน แบบไม่เรียงลำดับนะ คิดอะไรออกก็เขียน และจะให้เวลาตัวเองในการเขียน Blog นี้แค่ 20 นาที เป็นอย่างมาก ปรับตัวเข้ากับการบริหารงานแบบราชการๆ ได้มากขึ้น (แปลว่า ปลงตกมากขึ้น) การปรับแนวคิดให้เป็นแบบ Project-based มากกว่า Function-based หรือ Department-based คงเป็นได้แค่แนวคิด เพราะอย่างไรก็ตาม คนยังคิดแยกฝักแยกฝ่าย มากกว่าการช่วยกันทำงาน งานองค์กร หลายอย่างคิด เริ่ม แต่ไม่เดินหน้า เพราะติดปัจจัยหลายอย่างที่คงไม่เหมาะที่จะเขียนลง Blog และเป็นปัจจัยนอกการควบคุม แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะ ความคิดที่ไม่เป็น Project-based หรือ Project-oriented ที่พูดเมื่อกี้น่ะแหละ งานหลายอย่าง ที่เราเคยวาง priority ไว้ลำดับแรกๆ พอทำไปทำมา และหารือไปมากับหลายๆ ฝ่าย (ภายนอกองค์กร) กลับกลายเป็นว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้เขียน Blog มานาน และคิดว่าคงไม่ได้เขียนอีกนาน ไหนๆ เขียนแล้ว ก็ขอเขียน Year in Review ของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน แบบไม่เรียงลำดับนะ คิดอะไรออกก็เขียน และจะให้เวลาตัวเองในการเขียน Blog นี้แค่ 20 นาที เป็นอย่างมาก</p>
<ul>
<li>ปรับตัวเข้ากับการบริหารงานแบบราชการๆ ได้มากขึ้น (แปลว่า ปลงตกมากขึ้น) การปรับแนวคิดให้เป็นแบบ Project-based มากกว่า Function-based หรือ Department-based คงเป็นได้แค่แนวคิด เพราะอย่างไรก็ตาม คนยังคิดแยกฝักแยกฝ่าย มากกว่าการช่วยกันทำงาน
<li>งานองค์กร หลายอย่างคิด เริ่ม แต่ไม่เดินหน้า เพราะติดปัจจัยหลายอย่างที่คงไม่เหมาะที่จะเขียนลง Blog และเป็นปัจจัยนอกการควบคุม แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะ ความคิดที่ไม่เป็น Project-based หรือ Project-oriented ที่พูดเมื่อกี้น่ะแหละ
<li>งานหลายอย่าง ที่เราเคยวาง priority ไว้ลำดับแรกๆ พอทำไปทำมา และหารือไปมากับหลายๆ ฝ่าย (ภายนอกองค์กร) กลับกลายเป็นว่า มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่า และผมเห็นด้วย ว่าสำคัญกว่าจริงๆ แต่ตอนแรกเรายังมองไม่เห็นงานพวกนี้มากพอ เข้าใจมันดีพอ ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นว่าต้องจัดลำดับความสำคัญของงานใหม่ งานบางตัวที่เริ่มไว้ ก็ต้องถูกลดความสำคัญลงไป
<li>ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะทำงาน 10 ตัวพร้อมกัน โดยทุกตัวเป็น Top-priority ไม่ได้หรอกครับ ยังไงๆ ก็ต้องตัดให้มันเหลือแค่ 2 ตัว และตัวนึงเป็น A-Must และอีกตัวเป็น Nice-to-have ถึงจะทำงานได้ ถ้าทุกตัว Top-priority หมด แบบนี้ยังไงก็ทำงานไม่ได้ครับ
<li>สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะพบกันระหว่างทางครับ และผมเองก็กำลังหาจุดที่อยู่ &#8220;ระหว่างทาง&#8221; นั้นอยู่ ว่าเรื่องไหน จุดไหนถึงจะเหมาะสม ซึ่งก็คงไม่มีจุดตายตัว จุดที่เหมาะสมที่สุด ฯลฯ อะไรทำนองนั้นแน่นอน
<li>แต่คนในองค์กรหลายคนดีครับ ทำให้ยังมีใจทำงานให้มหาวิทยาลัยอยู่ได้ (ย้ำนะครับ ทำงานให้มหาวิทยาลัย)
<li>เป็นปีที่ซวยพอสมควร มีเรื่อง Drama เกิดขึ้นเยอะหน่อย ไหนเลยจะโดนทุบรถ และอื่นๆ อีกพอควร จะสิ้นปีอยู่แล้ว ก็ยังไม่จบเรื่องจบราว
<li>ถ่ายรูปน้อยลงมากๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง พอคอมพิวเตอร์หายไป รูปที่ชอบๆ ที่คิดว่าถ่ายได้ดีๆ สวยๆ มันหายไปหมดเลย (เพราะว่าไม่ได้ Backup รูปไว้) เลยหมดกำลังใจไปพักนึง และก็ไม่สามารถหาเวลาถ่ายรูปได้เหมือนเดิม (และไม่ค่อยกล้าพกกล้องไว้ในรถ &#8220;เผื่อมีโอกาสถ่าย&#8221; เหมือนเดิม)
<li>แต่ก็ยังดี ที่งานที่ทำเล่นๆ ขำๆ เกิดพอจะได้เรื่องได้ราว ถ้าใครยังไม่ทราบ รบกวนดูที่ <a href="http://www.iampetdo.com">i sure, i cheer, i hear, i am petdo!</a>
<li>จากข้อเมื่อกี้ ขอบคุณน้องๆ ทีมงาน Urchin Image นะ ที่ทำให้โลกมันน่าอยู่ขึ้นบ้าง สำหรับพี่ ไว้หมดวาระ หมดเวรหมดกรรมในปัจจุบันเมื่อไหร่ พี่จะไปช่วยงานที่บริษัทเต็มตัวนะ หวังว่าคงจะอยู่กันถึงวันนั้น
<li>ปลงตกมากขึ้นกับนักศึกษา การศึกษา และการเรียนการสอน
<li>แต่อย่างน้อยๆ งานหลายๆ อย่างที่เคยคิดว่าจะเริ่มทำ ก็ได้เริ่มทำแล้ว และก็ทำเรื่อยๆ น่ะแหละ ไม่ได้คิดว่าจะเสร็จเมืิ่อไหร่ ตอนนี้ก็มีหนังสือ Rails ที่สุดท้ายก็คงปล่อยฟรี ไม่เขียนขาย เพราะว่าตัวเองก็อ่านโน่นนี่ฟรีๆ บนเน็ตมาเยอะ ไม่ได้กะจะรวยอะไรกับเรื่องนี้อยู่แล้ว และไม่ชอบ ไม่ถนัด กับการเขียนอะไรแบบเป็นทางการมากเกินไป
<li>อ่อ iPhone Developer Camp ที่กรุงเทพ ก็ยังไม่ได้ทำสักที หวังว่าคงจะได้ทำบ้าง หลังปีใหม่ เพราะว่าอยากจะให้มันต่างจาก iPhone Training ที่ไปทำที่ Software Park ภูเก็ตบ้าง
<li>มีไอเดียทำ iPhone App เยอะแยะเลย แต่ไม่ทำ ไม่่ใช่ไม่มีเวลา แต่เพราะเครียดจากเรื่องอื่น และหมดแรงจะไปลงกับมัน ตอนนี้อยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อตอนปี 2001-2004 มากๆ ที่ตอนนั้น เวลามีเรื่องเครียด จะเขียน code แก้เครียด &#8230; เป็นช่วงที่ productivity สูงที่สุดในชีวิต
<li>แต่ว่า Cocoa Touch เป็นเฟรมเวิร์กที่สวยมากนะ ถ้าอยู่กับมันทั้งวันได้โดยไม่ต้องยุ่งกับอย่างอื่นเลยก็ดี อิจฉาหลายๆ คนที่สามารถใช้ชีวิตแบบนั้นได้
<li>ดูหนังน้อยลงมากๆ  และไม่ได้เขียนรีวิวหนังเลย มีหลายเรื่อง ที่จริงๆ ก็อยากจะเขียนถึง ถึงจะเป็นหนังที่เก่าหน่อย (เช่น Batman: Dark Knight) แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ไม่เขียน ขี้เกียจมั้ง
<li>กลับมาเรื่องเรียนเรื่องสอน ปีนี้ภาษาที่ใช้ หวยออกที่ Scheme เป็นหลักและ Ruby (เล็กน้อย) ก็คงจะแทรกๆ พวก Linux อะไรพวกนี้ลงไปบ้าง ตามสมควร คงไม่มีภาษาอะไรที่ syntax มันไม่ยุ่งยาก และ uniform ทั้งภาษา ได้เท่ากับ ​Scheme แล้วมั้ง
<li>เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนเหรอ? ย้ำอีกครั้ง ว่าปลงแล้วล่ะครับ
<li>Archievement เล็กน้อยส่วนตัว &#8230;​ ในที่สุด ก็หาวิธีอธิบาย Higher-Order Function ได้แบบเนียนๆ และเป็นธรรมชาติมากๆ ได้แล้ว
<li>โปรเจคเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายรูปหลายโปรเจค มีสถานะเป็น &#8220;ยังไม่มีการดำเนินการ&#8221; หรือ &#8220;หยุดกลางคัน&#8221; หรือ &#8220;ล้มเลิก&#8221; เช่น คนเล่นกล้อง วันละรูป ซึ่งตอนแรกจะทำเป็นเว็บแอพพลิเคชัน ส่วน Photographic Project ที่ทำอยู่หลายตัว ก็ค้างไปเฉยๆ เพราะว่ารูปหาย หมดแรงถ่ายใหม่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มๆ กลับมาถ่ายบ้างแล้ว ได้รูปถูกใจบ้าง แต่ยังไม่มี Keeper หรือรูปแบบโคตรๆ  ได้อารมณ์ หรือ Decisive Moment เท่าไหร่
<li>นั่นสิะ Blog ก็แทบไม่ได้เขียน
<li>แก่ลงเยอะนะเนี่ย ขับรถเยอะๆ เดินทางไกลๆ แล้วร่างกายงอแง
<li>เวลาอากาศเปลี่ยน ก็จะชิงไม่สบายเป็นคนแรกๆ ขององค์กรเลยซะด้วยซ้ำ
<li>บ่นน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด เน็ตช้า บริการห่วย ฯลฯ เรื่องต่างๆ ที่เคยบ่นเวลาไปที่โน่นที่นี่ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าปลง อีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะเข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องธรรมชาติของคน เรื่องฯลฯ
<li>กินข้าวน้อยลงเยอะ &#8230;. ส่วนมากตอนนี้เหลือแค่วันละมื้อ คือ มื้อเย็น ไม่รู้อยู่ได้ยังไงเหมือนกัน แต่มันเกิดอาการเบื่ออาหาร และไม่ค่อยอยากจะกินอะไรเท่าไหร่ ใน 5 วันทำงาน จะกินข้าวเที่ยงกับเค้าอยู่ประมาณวันสองวันเท่านั้นแหละ
<li>เรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับผมก็คือ &#8230;. เดี๋ยวนี้ผมเริ่มต้นสัปดาห์ ด้วยการถามหาวันศุกร์ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้เลยในชีวิต เคยแต่อาทิตย์นึงมี 7 วัน ก็ทำงานมันซะเต็มๆ และไม่เคยคิดว่าเหนื่อย ไม่เคยคิดว่าอะไรทั้งนั้น คิดแต่ว่า &#8220;สนุก&#8221;
<li>ถ้ากลับไปเป็นนายตัวเอง เต็มๆ ตัวอีกครั้ง &#8230; จะดีขึ้นหรือเปล่านะ?
</ul>
<p>เฮ้อ &#8230; ทำไมมีความรู้สึกว่า 30 ปีผ่านไป ชีวิตมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่ ยังไงก็ไม่รู้ &#8230; entry นี้คงเขียนแค่นี้แหละครับ พบกันใหม่ สวัสดีครับ<br />
<img src="http://www.iampetdo.com/sites/default/files/imagecache/comic_node/ep04-4.png"><br />
<br/><br />
(ภาพจาก <a href="http://www.iampetdo.com/node/29">iampetdo.com ตอน &#8220;ขอ report&#8221;</a>)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2009/12/08/286/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เหนื่อย</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2009/10/14/282/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2009/10/14/282/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2009 09:03:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Personal]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2009/10/14/282/</guid>
		<description><![CDATA[เหนื่อยครับ ทุกวันมีแต่เรื่องเหนื่อยๆ อะไรก็ไม่รู้ หลายอย่าง มากมายเกินไป ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อัพเดท blog นี้มานาน จนไม่รู้ทุกวันนี้ยังจะมีคนอ่านมันอยู่หรือเปล่า และพออัพเดททีหนึ่ง ก็เอาเรื่องบ่นๆ มาอัพเดทกัน แต่ครั้งนี้ผมไม่รู้จะบ่นอะไร นอกจากบอกว่า &#8220;เหนื่อย&#8221; เหนื่อยกับหลายอย่างครับ เหนื่อยกับปัจจัยแทบทุกอย่างที่มันนอกเหนือการควบคุมของผมเองทั้งสิ้น ผิดเองครับที่เอาชีวิตไปยุ่งกับปัจจัยเหล่านี้ ขอใช้พื้นที่บนเว็บไซต์นี้ บ่น ระบาย และจบกันไป]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เหนื่อยครับ ทุกวันมีแต่เรื่องเหนื่อยๆ อะไรก็ไม่รู้ หลายอย่าง มากมายเกินไป</p>
<p>ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อัพเดท blog นี้มานาน จนไม่รู้ทุกวันนี้ยังจะมีคนอ่านมันอยู่หรือเปล่า และพออัพเดททีหนึ่ง ก็เอาเรื่องบ่นๆ มาอัพเดทกัน</p>
<p>แต่ครั้งนี้ผมไม่รู้จะบ่นอะไร นอกจากบอกว่า &#8220;เหนื่อย&#8221;</p>
<p>เหนื่อยกับหลายอย่างครับ เหนื่อยกับปัจจัยแทบทุกอย่างที่มันนอกเหนือการควบคุมของผมเองทั้งสิ้น ผิดเองครับที่เอาชีวิตไปยุ่งกับปัจจัยเหล่านี้</p>
<p>ขอใช้พื้นที่บนเว็บไซต์นี้ บ่น ระบาย และจบกันไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2009/10/14/282/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เกรด&#8221; &#8220;งาน&#8221; &#8220;ประสบการณ์&#8221;</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2009/03/29/261/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2009/03/29/261/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Mar 2009 11:19:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2009/03/29/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%94-%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c/</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้เขียน blog นานมาก &#8230;​ พักหลังๆ ไปอยู่ใน twitter ซะมากกว่า วันนี้ก็บ่นใน twitter อีกน่ะแหละ แต่ว่าบ่นต่อกันเป็นเรื่องเป็นราวหน่อย ขอ copy &#038; paste มาแปะไว้ที่นี่ด้วยก็แล้วกัน .. แต่ว่ามันอาจจะอ่านไม่ค่อยต่อเนื่องนะ เพราะว่าต้อง post ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษร (bullet ละ tweet) เจอเรื่องเซ็งๆ กับ comment/remark เซ็งๆ อีกล่ะ วันนึงน้องๆ นักศึกษาที่รักจะเข้าใจครับ ว่า &#8220;เกรด&#8221; มันไม่มีความหมายอะไรหรอก &#8220;ประสบการณ์&#8221; ที่ได้จากการทำงานต่างหากที่มันมีความหมาย ดังนั้นถ้าน้องๆ ได้ A มาง่ายๆ และไม่ได้ประสบการณ์ แนวคิด และทัศนคติอะไรมาเท่าไหร่ มันไม่มีค่าเท่ากับ C ที่ได้มาพร้อมกับความคิด ประสบการณ์ เรื่องพวกนี้ &#8220;บริษัท&#8221; &#8220;ลูกค้า&#8221; &#8220;งานจริง&#8221; &#8220;ภาคเอกชน&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้เขียน blog นานมาก &#8230;​ พักหลังๆ ไปอยู่ใน twitter ซะมากกว่า</p>
<p>วันนี้ก็บ่นใน twitter อีกน่ะแหละ แต่ว่าบ่นต่อกันเป็นเรื่องเป็นราวหน่อย ขอ copy &#038; paste มาแปะไว้ที่นี่ด้วยก็แล้วกัน .. แต่ว่ามันอาจจะอ่านไม่ค่อยต่อเนื่องนะ เพราะว่าต้อง post ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษร (bullet ละ tweet)</p>
<ul>
<li>เจอเรื่องเซ็งๆ กับ comment/remark เซ็งๆ อีกล่ะ
<li>วันนึงน้องๆ นักศึกษาที่รักจะเข้าใจครับ ว่า &#8220;เกรด&#8221; มันไม่มีความหมายอะไรหรอก &#8220;ประสบการณ์&#8221; ที่ได้จากการทำงานต่างหากที่มันมีความหมาย
<li>ดังนั้นถ้าน้องๆ ได้ A มาง่ายๆ และไม่ได้ประสบการณ์ แนวคิด และทัศนคติอะไรมาเท่าไหร่ มันไม่มีค่าเท่ากับ C ที่ได้มาพร้อมกับความคิด ประสบการณ์
<li>เรื่องพวกนี้ &#8220;บริษัท&#8221; &#8220;ลูกค้า&#8221; &#8220;งานจริง&#8221; &#8220;ภาคเอกชน&#8221; &#8220;ภาคอุตสาหกรรม&#8221; ทราบดีมานานแล้ว
<li>คิดว่า &#8220;สัมภาษณ์งาน&#8221; และ &#8220;การทำงานจริง&#8221; นี่ เค้าใช้เกรดทำงานกันเยอะแค่ไหนกันเชียว
<li>คิดบ้างมั้ย ต้องวิเคราะห์งานให้ลูกค้า ทำระบบให้ลูกค้า ดีไซน์ usability ให้ระบบลูกค้า &#8230;. ทำได้ห่วย จะอ้างอะไร? &#8220;หนูได้ A มานะคะ&#8221; เหรอ?
<li>ไม่พอๆ มีอีก ยิ่งเกรดดี งานห่วย ยิ่งทำให้เกรด จากคณะวิชา หรือมหาวิทยาลัยนั้นๆ &#8220;ไร้ค่า&#8221; ในสายตาลูกค้าคนนั้น และ/หรือ บ. ที่รับไปทำงาน
<li>เหมือนกับที่ อ. มหาลัยทุกวันนี้ ไม่ดูเกรด ม.ปลาย ของเด็กจาก &#8220;หลายโรงเรียน&#8221; เพราะว่ามัน &#8220;ไร้สาระ&#8221; บอกอะไรไม่ได้
<li>อีกอย่าง ที่ผมเคยบอกไปน่ะแหละ &#8220;เกรด&#8221; น่ะ มีกี่วิชากัน กี่แห่งกัน ที่จะใช้ metric ตัวเดียวกับภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม บริษัท ลูกค้า?
<li>ก็วิธีวัดผลมันต่างกัน จะไปบอกอะไรได้ดีแค่ไหนเชียว? เผลอๆ ยิ่งจะให้ผลตรงข้ามด้วยซ้ำ
<li>เช่น ถ้าผมจะวัดประสิทธิภาพ DB &#8230; เอา Compiler ที่ดีที่สุดมาวัดผลในฐานะ DB รับรองได้คะแนนห่วยที่สุด
<li>เพราะว่า DB ที่ดี ใส่อะไรเข้าไป ต้องออกมาแบบนั้น แต่ Compiler จะแปลงหมดเลย &#8230; ว่างั้นเถอะ
</ul>
<p>ไม่ได้บอกว่าวิธีการวัดผลมันไม่ดี หรือว่าต้องทำลายระบบเกรดทิ้งหรอกนะ เพียงแต่อยากจะบอกกับน้องๆ นักศึกษาแค่นั้น ว่าอย่าไปยึดติดกับเกรดมันมากเกินไป</p>
<p>ไม่ต้องมาอ้างมากมายหรอก ว่า &#8220;กลุ่มอื่นเค้าแจก A กันเยอะเลย&#8221; หรือว่า &#8220;ม.อื่นเค้าแจก A กันเยอะเลย&#8221; ฯลฯ มันไม่มีบรรทัดฐาน มาตรฐานกลางอะไรอยู่แล้ว</p>
<p>แต่อย่างน้อยๆ ผมไม่เคยทำงานสองมาตรฐาน ผมสอบทุกกลุ่มด้วยมาตรฐานเดียวกันหมด ก็แล้วกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2009/03/29/261/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัญหา ความเคยชิน &#8220;ก๊อปโค๊ดมาแก้&#8221; #2</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2009/02/02/258/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2009/02/02/258/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Feb 2009 02:42:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Computing]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2009/02/02/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b9%82%e0%b8%84/</guid>
		<description><![CDATA[สืบเนื่องจาก entry ที่แล้ว ทำไมรู้สึกว่านับวันยิ่งเจอกรณีที่ confirm ความรู้สึกแย่ๆ กับเรื่องนี้ก็ไม่รู้ &#8230; แล้วคนที่ทำให้เราต้องมาหงุดหงิดกับเรื่องแบบนี้ก็นะ ทำไมถึงไม่พัฒนาอะไรเลยก็ไม่รู้ แต่วันนี้หายหงุดหงิดแล้วล่ะ ปลงแทนดีกว่า &#8230;.. ว่าแล้วก็ไปถ่ายรูปเล่นดีกว่า ผ่อนคลาย คลายเครียดกันดีกว่า อ่อ ถ้าน้องๆ เข้าใจ แล้วมานั่งคิดอะไรกับมันหน่อย นั่งวางแผน นั่งคิดและวาดความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ เอาเรื่องพื้นฐานทั้งหมดให้มันเวิร์คก่อน แล้วค่อยมานั่งดูเรื่องเทคนิคว่าจะเอาอะไรมาใช้ แล้วค่อยๆ เอามาประกอบร่าง มันจะง่ายมาก เรียกว่าไม่นานก็จะเรียบร้อย แต่ว่าถ้าทำกลับกัน คือ ไปทำตามเทคนิคเฉพาะเรื่องก่อน แล้วค่อยพยายามแก้ไขพื้นฐานให้รองรับสิ่งที่ตัวเองต้องการทีหลัง มันจะยากกว่ากันมาก &#8230; แต่ว่ามันจะเหมือนกับว่า &#8220;ได้ผลเร็ว&#8221; เพราะว่าสิ่งที่ทำให้ได้ผลเฉพาะอย่าง และเห็นผลเฉพาะอย่างเนี่ย มันคือเรื่องเทคนิค แต่นั่นก็เลยทำให้ทุกอย่างยากขึ้น และคุณต้องแก้ไข Model พื้่นฐานของระบบ ในลักษณะ Hack หรือ Workaround มากขึ้น และถึงจุดหนึ่งมันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างมันซับซ้อนมากขึ้น และการนำเอาเทคนิคอื่นๆ เข้ามาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อื่นๆ ในงาน มันจะยากขึ้น และพบปัญหามากขึ้น และจุดนี้เองที่น้องๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สืบเนื่องจาก <a href="http://www.rawitat.com/2009/01/17/หัดเขียนโปรแกรม-vs-พัฒนาโ/">entry ที่แล้ว</a></p>
<p>ทำไมรู้สึกว่านับวันยิ่งเจอกรณีที่ confirm ความรู้สึกแย่ๆ กับเรื่องนี้ก็ไม่รู้ &#8230; แล้วคนที่ทำให้เราต้องมาหงุดหงิดกับเรื่องแบบนี้ก็นะ ทำไมถึงไม่พัฒนาอะไรเลยก็ไม่รู้</p>
<p>แต่วันนี้หายหงุดหงิดแล้วล่ะ ปลงแทนดีกว่า &#8230;.. ว่าแล้วก็ไปถ่ายรูปเล่นดีกว่า ผ่อนคลาย คลายเครียดกันดีกว่า</p>
<p>อ่อ ถ้าน้องๆ เข้าใจ แล้วมานั่งคิดอะไรกับมันหน่อย นั่งวางแผน นั่งคิดและวาดความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ เอาเรื่องพื้นฐานทั้งหมดให้มันเวิร์คก่อน แล้วค่อยมานั่งดูเรื่องเทคนิคว่าจะเอาอะไรมาใช้ แล้วค่อยๆ เอามาประกอบร่าง มันจะง่ายมาก เรียกว่าไม่นานก็จะเรียบร้อย</p>
<p>แต่ว่าถ้าทำกลับกัน คือ ไปทำตามเทคนิคเฉพาะเรื่องก่อน แล้วค่อยพยายามแก้ไขพื้นฐานให้รองรับสิ่งที่ตัวเองต้องการทีหลัง มันจะยากกว่ากันมาก &#8230; แต่ว่ามันจะเหมือนกับว่า &#8220;ได้ผลเร็ว&#8221; เพราะว่าสิ่งที่ทำให้ได้ผลเฉพาะอย่าง และเห็นผลเฉพาะอย่างเนี่ย มันคือเรื่องเทคนิค</p>
<p>แต่นั่นก็เลยทำให้ทุกอย่างยากขึ้น และคุณต้องแก้ไข Model พื้่นฐานของระบบ ในลักษณะ Hack หรือ Workaround มากขึ้น และถึงจุดหนึ่งมันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างมันซับซ้อนมากขึ้น และการนำเอาเทคนิคอื่นๆ เข้ามาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อื่นๆ ในงาน มันจะยากขึ้น และพบปัญหามากขึ้น และจุดนี้เองที่น้องๆ มักจะเริ่มเจอปัญหาชัดๆ และมักบอกว่า</p>
<blockquote><p>
เอาไอ้นี่มาใช้แล้วมีปัญหาครับ/ค่ะ
</p></blockquote>
<p>ซึ่งจริงๆ ปัญหาที่แท้จริงคือ พวกน้องไม่ได้เริ่มจากพื้นฐานตั้งแต่แรกน่ะครับ คือ ไม่ได้วางหรือคิดระบบตั้งแต่พื้นฐาน พอจะทำอะไรก็เลยยากไปหมด และมีปัญหาโผล่มาได้ทุกที่ เพราะว่ามันเป็นการทำโปรเจคจาก &#8220;นอกเข้าใน&#8221; ไม่ใช่การพัฒนาจาก &#8220;แก่น&#8221; ของระบบเลย</p>
<p>ดังนั้นนะครับ น้องๆ ช่วยดูพื้นฐานให้ดีนะครับ สิ่งที่ผมเห็นน้องๆ แทบทุกคนพลาดง่ายๆ ก็คือ การที่มองข้ามพื้นฐาน ไม่ให้เวลาและความสำคัญกับมัน แต่ว่าข้ามไปที่เทคนิคเลยเนี่ยแหละครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2009/02/02/258/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ล่องลอย &#8230;. เคว้างคว้าง &#8230; กลางทะเล</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2008/12/17/249/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2008/12/17/249/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Dec 2008 15:40:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2008/12/17/%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2/</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ปล่อยไปตามลมเลย&#8221; เพลงเก่าๆ ของวงเก่าๆ ดังก้องอยู่ในหู ตั้งแต่ต้นเพลง ล่องลอยไปไกลความจริง ทิ้งมันเสียความทรงจำ ปล่อยมันไปตามเวรกรรม เรื่อยไป และท่อนสร้อย ปล่อยไปตามลม จะพัดพาเราไป จะไปไหนก็แล้วแต่สายลม วันนี้ประชุมสภามหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก ได้ฟังทัศนคติจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ได้แนวคิดที่สำคัญต่างๆ มากมาย ที่จริงๆ น่าจะถือว่าเป็นการ &#8220;เรียกสติ&#8221; ภาคการศึกษา และ &#8220;เรียกสติ&#8221; มหาวิทยาลัย ไม่เพียงแต่ศิลปากรเท่านั้น แต่ว่าหลายๆ ที่อีกด้วย ผมไม่แน่ใจว่าผมควรจะเอาเรื่องนี้มาเขียนในนี้หรือเปล่า เพราะว่าเป็นการพาดพิงถึงสภามหาวิทยาลัย แต่ว่าสิ่งที่ผมจะเขียนข้างล่างนี่ ไม่เกี่ยวกับการประชุมนี้ แต่ว่าเป็นความคิดของผมเอง จากสติส่วนหนึ่งที่ได้จากการไปเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมครั้งนี้ การขับเคลื่อนภาคการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ในความรู้สึกของผม มันคือ &#8220;แพ&#8221; ใหญ่ๆ ที่กำลังลอยไปตามกระแสน้ำเรื่อยๆ น้ำแรง ก็ไปเร็ว น้ำเอื่อย ก็ไปช้า แพนี้มีพื้นที่ใหญ่มากพอให้ทุกคนอยู่กันอย่างสบายตามอัตภาพ ติดเกาะติดแก่งติดสันดอน ก็ช่วยๆ กันแก้ๆ ไปเป็นคราวๆ โดยคนที่อยู่ใกล้ๆ ขอบแพตรงที่ติด คนทั่วไปที่อยู่กลางแพ ไม่ได้รู้สึกรู้สารู้อะไรด้วยเลย &#8220;แพ&#8221; ไม่เหมือนเรือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ปล่อยไปตามลมเลย&#8221; เพลงเก่าๆ ของวงเก่าๆ ดังก้องอยู่ในหู ตั้งแต่ต้นเพลง</p>
<blockquote><p>
ล่องลอยไปไกลความจริง ทิ้งมันเสียความทรงจำ ปล่อยมันไปตามเวรกรรม เรื่อยไป
</p></blockquote>
<p>และท่อนสร้อย</p>
<blockquote><p>
ปล่อยไปตามลม จะพัดพาเราไป จะไปไหนก็แล้วแต่สายลม
</p></blockquote>
<p>วันนี้ประชุมสภามหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก ได้ฟังทัศนคติจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ได้แนวคิดที่สำคัญต่างๆ มากมาย ที่จริงๆ น่าจะถือว่าเป็นการ &#8220;เรียกสติ&#8221; ภาคการศึกษา และ &#8220;เรียกสติ&#8221; มหาวิทยาลัย ไม่เพียงแต่ศิลปากรเท่านั้น แต่ว่าหลายๆ ที่อีกด้วย</p>
<p>ผมไม่แน่ใจว่าผมควรจะเอาเรื่องนี้มาเขียนในนี้หรือเปล่า เพราะว่าเป็นการพาดพิงถึงสภามหาวิทยาลัย แต่ว่าสิ่งที่ผมจะเขียนข้างล่างนี่ ไม่เกี่ยวกับการประชุมนี้ แต่ว่าเป็นความคิดของผมเอง จากสติส่วนหนึ่งที่ได้จากการไปเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมครั้งนี้</p>
<p>การขับเคลื่อนภาคการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ในความรู้สึกของผม มันคือ &#8220;แพ&#8221; ใหญ่ๆ ที่กำลังลอยไปตามกระแสน้ำเรื่อยๆ น้ำแรง ก็ไปเร็ว น้ำเอื่อย ก็ไปช้า แพนี้มีพื้นที่ใหญ่มากพอให้ทุกคนอยู่กันอย่างสบายตามอัตภาพ ติดเกาะติดแก่งติดสันดอน ก็ช่วยๆ กันแก้ๆ ไปเป็นคราวๆ โดยคนที่อยู่ใกล้ๆ ขอบแพตรงที่ติด คนทั่วไปที่อยู่กลางแพ ไม่ได้รู้สึกรู้สารู้อะไรด้วยเลย</p>
<p>&#8220;แพ&#8221; ไม่เหมือนเรือ มันไม่มี &#8220;หัวแพ&#8221; เหมือนที่มี &#8220;หัวเรือ&#8221; ที่อยางน้อยให้เราได้รู้ว่ามันกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน แพนี้อาจจะกำลังหมุนคว้างๆ อยู่กลางแม่น้ำ ที่เหมือนจะไหลไปข้างหน้าก็ได้ใช่หรือไม่ เราไม่สนใจ</p>
<p>เราไม่เคยสนใจว่า แม่น้ำนี้ กำลังไหลไปที่ไหน หรือว่าแม้แต่มันกำลังไปไหนจริงๆ หรือเปล่า เราไม่เคยสนใจว่ามันไหลมาจากที่ไหน มันไหลผ่านอะไรมาบ้าง เราอยู่บนแพ เท่านั้น &#8230; เราอาจจะกำลังอยู่บนมหาสมุทร เวิ้งว้าง ว่างเปล่า ไม่ได้ไปไหนทั้งนั้น &#8230; มันแค่วนไปวนมา ตามกระแสคลื่นในท้องทะเล เท่านั้นเอง</p>
<p><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2008/12/com-cc-1001-001.jpg" width="480" height="360" alt="com_cc_1.001-001.jpg" /></p>
<p>(ภาพจาก presentation หนึ่งของผม ให้กับศูนย์คอมพิวเตอร์ ม.ศิลปากร ในวันรับตำแหน่งผู้อำนวยการ)</p>
<p>เราจึงไม่เคยมองถึง Road Map เราจึงไม่เคยมองเห็น The Road Ahead &#8230; เราไม่เคยสนใจ</p>
<p>ที่สำคัญกว่านั้น ถ้าเป็นที่ๆ เราแทบไม่เคยไป หรือไม่มีใครเคยไปมาก่อน ไม่มีเส้นทางน้ำ ไม่มีถนน ไม่มีอะไรทั้งนั้น เรามักจะปิดกั้นตัวเอง ด้วยคำว่า &#8220;ไม่มีทางเดิน&#8221; แล้วก็ปฏิเสธต่างๆ นานา หาเหตุหาผลต่างๆ นานา เพื่อบอกว่า ไม่สามารถไปทางนั้นได้</p>
<p>เราแทบไม่คิดถึง &#8220;การบุกเบิกเส้นทาง&#8221; และ &#8220;การตัดถนน&#8221; เอาเสียเลย</p>
<p><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2008/12/com-cc-2024-001.jpg" width="480" height="360" alt="com_cc_2.024-001.jpg" /></p>
<p>(ภาพจากอีก presentation ของผมเอง ในวันเดียวกัน)</p>
<p>มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะคณะวิชา และภาควิชา ที่สามารถเกาะกระแสนิยมของสังคมได้ อาจจะไม่ค่อยได้คำนึงถึงจุดนี้เท่าไหร่ เพราะว่าเราก็ยังคงรับนักศึกษาหากินกันต่อไปได้เรื่อยๆ ตราบใดก็ตามที่สังคมยังต้องการปริญญา เรายังขยายหลักสูตรต่อไปได้เรื่อยๆ ตราบใดก็ตามที่สังคมยังต้องการปริญญา</p>
<p>ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเราได้เตรียมตัวเตรียมใจให้นักศึกษารุ่นปัจจุบัน รับรู้กับความเป็นจริงขนาดไหน ว่าพวกเขาต้องเผชิญกับภาวะ &#8220;การตกงาน&#8221;​และ &#8220;การไม่จ้างงาน&#8221;​แค่ไหนเมื่อจบไป</p>
<p>เราคงไม่สนใจอะไรเท่าไหร่ เพราะว่าลักษณะหน่วยงานของเรา เป็นหน่วยงานที่เมื่อไหร่ก็ตามที่สังคมเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เรายิ่งสบาย ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า &#8220;ภาวะตกงานแฝง&#8221; &#8230;​ หางานทำไม่ได้ ก็เรียนมันต่อไปก่อน และแล้วเราก็ขยายกำลังรับ เปิดปริญญาโท กันต่อไปอย่างสนุกสนาน</p>
<p>ปัญหาแบบนี้ ทั้งหมดนี้ และมากกว่านี้ ผมเคยได้ยินอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน และท่านที่ผมรักและเคารพ ทั้งในความคิดและตัวตนของท่าน หลายต่อหลายท่าน บ่นให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก &#8230; ตัวเองบ่นเองก็เยอะ (ถ้าใครเคยฟังที่ผมพูดในงาน Blognone Tech Day 3.0 ล่ะก็ นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น)</p>
<p>แต่ว่าท่านเหล่านั้นสรุปให้ผมฟังอย่างน่าเศร้าใจว่า &#8220;ก็บ่นกันมาแบบนี้ ปีที่แล้วก็บ่นกันมาแบบนี้ ปีก่อนหน้านั้นก็บ่นกันมาแบบนี้ &#8230;​ &#8221; และก็คงจะ so on and so on &#8230; และแล้วเราก็ผ่านมันไปปีต่อปี ปีหนึ่งผ่านไป ปีหนึ่งก็จะผ่านไปอีก</p>
<p>so on, so on, so on.</p>
<blockquote><p>
ล่องลอยไปไกลความจริง ทิ้งมันเสียความทรงจำ ปล่อยมันไปตามเวรกรรม เรื่อยไป
</p></blockquote>
<p>และท่อนสร้อย</p>
<blockquote><p>
ปล่อยไปตามลม จะพัดพาเราไป จะไปไหนก็แล้วแต่สายลม
</p></blockquote>
<p>เพลงๆ หนึ่งจากวงที่ไม่ค่อยจะดังเท่าเมื่อกี้ (วงนี้ไม่ดังเลย เพลงดังก็ไม่มี &#8230; แต่ว่าผมชอบเพลงนี้มาก ถึงขนาดจำเนื้อได้เกือบแม่น ได้ยินสมัยเด็กๆ &#8212; ดังนั้นถ้าผิดพลาดบ้างขออภัย) ดังขึ้นในหูผม </p>
<blockquote><p>
เวิ้งว้าง แสนไกล สุดสายตา สุดขอบฟ้า มองหาใครไม่มี<br />
คลื่นลูกน้อย ล่องลอย ตามสายลมที่มี<br />
เป็นอย่างนี้ สิ้นหวัง มาช้านาน<br />
ล่องลอยไป ไร้จุดหมาย ในท้องทะเล<br />
สิ่งที่หวัง คือไป ให้ถึงฝั่ง<br />
หากวันนั้น ถ้ามี ดังที่หวัง<br />
คลื่นน้อยคง มีหวัง เจอหาดทราย<br />
แต่บางครั้ง คลื่นแรง ดังใจเร่าร้อน<br />
แต่บางครั้ง คลื่นอ่อน น่าใจหาย<br />
และบางครั้ง หมดแรง เช่นความตาย<br />
ผลสุดท้าย เกยหาด จางหายไป<br />
ตัวฉัน เคว้างคว้าง ใจกลางทะเล<br />
จะหันเห ทางไหน ไม่เห็นฝั่ง<br />
หากวันนั้น ถ้ามี ดังที่หวัง<br />
แนบกายลง บนฝั่ง บนหาดทราย
</p></blockquote>
<p>กราบขอบพระคุณกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ท่านดวงสมร วรฤทธิ์ และท่านบุญชัย เบญจรงคกุล ที่ให้ข้อคิดดีๆ แก่มหาวิทยาลัยศิลปากรไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2008/12/17/249/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
