Archive for the ‘Review’ Category

Panasonic Lumix LX3 Review #1

Friday, November 14th, 2008

หลังจากไม่ได้เขียน blog มานานพอสมควร (ครึ่งเดือนได้ล่ะมั้ง) ก็ขอเขียนต่อเรื่องเดิมก็แล้วกัน ก็คือ เรื่องกล้องติดตัว ตัวใหม่ Panasonic Lumix LX3 ซึ่งถือได้ว่าเป็น serious compact ที่อยู่ในความสนใจของหลายๆ คน (เป็นคำถามที่เห็นได้ตามบอร์ดทั่วไป ว่าจะเอา LX3, P6000, G10 หรือว่า GX200 ดี) และก็คิดว่าคงจะมีหลายอัน ก็เลยแปะป้าย #1 เอาไว้ก่อน (จริงๆ อาจจะมีแค่อันเดียวก็ได้)

แต่บอกไว้อีกอย่าง ผมจะขอรีวิวในลักษณะเล่าการใช้งานให้ฟังนะครับ ถ้าอยากจะอ่านรีวิวแบบละเอียดและเป็นเชิงเทคนิคมากๆ หรือว่าที่วิเคราะห์กันละเอียดสุดๆ เทียบๆ กับตัวอื่นๆ ด้วย ก็อ่านจากเว็บอื่นดีกว่าครับ (dpreview ก็ได้ครับ ที่ไหนก็ได้ เขียนกันเยอะแยะ)

เอาเรื่องที่ขัดใจก่อน ก็ยังคงยืนยันจากรีวิวก่อนหน้านี้ของผม ที่ว่ามีเรื่องขัดใจไม่กี่เรื่องคือ

  • ฝาปิดเลนส์ … นี่มันสมัยไหนกันแล้วล่ะคุณเอ๋ย ขนาด G10 ยังทำฝาเลื่อนอัตโนมัติเลย
  • command dial ที่เลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งง่ายไปหน่อย
  • ตัวเลื่อนปรับ aspect ratio ที่ขัดใจผมจริงๆ (เพราะว่าผมถ่าย 3:2 เป็นหลัก และดันอยู่ตรงกลาง ผิดหลัก Fitt’s law ในการใช้งานของผม แต่ว่าถ้าคุณถ่าย 16:9 หรือว่า 4:3 เป็นหลักก็ไม่เป็นไร)
  • autofocus บางทีจะพลาดแบบไม่น่าพลาด โดยเฉพาะกรณีถ่ายคน มันไปชัดข้างหลังอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้งๆ ที่ถ่ายก็โฟกัสที่หน้าดีหรอกนะ แต่ว่าทำไมมันไปชัดด้านหลังก็ไม่รู้ และผมท่าทางจะไม่ใช่คนเดียวที่เจอปัญหานี้ เคยอ่านในเว็บเมืองนอก มีคนเจอปัญหานี้เหมือนกัน

ส่วนเรื่องลักษณะการใช้งานทั่วไปๆ ของผม และ impression ของมันนอกเหนือจากนี้คือ

  • ทำได้ดีพอสมควร ในเรื่อง noise (ตามคาด) ถึงจะไม่ดีเท่า DSLR แน่ๆ แต่ว่าก็ดีกว่าที่ผมหวังไว้อยู่หน่อย ยิ่งมีเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง (f/2) ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ใช้งานในที่แสงค่อนข้างน้อยได้พอสมควร (แต่ว่าไม่มีอะไรสู้ D700 กับ 50mm 1.4 ที่ ISO 3200 ได้หรอก — ขนาด ISO 6400 ยังไม่น่าเกลียดเลย ตัวนั้นน่ะ)
  • ค่อนข้าง “ทน” พอสมควร ทดสอบแล้วด้วยการทำตกจากโต๊ะความสูงกว่าเมตร (ใส่กระเป๋าไว้แล้วไม่ได้รูดซิบ …​น้องเกดสุดที่รักก็เลยทดสอบความทนทานให้ ด้วยความซุ่มซ่ามส่วนตัว) ก็ไม่เป็นอะไร มีรอยเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวกล้องเท่านั้น (แต่ว่าก็คงจะขึ้นกับมุมในการตกด้วย)
  • film mode หลายอันมีให้งงเล่นมากมาย ตอนแรกๆ ผมจะใช้ standard เป็นหลัก แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ลองเล่นอย่างอื่นบ้าง พบว่า nostalgic ให้อารมณ์ฟิล์มเก่าๆ ได้พอสมควร และเป็นโหมดที่ถ่ายคนสวยที่สุด ส่วน vibrant ก็เข้ม ฉูดฉาด สมชื่อโหมด ส่วน dynamic ไม่เคยใช้ smooth เหมือนจะดีเวลาถ่ายคน แต่ว่าสู้ nostalgic ไม่ได้

    ลองดูหน่อย ถ่ายภายในร้าน Cafe dot com ใต้ตึกวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ ม.เกษตร ครับ อันนี้โหมด vibrant

    P1000520.jpg

    ส่วนอันนี้ที่เดียวกันเป๊ะ แต่ว่าเป็น nostalgic ครับ … เป็นไง ฟิล์มเก่าๆ ดีมั้ย

    P1000522.jpg

  • ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้นิดๆ หน่อยๆ เพราะว่าได้เลนส์ที่รูรับแสงกว้าง ถึงแม้ว่าขนาดของเซนเซอร์จะเล็กก็เถอะ แต่ว่าก็ยังใหญ่กว่ากล้อง compact ทั่วๆ ไปพอควร ก็เลยยิ่งทำให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ง่าย เมื่อเทียบกับกล้อง compact ทั่วๆ ไป ยิ่งซูมออกนิดหน่อย จะยิ่งช่วยได้

    ภาพนี้ถ่ายคนโดยใช้โหมด nostalgic นายแบบคือ อ.ยศวี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ครับ ถ่ายที่ 9.3mm สำหรับเซนเซอร์ตัวนี้ ซึ่งเทียบเท่า 44mm บน 35mm ถ่ายที่ f/2.5 (กว้างสุดสำหรับทางยาวโฟกัสนี้ — สำหรับกว้างที่สุดสำหรับเลนส์คือ f/2 ที่เทียบเท่า 24mm)

    P1000510.jpg

  • แต่ว่าไปๆ มาๆ สิ่งที่ผมใช้กล้องตัวนี้ทำมากที่สุดคือ “ถ่ายขาวดำ” (B&W) โดยใช้โหมด Dynamic B&W ให้ความเป็นขาวดำที่สวยมากๆ สุดยอดมากๆ เลยถ่ายแต่โหมดนี้เป็นหลักเลย ให้ดูสองรูป จากโหมดนี้ครับ ทั้งสองภาพเป็นภาพตอนที่ผมไปดูงานศูนย์คอมพิวเตอร์ ที่วิทยาเขตเพชรบุรี โดยนายแบบหลักทั้งสองภาพ คือ พี่ฉลอง จากศูนย์คอมพิวเตอร์ ม.ศิลปากรครับ

    P1000686.jpg

    P1000666.jpg

ค่อนข้างจะพอใจมากๆ กับกล้องตัวนี้ ทำให้ถ่ายรูปสนุกขึ้นอีกเยอะ โดยเฉพาะรูปขาว-ดำ จริงๆ อยากจะถ่ายขาว-ดำมานานแล้ว.. แต่ว่ากล้องที่มีอยู่ แม้แต่ D700 มันถ่ายขาว-ดำ “จากกล้อง” ไม่ค่อยจะถูกใจเท่าไหร่ และผมเป็นคนที่ไม่ชอบทำ post-process เท่าไหร่ด้วย ยิ่งต้องมาทำทุกรูปก็ไม่ไหว ก็มาเจอตัวนี้แหละครับ ที่ถ่ายขาว-ดำจากกล้องได้โดนใจมากๆ เลยตั้งไว้ถ่ายแต่โหมดนี้เลย แล้วเวลาอยากจะถ่ายคนที่ไม่ใช่ขาวดำ ก็สลับไปใช้ nostalgic เอา

P1000606.jpg

ของเล่นใหม่ ในที่สุดก็มี Leica กับเค้า!

Tuesday, October 28th, 2008

อ่อ ยังไม่ถึงขนาดจะไปถอย Leica M มาเล่นหรอกครับ (เห็นราคา M8 แล้วกุมกระเป๋าตังค์แน่นต่อไป และไม่คิดจะไปขอลองกดชัตเตอร์เล่นด้วย) แต่ว่าเป็นหมอนี่ครับ

lumix_lx3011.jpg

ครับ Panasonic Lumix LX3 ซึ่งจริงๆ ก็เป็นฝาแฝดกับ Leica D-Lux 4 น่ะแหละครับ (ต่างกันแค่ Image processing engine เท่านั้นเอง)

ผมก็เลยมี Leica กับเค้าซะที … มียังไงเหรอ? ถึงมันจะเป็นฝาแฝดกับ D-Lux 4 แต่ว่ามันก็ยังเป็น Lumix ไม่ใช่เหรอ?

อ่าฮะ ไม่ผิดๆ แต่ว่าเหตุผลที่ผมเลือก LX3 เพราะเหตุผล 4 ข้อครับ

  1. นโยบายสวนทิศทางของความเชื่อสาธารณะ: ไม่เพิ่ม pixel count!
  2. นโยบายที่ถูกทิศทาง แม้ตลาดส่วนมากจะไม่รู้: เพิ่มขนาด sensor!
  3. รูปร่างหน้าตาที่ลอกแบบ Rangefinder หรือกล้องโบราณๆ อีกหลายตัว
  4. เลนส์ Leica DC Vario-Summicron 24-60mm (35mm eq.) f/2.0-2.8

อย่างน้อยๆ ก็มีเลนส์เป็น Leica ล่ะน่า (ฮาฮา) จริงๆ Panasonic ก็ใช้เลนส์ Leica ใน Lumix หลายรุ่นนะครับ แต่ที่พิเศษกับรุ่นนี้ ก็คือ การเลือกทางยาวโฟกัสที่สั้น เพื่อให้ได้คุณภาพที่มากขึ้นในแต่ละช่วง และมีขนาดรูรับแสงที่กว้างมาก (f/2.0-2.8) ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่มี sensor ที่มีขนาดใหญ่กว่า compact ทั่วไป (ถึงแม้จะยังเล็กกว่า DSLR รวมถึงพวกที่ sensor เล็กๆ อย่าง 4/3 format หรือ compact ที่ยัด DSLR-class sensor อย่าง Sigma DP1 อยู่มากโข) ทำให้เพิ่มโอกาสได้ภาพค่อนข้างมากทีเดียว และพอจะเล่นกับ Depth-of-Field สวยๆ ได้บ้างเล็กน้อย (เอาไว้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้นิดหน่อย)

เท่าที่ทดสอบเล่นๆ มา ก็เข้าท่าทีเดียว กล้องตัวนี้กลายเป็นกล้องติดรถ ติดกระเป๋าถือ ใส่กระเป๋ากางเกง ฯลฯ สำหรับกรณี “เผื่อมีภาพอยู่เบื้องหน้า” จะได้ไม่พลาดการได้ภาพเหล่านั้น

การตอบสนองถือว่าทำได้ดีพอสมควร ในเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้งาน การตอบสนองเยี่ยม เสียงเงียบมาก มีข้อเสียนิดๆ หน่อยๆ ตรง command dial ด้านบนมันเปลี่ยนตำแหน่งง่ายไปนิด กับ lens cap ที่น่ารำคาญหน่อยๆ (ทำให้ใช้งานมือเดียวลำบากมากๆ เมื่อเทียบกับพวกที่ใช้การเปิดปิดเลนส์แบบอัตโนมัติ) อ่อ แล้วก็อยากให้มี optical viewfinder หน่อยนึงด้วย (เดี๋ยวซื้อ optional เพิ่มเอาก็ได้)

อ่อ มีอีกหน่อย แล้วก็การเลือก aspect ratio ที่มีตัวเลื่อนตรง lens ซ้ายสุดเป็น 4:3 ตรงกลางเป็น 3:2 และขวาสุดเป็น 16:9 ซึ่งมันก็เปลี่ยนไปมาค่อนข้างง่าย คนชอบถ่าย 3:2 อย่างผมก็เลยเซ็งหน่อย เพราะว่าเวลาเอาใส่กระเป๋ากางเกง บางทีมือไปโดนนิดหน่อยพวกก็ชอบเลื่อนไปซ้ายทีขวาที เช่นเดียวกับ Focus mode แต่ว่าอันนี้ยังดีหน่อย ที่ AF อยู่บนสุด แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าอยู่ล่างสุดมันจะดีกว่าหรือเปล่า (กดลง ง่ายกว่าดันขึ้น ดังนั้นถ้า AF อยู่ล่างสุด มันก็จะกดลงไม่ได้อีกแล้ว)

ส่วนเรื่องคุณภาพของภาพ ถือว่าทำได้เยี่ยมเกินคาด แต่อย่างหวังเอาไปเทียบกับ DSLR มากมายนัก แต่ว่าถ้ากรณีทั่วๆ ไป และเอาไว้ถ่าย street หรือว่าถ่ายเล่นถ่ายเที่ยว รับรองว่าคุณภาพไม่น่าเกลียดแน่นอน เรียกได้ว่าสวยเลยล่ะ โดยเฉพาะสีสันดีมาก ถึงจะใช้ Film mode เป็น standard ถ้าใช้ Film mode เป็น smooth ก็ถ่ายคนได้เนียนดี

แถมให้รูปนึงละกันนะครับ นอกนั้นเจอกันใน multiply รูปนี้ถ่ายที่หน้าวิหารเซียน ตอนบรรยากาศอึมครึมสุดๆ ระหว่างฝนตกหนักระลอกแรก กับก่อนฝนหนักๆ ระลอกถัดไปจะเทลงมา ใช้ Auto White Balance ตั้ง Film mode เป็น standard แล้วเพิ่ม sharpness ไป +1 ในกล้อง นอกนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งสีทั้งคอนทราสท์ และไม่ได้ post-process ทั้งสิ้น (ปกติผมไม่ post-process รูปอยู่แล้ว อันนี้คนรู้จักรู้กันดี) ย่อแล้วลงเลย ไม่ได้ทำการ sharpen เพิ่มเติมก่อนหรือหลังย่อ

lumix_lx3012.jpg

พอใจกับภาพและสีสันที่ได้มากมายครับ

Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon

Monday, September 29th, 2008

ไม่ได้เขียนรีวิวหนังซะนานมากเลย จริงๆ ยังมีเรื่องที่ดูไปแล้วและอยู่ในคิวจะเขียนอีกเยอะ โดยเฉพาะ Batman: The Dark Knight แต่ว่าเรื่องนั้นขอดูอีกสักเที่ยวสองเที่ยวก่อน เพราะว่ามีข้อคิดเยอะมากๆ แต่ว่าเอาเรื่องนี้ก่อนละกัน เพราะว่าท่าทางจะสั้นที่สุด และคงไม่จำเป็นต้องดูเที่ยวที่สอง

จริงๆ เป็นหนังที่อยากจะดูตั้งแต่อยู่ในโรงหนังแล้ว แต่ไม่มีโอกาสไปดู เผลอๆ จะอยากดูเรื่องนี้มากกว่า Red Cliff ซะอีก เพราะว่าบ้าสามก๊กอยู่เป็นทุนเดิมด้วย และมีเรื่องสามก๊กนี่ตัวละครที่ผมชอบที่สุด ชอบเสียยิ่งกว่าชอบ คือ “จูล่ง” (Zhao Yun) ยิ่งอ่านหนังสือ “จูล่ง สุภาพบุรุษจากเสียงสาน” จากสามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบแล้วยิ่งชอบมากเข้าไปอีก

ดังนั้นหนังที่เอาจูล่งมาเป็นพระเอก และเอาพระเอกฮ่องกงที่ผมชอบที่สุดคนหนึ่ง คือ หลิวเต๋อหัว มารับบทนี้ด้วยแล้ว ยิ่งอยากดูเข้าไปใหญ่

ดูแล้วรู้สึกยังไงบ้าง เอาล่ะ ไม่พูดพร่ามมากล่ะครับ เอาไปเป็นข้อๆ เลย

  • การเลือกตัวละครมารับบทต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกันอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกวนอู เตียวหุย เล่าปี่ ขงเบ้ง ม้าเฉียว ทำได้ดีมากพอสมควร การออกแบบอาวุธก็สวยดี อลังการดี (โดยเฉพาะง้าวของกวนอู กับทวนของจูล่ง) เสียดายไม่ได้เห็นยอดกระบี่ในตำนาน “กระบี่ชิงกัง” (ฟันเหล็กเหมือนฟันหยวก) ชัดๆ

    ตรงนี้มีที่คลาดเคลื่อนหน่อยนึง ในหนังให้จูล่งชิงกระบี่มาจากโจโฉ แต่ว่าจริงๆ แล้วเป็นการชิงมาจากแฮหัวเอี๋ยน

  • แปลกใจเล็กน้อยที่เห็น Maggie Q มารับบทเป็น Cao Yin ซึ่งในหนังให้เป็นหลานสาวโจโฉ เพราะว่าตามประวัติศาสตร์และเรื่องสามก๊กจริงๆ แล้ว Cao Yin นี่ถ้าผมจำไม่ผิดจะเป็นเจ้าชายน้อย ซึ่งตายตอนอายุได้ 1 ปีเท่านั้น คนที่ชื่อใกล้เคียงที่สุดคือ “โจหยิน” (Cao Ren) ซึ่งเป็นคนแซ่เดียวกับโจโฉ และเสียชีวิตก่อนสงครามครั้งนั้นของจูล่งแน่ๆ (223 AD)

    เพราะความใกล้เคียงกันของชื่อ … ทำให้หนังสือพรีวิวหนังหลายเล่มบอกว่า Maggie Q รับบทเป็น “โจหยิน” ซึ่งผิดนะครับผม

    ดังนั้นตัวละครของ Maggie Q นี้จึงเป็น Fictional character แน่ๆ ครับผม และคงจะมีเข้ามาเพื่อสร้างโทนของหนังด้วย ไม่งั้นคงจะมีแต่ผู้ชาย รบราฆ่าฟัน ขิงไหวชิงพริบ แค่นั้น และเรื่องนี้ Maggie Q เด่นมากทีเดียว ยิ่งตอนเล่นดนตรีกำกับการรบนะ สุดยอดมากๆ ไม่เคยเห็นเลย dramatic ดี

  • ฉาก Action โดยเฉพาะ 1-on-1 ทำได้ดีและไม่เวอร์เกินจริง แบบหนังกำลังภายใน (ตอนแรกกลัวว่าจะออกมาเป็นแบบนั้นมากๆ)
  • หนังเรื่องนี้เอา character ของจูล่งออกมาได้ดีมากพอสมควรเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกล้าหาญ ความถ่อมตัว ความเยือกเย็น ความสุขุม ไหวพริบ ความน่าเกรงขามทั้งในและนอกสนามรบ และอื่นๆ และที่ขาดไม่ได้เลย นั่นก็คือเรื่องของฝีไม้ลายมือในการรบ ซึ่งแสดงให้เห็นตั้งแต่ต้นเรื่องว่าขนาดกวนอู และเตียวหุยสองคนช่วยกันรุม ยังได้เพียงแค่สูสีเท่านั้น ไม่พอ ยังปราบนายพลของวุ่ย 4 คนรุมกันได้อย่างง่ายๆ อีกด้วย ต้องเล่นลอบกัดสถานเดียว
  • อ่านพรีวิวตอนแรก เห็นว่าหนังเน้นไปที่เรื่องของจูล่งในวัยชรา ไม่คิดว่าจะได้ดูจูล่งตอน “จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า” ซึ่งเป็นตอนที่เด่นมาก ถึงกับเป็นหนึ่งในสองตอนที่อยู่ในหนังสือเรียนของประเทศไทยด้วย โดยคัดมาจากฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) (อีกตอนคือ ยุทธการณ์ผาแดง — เดี๋ยวผมไปหาดูแล้วจะมารีวิวนะ) ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ทำได้ดีพอสมควร
  • เสียดายไม่ได้ดูตัวละครอื่นๆ เลย แต่ว่าไม่เป็นไร เพราะว่าเห็นใจคนทำและคนเขียนบทมากๆ เพราะว่าประวัติศาสตร์จริงมันตั้งกี่ปี ตัวละครที่ซับซ้อนมากๆ ตั้งกี่ตัว (ฉบับงิ้วของหลอกว้านจงใส่สีใส่ไข่ใส่ความซับซ้อนเข้าไปอีกเท่าไหร่ — ไม่นับการบิดเบือนประวัติศาสตร์และความพยายามอย่างแสนสาหัสที่จะทำให้ก๊กเล่าปี่เป็นพระเอก และโจโฉเป็นผู้ร้าย แต่นั่นนอกประเด็นของการรีวิวนี้) เอามาย่อได้ขนาดนี้ และให้จูล่งมีมิติได้แค่นี้ ผมก็ว่าเก่งแล้ว (ถึงมิติที่ว่านี่จะยังแบนๆ ราบๆ อยู่ก็เถอะ)
  • อีกอย่างหนึ่งที่แสดงออกมาให้เห็นได้อย่างดีในหนัง ก็คือ ความสามารถของขุนพล ขุนพลรุ่นหลังของจ๊กก๊ก ที่ไม่สามารถจะเทียบกับขุนพลรุ่นก่อนได้ (ซึ่งอันนี้ตอนที่ผมอ่านเรื่องสามก๊ก ไม่ว่าจะฉบับไหน ก็รู้สึกแบบนั้น)
  • อีกอย่างหนึ่งก็เรื่องของขงเบ้ง ที่ชอบวางแผนลึกลับ เขียนแผนใส่ถุงไถ้ไว้ให้ไปเปิดอ่านตามที่ต่างๆ ซึ่งคนที่จะทำแบบนี้ได้ แปลว่าลูกน้องต้องเชื่อใจอย่างมาก เพราะว่ามันเหมือนกับต้องเดินคลำทางในที่มืดเลย โดยต้องเชื่อว่าสิ่งที่ขงเบ้งคาดการณ์ไว้จะเป็นจริง และค่อยเปิดอ่าน

    เรื่องนี้ “สามก๊กฉบับคนเดินดิน” ของ เล่าชวนหัว (เล่ม “เปิดหน้ากากขงเบ้ง”) เขียนกัดไว้สุดยอดมาก แต่ว่าผมอ่านนานแล้วนะ (อ่านทั้งชุดของเล่าชวนหัว ตอนเรียน ป.4-5)

  • ฉากจบเท่ห์มากครับ เท่ห์สุดๆ ชอบมาก และหนังจบแบบนั้นโดยค้างไว้ว่าสรุปว่าจูล่งเป็นเช่นไรในสงครามครั้งนั้น ซึ่งในหนังจะผิดจากประวัติศาสตร์นิดหน่อยครับ จากในหนังนี่เราคิดว่าจูล่งโดนจับได้หรือตายชัวร์ (ไม่น่าจะรอดได้)

    แต่ว่าในประวัติศาสตร์จูล่งกับกองทหารกลุ่มหนึ่ง เอาตัวรอดจากกองทัพที่ใหญ่และดีกว่ามากของวุ่ยไปได้ เรียกว่ากองทัพวุ่ยขนาดมหึมา ก็ยังทำอะไรจูล่งไม่ได้เช่นเดิม ไม่พอยังรักษาเสบียงกลับมาที่แคว้นจ๊กได้อีกต่างหาก (แต่ว่าก็ยังนับเป็นศึกครั้งแรกกระมัง ที่จูล่งได้รับความ “พ่ายแพ้” แบบจริงๆ จังๆ ขนาดนั้น ) ฉบับยาขอบเขียนไว้ประมาณนี้มั้ง ว่ารบกันทั้งคืน ทหารวุ่ยก็ยังทำอะไรจูล่งในวัยชราคนเดียวไม่ได้ (ผมจำไม่ได้นะ)

    อ่อ แต่ก็ยังตรงกับประวัติศาสตร์ (จริงไม่จริงไม่รู้) อยู่บ้าง เพราะว่าศึกครั้งนั้นนี่ ขงเบ้งวางหมากไว้ให้จูล่งเป็นตัวล่อกองทัพของวุ่ย เพื่อให้กองทัพหลักของตัวเองไปเข้าตีจุดยุทธศาสตร์อื่นๆ แต่ว่ากองทัพใหญ่ของขงเบ้งแพ้ราบคาบ ทำให้จูล่งต้องรักษาตัวรอด และรักษากองทัพที่เหลือและเสบียงไว้ด้วย

    แต่ว่าถ้าจบแบบนี้ก็ไม่เท่ห์สิครับพี่น้อง

  • เพิ่มเติมนะครับ สำหรับผู้สนใจ จูล่งตายด้วยโรคชรา หรือไม่ก็ป่วยตายไม่กี่ปีหลังจากนั้นครับ (รู้สึกจะเป็นคนเดียวในขุนพลแคว้นจ๊ก ที่ตายดี)

    ซึ่งจริงๆ ตรงนี้หนังก็ทำทางออกให้ตัวเองไว้ เพราะว่าหนังเรื่องนี้ใช้วิธีการเล่าเรื่องจากมุมมองของบุคคลที่สามประกอบไปด้วย และบุคคลนั้น (ซึ่งตอนหลังคงจะโดนจับและโดนนำตัวไปแคว้นวุ่ยน่ะแหละ และคงจะรอดมาเล่าเรื่อง) ก็บอกว่า “นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นจูล่ง” ไม่ได้บอกว่าจูล่งเป็นหรือตายในสมรภูมินั้น

  • อ่อ เสียดายอีกอย่าง ที่ไม่ได้เห็นฝีมือการยิงธนูของจูล่งเลย
  • มีที่ติสักหน่อย เรื่องการออกแบบเครื่องแต่งกาย … มันดูซามูไรญี่ปุ่นยังไงๆ ก็ไม่รู้แฮะ
  • อ่อ ถึงจะโผล่มาแค่นาทีเดียว แต่ในหนังก็แสดงให้เห็นล่ะครับ ว่า พระเจ้าเล่าเสี้ยน (อาเต๊า) เป็นยังไง

ไปๆ มาๆ ไม่ใช่รีวิวหนังแล้วนะเนี่ย ฮาฮา สรุปว่าผมชอบครับ มีเก็บไว้ก็ดี DVD ลิขสิทธิ์ราคาไม่กี่ตังค์ แต่ว่าชอบขนาดที่จะต้องดูซ้ำไปซ้ำมามั้ย …. อืมมม ไม่ล่ะครับ

คะแนน: ผมให้ 7/10 ครับ หักไปเพราะว่าความตื้นของตัวละคร (แต่อันนี้เข้าใจ) การออกแบบเครื่องแต่งกาย การเล่าเรื่องการไม่ราบรื่น ตัวละครหลายตัวจู่ๆ ก็โผล่มาเลยมากเกินไป เพลงประกอบที่ไม่ dramatic สมกับเรื่อง

ปล. ถ้าใครเห็นหนังสือชุด “สามก๊กฉบับคนเดินดิน” ของ เล่าชวนหัว ที่ไหน กรุณาบอกผมด้วยจะเป็นพระคุณมากๆๆๆๆ เลย อยากอ่านอีกครั้ง อยากเก็บเลย ใครมีของเก่าทั้งชุดอยากจะขายต่อบอกนะครับ ให้ราคาดีมากๆ เลย สัญญา ทั้งชุดนี้จะมี “เปิดหน้ากากขงเบ้ง 1,2″, “ชำแหละกึ๋นเล่าปี่”, “ผ่าสมองโจโฉ” และ “แหวะหัวใจซุนกวน” ครับ ถ้าผมจำไม่ผิดนะ (ผมอ่านมัน 20 ปีแล้วครับ อาจลืมไปบ้างได้ตามกาลเวลา ขออภัยด้วย)

Chrome: ความรู้สึกของชาวบ้าน

Thursday, September 11th, 2008

เพิ่งจะ post metablog เรื่อง Chrome พอดีอ่านแล้วเจออีกแล้ว แต่ว่าคราวนี้เป็นความรู้สึกของคนที่เค้าใช้ไป

Headius: A Few Thoughts on Chrome

น่าสนใจ และละเอียดยิบเลยทีเดียว จริงๆ ผมคงจะต้องทดลองใช้ Chrome แล้วลองดูบ้างซะแล้ว ดังนั้นผมเลยจะยังไม่อ่านอันนี้ละเอียดมากมายนัก เพราะว่าจะไม่ให้มัน influence ความคิดของผมก่อนเกินไป

แล้วจะกลับมารายงานผลการทดสอบครับ ว่าจะเป็นยังไงกับ Browser สัญชาติ Google ตัวนี้ ระหว่างนั้นก็อ่านรีวิวตัวนี้ไปพลางๆ ก่อนครับ

หูฟัง iPhone ของ Apple

Friday, June 20th, 2008

เคยใช้หูฟัง Bluetooth ของ Sony Ericsson มาสองรุ่น ตัวแรกเป็นรุ่นที่เกี่ยวหู ตัวล่าสุดก็รุ่นที่เป็น in-ear จริงๆ ตัวแรกที่ใช้ก็ค่อนข้างจะ OK นะ (เพราะว่าใช้นานจนชิน) แต่ว่า background noise มันเยอะไปหน่อย เรียกว่าเก็บเสียงรบกวนในการสนทนาไม่ค่อยดีเลย (ซึ่งทำให้คุยกันไม่รู้เรื่องในกรณีที่เราขับรถอยู่แล้วเสียงเครื่องมันดัง) ส่วนตัวหลังนี่ ไม่ไหว ยังไงๆ ผมก็ไม่ชินกับพวก in-ear แฮะ (หูฟัง in-ear มีอยู่สองตัวก็ไม่ค่อยได้ใช้ รับมันไม่ค่อยได้)

ก็เลยลองหักดิบ ซื้อสิ่งที่น่าจะเป็นของเล่นราคาแพงมาเล่นอีกชิ้นหนึ่ง (ซึ่งจริงๆ ซื้อก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้ D300 นะ แต่ว่าเพิ่งจะเอามาเขียน) นั่นก็คือ Apple iPhone Bluetooth Headset ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่มีในบ้านเรา มีแต่ของหิ้วเข้ามา ซึ่งราคามันก็จะแพงเวอร์กว่าที่ขายในต่างประเทศแน่นอน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำใจ(ว่ะ)

แต่ว่ามันก็เป็นหูฟังที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยใช้มาน่ะแหละ ตั้งแต่ดีไซน์ที่มันไม่รกหูรกตา เรียบ และไม่เรียกร้อง คือ ทั้งคนที่ใส่มันและคนทั่วไป ไม่ต้องไปสนใจมันมากเลย มันไม่เรียกร้องสายตา ไม่เรียกร้องความรู้สึก ไม่เรียกร้องอะไรทั้งสิ้น บางครั้งผมใส่มันอยู่ยังคิดอยู่เลยว่า เอ๊ะ เราใส่มันอยู่หรือเปล่า หรือว่าหล่นหายไปไหนแล้ว แล้วก็ต้องเอามือเอื้อมไปจับที่หูดูว่ายังอยู่หรือเปล่าทุกที

เรียกว่า การดีไซน์ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราให้เนียนที่สุด put-on-and-forget มากกว่าจะดีไซน์ให้กลายเป็นจุดที่เราต้องสนใจหรือกังวลมากขึ้นกับชีวิต

ขนาดของหูฟังก็พอเหมาะกับหูผมเกือบพอดีนะ พอใส่ฟองน้ำเข้าไปแล้วก็คับนิดๆ แต่ว่าพอถอดออกมาแล้วพอดีเลย แต่ว่าก็นั่นแหละ แต่ว่าก็ใส่ไปน่ะแหละ รู้สึกแน่นดี ให้ความมั่นใจกว่าว่ายังไงๆ มันก็ไม่หลุดออกมาหรอก (อีกอย่าง ขนาดใส่ไปแล้วนะ บางทียังไม่รู้สึกว่ามีมันอยู่เลย)

คุณภาพเสียงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเอาเรื่อง

การเชื่อมต่อกับ iPhone ทำได้ง่าย ไม่ต้องมา pair ด้วยการกดรหัสใดๆ ทั้งสิ้น แค่ชาร์จไฟคู่กับ iPhone ที่เราต้องการ pair ก็เป็นที่เรียบร้อย (ในกล่องจะมีแท่นชาร์จมาให้ และจะมีสายชาร์จ USB มาให้อีกเส้นด้วย)

ข้อเสียเท่าที่นึกออกตอนนี้ก็คือ มันมีให้เลือกสีเดียว คือสีดำ ถ้าอยากจะได้สีอื่นก็หมดสิทธิ์ (แต่ว่าผมชอบสีดำอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ถือเป็นข้อเสียสำหรับผม) แล้วก็อีกอย่างก็คือ แบตฯ หมดเร็วไปหน่อย (ถ้าเทียบกับของ Sony) ผมมีความรู้สึกว่าแบตฯ มันไปเร็วมากพอควร

อ้อ ข้อดีอีกข้อก็คือ UI ของมันที่ถือว่า killer มาก นอกจากจะเรื่องการ pair ที่โคตรจะ no-brainer แล้วก็ยังบอกปริมาณแบตฯ ที่เหลือบนโทรศัพท์ (คู่กับตัวบอกปริมาณแบตฯ ของ iPhone เอง) ซึ่งสำหรับ Bluetooth headset ตัวอื่นๆ เท่าที่รู้จักนั้นจะไม่มีวิธีการบอกปริมาณแบตฯ ที่เหลืออยู่อย่างง่ายๆ ให้เราพอจะรู้ได้เลย มารู้ตัวอีกที อ้าว แบตฯ หมดแล้ว แล้วตอนชาร์จไฟ ก็จะขึ้นปริมาณแบตฯ ควบคู่ไปกับแบตฯ ของ iPhone เองด้วยเช่นกัน

มันน่าเอาไปสอนการออกแบบ product กับการออกแบบ user interface และ usability design จริงๆ ให้ตายเถอะ

ปล. สุดท้ายนะ ผมลืมหูฟังน้อยลง เพราะว่าถอดมันออกมาด้วยความรำคาญน้อยลง

Review หนังสือ

Wednesday, March 12th, 2008

อยากกลับไปเขียนรีวิวหนังสือที่อ่าน แต่ว่าคงไม่มีเวลา critique ขนาดนั้นแล้วแฮะ อีกอย่าง หนังสือซื้อมาพักหลังๆ นี่อ่านไม่ค่อยจะละเอียดขนาดที่จะ critique อะไรได้อยู่แล้วด้วย

คงไปช่วยเพิ่ม content ให้เว็บหนังสือดีดีของน้องฟอร์ดด้วยแหละ…​แต่ว่าหนังสือแบบที่เราอ่านนี่มันจะเข้าแก๊บของเว็บน้องเค้าหรือเปล่าไม่รู้

Leopard Notes

Tuesday, October 30th, 2007

ลง Leopard ไปเมื่อคืน เพิ่งจะเสร็จตอนนี้ และนี่คือ impression คร่าวๆ และ installation notes กับตัวเอง (ไม่เรียงลำดับ คิดอะไรได้ก่อนเขียนก่อน)

  • Bash เป็น version 3.2.17(1) ไม่ต้องหาของใหม่มาลงแล้ว ไอ้นี่เป็นสิ่งแรกที่ check เลย ตอนที่เข้าไปใน iStudio ที่ใกล้บ้านที่สุด (ปิ่นเกล้า) … ผมคงเป็นไม่กี่คนในโลกที่เมื่อลองเล่น Leopard สิ่งแรก ที่ทำคือหา Terminal มาดู version ของ Bash
  • อันดับต่อไปก็ uname -a ได้ข้อสรุปว่า Darwin 9.0.0
  • และแล้ว Terminal มี tab ซะที
  • พอเริ่มลง อืมมม Installer แปลกตาไปแฮะ แต่ว่าก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการลงง่ายลงยาก เพียงแต่บริเวณ active window มันมากขึ้น
  • มี Ruby 1.8.6 และ Rails 1.2.3 แต่ว่าก็ต้องลง MySQL เพิ่มเข้าไปเพราะว่ามันไม่มีให้ ก็เอา binary ของ Tiger มาใช้ได้เลย (warning: ยังไม่ได้ทดสอบ!) แต่ว่า Preference Pane มันจะไม่ work ต้องใช้งานผ่าน command line อย่างเดียว แล้วก็อีกอย่างก็ต้องแก้ symbolic link นิดหน่อย ตามนี้ อ่อ อ่าน troubleshooting นี่ด้วยนะ
  • มี PHP 5.2.4
  • Apache เป็น 2.2.6
  • Mail.app เร็วมาก เมื่อเทียบกับของเก่า แต่ว่ายังไม่ได้ลองใช้ ​RSS
  • Fink ประกาศรองรับ Leopard (สมควร) แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีอะไร ก็ bootstrap ใหม่ หรือว่า selfupdate (ทำที่ ม. ไม่ได้) แต่ว่าตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไร และเนื่องจากที่ ม. ใช้ MacPorts ไม่ได้ ด้วยเหตุผลเดียวกัน ก็เลยต้องลงโน่นนี่ที่จำเป็นจาก source เอาเอง
  • Menu bar ใหม่ ทำให้เรื่องมากกับการเลือก background มากขึ้น เพราะว่าจะต้องเลือกให้ menu bar มันสวย อ่านออกง่าย ฯลฯ ด้วย เฮ้อ เป็นภาระนะเนี่ย แต่ว่ามันก็สวยดีอ่ะนะ
  • ลองทำ Dock เป็น 2D แล้ว กลายเป็นรำคาญเส้นขาวๆ ที่อยู่ตรงขอบมันแฮะ สรุปว่าก็เลยใช้มันแบบนี้แหละ
  • ยังไม่ได้ลองเล่น Xcode ใหม่ กับ Core Animation ทั้งๆ ที่เป็น priority หลัก (ตอนนี้ไล่ compile พวก lib ที่จำเป็นกับงานอื่นๆ ก่อน จะต้องทำไว้ให้พวกผู้ช่วยใน lab ด้วย)
  • Preference ใหม่หลายตัวเลย งงๆ กับตัว Network นะ มันทำให้ต้อง click มากขึ้นโดยใช่เหตุหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ว่าก็มองเห็นภาพรวมดีขึ้นนะ สรุปว่าสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ได้ยุ่งกับ advanced settings มากนักคงจะดี
  • ในที่สุดสีมันก็ Unified เสียที ปุ่มบนบาร์ก็ดูเนียนขึ้นเป็นส่วนมาก ความรู้สึกที่ว่ามันจะวิสต๊าวิสต้า น้อยลงไปเยอะ
  • Spaces ใช้งานร่วมกับ Desktop Manager 0.5.4r1 ได้เนียนดี ซึ่งเป็น plus มากสำหรับผม ที่ชินการตั้ง key combination ของ Desktop Manager และชอบที่เห็น visual ของ desktop ทั้งหมดที่ตัวเองมีอยู่บน Menu bar
  • QuickSilver ใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร (จริงๆ สำหรับ version นี้ Apple ประกาศเลยว่าจะให้ Spotlight เป็น Application Launcher ได้ด้วย … ก็ลองใช้ดูแล้วก็ OK นะ แต่ว่ายังชอบ QuickSilver มากกว่า มันฉลาดกว่ากับการพิมพ์ผิด)
  • แต่ว่า Spotlight รุ่นนี้ก็ on-steriod พอควรนะ ใช้เป็นเครื่องคิดเลขได้ด้วย
  • ชอบตอน unzip/untar.gz ไฟล์นะ มันจะขึ้นเป็น folder มาวางซ้อนกับ file ที่เรา unzip ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล แต่ว่าข้อเสียมันคือ ถ้ามันเป็นคนละชื่อกัน มันก็จะเป็นเหมือนเดิม คือไปวางเป็น folder ต่อตรงปลาย ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ consistent เท่าไหร่
  • โปรแกรมส่วนมากที่ใช้ทำงานประจำก็ใช้ได้นะ แต่ว่า ecto (โปรแกรมที่ผมใช้เขียน blog) กลับมีปัญหาซะงั้นน่ะ ก็เลยต้องเอา version 3 มาลง ดีนะที่ serial เก่าที่เราซื้อมามันใช้ได้ ไม่งั้นต้องเสียตังค์ซื้อใหม่อีก (แต่ว่าพอตัวจริงออกมาจะต้องเสียตังค์ upgrade หรือเปล่าไม่รู้ ตอนนี้มัน beta อยู่)
  • Finder screams! เจ๋งโคตร เร็วมาก Cover flow เร็วและเนียนมาก และมีประโยชน์จริงสำหรับไฟล์ที่ใช้ visual แบ่งแยกได้ง่ายๆ
  • QuickLook ก็เป็น killer อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ Finder รุ่นนี้มัน killer มากขึ้นตามไปด้วย
  • ส่วนที่กังขากันมานาน ก็คือ มันช่วยให้ดู source code ได้หรือเปล่า คำตอบคือ ได้ แต่ไม่มีประโยชน์ เพราะว่าพี่ท่านเล่นให้ดูทั้งหน้า(แทนที่จะเป็นหัวไฟล์) ทำให้ตัวอักษรมันเล็กมาก….. และไม่มี syntax highlighting สงสัยต้องแงะ SDK ดูว่ามันทำ QuickLook plugin ได้หรือเปล่า (ถ้าเอา sense มาพูด ก็คงได้)
  • อ่อ สิ่งที่เคยเป็นคอขวดที่งี่เง่ามากใน Finder รุ่นก่อน คือการทำงานกับ network ก็ไม่เจออีกแล้วในรุ่นนี้ เนียนมาก

ส่วนที่ยังไม่ได้ทำ แต่ว่าอยู่ใน list ก็คือ

  • ลง Qt, ImageMagick, RMagick ซะ คิดว่าคงต้องลงจาก source หมด สบายใจดี
  • เล่น Finder มากกว่านี้ ขุดหา limitation มันมากกว่านี้หน่อย ตอนนี้ก็มีเรื่องไม่ค่อยจะชอบใจมันบ้างล่ะนะ แต่ว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรายัง set มันไม่เป็นเองมากกว่าหรือเปล่า
  • เล่นกับ Developer Tools
  • ทดสอบ App ที่มันซีเรียสกว่านี้
  • ทดสอบ Time Machine และ potential ที่จะเอามาประยุกต์ใช้กับงานหลายๆ แบบว่ามันเหมาะสม/ไม่เหมาะสมยังไง
  • ทดสอบ OpenGL และ Core Animation
  • หา Usability flaws (ท่าทางจะว่างงาน)
  • เตรียมทำ dualGeek podcast ตอนพิเศษเรื่อง Leopard โดยเฉพาะ

คงแค่นี้ก่อนล่ะครับ มีอะไรจะมา post เพิ่มเติม

ซื้อหนัง ดูหนัง รีวิวหนัง

Monday, October 15th, 2007

มีหนังที่ดูไปไม่นานมานี้หลายต่อหลายเรื่อง (ทั้งหนังใหม่ ดูในโรง และหนังที่เก่าหรือค่อนข้างเก่า ดูจากแผ่น DVD/VCD) แต่ว่าไม่มีเวลาเขียนรีวิวเลย ทั้งๆ ที่อยากจะเขียน เอาเป็นว่าผมเอา list มาวางไว้ที่นี่ก่อนละกัน

ยังไม่รวมหนังที่เคยดูไปแล้วเป็นชาติ ที่ชอบมากๆ อยากจะเขียนรีวิว (ในเชิงปรัชญาและแง่คิดที่ได้จากหนังด้วย) แต่ว่ายังไม่เคยเขียน เช่น Planet of the Apes (ทั้ง original และ 2001 remake), 2001 Space Odyssey, Terminator Trilogy Equilibrium, The Matrix Trilogy, Brazil ฯลฯ อีกเป็นตั้ง

แต่ว่าเร็วๆ นี้… เริ่มกลับมาซื้อหนังอีกครั้ง หลังจากไม่ได้ซื้อหนังมานานมาก แต่ว่ารู้สึกเลย ว่าเราจะซื้อหนังมาเก็บไว้ได้เร็วกว่าที่จะดูมัน เวลาไปซื้อทีนะ 3 ชั่วโมงมันได้หลายเรื่องไง บางทีก็มี list อยู่ในใจแล้ว แต่ว่าเวลาดู มันดูได้ทีละเรื่อง เรื่องละสองสามชั่วโมง หนังที่อยากดูมันก็เยอะเหลือเกิน พอเห็นวางๆ บนชั้นแล้วก็เลยอดซื้อติดมือกลับบ้านไม่ได้ แต่ว่าพอเอากลับมาได้แล้วมันดูได้ทีละเรื่องเนี่ยสิ ตอนนี้ก็เลยต้องพยายามดูบ้าง แต่ว่าไม่ให้มันรบกวนเวลาทำงานด้วย ไม่งั้นนอกจากจะดูหนังไม่จบ ไม่ได้เขียนรีวิว .. ซึ่งไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย แล้วยังงานไม่เสร็จ หรือว่าเสร็จแต่ไม่สมบูรณ์ หรือว่าไม่ดี เนี่ยสิ …. เรื่องคอขาดเลย

Caps Lock บน Apple Keyboard ใหม่ แข็งเพราะจงใจ?

Wednesday, October 10th, 2007

ตอนที่เขียน รีวิว Apple Keyboard ใหม่ ไปใน blog คราวก่อน ผมค่อนข้างจะบ่นเรื่องที่ปุ่ม Caps Lock มันแข็งกว่าปกติ ซึ่งก่อปัญหาให้กับผมเวลาใช้งานพอสมควร เนื่องจากตัวเองใช้ปุ่ม Caps Lock ในการสลับภาษาแบบเร็วๆวันนี้ไปเจอมา ว่าจริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็น ความตั้งใจ ของ Apple ที่ทำให้ Caps Lock แข็งกว่าปกติ

อืมมม ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง และลองคิดถึงว่า จริงๆ แล้วก็มีคนกดปุ่ม Caps Lock ผิดแบบไม่ได้ตั้งใจ (เพราะว่าคิดจะกด tab หรือ shift ด้านซ้ายมือ) เยอะพอสมควร … จะว่าไปปุ่ม Caps Lock มันก็เป็นปุ่มที่ใช้งานน้อยพอสมควรปุ่มหนึ่งล่ะนะ ดังนั้นถ้าจะมองจาก Usability design ที่จะป้องกันความผิดพลาดล่ะก็ มันก็ make sense อยู่ล่ะ คือ ถ้ากดผ่านๆ แบบแตะๆ มันก็จะไม่ถือว่าเรากด ดังนั้นต้องกดนานกว่าปกตินิดนึง ซึ่งก็จะทำให้จังหวะการพิมพ์มันเสียไปนิดหน่อย หรือว่ากดแบบเน้นๆ นิดนึง ซึ่งจะเปลืองพลังงานมากกว่าปกตินิดหน่อยสรุปว่า อืมมมม คนแบบผมมันคงจะเป็นส่วนน้อยล่ะนะ หรือว่าคนที่ใช้ปุ่ม Caps เพื่อวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนภาษาเร็วๆ นี่คงจะเป็นส่วนน้อย เพราะว่าถ้าจะพิมพ์ตัวใหญ่แค่ตัวสองตัว ก็คงจะกด shift เอามากกว่าอืมมม make sense ล่ะครับ แต่ว่าสำหรับการใช้งานส่วนตัว ผมยังอยากให้มันอ่อนเท่ากับ key อื่นๆ เหมือนเดิม (ส่วนหนึ่งเพราะลักษณะการใช้งานของผม และส่วนหนึ่งมาจาการที่ผมไม่เคยกด Caps ผิด) …​ แต่ว่าครั้งนี้ ถ้า Apple ได้วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้แล้วจริงๆ ว่ามีการกด Caps ผิดแบบไม่ได้ตั้งใจเยอะพอ และปุ่ม Caps ก็เป็นปุ่มที่ใช้งานน้อยอยู่แล้ว … ดังนั้นการออกแบบคีย์บอร์ดมาแบบนี้ก็เหมาะสมดีอยู่

review Apple Keyboard ใหม่

Monday, October 1st, 2007

ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนใช้ laptop เป็นคอมพิวเตอร์ตัวเดียว ไม่มี desktop ใช้ แต่ว่าเวลาทำงานกับโต๊ะก็จะต่อจอนอก (ยังๆ ผมยังไม่มีงบไปซื้อ Cinema Display หรอกนะ ถึงจะอยากได้ก็เถอะ ตอนนี้ใช้ Acer AL2216W อยู่) ต่อ keyboard กับ mouse แล้วก็ยกเครื่อง laptop มาตั้งบนแท่นอะไรซักอย่างให้มันอยู่ระดับสายตา … และเมื่อสักพักแล้วล่ะ ผมก็ซื้อ Apple Keyboard ตัวใหม่ (แบบมีสาย ไม่ค่อยชอบแบบ Wireless ตัวใหม่เท่าไหร่)



หลังจากใช้งานมันทุกวันมาซักพัก (จนปุ่มน่าจะเลิกแข็งเพราะว่าเป็นของใหม่แล้ว) ก็มีข้อสรุปดังนี้

  • มันค่อนข้างที่จะแบนเกือบราบลงไปกับโต๊ะจริงๆ เรียกได้ว่าแทบไม่มีอะไรยกขึ้นมาเลย แต่ว่าเชื่อไหม ว่าองศาที่มันเอียงขึ้นมาค่อนข้างจะพอเหมาะกับการพิมพ์แบบพรมนิ้วบน keyboard นะ และผมถือว่านี่เป็นข้อดีในการออกแบบ (ส่วนตัว) เพราะว่าคนทำ keyboard ส่วนมากจะออกแบบให้มีขาตั้งเล็กๆ ที่จะต้องจับตั้งเอง ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าจะต้องทำแบบนั้นถึงจะพิมพ์ถูกสุขลักษณะ(กว่า)
  • เนื่องจากความเล็กและบางของมัน มันก็เลย low profile มากๆ บนโต๊ะ จะ slide เก็บไว้ที่ไหน หรือว่ายกไปวางพิงไว้ที่ไหน ไม่ต้องห่วงเรื่องเกะกะ
  • Key เป็นปุ่มแบบหมากฝรั่ง (ที่อาจจะเริ่มฮิต วันก่อนไปเดิน PowerBuy เห็น Sony Vaio รุ่นใหม่ๆ เป็นปุ่มแบบนี้เพียบ) โดยส่วนตัวแล้วเทียบกับ Apple Keyboard ตัวเก่า (ที่ก็ยังอยู่ใน lab แต่ว่าไปต่อกับเครื่องอื่น) คิดว่าดีกว่าเยอะ เพราะว่ามันสะสมฝุ่นน้อยกว่า ตัวเก่านี่มีร่องให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปได้เยอะมาก และดันทำใสอีก ก็เลยยิ่งเห็นชัด ถอดทำความสะอาดยาก อันนี้ให้สองดาวเลย
  • แต่ว่านะ ผมก็ยังชอบปุ่ม สี และสัมผัสแบบ PowerBook อยู่ดี เครื่อง PB17″ ที่ตอนนี้ให้ลูกศิษย์ใช้อยู่เนี่ย ชอบมากเลย Keyboard เครื่องนั้น สำหรับ MacBook Pro ที่ใช้อยู่ตอนนี้ รู้สึกว่าแข็งไปนิด
  • แม้ว่ามันจะเป็นแบบเดียวกับ Keyboard ของ MacBook แต่ว่าความรู้สึกส่วนตัวของผมคือ มันแข็งกว่าเยอะเหมือนกัน หรือว่าผมยังใช้มันไม่เยอะพอก็ไม่รู้ เลยยังไม่อ่อนเท่าไหร่ (แต่ว่าเราก็กดมันค่อนข้างจะเยอะแล้วนะ หรือว่าผมยังไม่รุนแรงกับมันพอให้มันอ่อนหว่า :-P)
  • ปุ่น plastic สีขาว บน aluminum สีเงิน นี่ไม่ค่อยจะเข้าเท่าไหร่เลยแฮะ แต่ว่ามันก็ยังทำให้ Mighty Mouse ดูแปลกปลอมน้อยลงนะ (อันนี้เป็น comment จากคุณวีร์ ที่ทำ dualGeek ด้วยกัน)
  • ไม่รู้จะเป็นกับทุกตัวหรือเปล่า แต่ว่าตัวที่ผมมีนี่ caps lock ค่อนข้างที่จะแข็งและบางทีกดลงยากกว่าปุ่มอื่น เรียกได้ว่าต้องตั้งใจกด ไม่ใช่ลากนิ้่วผ่านๆ หรือว่าสัมผัสเฉยๆ แล้วมันจะลงเหมือนกับ MacBook/MBP ซึ่งอาจจะดีถ้ามองว่ามันช่วยให้กดพลาดยากขึ้น เพราวะ่าปกติไม่น่าจะมีคนใช้อยู่แล้ว แต่วาผมใช้มันเป็นปุ่มเปลี่ยนภาษาแบบเร็วๆ เนี่ยสิ​ …. (สำหรับคนที่ไม่ทราบนะครับ ใน OS X เราสามารถเปลี่ยนภาษาแบบเร็วๆ ได้ โดยการเลือก input mode เป็นภาษาไทยไว้ แล้วเวลาอยากจะพิมพ์ภาษาอังกฤษแทรกๆ เข้าไปในข้อความภาษาไทยอย่างเร็วๆ โดยไม่อยากจะเปลี่ยนภาษา เพราะว่ามันต้องกด  cmd+space ล่ะก็ ให้กด caps lock ครับ)
  • แต่ว่าผมพิมพ์กับมันค่อนข้างที่จะเร็วกว่า Apple Keyboard ตัวเก่านะ ไม่รู้ว่าอุปทานหรือเปล่า ยังไงอาจจะต้องลองวัดกันดู
  • ตำแหน่งของ fn key มันแปลกๆ นะ ถ้าใช้คีย์บอร์ดของเครื่อง Apple laptop มาซักพักอาจจะงง ว่ามันอยู่ตรงไหน

สรุปว่าก็ชอบแหละครับ ถือว่าเป็น improvement จากตัวเก่าอย่างเห็นได้ค่อนข้างชัดในเรื่องของการออกแบบ ให้ใช้พื้นที่น้อยลงและเก็บออกไปจากพื้นที่ทำงานง่ายขึ้น รูปลักษณ์ก็สวยดีแล้วก็ low-profile มากขึ้น แต่ว่าก็มาเสียคะแนนนิดหน่อยในเรื่องความแข็งของปุ่มที่อาจจะมากไปนิด แต่ว่าก็ไม่ถึงกับมากจนน่าเกลียดอะไร ยังพอที่จะนั่งพิมพ์แบบพริ้วๆ เบาๆ ได้บ้าง แต่ว่าพอถึงเวลาจะเปลี่ยนภาษาเนี่ย อาจจะเหนื่อยนิดหน่อย เพราะว่าอาจจะต้องกดหลายทีนิดนึง อีกอย่างนึงนะ มันค่อนข้างที่จะแบนราบกับโต๊ะจริงๆ ดังนั้นมืออาจจะกดกับพื้นโต๊ะมากขึ้นนะ ถ้าใครชอบกดมือระวังจะไม่ค่อยดี อีกอย่างถ้าใครชอบเอาอะไรมารองที่ palm อาจจะลำบากนิดนะ เพราะว่ามันจะราบกว่า keyboard ตัวอื่นๆ อยู่เอาเรื่อง อาจจะต้องวางมันบนอะไรซักอย่างที่บางๆ พอ (วางบนกล่องของมันก็อาจจะสูงไปนิด) แต่ว่าถ้าใครพิมพ์แบบมือลอยๆ นิดหน่อยคงจะไม่มีปัญหาอะไร

December 2008
M T W T F S S
« Nov    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031