Archive for the ‘Rant’ Category

Generality ของ “ดี/เก่ง”

Monday, March 10th, 2008

คิดว่ามันมีกันมั้ยล่ะ

ถามผมนะ “ไม่มีหรอก” และที่แย่ คือหลายคนพูดแบบนี้กันในลักษณะ generality มาก เช่น “คนนี้เป็นคนเก่งนะ” หรือว่า “คนนี้เป็นคนดีนะ” อะไรทำนองนี้

คำถามที่น่าจะตามมาก็คือ แล้ว metric อะไรล่ะ เป็นตัววัด แล้ว fitness landscape ที่มันอยู่ล่ะ คืออะไร

ใครเล่น Genetic Algorihtm (GA) น่าจะรู้ดี ว่า solution หนึ่งใน population ต่อให้มันดีแค่ไหน เปลี่ยน fitness function นิดเดียว อาจจะเปลี่ยนจาก solution ที่ดีที่สุด กลายเป็น solution ที่ห่วยที่สุด และจำเป็นต้องถูก “คัดทิ้ง” อย่างไม่ใยดี ในพริบตา ก็เป็นได้

แต่ทำไมบางทีพอมาถึง “คน” เรากลับ superficial กับมันจัง … เราพูดถึงมัน ยังกับมันวัดเป็น general ได้ หรือว่ามี universal fitness function ที่ครอบคลุมทุกอย่าง พอ “ดี” หรือว่า “เก่ง” อย่างหนึ่ง แล้วมันกลายเป็น general ได้มากมายมหาศาล

ยกตัวอย่างกันนิดนึงมั้ย

บางคน อาจจะเป็น programmer ที่ “เก่ง”​ (ไม่ใช่ผมนะ ผมกำลังพูดถึงใครก็ไม่รู้ เป็น Mr. T คนหนึ่งก็ได้นะ) แต่ว่าอยากจะทำอะไรบางอย่างที่ตัวเองไม่มีความสามารถ ความเหมาะสม เช่น อยู่ดีๆ อยากจะหยิบมีดมาผ่าตัด โดยตัวเองไม่มีความสามารถ

แล้วดันมีคนบอกว่า ก็น้อง/พี่/คนนี้ เป็นคน “เก่ง” นะ ก็ “ต้องช่วย” ให้ได้งานผ่าตัดนี้ให้ได้

Make sense มะ? ใครก็คงจะตอบได้ว่า “ไม่เห็นจะ Make sense ตรงไหน”

แต่ว่าพอมาถึงเรื่องความดี ทำไมมันไม่เป็นแบบนี้บ้างหว่า ทำไมมันเหมือนจะมี “ความดี” แบบ general กันได้ด้วยแฮะ ทั้งๆ ที่ environment และสิ่งที่อยู่ใน environment มันน่าจะเป็นตัวที่ define fitness function พวกนี้เหมือนกันนะ (เช่นเดียวกับที่ programmer คนนั้น อาจจะผ่าน fitness function ของการเขียนโปรแกรมด้วยคะแนนแบบ topๆ แต่ว่า fitness function ของการผ่าตัดกลับตกระนาว)

ผมกำลังพูดว่า คิดยังไงกับประโยคนี้

“ก็เค้าเป็นคนดี ก็ต้องช่วย”

อืมมม ส่วนมากอาจจะเห็นด้วยแบบไม่ต้องคิดมากก็ได้นะ แต่ว่าพอดีมันคนละ environment กันน่ะสิ ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุด ก็คงเป็นงี้:

มีแฟนคู่หนึ่งทะเลาะกัน จะเลิกกัน ฯลฯ หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็มีคนพยายามจะช่วยเหลือเกินที่จะเป็นตัวประสานระหว่างสองคนนี้ ว่า​ “ก็เค้าเป็นคนดี ก็ต้องช่วย”

อืมมม การเป็น “คนดี” ใน fitness function ของ “คนรู้จัก” หรือว่า “เพื่อนแฟน” หรือว่า “messenger” หรือว่าแม้แต่ “คนในสังคม” จำเป็นด้วยหรือว่าจะต้องเป็น “คนดี” ใน fitness function ของ “แฟน” ซึ่งแต่ละตัวมันก็คนละ environment คนละตัว evaluate คนละ fitness function

ซึ่งแน่นอนว่าอาจทำให้ solution ที่ “ดี” หรือแม้แต่ “ดีที่สุด​” ของ landscape หนึ่ง กลายเป็น solution ที่ห่วยที่สุดไปเลยก็ได้

ให้คนที่เป็น “แฟน” เค้า เป็นคนพูดจะดีกว่ามั้ย สรุปว่า ไอ้พวก “เพื่อนๆ” หรือ “ผู้หวังดี” เนี่ย กรุณาสงบปากสงบคำ เงียบๆ ไว้ไม่ต้อง “เสือก” จักเป็นพระคุณยิ่ง

(ขอโทษที่ต้องใช้คำแรง อารมณ์มันพาไป แต่จริงๆ มัน nothing personal อ่ะนะ .. เพียงแต่ว่าเขียนแบบนี้ได้อารมณ์ดี ถ้าไม่เหมาะสมก็ขออภัยผู้อ่านด้วยครับ)

ก็ทำนองว่า นกมันจะบินเก่งแค่ไหน ลองจับมันไปว่ายน้ำเล่นสิ หรือว่าปลามันจะว่ายน้ำเก่งแค่ไหน ลองจับมันไปโยนขึ้นฟ้าสิ … นั่นแหละ

มันก็แปลกดีนะ พอเป็นเรื่อง “เก่ง” เนี่ย มันพอจะเข้าใจได้ง่ายหน่อย ว่ามันไม่ข้าม field of expertise เท่าไหร่หรอก ถึงจะมีหลายคนที่เก่งแบบ แทบทุกเรื่องก็ตาม

แต่ว่าพอมาเป็นเรื่อง “ความดี” เนี่ย มันกลับมีความคิดแบบ universal/general ได้ซะงั้น

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ตอนเรียน ป.ตรี (ซักปีสามได้มั้ง) ชื่อ The Labyrinth of Reason (หนังสือเก่าหน่อย ตั้งแต่ปี 89 ตอนนี้คงอยู่ในตู้ซักตู้ใน office) มีบทหนึ่งที่คิดว่าเข้าท่านะ คือ Anything confirms Anything หรือว่าอะไรทำนองนี้แหละ …. ก็เขียนเรื่องทำนองนี้ไว้เหมือนกัน ว่าบางทีเราก็เอาความจริงเรื่องหนึ่ง ไป confirm เป็นตุเป็นตะกับเรื่องโน้นนี้คนละเรื่อง ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟังละกันครับ

ทิ้งท้ายนิดนึงดีกว่า …

All forms of generalization are false; including this one.

เรื่องน่าเบื่อ เอามาเล่าเล่น

Monday, March 3rd, 2008

อะไรอีกก็ไม่รู้แฮะ รู้แต่ว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อที่คนพูดกันอีกแล้ว

พอดีช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลสอบปลายภาค ก็เลยต้องคุมสอบตามกำหนดที่ทางคณะจัดให้ ซึ่งโดยปกติลำดับขั้นตอนและวิถีปฏิบัติจะเป็นแบบนี้

  1. กรรมการคุมสอบจะมีหลายคนต่อ 1 ห้อง ห้องเล็กแค่ไหนก็จะมี 2 คนเป็นอย่างน้อยเสมอ เพื่อให้ช่วยกันคุมและเพื่อเพิ่ม redundancy (ในกรณีที่บางคนมาช้า)
  2. กรรมการคุมสอบจะต้องไปรับข้อสอบที่ห้องข้อสอบ โดยปกติทุกคนก็จะไป check ก่อนน่ะแหละ ว่ามีกรรมการท่านอื่นเอาไปหรือยัง
  3. ถ้าเป็นห้องใหญ่ควรไปถึงห้องสอบประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนเวลาสอบ
  4. กรรมการคุมสอบไปช่วยกันแจกข้อสอบที่ห้องสอบ ซึ่งโดยปกติกรรมการที่ไปเอาข้อสอบท่านแรกจะเริ่มทยอยแจกไปก่อน แล้วกรรมการท่านอื่นๆ จะตามมาช่วยกันแจกทีหลัง ซึ่งในกรณีที่เป็นห้องเล็ก กรรมการท่านแรกอาจจะแจกเสร็จเลยก็ได้ เพราะว่าใช้เวลาไม่นานมาก แต่ว่าถ้าเป็นห้องใหญ่ มักจะทันไปช่วยกันแจก
  5. เมื่อนักศึกษาเข้าสอบแล้ว ให้เวลาผ่านไปสักระยะ ก็เริ่มทำการเดินให้นักศึกษาเซ็นต์ชื่อเข้าสอบ ซึ่งจะต้องแสดงบัตรนักศึกษาด้วย ซึ่งถ้าเป็นห้องเล็ก ก็มักจะให้กรรมการเดินท่านเดียว เพราะว่าห้องสอบมักไม่จัดแถวให้นักศึกษานั่ง คือให้นั่งตามสบาย แต่ถ้าเป็นห้องใหญ่ก็มักจะแบ่งกันเดิน เพราะว่านักศึกษานั่งตามแถวตามรหัสนักศึกษา
  6. รับเงินค่าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก็มักจะได้เล็กน้อย ตามระเบียบ
  7. เมื่อสอบเสร็จ ให้นับข้อสอบให้ครบ (รับมาเท่าไหร่ ต้องคืนไปเท่านั้น) และเดินเอาไปส่งคืนห้องข้อสอบ

เอาล่ะ ทีนี้เทอมนี้มีคนพูดกันเรื่องผมอีกล่ะ ตลกดี

วันนี้ไปเอาข้อสอบตอนเช้าที่ห้องข้อสอบ ท่านประธานห้องข้อสอบได้ถามผมนิดหน่อย บอกว่า

  • มีคนบอกว่าไม่ช่วยแจกข้อสอบ
  • แล้วแถมเอาคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั่งทำงานอื่นอีก

อืมมม เอาข้อหลังก่อน เพราะว่าข้อหลังนี่มันจริง

เราเอาคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั่งทำงานจริง แต่ว่าลักษณะการทำงานของผมกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นคนพิมพ์ดีดได้คล่อง ดังนั้นสายตาจึงไม่จำเป็นต้องจ้องมองจอตลอดเวลา และเป็นปกติที่จะเงยหน้ามองนักศึกษาเป็นระยะๆ อยู่แล้ว อีกอย่าง เนื่องจากฝึกตัวเองมาให้ทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็น secondary mode ได้ตลอดเวลา (เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ take note เวลาที่เข้าประชุม และสมาธิอยู่กับการประชุม) ดังนั้นการใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไรก๊อกๆ แก๊กๆ ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ยังดูนักศึกษาได้ เป็นเรื่องปกติของผมอยู่แล้ว

อีกอย่าง ข้อสอบก็มีสองชุด แยกแจกแถวเว้นแถว และในข้อสอบที่เป็นชุดเดียวกัน (นั่งแถวเดียวกัน) ก็นั่งเว้นระยะห่างพอสมควร และเป็นข้อสอบเขียนบรรยาย ดังนั้นลอกกันยาก (แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะลอก ถ้าจะลอกกันจริงๆ แค่นี้ก็ลอกได้อยู่แล้ว) แต่ว่าพอเราเงยหน้าขึ้นมาดูตลอดเวลา และดูพฤติกรรมในภาพรวมตลอดแล้วเนี่ย มันพอจะบอกได้ครับ ว่าเด็กมีแนวโน้มจะลอกหรือเปล่า

เฮ้อ ไม่อยากพูดนะครับ แต่ว่าจะว่ายังไง กับกรรมการคุมสอบที่นั่งหลับหลังห้อง ซึ่งมีให้เห็นประจำ? หรือว่าจะเอายังไงกับกรรมการคุมสอบที่เข้ามาแป๊บเดียว แล้วก็ออกไปไหนไม่ทราบนานสองนาน จากนั้นเมื่อใกล้ๆ เสร็จก็จะโผล่มาอีกที? หรือว่ากรรมการที่จับกลุ่มคุยกันในระหว่างคุมสอบ ซึ่งนอกจากจะโฟกัสกับการคุมสอบยากกว่าการนั่งใช้คอมพิวเตอร์ใน secondary mode แล้ว ยังเป็นการรบกวนสมาธิเด็กอีกด้วย? (ถ้าอยากคุยกันจริง กรุณาไปคุยหน้าห้องสอบได้มั้ย)

อีกอย่าง … นั่งหน้าห้อง กับนั่งหลังห้อง มันต่างกันนะครับ ผมบอกได้เลย ว่านั่งหลังห้อง เรามองไม่เห็น normal vector ของหน้านักศึกษา ว่ามองไปทางไหน มองไม่เห็นสายตา ว่าใครจงใจเหล่ออกนอกข้อสอบตัวเองหรือเปล่า แต่นั่งหน้าห้องมันเห็น

ผมนั่งหน้าห้องตลอดครับ ทุกครั้ง และทั้งๆ ที่นั่งใช้คอมพิวเตอร์ทุกครั้งเนี่ยแหละ ก็ยังจับพิรุธเด็กได้บ้าง และเคยทำการตักเตือนไปแล้วหลายครั้ง

สำหรับผมนะ ผมไม่เคยบ่นไม่เคยอะไรทั้งนั้น ใครอยากจะทำอะไรก็ทำไป

แต่ OK ครับ ถ้าว่ากันตามตัวหนังสือ เพราะว่าเคยมีการขอความร่วมมือ ไม่ให้กรรมการคุมสอบทำงานอื่นในระหว่างคุมสอบ ถ้าว่ากันตามตัวหนังสือแล้ว ถือว่าผมผิดจริง และที่พูดมาข้างบนเป็นเพียงข้อแก้ตัว

และมันไม่มีการขอความร่วมมือกับเรื่องอื่นๆ ที่ผมตั้งคำถามไป ดังนั้นไม่เป้นไรครับ

แต่ว่าไอ้ข้อที่บอกว่า “ไม่ช่วยแจกข้อสอบ” เนี่ยสิ รับไม่ได้นะครับ อันนี้

เทอมนี้ ผมเพิ่งจะคุมสอบไม่กี่วิชานะครับ และได้ช่วยแจกข้อสอบ “ทุกวิชา” (นอกจาก 512201 ซึ่งผมมาไม่ทันช่วยแจก เพราะว่าโดนท่านประธานห้องข้อสอบถามเรื่องนี้อยู่)

มันมีวิชาหนึ่ง ซึ่งเป็นการสอบห้องใหญ่ โดยผมได้เดินไปที่ห้องข้อสอบ ซึ่งทางห้องข้อสอบก็ได้แจ้งผมว่า ข้อสอบถูกนำไปห้องสอบแล้ว จากนั้นผมก็ไปยังห้องสอบ โดยผมไปถึงห้องสอบเวลาประมาณ 25 นาทีก่อนสอบ และเห็นว่ามีกรรมการอีกสองท่าน ช่วยกันแจกข้อสอบอยู่

ห้องสอบมี 14 แถว ผมได้ไปช่วยแจกทั้งสิ้น 4-5 แถว ช่วงกลางๆ (โดยกรรมการคุมสอบอีกสองท่านนั้น ท่านหนึ่งแจกด้านล่างไปหาข้างบน และอีกท่านจากแถวสุดท้ายไล่ลงมา) ดังนั้นจะมาหาว่า “อ.รวิทัตไม่ช่วยแจกข้อสอบ” ไม่ได้

บ่นผมเรื่องทำงานอื่น ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าเรื่องนั้น ว่ากันตามตัวหนังสือแล้วผมผิดจริง แต่ว่าจะมาพาล เนียน เรื่องไม่ช่วยแจกข้อสอบนี่ ไม่รู้นะ ผมว่ามันงี่เง่า

รับความจริงกันอย่างสองอย่างนะครับ

  • ใช่ ผมไปถึงห้องสอบ “ช้า” (คือไปถึง 25 นาทีก่อนสอบ แทนที่จะ 30 นาทีก่อนสอบเป็นอย่างน้อย)
  • แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราใช้ระบบที่ว่า ให้ไป check ห้องข้อสอบก่อน ถ้าข้อสอบยังอยู่ ก็ให้รับไปแจก … ยังไงๆ มันก็จะมีกรรมการเพียงท่านเดียวเท่านั้นจากทั้งหมดที่ “ไปถึงเป็นคนแรก” (ยกเว้นจะไปรับข้อสอบด้วยกัน)
  • นั่นแปลว่า สำหรับกรรมการท่านนั้นแล้ว ท่านอื่นก็ช้าหมดน่ะแหละครับ และกรรมการท่านอื่นจะไปช่วยท่านแจกข้อสอบได้แค่ไหน ขึ้นกับว่าเค้าจะมาเร็วแค่ไหนแล้ว

ผมถือว่า การที่ผมได้ไปช่วยแจกข้อสอบทั้งสิ้น 4 แถวจาก 14 แถว ผมถือว่าผมก็ได้ช่วยตามที่ผมควรจะได้ช่วยแล้ว

ไม่รู้สิครับ รู้แต่ว่า เซ็ง เรื่องแบบนี้ อีกแล้ว ตั้งแต่เช้าเลย

เรื่องจริงกับเรื่องที่คนคิด

Sunday, February 10th, 2008

ว่าจะเขียนเรื่องทำนองนี้มานานแล้ว … เรื่องจริงกับเรื่องที่คนเห็น เรื่องที่คนตีความ หรือว่าที่รู้จักกันว่า Fact กับ Truth เนี่ยแหละ

จริงๆ แล้วพูดยากนะ เพราะว่าคนที่รู้เรื่องจริง ก็คงมีแต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ หรือว่าคนที่ทำให้มันเกิดมาก็เท่านั้น แต่ว่านอกจากนั้นก็คงเห็นได้แค่ผลที่มันเกิดขึ้น ซึ่งมักจะเกิดจากการตีความไปเอง หรือว่าคิดกันไปเอง จากความอคติของคนหรือกลุ่มบุคคลนั้นเอง

ออกตัวไว้ก่อน ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมเองก็ไม่ได้ปราศจากอคติ และไม่คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองคิดมันเป็นเรื่องจริง เพียงแต่มันก็เป็นการตีความของเราเอง

เคยเจอเรื่องแบบนี้มาบ่อยครั้ง สิ่งที่เราทำ กับสิ่งที่คนคิดว่าเราทำ มันเป็นคนละเรื่องกัน

พูดไปก็เหมือนๆ กับเกมต่อจุด ที่ไม่มีรูปแน่นอนให้ต่อน่ะแหละ อยากเห็นภาพก็ลองนึกถึง “กลุ่มดาว” บนฟ้าละกัน ดาวมันก็อยู่อย่างนั้น แล้วใครไปต่อเชื่อมกันให้เป็นกลุ่มดาวโน้นนี้ล่ะ? ฝรั่งกับไทยก็ต่อไม่เหมือนกัน แล้วใครถูกใครผิด? ถ้ามีพระเจ้าจริง และพระเจ้าสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาให้มีความหมายจริง ท่านอาจไม่ได้หมายความแบบที่เราต่อกันก็ได้

ว่างั้นเถอะ

เคยเจอเหตุการณ์ประเภทนี้มาแล้ว บางครั้งฟังก็อึ้งไปเหมือนกัน ว่า เออ คนมันก็ตีความกันไปได้แฮะ แต่คงไม่เขียนเล่าให้ฟังแถวนี้ แต่บางเรื่องได้ยินก็ขำเหมือนกัน ขำคนที่คิดและตีความ มากกว่าจะขำคำพูดที่ออกมา (เพราะมักจะขำไม่ออกกับมัน)

ยกตัวอย่างง่ายๆ เยอะแยะไป (เรื่องจริงทั้งหมด เก็บๆ มาจากตัวเอง และบรรดาคนใกล้ตัว แต่ขอสงวนไว้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องของใครก็แล้วกัน)

  • บางคนเดินกับพี่น้อง ที่หน้าตาไม่เหมือนกับตัวเอง จะมีคนคิดว่าเดินไปกับแฟนมั้ย?
  • บางคนไปส่งคนรู้จักเป็นบางครั้ง เพราะว่าเป็นห่วง (เพราะพื้นที่แถวนั้นมันเคยเกิดเรื่อง และอีกอย่างเป็นทางผ่านกลับบ้านอยู่แล้ว ไม่ได้ลำบากอะไร) จะถูกตีความไปอย่างอื่นมั้ย? (เช่น พากลับไปนอนด้วย หรือว่าอื่นๆ แล้วแต่อคติส่วนตัว)
  • ถูกชวนไปงานเลี้ยง แต่ว่าก่อนหน้านั้นเพิ่งจะไปซื้อหนังสือมาหลายเล่ม และเอากลับไปเก็บก่อนไม่ได้ (อยู่คนละเมือง) ก็เลยต้องหอบไปด้วย จะถูกมองว่า สร้างภาพ ทำตัวเป็นผู้คงแก่เรียน มั้ย?
  • บังเอิญเจอกับคนรู้จักที่กำลังขนของไปให้น้องคนหนึ่งที่เพิ่งจะมาอยู่ใหม่ เลยเข้าไปช่วย จะถูกมองกลับกันมั้ย ว่ากระเหี้ยนกระหืออยากจะไปเจอน้องคนนั้น เพื่อประโยชน์ในการทำอะไรมิชอบต่อไป มั้ย?
  • ตัดผมเพราะรำคาญ จะมีคนคิดว่าเพราะอกหักมั้ย?
  • ไม่พูดเพราะขี้เกียจพูด เพราะพูดไปเยอะแล้ว (บางทีก็เบา บางทีก็แรง) แต่ไม่เคยได้ประโยชน์ ไม่เคยได้ผล บางเรื่องพูดไปยังไง ก็เงียบกัน ไม่เคยได้ข้อสรุป ถึงจะมีก็ถูกตีความไปอีกแบบ เหนี่อย แต่คนที่ไม่เคยเข้ามาฟังในวันที่พูด จะคิดว่าไม่พูดเพราะอะไร กลัว? มีความลับ? หรือว่าอะไรก็ไม่รู้
  • เลิกกับแฟนเพราะทนความงี่เง่า เจ้าระแวงไม่เป็นเรื่อง ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ไหว จะถูกคิดว่าเพราะว่าไปมีคนอื่นมั้ย?

ทุกเรื่องในนี้ คำตอบคือ “ใช่” มันเคยถูกตีความผิดไปแบบนั้นจริงๆ แต่ว่าเรื่องจริงมันคนละเรื่องกัน

เรื่องเศร้ากว่านั้น เรื่องจริงเร็วๆ นี้ ตอนที่คุณแม่มีอาการโรคหัวใจกำเริบ คุณพ่อไปนั่งรอที่หน้าห้องฉุกเฉิน บอกผมว่า “พ่อรออยู่เนี่ยแหละ เดี๋ยวแม่เห็นแล้วจะเครียดเอา คิดว่าตอนนี้แม่คงไม่อยากเจอพ่อเท่าไหร่” (ก่อนหน้านั้นเพิ่งจะทะเลาะกัน) แต่ว่าพอเข้าไปหาแม่ แม่กลับให้ไปตามพ่อ บอกว่า “ถึงพ่อไม่ชอบหน้าแม่เท่าไหร่ ก็อยากให้เข้ามา เพราะว่าคนเค้ามองมาจะคิดยังไง” ….. สรุปว่า เรื่องจริงของทั้งคู่ กับเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างคิดกับอีกคน ไม่ตรงกัน

ภาพหนึ่งภาพดีกว่าคำพันคำ หลักฐานทางประวัติศาสตร์บางอย่างมีค่ามากกว่าบันทึกทั้งเล่ม ….​แต่ว่ามันก็เป็นเพียงแค่ “จุด” หนึ่งจุดเท่านั้น จุดเหล่านั้นจะเชื่อมโยงกันยังไง ก็แล้วแต่คนที่เห็น คนที่คิดเอาไปตีความน่ะแหละ บางอย่าง ปักใจเชื่อไปแล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น เปลี่ยนยาก ก็เหมือนกับประวัติศาสตร์กระแสหลักน่ะแหละ ที่เปลี่ยนยาก

ลองไปดูหนังเรื่อง Timeline ดูครับ เล่นเรื่อง Fact กับ Truth ของประวัติศาสตร์ไว้บ้าง สนุกดี และคิดว่าคงได้ข้อคิดกับเรื่องนี้พอสมควร (ถึงหนังจะได้ rating จาก IMDB ไม่ดีเท่าไหร่ก็เถอะ)

ถ้าภาพหนึ่งภาพดีกว่าคำพันคำ … สิ่งที่แย่กว่านั้นคือภาพหนึ่งภาพบวกกับคำไม่กี่คนนี่แหละ เพราะว่ามันจะเป็นคำไม่กี่คำ ที่ถูกตีความอะไรไปยังไงก็ไม่รู้ ภาพที่เห็น กับคำบรรยายใต้ภาพ ไม่จำเป็นต้องตรงกันนี่ (เห็นตัวอย่างได้ในหนังสือทั่วไป…)

แต่คนที่ไม่รู้อะไร …. มักจะเชื่อและคล้อยตามคำบรรยายใต้ภาพนั้นแฮะ

อ่ะ …. สุดท้ายนะ ตัวอย่างภาพและข้อความใต้ภาพ….​ อันนี้ขอแค่สนุกๆ นะ จริงๆ แล้วเรื่องจริงมันไม่ใช่แบบคำบรรยาย (น้องเค้าเป็นคนดี)

pet2.jpg

วันนั้นมีน้องสองคนเข้ามาให้น้องคนที่ชูสองนิ้วสอนการบ้าน พอเห็นผมจะถ่ายรูป ก็เลยชูสองนิ้วสู้ตาย อันนี้เป็นตัวอย่างห่วยๆ นะ ถ้าอยากเห็นตัวอย่างที่ดีกว่านี้ แบบว่า เดินด้วยกัน หรือว่าอะไรแบบนี้ และให้คนตีความได้เนี่ย บอกมาละกัน มาดูได้ ถ่ายไว้เยอะ

[update 1] คนที่เห็นรูปนี้ และจะไปตีความโน่นนี่ตามใจชอบ นี่ กรุณาอย่าทำเช่นนั้นนะครับ มันไม่มีเรื่องอะไรแบบนั้นจริงๆ เป็นการถามการบ้านจริง และมีหลายคนอยู่ในห้องนั้น (เป็นสิบ) และถ้าคุณทำเช่นนั้น คุณกำลัง “เข้าใจผิด” และสร้าง Truth ของตัวเอง

[update 2] มีอีกเรื่องว่ะ ที่เพิ่งนึกออก … ผมเคยไปนั่งรอแฟนที่ศาลายา ปกติผมจะไว้ผมยาว ไว้เคราด้วย มีครั้งนึงที่ผมตัดผมสั้น และโกนหนวดเครา กลายเป็นมีคนนินทาแฟนซะงั้น ว่าหลายใจ เปลี่ยนแฟนบ่อย สับราง เออดีแฮะ

รับผิดชอบ?

Saturday, February 9th, 2008

พักนี้หงุดหงิดง่ายแฮะ โดยเฉพาะกับเรื่องความรับผิดชอบของคน คนในองค์กรอื่นผมไม่สนใจ แต่ว่าคนที่ทำงานด้วย และนักศึกษาที่ตัวเองสอนนี่สิ เหนื่อย

ตอนนี้มันมีงานอบรม Grid admin ที่มีคนไม่ยอมทำ ทาง ม. ศิลปากรก็เลยต้องรับมา แต่ว่าคนที่รับมาก็ไม่ทำอะไร ตอนแรกคิดว่าจะให้ผมเป็นวิทยากรอย่างเดียว และหาคนมานั่งฟังอย่างเดียว แต่ว่าไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าวิทยากรต้องทำเองทุกอย่างเลยแฮะ ทั้งเรื่องจัดหาสถานที่ เรื่องหาอาหารว่าง เรื่อง ฯลฯ โดยทุกอย่างมารู้กันวันสุดท้าย

ไม่พอ คนที่ฝากให้ไปประชาสัมพันธ์ ก็ดันลืมซะอีก แต่ว่าก็ยังพอแก้ปัญหากันได้ ด้วยกันโทรตามๆ กันมาเรื่อยๆ สุดท้ายได้คนที่คิดว่าจะมาแน่ๆ หลายคนล่ะ ด้วยสัญญาปากเปล่า และคิดว่าตัวเลขน่าจะเป็นตามเป้าอย่างน้อยที่สุด

แต่ว่าทำไมกัน พวกที่สัญญาปากเปล่า ไม่โผล่หัวมาเลย ไม่มีการบอกเลยด้วยซ้ำไป ความรับผิดชอบต่อคำพูดตัวเองมันหายไปไหน? พวกที่น่าจะมาแน่ๆ และควรเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งด้วยซ้ำไป มันหายหัวไปไหนหมด?

ดีแต่ปากกันทั้้งนั้น

แบบนี้ผมจะช่วยทำไปทำไมวะ เหนื่อย และผมควรรับผิดชอบงานนี้ยังไงดีก็ไม่รู้เหมือนกัน มันแกลบมาตั้งแต่ต้นแล้วล่ะ

รับปากไปแล้ว ทำได้แค่ไหนก็ต้องทำ ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ให้มันเสียเวลาหรอก ว่าไม่ตื่น ว่านอนดึก ว่าโน่นนี่ โดยเฉพาะคนใน lab ผม เพราะว่าผมเองก็อยู่ seminar กับพวกคุณถึงตีหนึ่งกว่า กลับบ้านกว่าจะนอนก็ตีสามเหมือนกัน ผมยังมานั่งรอแต่เช้าได้ งานการอื่นๆ ผมก็เยอะแยะ

ความรับผิดชอบน่ะ มันมีกันบ้างไหม? มันหายไปไหน? หรือว่ามันไม่เคยมี?

คนกลุ่มที่ผมโกรธที่สุด คือ คนในองค์กรผมเอง คนที่ผมทำงานด้วยและคิดว่าน่าจะช่วยให้ผ่านงานนี้ไปได้ด้วยดี

เข็ดแล้วครับ และคงจะไม่คาดหวังอะไรกับพวกคุณอีก ขอบคุณมากที่ให้บทเรียน

และ … อย่าว่างั้นงี้เลยนะ ผมไม่ให้อภัยครับ

เอา “ความดี” มา Entrance?

Sunday, December 16th, 2007

ฟังข่าวเมื่อวันก่อนแล้วสะดุ้งโหยง ว่าจะมีการเอาคะแนนความดีมาใช้ในการเข้ามหาวิทยาลัย โดยอาจจะเริ่มใช้เร็วถึงปีหน้าเลยทีเดียว ลองอ่านเพิ่มเติมจาก

MCOT News - นำร่องใช้คะแนนความดีเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้า

อ่านแล้วก็ยังเกิดข้อสงสัยหลายอย่างด้วยกัน กลัวว่ามันจะเหมือนกับประเด็นการประกันคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา หรือว่าการใช้​ GPA ในการเข้ามหาวิทยาลัย ที่สุดท้ายก็มีปัญหาในเรื่องการควบคุมคุณภาพ

ผมไม่ได้ต่อต้านแนวคิด (concept) แต่ว่าผมกลัวปัญหาเรื่อง implementation ของ concept มากกว่า เพราะว่าเราคงจะเห็นและรู้กันจนชินแล้ว

ความดีจะวัดกันออกมาเป็นคะแนนอย่างยุติธรรมได้ยังไง? จะมีการแจกคะแนนแบบเฝือหรือไม่? จุดยืนของโรงเรียนหลายโรงเรียนในประเด็นนี้คืออะไร? จริงๆ ก็ยังมีอีกเยอะ

ในบทความ (ตัวข่าว) มีการพูดถึงกรณีศึกษาของจังหวัดนครปฐม โรงเรียนในท้องถิ่นกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำให้เข้าใจเพิ่มขึ้นหน่อยนึง ว่ามันเป็นเรื่องของการบริการสังคมและการบำเพ็ญประโยชน์ ตลอดจนการทำกิจกรรมของนักเรียน ซึ่งจะกลายเป็นคะแนนความดี และมีผลต่อการนำมาเข้ามหาวิทยาลัย

ก็ชัดเจนขึ้น เหลือแต่เรื่องมาตรฐาน ซึ่งคงต้องใช้เวลาหลายปีมากๆ อยู่ดี และก็น่ากลัวเรื่องการปล่อยคะแนน หรือว่าการยัดเยียดและอ้างสิ่งที่ไม่เป็นจริงหรือไม่มี ให้มันมีอยู่ดี……

ปัญหาการศึกษา ยิ่งว่ายิ่งลึกครับ ….. ผมคงไม่เขียน blog เรื่องนี้บ่อยนัก เพราะว่าเขียนมาบ่อยแล้ว เอาไว้มีประเด็นจริงๆ จะเขียนให้อ่านเต็มที่แน่นอน

ฟังไม่ได้ศัพท์ + ความไม่รู้… (ต่อเอาเอง)

Monday, December 10th, 2007

คนเรา บางทีเวลาที่ไม่รู้อะไรแต่ว่าทึกทักไปว่ารู้ แล้วเอาพูดๆ ต่อ เนี่ยมันแย่จริงๆ แฮะ

วันนี้ได้ยินมาจากคนที่ทำงานด้วย ว่ามีคนโทษผมด้วยว่ะ ว่าผมเป็นต้นเหตุของการไม่เสถียร (หรือเรียกเป็นภาษาง่ายๆ ว่า​ “เน่า”) ของอินเทอร์เน็ตในมหาวิทยาลัย

เพราะว่าผมไป “ดูดอินเทอร์เน็ต” ไว้ และก็ได้บอกด้วยว่า ผมเคยทำให้เค้าดู

จะ debunk กันตรงนี้ก็คงจะใช่ที่ แต่ว่าสิ่งที่ผมทำน่ะนะ ไม่มีอะไรมากหรอก อย่างมากก็ใช้ wget ไปเรียก website ที่จำเป็น มาเก็บไว้ในเครื่อง ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า request ไปที่ HTTP server​ ธรรมดา เพียงแต่ผลไม่ได้แสดงที่ browser แต่ว่ามาเอาเก็บไว้เป็นไฟล์ในเครื่อง เท่านั้นเอง

เดี๋ยวนี้เครื่องมือเหล่านี้ก็มีเยอะแยะไป เช่น ​Yojimbo และจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่กว่าการทำงานใน Off-line mode ของพวก browser เท่าไหร่ ที่จะพึ่งพา cache หรือว่าข้อมูลที่ดูดมาแล้วในเครื่องตัวเอง

ซึ่งก็ไม่ได้หนักอะไรมากกว่าการเล่นเน็ตด้วย browser และไม่ได้หนักกว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตปกติเลยแม้แต่น้อย (ยกเว้นแต่ผมจะทะลึ่งไปดูดผลลัพธ์ทุกตัวที่ google มันค้นมาได้จาก query หนึ่งๆ แบบ recursive หรือว่าไปดูด youtube แบบ recursive ซึ่งก็คงจะไม่มีใครฉลาดไปทำแบบนั้น)

จริงๆ มันค่อนข้างจะเบากว่าด้วยซ้ำ ในกรณีที่ต้องใช้งาน documentation (API reference) เพราะว่ามันต้องเปิดหน้าเดิมซ้ำไปซ้ำมาบ่อยมากๆ (ใครมันจะไปนั่งจำ syntax ของทุก function ทุก method ใน API ทุกตัว?) และ ไม่ใช่ทุก API มันจะมี Off-line doc ไว้ให้ download ไปใช้เลย (จะเป็น tar-ball หรือว่า zip หรือว่า PDF ก็แล้วแต่)

อ่อ อีกอย่างนะ ถ้าผมเป็นคนดูแล proxy นะ ผมคงจะต้องทำแบบนั้น เพื่อที่จะ cache หน้าที่มีการ request บ่อยๆ ไว้ที่ proxy ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เน็ตมันเร็วขึ้น (เพราะว่าไม่ต้องไป request ต่อข้างนอก) ซึ่งถ้าผมเป็นคนดูแล และมีการ cache ที่ proxy ที่ฉลาดหน่อยล่ะก็ เน็ตมันจะเร็วขึ้น ไม่ใช่เน่ามากขึ้น ซึ่งอันนี้พวกน้องๆ ที่เรียน com-sci หรือว่า ​IT มันน่าจะเข้าใจไม่ยาก

มันตลกตรงที่ คนที่ไม่รู้ และ no idea เรื่องพวกนี้ กลับเชื่อด้วยแฮะ ไม่พอ ดันเอาไปพูดกันต่อด้วย และที่น่าตลกกว่านั้น ก็คือ บางคนก็ดันเป็นคนที่เรียน com-sci/IT น่ะแหละ พวกนี้ยิ่งแย่ เพราะคิดว่าตัวเองรู้ ตัวเองมี idea และตัวเองเข้าใจถูกต้อง และที่แย่ก็คือ พวกนี้จะมี creditability อะไรบางอย่างเวลาไปพูดกับคนอื่น (ที่ไม่ได้เรียนหรือว่าทำงานด้านนี้)

ผมพยายามนะ ที่จะแก้ความเชื่อสาธารณะที่มันผิดๆ เหล่านี้ทิ้งไปบ้าง แต่ว่ามันคงจะยากเกินความสามารถที่ผมจะไปแก้ล่ะครับ เพราะว่าไอ้ความเชื่อผิดๆ เนี่ย มันเชื่อตามกันง่ายเหลือเกิน เพราะว่ามันไม่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานอะไรทั้งนั้น แค่พูดให้มันเข้าๆ แก๊บหน่อย คนก็เชื่อกันแล้ว โดยไม่ต้องมีหลักการอะไรอ้างอิงหรือว่ารองรับทั้งนั้น

ถามจริงเหอะนะ ไอ้คนพูดเนี่ย มันเคยไปดู traffic ในมหาวิทยาลัยหรือเปล่า เคยไปดู log พวกนี้บ้างมั้ย ว่ามันมี activity อะไรบ้าง

ผมก็เซ็งเหมือนกันนะ ที่เน็ตเวิร์กที่สถาบันวิจัยและพัฒนามันไม่ค่อยจะเวิร์ก มันติดๆ ดับๆ และผมก็เสียงานเสียการ ผมก็เคยคุยกับคนที่เค้าดูแลด้านนี้โดยตรง ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่และระดับเจ้าหน้าที่มาเยอะ เรื่องประสิทธิภาพและเรื่อง traffic ของเน็ตเวิร์กในมหาวิทยาลัย ตลอดจนเรื่องข้อจำกัดในการเข้าถึง

และเวลาที่มีปัญหาอะไร และทางเจ้าหน้าที่บอกมาว่าปัญหามันอาจจะเกิดมาจากการใช้งานบางอย่างของทางผม (และทีมงาน) ก็พยายามแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะว่าไม่อยากเป็นปัญหากับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะกับทรัพยากรสาธารณะอย่างเช่นอินเทอร์เน็ต

สรุป: เหนื่อยแฮะ

เศร้าใจ

Thursday, October 4th, 2007

อ๊ะๆ อย่าคิดว่าเรื่องเดิมๆ นะ คนละเรื่องๆ :-D

ดูกระทู้ forum C/C++/VC/MFC ที่ thaidev.com แล้วเศร้าใจยังไงก็ไม่รู้ …. (เข้าไปดูก็จะรู้ว่าเรื่องอะไร … )

ทั้งๆ ที่น่าจะชินได้แล้วนะ หรือว่าเพราะว่าช่วงนี้มันเริ่มปิดเทอม ต้องส่งงานมากขึ้น พวกที่พอกๆ หางหมูมานาน ก็เลยรีบ post ถามกันมากมายก็ไม่รู้

เมื่อก่อนคงจะเข้าไปบ่นๆ สอนๆ บ้างล่ะนะ (แต่ว่าไม่ค่อยจะให้ code ล่ะ ส่วนมากถ้าจะช่วยก็จะให้ post code มา แล้วช่วยบอกตรงที่ผิดมากกว่า)… แต่ว่าตอนนี้ มันเริ่มจะซ้ำซาก ก็เลยนั่งปลงซะมากกว่า แต่ว่าพักนี้มันเยอะหน่อยอ่ะ ก็เลยเศร้ามั้ง

อ่อ .. แล้วใครที่เล่น thaidev.com นะ ปกติเวลาผม post ที่นั่นจะใช้ชื่อว่า rp

นับถอยหลัง Boot Camp Beta

Monday, October 1st, 2007

Apple ได้ ออกโรงเตือน ผู้ใช้ Boot Camp ว่าซอฟต์แวร์รุ่นทดลอง (beta) ตัวนี้ได้หมดอายุลงไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้​ (30 กันยายน) สำหรับ Boot Camp รุ่น 1.2 หรือก่อนหน้า โดยที่เมื่อหมดอายุแล้วจะไม่สามารถใช้งาน Boot Camp Assistant ได้อีกต่อไป

To continue using Boot Camp Beta for Microsoft Windows on your Intel-based Mac, you’ll need to update to Boot Camp Beta 1.4, until Mac OS X 10.5 Leopard is available.

อันนี้ confirm เพราะว่าเครื่องผมลงไว้เป็น 1.2 เท่านั้น (แต่ว่าไม่เคยใช้เลย)

สำหรับรุ่นหลังจากนั้น (ถึง 1.4) ทาง Apple ก็ได้บอกว่าจะยังคงทำงานต่อได้อีกสักพักจนกว่า Leopard (ซึ่งจะมี Boot Camp ตัวจริง) จะออกมาในเดือนนี้ ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ทาง Apple ก็ได้บอกว่าการที่จะใช้งาน Boot Camp ต่อไปนั้นจะต้อง upgrade เป็น Leopard จาก statement นี้นะ

To continue using Boot Camp at that time, upgrade to Mac OS X 10.5 Leopard.

เอาล่ะสิ ท่าทางจะเป็นเรื่องแฮะคราวนี้ ไม่รู้จะโดนอะไร ไม่รู้จะมาไม้ไหน แต่ว่าตอนนี้ผมไม่เดือดร้อนนะ เพราะว่าก็ไม่ได้ใช้ Windows อยู่แล้วด้วย (แบ่ง partition เผื่อไว้ตั้งนาน ว่าจะลงๆ ก็ไม่ได้ลงซักกะที ลงไปก็คงไม่ได้ทำอะไรมากกว่าเล่นเกม กับทดสอบพวกโปรแกรมบน Windows เพื่อเก็บข้อมูลในการทำงานล่ะมั้ง …)

แต่ว่าอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ยังไงอาจจะมี Boot Camp รุ่นสำหรับ Tiger ตัวเต็มออกมาให้ใช้งานก็ได้นะ (แต่ว่าอ่านจาก statement ของ Apple แล้วไม่อยากจะหวังอะไรมากแฮะ ยิ่งพักหลังๆ นี่ยิ่งเขี้่ยวๆ อยู่ด้วยกับเรื่องพวกนี้)

ทำไมผมรู้สึก negative กับ Apple พักหลังๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ ส่วนหนึ่งก็เข้าใจอ่ะนะ ว่า policy ส่วนมากมันก็ผูกพันกับการตลาด ธุรกิจ แล้วก็ผลประโยชน์ร่วมกัน (เช่นเรื่อง iPhone เป็นต้น) แต่ว่าเรื่องเล็กน้อยแบบ Boot Camp นี่ ทำไมถึงกับต้องให้ upgrade เป็น Leopard ทั้งๆ ที่ตอนนี้มันก็ยังทำงานได้ไม่ขัดข้องอะไร หรือว่ามันจะต้องไปใช้ feature อะไรที่ Leopard มันมีแต่ Tiger ไม่มี? อันนี้ไม่น่าใช่หนัก แล้วเพราะอะไร? คนอยากจะใช้ Leopard เต็มบ้านเต็มเมืองอยู่แล้ว คิดว่าไม่ต้องพยายาม force คนทุกครั้งที่มีโอกาส และทุก feature หลักที่ทำให้หลายคนยอมใช้ Mac อยู่ก็ได้นะ

แต่ว่าก็มองอีกแง่นึงแฮะ เพราะว่าคนที่แคร์กับ Boot Camp “ส่วนมาก” ย้ำ “ส่วนมาก” จะเป็นพวก switcher ที่อาจจะไม่ค่อยจะสนใจ OS X หรือเปล่านะ ก็เลยต้องหาเรื่อง force แบบนี้ ไม่งั้นอาจจะไม่สนใจ upgrade กัน ทำให้เสียโอกาสและ revenue?

แต่ช่างเถอะ … ยังมีเวลาเหลืออีกหน่อย ไว้ค่อยดูกัน

อ้างอิง: When does Boot Camp Beta expire?, Apple Support Article ID: 306583

บทความ กับ credit : หนังสือ 35 ปีคณะวิทย์ ศิลปากร

Sunday, September 2nd, 2007

เซ็ง(โว้ยยยยยย)

เขียนบทความลงหนังสือ 35 ปีคณะวิทยาศาสตร์ ม.ศิลปากร (ที่ทำงานปัจจุบัน) ทางคณะอยากได้บทความที่ออกแนว popular science คือ เขียนให้คนทั่วไปอ่าน ไม่วิชาการจ๋า เราก็เขียนให้ และก็เวียนให้คนในภาคช่วยกันอ่าน ช่วยกัน comment

พอมาพิมพ์จริงๆ ชื่อ คนเขียน หายซะงั้น ของอาจารย์ท่านอื่น ภาควิชาอื่น ทำไมมี ชื่อเต็ม และนามสกุล ของอาจารย์ผู้แต่งอยู่ด้วยครบถ้วน แต่ไม่บอกว่าเป็นอาจารย์ภาคไหนเสียด้วยซ้ำ

พอมาเป็นบทความของเรา ทำไมชื่อ รวิทัต ภู่หลำ มันหาย เหลือแต่ อาจารย์ประจำภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หว่า

เหมือนกับว่าอาจารย์ทั้งภาคช่วยกันแต่งเลยเนอะ

ปล. ดีนะ ที่ยังมี e-mail ของเราลงอยู่ด้วย ไม่งั้นคงไม่มี trace อะไรเลยจริงๆ

แต่ว่าเบื่อว่ะ ทำไมวะ เฮ้อ

ปล. ขอบคุณลูกศิษย์สองคน thitipat ที่เป็นคนสังเกต คนเจอ และ kiterminal ที่เป็นคนบอกผม

ทำนาบนหลังคน

Wednesday, August 29th, 2007

ประเทศมันถึงไม่เจริญ

พ่อค้าคนกลางร่ำรวย ชาวนายากจน โดนกดราคา
ครั้นจะไปขายเอง ก็ไม่รู้ตลาด ติดที่ว่าคนเค้า deal กันตรง ติดเจ้าที่เจ้าทาง ติดอิทธิพล
คนรับงานร่ำรวย คนทำงานยากจน โดนกดราคา
ครั้นจะไปรับงานเอง ก็ไม่รู้ตลาด บางทีคนเค้า deal กันตรง ติดเจ้าที่เจ้าทาง ติดระเบียบ

คนรับงาน 5 ล้าน ไปจ้างเค้าทำต่อ 1 ล้าน ตัวเองนอนเฉยๆ กินไป 4 คนที่ทำงานจริงเห็นเงินล้าน รีบฉวย ทำเลือดตากระเด็นตาย เหนื่อย

เหมือนกับสงคราม คนทำไม่ได้ตาย คนตายไม่ได้ทำ

เรื่องนี้ต่างกับ supply chain หรือว่าอะไรที่เป็น ecosystem ของระบบธุรกิจที่ win-win ไม่เอาเปรียบกัน(เท่าไหร่) ได้ส่วนที่ควรได้เสียส่วนที่ควรเสีย แต่ว่ามันเป็นเรื่องของการใช้อะไรก็ไม่รู้ คนกลางอยู่กับความไม่รู้ของคนอื่น ทั้งคนซื้อและคนขาย ซื้อ supply มาในราคาที่ถูก และโก่ง (อาศัยปากดี) ขายในราคาที่แพง

คนซื้อ คนทำ รับกรรม คนกลาง สบาย

To be continue …. ในประเทศไทยเนี่ยแหละ ต่อไปเรื่อยๆ

ปล. ทำไมจู่ๆ ผมต้องมาบ่นเรื่องแบบนี้หว่า

January 2009
M T W T F S S
« Dec    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031