Note to self: Project Planning

Note for myself:

  • Next time my developers say “X months” for developing any project, I will say “2X months” to the customers. So my developers will have time to talk to each other more and spending time developing relationship through playing games and doing all other activities with each other.
  • Next time my developers say “X weeks”, I will say “X weeks + 2X days”. My developers love to think of weekend and holidays as ‘working days’ which is simply wrong and give no breathing window if anything goes wrong.
  • I will train all the newcomers myself, like I once did to my current team of developers. Never again asking any of my developers doing it.
  • I have to beg my developers to remember: The opposite of playing isn’t working. It’s depression.
  • Never let any developer working alone again.
  • Don’t promote my top developer to do management work. Myself included. Why? I still believe I’m one of the finest developer in my office, and if I’m doing project management work; my team looses one good developer and get one bad manager.
  • Be more sensitive to small personal details. It ruins things.

โทรศัพท์แปลกปลอม/ไม่พึงประสงค์

หลายคนคงจะเคยเจอโทรศัพท์ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะพวกที่โทรมาแล้วไม่ยอมพูดอะไร ถามอะไรไปก็เงียบ พวกนี้บางทีก็ขึ้นเบอร์ บางทีก็ไม่ขึ้นผมจะเจอพวกนี้เป็นพักๆ แต่ว่าถ้าเจอที ก็จะเจอค่อนข้างถี่พอสมควร ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน เมื่อคืนเจอสองครั้ง ครั้งแรกก็รับไป ไม่มีคนพูด ครั้งที่สองห่างกัน 5 นาที ไม่ขึ้นเบอร์เหมือนเดิม ก็เลยไม่รับ หลังจากนั้นก็ไม่โทรมาอีกเคยโดนอยู่ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว (ประมาณสองเดือนเศษ) โทรมาทุก2-3 นาที ยังกะโดนตั้งโปรแกรมโทรอัตโนมัติแน่ะเมื่อเช้าก็มีโทรมาอีก แต่คราวนี้ขึ้นเบอร์ …. ครั้งแรกรับไป ก็ไม่มีคนพูด อืมมม เลยโทรกลับไป เพราะคิดว่าเป็นเพราะระบบติดต่อสื่อสารมันห่วย (บางทีกับคนรู้จัก โทรติด แต่พูดกันไม่ได้ยิน หรือว่าบางทีก็สายพันกัน) หมุนกลับไปก็มีคนรับนะ แต่ว่าก็ไม่มีคนพูดอยู่ดี ลองอยู่สองครั้งก็เลิกผ่านไปสัก 15 นาทีก็โทรมาอีก คราวนี้ได้ยินเสียงหายใจจากอีกฝั่งชัดเจน แปลว่ามีคนถือสายอยู่แน่ๆ (ไม่น่าใช่เครื่อง) และไม่ยอมพูดอะไรเช่นเคย แต่พอบอกไปว่าได้ยินเสียงหายใจนะ ก็เงียบเสียงลง (เอาไปไกลจมูกมากขึ้นมั้ง) แปลว่าต้องได้ยินเรากับบางคนที่รู้จัก ก็เคยโดนเหมือนกัน ประมาณว่าโทรมาแล้วแกล้งพูดโน่นพูดนี่ ขอสายคนโน้นคนนี้ (ชื่อมั่วๆ) แล้วพอบอกว่าไม่ใช่ ก็ถามว่า แล้วนี่ใครพูด ชื่ออะไร ฯลฯเฮ้อ มันอะไรกันเนี่ยทุกครั้งผมจะพยายามคุยอย่างสุภาพ นอกจากจะสุดทนแล้ว ก็จะเริ่มพูดแรงบ้าง ทั้งๆ ที่ไม่อยากเลย ผมไม่อยากจะอยู่ใน conflict อะไรทั้งสิ้น (ใครที่เข้าใจผิด คิดว่าผมชอบทะเลาะกับชาวบ้าน กรุณาคิดใหม่ด้วยครับ)ผมว่ามันมีวิธีที่ดีกว่านี้มั้ยครับ วิธีที่มัน civilized กว่านี้หน่อย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ อย่าสร้าง F.U.D (Fear, Uncertainty, Doubt) ในชีวิตซึ่งกันและกันเลยจะดีกว่า ช่วยกันรณรงค์ ลด ละ เลิก พฤติกรรมแบบนี้กันดีกว่าครับ

ฟาดเคราะห์ …​เยอะจัง

ช่วงนี้ดวงเริ่มซวย….

  • เริ่มจากขับรถแล้วโดนรถบรรทุกข้างๆ เบียด ต้องไปวิ่งบนหลุมบ่อ (ตอนแรกมองไม่เห็น) ท้องรถกระแทกแรงมากๆ แล้วก็ลอยขึ้นด้วย เรียกว่าใจหายวาบไปหมด จะคว่ำก็ไม่ค่อยแปลกหรอก (ตอนนั้นวิ่งไม่เร็วนะ ซัก 100 km/h) ยังไม่ได้เอาไปให้ศูนย์ดูเลย ว่าช่วงล่างเป็นอะไรมากหรือเปล่า
  • เอากล้อง D70 ไป check-up ที่ศูนย์ Nikon สรุปว่าต้องรอตั้งเป็นเดือนกว่าจะเสร็จ แล้วเป็นเดือนไหนไม่เป็น ดันเป็นเดือนที่มีวันหยุดเยอะที่สุด จะไปเที่ยวเยอะที่สุด มี event ให้ถ่ายเยอะที่สุดซะด้วย ลงท้ายด้วยการซื้อกล้องใหม่ซะดีมั้ย (อยากจะ upgrade มาพักนึงแล้วล่ะ …​ ต้องขอบคุณศูนย์ที่ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น) แต่ว่าราคามันก็จะบานปลายหน่อยอ่ะนะ (D80 ของใหม่อยู่ที่ 37,xxx มี lens 18-135 มาตัวนึง แต่ว่าไม่ค่อยจะอยากได้เท่าไหร่ เครื่องเปล่าต้องหาเครื่องหิ้วเอาล่ะมั้ง)
  • ทำ MacBook Air ตก…. ขอบบุบไปเยอะเหมือนกัน ตรง enclosure ด้านหลังจอ ที่ใกล้ๆ กับตรงบานพัน ตรงนั้นมันจะเป็น aluminum บางๆ ที่พอจะงอได้ กระแทกแรงเหมือนกัน เปิดเครื่องออกมาไม่ได้ ต้องเอาเหรียญบาทง้างออกถึงจะพอเปิดได้บ้าง แต่ว่ายังติดๆ อยู่นิดหน่อย นอกนั้นเข้าใจว่าปกติดี panel ไม่แตก …. แต่ว่าพอโทรไปถามศูนย์ สรุปว่าต้องเปลี่ยนทั้งหมดเลย (ทั้ง panel ด้วย) เฮือก …. ราคาตกประมาณ 2 หมื่น …….
  • ก็ยังดี ที่ส่วนอื่นไม่เป็นอะไร แค่นี้ทนได้สบายมาก แค่เปิดเครื่องได้ ทำงานได้ พอใจแล้ว อาจจะรำคาญนิดหน่อย (เดี๋ยวต้องพยายามง้างมันมากกว่าเดิมนิด เพราะว่ามันยังติดๆ แบบเกยๆ กันอยู่หน่อย)

นี่ถ้ารถเป็นอะไรมากมายนะ …​ไม่อยากคิด…. มันเดือนเสียตังค์ชัดๆ ไหนเลยจะเพิ่งไปญี่ปุ่นด้วยเงินตัวเองมาอีก (ไปกับที่สถาบันวิจัย แต่ว่าเค้าอยากให้เราไปด้วยทีหลังอ่ะ ไม่ได้ทำงบไปตั้งแต่แรก ก็เลย…​เอาว่ะ ไม่เป็นไร ควักเนื้อก็ได้) แล้วก็ต้องลงทุนเปิดอีกบริษัทเองอีก

เดือนนี้จนครับ ….. พี่น้อง

สาธุ ขออย่าให้มีอะไรมีอันเป็นไปอีกเลย หรือว่าคงต้องไปทำบุญทำทานซะทีหว่าเรา นี่ถ้าคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นการฟาดเคราะห์นะ … ไม่อยากคิดเลย ว่าเรื่องจริงๆ ที่มันอาจจะเกิดกับเราจริงๆ มันจะเป็นเรื่องแบบไหน ร้ายแรงแค่ไหน เฮ้อ

[update 1]: มีเรื่องให้ของในห้องเจ๊งไปอีก แต่ว่าอย่าไปรู้เลยว่าอะไรเจ๊ง รู้แต่ว่าไม่กี่ตังค์ แต่ว่า …..​อันนี้คิดแล้วขำ (ว่ะ)

Moral question

บางทีอยากทำอะไร แต่ทำเท่าไหร่ก็ไม่ได้เรื่อง … จะทำต่อกันหรือเปล่า?

ยิ่งมีตัวเปรียบเทียบ (อย่างน้อยก็ในหัวตัวเอง) ที่มันเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น (จริงๆ ก็เห็นนะ เห็นเยอะด้วย) ข้ามไม่ได้ เดินไม่ถึง ด้วยแล้ว (อ่ะ ใครที่อ่านอันก่อนแล้วงง ก็ช่วยอ่านอันนี้ด้วยนะ) …. จะทำต่อมั้ยล่ะ?

ไม่รู้แฮะ …. ถ้าเดินไปถึงก็คงจะพยายามเอาหัวโขกกำแพงซักทีล่ะนะ (เพราะว่าหัวคงแข็งเอาเรื่อง) หรือว่าจะลองเอากำปั้นทุบกำแพงดี (ถ้ามันเป็นไม้อ่อนๆ ก็พอทำได้ จริงมั้ยน้องกอลลั่มประจำแลป?) …. แต่ว่ามันไปไม่ถึงเนี่ยสิ แล้วจะเอาอะไรไปทุบมันดี

เลิกเดินดีกว่ามั้ง

Generality ของ “ดี/เก่ง”

คิดว่ามันมีกันมั้ยล่ะ

ถามผมนะ “ไม่มีหรอก” และที่แย่ คือหลายคนพูดแบบนี้กันในลักษณะ generality มาก เช่น “คนนี้เป็นคนเก่งนะ” หรือว่า “คนนี้เป็นคนดีนะ” อะไรทำนองนี้

คำถามที่น่าจะตามมาก็คือ แล้ว metric อะไรล่ะ เป็นตัววัด แล้ว fitness landscape ที่มันอยู่ล่ะ คืออะไร

ใครเล่น Genetic Algorihtm (GA) น่าจะรู้ดี ว่า solution หนึ่งใน population ต่อให้มันดีแค่ไหน เปลี่ยน fitness function นิดเดียว อาจจะเปลี่ยนจาก solution ที่ดีที่สุด กลายเป็น solution ที่ห่วยที่สุด และจำเป็นต้องถูก “คัดทิ้ง” อย่างไม่ใยดี ในพริบตา ก็เป็นได้

แต่ทำไมบางทีพอมาถึง “คน” เรากลับ superficial กับมันจัง … เราพูดถึงมัน ยังกับมันวัดเป็น general ได้ หรือว่ามี universal fitness function ที่ครอบคลุมทุกอย่าง พอ “ดี” หรือว่า “เก่ง” อย่างหนึ่ง แล้วมันกลายเป็น general ได้มากมายมหาศาล

ยกตัวอย่างกันนิดนึงมั้ย

บางคน อาจจะเป็น programmer ที่ “เก่ง”​ (ไม่ใช่ผมนะ ผมกำลังพูดถึงใครก็ไม่รู้ เป็น Mr. T คนหนึ่งก็ได้นะ) แต่ว่าอยากจะทำอะไรบางอย่างที่ตัวเองไม่มีความสามารถ ความเหมาะสม เช่น อยู่ดีๆ อยากจะหยิบมีดมาผ่าตัด โดยตัวเองไม่มีความสามารถ

แล้วดันมีคนบอกว่า ก็น้อง/พี่/คนนี้ เป็นคน “เก่ง” นะ ก็ “ต้องช่วย” ให้ได้งานผ่าตัดนี้ให้ได้

Make sense มะ? ใครก็คงจะตอบได้ว่า “ไม่เห็นจะ Make sense ตรงไหน”

แต่ว่าพอมาถึงเรื่องความดี ทำไมมันไม่เป็นแบบนี้บ้างหว่า ทำไมมันเหมือนจะมี “ความดี” แบบ general กันได้ด้วยแฮะ ทั้งๆ ที่ environment และสิ่งที่อยู่ใน environment มันน่าจะเป็นตัวที่ define fitness function พวกนี้เหมือนกันนะ (เช่นเดียวกับที่ programmer คนนั้น อาจจะผ่าน fitness function ของการเขียนโปรแกรมด้วยคะแนนแบบ topๆ แต่ว่า fitness function ของการผ่าตัดกลับตกระนาว)

ผมกำลังพูดว่า คิดยังไงกับประโยคนี้

“ก็เค้าเป็นคนดี ก็ต้องช่วย”

อืมมม ส่วนมากอาจจะเห็นด้วยแบบไม่ต้องคิดมากก็ได้นะ แต่ว่าพอดีมันคนละ environment กันน่ะสิ ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุด ก็คงเป็นงี้:

มีแฟนคู่หนึ่งทะเลาะกัน จะเลิกกัน ฯลฯ หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็มีคนพยายามจะช่วยเหลือเกินที่จะเป็นตัวประสานระหว่างสองคนนี้ ว่า​ “ก็เค้าเป็นคนดี ก็ต้องช่วย”

อืมมม การเป็น “คนดี” ใน fitness function ของ “คนรู้จัก” หรือว่า “เพื่อนแฟน” หรือว่า “messenger” หรือว่าแม้แต่ “คนในสังคม” จำเป็นด้วยหรือว่าจะต้องเป็น “คนดี” ใน fitness function ของ “แฟน” ซึ่งแต่ละตัวมันก็คนละ environment คนละตัว evaluate คนละ fitness function

ซึ่งแน่นอนว่าอาจทำให้ solution ที่ “ดี” หรือแม้แต่ “ดีที่สุด​” ของ landscape หนึ่ง กลายเป็น solution ที่ห่วยที่สุดไปเลยก็ได้

ให้คนที่เป็น “แฟน” เค้า เป็นคนพูดจะดีกว่ามั้ย สรุปว่า ไอ้พวก “เพื่อนๆ” หรือ “ผู้หวังดี” เนี่ย กรุณาสงบปากสงบคำ เงียบๆ ไว้ไม่ต้อง “เสือก” จักเป็นพระคุณยิ่ง

(ขอโทษที่ต้องใช้คำแรง อารมณ์มันพาไป แต่จริงๆ มัน nothing personal อ่ะนะ .. เพียงแต่ว่าเขียนแบบนี้ได้อารมณ์ดี ถ้าไม่เหมาะสมก็ขออภัยผู้อ่านด้วยครับ)

ก็ทำนองว่า นกมันจะบินเก่งแค่ไหน ลองจับมันไปว่ายน้ำเล่นสิ หรือว่าปลามันจะว่ายน้ำเก่งแค่ไหน ลองจับมันไปโยนขึ้นฟ้าสิ … นั่นแหละ

มันก็แปลกดีนะ พอเป็นเรื่อง “เก่ง” เนี่ย มันพอจะเข้าใจได้ง่ายหน่อย ว่ามันไม่ข้าม field of expertise เท่าไหร่หรอก ถึงจะมีหลายคนที่เก่งแบบ แทบทุกเรื่องก็ตาม

แต่ว่าพอมาเป็นเรื่อง “ความดี” เนี่ย มันกลับมีความคิดแบบ universal/general ได้ซะงั้น

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ตอนเรียน ป.ตรี (ซักปีสามได้มั้ง) ชื่อ The Labyrinth of Reason (หนังสือเก่าหน่อย ตั้งแต่ปี 89 ตอนนี้คงอยู่ในตู้ซักตู้ใน office) มีบทหนึ่งที่คิดว่าเข้าท่านะ คือ Anything confirms Anything หรือว่าอะไรทำนองนี้แหละ …. ก็เขียนเรื่องทำนองนี้ไว้เหมือนกัน ว่าบางทีเราก็เอาความจริงเรื่องหนึ่ง ไป confirm เป็นตุเป็นตะกับเรื่องโน้นนี้คนละเรื่อง ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟังละกันครับ

ทิ้งท้ายนิดนึงดีกว่า …

All forms of generalization are false; including this one.

เรื่องน่าเบื่อ เอามาเล่าเล่น

อะไรอีกก็ไม่รู้แฮะ รู้แต่ว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อที่คนพูดกันอีกแล้ว

พอดีช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลสอบปลายภาค ก็เลยต้องคุมสอบตามกำหนดที่ทางคณะจัดให้ ซึ่งโดยปกติลำดับขั้นตอนและวิถีปฏิบัติจะเป็นแบบนี้

  1. กรรมการคุมสอบจะมีหลายคนต่อ 1 ห้อง ห้องเล็กแค่ไหนก็จะมี 2 คนเป็นอย่างน้อยเสมอ เพื่อให้ช่วยกันคุมและเพื่อเพิ่ม redundancy (ในกรณีที่บางคนมาช้า)
  2. กรรมการคุมสอบจะต้องไปรับข้อสอบที่ห้องข้อสอบ โดยปกติทุกคนก็จะไป check ก่อนน่ะแหละ ว่ามีกรรมการท่านอื่นเอาไปหรือยัง
  3. ถ้าเป็นห้องใหญ่ควรไปถึงห้องสอบประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนเวลาสอบ
  4. กรรมการคุมสอบไปช่วยกันแจกข้อสอบที่ห้องสอบ ซึ่งโดยปกติกรรมการที่ไปเอาข้อสอบท่านแรกจะเริ่มทยอยแจกไปก่อน แล้วกรรมการท่านอื่นๆ จะตามมาช่วยกันแจกทีหลัง ซึ่งในกรณีที่เป็นห้องเล็ก กรรมการท่านแรกอาจจะแจกเสร็จเลยก็ได้ เพราะว่าใช้เวลาไม่นานมาก แต่ว่าถ้าเป็นห้องใหญ่ มักจะทันไปช่วยกันแจก
  5. เมื่อนักศึกษาเข้าสอบแล้ว ให้เวลาผ่านไปสักระยะ ก็เริ่มทำการเดินให้นักศึกษาเซ็นต์ชื่อเข้าสอบ ซึ่งจะต้องแสดงบัตรนักศึกษาด้วย ซึ่งถ้าเป็นห้องเล็ก ก็มักจะให้กรรมการเดินท่านเดียว เพราะว่าห้องสอบมักไม่จัดแถวให้นักศึกษานั่ง คือให้นั่งตามสบาย แต่ถ้าเป็นห้องใหญ่ก็มักจะแบ่งกันเดิน เพราะว่านักศึกษานั่งตามแถวตามรหัสนักศึกษา
  6. รับเงินค่าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก็มักจะได้เล็กน้อย ตามระเบียบ
  7. เมื่อสอบเสร็จ ให้นับข้อสอบให้ครบ (รับมาเท่าไหร่ ต้องคืนไปเท่านั้น) และเดินเอาไปส่งคืนห้องข้อสอบ

เอาล่ะ ทีนี้เทอมนี้มีคนพูดกันเรื่องผมอีกล่ะ ตลกดี

วันนี้ไปเอาข้อสอบตอนเช้าที่ห้องข้อสอบ ท่านประธานห้องข้อสอบได้ถามผมนิดหน่อย บอกว่า

  • มีคนบอกว่าไม่ช่วยแจกข้อสอบ
  • แล้วแถมเอาคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั่งทำงานอื่นอีก

อืมมม เอาข้อหลังก่อน เพราะว่าข้อหลังนี่มันจริง

เราเอาคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั่งทำงานจริง แต่ว่าลักษณะการทำงานของผมกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นคนพิมพ์ดีดได้คล่อง ดังนั้นสายตาจึงไม่จำเป็นต้องจ้องมองจอตลอดเวลา และเป็นปกติที่จะเงยหน้ามองนักศึกษาเป็นระยะๆ อยู่แล้ว อีกอย่าง เนื่องจากฝึกตัวเองมาให้ทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็น secondary mode ได้ตลอดเวลา (เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ take note เวลาที่เข้าประชุม และสมาธิอยู่กับการประชุม) ดังนั้นการใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไรก๊อกๆ แก๊กๆ ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ยังดูนักศึกษาได้ เป็นเรื่องปกติของผมอยู่แล้ว

อีกอย่าง ข้อสอบก็มีสองชุด แยกแจกแถวเว้นแถว และในข้อสอบที่เป็นชุดเดียวกัน (นั่งแถวเดียวกัน) ก็นั่งเว้นระยะห่างพอสมควร และเป็นข้อสอบเขียนบรรยาย ดังนั้นลอกกันยาก (แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะลอก ถ้าจะลอกกันจริงๆ แค่นี้ก็ลอกได้อยู่แล้ว) แต่ว่าพอเราเงยหน้าขึ้นมาดูตลอดเวลา และดูพฤติกรรมในภาพรวมตลอดแล้วเนี่ย มันพอจะบอกได้ครับ ว่าเด็กมีแนวโน้มจะลอกหรือเปล่า

เฮ้อ ไม่อยากพูดนะครับ แต่ว่าจะว่ายังไง กับกรรมการคุมสอบที่นั่งหลับหลังห้อง ซึ่งมีให้เห็นประจำ? หรือว่าจะเอายังไงกับกรรมการคุมสอบที่เข้ามาแป๊บเดียว แล้วก็ออกไปไหนไม่ทราบนานสองนาน จากนั้นเมื่อใกล้ๆ เสร็จก็จะโผล่มาอีกที? หรือว่ากรรมการที่จับกลุ่มคุยกันในระหว่างคุมสอบ ซึ่งนอกจากจะโฟกัสกับการคุมสอบยากกว่าการนั่งใช้คอมพิวเตอร์ใน secondary mode แล้ว ยังเป็นการรบกวนสมาธิเด็กอีกด้วย? (ถ้าอยากคุยกันจริง กรุณาไปคุยหน้าห้องสอบได้มั้ย)

อีกอย่าง … นั่งหน้าห้อง กับนั่งหลังห้อง มันต่างกันนะครับ ผมบอกได้เลย ว่านั่งหลังห้อง เรามองไม่เห็น normal vector ของหน้านักศึกษา ว่ามองไปทางไหน มองไม่เห็นสายตา ว่าใครจงใจเหล่ออกนอกข้อสอบตัวเองหรือเปล่า แต่นั่งหน้าห้องมันเห็น

ผมนั่งหน้าห้องตลอดครับ ทุกครั้ง และทั้งๆ ที่นั่งใช้คอมพิวเตอร์ทุกครั้งเนี่ยแหละ ก็ยังจับพิรุธเด็กได้บ้าง และเคยทำการตักเตือนไปแล้วหลายครั้ง

สำหรับผมนะ ผมไม่เคยบ่นไม่เคยอะไรทั้งนั้น ใครอยากจะทำอะไรก็ทำไป

แต่ OK ครับ ถ้าว่ากันตามตัวหนังสือ เพราะว่าเคยมีการขอความร่วมมือ ไม่ให้กรรมการคุมสอบทำงานอื่นในระหว่างคุมสอบ ถ้าว่ากันตามตัวหนังสือแล้ว ถือว่าผมผิดจริง และที่พูดมาข้างบนเป็นเพียงข้อแก้ตัว

และมันไม่มีการขอความร่วมมือกับเรื่องอื่นๆ ที่ผมตั้งคำถามไป ดังนั้นไม่เป้นไรครับ

แต่ว่าไอ้ข้อที่บอกว่า “ไม่ช่วยแจกข้อสอบ” เนี่ยสิ รับไม่ได้นะครับ อันนี้

เทอมนี้ ผมเพิ่งจะคุมสอบไม่กี่วิชานะครับ และได้ช่วยแจกข้อสอบ “ทุกวิชา” (นอกจาก 512201 ซึ่งผมมาไม่ทันช่วยแจก เพราะว่าโดนท่านประธานห้องข้อสอบถามเรื่องนี้อยู่)

มันมีวิชาหนึ่ง ซึ่งเป็นการสอบห้องใหญ่ โดยผมได้เดินไปที่ห้องข้อสอบ ซึ่งทางห้องข้อสอบก็ได้แจ้งผมว่า ข้อสอบถูกนำไปห้องสอบแล้ว จากนั้นผมก็ไปยังห้องสอบ โดยผมไปถึงห้องสอบเวลาประมาณ 25 นาทีก่อนสอบ และเห็นว่ามีกรรมการอีกสองท่าน ช่วยกันแจกข้อสอบอยู่

ห้องสอบมี 14 แถว ผมได้ไปช่วยแจกทั้งสิ้น 4-5 แถว ช่วงกลางๆ (โดยกรรมการคุมสอบอีกสองท่านนั้น ท่านหนึ่งแจกด้านล่างไปหาข้างบน และอีกท่านจากแถวสุดท้ายไล่ลงมา) ดังนั้นจะมาหาว่า “อ.รวิทัตไม่ช่วยแจกข้อสอบ” ไม่ได้

บ่นผมเรื่องทำงานอื่น ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าเรื่องนั้น ว่ากันตามตัวหนังสือแล้วผมผิดจริง แต่ว่าจะมาพาล เนียน เรื่องไม่ช่วยแจกข้อสอบนี่ ไม่รู้นะ ผมว่ามันงี่เง่า

รับความจริงกันอย่างสองอย่างนะครับ

  • ใช่ ผมไปถึงห้องสอบ “ช้า” (คือไปถึง 25 นาทีก่อนสอบ แทนที่จะ 30 นาทีก่อนสอบเป็นอย่างน้อย)
  • แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราใช้ระบบที่ว่า ให้ไป check ห้องข้อสอบก่อน ถ้าข้อสอบยังอยู่ ก็ให้รับไปแจก … ยังไงๆ มันก็จะมีกรรมการเพียงท่านเดียวเท่านั้นจากทั้งหมดที่ “ไปถึงเป็นคนแรก” (ยกเว้นจะไปรับข้อสอบด้วยกัน)
  • นั่นแปลว่า สำหรับกรรมการท่านนั้นแล้ว ท่านอื่นก็ช้าหมดน่ะแหละครับ และกรรมการท่านอื่นจะไปช่วยท่านแจกข้อสอบได้แค่ไหน ขึ้นกับว่าเค้าจะมาเร็วแค่ไหนแล้ว

ผมถือว่า การที่ผมได้ไปช่วยแจกข้อสอบทั้งสิ้น 4 แถวจาก 14 แถว ผมถือว่าผมก็ได้ช่วยตามที่ผมควรจะได้ช่วยแล้ว

ไม่รู้สิครับ รู้แต่ว่า เซ็ง เรื่องแบบนี้ อีกแล้ว ตั้งแต่เช้าเลย

เรื่องจริงกับเรื่องที่คนคิด

ว่าจะเขียนเรื่องทำนองนี้มานานแล้ว … เรื่องจริงกับเรื่องที่คนเห็น เรื่องที่คนตีความ หรือว่าที่รู้จักกันว่า Fact กับ Truth เนี่ยแหละ

จริงๆ แล้วพูดยากนะ เพราะว่าคนที่รู้เรื่องจริง ก็คงมีแต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ หรือว่าคนที่ทำให้มันเกิดมาก็เท่านั้น แต่ว่านอกจากนั้นก็คงเห็นได้แค่ผลที่มันเกิดขึ้น ซึ่งมักจะเกิดจากการตีความไปเอง หรือว่าคิดกันไปเอง จากความอคติของคนหรือกลุ่มบุคคลนั้นเอง

ออกตัวไว้ก่อน ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมเองก็ไม่ได้ปราศจากอคติ และไม่คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองคิดมันเป็นเรื่องจริง เพียงแต่มันก็เป็นการตีความของเราเอง

เคยเจอเรื่องแบบนี้มาบ่อยครั้ง สิ่งที่เราทำ กับสิ่งที่คนคิดว่าเราทำ มันเป็นคนละเรื่องกัน

พูดไปก็เหมือนๆ กับเกมต่อจุด ที่ไม่มีรูปแน่นอนให้ต่อน่ะแหละ อยากเห็นภาพก็ลองนึกถึง “กลุ่มดาว” บนฟ้าละกัน ดาวมันก็อยู่อย่างนั้น แล้วใครไปต่อเชื่อมกันให้เป็นกลุ่มดาวโน้นนี้ล่ะ? ฝรั่งกับไทยก็ต่อไม่เหมือนกัน แล้วใครถูกใครผิด? ถ้ามีพระเจ้าจริง และพระเจ้าสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาให้มีความหมายจริง ท่านอาจไม่ได้หมายความแบบที่เราต่อกันก็ได้

ว่างั้นเถอะ

เคยเจอเหตุการณ์ประเภทนี้มาแล้ว บางครั้งฟังก็อึ้งไปเหมือนกัน ว่า เออ คนมันก็ตีความกันไปได้แฮะ แต่คงไม่เขียนเล่าให้ฟังแถวนี้ แต่บางเรื่องได้ยินก็ขำเหมือนกัน ขำคนที่คิดและตีความ มากกว่าจะขำคำพูดที่ออกมา (เพราะมักจะขำไม่ออกกับมัน)

ยกตัวอย่างง่ายๆ เยอะแยะไป (เรื่องจริงทั้งหมด เก็บๆ มาจากตัวเอง และบรรดาคนใกล้ตัว แต่ขอสงวนไว้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องของใครก็แล้วกัน)

  • บางคนเดินกับพี่น้อง ที่หน้าตาไม่เหมือนกับตัวเอง จะมีคนคิดว่าเดินไปกับแฟนมั้ย?
  • บางคนไปส่งคนรู้จักเป็นบางครั้ง เพราะว่าเป็นห่วง (เพราะพื้นที่แถวนั้นมันเคยเกิดเรื่อง และอีกอย่างเป็นทางผ่านกลับบ้านอยู่แล้ว ไม่ได้ลำบากอะไร) จะถูกตีความไปอย่างอื่นมั้ย? (เช่น พากลับไปนอนด้วย หรือว่าอื่นๆ แล้วแต่อคติส่วนตัว)
  • ถูกชวนไปงานเลี้ยง แต่ว่าก่อนหน้านั้นเพิ่งจะไปซื้อหนังสือมาหลายเล่ม และเอากลับไปเก็บก่อนไม่ได้ (อยู่คนละเมือง) ก็เลยต้องหอบไปด้วย จะถูกมองว่า สร้างภาพ ทำตัวเป็นผู้คงแก่เรียน มั้ย?
  • บังเอิญเจอกับคนรู้จักที่กำลังขนของไปให้น้องคนหนึ่งที่เพิ่งจะมาอยู่ใหม่ เลยเข้าไปช่วย จะถูกมองกลับกันมั้ย ว่ากระเหี้ยนกระหืออยากจะไปเจอน้องคนนั้น เพื่อประโยชน์ในการทำอะไรมิชอบต่อไป มั้ย?
  • ตัดผมเพราะรำคาญ จะมีคนคิดว่าเพราะอกหักมั้ย?
  • ไม่พูดเพราะขี้เกียจพูด เพราะพูดไปเยอะแล้ว (บางทีก็เบา บางทีก็แรง) แต่ไม่เคยได้ประโยชน์ ไม่เคยได้ผล บางเรื่องพูดไปยังไง ก็เงียบกัน ไม่เคยได้ข้อสรุป ถึงจะมีก็ถูกตีความไปอีกแบบ เหนี่อย แต่คนที่ไม่เคยเข้ามาฟังในวันที่พูด จะคิดว่าไม่พูดเพราะอะไร กลัว? มีความลับ? หรือว่าอะไรก็ไม่รู้
  • เลิกกับแฟนเพราะทนความงี่เง่า เจ้าระแวงไม่เป็นเรื่อง ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ไหว จะถูกคิดว่าเพราะว่าไปมีคนอื่นมั้ย?

ทุกเรื่องในนี้ คำตอบคือ “ใช่” มันเคยถูกตีความผิดไปแบบนั้นจริงๆ แต่ว่าเรื่องจริงมันคนละเรื่องกัน

เรื่องเศร้ากว่านั้น เรื่องจริงเร็วๆ นี้ ตอนที่คุณแม่มีอาการโรคหัวใจกำเริบ คุณพ่อไปนั่งรอที่หน้าห้องฉุกเฉิน บอกผมว่า “พ่อรออยู่เนี่ยแหละ เดี๋ยวแม่เห็นแล้วจะเครียดเอา คิดว่าตอนนี้แม่คงไม่อยากเจอพ่อเท่าไหร่” (ก่อนหน้านั้นเพิ่งจะทะเลาะกัน) แต่ว่าพอเข้าไปหาแม่ แม่กลับให้ไปตามพ่อ บอกว่า “ถึงพ่อไม่ชอบหน้าแม่เท่าไหร่ ก็อยากให้เข้ามา เพราะว่าคนเค้ามองมาจะคิดยังไง” ….. สรุปว่า เรื่องจริงของทั้งคู่ กับเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างคิดกับอีกคน ไม่ตรงกัน

ภาพหนึ่งภาพดีกว่าคำพันคำ หลักฐานทางประวัติศาสตร์บางอย่างมีค่ามากกว่าบันทึกทั้งเล่ม ….​แต่ว่ามันก็เป็นเพียงแค่ “จุด” หนึ่งจุดเท่านั้น จุดเหล่านั้นจะเชื่อมโยงกันยังไง ก็แล้วแต่คนที่เห็น คนที่คิดเอาไปตีความน่ะแหละ บางอย่าง ปักใจเชื่อไปแล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น เปลี่ยนยาก ก็เหมือนกับประวัติศาสตร์กระแสหลักน่ะแหละ ที่เปลี่ยนยาก

ลองไปดูหนังเรื่อง Timeline ดูครับ เล่นเรื่อง Fact กับ Truth ของประวัติศาสตร์ไว้บ้าง สนุกดี และคิดว่าคงได้ข้อคิดกับเรื่องนี้พอสมควร (ถึงหนังจะได้ rating จาก IMDB ไม่ดีเท่าไหร่ก็เถอะ)

ถ้าภาพหนึ่งภาพดีกว่าคำพันคำ … สิ่งที่แย่กว่านั้นคือภาพหนึ่งภาพบวกกับคำไม่กี่คนนี่แหละ เพราะว่ามันจะเป็นคำไม่กี่คำ ที่ถูกตีความอะไรไปยังไงก็ไม่รู้ ภาพที่เห็น กับคำบรรยายใต้ภาพ ไม่จำเป็นต้องตรงกันนี่ (เห็นตัวอย่างได้ในหนังสือทั่วไป…)

แต่คนที่ไม่รู้อะไร …. มักจะเชื่อและคล้อยตามคำบรรยายใต้ภาพนั้นแฮะ

อ่ะ …. สุดท้ายนะ ตัวอย่างภาพและข้อความใต้ภาพ….​ อันนี้ขอแค่สนุกๆ นะ จริงๆ แล้วเรื่องจริงมันไม่ใช่แบบคำบรรยาย (น้องเค้าเป็นคนดี)

pet2.jpg

วันนั้นมีน้องสองคนเข้ามาให้น้องคนที่ชูสองนิ้วสอนการบ้าน พอเห็นผมจะถ่ายรูป ก็เลยชูสองนิ้วสู้ตาย อันนี้เป็นตัวอย่างห่วยๆ นะ ถ้าอยากเห็นตัวอย่างที่ดีกว่านี้ แบบว่า เดินด้วยกัน หรือว่าอะไรแบบนี้ และให้คนตีความได้เนี่ย บอกมาละกัน มาดูได้ ถ่ายไว้เยอะ

[update 1] คนที่เห็นรูปนี้ และจะไปตีความโน่นนี่ตามใจชอบ นี่ กรุณาอย่าทำเช่นนั้นนะครับ มันไม่มีเรื่องอะไรแบบนั้นจริงๆ เป็นการถามการบ้านจริง และมีหลายคนอยู่ในห้องนั้น (เป็นสิบ) และถ้าคุณทำเช่นนั้น คุณกำลัง “เข้าใจผิด” และสร้าง Truth ของตัวเอง

[update 2] มีอีกเรื่องว่ะ ที่เพิ่งนึกออก … ผมเคยไปนั่งรอแฟนที่ศาลายา ปกติผมจะไว้ผมยาว ไว้เคราด้วย มีครั้งนึงที่ผมตัดผมสั้น และโกนหนวดเครา กลายเป็นมีคนนินทาแฟนซะงั้น ว่าหลายใจ เปลี่ยนแฟนบ่อย สับราง เออดีแฮะ

รับผิดชอบ?

พักนี้หงุดหงิดง่ายแฮะ โดยเฉพาะกับเรื่องความรับผิดชอบของคน คนในองค์กรอื่นผมไม่สนใจ แต่ว่าคนที่ทำงานด้วย และนักศึกษาที่ตัวเองสอนนี่สิ เหนื่อย

ตอนนี้มันมีงานอบรม Grid admin ที่มีคนไม่ยอมทำ ทาง ม. ศิลปากรก็เลยต้องรับมา แต่ว่าคนที่รับมาก็ไม่ทำอะไร ตอนแรกคิดว่าจะให้ผมเป็นวิทยากรอย่างเดียว และหาคนมานั่งฟังอย่างเดียว แต่ว่าไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าวิทยากรต้องทำเองทุกอย่างเลยแฮะ ทั้งเรื่องจัดหาสถานที่ เรื่องหาอาหารว่าง เรื่อง ฯลฯ โดยทุกอย่างมารู้กันวันสุดท้าย

ไม่พอ คนที่ฝากให้ไปประชาสัมพันธ์ ก็ดันลืมซะอีก แต่ว่าก็ยังพอแก้ปัญหากันได้ ด้วยกันโทรตามๆ กันมาเรื่อยๆ สุดท้ายได้คนที่คิดว่าจะมาแน่ๆ หลายคนล่ะ ด้วยสัญญาปากเปล่า และคิดว่าตัวเลขน่าจะเป็นตามเป้าอย่างน้อยที่สุด

แต่ว่าทำไมกัน พวกที่สัญญาปากเปล่า ไม่โผล่หัวมาเลย ไม่มีการบอกเลยด้วยซ้ำไป ความรับผิดชอบต่อคำพูดตัวเองมันหายไปไหน? พวกที่น่าจะมาแน่ๆ และควรเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งด้วยซ้ำไป มันหายหัวไปไหนหมด?

ดีแต่ปากกันทั้้งนั้น

แบบนี้ผมจะช่วยทำไปทำไมวะ เหนื่อย และผมควรรับผิดชอบงานนี้ยังไงดีก็ไม่รู้เหมือนกัน มันแกลบมาตั้งแต่ต้นแล้วล่ะ

รับปากไปแล้ว ทำได้แค่ไหนก็ต้องทำ ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ให้มันเสียเวลาหรอก ว่าไม่ตื่น ว่านอนดึก ว่าโน่นนี่ โดยเฉพาะคนใน lab ผม เพราะว่าผมเองก็อยู่ seminar กับพวกคุณถึงตีหนึ่งกว่า กลับบ้านกว่าจะนอนก็ตีสามเหมือนกัน ผมยังมานั่งรอแต่เช้าได้ งานการอื่นๆ ผมก็เยอะแยะ

ความรับผิดชอบน่ะ มันมีกันบ้างไหม? มันหายไปไหน? หรือว่ามันไม่เคยมี?

คนกลุ่มที่ผมโกรธที่สุด คือ คนในองค์กรผมเอง คนที่ผมทำงานด้วยและคิดว่าน่าจะช่วยให้ผ่านงานนี้ไปได้ด้วยดี

เข็ดแล้วครับ และคงจะไม่คาดหวังอะไรกับพวกคุณอีก ขอบคุณมากที่ให้บทเรียน

และ … อย่าว่างั้นงี้เลยนะ ผมไม่ให้อภัยครับ

เอา “ความดี” มา Entrance?

ฟังข่าวเมื่อวันก่อนแล้วสะดุ้งโหยง ว่าจะมีการเอาคะแนนความดีมาใช้ในการเข้ามหาวิทยาลัย โดยอาจจะเริ่มใช้เร็วถึงปีหน้าเลยทีเดียว ลองอ่านเพิ่มเติมจาก

MCOT News – นำร่องใช้คะแนนความดีเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้า

อ่านแล้วก็ยังเกิดข้อสงสัยหลายอย่างด้วยกัน กลัวว่ามันจะเหมือนกับประเด็นการประกันคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา หรือว่าการใช้​ GPA ในการเข้ามหาวิทยาลัย ที่สุดท้ายก็มีปัญหาในเรื่องการควบคุมคุณภาพ

ผมไม่ได้ต่อต้านแนวคิด (concept) แต่ว่าผมกลัวปัญหาเรื่อง implementation ของ concept มากกว่า เพราะว่าเราคงจะเห็นและรู้กันจนชินแล้ว

ความดีจะวัดกันออกมาเป็นคะแนนอย่างยุติธรรมได้ยังไง? จะมีการแจกคะแนนแบบเฝือหรือไม่? จุดยืนของโรงเรียนหลายโรงเรียนในประเด็นนี้คืออะไร? จริงๆ ก็ยังมีอีกเยอะ

ในบทความ (ตัวข่าว) มีการพูดถึงกรณีศึกษาของจังหวัดนครปฐม โรงเรียนในท้องถิ่นกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำให้เข้าใจเพิ่มขึ้นหน่อยนึง ว่ามันเป็นเรื่องของการบริการสังคมและการบำเพ็ญประโยชน์ ตลอดจนการทำกิจกรรมของนักเรียน ซึ่งจะกลายเป็นคะแนนความดี และมีผลต่อการนำมาเข้ามหาวิทยาลัย

ก็ชัดเจนขึ้น เหลือแต่เรื่องมาตรฐาน ซึ่งคงต้องใช้เวลาหลายปีมากๆ อยู่ดี และก็น่ากลัวเรื่องการปล่อยคะแนน หรือว่าการยัดเยียดและอ้างสิ่งที่ไม่เป็นจริงหรือไม่มี ให้มันมีอยู่ดี……

ปัญหาการศึกษา ยิ่งว่ายิ่งลึกครับ ….. ผมคงไม่เขียน blog เรื่องนี้บ่อยนัก เพราะว่าเขียนมาบ่อยแล้ว เอาไว้มีประเด็นจริงๆ จะเขียนให้อ่านเต็มที่แน่นอน