ลอกกุญแจ ได้คะแนนเต็ม

จำได้ว่าตัวเองพูดประโยคนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับเพื่อน พูดกับลูกศิษย์ พูดกับพ่อแม่ พูดกับตัวเอง ทั้งพูดในที่สาธารณะ ทั้งพูดในที่ส่วนตัว ฯลฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน จนถึงวันนี้

ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง … ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้)

จนถึงวันนี้ที่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมก็ยังคงพูดประโยคนี้อยู่ และเจอเรื่องแบบนี้มากขึ้นๆ เจอคนที่ถูกฝึกฝนมาให้ชินกับการได้งานที่สมบูรณ์ งานที่เสร็จ ไม่ได้ทำเองนะ ลอกมา แต่ไปส่งแล้วทำเหมือนกับเป็นงานของตัวเอง โดยไม่ได้เข้าใจอะไรเลย มากขึ้น มากขึ้น

ไม่ขอพูดอะไรมากกว่านี้หรอกครับ ว่าเจออะไรมาบ้างเร็วๆ นี้ แต่มันมีหลายเรื่องมากกว่าเรื่องการส่งการบ้าน หรือว่าวิธีการทำการบ้านของนักศึกษา

ผมเชื่อว่า การบ้านไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ถูกหมดทุกข้อ แต่การบ้านมีไว้เพื่อฝึกฝน ฝึกประยุกต์ ฝึกแก้ปัญหา ฝึกฯลฯ … ไม่จำเป็นต้องทำให้ได้หมด หรือทำให้ถูกหมด แต่ต้องทำด้วยตัวเอง หรือถ้าจะให้คนอื่นช่วย ก็ต้องช่วยแค่ในขอบเขตที่ยังคงต้องทำเอง (เช่น ขอให้เพื่อนสอน แต่กลายเป็นว่า เพื่อนนั่งเขียนโปรแกรมให้ทุกบรรทัด แล้วนั่งพูดให้ฟังว่าบรรทัดไหนทำอะไร ตัวเองคอยจด คอยท่อง แบบนี้ไม่ถือว่าสอน แบบนี้ไม่ถือว่าทำความเข้าใจ หรือทำการบ้าน)

2009

ไม่ได้เขียน Blog มานาน และคิดว่าคงไม่ได้เขียนอีกนาน ไหนๆ เขียนแล้ว ก็ขอเขียน Year in Review ของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน แบบไม่เรียงลำดับนะ คิดอะไรออกก็เขียน และจะให้เวลาตัวเองในการเขียน Blog นี้แค่ 20 นาที เป็นอย่างมาก

  • ปรับตัวเข้ากับการบริหารงานแบบราชการๆ ได้มากขึ้น (แปลว่า ปลงตกมากขึ้น) การปรับแนวคิดให้เป็นแบบ Project-based มากกว่า Function-based หรือ Department-based คงเป็นได้แค่แนวคิด เพราะอย่างไรก็ตาม คนยังคิดแยกฝักแยกฝ่าย มากกว่าการช่วยกันทำงาน
  • งานองค์กร หลายอย่างคิด เริ่ม แต่ไม่เดินหน้า เพราะติดปัจจัยหลายอย่างที่คงไม่เหมาะที่จะเขียนลง Blog และเป็นปัจจัยนอกการควบคุม แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะ ความคิดที่ไม่เป็น Project-based หรือ Project-oriented ที่พูดเมื่อกี้น่ะแหละ
  • งานหลายอย่าง ที่เราเคยวาง priority ไว้ลำดับแรกๆ พอทำไปทำมา และหารือไปมากับหลายๆ ฝ่าย (ภายนอกองค์กร) กลับกลายเป็นว่า มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่า และผมเห็นด้วย ว่าสำคัญกว่าจริงๆ แต่ตอนแรกเรายังมองไม่เห็นงานพวกนี้มากพอ เข้าใจมันดีพอ ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นว่าต้องจัดลำดับความสำคัญของงานใหม่ งานบางตัวที่เริ่มไว้ ก็ต้องถูกลดความสำคัญลงไป
  • ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะทำงาน 10 ตัวพร้อมกัน โดยทุกตัวเป็น Top-priority ไม่ได้หรอกครับ ยังไงๆ ก็ต้องตัดให้มันเหลือแค่ 2 ตัว และตัวนึงเป็น A-Must และอีกตัวเป็น Nice-to-have ถึงจะทำงานได้ ถ้าทุกตัว Top-priority หมด แบบนี้ยังไงก็ทำงานไม่ได้ครับ
  • สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะพบกันระหว่างทางครับ และผมเองก็กำลังหาจุดที่อยู่ “ระหว่างทาง” นั้นอยู่ ว่าเรื่องไหน จุดไหนถึงจะเหมาะสม ซึ่งก็คงไม่มีจุดตายตัว จุดที่เหมาะสมที่สุด ฯลฯ อะไรทำนองนั้นแน่นอน
  • แต่คนในองค์กรหลายคนดีครับ ทำให้ยังมีใจทำงานให้มหาวิทยาลัยอยู่ได้ (ย้ำนะครับ ทำงานให้มหาวิทยาลัย)
  • เป็นปีที่ซวยพอสมควร มีเรื่อง Drama เกิดขึ้นเยอะหน่อย ไหนเลยจะโดนทุบรถ และอื่นๆ อีกพอควร จะสิ้นปีอยู่แล้ว ก็ยังไม่จบเรื่องจบราว
  • ถ่ายรูปน้อยลงมากๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง พอคอมพิวเตอร์หายไป รูปที่ชอบๆ ที่คิดว่าถ่ายได้ดีๆ สวยๆ มันหายไปหมดเลย (เพราะว่าไม่ได้ Backup รูปไว้) เลยหมดกำลังใจไปพักนึง และก็ไม่สามารถหาเวลาถ่ายรูปได้เหมือนเดิม (และไม่ค่อยกล้าพกกล้องไว้ในรถ “เผื่อมีโอกาสถ่าย” เหมือนเดิม)
  • แต่ก็ยังดี ที่งานที่ทำเล่นๆ ขำๆ เกิดพอจะได้เรื่องได้ราว ถ้าใครยังไม่ทราบ รบกวนดูที่ i sure, i cheer, i hear, i am petdo!
  • จากข้อเมื่อกี้ ขอบคุณน้องๆ ทีมงาน Urchin Image นะ ที่ทำให้โลกมันน่าอยู่ขึ้นบ้าง สำหรับพี่ ไว้หมดวาระ หมดเวรหมดกรรมในปัจจุบันเมื่อไหร่ พี่จะไปช่วยงานที่บริษัทเต็มตัวนะ หวังว่าคงจะอยู่กันถึงวันนั้น
  • ปลงตกมากขึ้นกับนักศึกษา การศึกษา และการเรียนการสอน
  • แต่อย่างน้อยๆ งานหลายๆ อย่างที่เคยคิดว่าจะเริ่มทำ ก็ได้เริ่มทำแล้ว และก็ทำเรื่อยๆ น่ะแหละ ไม่ได้คิดว่าจะเสร็จเมืิ่อไหร่ ตอนนี้ก็มีหนังสือ Rails ที่สุดท้ายก็คงปล่อยฟรี ไม่เขียนขาย เพราะว่าตัวเองก็อ่านโน่นนี่ฟรีๆ บนเน็ตมาเยอะ ไม่ได้กะจะรวยอะไรกับเรื่องนี้อยู่แล้ว และไม่ชอบ ไม่ถนัด กับการเขียนอะไรแบบเป็นทางการมากเกินไป
  • อ่อ iPhone Developer Camp ที่กรุงเทพ ก็ยังไม่ได้ทำสักที หวังว่าคงจะได้ทำบ้าง หลังปีใหม่ เพราะว่าอยากจะให้มันต่างจาก iPhone Training ที่ไปทำที่ Software Park ภูเก็ตบ้าง
  • มีไอเดียทำ iPhone App เยอะแยะเลย แต่ไม่ทำ ไม่่ใช่ไม่มีเวลา แต่เพราะเครียดจากเรื่องอื่น และหมดแรงจะไปลงกับมัน ตอนนี้อยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อตอนปี 2001-2004 มากๆ ที่ตอนนั้น เวลามีเรื่องเครียด จะเขียน code แก้เครียด … เป็นช่วงที่ productivity สูงที่สุดในชีวิต
  • แต่ว่า Cocoa Touch เป็นเฟรมเวิร์กที่สวยมากนะ ถ้าอยู่กับมันทั้งวันได้โดยไม่ต้องยุ่งกับอย่างอื่นเลยก็ดี อิจฉาหลายๆ คนที่สามารถใช้ชีวิตแบบนั้นได้
  • ดูหนังน้อยลงมากๆ และไม่ได้เขียนรีวิวหนังเลย มีหลายเรื่อง ที่จริงๆ ก็อยากจะเขียนถึง ถึงจะเป็นหนังที่เก่าหน่อย (เช่น Batman: Dark Knight) แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ไม่เขียน ขี้เกียจมั้ง
  • กลับมาเรื่องเรียนเรื่องสอน ปีนี้ภาษาที่ใช้ หวยออกที่ Scheme เป็นหลักและ Ruby (เล็กน้อย) ก็คงจะแทรกๆ พวก Linux อะไรพวกนี้ลงไปบ้าง ตามสมควร คงไม่มีภาษาอะไรที่ syntax มันไม่ยุ่งยาก และ uniform ทั้งภาษา ได้เท่ากับ ​Scheme แล้วมั้ง
  • เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนเหรอ? ย้ำอีกครั้ง ว่าปลงแล้วล่ะครับ
  • Archievement เล็กน้อยส่วนตัว …​ ในที่สุด ก็หาวิธีอธิบาย Higher-Order Function ได้แบบเนียนๆ และเป็นธรรมชาติมากๆ ได้แล้ว
  • โปรเจคเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายรูปหลายโปรเจค มีสถานะเป็น “ยังไม่มีการดำเนินการ” หรือ “หยุดกลางคัน” หรือ “ล้มเลิก” เช่น คนเล่นกล้อง วันละรูป ซึ่งตอนแรกจะทำเป็นเว็บแอพพลิเคชัน ส่วน Photographic Project ที่ทำอยู่หลายตัว ก็ค้างไปเฉยๆ เพราะว่ารูปหาย หมดแรงถ่ายใหม่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มๆ กลับมาถ่ายบ้างแล้ว ได้รูปถูกใจบ้าง แต่ยังไม่มี Keeper หรือรูปแบบโคตรๆ ได้อารมณ์ หรือ Decisive Moment เท่าไหร่
  • นั่นสิะ Blog ก็แทบไม่ได้เขียน
  • แก่ลงเยอะนะเนี่ย ขับรถเยอะๆ เดินทางไกลๆ แล้วร่างกายงอแง
  • เวลาอากาศเปลี่ยน ก็จะชิงไม่สบายเป็นคนแรกๆ ขององค์กรเลยซะด้วยซ้ำ
  • บ่นน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด เน็ตช้า บริการห่วย ฯลฯ เรื่องต่างๆ ที่เคยบ่นเวลาไปที่โน่นที่นี่ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าปลง อีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะเข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องธรรมชาติของคน เรื่องฯลฯ
  • กินข้าวน้อยลงเยอะ …. ส่วนมากตอนนี้เหลือแค่วันละมื้อ คือ มื้อเย็น ไม่รู้อยู่ได้ยังไงเหมือนกัน แต่มันเกิดอาการเบื่ออาหาร และไม่ค่อยอยากจะกินอะไรเท่าไหร่ ใน 5 วันทำงาน จะกินข้าวเที่ยงกับเค้าอยู่ประมาณวันสองวันเท่านั้นแหละ
  • เรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับผมก็คือ …. เดี๋ยวนี้ผมเริ่มต้นสัปดาห์ ด้วยการถามหาวันศุกร์ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้เลยในชีวิต เคยแต่อาทิตย์นึงมี 7 วัน ก็ทำงานมันซะเต็มๆ และไม่เคยคิดว่าเหนื่อย ไม่เคยคิดว่าอะไรทั้งนั้น คิดแต่ว่า “สนุก”
  • ถ้ากลับไปเป็นนายตัวเอง เต็มๆ ตัวอีกครั้ง … จะดีขึ้นหรือเปล่านะ?

เฮ้อ … ทำไมมีความรู้สึกว่า 30 ปีผ่านไป ชีวิตมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่ ยังไงก็ไม่รู้ … entry นี้คงเขียนแค่นี้แหละครับ พบกันใหม่ สวัสดีครับ


(ภาพจาก iampetdo.com ตอน “ขอ report”)

เหนื่อย

เหนื่อยครับ ทุกวันมีแต่เรื่องเหนื่อยๆ อะไรก็ไม่รู้ หลายอย่าง มากมายเกินไป

ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อัพเดท blog นี้มานาน จนไม่รู้ทุกวันนี้ยังจะมีคนอ่านมันอยู่หรือเปล่า และพออัพเดททีหนึ่ง ก็เอาเรื่องบ่นๆ มาอัพเดทกัน

แต่ครั้งนี้ผมไม่รู้จะบ่นอะไร นอกจากบอกว่า “เหนื่อย”

เหนื่อยกับหลายอย่างครับ เหนื่อยกับปัจจัยแทบทุกอย่างที่มันนอกเหนือการควบคุมของผมเองทั้งสิ้น ผิดเองครับที่เอาชีวิตไปยุ่งกับปัจจัยเหล่านี้

ขอใช้พื้นที่บนเว็บไซต์นี้ บ่น ระบาย และจบกันไป

“เกรด” “งาน” “ประสบการณ์”

ไม่ได้เขียน blog นานมาก …​ พักหลังๆ ไปอยู่ใน twitter ซะมากกว่า

วันนี้ก็บ่นใน twitter อีกน่ะแหละ แต่ว่าบ่นต่อกันเป็นเรื่องเป็นราวหน่อย ขอ copy & paste มาแปะไว้ที่นี่ด้วยก็แล้วกัน .. แต่ว่ามันอาจจะอ่านไม่ค่อยต่อเนื่องนะ เพราะว่าต้อง post ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษร (bullet ละ tweet)

  • เจอเรื่องเซ็งๆ กับ comment/remark เซ็งๆ อีกล่ะ
  • วันนึงน้องๆ นักศึกษาที่รักจะเข้าใจครับ ว่า “เกรด” มันไม่มีความหมายอะไรหรอก “ประสบการณ์” ที่ได้จากการทำงานต่างหากที่มันมีความหมาย
  • ดังนั้นถ้าน้องๆ ได้ A มาง่ายๆ และไม่ได้ประสบการณ์ แนวคิด และทัศนคติอะไรมาเท่าไหร่ มันไม่มีค่าเท่ากับ C ที่ได้มาพร้อมกับความคิด ประสบการณ์
  • เรื่องพวกนี้ “บริษัท” “ลูกค้า” “งานจริง” “ภาคเอกชน” “ภาคอุตสาหกรรม” ทราบดีมานานแล้ว
  • คิดว่า “สัมภาษณ์งาน” และ “การทำงานจริง” นี่ เค้าใช้เกรดทำงานกันเยอะแค่ไหนกันเชียว
  • คิดบ้างมั้ย ต้องวิเคราะห์งานให้ลูกค้า ทำระบบให้ลูกค้า ดีไซน์ usability ให้ระบบลูกค้า …. ทำได้ห่วย จะอ้างอะไร? “หนูได้ A มานะคะ” เหรอ?
  • ไม่พอๆ มีอีก ยิ่งเกรดดี งานห่วย ยิ่งทำให้เกรด จากคณะวิชา หรือมหาวิทยาลัยนั้นๆ “ไร้ค่า” ในสายตาลูกค้าคนนั้น และ/หรือ บ. ที่รับไปทำงาน
  • เหมือนกับที่ อ. มหาลัยทุกวันนี้ ไม่ดูเกรด ม.ปลาย ของเด็กจาก “หลายโรงเรียน” เพราะว่ามัน “ไร้สาระ” บอกอะไรไม่ได้
  • อีกอย่าง ที่ผมเคยบอกไปน่ะแหละ “เกรด” น่ะ มีกี่วิชากัน กี่แห่งกัน ที่จะใช้ metric ตัวเดียวกับภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม บริษัท ลูกค้า?
  • ก็วิธีวัดผลมันต่างกัน จะไปบอกอะไรได้ดีแค่ไหนเชียว? เผลอๆ ยิ่งจะให้ผลตรงข้ามด้วยซ้ำ
  • เช่น ถ้าผมจะวัดประสิทธิภาพ DB … เอา Compiler ที่ดีที่สุดมาวัดผลในฐานะ DB รับรองได้คะแนนห่วยที่สุด
  • เพราะว่า DB ที่ดี ใส่อะไรเข้าไป ต้องออกมาแบบนั้น แต่ Compiler จะแปลงหมดเลย … ว่างั้นเถอะ

ไม่ได้บอกว่าวิธีการวัดผลมันไม่ดี หรือว่าต้องทำลายระบบเกรดทิ้งหรอกนะ เพียงแต่อยากจะบอกกับน้องๆ นักศึกษาแค่นั้น ว่าอย่าไปยึดติดกับเกรดมันมากเกินไป

ไม่ต้องมาอ้างมากมายหรอก ว่า “กลุ่มอื่นเค้าแจก A กันเยอะเลย” หรือว่า “ม.อื่นเค้าแจก A กันเยอะเลย” ฯลฯ มันไม่มีบรรทัดฐาน มาตรฐานกลางอะไรอยู่แล้ว

แต่อย่างน้อยๆ ผมไม่เคยทำงานสองมาตรฐาน ผมสอบทุกกลุ่มด้วยมาตรฐานเดียวกันหมด ก็แล้วกัน

ปัญหา ความเคยชิน “ก๊อปโค๊ดมาแก้” #2

สืบเนื่องจาก entry ที่แล้ว

ทำไมรู้สึกว่านับวันยิ่งเจอกรณีที่ confirm ความรู้สึกแย่ๆ กับเรื่องนี้ก็ไม่รู้ … แล้วคนที่ทำให้เราต้องมาหงุดหงิดกับเรื่องแบบนี้ก็นะ ทำไมถึงไม่พัฒนาอะไรเลยก็ไม่รู้

แต่วันนี้หายหงุดหงิดแล้วล่ะ ปลงแทนดีกว่า ….. ว่าแล้วก็ไปถ่ายรูปเล่นดีกว่า ผ่อนคลาย คลายเครียดกันดีกว่า

อ่อ ถ้าน้องๆ เข้าใจ แล้วมานั่งคิดอะไรกับมันหน่อย นั่งวางแผน นั่งคิดและวาดความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ เอาเรื่องพื้นฐานทั้งหมดให้มันเวิร์คก่อน แล้วค่อยมานั่งดูเรื่องเทคนิคว่าจะเอาอะไรมาใช้ แล้วค่อยๆ เอามาประกอบร่าง มันจะง่ายมาก เรียกว่าไม่นานก็จะเรียบร้อย

แต่ว่าถ้าทำกลับกัน คือ ไปทำตามเทคนิคเฉพาะเรื่องก่อน แล้วค่อยพยายามแก้ไขพื้นฐานให้รองรับสิ่งที่ตัวเองต้องการทีหลัง มันจะยากกว่ากันมาก … แต่ว่ามันจะเหมือนกับว่า “ได้ผลเร็ว” เพราะว่าสิ่งที่ทำให้ได้ผลเฉพาะอย่าง และเห็นผลเฉพาะอย่างเนี่ย มันคือเรื่องเทคนิค

แต่นั่นก็เลยทำให้ทุกอย่างยากขึ้น และคุณต้องแก้ไข Model พื้่นฐานของระบบ ในลักษณะ Hack หรือ Workaround มากขึ้น และถึงจุดหนึ่งมันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างมันซับซ้อนมากขึ้น และการนำเอาเทคนิคอื่นๆ เข้ามาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อื่นๆ ในงาน มันจะยากขึ้น และพบปัญหามากขึ้น และจุดนี้เองที่น้องๆ มักจะเริ่มเจอปัญหาชัดๆ และมักบอกว่า

เอาไอ้นี่มาใช้แล้วมีปัญหาครับ/ค่ะ

ซึ่งจริงๆ ปัญหาที่แท้จริงคือ พวกน้องไม่ได้เริ่มจากพื้นฐานตั้งแต่แรกน่ะครับ คือ ไม่ได้วางหรือคิดระบบตั้งแต่พื้นฐาน พอจะทำอะไรก็เลยยากไปหมด และมีปัญหาโผล่มาได้ทุกที่ เพราะว่ามันเป็นการทำโปรเจคจาก “นอกเข้าใน” ไม่ใช่การพัฒนาจาก “แก่น” ของระบบเลย

ดังนั้นนะครับ น้องๆ ช่วยดูพื้นฐานให้ดีนะครับ สิ่งที่ผมเห็นน้องๆ แทบทุกคนพลาดง่ายๆ ก็คือ การที่มองข้ามพื้นฐาน ไม่ให้เวลาและความสำคัญกับมัน แต่ว่าข้ามไปที่เทคนิคเลยเนี่ยแหละครับ

ล่องลอย …. เคว้างคว้าง … กลางทะเล

“ปล่อยไปตามลมเลย” เพลงเก่าๆ ของวงเก่าๆ ดังก้องอยู่ในหู ตั้งแต่ต้นเพลง

ล่องลอยไปไกลความจริง ทิ้งมันเสียความทรงจำ ปล่อยมันไปตามเวรกรรม เรื่อยไป

และท่อนสร้อย

ปล่อยไปตามลม จะพัดพาเราไป จะไปไหนก็แล้วแต่สายลม

วันนี้ประชุมสภามหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก ได้ฟังทัศนคติจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ได้แนวคิดที่สำคัญต่างๆ มากมาย ที่จริงๆ น่าจะถือว่าเป็นการ “เรียกสติ” ภาคการศึกษา และ “เรียกสติ” มหาวิทยาลัย ไม่เพียงแต่ศิลปากรเท่านั้น แต่ว่าหลายๆ ที่อีกด้วย

ผมไม่แน่ใจว่าผมควรจะเอาเรื่องนี้มาเขียนในนี้หรือเปล่า เพราะว่าเป็นการพาดพิงถึงสภามหาวิทยาลัย แต่ว่าสิ่งที่ผมจะเขียนข้างล่างนี่ ไม่เกี่ยวกับการประชุมนี้ แต่ว่าเป็นความคิดของผมเอง จากสติส่วนหนึ่งที่ได้จากการไปเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมครั้งนี้

การขับเคลื่อนภาคการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ในความรู้สึกของผม มันคือ “แพ” ใหญ่ๆ ที่กำลังลอยไปตามกระแสน้ำเรื่อยๆ น้ำแรง ก็ไปเร็ว น้ำเอื่อย ก็ไปช้า แพนี้มีพื้นที่ใหญ่มากพอให้ทุกคนอยู่กันอย่างสบายตามอัตภาพ ติดเกาะติดแก่งติดสันดอน ก็ช่วยๆ กันแก้ๆ ไปเป็นคราวๆ โดยคนที่อยู่ใกล้ๆ ขอบแพตรงที่ติด คนทั่วไปที่อยู่กลางแพ ไม่ได้รู้สึกรู้สารู้อะไรด้วยเลย

“แพ” ไม่เหมือนเรือ มันไม่มี “หัวแพ” เหมือนที่มี “หัวเรือ” ที่อยางน้อยให้เราได้รู้ว่ามันกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน แพนี้อาจจะกำลังหมุนคว้างๆ อยู่กลางแม่น้ำ ที่เหมือนจะไหลไปข้างหน้าก็ได้ใช่หรือไม่ เราไม่สนใจ

เราไม่เคยสนใจว่า แม่น้ำนี้ กำลังไหลไปที่ไหน หรือว่าแม้แต่มันกำลังไปไหนจริงๆ หรือเปล่า เราไม่เคยสนใจว่ามันไหลมาจากที่ไหน มันไหลผ่านอะไรมาบ้าง เราอยู่บนแพ เท่านั้น … เราอาจจะกำลังอยู่บนมหาสมุทร เวิ้งว้าง ว่างเปล่า ไม่ได้ไปไหนทั้งนั้น … มันแค่วนไปวนมา ตามกระแสคลื่นในท้องทะเล เท่านั้นเอง

com_cc_1.001-001.jpg

(ภาพจาก presentation หนึ่งของผม ให้กับศูนย์คอมพิวเตอร์ ม.ศิลปากร ในวันรับตำแหน่งผู้อำนวยการ)

เราจึงไม่เคยมองถึง Road Map เราจึงไม่เคยมองเห็น The Road Ahead … เราไม่เคยสนใจ

ที่สำคัญกว่านั้น ถ้าเป็นที่ๆ เราแทบไม่เคยไป หรือไม่มีใครเคยไปมาก่อน ไม่มีเส้นทางน้ำ ไม่มีถนน ไม่มีอะไรทั้งนั้น เรามักจะปิดกั้นตัวเอง ด้วยคำว่า “ไม่มีทางเดิน” แล้วก็ปฏิเสธต่างๆ นานา หาเหตุหาผลต่างๆ นานา เพื่อบอกว่า ไม่สามารถไปทางนั้นได้

เราแทบไม่คิดถึง “การบุกเบิกเส้นทาง” และ “การตัดถนน” เอาเสียเลย

com_cc_2.024-001.jpg

(ภาพจากอีก presentation ของผมเอง ในวันเดียวกัน)

มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะคณะวิชา และภาควิชา ที่สามารถเกาะกระแสนิยมของสังคมได้ อาจจะไม่ค่อยได้คำนึงถึงจุดนี้เท่าไหร่ เพราะว่าเราก็ยังคงรับนักศึกษาหากินกันต่อไปได้เรื่อยๆ ตราบใดก็ตามที่สังคมยังต้องการปริญญา เรายังขยายหลักสูตรต่อไปได้เรื่อยๆ ตราบใดก็ตามที่สังคมยังต้องการปริญญา

ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเราได้เตรียมตัวเตรียมใจให้นักศึกษารุ่นปัจจุบัน รับรู้กับความเป็นจริงขนาดไหน ว่าพวกเขาต้องเผชิญกับภาวะ “การตกงาน”​และ “การไม่จ้างงาน”​แค่ไหนเมื่อจบไป

เราคงไม่สนใจอะไรเท่าไหร่ เพราะว่าลักษณะหน่วยงานของเรา เป็นหน่วยงานที่เมื่อไหร่ก็ตามที่สังคมเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เรายิ่งสบาย ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า “ภาวะตกงานแฝง” …​ หางานทำไม่ได้ ก็เรียนมันต่อไปก่อน และแล้วเราก็ขยายกำลังรับ เปิดปริญญาโท กันต่อไปอย่างสนุกสนาน

ปัญหาแบบนี้ ทั้งหมดนี้ และมากกว่านี้ ผมเคยได้ยินอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน และท่านที่ผมรักและเคารพ ทั้งในความคิดและตัวตนของท่าน หลายต่อหลายท่าน บ่นให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก … ตัวเองบ่นเองก็เยอะ (ถ้าใครเคยฟังที่ผมพูดในงาน Blognone Tech Day 3.0 ล่ะก็ นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น)

แต่ว่าท่านเหล่านั้นสรุปให้ผมฟังอย่างน่าเศร้าใจว่า “ก็บ่นกันมาแบบนี้ ปีที่แล้วก็บ่นกันมาแบบนี้ ปีก่อนหน้านั้นก็บ่นกันมาแบบนี้ …​ ” และก็คงจะ so on and so on … และแล้วเราก็ผ่านมันไปปีต่อปี ปีหนึ่งผ่านไป ปีหนึ่งก็จะผ่านไปอีก

so on, so on, so on.

ล่องลอยไปไกลความจริง ทิ้งมันเสียความทรงจำ ปล่อยมันไปตามเวรกรรม เรื่อยไป

และท่อนสร้อย

ปล่อยไปตามลม จะพัดพาเราไป จะไปไหนก็แล้วแต่สายลม

เพลงๆ หนึ่งจากวงที่ไม่ค่อยจะดังเท่าเมื่อกี้ (วงนี้ไม่ดังเลย เพลงดังก็ไม่มี … แต่ว่าผมชอบเพลงนี้มาก ถึงขนาดจำเนื้อได้เกือบแม่น ได้ยินสมัยเด็กๆ — ดังนั้นถ้าผิดพลาดบ้างขออภัย) ดังขึ้นในหูผม

เวิ้งว้าง แสนไกล สุดสายตา สุดขอบฟ้า มองหาใครไม่มี
คลื่นลูกน้อย ล่องลอย ตามสายลมที่มี
เป็นอย่างนี้ สิ้นหวัง มาช้านาน
ล่องลอยไป ไร้จุดหมาย ในท้องทะเล
สิ่งที่หวัง คือไป ให้ถึงฝั่ง
หากวันนั้น ถ้ามี ดังที่หวัง
คลื่นน้อยคง มีหวัง เจอหาดทราย
แต่บางครั้ง คลื่นแรง ดังใจเร่าร้อน
แต่บางครั้ง คลื่นอ่อน น่าใจหาย
และบางครั้ง หมดแรง เช่นความตาย
ผลสุดท้าย เกยหาด จางหายไป
ตัวฉัน เคว้างคว้าง ใจกลางทะเล
จะหันเห ทางไหน ไม่เห็นฝั่ง
หากวันนั้น ถ้ามี ดังที่หวัง
แนบกายลง บนฝั่ง บนหาดทราย

กราบขอบพระคุณกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ท่านดวงสมร วรฤทธิ์ และท่านบุญชัย เบญจรงคกุล ที่ให้ข้อคิดดีๆ แก่มหาวิทยาลัยศิลปากรไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ

เครียด

เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด เครียด

กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง … เฮ้อ เรื่องที่มันเป็นเรื่องก็มีเรื่องให้เครียดมากมายพออยู่แล้ว มีเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เครียดอีก แย่จริง

ขอระบายหน่อยนะ ได้ copy-paste คำว่า “เครียด” ค้างนานๆ แล้วรู้สึกดีขึ้น (จริงเหรอ?)

สูตร

สิ่งที่พบบ่อยเวลาที่มีการนำเสนองานหรือว่าพูดถึงอะไรก็ตามที่มีแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) คนนำเสนอมักจะพูดกันว่า

“สูตร” (เช่น “เป็นไปดังสูตร” เป็นต้น)

ผมไม่ได้เรื่องมากหรือว่าจ้องจับผิดคนหรือว่า Picky มากกว่าไปกับเรื่องพวกนี้หรอกนะ แต่ว่าผมเชื่อว่ามันให้ความรู้สึกต่างกัน ระหว่าง

  • แบบจำลองทางคณิตศาสตร์
  • ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ในเชิงคณิตศาสตร์
  • การมองคณิตศาสตร์เป็นภาษาๆ หนึ่ง

กับการใช้คำว่า “สูตร” ซึ่งมักจะให้ความรู้สึกในเชิงคำนวณ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ผิดทั้งหมด เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้วความสัมพันธ์เชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Relation) นั้นท้ายที่สุดมักถูกนำไปใช้ในการคำนวณหา Output จาก Input หรือว่าในทำนอง R(Input) = Output อยู่แล้ว

แต่ว่าจุดมุ่งหมายในการพูดถึงความสัมพันธ์นั้นๆ น่ะ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่อยากได้ผลลัพธ์แต่ถ่ายเดียว แต่ว่าหมายถึงความต้องการที่จะบอกว่าอะไรสัมพันธ์กับอะไรอย่างไร อะไรส่งผลถึงอะไรอย่างไร มากกว่า

มันเป็นเรื่องของ ภาษาของเหตุและผล ซึ่งเป็นแบบจำลองในลักษณะ abstraction จากความเป็นจริง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ implied มาจาก “ความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์” และ “แบบจำลองทางคณิตศาสตร์”

ไม่ใช่การมุ่งจะเอาผลโดยไม่คิดถึงเหตุ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ผมมีกับคำว่า “สูตร”

มีเรื่องขำๆ อีกเรื่อง เคยมีอยู่ครั้งที่ผมไปคอมเมนท์การใช้คำว่า “สูตร” ที่เป็นอสมการ (เป็น constraint ของปัจจัยบางปัจจัย) แล้วน้องคนที่นำเสนอ ก็เลยเลี่ยงไปใช้คำว่า “ดังสมการ” ทั้งๆ ที่เป็น “เครื่องหมายมากกว่า” อย่างชัดเจน เลยต้องคอมเมนท์ไปอีกที

ถึง Advisee โปรเจคจบทุกท่าน

กรุณาซ้อม presentation อย่างน้อยที่สุด “3” ครั้งก่อนที่จะนำเสนอจริง มิอย่างนั้นผมคงจะไม่อนุญาตให้นำเสนอจริงได้ หรือว่าอาจจะต้องไปฆ่ากันเล่นในเวลานำเสนอจริง เพราะว่าผมจะถือว่าเป็นการซ้อมเช่นกัน (เช่น ถ้าคุณซ้อม 2 ครั้ง ผมจะนับวันนำเสนอจริงเป็นการซ้อมครั้งที่ 3)

นักศึกษาหลายคนบอกว่า “กลัวอาจารย์รวิทัตเวลาโมโห/โกรธ” แต่ว่ากลับชอบทำให้อาจารย์คนนั้นโมโห หรือไม่ก็ทำให้อาจารย์คนนั้นโกรธ … เพื่ออะไร? เพื่อที่จะสนองสมมติฐานตัวเองว่าอาจารย์ท่านนั้นดุ น่ากลัว? อย่างนั้นหรือ?

บอกให้มาซ้อม present ให้ฟัง บอกไปเถอะ ปาวๆๆ ไม่เคยสนใจกันหรอก ไม่รู้จะรอเวลาให้ทุกอย่างมันสายจนแก้ไม่ได้กันขนาดไหน รอจนกระทั่งอีกสองสามวันจะ present แล้ว ค่อยเอามาให้ดู ค่อยมาเอาซ้อม แบบนั้นน่ะเหรอ?

บอกให้หัดเขียนโปรแกรมบ้างนะ บอกไปเถอะ ปาวๆๆ ไม่เคยสนใจกันหรอก ไม่รู้จะรอให้มันถึงเวลาไฟลนก้น วันพรุ่งนี้จะต้องเริ่มทำโปรเจคจบ ถึงจะหัดเริ่มเขียน อย่างนั้นเหรอ?

จะทำโปรเจคจบกันยังไงคร้าบบบบบ เขียนโปรแกรมภาษาซีที่ไม่ต้องทำอะไร (โปรแกรมว่างๆ) ยังมีคนเริ่มต้นเขียนไม่ถูกเลย (คนที่เข้าเรียนวิชา SE ครั้งที่แล้วคงจะทราบว่าใคร ขอให้ทราบตัวเองไว้ด้วยก็แล้วกัน)

เฮ้อ

ผมพยายามไม่โมโหพวกคุณแล้วนะครับ และแล้วผมก็พบทางสว่างในการที่จะไม่โมโหพวกคุณ นั่นก็คือ ผมต้อง “ไม่สนใจ” พวกคุณ ปล่อยเลยตามเลย ใครอยากทำอะไรก็ทำ

หวังว่าพวกคุณคงจะพอใจ

Desperado

ฟังเพลงท่อนนี้แล้วเหมือนจะโดนตีหัวแรงๆ ด้วยตะลุมพุกขนาดใหญ่

Don’t you draw the queen of diamonds, boy
She’ll beat you is she’s able.
You know the queen of hearts is always your best bet.

บทเรียนราคาแพงเอาเรื่องเหมือนกัน

แต่ว่าระวังไว้หน่อยก็ดี บางที Heart น่ะ … ถ้ามันเป็น subclass ของ CardSuit มันก็อาจจะเปลี่ยนแปลงชนิดได้ในอนาคตอยู่ดีน่ะแหละ … จาก Heart เป็น Diamond

จบข่าว …….