Archive for the ‘Review’ Category

2009

Tuesday, December 8th, 2009

ไม่ได้เขียน Blog มานาน และคิดว่าคงไม่ได้เขียนอีกนาน ไหนๆ เขียนแล้ว ก็ขอเขียน Year in Review ของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน แบบไม่เรียงลำดับนะ คิดอะไรออกก็เขียน และจะให้เวลาตัวเองในการเขียน Blog นี้แค่ 20 นาที เป็นอย่างมาก

  • ปรับตัวเข้ากับการบริหารงานแบบราชการๆ ได้มากขึ้น (แปลว่า ปลงตกมากขึ้น) การปรับแนวคิดให้เป็นแบบ Project-based มากกว่า Function-based หรือ Department-based คงเป็นได้แค่แนวคิด เพราะอย่างไรก็ตาม คนยังคิดแยกฝักแยกฝ่าย มากกว่าการช่วยกันทำงาน
  • งานองค์กร หลายอย่างคิด เริ่ม แต่ไม่เดินหน้า เพราะติดปัจจัยหลายอย่างที่คงไม่เหมาะที่จะเขียนลง Blog และเป็นปัจจัยนอกการควบคุม แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะ ความคิดที่ไม่เป็น Project-based หรือ Project-oriented ที่พูดเมื่อกี้น่ะแหละ
  • งานหลายอย่าง ที่เราเคยวาง priority ไว้ลำดับแรกๆ พอทำไปทำมา และหารือไปมากับหลายๆ ฝ่าย (ภายนอกองค์กร) กลับกลายเป็นว่า มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่า และผมเห็นด้วย ว่าสำคัญกว่าจริงๆ แต่ตอนแรกเรายังมองไม่เห็นงานพวกนี้มากพอ เข้าใจมันดีพอ ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นว่าต้องจัดลำดับความสำคัญของงานใหม่ งานบางตัวที่เริ่มไว้ ก็ต้องถูกลดความสำคัญลงไป
  • ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะทำงาน 10 ตัวพร้อมกัน โดยทุกตัวเป็น Top-priority ไม่ได้หรอกครับ ยังไงๆ ก็ต้องตัดให้มันเหลือแค่ 2 ตัว และตัวนึงเป็น A-Must และอีกตัวเป็น Nice-to-have ถึงจะทำงานได้ ถ้าทุกตัว Top-priority หมด แบบนี้ยังไงก็ทำงานไม่ได้ครับ
  • สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะพบกันระหว่างทางครับ และผมเองก็กำลังหาจุดที่อยู่ “ระหว่างทาง” นั้นอยู่ ว่าเรื่องไหน จุดไหนถึงจะเหมาะสม ซึ่งก็คงไม่มีจุดตายตัว จุดที่เหมาะสมที่สุด ฯลฯ อะไรทำนองนั้นแน่นอน
  • แต่คนในองค์กรหลายคนดีครับ ทำให้ยังมีใจทำงานให้มหาวิทยาลัยอยู่ได้ (ย้ำนะครับ ทำงานให้มหาวิทยาลัย)
  • เป็นปีที่ซวยพอสมควร มีเรื่อง Drama เกิดขึ้นเยอะหน่อย ไหนเลยจะโดนทุบรถ และอื่นๆ อีกพอควร จะสิ้นปีอยู่แล้ว ก็ยังไม่จบเรื่องจบราว
  • ถ่ายรูปน้อยลงมากๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง พอคอมพิวเตอร์หายไป รูปที่ชอบๆ ที่คิดว่าถ่ายได้ดีๆ สวยๆ มันหายไปหมดเลย (เพราะว่าไม่ได้ Backup รูปไว้) เลยหมดกำลังใจไปพักนึง และก็ไม่สามารถหาเวลาถ่ายรูปได้เหมือนเดิม (และไม่ค่อยกล้าพกกล้องไว้ในรถ “เผื่อมีโอกาสถ่าย” เหมือนเดิม)
  • แต่ก็ยังดี ที่งานที่ทำเล่นๆ ขำๆ เกิดพอจะได้เรื่องได้ราว ถ้าใครยังไม่ทราบ รบกวนดูที่ i sure, i cheer, i hear, i am petdo!
  • จากข้อเมื่อกี้ ขอบคุณน้องๆ ทีมงาน Urchin Image นะ ที่ทำให้โลกมันน่าอยู่ขึ้นบ้าง สำหรับพี่ ไว้หมดวาระ หมดเวรหมดกรรมในปัจจุบันเมื่อไหร่ พี่จะไปช่วยงานที่บริษัทเต็มตัวนะ หวังว่าคงจะอยู่กันถึงวันนั้น
  • ปลงตกมากขึ้นกับนักศึกษา การศึกษา และการเรียนการสอน
  • แต่อย่างน้อยๆ งานหลายๆ อย่างที่เคยคิดว่าจะเริ่มทำ ก็ได้เริ่มทำแล้ว และก็ทำเรื่อยๆ น่ะแหละ ไม่ได้คิดว่าจะเสร็จเมืิ่อไหร่ ตอนนี้ก็มีหนังสือ Rails ที่สุดท้ายก็คงปล่อยฟรี ไม่เขียนขาย เพราะว่าตัวเองก็อ่านโน่นนี่ฟรีๆ บนเน็ตมาเยอะ ไม่ได้กะจะรวยอะไรกับเรื่องนี้อยู่แล้ว และไม่ชอบ ไม่ถนัด กับการเขียนอะไรแบบเป็นทางการมากเกินไป
  • อ่อ iPhone Developer Camp ที่กรุงเทพ ก็ยังไม่ได้ทำสักที หวังว่าคงจะได้ทำบ้าง หลังปีใหม่ เพราะว่าอยากจะให้มันต่างจาก iPhone Training ที่ไปทำที่ Software Park ภูเก็ตบ้าง
  • มีไอเดียทำ iPhone App เยอะแยะเลย แต่ไม่ทำ ไม่่ใช่ไม่มีเวลา แต่เพราะเครียดจากเรื่องอื่น และหมดแรงจะไปลงกับมัน ตอนนี้อยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อตอนปี 2001-2004 มากๆ ที่ตอนนั้น เวลามีเรื่องเครียด จะเขียน code แก้เครียด … เป็นช่วงที่ productivity สูงที่สุดในชีวิต
  • แต่ว่า Cocoa Touch เป็นเฟรมเวิร์กที่สวยมากนะ ถ้าอยู่กับมันทั้งวันได้โดยไม่ต้องยุ่งกับอย่างอื่นเลยก็ดี อิจฉาหลายๆ คนที่สามารถใช้ชีวิตแบบนั้นได้
  • ดูหนังน้อยลงมากๆ และไม่ได้เขียนรีวิวหนังเลย มีหลายเรื่อง ที่จริงๆ ก็อยากจะเขียนถึง ถึงจะเป็นหนังที่เก่าหน่อย (เช่น Batman: Dark Knight) แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ไม่เขียน ขี้เกียจมั้ง
  • กลับมาเรื่องเรียนเรื่องสอน ปีนี้ภาษาที่ใช้ หวยออกที่ Scheme เป็นหลักและ Ruby (เล็กน้อย) ก็คงจะแทรกๆ พวก Linux อะไรพวกนี้ลงไปบ้าง ตามสมควร คงไม่มีภาษาอะไรที่ syntax มันไม่ยุ่งยาก และ uniform ทั้งภาษา ได้เท่ากับ ​Scheme แล้วมั้ง
  • เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนเหรอ? ย้ำอีกครั้ง ว่าปลงแล้วล่ะครับ
  • Archievement เล็กน้อยส่วนตัว …​ ในที่สุด ก็หาวิธีอธิบาย Higher-Order Function ได้แบบเนียนๆ และเป็นธรรมชาติมากๆ ได้แล้ว
  • โปรเจคเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายรูปหลายโปรเจค มีสถานะเป็น “ยังไม่มีการดำเนินการ” หรือ “หยุดกลางคัน” หรือ “ล้มเลิก” เช่น คนเล่นกล้อง วันละรูป ซึ่งตอนแรกจะทำเป็นเว็บแอพพลิเคชัน ส่วน Photographic Project ที่ทำอยู่หลายตัว ก็ค้างไปเฉยๆ เพราะว่ารูปหาย หมดแรงถ่ายใหม่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มๆ กลับมาถ่ายบ้างแล้ว ได้รูปถูกใจบ้าง แต่ยังไม่มี Keeper หรือรูปแบบโคตรๆ ได้อารมณ์ หรือ Decisive Moment เท่าไหร่
  • นั่นสิะ Blog ก็แทบไม่ได้เขียน
  • แก่ลงเยอะนะเนี่ย ขับรถเยอะๆ เดินทางไกลๆ แล้วร่างกายงอแง
  • เวลาอากาศเปลี่ยน ก็จะชิงไม่สบายเป็นคนแรกๆ ขององค์กรเลยซะด้วยซ้ำ
  • บ่นน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด เน็ตช้า บริการห่วย ฯลฯ เรื่องต่างๆ ที่เคยบ่นเวลาไปที่โน่นที่นี่ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าปลง อีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะเข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องธรรมชาติของคน เรื่องฯลฯ
  • กินข้าวน้อยลงเยอะ …. ส่วนมากตอนนี้เหลือแค่วันละมื้อ คือ มื้อเย็น ไม่รู้อยู่ได้ยังไงเหมือนกัน แต่มันเกิดอาการเบื่ออาหาร และไม่ค่อยอยากจะกินอะไรเท่าไหร่ ใน 5 วันทำงาน จะกินข้าวเที่ยงกับเค้าอยู่ประมาณวันสองวันเท่านั้นแหละ
  • เรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับผมก็คือ …. เดี๋ยวนี้ผมเริ่มต้นสัปดาห์ ด้วยการถามหาวันศุกร์ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้เลยในชีวิต เคยแต่อาทิตย์นึงมี 7 วัน ก็ทำงานมันซะเต็มๆ และไม่เคยคิดว่าเหนื่อย ไม่เคยคิดว่าอะไรทั้งนั้น คิดแต่ว่า “สนุก”
  • ถ้ากลับไปเป็นนายตัวเอง เต็มๆ ตัวอีกครั้ง … จะดีขึ้นหรือเปล่านะ?

เฮ้อ … ทำไมมีความรู้สึกว่า 30 ปีผ่านไป ชีวิตมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่ ยังไงก็ไม่รู้ … entry นี้คงเขียนแค่นี้แหละครับ พบกันใหม่ สวัสดีครับ



(ภาพจาก iampetdo.com ตอน “ขอ report”)

Review: X-Men Triology

Sunday, May 3rd, 2009

ก่อนที่จะเขียนรีวิว X-Men Origins: Wolverine ขอเอารีวิวของไตรภาคแรกของ X-Men มาโพสท์ใหม่นะครับ ซึ่งจริงๆ เป็นรีวิวที่เขียนไว้นานแล้ว และโพสท์ไว้นานแล้ว ใน Blog ในเว็บไซต์ที่ภาควิชา ซึ่งไม่ได้อัพเดทมานานมากแล้ว (และปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นเว็บที่ตายไปแล้วด้วยซ้ำไป)

รีวิวนี้ถูกโพสท์ไว้ที่ http://www.cp.su.ac.th/~rawitat/weblog/files/x_men.html เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2006 ซึ่งนานโขแล้ว … เอาเป็นว่าผมขอเอามาโพสท์ไว้อีกครั้งที่นี่ โดยไม่แก้ไขเนื้อความใดๆ ทั้งสิ้น ก็แล้วกันนะครับ

***อาจจะ spoil นะ ใจไม่ด้านพออย่าอ่านต่อ อย่าหาว่าไม่เตือนด้วย***

ไม่ได้เขียน review หรือว่าวิเคราะห์วิจารณ์หนังนานแล้ว แต่ว่าเรื่องนี้อดไม่ได้จริงๆ เพราะว่ามันตีความสวยๆ ได้เยอะเลย ตั้งแต่เริ่มภาคแรกน่ะแหละ อีกอย่าง บอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้สนใจความ “เหมือน” ในเนื้อเรื่องระหว่างหนังกับการ์ตูน หรือว่าการเพิ่ม/ลด/เปลี่ยนบทบาทตัวละครบางตัวนะ

ผมอยากจะมองในแง่การตีความเชิงปรัชญากับชีวิตมากกว่า

ผมอยากจะมองแค่ว่า ถ้าบรรดา X-Men หรือว่าพวกมนุษย์กลายพันธุ์ เป็นคนธรรมดาที่แตกต่างไปจากคนทั่วๆ ไป คนที่ไม่ใช่ mainstream คนที่คิดแตกต่าง ทำแตกต่าง มีแนวคิดและความสามารถที่แตกต่างออกไปจากคนทั่วไปล่ะ …. สิ่งที่คนพวกนี้พบจากสังคมก็มักจะเป็นสิ่งเดียวกันน่ะแหละ คือ ความกลัว ที่มักจะแฝงอยู่ในรูปของความโน่นความนี่

หลายคนอาจจะมองคนที่แตกต่างเหล่านี้ ว่าเป็นผู้มีปัญหาทางจิต มีปัญหาในการเข้าสังคม มีปัญหาเพราะว่าไม่เหมือนคนหมู่มาก ฯลฯ และพยายามแก้ ด้วยการบังคับ (โดยการใช้กฏของสังคม) ให้พวกที่แตกต่างเหล่านี้เป็นไปตามคนหมู่มาก อ้างโน่นอ้างนี่ และสุดท้ายก็อ้างประชาธิปไตย (เหมือนในหนัง X-3 น่ะแหละ ที่มีการเอาตรงนี้มาแดกดันเล่นด้วย) …. แต่ว่าคนทั่วไปมันเข้าใจประชาธิปไตยซะที่ไหนเล่า ว่ามันต่างจากพวกมากลากไปตรงไหน

ผมมองว่าบรรดามนุษย์กลายพันธุ์ทั้งหลายนี่ เป็น exaggerated version ของคนธรรมดาๆ ที่มีความสามารถพิเศษอะไรบางอย่างน่ะแหละ ลองแทนความสามารถทางร่างกายด้วยคำว่า จิตใจ สิ เช่น คนที่มีใจแบบความสามารถของ Wolverine ก็เป็นพวกใจแข็งเป็นเหล็ก กล้าหักกล้าทะลวงกล้าแหก รักษาอาการบาดเจ็บทางจิตใจ (อาการท้อแท้ ฯลฯ) ได้เร็ว .. คนที่มีใจแบบ Iceman ก็เป็นพวกที่ทำให้ทุกคนใจเย็นลงได้ หรือว่าเย็นใจได้เมื่ออยู่ใกล้ๆ ผมว่าจริงๆ ลองแปลๆ ตีความเล่นๆ แบบนี้ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน

ที่ผมชอบที่สุด (แต่ว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบไปด้วย) ในเรื่อง X-3 ก็คือ Angel ที่หลายคนบอกว่า ไม่เห็นมีบทอะไรเลย ออกมาเท่ห์แค่ไม่กี่ฉาก พลังพิเศษอะไรก็ไม่มี นอกจากบินได้

แต่ว่า Angel เป็นสัญลักษณ์ของคำว่า อิสรภาพ ซึ่งอาจหมายถึงคนที่มีใจรักอิสะเสรีด้วย คนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่มีอะไรพิเศษนี่แหละ คนพวกนี้เป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในสังคมที่พวกเราๆ สร้างมันขึ้นมา ผมเชื่อว่า คนเราทุกคน เกิดมาพร้อมกับสิ่งๆ หนึ่งที่ถูกเด็ดทิ้งไปโดยระบบโลกที่พวกเราสร้างมันขึ้นมาเอง … นั่นก็คือ ปีกแห่งเสรีภาพ (Wings of Freedom)

ใน X-3 ภาพของ Angel จะเป็นการโบยบินบนท้องฟ้า ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา เราใช้แทนสัญลักษณ์ของการมีอิสรภาพ และ Angel ก็คือคนที่จะถูก รักษา เป็นคนแรกของเรื่อง นั่นก็คือ การเด็ดปีก หรือทำลายเสรีภาพทิ้งนั่นเอง

คนที่มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง ที่ถูกระบบของโลกเรา อ้างความเป็นคนหมู่มาก อ้างความเหมือนความเท่าเทียม ไม่ให้ความสำคัญหรือแม้แต่ยอมรับความต่าง … ทำลายลงไป … คนที่บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะร้ายก็ร้ายน่ากลัว มีพลังมหาศาลที่สามารถเอาไปใช้สร้างสรรค์ทุกอย่างได้ หรือว่าจะทำลายอะไรก็ได้ อย่าง Phoenix … ก็มีหลายคนในความเป็นจริง แต่ว่าน่าเสียดายที่คนพวกนี้หลายคนต้องจบชีวิตตัวเอง หรือไม่ก็ดำเนินชีวิตไปในทางเลวร้ายทำลายล้าง เพราะว่าเมื่อทำดี หรือพยายามทำดี แล้วต้องอยู่ภายใต้กรอบมากไป เหมือนกับถูกกักขัง และไม่ได้รับการยอมรับในความสามารถตัวเองอย่างแท้จริง .. หรือว่าคนที่เป็นอย่างมนุษย์กลายคนพันธุ์คนอื่นๆ

ผมไม่ค่อยเชื่อหรอก ที่มีคนบอกว่า ความต้องการพื้นฐานทางจิตใจของคนเรา คือ ความรัก ผมว่ามันคือ การยอมรับ ในทางที่ตัวเองเป็น และการยอมรับและยินดี ในสิ่งที่ตัวเองทำ จากความปรารถนาและเจตนาที่ดีอย่างจริงใจ ต่างหากล่ะ

อยากจะ quote อะไรบางอย่างจากหนังแฮะ แต่ว่าไม่รู้จะ quote อะไรดี ก็เอานี่ละกัน

“Do we look like we need your help (cure)?”

และพบกันในรีวิว X-Men Origins: Wolverine เร็วๆ นี้ครับ …. (ไม่ได้เขียนรีวิวหนังมานานมาก สนิมเกาะหมดแล้ว)

กล้องแนะนำ 10 ตัว (จาก The Online Photographer)

Friday, April 24th, 2009

เมื่อกี้โพสท์ 10 อันดับจาก Serious Compacts ไปแล้ว คราวนี้เพิ่งเห็นว่า The Online Photographer (http://theonlinephotographer.typepad.com/) ก็เพิ่งจะโพสท์ “อันดับสุดท้าย (อันดับ 1)” ของการจัดอันดับคล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าไม่จำกัดแค่กล้องคอมแพค ก็เลยเอามาโพสท์ซะเลย

เพื่อไม่ให้เสียเวลา ก็มาดูอันดับกันเลยดีกว่าครับ

  1. Nikon D700
  2. แปลกมะ … เค้าบอกว่ายังตัดสินใจไม่ได้ … ขอเวลาอีกเดือน
  3. Nikon D90, Olympus E-30, Canon 50D, Pentax K20D, Sony Alpha 700 (เอ่อ.. เลือกไม่ถูกเหรอ?)
  4. Panasonic Lumix DMC-LX3 (surprise นิดๆ นะเนี่ย)
  5. Sony Alpha 900
  6. Olympus E-420
  7. Panasonic Lumix DMC-G1
  8. Zeiss Ikon (film rangefinder)
  9. Canon Powershot G10
  10. Canon Powershot SD880 IS (บ้านเราจะรู้จักตัวนี้ในชื่อ IXUS 870)

ดูลิสท์นี้แล้วรู้สึกแปลกๆ กว่าที่ Serious Compact แฮะ ยังตัดสินรองชนะเลิศไม่ได้ แต่ว่าดันได้ผู้ชนะแล้ว ไม่พอ อันดับสามนี่ กล้องคลาสเดียวกันเสมอกันยกแผงเลย ที่แอบเซอไพรส์นิดๆ ก็มี LX3 ที่ทำอันดับได้สูงมาก (และก็ยังเหนือกว่า G10 ซึ่งสอดคล้องกับของ Serious Compact เพราะว่าถ้านับตามลิสท์นี้ก็พบว่า G10 เป็นกล้องคอมแพคอันดับสอง)

อันดับ 1 จะเป็น D700 ก็ไม่แปลกเลย เคยใช้ตัวนี้มาพักนึง บอกได้เลยว่าเป็นกล้องที่ price/performance เยี่ยมมากๆ แต่อดงงไม่ได้นิดๆ ว่ามี Sony a900 แต่ Canon 5D MkII หายไปไหนล่ะนี่ … ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นความเห็นของเว็บนี้นะครับ

กล้องคอมแพคแนะนำ 10 ตัว (จาก seriouscompacts.com)

Friday, April 24th, 2009

Serious Compacts (www.seriouscompacts.com) เป็นเว็บไซต์หนึ่ง ที่ตามอ่านประจำ มีเนื้อหาเกี่ยวกับพวกกล้องคอมแพค (กล้องขนาดเล็ก กล้องขนาดพกพาง่าย) ทั้งหลายทั้งแหล่ และเร็วๆ นี้ได้ทำบทความขึ้นมาซีรียส์หนึ่ง คือ Ten Recommended Compacts หรือ กล้องคอมแพคที่แนะนำ 10 ตัว ซึ่งจะแยกไปเป็น 10 บทความ และค่อยๆ อัพเดทขึ้นมาเรื่อยๆ ไล่จากตัวที่ 10 มาถึงตัวที่ 1 (แบบเดียวกับประกาศผลประกวดนางงามเลยเนอะ)

และตอนนี้ ทาง Serious Compacts ก็ได้อัพเดทครับทั้ง 10 ตัวแล้ว ผมเลยขอสรุปลำดับไว้ดังนี้ (Link ไปหาบทความต้นฉบับที่ Serious Compacts นะครับ)

  1. Leica D-Lux 4, Panasonic Lumix DMC-LX3
  2. Canon Powershot G10
  3. Sigma DP1
  4. Ricoh GX200
  5. Olympux XA (กล้องฟิล์ม)
  6. Canon Rebel XS (1000D) (D-SLR)
  7. Ricoh GR Digital II
  8. Fujifilm FinePix F200EXR
  9. Canon Powershot A590 IS
  10. Canon Canonet QL17 GIII (ฟิล์ม Rangefinder)

บางตัวก็ไม่เห็นด้วยแฮะ บางตัวก็เห็นแล้วตกใจ เช่น Canon 1000D เพราะคิดว่าถ้าอยากจะให้ D-SLR ตัวเล็กอยู่ใน list จริงๆ ก็น่าจะมองไปที่ Olympus e-420 หรือแม้แต่ e-620 มากกว่า และแปลกใจที่ทำไมไม่มี Panasonic G1 (Micro 4/3) แต่ว่ารายหลังนี่พอจะเข้าใจ เพราะจริงๆ แล้วเราก็หวังว่า m4/3 มันจะ “เล็กกว่านี้” ก็คงต้องรอ Olympus ทำออกมาล่ะ (เพราะว่าขายไอเดียตัว concept ไว้ดีมาก ใน Photokina)

ก็คิดเหมือนกันนะ ว่าขนาด Sigma DP1 ยังติดอันดับสาม (เหตุผลเพราะ “คุณภาพของภาพ” เทียบกับคอมแพคขนาดเท่าๆ กันอย่างเดียวเลยแหงๆ) แล้ว Sigma DP2 จะติดอันดับไหน (เลนส์ไวแสงขึ้น ระยะใช้ง่ายขึ้น การทำงานว่ากันว่าเร็วขึ้น ตอบสนองดีขึ้น ใหญ่กว่าเดิมนิดหน่อย)

แต่ยังไงก็คงจะเป็นข้อมูลสำหรับหลายคนที่เลือกระหว่าง GX200, G10, LX3 ได้เหมือนกันแฮะ (คำถามยอดฮิตในเว็บกล้องเมืองไทยทั่วไป) … อ่อ ส่วน Fujifilm F200EXR คงได้เพราะนวัตกรรมของเซนเซอร์ แต่แปลกที่ไม่ยักกะมี Ricoh CX1 (แต่สองตัวนี้ผมก็ชอบไอเดียของ F200EXR มากกว่าล่ะนะ)

ปล. ……. Nikon Compact ไม่มีใน list เลยแฮะ ค่ายนี้ทำคอมแพคไม่ขึ้นนะเนี่ย (จะว่าไปก็จริง สู้ชาวบ้านในช่วงราคาเดียวกัน และกลุ่มเป้าหมายเดียวกันไม่ค่อยได้)

D700 vs. LX3 ภาพต่อภาพ จากคนธรรมดาๆ หลังกล้อง

Tuesday, December 16th, 2008

อันนี้เป็นรีวิวเปรียบเทียบกับ D700 ครับ แบบภาพต่อภาพ เชิญชมที่ Multiply ผมครับ

rawitat: my digital memories - D700 vs. LX3 ที่วังสนามจันทร์ (10/19/51)

ข้อความจากที่ผมเขียนไว้ใน Multiply

สืบเนื่องจากบทความรีวิว Panasonic Lumix LX3 #2 ที่ผมได้เขียนไว้ที่เว็บไซต์ส่วนตัว และได้โพสท์ลิงค์ไว้ที่นี่ และมีเพื่อนคนหนึ่งใน twitter เข้ามาถาม และได้สนทนากันใน twitter ดังนี้

plynoi @rawitat http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2008/12/dsc-1441.jpg รูปนี้ LX 3 หรือ D700 อ่ะครับ
rawitat @plynoi D700 ครับ ยิ่งดูรูปใหญ่จะยิ่งเห็นชัดครับ ว่าต่างกันเยอะมากๆ…
plynoi @rawitat i think lx3 is more beatiful 4 small pic - -”

ก็เลยเอามาลงที่นี่หน่อยนึง จะได้เห็นกันภาพต่อภาพ ก็ยังไม่ใช่ภาพใหญ่เท่าไหร่อยู่ดี แต่ว่าเป็น 800×800 (ใหญ่กว่าปกติที่ผมลงที่นี่หน่อยนึง) ภาพทุกภาพไม่ได้ sharpen เพื่อความแฟร์ระหว่างกัน resize แล้วลงเลย

ไม่ได้ถ่ายเพื่อเน้นมุมมองหรือว่าเพื่อเอาสวยงามนะครับ เอาแค่เปรียบเทียบอุปกรณ์ในสภาพการปกติๆ ธรรมดาๆ ทั่วไป และเข้าใจว่าภาพที่เอามาโพสท์นี้ไม่ได้รีดศักยภาพของอุปกรณ์ ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแต่อย่างใด มันก็แค่ตอนเย็นๆ แดดเกือบหมด ฟ้าไม่ค่อยสวย ธรรมดาๆ นี่เอง

เพราะว่านี่คือ หนึ่งใน “สถานการณ์ใช้งานจริง” ที่จะเจอกันครับ … วันนั้นวัตถุประสงค์ของผมก็คือ “ทดสอบว่า LX3 จะใช้งานแทน D700 กับเลนส์ที่ดีที่สุดที่ผมมี ในสถานการณ์ทั่วไป ชาวบ้านๆ ธรรมดาๆ ได้ดีแค่ไหน” ครับ

  • เลือก mode เป็น standard ทั้งคู่ (หรือเทียบเท่า)
  • ใช้ base ISO ทั้งคู่ (D700 = 200, LX3 = 80) แต่ว่าจะมีรูปสองรูปที่ผมลองปรับ ISO ของ LX3 เล่นเป็น 125 นะครับ แต่ว่าไม่มีใช้เกินนี้
  • ไม่มีการแต่งภาพ
  • ไม่มีความตั้งใจให้อะไรดูดีกว่าอะไร
  • พยายามถ่ายแบบ “มุมบ้านๆ” ที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ปกติก็ไม่ใช่คนมุมมองเจ๋งอะไรอยู่แล้ว)
  • ไม่ได้ถ่าย RAW ครับ ถ่าย JPEG โดย D700 เป็น M, JPEG Normal แต่จำไม่ได้แล้วว่าของ LX3 เป็นอะไร … ทั้งนี้เพราะว่านี่คือโหมดปกติที่ผมใช้งานจริง

ขอบอกอีกครั้ง …. วัตถุประสงค์ของการเทียบ ไม่ใช่เทียบว่าเจ๋งกว่ากันแค่ไหน เพราะว่ามันไม่มีทางเจ๋งเท่าอยู่แล้ว เหมือนกับเอา BMW ไปแข่งกับ Honda City … คำถามของผมในการทดสอบครั้งนี้คือ แล้ว City ขับไล่กวด BMW ได้ดีแค่ไหน ในสถานการณ์ปกติๆ (ไม่ใช่ถนนที่เตรียมไว้ให้แข่ง)

คำตอบที่ได้คือ “พก LX3 และใช้ D700 เมื่อต้องถ่ายจริงจังที่เกินกำลังของ LX3″

ตอนท้ายจะแถมรูป crop 100 ตรงฐานรูปปั้นย่าเหลให้นะครับ ….. (แต่เป็น PNG นะ เพราะ capture จากหน้าจอเอา)

ปล. รูปทั้งหมด จะเป็น D700+14-24mm f/2.8 (ถ่ายที่ 24mm เท่านั้น) ขึ้นก่อนนะครับ ตามด้วย LX3 ซูมที่ 5.1mm (เทียบเท่ากับ 24mm เท่ากัน)

Panasonic Lumix LX3 Review #2

Sunday, December 14th, 2008

หลังจากที่เขียนรีวิวตอนแรกไปพักนึงแล้ว ก็ได้ใช้งานกล้องตัวนี้ไปอีกพักใหญ่ๆ และใช้ถ่ายเล่นไปเรื่อยๆ บ่อยด้วย ก็เลยพอจะมีเรื่องให้เขียนถึงมันอีกนิดหน่อย ดังนั้นวันนี้ขอเขียนรีวิวต่ออย่างคร่าวๆ นะครับ

  • หลังจากที่ค้นพบว่า มันเป็นกล้องที่ถ่าย B&W ได้สวยมากๆ (ใช้ Dynamic B&W mode) ผมไม่ได้ใช้มันถ่ายภาพสีเลย ให้ตายเถอะ ตั้งขาว-ดำค้างเลย เวลาถ่ายขาว-ดำที่ ISO สูงถึงจะมี noise ก็มีลักษณะคล้ายกับ film grain ครับ สวยทีเดียว

    P1000908.jpg

  • แต่ว่าก็พอจะมีคอมเมนท์เกี่ยวกับเรื่องสีนิดหน่อย คือ สีมันเพี้ยนจากความเป็นจริงที่ตาเห็นบ้าง ถึงจะใช้โหมด Standard แล้วก็เถอะ สียังถือว่าจัดพอสมควร แต่ว่าก็ไม่ถึงกับรับไม่ได้ ยิ่งถ้าไปใช้ Vibrant นี่ยิ่งจัดไปใหญ่เลย อ่อ แล้วก็สีใน LCD ด้านหลังรู้สึกว่าจะเพี้ยนจากที่ได้จริงนิดๆ นะ (แต่ว่ามันคงเป็นเรื่องของการ Calibrate หน้าจอด้วย ถ้า Calibrate ไว้ตรงกับ LCD ก็คงจะตรงกันดี)
  • เคยลองเอาไปถ่ายเทียบกับ D700+14-24+24-70 (ซึ่งเป็นเลนส์ Ultrawide zoom และ Normal zoom ชุดที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะซื้อได้แล้ว) ก็ปรากฏว่า “แพ้ขาด” เรื่องมิติของภาพและความคม (ก็แน่นอน ….. ราคากล้องรวมกับเลนส์ตัวเดียวก็ซื้อ LX3 ได้สิบตัวแล้ว) แต่ว่ากับการใช้งานทั่วๆ ไป (พกกล้องเดินตลาด ถ่ายรูปเล่น) ผมถือว่า “แทนกันได้อย่างไม่น่าเกลียดเลย”

    รูปทั้งหมดนี้ ย่อแล้วลงเลยนะครับ ไม่ได้ sharpen แต่อย่างใด โดยเป็นรูปจาก D700+14-24 ก่อนและเป็นรูปจาก LX3

    DSC_1441.jpg

    P1000031.jpg

    DSC_1456.jpg

    P1000035.jpg

  • การตอบสนองดีมากพอสมควร ถ้าเคยชินกับ DSLR อาจจะรู้สึกว่ามันช้าๆ บ้าง แต่ว่าเทียบกับ compact ทั่วๆ ไปแล้วถือว่า “เยี่ยม” เลยทีเดียว shutter lag มีบ้าง เป็นเรื่องปกติ ไม่ถึงกับน่ารำคาญ การทำงานของระบบกันสั่นถือว่า OK เลย
  • การวัดแสงบางทีตลกๆ ครับ ตอนที่ดูใน LCD ก่อนจะกด shutter เห็นว่าสวยดีแล้ว แต่ว่าพอถ่ายไปกลับ underexpose อย่างรุนแรงเป็นส่วนมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม (ทั้งๆ ที่มันควรจะ lock exposure แล้วนะ) บางทีก็เลยต้องเปลี่ยนการวัดแสงเป็นวัดเฉพาะจุด ก็จะช่วยได้บ้าง

    child.jpg

  • ที่ชอบอีกอย่างหนึ่ง (จริงๆ ก็เป็นข้อดีของกล้อง compact ในปัจจุบันทั่วๆ ไปน่ะแหละ) ก็คือ “เงียบ” ถ้าเราไปปิดเสียงการทำงานทั้งหมดของมันซะ ทำให้เอามาใช้ถ่ายในหลายๆ ที่ได้แบบไม่ก่อความแตกตื่น … จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะรุ่นนี้หรอกครับ ข้อนี้ apply กับกล้อง compact ทั้งหมด เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็มีกล้องกันทั้งนั้น ยิ่งกล้องรุ่นที่หน้าตามันโบราณๆ มีฝาครอบเลนส์ห้อยๆ เหมือนไม่น่าจะมีอะไรแบบนี้ คนไม่ค่อยจะกลัวกันเท่าไหร่ … ถ้าเอา D3 ออกมาถ่ายนี่คงจะแตกตื่นกันเป็นแถว ยิ่งบ้านเมืองแบบนี้ด้วยแล้ว เอามายิงรัวคงคิดว่ามีปืนกล (ลองฟังได้ที่นี่ link: DP Review)

    P1000711.jpg

  • ระยะซูม 24-60 และเลนส์ที่ “ไว” ทำให้กล้องตัวนี้เหมาะมากกับการถ่าย photojournalism หรือว่า street photography และเป็นระยะซูมที่ถือว่าค่อนข้างประหลาดเล็กน้อยสำหรับตลาด compact เพราะว่าส่วนมากจะเน้น normal-tele มากกว่าที่จะเป็น wide-normal สำหรับตัวนี้ถือว่าเป็นกล้องไม่กี่ตัวที่ระยะซูมจำกัดอยู่ในช่วง normal ไปถึง wide นิดๆ เท่านั้น ทำให้หลายคนต้องปรับลักษณะการใช้งานเล็กน้อย (สำหรับคนที่ชอบส่องไกลๆ ก็มีตัวเลือกอีกหลายตัวที่ไม่ใช่ตัวนี้ Panasonic เองก็มี Lumix TZ5) พอดีผมชินระยะแบบนี้อยู่แล้ว (จากการใช้งาน D700+24-70)

    P1000715.jpg

  • ยังไม่มีโอกาสลองใช้แฟลชเลย
  • ข้อเสียต่างๆ ที่เคยเขียนถึงไว้ตอนรีวิวคราวที่แล้วยิ่งชัดขึ้น … ยังคงรำคาญฝาปิดเลนส์เหมือนเดิม และยังคงไม่ชอบ slider ที่เลือก aspect ratio เหมือนเดิม … หลายต่อหลายครั้งแล้วที่หยิบขึ้นมาถ่ายไปหลายรูป แล้วเพิ่งจะสังเกตว่ามันเป็น 4:3 ไม่ก็ 16:9 ทั้งๆ ที่ตั้งไว้ที่ 3:2 (ซึ่งอยู่ตรงกลางพอดี) อันนี้เป็นตัวอย่างของ Fitt’s law ได้เลยนะเนี่ย แล้วก็ command dial ที่หมุนเปลี่ยนตำแหน่งได้ง่ายเกินไปเหมือนกัน บางทีตั้งไว้ที่ aperture priority แล้วหยิบมาถ่าย กลายเป็น shutter priority หรือไม่ก็ไม่ตรงกับโหมดไหนเลยซะงั้น
  • นอกนั้นไม่มีอะไรแล้ว แต่ว่าตอนนี้ติดกล้องตัวนี้มาก

Panasonic Lumix LX3 Review #1

Friday, November 14th, 2008

หลังจากไม่ได้เขียน blog มานานพอสมควร (ครึ่งเดือนได้ล่ะมั้ง) ก็ขอเขียนต่อเรื่องเดิมก็แล้วกัน ก็คือ เรื่องกล้องติดตัว ตัวใหม่ Panasonic Lumix LX3 ซึ่งถือได้ว่าเป็น serious compact ที่อยู่ในความสนใจของหลายๆ คน (เป็นคำถามที่เห็นได้ตามบอร์ดทั่วไป ว่าจะเอา LX3, P6000, G10 หรือว่า GX200 ดี) และก็คิดว่าคงจะมีหลายอัน ก็เลยแปะป้าย #1 เอาไว้ก่อน (จริงๆ อาจจะมีแค่อันเดียวก็ได้)

แต่บอกไว้อีกอย่าง ผมจะขอรีวิวในลักษณะเล่าการใช้งานให้ฟังนะครับ ถ้าอยากจะอ่านรีวิวแบบละเอียดและเป็นเชิงเทคนิคมากๆ หรือว่าที่วิเคราะห์กันละเอียดสุดๆ เทียบๆ กับตัวอื่นๆ ด้วย ก็อ่านจากเว็บอื่นดีกว่าครับ (dpreview ก็ได้ครับ ที่ไหนก็ได้ เขียนกันเยอะแยะ)

เอาเรื่องที่ขัดใจก่อน ก็ยังคงยืนยันจากรีวิวก่อนหน้านี้ของผม ที่ว่ามีเรื่องขัดใจไม่กี่เรื่องคือ

  • ฝาปิดเลนส์ … นี่มันสมัยไหนกันแล้วล่ะคุณเอ๋ย ขนาด G10 ยังทำฝาเลื่อนอัตโนมัติเลย
  • command dial ที่เลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งง่ายไปหน่อย
  • ตัวเลื่อนปรับ aspect ratio ที่ขัดใจผมจริงๆ (เพราะว่าผมถ่าย 3:2 เป็นหลัก และดันอยู่ตรงกลาง ผิดหลัก Fitt’s law ในการใช้งานของผม แต่ว่าถ้าคุณถ่าย 16:9 หรือว่า 4:3 เป็นหลักก็ไม่เป็นไร)
  • autofocus บางทีจะพลาดแบบไม่น่าพลาด โดยเฉพาะกรณีถ่ายคน มันไปชัดข้างหลังอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้งๆ ที่ถ่ายก็โฟกัสที่หน้าดีหรอกนะ แต่ว่าทำไมมันไปชัดด้านหลังก็ไม่รู้ และผมท่าทางจะไม่ใช่คนเดียวที่เจอปัญหานี้ เคยอ่านในเว็บเมืองนอก มีคนเจอปัญหานี้เหมือนกัน

ส่วนเรื่องลักษณะการใช้งานทั่วไปๆ ของผม และ impression ของมันนอกเหนือจากนี้คือ

  • ทำได้ดีพอสมควร ในเรื่อง noise (ตามคาด) ถึงจะไม่ดีเท่า DSLR แน่ๆ แต่ว่าก็ดีกว่าที่ผมหวังไว้อยู่หน่อย ยิ่งมีเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง (f/2) ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ใช้งานในที่แสงค่อนข้างน้อยได้พอสมควร (แต่ว่าไม่มีอะไรสู้ D700 กับ 50mm 1.4 ที่ ISO 3200 ได้หรอก — ขนาด ISO 6400 ยังไม่น่าเกลียดเลย ตัวนั้นน่ะ)
  • ค่อนข้าง “ทน” พอสมควร ทดสอบแล้วด้วยการทำตกจากโต๊ะความสูงกว่าเมตร (ใส่กระเป๋าไว้แล้วไม่ได้รูดซิบ …​น้องเกดสุดที่รักก็เลยทดสอบความทนทานให้ ด้วยความซุ่มซ่ามส่วนตัว) ก็ไม่เป็นอะไร มีรอยเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวกล้องเท่านั้น (แต่ว่าก็คงจะขึ้นกับมุมในการตกด้วย)
  • film mode หลายอันมีให้งงเล่นมากมาย ตอนแรกๆ ผมจะใช้ standard เป็นหลัก แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ลองเล่นอย่างอื่นบ้าง พบว่า nostalgic ให้อารมณ์ฟิล์มเก่าๆ ได้พอสมควร และเป็นโหมดที่ถ่ายคนสวยที่สุด ส่วน vibrant ก็เข้ม ฉูดฉาด สมชื่อโหมด ส่วน dynamic ไม่เคยใช้ smooth เหมือนจะดีเวลาถ่ายคน แต่ว่าสู้ nostalgic ไม่ได้

    ลองดูหน่อย ถ่ายภายในร้าน Cafe dot com ใต้ตึกวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ ม.เกษตร ครับ อันนี้โหมด vibrant

    P1000520.jpg

    ส่วนอันนี้ที่เดียวกันเป๊ะ แต่ว่าเป็น nostalgic ครับ … เป็นไง ฟิล์มเก่าๆ ดีมั้ย

    P1000522.jpg

  • ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้นิดๆ หน่อยๆ เพราะว่าได้เลนส์ที่รูรับแสงกว้าง ถึงแม้ว่าขนาดของเซนเซอร์จะเล็กก็เถอะ แต่ว่าก็ยังใหญ่กว่ากล้อง compact ทั่วๆ ไปพอควร ก็เลยยิ่งทำให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ง่าย เมื่อเทียบกับกล้อง compact ทั่วๆ ไป ยิ่งซูมออกนิดหน่อย จะยิ่งช่วยได้

    ภาพนี้ถ่ายคนโดยใช้โหมด nostalgic นายแบบคือ อ.ยศวี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ครับ ถ่ายที่ 9.3mm สำหรับเซนเซอร์ตัวนี้ ซึ่งเทียบเท่า 44mm บน 35mm ถ่ายที่ f/2.5 (กว้างสุดสำหรับทางยาวโฟกัสนี้ — สำหรับกว้างที่สุดสำหรับเลนส์คือ f/2 ที่เทียบเท่า 24mm)

    P1000510.jpg

  • แต่ว่าไปๆ มาๆ สิ่งที่ผมใช้กล้องตัวนี้ทำมากที่สุดคือ “ถ่ายขาวดำ” (B&W) โดยใช้โหมด Dynamic B&W ให้ความเป็นขาวดำที่สวยมากๆ สุดยอดมากๆ เลยถ่ายแต่โหมดนี้เป็นหลักเลย ให้ดูสองรูป จากโหมดนี้ครับ ทั้งสองภาพเป็นภาพตอนที่ผมไปดูงานศูนย์คอมพิวเตอร์ ที่วิทยาเขตเพชรบุรี โดยนายแบบหลักทั้งสองภาพ คือ พี่ฉลอง จากศูนย์คอมพิวเตอร์ ม.ศิลปากรครับ

    P1000686.jpg

    P1000666.jpg

ค่อนข้างจะพอใจมากๆ กับกล้องตัวนี้ ทำให้ถ่ายรูปสนุกขึ้นอีกเยอะ โดยเฉพาะรูปขาว-ดำ จริงๆ อยากจะถ่ายขาว-ดำมานานแล้ว.. แต่ว่ากล้องที่มีอยู่ แม้แต่ D700 มันถ่ายขาว-ดำ “จากกล้อง” ไม่ค่อยจะถูกใจเท่าไหร่ และผมเป็นคนที่ไม่ชอบทำ post-process เท่าไหร่ด้วย ยิ่งต้องมาทำทุกรูปก็ไม่ไหว ก็มาเจอตัวนี้แหละครับ ที่ถ่ายขาว-ดำจากกล้องได้โดนใจมากๆ เลยตั้งไว้ถ่ายแต่โหมดนี้เลย แล้วเวลาอยากจะถ่ายคนที่ไม่ใช่ขาวดำ ก็สลับไปใช้ nostalgic เอา

P1000606.jpg

ของเล่นใหม่ ในที่สุดก็มี Leica กับเค้า!

Tuesday, October 28th, 2008

อ่อ ยังไม่ถึงขนาดจะไปถอย Leica M มาเล่นหรอกครับ (เห็นราคา M8 แล้วกุมกระเป๋าตังค์แน่นต่อไป และไม่คิดจะไปขอลองกดชัตเตอร์เล่นด้วย) แต่ว่าเป็นหมอนี่ครับ

lumix_lx3011.jpg

ครับ Panasonic Lumix LX3 ซึ่งจริงๆ ก็เป็นฝาแฝดกับ Leica D-Lux 4 น่ะแหละครับ (ต่างกันแค่ Image processing engine เท่านั้นเอง)

ผมก็เลยมี Leica กับเค้าซะที … มียังไงเหรอ? ถึงมันจะเป็นฝาแฝดกับ D-Lux 4 แต่ว่ามันก็ยังเป็น Lumix ไม่ใช่เหรอ?

อ่าฮะ ไม่ผิดๆ แต่ว่าเหตุผลที่ผมเลือก LX3 เพราะเหตุผล 4 ข้อครับ

  1. นโยบายสวนทิศทางของความเชื่อสาธารณะ: ไม่เพิ่ม pixel count!
  2. นโยบายที่ถูกทิศทาง แม้ตลาดส่วนมากจะไม่รู้: เพิ่มขนาด sensor!
  3. รูปร่างหน้าตาที่ลอกแบบ Rangefinder หรือกล้องโบราณๆ อีกหลายตัว
  4. เลนส์ Leica DC Vario-Summicron 24-60mm (35mm eq.) f/2.0-2.8

อย่างน้อยๆ ก็มีเลนส์เป็น Leica ล่ะน่า (ฮาฮา) จริงๆ Panasonic ก็ใช้เลนส์ Leica ใน Lumix หลายรุ่นนะครับ แต่ที่พิเศษกับรุ่นนี้ ก็คือ การเลือกทางยาวโฟกัสที่สั้น เพื่อให้ได้คุณภาพที่มากขึ้นในแต่ละช่วง และมีขนาดรูรับแสงที่กว้างมาก (f/2.0-2.8) ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่มี sensor ที่มีขนาดใหญ่กว่า compact ทั่วไป (ถึงแม้จะยังเล็กกว่า DSLR รวมถึงพวกที่ sensor เล็กๆ อย่าง 4/3 format หรือ compact ที่ยัด DSLR-class sensor อย่าง Sigma DP1 อยู่มากโข) ทำให้เพิ่มโอกาสได้ภาพค่อนข้างมากทีเดียว และพอจะเล่นกับ Depth-of-Field สวยๆ ได้บ้างเล็กน้อย (เอาไว้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้นิดหน่อย)

เท่าที่ทดสอบเล่นๆ มา ก็เข้าท่าทีเดียว กล้องตัวนี้กลายเป็นกล้องติดรถ ติดกระเป๋าถือ ใส่กระเป๋ากางเกง ฯลฯ สำหรับกรณี “เผื่อมีภาพอยู่เบื้องหน้า” จะได้ไม่พลาดการได้ภาพเหล่านั้น

การตอบสนองถือว่าทำได้ดีพอสมควร ในเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้งาน การตอบสนองเยี่ยม เสียงเงียบมาก มีข้อเสียนิดๆ หน่อยๆ ตรง command dial ด้านบนมันเปลี่ยนตำแหน่งง่ายไปนิด กับ lens cap ที่น่ารำคาญหน่อยๆ (ทำให้ใช้งานมือเดียวลำบากมากๆ เมื่อเทียบกับพวกที่ใช้การเปิดปิดเลนส์แบบอัตโนมัติ) อ่อ แล้วก็อยากให้มี optical viewfinder หน่อยนึงด้วย (เดี๋ยวซื้อ optional เพิ่มเอาก็ได้)

อ่อ มีอีกหน่อย แล้วก็การเลือก aspect ratio ที่มีตัวเลื่อนตรง lens ซ้ายสุดเป็น 4:3 ตรงกลางเป็น 3:2 และขวาสุดเป็น 16:9 ซึ่งมันก็เปลี่ยนไปมาค่อนข้างง่าย คนชอบถ่าย 3:2 อย่างผมก็เลยเซ็งหน่อย เพราะว่าเวลาเอาใส่กระเป๋ากางเกง บางทีมือไปโดนนิดหน่อยพวกก็ชอบเลื่อนไปซ้ายทีขวาที เช่นเดียวกับ Focus mode แต่ว่าอันนี้ยังดีหน่อย ที่ AF อยู่บนสุด แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าอยู่ล่างสุดมันจะดีกว่าหรือเปล่า (กดลง ง่ายกว่าดันขึ้น ดังนั้นถ้า AF อยู่ล่างสุด มันก็จะกดลงไม่ได้อีกแล้ว)

ส่วนเรื่องคุณภาพของภาพ ถือว่าทำได้เยี่ยมเกินคาด แต่อย่างหวังเอาไปเทียบกับ DSLR มากมายนัก แต่ว่าถ้ากรณีทั่วๆ ไป และเอาไว้ถ่าย street หรือว่าถ่ายเล่นถ่ายเที่ยว รับรองว่าคุณภาพไม่น่าเกลียดแน่นอน เรียกได้ว่าสวยเลยล่ะ โดยเฉพาะสีสันดีมาก ถึงจะใช้ Film mode เป็น standard ถ้าใช้ Film mode เป็น smooth ก็ถ่ายคนได้เนียนดี

แถมให้รูปนึงละกันนะครับ นอกนั้นเจอกันใน multiply รูปนี้ถ่ายที่หน้าวิหารเซียน ตอนบรรยากาศอึมครึมสุดๆ ระหว่างฝนตกหนักระลอกแรก กับก่อนฝนหนักๆ ระลอกถัดไปจะเทลงมา ใช้ Auto White Balance ตั้ง Film mode เป็น standard แล้วเพิ่ม sharpness ไป +1 ในกล้อง นอกนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งสีทั้งคอนทราสท์ และไม่ได้ post-process ทั้งสิ้น (ปกติผมไม่ post-process รูปอยู่แล้ว อันนี้คนรู้จักรู้กันดี) ย่อแล้วลงเลย ไม่ได้ทำการ sharpen เพิ่มเติมก่อนหรือหลังย่อ

lumix_lx3012.jpg

พอใจกับภาพและสีสันที่ได้มากมายครับ

Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon

Monday, September 29th, 2008

ไม่ได้เขียนรีวิวหนังซะนานมากเลย จริงๆ ยังมีเรื่องที่ดูไปแล้วและอยู่ในคิวจะเขียนอีกเยอะ โดยเฉพาะ Batman: The Dark Knight แต่ว่าเรื่องนั้นขอดูอีกสักเที่ยวสองเที่ยวก่อน เพราะว่ามีข้อคิดเยอะมากๆ แต่ว่าเอาเรื่องนี้ก่อนละกัน เพราะว่าท่าทางจะสั้นที่สุด และคงไม่จำเป็นต้องดูเที่ยวที่สอง

จริงๆ เป็นหนังที่อยากจะดูตั้งแต่อยู่ในโรงหนังแล้ว แต่ไม่มีโอกาสไปดู เผลอๆ จะอยากดูเรื่องนี้มากกว่า Red Cliff ซะอีก เพราะว่าบ้าสามก๊กอยู่เป็นทุนเดิมด้วย และมีเรื่องสามก๊กนี่ตัวละครที่ผมชอบที่สุด ชอบเสียยิ่งกว่าชอบ คือ “จูล่ง” (Zhao Yun) ยิ่งอ่านหนังสือ “จูล่ง สุภาพบุรุษจากเสียงสาน” จากสามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบแล้วยิ่งชอบมากเข้าไปอีก

ดังนั้นหนังที่เอาจูล่งมาเป็นพระเอก และเอาพระเอกฮ่องกงที่ผมชอบที่สุดคนหนึ่ง คือ หลิวเต๋อหัว มารับบทนี้ด้วยแล้ว ยิ่งอยากดูเข้าไปใหญ่

ดูแล้วรู้สึกยังไงบ้าง เอาล่ะ ไม่พูดพร่ามมากล่ะครับ เอาไปเป็นข้อๆ เลย

  • การเลือกตัวละครมารับบทต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกันอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกวนอู เตียวหุย เล่าปี่ ขงเบ้ง ม้าเฉียว ทำได้ดีมากพอสมควร การออกแบบอาวุธก็สวยดี อลังการดี (โดยเฉพาะง้าวของกวนอู กับทวนของจูล่ง) เสียดายไม่ได้เห็นยอดกระบี่ในตำนาน “กระบี่ชิงกัง” (ฟันเหล็กเหมือนฟันหยวก) ชัดๆ

    ตรงนี้มีที่คลาดเคลื่อนหน่อยนึง ในหนังให้จูล่งชิงกระบี่มาจากโจโฉ แต่ว่าจริงๆ แล้วเป็นการชิงมาจากแฮหัวเอี๋ยน

  • แปลกใจเล็กน้อยที่เห็น Maggie Q มารับบทเป็น Cao Yin ซึ่งในหนังให้เป็นหลานสาวโจโฉ เพราะว่าตามประวัติศาสตร์และเรื่องสามก๊กจริงๆ แล้ว Cao Yin นี่ถ้าผมจำไม่ผิดจะเป็นเจ้าชายน้อย ซึ่งตายตอนอายุได้ 1 ปีเท่านั้น คนที่ชื่อใกล้เคียงที่สุดคือ “โจหยิน” (Cao Ren) ซึ่งเป็นคนแซ่เดียวกับโจโฉ และเสียชีวิตก่อนสงครามครั้งนั้นของจูล่งแน่ๆ (223 AD)

    เพราะความใกล้เคียงกันของชื่อ … ทำให้หนังสือพรีวิวหนังหลายเล่มบอกว่า Maggie Q รับบทเป็น “โจหยิน” ซึ่งผิดนะครับผม

    ดังนั้นตัวละครของ Maggie Q นี้จึงเป็น Fictional character แน่ๆ ครับผม และคงจะมีเข้ามาเพื่อสร้างโทนของหนังด้วย ไม่งั้นคงจะมีแต่ผู้ชาย รบราฆ่าฟัน ขิงไหวชิงพริบ แค่นั้น และเรื่องนี้ Maggie Q เด่นมากทีเดียว ยิ่งตอนเล่นดนตรีกำกับการรบนะ สุดยอดมากๆ ไม่เคยเห็นเลย dramatic ดี

  • ฉาก Action โดยเฉพาะ 1-on-1 ทำได้ดีและไม่เวอร์เกินจริง แบบหนังกำลังภายใน (ตอนแรกกลัวว่าจะออกมาเป็นแบบนั้นมากๆ)
  • หนังเรื่องนี้เอา character ของจูล่งออกมาได้ดีมากพอสมควรเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกล้าหาญ ความถ่อมตัว ความเยือกเย็น ความสุขุม ไหวพริบ ความน่าเกรงขามทั้งในและนอกสนามรบ และอื่นๆ และที่ขาดไม่ได้เลย นั่นก็คือเรื่องของฝีไม้ลายมือในการรบ ซึ่งแสดงให้เห็นตั้งแต่ต้นเรื่องว่าขนาดกวนอู และเตียวหุยสองคนช่วยกันรุม ยังได้เพียงแค่สูสีเท่านั้น ไม่พอ ยังปราบนายพลของวุ่ย 4 คนรุมกันได้อย่างง่ายๆ อีกด้วย ต้องเล่นลอบกัดสถานเดียว
  • อ่านพรีวิวตอนแรก เห็นว่าหนังเน้นไปที่เรื่องของจูล่งในวัยชรา ไม่คิดว่าจะได้ดูจูล่งตอน “จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า” ซึ่งเป็นตอนที่เด่นมาก ถึงกับเป็นหนึ่งในสองตอนที่อยู่ในหนังสือเรียนของประเทศไทยด้วย โดยคัดมาจากฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) (อีกตอนคือ ยุทธการณ์ผาแดง — เดี๋ยวผมไปหาดูแล้วจะมารีวิวนะ) ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ทำได้ดีพอสมควร
  • เสียดายไม่ได้ดูตัวละครอื่นๆ เลย แต่ว่าไม่เป็นไร เพราะว่าเห็นใจคนทำและคนเขียนบทมากๆ เพราะว่าประวัติศาสตร์จริงมันตั้งกี่ปี ตัวละครที่ซับซ้อนมากๆ ตั้งกี่ตัว (ฉบับงิ้วของหลอกว้านจงใส่สีใส่ไข่ใส่ความซับซ้อนเข้าไปอีกเท่าไหร่ — ไม่นับการบิดเบือนประวัติศาสตร์และความพยายามอย่างแสนสาหัสที่จะทำให้ก๊กเล่าปี่เป็นพระเอก และโจโฉเป็นผู้ร้าย แต่นั่นนอกประเด็นของการรีวิวนี้) เอามาย่อได้ขนาดนี้ และให้จูล่งมีมิติได้แค่นี้ ผมก็ว่าเก่งแล้ว (ถึงมิติที่ว่านี่จะยังแบนๆ ราบๆ อยู่ก็เถอะ)
  • อีกอย่างหนึ่งที่แสดงออกมาให้เห็นได้อย่างดีในหนัง ก็คือ ความสามารถของขุนพล ขุนพลรุ่นหลังของจ๊กก๊ก ที่ไม่สามารถจะเทียบกับขุนพลรุ่นก่อนได้ (ซึ่งอันนี้ตอนที่ผมอ่านเรื่องสามก๊ก ไม่ว่าจะฉบับไหน ก็รู้สึกแบบนั้น)
  • อีกอย่างหนึ่งก็เรื่องของขงเบ้ง ที่ชอบวางแผนลึกลับ เขียนแผนใส่ถุงไถ้ไว้ให้ไปเปิดอ่านตามที่ต่างๆ ซึ่งคนที่จะทำแบบนี้ได้ แปลว่าลูกน้องต้องเชื่อใจอย่างมาก เพราะว่ามันเหมือนกับต้องเดินคลำทางในที่มืดเลย โดยต้องเชื่อว่าสิ่งที่ขงเบ้งคาดการณ์ไว้จะเป็นจริง และค่อยเปิดอ่าน

    เรื่องนี้ “สามก๊กฉบับคนเดินดิน” ของ เล่าชวนหัว (เล่ม “เปิดหน้ากากขงเบ้ง”) เขียนกัดไว้สุดยอดมาก แต่ว่าผมอ่านนานแล้วนะ (อ่านทั้งชุดของเล่าชวนหัว ตอนเรียน ป.4-5)

  • ฉากจบเท่ห์มากครับ เท่ห์สุดๆ ชอบมาก และหนังจบแบบนั้นโดยค้างไว้ว่าสรุปว่าจูล่งเป็นเช่นไรในสงครามครั้งนั้น ซึ่งในหนังจะผิดจากประวัติศาสตร์นิดหน่อยครับ จากในหนังนี่เราคิดว่าจูล่งโดนจับได้หรือตายชัวร์ (ไม่น่าจะรอดได้)

    แต่ว่าในประวัติศาสตร์จูล่งกับกองทหารกลุ่มหนึ่ง เอาตัวรอดจากกองทัพที่ใหญ่และดีกว่ามากของวุ่ยไปได้ เรียกว่ากองทัพวุ่ยขนาดมหึมา ก็ยังทำอะไรจูล่งไม่ได้เช่นเดิม ไม่พอยังรักษาเสบียงกลับมาที่แคว้นจ๊กได้อีกต่างหาก (แต่ว่าก็ยังนับเป็นศึกครั้งแรกกระมัง ที่จูล่งได้รับความ “พ่ายแพ้” แบบจริงๆ จังๆ ขนาดนั้น ) ฉบับยาขอบเขียนไว้ประมาณนี้มั้ง ว่ารบกันทั้งคืน ทหารวุ่ยก็ยังทำอะไรจูล่งในวัยชราคนเดียวไม่ได้ (ผมจำไม่ได้นะ)

    อ่อ แต่ก็ยังตรงกับประวัติศาสตร์ (จริงไม่จริงไม่รู้) อยู่บ้าง เพราะว่าศึกครั้งนั้นนี่ ขงเบ้งวางหมากไว้ให้จูล่งเป็นตัวล่อกองทัพของวุ่ย เพื่อให้กองทัพหลักของตัวเองไปเข้าตีจุดยุทธศาสตร์อื่นๆ แต่ว่ากองทัพใหญ่ของขงเบ้งแพ้ราบคาบ ทำให้จูล่งต้องรักษาตัวรอด และรักษากองทัพที่เหลือและเสบียงไว้ด้วย

    แต่ว่าถ้าจบแบบนี้ก็ไม่เท่ห์สิครับพี่น้อง

  • เพิ่มเติมนะครับ สำหรับผู้สนใจ จูล่งตายด้วยโรคชรา หรือไม่ก็ป่วยตายไม่กี่ปีหลังจากนั้นครับ (รู้สึกจะเป็นคนเดียวในขุนพลแคว้นจ๊ก ที่ตายดี)

    ซึ่งจริงๆ ตรงนี้หนังก็ทำทางออกให้ตัวเองไว้ เพราะว่าหนังเรื่องนี้ใช้วิธีการเล่าเรื่องจากมุมมองของบุคคลที่สามประกอบไปด้วย และบุคคลนั้น (ซึ่งตอนหลังคงจะโดนจับและโดนนำตัวไปแคว้นวุ่ยน่ะแหละ และคงจะรอดมาเล่าเรื่อง) ก็บอกว่า “นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นจูล่ง” ไม่ได้บอกว่าจูล่งเป็นหรือตายในสมรภูมินั้น

  • อ่อ เสียดายอีกอย่าง ที่ไม่ได้เห็นฝีมือการยิงธนูของจูล่งเลย
  • มีที่ติสักหน่อย เรื่องการออกแบบเครื่องแต่งกาย … มันดูซามูไรญี่ปุ่นยังไงๆ ก็ไม่รู้แฮะ
  • อ่อ ถึงจะโผล่มาแค่นาทีเดียว แต่ในหนังก็แสดงให้เห็นล่ะครับ ว่า พระเจ้าเล่าเสี้ยน (อาเต๊า) เป็นยังไง

ไปๆ มาๆ ไม่ใช่รีวิวหนังแล้วนะเนี่ย ฮาฮา สรุปว่าผมชอบครับ มีเก็บไว้ก็ดี DVD ลิขสิทธิ์ราคาไม่กี่ตังค์ แต่ว่าชอบขนาดที่จะต้องดูซ้ำไปซ้ำมามั้ย …. อืมมม ไม่ล่ะครับ

คะแนน: ผมให้ 7/10 ครับ หักไปเพราะว่าความตื้นของตัวละคร (แต่อันนี้เข้าใจ) การออกแบบเครื่องแต่งกาย การเล่าเรื่องการไม่ราบรื่น ตัวละครหลายตัวจู่ๆ ก็โผล่มาเลยมากเกินไป เพลงประกอบที่ไม่ dramatic สมกับเรื่อง

ปล. ถ้าใครเห็นหนังสือชุด “สามก๊กฉบับคนเดินดิน” ของ เล่าชวนหัว ที่ไหน กรุณาบอกผมด้วยจะเป็นพระคุณมากๆๆๆๆ เลย อยากอ่านอีกครั้ง อยากเก็บเลย ใครมีของเก่าทั้งชุดอยากจะขายต่อบอกนะครับ ให้ราคาดีมากๆ เลย สัญญา ทั้งชุดนี้จะมี “เปิดหน้ากากขงเบ้ง 1,2″, “ชำแหละกึ๋นเล่าปี่”, “ผ่าสมองโจโฉ” และ “แหวะหัวใจซุนกวน” ครับ ถ้าผมจำไม่ผิดนะ (ผมอ่านมัน 20 ปีแล้วครับ อาจลืมไปบ้างได้ตามกาลเวลา ขออภัยด้วย)

Chrome: ความรู้สึกของชาวบ้าน

Thursday, September 11th, 2008

เพิ่งจะ post metablog เรื่อง Chrome พอดีอ่านแล้วเจออีกแล้ว แต่ว่าคราวนี้เป็นความรู้สึกของคนที่เค้าใช้ไป

Headius: A Few Thoughts on Chrome

น่าสนใจ และละเอียดยิบเลยทีเดียว จริงๆ ผมคงจะต้องทดลองใช้ Chrome แล้วลองดูบ้างซะแล้ว ดังนั้นผมเลยจะยังไม่อ่านอันนี้ละเอียดมากมายนัก เพราะว่าจะไม่ให้มัน influence ความคิดของผมก่อนเกินไป

แล้วจะกลับมารายงานผลการทดสอบครับ ว่าจะเป็นยังไงกับ Browser สัญชาติ Google ตัวนี้ ระหว่างนั้นก็อ่านรีวิวตัวนี้ไปพลางๆ ก่อนครับ