ฟังไม่ได้ศัพท์ + ความไม่รู้… (ต่อเอาเอง)

คนเรา บางทีเวลาที่ไม่รู้อะไรแต่ว่าทึกทักไปว่ารู้ แล้วเอาพูดๆ ต่อ เนี่ยมันแย่จริงๆ แฮะ

วันนี้ได้ยินมาจากคนที่ทำงานด้วย ว่ามีคนโทษผมด้วยว่ะ ว่าผมเป็นต้นเหตุของการไม่เสถียร (หรือเรียกเป็นภาษาง่ายๆ ว่า​ “เน่า”) ของอินเทอร์เน็ตในมหาวิทยาลัย

เพราะว่าผมไป “ดูดอินเทอร์เน็ต” ไว้ และก็ได้บอกด้วยว่า ผมเคยทำให้เค้าดู

จะ debunk กันตรงนี้ก็คงจะใช่ที่ แต่ว่าสิ่งที่ผมทำน่ะนะ ไม่มีอะไรมากหรอก อย่างมากก็ใช้ wget ไปเรียก website ที่จำเป็น มาเก็บไว้ในเครื่อง ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า request ไปที่ HTTP server​ ธรรมดา เพียงแต่ผลไม่ได้แสดงที่ browser แต่ว่ามาเอาเก็บไว้เป็นไฟล์ในเครื่อง เท่านั้นเอง

เดี๋ยวนี้เครื่องมือเหล่านี้ก็มีเยอะแยะไป เช่น ​Yojimbo และจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่กว่าการทำงานใน Off-line mode ของพวก browser เท่าไหร่ ที่จะพึ่งพา cache หรือว่าข้อมูลที่ดูดมาแล้วในเครื่องตัวเอง

ซึ่งก็ไม่ได้หนักอะไรมากกว่าการเล่นเน็ตด้วย browser และไม่ได้หนักกว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตปกติเลยแม้แต่น้อย (ยกเว้นแต่ผมจะทะลึ่งไปดูดผลลัพธ์ทุกตัวที่ google มันค้นมาได้จาก query หนึ่งๆ แบบ recursive หรือว่าไปดูด youtube แบบ recursive ซึ่งก็คงจะไม่มีใครฉลาดไปทำแบบนั้น)

จริงๆ มันค่อนข้างจะเบากว่าด้วยซ้ำ ในกรณีที่ต้องใช้งาน documentation (API reference) เพราะว่ามันต้องเปิดหน้าเดิมซ้ำไปซ้ำมาบ่อยมากๆ (ใครมันจะไปนั่งจำ syntax ของทุก function ทุก method ใน API ทุกตัว?) และ ไม่ใช่ทุก API มันจะมี Off-line doc ไว้ให้ download ไปใช้เลย (จะเป็น tar-ball หรือว่า zip หรือว่า PDF ก็แล้วแต่)

อ่อ อีกอย่างนะ ถ้าผมเป็นคนดูแล proxy นะ ผมคงจะต้องทำแบบนั้น เพื่อที่จะ cache หน้าที่มีการ request บ่อยๆ ไว้ที่ proxy ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เน็ตมันเร็วขึ้น (เพราะว่าไม่ต้องไป request ต่อข้างนอก) ซึ่งถ้าผมเป็นคนดูแล และมีการ cache ที่ proxy ที่ฉลาดหน่อยล่ะก็ เน็ตมันจะเร็วขึ้น ไม่ใช่เน่ามากขึ้น ซึ่งอันนี้พวกน้องๆ ที่เรียน com-sci หรือว่า ​IT มันน่าจะเข้าใจไม่ยาก

มันตลกตรงที่ คนที่ไม่รู้ และ no idea เรื่องพวกนี้ กลับเชื่อด้วยแฮะ ไม่พอ ดันเอาไปพูดกันต่อด้วย และที่น่าตลกกว่านั้น ก็คือ บางคนก็ดันเป็นคนที่เรียน com-sci/IT น่ะแหละ พวกนี้ยิ่งแย่ เพราะคิดว่าตัวเองรู้ ตัวเองมี idea และตัวเองเข้าใจถูกต้อง และที่แย่ก็คือ พวกนี้จะมี creditability อะไรบางอย่างเวลาไปพูดกับคนอื่น (ที่ไม่ได้เรียนหรือว่าทำงานด้านนี้)

ผมพยายามนะ ที่จะแก้ความเชื่อสาธารณะที่มันผิดๆ เหล่านี้ทิ้งไปบ้าง แต่ว่ามันคงจะยากเกินความสามารถที่ผมจะไปแก้ล่ะครับ เพราะว่าไอ้ความเชื่อผิดๆ เนี่ย มันเชื่อตามกันง่ายเหลือเกิน เพราะว่ามันไม่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานอะไรทั้งนั้น แค่พูดให้มันเข้าๆ แก๊บหน่อย คนก็เชื่อกันแล้ว โดยไม่ต้องมีหลักการอะไรอ้างอิงหรือว่ารองรับทั้งนั้น

ถามจริงเหอะนะ ไอ้คนพูดเนี่ย มันเคยไปดู traffic ในมหาวิทยาลัยหรือเปล่า เคยไปดู log พวกนี้บ้างมั้ย ว่ามันมี activity อะไรบ้าง

ผมก็เซ็งเหมือนกันนะ ที่เน็ตเวิร์กที่สถาบันวิจัยและพัฒนามันไม่ค่อยจะเวิร์ก มันติดๆ ดับๆ และผมก็เสียงานเสียการ ผมก็เคยคุยกับคนที่เค้าดูแลด้านนี้โดยตรง ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่และระดับเจ้าหน้าที่มาเยอะ เรื่องประสิทธิภาพและเรื่อง traffic ของเน็ตเวิร์กในมหาวิทยาลัย ตลอดจนเรื่องข้อจำกัดในการเข้าถึง

และเวลาที่มีปัญหาอะไร และทางเจ้าหน้าที่บอกมาว่าปัญหามันอาจจะเกิดมาจากการใช้งานบางอย่างของทางผม (และทีมงาน) ก็พยายามแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะว่าไม่อยากเป็นปัญหากับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะกับทรัพยากรสาธารณะอย่างเช่นอินเทอร์เน็ต

สรุป: เหนื่อยแฮะ

เศร้าใจ

อ๊ะๆ อย่าคิดว่าเรื่องเดิมๆ นะ คนละเรื่องๆ :-D

ดูกระทู้ forum C/C++/VC/MFC ที่ thaidev.com แล้วเศร้าใจยังไงก็ไม่รู้ …. (เข้าไปดูก็จะรู้ว่าเรื่องอะไร … )

ทั้งๆ ที่น่าจะชินได้แล้วนะ หรือว่าเพราะว่าช่วงนี้มันเริ่มปิดเทอม ต้องส่งงานมากขึ้น พวกที่พอกๆ หางหมูมานาน ก็เลยรีบ post ถามกันมากมายก็ไม่รู้

เมื่อก่อนคงจะเข้าไปบ่นๆ สอนๆ บ้างล่ะนะ (แต่ว่าไม่ค่อยจะให้ code ล่ะ ส่วนมากถ้าจะช่วยก็จะให้ post code มา แล้วช่วยบอกตรงที่ผิดมากกว่า)… แต่ว่าตอนนี้ มันเริ่มจะซ้ำซาก ก็เลยนั่งปลงซะมากกว่า แต่ว่าพักนี้มันเยอะหน่อยอ่ะ ก็เลยเศร้ามั้ง

อ่อ .. แล้วใครที่เล่น thaidev.com นะ ปกติเวลาผม post ที่นั่นจะใช้ชื่อว่า rp

นับถอยหลัง Boot Camp Beta

Apple ได้ ออกโรงเตือน ผู้ใช้ Boot Camp ว่าซอฟต์แวร์รุ่นทดลอง (beta) ตัวนี้ได้หมดอายุลงไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้​ (30 กันยายน) สำหรับ Boot Camp รุ่น 1.2 หรือก่อนหน้า โดยที่เมื่อหมดอายุแล้วจะไม่สามารถใช้งาน Boot Camp Assistant ได้อีกต่อไป

To continue using Boot Camp Beta for Microsoft Windows on your Intel-based Mac, you’ll need to update to Boot Camp Beta 1.4, until Mac OS X 10.5 Leopard is available.

อันนี้ confirm เพราะว่าเครื่องผมลงไว้เป็น 1.2 เท่านั้น (แต่ว่าไม่เคยใช้เลย)

สำหรับรุ่นหลังจากนั้น (ถึง 1.4) ทาง Apple ก็ได้บอกว่าจะยังคงทำงานต่อได้อีกสักพักจนกว่า Leopard (ซึ่งจะมี Boot Camp ตัวจริง) จะออกมาในเดือนนี้ ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ทาง Apple ก็ได้บอกว่าการที่จะใช้งาน Boot Camp ต่อไปนั้นจะต้อง upgrade เป็น Leopard จาก statement นี้นะ

To continue using Boot Camp at that time, upgrade to Mac OS X 10.5 Leopard.

เอาล่ะสิ ท่าทางจะเป็นเรื่องแฮะคราวนี้ ไม่รู้จะโดนอะไร ไม่รู้จะมาไม้ไหน แต่ว่าตอนนี้ผมไม่เดือดร้อนนะ เพราะว่าก็ไม่ได้ใช้ Windows อยู่แล้วด้วย (แบ่ง partition เผื่อไว้ตั้งนาน ว่าจะลงๆ ก็ไม่ได้ลงซักกะที ลงไปก็คงไม่ได้ทำอะไรมากกว่าเล่นเกม กับทดสอบพวกโปรแกรมบน Windows เพื่อเก็บข้อมูลในการทำงานล่ะมั้ง …)

แต่ว่าอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ยังไงอาจจะมี Boot Camp รุ่นสำหรับ Tiger ตัวเต็มออกมาให้ใช้งานก็ได้นะ (แต่ว่าอ่านจาก statement ของ Apple แล้วไม่อยากจะหวังอะไรมากแฮะ ยิ่งพักหลังๆ นี่ยิ่งเขี้่ยวๆ อยู่ด้วยกับเรื่องพวกนี้)

ทำไมผมรู้สึก negative กับ Apple พักหลังๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ ส่วนหนึ่งก็เข้าใจอ่ะนะ ว่า policy ส่วนมากมันก็ผูกพันกับการตลาด ธุรกิจ แล้วก็ผลประโยชน์ร่วมกัน (เช่นเรื่อง iPhone เป็นต้น) แต่ว่าเรื่องเล็กน้อยแบบ Boot Camp นี่ ทำไมถึงกับต้องให้ upgrade เป็น Leopard ทั้งๆ ที่ตอนนี้มันก็ยังทำงานได้ไม่ขัดข้องอะไร หรือว่ามันจะต้องไปใช้ feature อะไรที่ Leopard มันมีแต่ Tiger ไม่มี? อันนี้ไม่น่าใช่หนัก แล้วเพราะอะไร? คนอยากจะใช้ Leopard เต็มบ้านเต็มเมืองอยู่แล้ว คิดว่าไม่ต้องพยายาม force คนทุกครั้งที่มีโอกาส และทุก feature หลักที่ทำให้หลายคนยอมใช้ Mac อยู่ก็ได้นะ

แต่ว่าก็มองอีกแง่นึงแฮะ เพราะว่าคนที่แคร์กับ Boot Camp “ส่วนมาก” ย้ำ “ส่วนมาก” จะเป็นพวก switcher ที่อาจจะไม่ค่อยจะสนใจ OS X หรือเปล่านะ ก็เลยต้องหาเรื่อง force แบบนี้ ไม่งั้นอาจจะไม่สนใจ upgrade กัน ทำให้เสียโอกาสและ revenue?

แต่ช่างเถอะ … ยังมีเวลาเหลืออีกหน่อย ไว้ค่อยดูกัน

อ้างอิง: When does Boot Camp Beta expire?, Apple Support Article ID: 306583

บทความ กับ credit : หนังสือ 35 ปีคณะวิทย์ ศิลปากร

เซ็ง(โว้ยยยยยย)

เขียนบทความลงหนังสือ 35 ปีคณะวิทยาศาสตร์ ม.ศิลปากร (ที่ทำงานปัจจุบัน) ทางคณะอยากได้บทความที่ออกแนว popular science คือ เขียนให้คนทั่วไปอ่าน ไม่วิชาการจ๋า เราก็เขียนให้ และก็เวียนให้คนในภาคช่วยกันอ่าน ช่วยกัน comment

พอมาพิมพ์จริงๆ ชื่อ คนเขียน หายซะงั้น ของอาจารย์ท่านอื่น ภาควิชาอื่น ทำไมมี ชื่อเต็ม และนามสกุล ของอาจารย์ผู้แต่งอยู่ด้วยครบถ้วน แต่ไม่บอกว่าเป็นอาจารย์ภาคไหนเสียด้วยซ้ำ

พอมาเป็นบทความของเรา ทำไมชื่อ รวิทัต ภู่หลำ มันหาย เหลือแต่ อาจารย์ประจำภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หว่า

เหมือนกับว่าอาจารย์ทั้งภาคช่วยกันแต่งเลยเนอะ

ปล. ดีนะ ที่ยังมี e-mail ของเราลงอยู่ด้วย ไม่งั้นคงไม่มี trace อะไรเลยจริงๆ

แต่ว่าเบื่อว่ะ ทำไมวะ เฮ้อ

ปล. ขอบคุณลูกศิษย์สองคน thitipat ที่เป็นคนสังเกต คนเจอ และ kiterminal ที่เป็นคนบอกผม

ทำนาบนหลังคน

ประเทศมันถึงไม่เจริญ

พ่อค้าคนกลางร่ำรวย ชาวนายากจน โดนกดราคา
ครั้นจะไปขายเอง ก็ไม่รู้ตลาด ติดที่ว่าคนเค้า deal กันตรง ติดเจ้าที่เจ้าทาง ติดอิทธิพล
คนรับงานร่ำรวย คนทำงานยากจน โดนกดราคา
ครั้นจะไปรับงานเอง ก็ไม่รู้ตลาด บางทีคนเค้า deal กันตรง ติดเจ้าที่เจ้าทาง ติดระเบียบ

คนรับงาน 5 ล้าน ไปจ้างเค้าทำต่อ 1 ล้าน ตัวเองนอนเฉยๆ กินไป 4 คนที่ทำงานจริงเห็นเงินล้าน รีบฉวย ทำเลือดตากระเด็นตาย เหนื่อย

เหมือนกับสงคราม คนทำไม่ได้ตาย คนตายไม่ได้ทำ

เรื่องนี้ต่างกับ supply chain หรือว่าอะไรที่เป็น ecosystem ของระบบธุรกิจที่ win-win ไม่เอาเปรียบกัน(เท่าไหร่) ได้ส่วนที่ควรได้เสียส่วนที่ควรเสีย แต่ว่ามันเป็นเรื่องของการใช้อะไรก็ไม่รู้ คนกลางอยู่กับความไม่รู้ของคนอื่น ทั้งคนซื้อและคนขาย ซื้อ supply มาในราคาที่ถูก และโก่ง (อาศัยปากดี) ขายในราคาที่แพง

คนซื้อ คนทำ รับกรรม คนกลาง สบาย

To be continue …. ในประเทศไทยเนี่ยแหละ ต่อไปเรื่อยๆ

ปล. ทำไมจู่ๆ ผมต้องมาบ่นเรื่องแบบนี้หว่า

ซื้อคอมพ์ให้เด็กหัดเขียนโปรแกรม

ตอนนี้เริ่มต้องกลับมาสอนเด็กเขียนโปรแกรมมากขึ้น หลังจากที่ไม่ได้สอน/ติวโปรแกรมมิ่งจริงๆ จังๆ มานาน (ครั้งสุดท้ายนี่ก็ตอนกลับมาใหม่ๆ เลยล่ะ ตอนที่ได้เด็กกลุ่มหนึ่งซึ่งปัจจุบันกลายเป็นผู้ช่วยวิจัยของเราเนี่ยแหละ)

ว่าแล้วก็ไปเดินหาซื้อเครื่อง Desktop ที่มันไม่ต้อง high profile มากเท่าไหร่ มี spec พอที่จะลง Linux ได้ (ไม่ต้องใหม่มากหรอก เพราะว่า distro ใหม่ๆ หลายตัวก็กินเครื่องเอาเรื่องเหมือนกันน่ะแหละ) …. ก็ไปที่ Fortune นะ สรุปว่าได้เครื่องมือสองเก่าของญี่ปุ่น (ที่เค้าโละกันทีละทั้งองค์กร) มา 4 เครื่อง spec เบาะๆ แค่ Pentium 4 1.6, RAM 256, HDD 40 GB มี keyboard, mouse, monitor ให้หมด เครื่องละ 6,500 เอง ถูกมากเลย

สรุปว่าได้เครื่องมาให้เด็กๆ หัดเขียนโปรแกรมกัน 4 เครื่อง ด้วยราคาที่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ซื้อไอ้พวกนี้เครื่องเดียวยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

พอได้มา ก็เริ่มลง OS ล่ะ ก็ตอนแรกคิดว่าจะลง Ubuntu Linux แต่ว่าไม่ไหวแฮะ เพราะว่ามีแต่ 7.04 แล้วก็ค่อนข้างจะหน่วงเครื่องด้วย (ยิ่ง spec แค่นั้นด้วย) และอีกอย่างก็มีปัญหาที่ network ที่สถาบันวิจัยที่ทำงานอยู่มันมีแต่ wireless แล้วเวลาอยากจะลงโปรแกรมอะไรก็ต้อง apt-get เอาผ่าน online repository เนี่ยสิเรื่องใหญ่

ว่าแล้วก็เอาแกะเอา Fedora Core 4 มาลง ลง development environment พวก compiler พวก editor อะไรพวกนี้ไปเรียบร้อย ก็พร้อมใช้งานล่ะ การใช้งานก็ smooth มากๆ เลยด้วย จริงๆ เราก็อยากจะลงเครื่องละ OS นะ เช่นอันนึงลง FreeBSD อันนึงลง GNUstep อะไรทำนองนี้ แต่ว่าขี้เกียจอ่ะ

ก็มีเด็กๆ มาหาอยู่บ้างล่ะนะ แต่ว่าเวลาโดนจับให้ทำโปรแกรมเนี่ย น้องๆ พวกนี้ยังห่วยอย่างเหลือเชื่อ ยังพยายามท่อง code กันมากไปนิดนึง … แต่ว่าไม่เป็นไรครับ ค่อยๆ เขียนกันไป เขียนเยอะไว้มันได้เปรียบอยู่แล้ว ถึงจะมีบางช่วงที่จะลอก code ที่คนอื่นเขียนไว้บ้างเพื่อเป็นตัวอย่างและเพื่อให้มือมันชินกับการเขียน code ก็เถอะนะ ไม่เป็นไรๆ ขอให้ได้ประสบการณ์มากขึ้นก็พอล่ะ

อ่อ สำหรับน้องๆ ปีแรกๆ นะครับ อย่ารอและอย่าคิดว่าพอเรียนไปปีสูงแล้วเดี๋ยวจะเก่งขึ้นเองนะ ถ้าคิดแต่ว่าจะรอแบบนั้นมันจะไม่มีทางเก่งขึ้นหรอกครับ ผมก็สอนพี่ๆ คุณในปีสูงๆ ทราบดีว่าส่วนมากทำอะไรได้ดีแค่ไหน และถ้าคุณไม่พยายามเสียแต่วันนี้ มันจะ backfire คุณเองนะครับ เมื่อคุณต้องไปทำ project ไปทำงาน ไปทำอะไรก็แล้วแต่ที่มันต้องใช้พื้นฐาน

จริงๆ ยังอยากจะบ่นนักศึกษาที่ผมไปฟัง present ในวิชา research methodology อีกนะ แต่ว่าเอาไว้ก่อน ไว้ผ่านงาน blognone ก่อนและค่อยว่ากัน ตอนนี้ขอเก็บพลังงานนี้ไว้ก่อน

การ present งาน (paper) ชาวบ้าน

มีอย่างนึงที่การศึกษาบ้านเราชอบ(ให้)ทำกัน คือ การหา paper งานวิจัยใหม่ๆ ที่ได้รับการตีิพิมพ์ใน journal หรือว่า proceeding ของ conference ดังๆ แล้วเอามา present ให้คนอื่นฟัง ถ้าเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรหรือว่างานวิจัย ก็มักจะเรียกกันว่า Journal Club แต่ว่าก็มักมีในวิชาทำนอง Research Methodology เหมือนกัน ซึ่งโดยมากนักศึกษาก็จะหา paper ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับงานที่ตัวเองต้องทำเป็น thesis/project จบ

จากประสบการณ์ในการนั่งฟังมาหลายปี หลายครั้ง ก็มีข้อคิดฝากถึงน้องๆ ทุกคนดังนี้

  • การ present paper งานคนอื่น ไม่ใช่การมานั่งแปล paper ให้ฟังนะครับ การแปลคำๆ หนึ่งเป็นภาษาไทยได้ ไม่ได้แปลว่าเรา “เข้าใจ” ในคำๆ นั้น เช่นคำว่า evolution แปลว่า วิวัฒนาการ แต่ว่า วิวัฒนาการ มันหมายถึงอะไร? เช่นคำว่า parallel processing แปลว่าการประมวลผลแบบขนาน แต่ว่าแล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ? ตรงนี้หลายคนตกหล่นไปมากๆ ไม่ได้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตัวเองอ่านให้ดีๆ
  • หลายคนพออ่านไปเจอตรงที่ยาก อ่านไม่เข้าใจ ซึ่งส่วนมากจะเป็นส่วนที่เป็น mathematical description/model ซึ่งไอ้ตรงนี้แหละ มันมักจะเป็น “เนื้อ” ของงานจริงๆ เพราะว่ามันมักจะอธิบายรายละเอียดของการทำงาน assumption และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้สิ่งที่เค้าเขียนใน paper มันทำงานได้ พอข้ามตรงนี้ไป ก็เลยไม่รู้เรื่องจริงๆ แล้วก็มาทำเนียนๆ ข้ามๆ ไปในตอน present ซึ่งจริงๆ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกนะ
  • ไม่มีการอ่าน paper ในเชิง critique นั่นคือ วิเคราะห์ความมีเหตุมีผล ความเหมาะสมของขั้นตอนต่างๆ ที่ผู้วิจัยเขาได้อธิบายมา และความเหมาะสมในการนำมาประยุกต์ต่อไป หลายอย่างที่เขียนมาใน paper หลายฉบับ มันก็ไม่ได้ make sense ในทุก context หรอกนะ หลายวิธีการมัน place assumption บางอย่างที่มัน specific มากกับลักษณะข้อมูลบางอย่าง หรือว่าบางอย่างก็เหมาเอาเลยโดยไร้เหตุผลก็มี แบบนี้ถ้าเราอ่านและศึกษาโดยไม่มีสายตาของการ critique แล้วเนี่ย มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
  • แทบทุกคน พอถามอะไรที่มันเป็นพื้น เป็นฐาน ของแนวคิดของวิธีการที่ paper เขียนถึง กลับอ้างง่ายๆ ว่า “มันไม่มีใน paper” หรือว่า “paper เค้าไม่ได้เขียนถึง” ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็มี reference ถึงไว้เรียบร้อยแล้ว หรือว่าเป็นพื้นฐานที่หาอ่านที่ไหนก็ได้ (โดยมากมักจะเป็นตำราระดับ undergrad text ทั่วไป) รบกวนทำการบ้านซักนิดนึงนะ
  • เวลาที่โดนถามอะไรนะ อย่าใช้ความ “นิ่ง” ในการเอาตัวรอด การพยายามนิ่ง ไม่ตอบไปเรื่อยๆ ignore ไปเรื่อยๆ รอจนกว่าคนจะหมดความอดทนหรือว่ารอให้เวลาหมดแล้วจะผ่านไปเอง เพื่อเอาตัวรอดไปเป็นครั้งๆ ไม่เคยช่วยใครในระยะยาว บางทีการเดาคำตอบ หรือว่าการพยายามคิด และโยนคำตอบที่มันไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าหรอก แต่ว่าผ่านการคิดอย่างมีเหตุผลมาแล้ว เนี่ย มันดีกว่าตั้งเยอะ เดี๋ยวพวกอาจารย์เค้าก็ช่วยตบให้มันเข้ารูปเข้ารอยเองน่ะแหละ ยิ่ง “นิ่ง” ยิ่งพยายามไม่ตอบ ยิ่งแย่นะน้องนะ
  • Slide ที่เต็มไปด้วย text แล้วมายืนอ่านให้ฟัง (โดยเฉพาะพวกที่เสียง monotone) แล้วก็พยายามทำให้มันน่ารำคาญมากขึ้นด้วยลูกเล่นสารพัด หรือว่า unnecessary graphics/animation/transition เนี่ย รบกวนช่วยเลิกซะทีเถอะนะ
  • ทิ้งท้ายอีกครั้งเถอะ ช่วยๆ ดู list ใน reference ด้วย อันไหนท่าทางสำคัญช่วยไปหามาอ่านด้วยจะดีมากเลยนะ น่าจะช่วยได้เยอะ แล้วก็อย่าเลี่ยงส่วนที่ยากของ paper เลยนะ ขอร้องเถอะ
  • ที่สำคัญ อย่ามั่ว

ด้วยความปรารถนาดีถึงทุกคนที่ต้อง present งานชาวบ้าน

Anynomous Coward

จะบ้าตาย กับพวกไม่ออกชื่อ ไร้เสียง ชอบทำตัวเป็นคนดี หวังดี กับอะไรหลายๆ อย่าง หรือว่าพวกที่ชอบส่งข้อความ สร้างเรื่อง หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ที่จะนึกออก

สุดแสนจะเหนื่อยหน่าย

ขี้ลืม กับ ซวยสองต่อ

เมื่อวานไปประชุมที่ใดที่หนึ่งมา .. แต่ว่าเรื่องของเรื่องคือผมลืม power adaptor ของ MacBook Pro ผมไว้ที่ lab (อีกแล้ว…. แย่จัง ให้ตาย) แต่ว่าด้วยความที่เรามี battery สองก้อน ก็เลยคิดว่า ไม่เป็นไรน่า พออยู่แล้ว

แต่ว่าให้ตายเถอะนะ ดันใช้ battery เกิน (คือใช้ computing power เกินความเหมาะสมของการใช้ battery ไปพอควร) ก็เลยเกลี้ยงเร็วหน่อย ทีนี้ ผมก็เลยทำไงได้ล่ะ เออ เอาวะ กัดฟันซื้อ power brick ก้อนใหม่ไปเลยก็ได้ …​ สนนราคาก็เอาเรื่องอยู่นะ ตั้ง 4,xxx บาท แน่ะ

ด้วยความชะล่าใจ ลืม check ของ และแล้วก็เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเสียบปลั๊ก ก็ตกใจสุดๆ ซวยซ้ำสองว่ะ มันไปเอาปลั้กมาจากไหนวะ ..​รูปร่างหน้าตาไม่คุ้นเลย ไม่เคยพบไม่เคยเจอในประเทศไทย เดี๋ยวต้องวิ่งหาซื้อ adaptor มาต่ออีกตัวสินะ เฮ้อ

สงสัยตัวนี้คงจะต้องทิ้งไว้ที่ lab ล่ะ เพราะว่าแบกไปไหนคงจะไม่ได้ ลำพังสายไฟของ power brick รุ่นนี้ก็หนักอยู่แล้ว ไหนเลยหัวปลั๊กจะใหญ่โตมโหฬาร แล้วไหนเลยจะ adaptor ของมันอีก ไม่งั้นคงจะต่อปลั๊กไฟ 99.99% ของประเทศไทยไม่ได้….

บ่นทั่วไป จิปาถะ กับงานบางตัว

วันนี้พาลูกน้องที่ทำงานมาจัด workshop ที่ BIOTEC ทำให้เจอเรื่องอะไรหลายอย่างที่จัดว่าเป็นประสบการณ์ของผมที่จะต้องจำมันไว้

  • อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคน ผมต้องใส่ใจกับรายละเอียดเล็กน้อยมากกว่านี้ บางทีไว้ใจคนที่ทำงานด้วยมากเกินไป บอกให้ทำอะไรไว้ที่ค้ดว่าสำคัญ และเจ้าตัวได้ตกปากรับคำไปแล้วว่าจะทำ … แต่ว่าถึงเวลาจริงๆ ไม่มี ก็คงต้องเก็บรายละเอียดด้วยการ check ให้ละเอียดเอง
  • เรื่องการ deploy งาน บอกหลายครั้งว่าต้องเตรียม deploy งานบน Windows ไปด้วย ต้องให้มี impression ที่ดีตั้งแต่ “การติดตั้งโปรแกรม” เพราะว่าลูกค้าหรือว่าคนทำงานด้วย จะเริ่มรู้สึกว่าโปรแกรมใช้ง่ายหรือยาก ไม่ใช่ตอนใช้งานนะ มันเริ่มจากตอน “ติดตั้ง” และ “เรียกใช้” โปรแกรมตะหาก
  • บางทีนะ เรื่องบางเรื่องบอกไปเป็นสิบๆ ครั้ง แต่ว่าไม่ทำ บอกว่าคงไม่ใช่ปัญหา แค่ copy InstantRails ลงไปก็จบแล้ว แต่ว่าผู้ใช้ทั่วไปน่ะ เรื่องนี้ยังยากอยู่นะ มันต้อง single-click
  • อย่าว่างั้นงี้เลย ไม่มีการ download file ที่จะใช้ install มาเตรียมไว้ก่อนด้วยซ้ำ ไม่มีการ burn CD มาเพื่อให้คน copy ลงเลยครั้งแรกด้วยซ้ำ
  • รายละเอียดโปรแกรม เฮ้ย ทำไมมันไม่มีการ validate field อะไรเลยวะ จะบ้ากันไปใหญ่แล้ว นี่มัน programmer error ชัดๆ
  • ฯลฯ ขี้เกียจเขียนล่ะ :-P

ครั้งหน้า ผมคงต้องเตรียมรายละเอียดเองหมดล่ะ ต้อง check รายละเอียดมากกว่านี้ ไอ้เรื่องที่คิดว่า “ไม่ควรเกิดขึ้นหรอก ไม่น่าจะเกิดขึ้นหรอก” มันเกิดขึ้นประจำ

งานนี้โทษตัวเองครับ จุดอ่อนคือการที่ไว้ใจ