<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>rawitat.com &#124; Rawitat Pulam</title>
	<atom:link href="http://www.rawitat.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rawitat.com</link>
	<description>Simplicity within Complexity, and Vice-Versa</description>
	<lastBuildDate>Fri, 06 Jan 2012 07:48:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.4</generator>
		<item>
		<title>หัดเขียนโปรแกรมยังไงให้เก่ง?</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2012/01/06/746/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2012/01/06/746/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Jan 2012 07:44:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Programming Languages]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2012/01/06/746/</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าจะมีคำถามที่ผมถูกถามมากที่สุดในฐานะ &#8220;โปรแกรมเมอร์&#8221; หรือ &#8220;โค้ดเดอร์&#8221; ก็คงเป็นคำถามนี้ (ไม่เกี่ยวกับคำถามที่ถามผมในฐานะอื่น) ซึ่งผมขอตอบยาวๆ ทีเดียวในนี้เลยก็แล้วกันนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันในระยะยาว ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน ว่า &#8220;การเขียนโปรแกรม&#8221;​ มันเป็นเรื่อง &#8220;Skill การสื่อสาร&#8221; ครับ ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่ามันเป็นแบบนี้ได้ยังไง ทำไมมันเป็นแบบนี้ ซึ่งผมขออธิบายสั้นๆ ว่า เพราะว่าเราจะต้องสื่อสารสิ่งที่เราคิด อย่างเป็นระบบเบียบเป็นขั้นเป็นตอน ให้คนที่โง่ที่สุด ที่บังเอิญขยันและคำนวนเร็ว อย่าง &#8220;คอมพิวเตอร์&#8221; สามารถนำไปปฏิบัติได้ ปัญหาอันดับแรกๆ ที่ผมพบก็คือ &#8220;คิดเป็นขั้นตอนไม่เป็น&#8221; ถึงขนาดไม่สามารถคิดได้เลยว่าตั้งแต่ต้นทาง (ปัจจัยตั้งต้นที่มี) จะมีเส้นทางไปหาปลายทาง (ผลลัพธ์ที่ต้องการ) ได้อย่างไร โดยละเอียด ซึ่งอาจจะเกิดจากการไม่เคยคิดเป็นขั้นตอนมาเลย ทุกอย่างจะมีทางลัดไปหาขั้นตอนสุดท้ายเสมอๆ (สมัยเรียนจะเรียกว่า &#8220;สูตรลัด&#8221;) ดังนั้นจำรูปแบบให้ได้ และใช้สูตรลัดให้เป็น ก็เอาตัวรอดไปได้เรื่อยๆ แล้ว ซึ่งพอมาถึงเรื่องการเขียนโปรแกรม มันทำแบบนั้นไม่ได้ จะได้แต่โจทย์ง่ายๆ ซึ่งใช้งานอะไรจริงจังไม่ได้เลยเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับสูตรลัดทั้งหลายแหล่ในฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ ที่ใช้ได้แต่กับโจทย์ง่ายๆ เอามาใช้จริงจังอะไรไม่ได้เลย เหมือนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าจะมีคำถามที่ผมถูกถามมากที่สุดในฐานะ &#8220;โปรแกรมเมอร์&#8221; หรือ &#8220;โค้ดเดอร์&#8221; ก็คงเป็นคำถามนี้ (ไม่เกี่ยวกับคำถามที่ถามผมในฐานะอื่น) ซึ่งผมขอตอบยาวๆ ทีเดียวในนี้เลยก็แล้วกันนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันในระยะยาว</p>
<p>ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน ว่า </p>
<blockquote><p>&#8220;การเขียนโปรแกรม&#8221;​ มันเป็นเรื่อง &#8220;Skill การสื่อสาร&#8221;</p></blockquote>
<p>ครับ ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่ามันเป็นแบบนี้ได้ยังไง ทำไมมันเป็นแบบนี้ ซึ่งผมขออธิบายสั้นๆ ว่า เพราะว่าเราจะต้องสื่อสารสิ่งที่เราคิด อย่างเป็นระบบเบียบเป็นขั้นเป็นตอน ให้คนที่โง่ที่สุด ที่บังเอิญขยันและคำนวนเร็ว อย่าง &#8220;คอมพิวเตอร์&#8221; สามารถนำไปปฏิบัติได้</p>
<p>ปัญหาอันดับแรกๆ ที่ผมพบก็คือ &#8220;คิดเป็นขั้นตอนไม่เป็น&#8221;</p>
<p>ถึงขนาดไม่สามารถคิดได้เลยว่าตั้งแต่ต้นทาง (ปัจจัยตั้งต้นที่มี) จะมีเส้นทางไปหาปลายทาง (ผลลัพธ์ที่ต้องการ) ได้อย่างไร โดยละเอียด ซึ่งอาจจะเกิดจากการไม่เคยคิดเป็นขั้นตอนมาเลย ทุกอย่างจะมีทางลัดไปหาขั้นตอนสุดท้ายเสมอๆ (สมัยเรียนจะเรียกว่า &#8220;สูตรลัด&#8221;) ดังนั้นจำรูปแบบให้ได้ และใช้สูตรลัดให้เป็น ก็เอาตัวรอดไปได้เรื่อยๆ แล้ว ซึ่งพอมาถึงเรื่องการเขียนโปรแกรม มันทำแบบนั้นไม่ได้ จะได้แต่โจทย์ง่ายๆ ซึ่งใช้งานอะไรจริงจังไม่ได้เลยเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับสูตรลัดทั้งหลายแหล่ในฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ ที่ใช้ได้แต่กับโจทย์ง่ายๆ เอามาใช้จริงจังอะไรไม่ได้เลย เหมือนกัน</p>
<p>ยกตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น &#8220;ถ่ายเอกสารชีทนี้มาแจกทุกคนในกลุ่ม&#8221; ซึ่งดูเหมือนจะง่ายนะ ทำกันประจำ แต่จะสื่อสารออกมาอย่างไร? เพียงแค่นี้พอหรือไม่? คำตอบคือ &#8220;ไม่พอ&#8221; เพราะถ้าเราไปพูดคำนี้กับคนที่ไม่รู้จักกลุ่มเรา จะรู้มั้ยว่ามีกี่คน? แม้แต่คนในกลุ่มเอง บางทียังต้อง &#8220;นับ&#8221; เลย</p>
<p>ดังนั้นในการสื่อสาร เราจะมีปัจจัยตั้งต้นคือ &#8220;ชีท&#8221; และ &#8220;กลุ่มคน&#8221;​ และปลายทางที่เราต้องการคือ &#8220;ทุกคนในกลุ่ม ได้รับชีทที่ถ่ายเอกสารแล้ว&#8221; ถ้าจะสื่อสารเป็นกระบวนการแบบโปรแกรม หรือฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์ ก็จะได้ลักษณะนี้<br />
</p>
<p>
จำนวน = นับ(คนในกลุ่ม)<br />
ชีทที่ถ่ายเอกสารแล้ว = ถ่ายเอกสาร(ชีท, จำนวน)<br />
คนที่ได้รับชีท = แจกจ่าย(ชีทที่ถ่ายเอกสารแล้ว, คนในกลุ่ม)
</p>
<p>
เป็นต้น</p>
<p>ปัญหาอันดับต่อไปที่ผมพบก็คือ การให้ความสำคัญกับตัวภาษาโปรแกรมมากไปในตอนแรก (แต่น้อยไปในระยะหลังจากนั้น)</p>
<p>จริงอยู่ การเขียนโปรแกรมจำเป็นต้องใช้ภาษาโปรแกรม แต่มันก็เหมือนกับการสื่อสารของคน ที่ต้องใช้ภาษาคนน่ะแหละ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้เริ่มต้นจะต้องสนใจ คือ การนำไปใช้สื่อสารให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ไม่ต้องสนใจว่าจะรู้ภาษามากแค่ไหน ผมเคยเจอคนท่องดิกชันนารีได้เยอะมาก แต่สื่อสารไม่ได้ เวลาเจอคนต่างชาติก็ทำอะไรไม่ถูกเยอะแยะไป</p>
<p>ผมนึกถึงตอนที่ตัวเองไปเรียนที่ญี่ปุ่น ที่ผมอ่านอะไรจากการ์ตูนได้ (ผมเรียนภาษาญี่ปุ่นจากการอ่านการ์ตูนแทบจะล้วนๆ) ก็จะหาเรื่องทดลองใช้เลย ไม่ว่าจะเป็นการลองถามทางคนในรถไฟฟ้า การแกล้งหลงทางแล้วถามตำรวจ ฯลฯ ซึ่งมันได้ผลโคตรดี ถึงได้มีคนบอกว่า เวลาไปเรียนต่างประเทศ อยากจะเป็นภาษาเร็วๆ ต้องปิ๊งสาว (หรือเพศที่สนใจ อะไรก็ได้) สักคน เพราะเราจะต้องหาเรื่องใช้ภาษา ไม่ว่ารู้น้อยรู้มากแค่ไหนก็จะหาเรื่องสื่อสารตลอดเวลา แล้วมันจะเป็นเร็ว</p>
<p>ทีนี้เมื่อเริ่มสื่อสารเบื้องต้นได้แล้ว ความเข้าใจในภาษาที่ดีขึ้น ก็จะมีประโยชน์ที่ทำให้เราสื่อสารได้ดีขึ้น กระชับขึ้น สวยขึ้น กินใจขึ้น ฯลฯ หลายคำที่เคยใช้อย่างเวิ่นเว้อ ก็อาจจะใช้คำเฉพาะไปเลย อย่างเช่น ลองพยายามสื่อสารคำว่า &#8220;หึง&#8221; โดยที่เราไม่รู้จักคำนี้สิ จะพบว่ามันยากมาก แต่พอรู้แล้วการสื่อสารจะกระชับขึ้น ง่ายขึ้น และผิดพลาดน้อยลง</p>
<p>ซึ่งก็เหมือนกับการเขียนโปรแกรมน่ะแหละ ที่ตอนแรกไม่จำเป็นต้องรู้ตื้นลึกหนาบางอะไรของภาษาโปรแกรมที่ใช้มากมายนัก รู้แค่งูๆ ปลาๆ ก็เพียงพอแล้ว แต่จะต้อง &#8220;หัดสื่อสาร&#8221; ให้เร็วที่สุดและเยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้</p>
<p>ตัวอย่างง่ายๆ ผมเชื่อว่าแทบทุกคนรู้จัก</p>
<pre>
printf("Hello, world\n");
</pre>
<p></p>
<p>(หรืออะไรก็ได้ที่เทียบเท่ากัน ซึ่งแตกต่างกันไปตามภาษา) ซึ่งมักจะได้เรียนกันในคลาสแรก ไม่ก็หนังสือบทแรก แต่จะมีกี่คนเชียวที่ &#8220;เล่น&#8221; กับมันต่อ เอาไปหัดสื่อสารมันต่อ ลองหาดูว่าจะประยุกต์หรือพลิกแพลงมันอย่างไรได้บ้าง เช่น จะลองให้แสดง</p>
<pre>
Name            Lastname        Sword
Byakuya         Kuchiki         Senbonsakura
Sousuke         Aizen           Kyokazuigetsu
</pre>
<p></p>
<p>โดยช่องว่างให้เว้นว่างทั้งหมด 2 Tab และให้ได้โดยใช้ printf เพียงตัวเดียว ทำได้หรือไม่ อย่างไร อะไรทำนองนี้</p>
<p>======================================</p>
<p>สรุปสั้นๆ การเขียนโปรแกรมก็เหมือนกับการสื่อสาร คิดว่าทำอย่างไรให้สื่อสารเก่ง ก็ทำแบบนั้นกับการเขียนโปรแกรม หลายคนอยากจะพูดภาษาอังกฤษเก่ง แต่เจอฝรั่งทีไรวิ่งหนีทุกที ให้พูดก็ไม่ยอมพูด แล้วมันจะเก่งได้อย่างไร ต่อให้วันๆ นั่งท่องไวยากรณ์ นั่งท่องศัพท์ ก็ไม่เคยมีประโยชน์ … พูดในฐานะคนที่พูดได้ 3 ภาษา ฟังออก 4 อ่านออก 6 ภาษา (แต่เป็นงูๆ ปลาๆ ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ซะ 3) นะครับ</p>
<p>บางครั้งเพื่อให้เก่งขึ้น เราอย่าเลือกพูดเฉพาะเรื่องที่เราอยากจะพูด เพราะบางทีมันจะยากเกินไป เช่น ถ้าเราเพิ่งจะเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น จะไปคุยกับพวกบ้าการ์ตูนแถว Akihabara เลย ก็คงจะยากเกินไป(มาก)หน่อย แค่หัดถามทางเล็กๆ น้อยๆ สนุกๆ ให้ได้ก่อนจะดีกว่ามาก ประเด็นคือ ให้พูดๆ มันไปซะ อย่าคิดมาก อย่ากลัวผิดด้วย คนหัดภาษา พยายามพูด ผิดๆ ถูกๆ มีแต่คนเอ็นดู และจะช่วยเราทั้งนั้น</p>
<p>สุดท้ายคือ ให้ &#8220;ลงมือทำ&#8221; เพราะความ &#8220;อยากได้&#8221; มันไม่เคยมีประโยชน์เลย ถ้าไม่ &#8220;ลงมือทำ&#8221;</p>
<p>======================================</p>
<p>เรื่องสุดท้าย &#8230; แต่ก่อนอื่นต้องขอเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังสักหน่อย ผมมีวิธีการเรียนเขียนโปรแกรมอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมันเวิร์กสำหรับผม คือ</p>
<blockquote><p>
หัดให้ &#8220;มือ&#8221; เขียนโค้ด อย่า copy &#038; paste เด็ดขาด และอย่าใช้สมองคิดโค้ดโดยไม่จำเป็น
</p></blockquote>
<p>เวลาผมจะหัดเขียนโปรแกรมในภาษาใหม่ และหัดจากหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือใครเขียน (และแน่นอน ว่าผมลองทำแบบนี้กับหนังสือตัวเองด้วย) ผมจะ &#8220;อ่านเนื้อหาผ่านๆ&#8221; ก่อน 1 เที่ยว จากนั้น &#8220;พิมพ์&#8221; โค้ดเหล่านั้นเองด้วย &#8220;มือตัวเอง&#8221; ผมจะไม่เคย copy &#038; paste โค้ดในช่วงของการเรียนรู้เลย เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มือผมต้องโค้ดเป็น</p>
<p>จากนั้น โค้ดมันจะใช้งานได้หรือไม่ได้ ไม่ต้องกังวล (ถ้าเป็นหนังสือผมเอง มักจะ &#8220;ใช้งานไม่ได้&#8221; ซะเป็นส่วนมาก เพราะหลายอย่างต้องเขียนเพิ่มเอง จากความรู้เก่า) ก็ถึงเวลาที่เราจะย้อนกลับไป &#8220;อ่านเนื้อหาอย่างละเอียด&#8221; อีก 1 เที่ยว พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่มือมันเพิ่งจะโค้ดไป พยายามปรับปรุงแก้ไขจนมันใช้งานได้</p>
<p>ผลที่ได้จากการทำกระบวนการนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็คือ มือผมจะโค้ดเองได้เสมอ เวลาต้องการอะไร มันแทบจะขยับเองอัตโนมัติ และสมองผมจะเป็นอิสระในการคิดกระบวนการ คิดลอจิก คิดท่าต่างๆ ที่จะใช้ในโปรแกรม</p>
<p>ซึ่งนี่คืออีกปัญหาที่ผมพบ ซึ่งเป็นปัญหา &#8220;ใหญ่ที่สุด&#8221; คือ ผู้ฝึกเขียนโปรแกรม ต้องการได้ผลลัพธ์สำเร็จรูปเร็วเกินไป ฉาบฉวยเกินไป ต้องการโค้ดที่เอาไป copy &#038; paste ได้ กด compile &#038; run เห็นผลลัพธ์ แล้วคนขยันหน่อย ก็อาจจะกลับมานั่งอ่านโค้ดบ้าง นอกนั้นก็ปล่อยๆ มันไป เพราะได้ผลแล้ว</p>
<p>ปัญหาที่ว่าน้ีก็คือ &#8220;โค้ดไม่เคยผ่านมือ&#8221; และ &#8220;ไม่ได้เป็นคนเริ่มเอง&#8221; (แต่เริ่มจากโปรเจคที่เสร็จแล้ว ที่คนอื่นเริ่มไว้ให้แล้ว) ซึ่งทำให้เวลาต้องทำงานจริงๆ จะเริ่มต้นอะไรเองไม่เป็นเลย และโค้ดเองไม่เป็นเลย มือมันจะไม่ขยับ และต้องไปเปลืองแรงสมองคิดโดยใช่เหตุถึงเรื่องโค้ด แล้วหลายคนก็จะ Blank .. ตายตรงนี้</p>
<p>ผมมีข้อสังเกต ว่าถึงระบบการศึกษาบ้านเรามันจะไม่ได้แย่ลงกว่าเดิมเท่าไหร่ แต่ทำไมคนเดี๋ยวนี้เขียนโปรแกรมแย่ลงกว่าเมื่อก่อนมาก ก็เพราะมันเริ่มต้น &#8220;ง่ายเกินไป&#8221; และ &#8220;ฉาบฉวยเกินไป&#8221; มีโค้ดอยู่แล้ว copy &#038; paste ง่าย แค่ Ctrl+C, Ctrl+V ก็จบแล้ว หรือไม่ก็ download งานที่เสร็จแล้วมา unzip แล้วใช้งานได้เลย ดังนั้นโค้ดจะไม่ผ่านมือเลย ซึ่งนี่คือเรื่องที่หลายคนอาจมองว่ามัน &#8220;เล็กน้อย&#8221; แต่จริงๆ แล้วนี่คือเรื่องที่ &#8220;ใหญ่ที่สุด&#8221; เรื่องหนึ่ง</p>
<p>สมัยผมหัดเขียน C++ 98 (ที่เป็น Standard แรกที่มี STL) ผมซื้อหนังสือ <a href="http://www.amazon.com/Standard-Library-Tutorial-Reference/dp/0201379260/ref=sr_1_1?ie=UTF8&#038;qid=1325835252&#038;sr=8-1">The C++ Standard Template Library ของ Nicolai Josuttis</a> มานั่งอ่านผ่านๆ ทั้งเล่มก่อน 1 เที่ยว และ &#8220;นั่งลอก&#8221; โค้ดทุกบรรทัดด้วยมือตัวเอง ทั้งเล่ม จากนั้นค่อยพยายามศึกษารายละเอียดอีกครั้งในเบื้องลึก</p>
<p>ซึ่งนี่เป็นวิธีเดียวกับที่ผมศึกษา Perl, Ruby, Objective-C, Mathametica, Haskell, OCaml, Scheme และภาษาอื่นๆ ที่ผมเขียนเป็น และเขียนพอเป็น</p>
<p>และนี่แหละ เป็นสาเหตุที่ผม &#8220;ไม่อยากให้โค้ด&#8221; สำหรับโปรแกรมจากหนังสือคู่มือเขียน iPhone App ของผม ซึ่งพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Provision</p>
<p>สรุปสั้นๆ: อยากเขียนโปรแกรมเก่ง ต้องหัด &#8220;เขียน&#8221; โปรแกรมครับ อย่าหัดแต่รันโปรแกรมที่คนอื่นเขียนแล้ว</p>
<p>======================================</p>
<p>หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้าง …​ จริงๆ แล้วเนื้อหาบทความนี้ คัดมาจาก &#8220;บทแรก&#8221; ของหนังสือเล่มใหม่ที่ผมกำลังเขียนอยู่ (ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ประมาณ &#8220;คิดและโค้ด ผ่านภาษา  Objective-C&#8221;) โดยดัดแปลงให้เหมาะกับการเป็นบทความบนเว็บ</p>
<p>รออ่านนะครับ ผมหวังว่าจะเป็นหนังสือที่ดี(นะ)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2012/01/06/746/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทวนเข็มนาฬิกา</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2012/01/03/743/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2012/01/03/743/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2012 16:39:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2012/01/03/743/</guid>
		<description><![CDATA[หมายเหตุ: บทความในตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายหลายต่อหลายครั้งของผม เมื่อนานมาแล้ว ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง The Information Master ของ John McKean ซึ่งมีผลการสำรวจถึงเรื่องการลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งตัวเลขที่ลงทุนจริง และตัวเลขที่ทาง McKean แนะนำว่าควรจะเป็น ดังนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า องค์กรทั้งหลายมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงเกินไป และมีการลงทุนด้านอื่นๆ ที่ต่ำเกินจากความเป็นจริงมาก ผมลองอ่านแล้วพยายามสะท้อนกลับมาที่ประเทศไทย เรื่องนี้ยังเป็นจริงอยู่หรือไม่ เรามีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงไป ในขณะที่ด้านอื่นต่ำไปหรือไม่ หรือมันสามารถเอาไปตีความสะท้อนด้านอื่นๆ (โดยไม่อิงตัวเลข) ได้หรือไม่ ซึ่งผมก็คิดเล่นเพลินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมลองเอาตัวเลขทั้งหมดมาใส่ลงไปในแผนภูมิวงกลม (Pie Chart) ซึ่งทำให้ผมเห็นอะไรดีๆ บางอย่าง ผลที่ได้ทำให้ผมขนลุกทันที เพราะนี่คือสิ่งที่ผมแสวงหามานาน ลองดู &#8220;สิ่งที่ควรเป็น&#8221; ดูก่อนนะครับ อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้สนใจอะไรมากมายนักกับตัวเลข แต่สนใจมากกว่าจะมีอะไรที่สะท้อนภาพสิ่งที่ผมคิดว่า &#8220;เป็นจริง&#8221; กับบ้านเราได้บ้าง และนี่ก็คือสิ่งนั้นครับ และภาพที่สิ่งนี้สะท้อนให้เราได้เห็นกันก็คือ &#8220;การพัฒนา&#8221; อะไรก็แล้วแต่ที่เราจะนึกออก ไม่ว่าจะเป็นระบบฐานข้อมูล ระบบสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ระบบการศึกษา ระบบ ฯลฯ เมื่อเราลองมอง &#8220;ภาพที่ควรเป็น&#8221; นี้ ภาพวงกลมที่เราเห็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><u><b>หมายเหตุ:</b></u> บทความในตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายหลายต่อหลายครั้งของผม</p>
<p>เมื่อนานมาแล้ว ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง <a href="http://www.amazon.com/Information-Masters-Secrets-Customer-Race/dp/0471988014">The Information Master ของ John McKean</a> ซึ่งมีผลการสำรวจถึงเรื่องการลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งตัวเลขที่ลงทุนจริง และตัวเลขที่ทาง McKean แนะนำว่าควรจะเป็น ดังนี้<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/01/mckean.006.jpg" width="520" height="390" alt="mckean.006.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ซึ่งแสดงให้เห็นว่า องค์กรทั้งหลายมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงเกินไป และมีการลงทุนด้านอื่นๆ ที่ต่ำเกินจากความเป็นจริงมาก</p>
<p>ผมลองอ่านแล้วพยายามสะท้อนกลับมาที่ประเทศไทย เรื่องนี้ยังเป็นจริงอยู่หรือไม่ เรามีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงไป ในขณะที่ด้านอื่นต่ำไปหรือไม่ หรือมันสามารถเอาไปตีความสะท้อนด้านอื่นๆ (โดยไม่อิงตัวเลข) ได้หรือไม่ ซึ่งผมก็คิดเล่นเพลินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมลองเอาตัวเลขทั้งหมดมาใส่ลงไปในแผนภูมิวงกลม (Pie Chart) ซึ่งทำให้ผมเห็นอะไรดีๆ บางอย่าง</p>
<p>ผลที่ได้ทำให้ผมขนลุกทันที เพราะนี่คือสิ่งที่ผมแสวงหามานาน</p>
<p>ลองดู &#8220;สิ่งที่ควรเป็น&#8221; ดูก่อนนะครับ</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/01/mckean.005.jpg" width="520" height="390" alt="mckean.005.jpg" /><br />
</center></p>
<p>อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้สนใจอะไรมากมายนักกับตัวเลข แต่สนใจมากกว่าจะมีอะไรที่สะท้อนภาพสิ่งที่ผมคิดว่า &#8220;เป็นจริง&#8221; กับบ้านเราได้บ้าง และนี่ก็คือสิ่งนั้นครับ และภาพที่สิ่งนี้สะท้อนให้เราได้เห็นกันก็คือ &#8220;การพัฒนา&#8221; อะไรก็แล้วแต่ที่เราจะนึกออก ไม่ว่าจะเป็นระบบฐานข้อมูล ระบบสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ระบบการศึกษา ระบบ ฯลฯ</p>
<p>เมื่อเราลองมอง &#8220;ภาพที่ควรเป็น&#8221; นี้ ภาพวงกลมที่เราเห็น ก็เหมือนกับ <b>&#8220;หน้าปัดนาฬิกา&#8221;</b> ที่เริ่มต้นเดิน ณ เวลา 0 คือเริ่มจากสีฟ้าอ่อน ซึ่งก็คือ &#8220;คน&#8221; ซึ่งจะเห็นว่า ต้องใช้ &#8220;ทรัพยากร&#8221; (เงิน เวลา ความพยายาม ฯลฯ) ประมาณ 20% และต้องเริ่มต้นจากจุดนี้ จากนี้เมื่อมี &#8220;คน&#8221; แล้ว ก็ต้องมีพัฒนา &#8220;กระบวนการ&#8221; เพื่อให้คนเหล่านี้ทำงานด้วยกัน สิ่งนี้จะต้องใช้ทรัพยากรอีกประมาณ 15% และเมื่อมี &#8220;คนที่ทำงานเป็นขั้นตอนกระบวนการ&#8221; เป็นแล้ว ก็ต้องจัดระบบระเบียบการทำงาน การประสานงานอื่นๆ หรือ &#8220;ระบบการทำงาน&#8221; (Organization) อีก 10% ต่อด้วยการพัฒนาวัฒนธรรมการทำงานของระบบการทำงานอีก 20% และเมื่อได้สิ่งเหล่านี้แล้ว ความรับผิดชอบเฉพาะทางที่เกิดจากความเชี่ยวชาญที่ได้ทำงานมา ซึ่งก็จะเกิดขึ้น และจะต้องพัฒนาจนกลายเป็น Leadership ในด้านนั้นๆ อีก 10% และเมื่อได้ถึงจุดนี้แล้ว กระบวนการทั้งหมดก็จะเริ่มสร้าง (Create/Generate) องค์ความรู้ ข้อมูล ฯลฯ ต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูปของกระดาษ หรือรูปแบบอื่นๆ ซึ่งจะต้องพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก 15% สุดท้ายของวัฏจักรก็คือ การพัฒนาเทคโนโลยีหรือเครื่องมือขึ้นมาเพื่อรองรับกระบวนการทั้งหมด อีกเพียง 10%</p>
<p>นั่นคือ เทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่จะมีนั้น เป็น &#8220;ผล&#8221; ที่ &#8220;ปลายเหตุ&#8221; ที่มีหน้าที่ &#8220;ช่วย&#8221; ให้ &#8220;คน&#8221; ซึ่งทำงานด้วย &#8220;กระบวนการบางอย่าง&#8221; ใน &#8220;ระบบงาน&#8221; ที่มี &#8220;วัฒนธรรมการทำงาน&#8221; และมี &#8220;หน้าที่ความรับผิดชอบอันเกิดจากความเชี่ยวชาญ&#8221; และต้องสร้างและใช้ &#8220;สารสนเทศ&#8221; ทำงานได้ดีขึ้น เท่านั้นเอง</p>
<p>แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อถึงกรณี &#8220;บ้านเรา&#8221; คืออะไร?</p>
<p>บ่อยครั้งมาก ที่เราต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วนฉาบฉวย ซึ่งมักจะหมายถึงการ &#8220;เร่งมีอย่างที่คนอื่นมี&#8221; ไม่ว่าจะเป็นการเร่งมีระบบฐานข้อมูลเหมือนที่คนอื่นมี การเร่งมีสิ่งพิมพ์ดิจิทัลบน iPad เหมือนกับที่คนอื่นมี การเร่งจะมีเว็บขายของเหมือนที่คนอ่ืนมี ใช่ไหมล่ะครับ?</p>
<p>ความต้อง &#8220;มีอย่างที่คนอื่นมี&#8221; แสดงให้เห็นว่า เราจะต้องเคยเห็นมาก่อนว่าคนอื่นมีอะไร นั่นคือ เราจะต้องเห็น &#8220;ผล&#8221; ที่​ &#8220;ปลายเหตุ&#8221; ซึ่งก่อให้เกิดความอยากได้เหมือนเขาบ้าง เราอาจจะศึกษากระบวนการของเขาทั้งหมด ย้อนกลับไปว่ามาได้อย่างไร ส่งคนไปศึกษาดูงาน อ่านหนังสือ ฯลฯ ก็แล้วแต่</p>
<p>ลองดูกราฟของ &#8220;สิ่งที่เกิดขึ้น&#8221; บ้างครับ</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/01/mckean.004.jpg" width="520" height="390" alt="mckean.006.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ความน่ากลัวที่น่าสนใจก็คือ <b>&#8220;การเดินย้อนทวนเข็มนาฬิกา&#8221;</b> ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่ &#8220;การมีเครื่องมือสุดท้ายเหมือนกับเขา&#8221; โดยที่ไม่ได้สร้างคน กระบวนการทำงาน ระบบงาน วัฒนธรรมการทำงาน ฯลฯ อะไรไว้รองรับเลย และเมื่อมีเครื่องมือตามที่ต้องการแล้ว ก็ค่อยหาข้อมูลมาใส่ระบบอย่างลวกๆ จากนั้นก็กำหนดหน้าที่การทำงานในระบบอย่างลวกๆ (อาจจะตามตำรา หรือตามที่ได้ดูงานมา) ในวัฒนธรรมการทำงานที่ถือได้ว่า Non-Existing จากนั้นอาจจะตั้งระบบ แผนก หรือองค์กรขึ้นมาทำงานหน้าที่นั้นอยากลวกๆ และสุดท้ายก็คือ หาคนมาใส่ให้เต็มงาน โดยที่คนเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับอะไรแบบนี้เลย</p>
<p>หมายเหตุที่สำคัญ 100% ของทั้งสองก้อนนี้อาจไม่เท่ากันก็ได้ 20% ของเวลาและทรัพยากรที่ใช้ในการพัฒนาตัวเครื่องมือหรือเทคโนโลยีของกลุ่มแรก (ที่ควรเป็น) อาจจะมากกว่าหรือพอๆ กับ 82% ของก้อนที่สองก็เป็นไปได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจะเห็นว่า เวลาและทรัพยากรที่ใช้ในการพัฒนาส่วนอื่นๆ นั้นยิ่งน้อยลงไปอีก</p>
<p>==================</p>
<p>ลองดูกรณีศึกษากันหลายๆ กรณีนะครับ</p>
<ul>
<li>หลายบริษัท/องค์กรเร่งไปที่การมีมาตรฐาน ISO, CMMI ตามกระบวนการประกันคุณภาพ (Quality Assurance; QA)​ โดยไม่ได้สนใจที่มาที่ไป รากฐานของมันเลย และยังทุ่มทรัพยากรไปกับการทำสิ่งเหล่านี้โดยใช่เหตุ และถือว่าเมื่อมีการใช้เครื่องมือเหล่านี้เหมือนชาวบ้านเค้า ก็ถือว่าเรามีคุณภาพแล้ว
<li>หลายองคก์กรที่พัฒนาโปรแกรม เร่งไปที่การมี &#8220;เครื่องมือ&#8221; ต่างๆ ในการพัฒนาองค์กร เช่นสารพัดวิธีในการทำ Agile หรือสารพัดวิธีในการจัดการซอฟต์แวร์ เช่น Personal Software Process โดยที่เมื่อมีการทำพวกนี้แต่เปลือก ก็ถือว่ามีแล้ว โดยทั้งที่จริงๆ แล้ว &#8220;คน&#8221; ยังเขียนโปรแกรมกันแทบไม่เป็นเอาซะเลยด้วยซ้ำ กระบวนการทำงานของแต่ละคนเองก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรเลย ยังทำงานร่วมกันไม่ได้เลย ฯลฯ
<li>ผมพบบ่อยๆ ว่าเวลาเราไปดูงานที่ประสบความสำเร็จ เราจะเห็นภาพสุดท้าย โครงสร้างองค์กร หน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ ว่ามีแผนกอะไร ใครต้องทำอะไร ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในบ้านเรา คือ การลอกแบบจากปลายเหตุ ตั้งองค์กรตาม แบ่งแผนกตาม หาคนมาทำงานตาม โดยไม่ได้เริ่มจากการสร้างอะไรเองเลย ดังนั้นก็จะมีอะไรหลายอย่างที่มันไม่ function ตามที่มันควรจะเป็น
<li>ระบบฐานข้อมูล เป็นอะไรที่ว่ากันยาวมาก หลายคนต้องการ &#8220;ระบบ&#8221; ขึ้นอย่างรวดเร็ว และเวลาที่เราบอกว่า มันต้องเริ่มจาก &#8220;คนใช้ข้อมูลอะไรในการทำงานอยู่ในปัจจุบันบ้าง&#8221; และข้อมูลอะไรจะต้องเชื่อมโยงกับอะไรที่มีอยู่แล้วบ้าง คนมักไม่ค่อยสนใจ คิดว่าจะต้องเริ่มด้วยการพัฒนาระบบเลย หรือดีกว่านั้น ซื้อระบบสำเร็จรูปมาใช้เลย ทั้งๆ ที่ระบบที่มันใช้งานได้ดี ส่วนมากจะใช้เวลานับปี วางรากฐานเรื่องข้อมูล และระบบข้อมูล ว่าใครใช้อะไรอยู่แล้วบ้างในการทำอะไร และข้อมูลนั้นเอามาจากไหน จากนั้นวางความเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว และค่อยพัฒนาระบบ ซึ่งจะใช้เวลาอีกหลายปี เป็นต้น
<li>เว็บไซต์หรือเว็บแอพพลิเคชั่นก็เช่นเดียวกัน ที่เริ่มจากการ &#8220;อยากมีเว็บเหมือนคนนั้นคนนี้&#8221; โดยที่ไม่ได้สนใจ &#8220;การเริ่ม&#8221; ที่เหมือนกับเขาเลยแม้แต่น้อย จะเอาแต่ปลายเหตุอย่างเดียว
<li>เรื่องเดียวกันก็เกิดขึ้นกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นทั่วไป การพัฒนา Digital Publishing ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่จะเริ่มจากการเห็นคนอื่นมีกัน แล้วจะเร่งรัดไปที่ปลายเหตุอย่างฉาบฉวย ไม่ได้สร้าง &#8220;คนที่เข้าใจกระบวนการ มีความสามารถในการทำงานจริงจัง&#8221; ขึ้นมาเลย
<li>เรื่องที่เห็นชัดเจนมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ Knowledge Management หรือ KM ที่ผมเห็นหลายที่บ้ากันจังเลย กับเครื่องมือสารพัด ไม่ว่าจะเป็นแผนภูมิก้างปลา กับการมี Blog ภายในองค์กร ที่แต่ละคนสามารถมาแชร์ความรู้กันได้ แล้วก็มีคนเขียนแค่ไม่กี่คน เขียนเรื่องอะไรก็ไม่รู้ พอมี Blog และมีคนเขียนคนสองคน ก็ถือว่า &#8220;องค์กรได้ทำ KM แล้ว&#8221; ซึ่งเป็นเรื่องโง่บัดซบ องค์กรในฐานะ &#8220;สิ่งมีชีวิต&#8221; จะดำรงอยู่ได้ด้วยอะไรในฐานะ &#8220;สภาพแวดล้อมและอาหาร&#8221; ยังไม่รู้เลย ดังนั้นตัวองค์กรเอง ต้องเรียนรู้อะไรเพื่อให้มันอยู่รอดได้ พัฒนาได้ อันนี้ก็ตอบไม่ได้ ในเมื่อไม่เป็น Learning Organization แล้วจะทำ Knowledge Management ไปเพื่ออะไร … ที่น่าเศร้า คือคนมันโดนล้างสมองไปแล้วว่า การทำ KM คือการมี Blog
<li>เรื่องการศึกษาที่เน้นไปที่ผลลัพธ์ก็ไม่ใช่ยกเว้น เพราะสิ่งที่อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก็คือ &#8220;เครื่องมือ&#8221; ไม่ว่าจะเป็นสูตรคำนวน หรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้นหลายครั้งเราจะเริ่มที่ปลายเหตุ คือ สอนการใช้เครื่องมือให้ได้ผลลัพธ์ โดยไม่สนใจสิ่งต่างๆ ก่อนหน้านั้นทั้งหมด และหลายคนก็สับสนไปว่า การใช้เครื่องมือเป็น คือการเข้าใจ ด้วยซ้ำ
<li>ฯลฯ ฯลฯ และ ฯลฯ
</ul>
<p>==================</p>
<p>ผมขอปิดบทความนี้ด้วยภาพนี้ภาพเดียวครับ ซึ่งคือสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องช่วยกันทำ</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/01/transforming.jpg" width="520" height="390" alt="transforming.jpg" /><br />
</center></p>
<p>เปลี่ยนจากวงกลมซ้าย ที่เดินย้อนทิศทางเข็มนาฬิกา ที่ทำให้เรามีอะไรหลายอย่างที่มันฉาบฉวย ไม่ยั่งยืน ไม่มีประโยชน์จริง แต่เป็นภาพลวงตาที่หลอกเราไปวันๆ ว่า &#8220;เรามีแล้ว&#8221; ไปเป็นวงกลมขวา ที่เดินตามเข็มนาฬิกา ที่จะทำให้เรามีอะไรเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใคร ใช้งานได้จริง มีประโยชน์กับตัวเราเอง องค์กรเราเอง และไม่ใช่ภาพลวงตา</p>
<p>สิ่งที่เราเห็นว่าคนนั้นคนนี้มี และหลายต่อหลายครั้งที่เราเห็นแล้วเผลอคิดไปว่า &#8220;เพราะเค้ามีสิ่งนั้น เค้าเลยดีกว่าเรา&#8221; มันเป็นเพียงแค่ &#8220;ยอดภูเขาน้ำแข็ง&#8221; เท่านั้นเอง</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/01/iceberg.018.jpg" width="520" height="390" alt="iceberg.018.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ซึ่ง &#8220;ยอดภูเขาน้ำแข็ง&#8221; ที่ว่านี้ หมายถึงสิ่งที่เราเห็นลอยพ้นจากน้ำ ซึ่งจะมีเพียงแค่ 10-20% ของภูเขาน้ำแข็งทั้งก้อนเท่านั้น และการที่เราเข้าใจรูปร่างมันผิด และไปประมาทมัน เรือที่ไม่มีวันจมอย่างไทเทนิค ยังอับปางมาแล้วเลย …​. แต่นี่คือสิ่งที่หลายต่อหลายคนอาจจะมองเห็น แต่เพียงเท่านี้ ….</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2012/01/03/743/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พฤติกรรมฝังราก จากการศึกษา</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Dec 2011 02:52:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/</guid>
		<description><![CDATA[ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม 2009 ผมเคยเขียนบทความไว้ที่นี่เรื่อง ลอกกุญแจ ได้คะแนนเต็ม และมีข้อความสำคัญว่า ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง … ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้) วันนี้จะขอพูดเรื่อง &#8220;การศึกษา&#8221; เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น แต่แก่นแท้ที่สำคัญ มันขยายผลไปเป็นอะไรก็ได้ที่คุณผู้อ่านจะเปรียบเทียบและตีความได้ และเราต้องไม่ลืมว่าการศึกษา คือสิ่งที่สร้างพฤติกรรมฝังรากได้มากที่สุด รองจากพฤติกรรมของคนในครอบครัว ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้ฟังผู้ปกครองบังคับเด็กทำการบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่มีปัญหาอะไรมากมายเท่าไหร่กับการบังคับให้ทำการบ้าน เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่ต้องปลูกฝัง ถึงลึกๆ ในใจจะคิดค้านว่า &#8220;ไม่เห็นต้องทำให้มันเป็นเรื่องที่ทำลายความรู้สึกเด็กขนาดนั้นเลย ให้เขาทำด้วยทัศนคติที่ดีหน่อยก็ไม่ได้&#8221; ก็เถอะ แต่ที่มันกัดความรู้สึกของผม ก็คือการเห็นภาพที่เด็กกำลังจะเขียนอะไรสักอย่างลงในสมุด ยังเขียนไม่ทันเสร็จเลย ก็โดนตวาดด้วยเสียงดังว่า &#8220;ผิด&#8221; &#8220;บอกแล้วไม่ฟัง&#8221; &#8220;นี่ เขียนนี่ๆๆๆ ลงไป&#8221; &#8220;แน๊ะ ยังจะเขียนแบบเดิมอีก&#8221; และอีกหลายอย่าง ผมไม่รู้หรอก ว่าต้องเอาความถูกต้องอะไรหนักหนา ทั้งๆ ที่การบ้านไม่ได้มีไว้ให้ทำให้ได้ &#8220;ผล&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม 2009 ผมเคยเขียนบทความไว้ที่นี่เรื่อง <a href="http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/">ลอกกุญแจ ได้คะแนนเต็ม</a> และมีข้อความสำคัญว่า</p>
<blockquote><p>
ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง … ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้)
</p></blockquote>
<p>วันนี้จะขอพูดเรื่อง &#8220;การศึกษา&#8221; เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น แต่แก่นแท้ที่สำคัญ มันขยายผลไปเป็นอะไรก็ได้ที่คุณผู้อ่านจะเปรียบเทียบและตีความได้ และเราต้องไม่ลืมว่าการศึกษา คือสิ่งที่สร้างพฤติกรรมฝังรากได้มากที่สุด รองจากพฤติกรรมของคนในครอบครัว</p>
<p>ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้ฟังผู้ปกครองบังคับเด็กทำการบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่มีปัญหาอะไรมากมายเท่าไหร่กับการบังคับให้ทำการบ้าน เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่ต้องปลูกฝัง ถึงลึกๆ ในใจจะคิดค้านว่า &#8220;ไม่เห็นต้องทำให้มันเป็นเรื่องที่ทำลายความรู้สึกเด็กขนาดนั้นเลย ให้เขาทำด้วยทัศนคติที่ดีหน่อยก็ไม่ได้&#8221; ก็เถอะ</p>
<p>แต่ที่มันกัดความรู้สึกของผม ก็คือการเห็นภาพที่เด็กกำลังจะเขียนอะไรสักอย่างลงในสมุด ยังเขียนไม่ทันเสร็จเลย ก็โดนตวาดด้วยเสียงดังว่า &#8220;ผิด&#8221; &#8220;บอกแล้วไม่ฟัง&#8221; &#8220;นี่ เขียนนี่ๆๆๆ ลงไป&#8221; &#8220;แน๊ะ ยังจะเขียนแบบเดิมอีก&#8221; และอีกหลายอย่าง</p>
<p>ผมไม่รู้หรอก ว่าต้องเอาความถูกต้องอะไรหนักหนา ทั้งๆ ที่การบ้านไม่ได้มีไว้ให้ทำให้ได้ &#8220;ผล&#8221; ที่ถูกต้อง แต่ต้องทำให้ได้มี &#8220;กระบวนการทำการบ้าน&#8221; ที่ถูกต้อง มากกว่า เด็กอาจจะถูกสอนมาผิดจากโรงเรียน ทำให้สิ่งที่เด็กเขียน กับผู้ปกครองคิดว่าถูก ไม่ตรงกันก็ได้ นั่นก็คือ เด็กก็ไม่รู้หรอกว่าที่ทำลงไปน่ะ อะไรมันถูกอะไรมันไม่ถูก แต่ถ้าทำด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ทำด้วยความไม่มีเหตุผล ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ผู้ปกครองน่าจะคุยกับเด็กมากกว่า ว่าทำไมถึงตอบแบบนี้ ทำไมถึงคิดแบบนี้ ฯลฯ ไม่ใช่จะชี้นิ้วเอาสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องอย่างเดียว</p>
<p>ทำไมน่ะหรือ ลองดูพวกเราๆ สิ หลายอย่างที่เราทำๆ อยู่ทุกวันนี้ ที่เราคิดว่าเราทำถูก จริงๆ แล้วมันจะถูกหรือเปล่าเราก็ไม่รู้หรอก เพียงแต่เราทำด้วยเหตุผลบางอย่างเราถึงเชื่อว่าถูก ก็เหมือนกันกับเด็กน่ะแหละ ถ้าผู้ปกครองคนนั้นยังพูดไม่จบ แล้วผมไปยืนตวาดเค้าบ้างว่า &#8220;ผิด&#8221; &#8220;บอกแล้วไม่ฟัง&#8221; &#8220;นี่ คุยกับลูกแบบนี้ๆๆๆๆ&#8221; นี่จะเป็นยังไงนะ เพราะจากสายตาผม เค้าก็ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมือนกัน … ก็เหมือนกับสิ่งที่เค้าทำกับเด็กคนนั้นน่ะแหละ</p>
<p>…………………………..</p>
<p>ทั้งบ้าน ทั้งโรงเรียน มีแต่ความคิดความคาดหวังและดูที่ผลลัพธ์อย่างเดียว จะคาดคั้นเอาผลลัพธ์ที่ &#8220;ถูก&#8221; โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่สนใจทัศนคติ ไม่สนใจเหตุอันเป็นที่มา … ผมเชื่อว่าสำหรับพ่อแม่หลายคน ถ้าลูกลอกข้อสอบ/การบ้านเพื่อน/หนังสือกุญแจแล้วได้คะแนนดี ก็ดีใจด้วยซ้ำไป เอาไปอวดเพื่อนอวดฝูงด้วยซ้ำไป</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด &#8220;กระบวนการสร้างคน ผ่านการศึกษา&#8221; ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ถึงมหาวิทยาลัย เป็นเวลาเกือบ 20 ปี มันหล่อหลอมให้ &#8220;ผลลัพธ์&#8221; ซึ่งก็คือ &#8220;คน&#8221; ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น มีความฉาบฉวย เน้นไปที่การได้ผลอย่างเร่งด่วน คิดอะไรแค่เฉพาะหน้า ลงมือทำไม่เป็น และไม่ยินดีลงมือทำ รับความเสี่ยงในการลงมือทำและจะไม่ได้ผลที่ต้องการไม่ได้ หาความช่วยเหลือมากกว่าให้ความช่วยเหลือ เห็นแก่ตัว คิดเอาแต่ได้ คิดแต่สบาย อยากได้อะไรต้องมีคนทำไว้ให้อยู่ก่อนแล้ว แค่หาแล้วเอามาเป็นของตัวเอง</p>
<p>…………………………………………………</p>
<p>ผมพูดเสมอว่า &#8220;ผมไม่โทษนักศึกษาหรอก คนเหล่านี้เป็นผลผลิตที่สมบูรณ์ ของสังคมการศึกษาที่ล้มเหลว&#8221;</p>
<p>การสอบโปรเจคจบของนักศึกษาปีสี่ ที่เพิ่งจะผ่านไปเมื่อไม่นานนี้ สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนพอสมควร</p>
<p>น้องๆ ปีนี้ คือนักศึกษาที่ผมสอนวิชา Programming Platforms and Environment ไปเมื่อสองปีก่อน ซึ่งในปีนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมให้โจทย์ที่ต้องเขียนโปรแกรมบ้าง น้องๆ ส่วนมากจะ &#8220;รอเพื่อน&#8221; จนกระทั่งมีใครสักคนทำได้ แล้วลอกมันส่งกันเกือบยกชั้น .. น้องๆ ส่วนมากจะ &#8220;ไม่สามารถอธิบาย&#8221; แต่ละบรรทัด/แต่ละส่วนของโปรแกรมได้ ว่ามันคืออะไร มันมีไปทำไม ถ้าถามผลการทำงานของโปรแกรมอย่างฉาบฉวย จะตอบได้ แต่อย่าถามนะ ว่าไอ้บรรทัดนี้ มันมีไว้ทำไม มันทำงานเมื่อไหร่ อย่างไร มันทำแบบอื่นได้มั้ย มันเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง จะเงียบ ตาย ทันที … น้องๆ แทบทุกคนจะ &#8220;ทำการบ้านเฉพาะข้อง่ายๆ&#8221; ที่คำตอบมันชัดหรือหาได้ง่าย</p>
<p>สอนก็แล้ว ให้ตกก็แล้ว ว่าก็แล้ว ฯลฯ</p>
<p>สองปีผ่านไป หลายคนก็ทำโปรเจคจบ เกิดอะไรขึ้นหรือ? ก็เหมือนกับข้อความข้างบนนี้น่ะแหละครับ เพียงแต่เปลี่ยนจาก &#8220;การบ้าน&#8221; เป็น &#8220;โปรเจค&#8221; เท่านั้นเอง อะไรที่เคยหยิบจากเน็ตได้อย่างฉาบฉวย เอามารันแล้วได้ผลที่ต้องการ มาส่งเป็นการบ้าน ไม่ได้คิด ไม่ได้เขียน ไม่ได้ทำความเข้าใจอะไรเลย เมื่อก่อนเป็นยังไง เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น เลือกทำแต่เฉพาะงานส่วนง่ายๆ ที่คำตอบมันหาได้ง่ายๆ ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้ามีอะไรที่คล้ายเพื่อน ก็จะลอกเพื่อน โดยตัวเองไม่เข้าใจอะไรเลย ฉันใด ก็ฉันนั้น</p>
<p>……………………………………..……………………………</p>
<p>ถ้านักศึกษากลุ่มนี้ยังจำได้ ผมเคยเขียน &#8220;บทเรียนสุดท้าย ที่ผมไม่มีโอกาสสอนคุณในห้องเรียน&#8221; ลงใน &#8220;ข้อสอบปลายภาค&#8221; และ ณ วันนี้ ผมขอเขียนมันอีกครั้งหนึ่งที่นี่</p>
<blockquote>
<p>____ บทเรียนสุดท้าย ที่ผมไม่มีโอกาสสอนคุณในห้องเรียน ______</p>
<p>อาจารย์ที่ผมเคารพมากท่านหนึ่ง (Prof. Brian Harvey; University of California at Berkeley) เคยพูดเอาไว้ว่า เหตุผลที่ นักศึกษาควรศึกษาทุกอย่างเอง หัดทําอะไรเอง ชนกับปัญหาเอง วิเคราะห์การแก้ปัญหาเอง ไม่ลอก ไม่ถามหาความช่วยเหลือ ก่อนเวลาอันควร ไม่ควรเขียนโปรแกรมให้กัน หรือคิดวิธีการแก้ปัญหาให้กัน ไม่ใช่เพราะเรื่องจรรยาบรรณ เรื่องชื่อเสียง ไม่ว่า จะของตัวเองหรือสถาบัน เรื่องฝีมือการทํางาน ฯลฯ หรือเรื่องอะไรก็ตามที่มันอุดมคติ แต่เพราะ <u>“พฤติกรรมอะไรก็ตาม ที่คุณสร้างให้ตัวเอง สมัยเรียน มันจะเป็นพฤติกรรมที่ฝังรากลึก แก้ไม่ได้ ตอนที่คุณไปทํางาน”</u></p>
<p>มันเหมือนกับการเขียนโปรแกรมให้ตัวเอง คอมไพล์ … แล้วไปเห็นผลการรันในตอนทํางานจริง</p>
<p>ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่อ้างว่า ไปเที่ยว กิจกรรม ฯลฯ ในคืนวันอาทิตย์ จนไม่สามารถมาทํางานได้ในวันจันทร์ เพราะนั่น เป็นวันทํางาน คุณก็ต้องรับผิดชอบมันในฐานะวันทํางาน</p>
<p>ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่ไม่คิดอะไรเลย รอแต่ให้หัวหน้างานป้อน/สั่ง พนักงานที่ไม่สนใจคิดวิเคราะห์ถึงปัญหา หรือ พนักงานที่ไม่สนใจงานตัวเอง ทํางานให้มันผ่านๆ ไป และไม่คิดรีวิวงานตัวเองจากสัปดาห์ก่อน หรือพนักงานที่มีสมุดจดงาน เอาไว้แค่เปิดดูเวลาที่โดนเจ้านายถาม</p>
<p>ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่ไม่คิดเอาสิ่งที่ตัวเองเห็น จากเรื่องรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นนิยาย ภาพยนต์ การเมือง สิ่งแวดล้อม ฯลฯมาเป็นข้อคิดที่ดีในการทํางานพนักงานที่มองไม่เห็นว่าทุกอย่างมันเป็นกระจกสะท้อนซึ่งกันและกันอยา่งไรมันเกี่ยวขอ้ง เกี่ยวพันกันอย่างไร</p>
<p><u>ไม่ว่าคุณจะทํางานไอทีหรือไม่กต็ามพฤติกรรมเหล่าน้ีจะติดตัวคุณไป</u></p>
<p>ดังน้ันผมหวังว่าจะไม่ได้ยินคําพูดของคุณที่ว่า“จบแล้วผม/หนูจะไม่ทํางานด้านนี้ดังนั้นให้ผม/หนูผ่านเถอะครับ/ค่ะ” อีก</p>
<p>ผมอยากเคารพคุณทุกคน ในฐานะ “นักศึกษา” ในวันนี้ และ “เพื่อนร่วมวงการ” ในอนาคต</p>
<p>ขอบคุณครับ</p>
</blockquote>
<p>… และคุณคงเข้าใจแล้วว่า วิชานั้น ที่ผมบอกว่า มหาวิทยาลัย การศึกษา และครอบครัว มันก็เป็น Programming Platform และ Environment ที่มันโปรแกรมพฤติกรรมฝังรากให้กับพวกคุณ ที่มันแก้ไม่ได้ ถ้าพวกคุณไม่พยายามคิดจะทำอะไรบางอย่างกับมันบ้าง มันแปลว่าอะไร … เพราะสิ่งไหนที่มันเป็นในวันนั้น วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>19</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The App Must Go On (แปลงจาก The Show Must Go On)</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/12/27/733/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/12/27/733/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2011 04:31:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Humorous]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/12/27/733/</guid>
		<description><![CDATA[อารมณ์พาไป เลยแปลงเพลง The Show Must Go On จากอารมณ์โปรแกรมเมอร์ซะหน่อย Empty projects &#8211; what are we coding for Abandoned usages &#8211; I guess we didn&#8217;t know who it&#8217;s for On an on, does anybody know what we are looking for Another feature, another API Behind the curtain, in the source code files Thousands of lines, does anybody [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อารมณ์พาไป เลยแปลงเพลง The Show Must Go On จากอารมณ์โปรแกรมเมอร์ซะหน่อย</p>
<p>Empty projects &#8211; what are we coding for<br />
Abandoned usages &#8211; I guess we didn&#8217;t know who it&#8217;s for<br />
On an on, does anybody know what we are looking for</p>
<p>Another feature, another API<br />
Behind the curtain, in the source code files<br />
Thousands of lines, does anybody want to write it anymore</p>
<p>The app must go on<br />
The app must go on<br />
Inside my code is breaking<br />
The bugs appear so freaking<br />
But my brain still works on</p>
<p>Whatever happens, I can&#8217;t leave it all to chance<br />
Another query, another failed access<br />
On an on, does anybody know what we are coding for</p>
<p>Algorithm isn&#8217;t working, I must feel chiller now<br />
I&#8217;ll soon be doing a cutting-corner now<br />
Outside the deadline is approaching<br />
But inside there&#8217;re bugs aching to be free</p>
<p>The app must go on<br />
The app must go on<br />
Inside my code is breaking<br />
The bugs appear so freaking<br />
But my brain still works on</p>
<p>A little bug is like the wings of butterflies<br />
Single line can crash the app and die<br />
I can&#8217;t cry &#8211; my friends</p>
<p>The app must go on<br />
The app must go on<br />
I&#8217;ll code it with a grin<br />
I&#8217;m never giving in<br />
On &#8211; with the code -</p>
<p>I&#8217;ll top the bill, I&#8217;ll overkill<br />
I have to find the will to carry on<br />
On with the -<br />
On with the code -<br />
The app must go on.</p>
<p>ท่าทางจะต้องเก็บไว้ร้องใน Karaoke บ้างซะแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/12/27/733/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หนังสือ iPhone App: 3 บทใหม่ (ที่เคยคิดจะเอาใส่หนังสือเล่ม 2)</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/12/15/727/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/12/15/727/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Dec 2011 03:45:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/12/15/727/</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากก่อนหน้านี้ผมได้เขียนหนังสือ &#8220;คู่มือเขียน iPhone App&#8221; ซึ่งออกมาในช่วงคาบลูกคาบดอก ระหว่างรอการเปลี่ยนแปลง จาก iOS 4 เป็น iOS 5 และ Xcode 4 เป็น Xcode 4.2 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับ &#8220;Major Change&#8221; ใจจริงผมอยากจะเขียนให้อิงกับ iOS 5 และ Xcode 4.2 เป็นหลักตั้งแต่ต้น แต่ในขณะนั้นไม่มีใครบอกได้ว่าทั้งสองตัวนี้จะออกมาเมื่อไหร่ และด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง รวมถึงความต้องการของสำนักพิมพ์ ที่อยากจะออกสู่ตลาดเร็วๆ ในขณะที่ยังไม่มีเจ้าอื่นออกมา (ซึ่งผมเข้าใจเหตุผลนี้ และไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น) ทำให้เราตัดสินใจทำมันออกมาเป็น &#8220;iOS 4 และ Xcode 4&#8243; เพื่อให้ออกมาได้ก่อน และหลายคนได้เริ่มก่อน และด้วยเหตุผลของ NDA ทำให้ผมไม่สามารถที่จะเขียนถึงรายละเอียดอะไรของ iOS 5 และ Xcode 4.2 ได้เลย ทีนี้ปัญหาก็เลยเกิดขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจากก่อนหน้านี้ผมได้เขียนหนังสือ &#8220;คู่มือเขียน iPhone App&#8221; ซึ่งออกมาในช่วงคาบลูกคาบดอก ระหว่างรอการเปลี่ยนแปลง จาก iOS 4 เป็น iOS 5 และ Xcode 4 เป็น Xcode 4.2 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับ &#8220;Major Change&#8221;</p>
<p>ใจจริงผมอยากจะเขียนให้อิงกับ iOS 5 และ Xcode 4.2 เป็นหลักตั้งแต่ต้น แต่ในขณะนั้นไม่มีใครบอกได้ว่าทั้งสองตัวนี้จะออกมาเมื่อไหร่ และด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง รวมถึงความต้องการของสำนักพิมพ์ ที่อยากจะออกสู่ตลาดเร็วๆ ในขณะที่ยังไม่มีเจ้าอื่นออกมา (ซึ่งผมเข้าใจเหตุผลนี้ และไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น) ทำให้เราตัดสินใจทำมันออกมาเป็น &#8220;iOS 4 และ Xcode 4&#8243; เพื่อให้ออกมาได้ก่อน และหลายคนได้เริ่มก่อน</p>
<p>และด้วยเหตุผลของ NDA ทำให้ผมไม่สามารถที่จะเขียนถึงรายละเอียดอะไรของ iOS 5 และ Xcode 4.2 ได้เลย</p>
<p>ทีนี้ปัญหาก็เลยเกิดขึ้น เมื่อ iOS 5 ออกมาแล้ว และ Xcode 4.2 ออกมาแล้ว (และไม่สามารถหา Xcode 4.0, 4.1 ได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะ Xcode ที่อยู่บน Mac App Store มันเป็น 4.2) ปัญหาง่ายๆ มันก็เลยเกิดขึ้น เพราะว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย อย่างที่ผมบอกไว้ ทั้งในระดับตัวภาษา Objective-C, iOS SDK และตัว Xcode เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Default Settings ทุกอย่างนั้นกำหนดให้ใช้ความสามารถใหม่โดยปริยาย</p>
<p>ผมได้เริ่มเขียนหนังสือ &#8220;เล่ม 2&#8243; ซึ่งวางเอาไว้เป็นเล่มต่อจากเล่มที่พิมพ์ไปแล้ว มาพักหนึ่ง และมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ แต่ผมขอตัดสินใจแสดงความรับผิดชอบที่ออกหนังสือมาเร็วไปหน่อย ทำให้หลายคนที่เริ่มต้นเขียน iOS แล้วเจอเครื่องมือใหม่มีปัญหา โดยเอาออกมาให้อ่านก่อนแบบฟรีๆ ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้อ่านเล่มแรกของผมหรือไม่ก็ตาม ดังนี้</p>
<ul>
<li><a href="http://code-app.com/book_tmp/book2_ch3.pdf">บทที่ 3: การโปรแกรมที่เปลี่ยนไปของ Objective-C จากอดีตถึงปัจจุบัน</a> ซึ่งจะเน้นหนักไปที่เรื่อง Automatic Reference Counting (ARC) ซึ่งทำให้หลายต่อหลายคนงง ในเรื่องการเขียนโค้ด
<li><a href="http://code-app.com/book_tmp/book2_ch4_sfinal.pdf">บทที่ 4: ปฏิวัติการออกแบบและสร้างโปรแกรมด้วย Storyboard</a> เป็นการใช้เครื่องมือในการออกแบบโปรแกรมตัวใหม่ คือ Storyboard ซึ่งมาช่วย/มาแทน Interface Builder ของดั้งเดิม
<li><a href="http://code-app.com/book_tmp/book2_ch5_sfinal.pdf">บทที่ 5: ลูกเล่น &#038; แม่ไม้ ในการสร้าง Table View</a> เป็นการใช้ Storyboard ในการสร้าง Table View และ Navigation-based Application พร้อมเครื่องใหม่ในการทำ Cell Prototyping และ Static Cell
</ul>
</p>
<p>สำหรับท่านที่ไม่สนใจจะศึกษาเพิ่มเติม หรืออยากจะทำตามหนังสือเล่มแรกอย่างเดียว ผมมีคำแนะนำว่า เวลาสร้างโปรเจคใหม่ ให้เลือก &#8220;ไม่ใช้ Storyboard&#8221; และ &#8220;ไม่ใช้ Automatic Reference Counting&#8221; เสมอครับ</p>
<p>ตอนนี้ผม &#8220;พับ&#8221; โครงการที่จะเขียนหนังสือเล่ม 2 ออกตีพิมพ์เรียบร้อยแล้วครับ แต่จะ &#8220;เขียนใหม่ทั้งหมด&#8221; เป็น iOS Development Series โดยไม่เหลือเยื่อใยกับของเดิม เป็นการเขียนใหม่ 100% ทั้งตัวอย่าง เนื้อหา เรียบเรียง โดยจะทำเป็น e-Book only และขายผ่านเว็บไซต์ของ <a href="http://www.code-app.com">Code App</a> และอาจจะผ่าน App ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับหนังสือเล่มนี้ เท่านั้น โดยมีเนื้อหาแบ่งเป็นหลายเล่ม ตั้งแต่เริ่มต้นเขียนโปรแกรมด้วย Objective-C เต็มๆ เล่มเลยทีเดียว</p>
<p>อดใจรอกันสักหน่อยนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/12/15/727/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สองวันกับ Nikon V1</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/12/12/724/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/12/12/724/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Dec 2011 06:05:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้อง/เลนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ของเล่น]]></category>
		<category><![CDATA[Photo Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/12/12/724/</guid>
		<description><![CDATA[เพิ่งได้ของเล่นใหม่มาปลอบใจตัวเองหลังน้ำลด เพราะว่า Fujifilm X100 ที่เคยเขียนรีวิวไว้ที่นี่ เกิดเปียกน้ำ จากการที่วางไว้บนพื้นรถ และน้ำเข้ารถตอนหนีน้ำ แล้วก็ยังไม่ได้ส่งซ่อม GF1 ก็โดนขโมยไปเรียบร้อย แต่คิดว่าต้องมีกล้องตัวเล็กๆ คุณภาพดีหน่อยไว้พาไปไหนมาไหนง่ายๆ ….. ก็หาเรื่องเสียเงินเล่นอีก ว่างั้นเถอะ … และคราวนี้ก็มาถึงคราวของ Nikon V1 น้องใหม่ของค่าย Nikon ที่ผมใช้ D-SLR อยู่ ตอนท้ายรีวิวของ X100 ผมเขียนทิ้งท้ายไว้ว่า ลึกๆ แล้ว ผมก็ยังหวังว่าจะได้เห็น Nikon SP กลับมาเกิดใหม่เป็นกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ แบบ X100 สักวัน ฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ลองดูกันเลยครับ หมายเหตุ: บอกไว้นิดนึงก่อน ว่าทุกรูปที่เห็นในนี้ เป็น Out-Of-Camera JPEG (นอกจากรูปที่ผมลองดึงเพื่อลอง Dynamic Range) ใช้โหมด Standard บ้าง Vivid บ้าง และเพิ่ม Sharpen [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เพิ่งได้ของเล่นใหม่มาปลอบใจตัวเองหลังน้ำลด เพราะว่า Fujifilm X100 ที่เคยเขียน<a href="http://www.rawitat.com/2011/05/22/632/">รีวิวไว้ที่นี่</a> เกิดเปียกน้ำ จากการที่วางไว้บนพื้นรถ และน้ำเข้ารถตอนหนีน้ำ แล้วก็ยังไม่ได้ส่งซ่อม GF1 ก็โดนขโมยไปเรียบร้อย แต่คิดว่าต้องมีกล้องตัวเล็กๆ คุณภาพดีหน่อยไว้พาไปไหนมาไหนง่ายๆ ….. ก็หาเรื่องเสียเงินเล่นอีก ว่างั้นเถอะ … และคราวนี้ก็มาถึงคราวของ Nikon V1 น้องใหม่ของค่าย Nikon ที่ผมใช้ D-SLR อยู่</p>
<p>ตอนท้ายรีวิวของ X100 ผมเขียนทิ้งท้ายไว้ว่า</p>
<blockquote><p>
ลึกๆ แล้ว ผมก็ยังหวังว่าจะได้เห็น Nikon SP กลับมาเกิดใหม่เป็นกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ แบบ X100 สักวัน
</p></blockquote>
<p>ฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ลองดูกันเลยครับ</p>
<p><b>หมายเหตุ:</b> บอกไว้นิดนึงก่อน ว่าทุกรูปที่เห็นในนี้ เป็น Out-Of-Camera JPEG (นอกจากรูปที่ผมลองดึงเพื่อลอง Dynamic Range) ใช้โหมด Standard บ้าง Vivid บ้าง และเพิ่ม Sharpen ในกล้อง เพราะค่า Default มันต่ำไป ใช้ Auto White Balance ทุกรูป โดยมีปรับไปทางสีเย็นบ้างเป็นบางรูป (ปรับในกล้อง) และตั้ง Auto ISO ไว้ ถ่ายโหมด A, S, P แล้วแต่กรณี ทุกรูปย่อโดย Lightroom 3 ซึ่งจะติด Sharpen เพิ่มมาอีกนิด … คลิกบนรูปจะเห็นรูปขนาดใหญ่ขึ้น (แต่ไม่ใช่ขนาดเต็ม)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0032.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0032-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0032.jpg" /></a><br />
เจ้าไอโฟน (V1, 10-30, 19.6mm, 1/30s, f/5.6, ISO 450)<br />
</center></p>
<p>Nikon V1 (และ J1 ด้วย) เป็นกล้องที่ผมเชื่อว่า &#8220;คนเล่นกล้อง&#8221; หลายคนดู spec แล้วส่ายหัว เบือนหน้า เพราะว่ามันเป็นกล้องที่ &#8220;ขนาดเซนเซอร์ใหญ่ไม่จริง&#8221; คือ เล็กกว่า Micro 4/3 เสียอีก เรียกได้ว่าขนาดของเซนเซอร์ของ Nikon 1 ทั้งสองตัว จะอยู่ตรงกลางระหว่าง M4/3 และเซนเซอร์กล้องคอมแพคขนาดใหญ่ (พวก LX5, P7000 อะไรพวกนี้) พอดีเป๊ะ</p>
<p>แล้วถ้าเซนเซอร์มันเล็ก แล้วมันมีข้อเสียอะไรล่ะ? ที่เห็นง่ายๆ ก็ 2 ข้อเต็มๆ ครับ คือ</p>
<ul>
<li>การถ่ายภาพในที่แสงน้อย ซึ่งเรื่องนี้ผมเคยทำ Pencast ไปแล้วครั้งหนึี่ง ลองย้อนดูได้ที่ <a href="http://www.rawitat.com/2010/06/16/423/">Pencast: Digital Camera Image Sensor 101</a> …. แต่เรื่องการใช้งานในที่แสงน้อยนี่ผมไว้ใจ Nikon นะ เพราะผมเคยตาค้างมาแล้วกับ D3s แล้วก็จะว่าไป P7000 ก็ไม่ได้น่าเกลียดเลย
<li>เรื่อง Shallow-Depth-of-Field (DoF) หรือการถ่ายชัดตื้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงฟิสิกส์แบบเดียวกัน ที่ว่ายิ่งเซนเซอร์เล็ก ก็ยิ่งถ่ายชัดตื้นยาก (เหตุผลอยู่นอกเหนือขอบเขตของรีวิวนี้ ถ้าสนใจวันหลังจะทำ Pencast ไม่ก็เขียนบทความให้อีกครั้ง วันนี้ขอบายก่อน)
</li>
</ul>
<p>แค่นี้ หลายคนก็ยี้แล้ว โดยไม่ต้องสนใจการใช้งานจริงแต่อย่างใด … แต่เมื่อผมลองใช้งานจริงแล้ว ผมคิดยังไงกับมันล่ะ?</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0110.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0110-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0110.jpg" /></a><br />
แมวมอง (V1, 30-110, 110mm, 1/30s, f/5.6, ISO 2800 &#8212; ยังพอดูได้)<br />
</center></p>
<h4>รูปร่างและขนาด</h4>
<p>ถึง V1 จะเป็นกล้องเซนเซอร์เล็ก แต่รูปร่าง ขนาด น้ำหนัก มันไม่ได้เล็กกว่าพวกตระกูลคอมแพคเปลี่ยนเลนส์ได้ทั้งหลายเลยนะ ยิ่งเทียบกับพวกตัวหลังๆ ที่พยายามทำให้ตัวกล้องมันเล็กๆ เช่นพวก NEX หรือ GF3 แล้วมันใหญ่กว่าด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้เมื่อดูบนกระดาษแล้ว ต้องบอกว่ามันน่าสนใจน้อยกว่าตัวอื่น แต่ว่าเมื่อลองใช้จริงๆ แล้ว ต้องบอกว่า &#8220;ผมชอบมันว่ะ&#8221; เพราะ</p>
<ul>
<li>ขนาดและน้ำหนักมันกำลังเหมาะกับมือพอดี ถ้าเล็กกว่านี้หรือบางกว่านี้ ผมคงจะถือมันลำบาก
<li>&#8220;เลนส์&#8221; … เนื่องจากมันเป็นคอมแพคเปลี่ยนเลนส์ได้ ดังนั้นมีแต่บอดี้เปล่าๆ คงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่แน่ แต่เมื่อใส่กับเลนส์แล้วมันจะบาลานซ์กันได้ดีแค่ไหน (ลองนึกถึง NEX กับเลนส์ 18-55 Kit ซึ่งผมลองจับดูแล้วรู้สึกว่ามันอยู่บนปากเหวของคำว่าบาลานซ์แล้ว ถ้าเป็นเลนส์ระยะไกลกว่านั้นคงรู้สึกมากกว่านั้นแน่ๆ หรือว่าจะลองนึกภาพ E-P, GF ใส่กับ Panasonic 45-200 ก็ได้ จะเห็นว่ามันไม่บาลานซ์เอาซะเลย นั่นแหละ ผมถึงแทบไม่เคยใช้ GF1 กับ 45-200 เลย)
</ul>
<p>ที่เคยมีการสัมภาษณ์ใครสักคน (ผมจำไม่ได้ ขออภัย) ว่า Nikon คิดเรื่องพวกนี้ &#8220;ทั้งระบบ&#8221; ไม่ใช่แค่เรื่องของเซนเซอร์ หรือขนาดตัวกล้อง เท่านั้น ท่าจะจริงแฮะ (แต่ว่าพอลองดูเลนส์ครอบจักรวาลอย่าง 10-110 แล้ว … เออ ตัวใหญ่อลังการเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะหลุดบาลานซ์ขนาดไหน)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0086.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0086-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0086.jpg" /></a><br />
วาล์วน้ำหลังตึก (V1, 30-110, 74.3mm, 1/60s, f/5.0, ISO 200)<br />
</center></p>
<h4>เลนส์</h4>
<p>ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเลนส์แล้ว ก็ขอเขียนถึงเรื่องนี้หน่อยก็แล้วกัน</p>
<p>V1 ชุดที่ผมได้มา เป็นชุด Dual Lens ซึ่งจะมีเลนส์ 2 ตัว คือ 10-30mm, f/3.5-5.6 (ระยะประมาณ 27-80mm) และ 30-110mm, f/3.8-5.6 (ประมาณ 80-300) ซึ่งครอบคลุมการใช้งานประมาณ 90% ที่ผมใช้ จะติดหน่อยก็ตรงที่หลายครั้งยังรู้สึกว่าเทียบเท่า 27mm มันแคบไปหน่อย (ตามประสาคนติด 24-70 และมี 14-24) ทำให้รู้สึกอยากได้อะไรที่มันกว้างกว่านี้ไว้สักตัวเหมือนกัน เช่น 6-13mm (ประมาณ 16-35) แต่คงจะตามมาทีหลัง เพราะว่าตอน M4/3 ออกใหม่ๆ ก็มีแต่ Prime, Normal Zoom กับ Tele เหมือนกัน แล้วก็มี 7-14 เป็น Ultra-Wide Zoom ออกมาทีหลัง</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0670.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0670-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0670.jpg" /></a><br />
สถานีสุดท้าย …​ ก่อนการเดินทางนิจนิรันดร์ (V1, 10-30, 10mm, 1/320s, f/7.1, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>ทั้งสองตัวก็ทำงานได้ค่อนข้างดีนะ ผมยังไม่ได้ลองเอาภาพมาส่อง 100% ดูกลางภาพ ดูขอบ ดูอะไรเท่าไหร่ (ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้ทำอยู่แล้ว) เอาเป็นว่าทั้งสองตัวนี้ใช้งานได้กำลังสบาย ขนาดและน้ำหนักกำลังดี ทำงานไวและเงียบ ก็คงจะพอแล้วมั้ง</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0104.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0104-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0104.jpg" /></a><br />
กองใบไม้ร่วงบนพื้น (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/6.3, ISO 280)<br />
</center></p>
<p>สิ่งที่ผมรู้สึก &#8220;ชอบมาก&#8221; กับเลนส์ของ Nikon 1 ก็คือ &#8220;Telephoto Zoom ระยะ 80-300 ที่ตัวเล็กมาก&#8221; เวลาใส่กับกล้องแล้วไม่รู้สึกว่ามันไม่เข้ากัน หรือหน้าทิ่มแต่อย่างใด และทำให้เวลาเอาไปถ่ายคน มันดูเป็นมิตรมากขึ้นเยอะด้วย (ไม่รู้สึกเหมือนกำลังโดน &#8220;ซูม&#8221; ถ่าย) แบบนี้เวลาใช้งานคงมีความสุขขึ้นเป็นกองเลย</p>
<p>เรื่องเลนส์มีอีก 3 อย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ การออกแบบ การ Focus และ Hood</p>
<p>เรื่องการออกแบบก่อน การออกแบบเลนส์ทั้งสองตัวนี้จะต่างจากเลนส์ตัวอื่นๆ ของระบบ D-SLR ของ Nikon ที่เมื่อเมาท์เข้ากับกล้องแล้วใช้งานได้เลย สำหรับเลนส์ของ Nikon 1 ทั้งสองตัวนี้ก่อนจะใช้งานจะต้องทำการ &#8220;เปิดเลนส์&#8221; เสียก่อน ซึ่งก็คือการเลื่อนออกจากตำแหน่ง Lock เลนส์ ซึ่งเมื่อเลนส์อยู่ในตำแหน่ง Lock จะทำให้เลนส์มีขนาดเล็กลงอีกนิดหน่อย (อารมณ์ Collapsible Design น่ะแหละ) และเมื่อเลื่อนเปิดเลนส์แล้ว ถ้ากล้องปิดอยู่ก็จะทำการเปิดกล้องให้อย่างอัตโนมัติด้วย ซึ่งไปๆ มาๆ ผมก็คุ้นเคยกับการเปิดกล้องจากเลนส์มากกว่าจากปุ่มเปิด/ปิดบนตัวกล้องเสียอีก และการเปิดเลนส์นี้ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วพอสมควร</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0499.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0499-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0499.jpg" /></a><br />
แอบมอง (V1, 30-110, 74.3mm, 1/100s, f/5.6, ISO 200)<br />
</center></p>
<p>เรื่องการโฟกัส ก็ต้องยอมรับว่า &#8220;ไวและเงียบ&#8221; ทั้งสองตัว (ผมยังไม่ได้ลอง 10-110 และ 10/2.8) แต่มาตายเอาตรง Manual Focus เนี่ยแหละ คือ มันมีบางจังหวะที่ผมอยากจะปรับโฟกัสเองแบบด่วนๆ แต่ว่าเลนส์นี้มันดันไม่มีวงแหวนปรับโฟกัสบนตัวเลนส์เลยน่ะสิ ต้องปรับผ่านกล้อง (กดปุ่ม หมุนวงแหวนด้านหลัง ทำนองนั้น) ก็เลยรู้สึกว่า &#8220;อย่าดีกว่า ช่างมัน&#8221; หัดเรียนรู้นิสัย Auto-Focus ของมันให้ชินๆ จะดีกว่า</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0106.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0106-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0106.jpg" /></a><br />
ล้มในอ้อมกอด (V1, 30-110, 51.2mm, 1/125s, f/5.0, ISO 200)<br />
</center></p>
<p>สุดท้ายก็เรื่อง Hood ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเลนส์โดยตรงหรอก … แต่ในกล่อง V1 มันมีมาให้แต่ HB-N103 สำหรับ 30-110 แต่ไม่ยักกะมี HB-N101 สำหรับ 10-30 มาให้ด้วย ตอนแรกผมคิดว่าผมเผลอทำตกหรือเอาไปวางไว้ไหน โทรไปถามที่ร้านก็ได้คำตอบว่า ไม่มีให้ (เหมือนกันทุกกล่อง) …. อันนี้พูดไม่ออก เพราะว่า Lens Hood นี่สำคัญมากเลยถ่ายรูปย้อนแสง มันช่วยเรื่อง Contrast เรื่องอะไรพวกนี้เยอะเลย ตอนนี้ก็เลยต้องยกมือป้องแสงเอา ลำบากเปล่าๆ ก็คงต้องรอใครเอาเข้ามาขาย ไม่งั้นก็ต้องสั่งจาก e-Bay อีกแล้ว</p>
<p>สุดท้าย … บ่นนิดหน่อย ที่ไม่มี Fast Prime (2.8 กับ Prime นี่ผมถือว่า &#8220;ไม่ Fast&#8221; แล้วนะ) สำหรับระยะ Normal หรือ Wide-Normal เลย 10mm เทียบเท่า 28mm นี่ ผมว่าใช้ยากไปหน่อย … ได้อิทธิพลมาจาก NEX มากไปหรือเปล่าไม่รู้ .. ถ้ามีประมาณ 18/1.8 (เทียบเท่า 50mm) จะน่าสนใจมาก แถมเลขด้วยซะด้วยนะ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0144.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0144-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0144.jpg" /></a><br />
Lonely Chair (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/6.3, ISO 180)<br />
</center></p>
<p>ก็คงต้องรอ Adapter ที่จะทำให้พวกเลนส์ AF-S จาก D-SLR มันใช้ได้นะ คิดๆ ดู 50/1.8 ก็ตัวไม่ใหญ่เท่าไหร่ เอามาใส่นี่ได้ระยะ 135 เลยทีเดียว (แถมได้ DoF เทียบเท่ากับ 135mm เปิดที่ประมาณ f/4.8 ซึ่งก็แคบพอดู ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่เลย)</p>
<h4>การใช้งาน</h4>
<p>เท่าที่ลองใช้งานดู เห็นได้ชัดเจนว่า V1 ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับพวกนักเล่นกล้อง ที่ชอบควบคุม ชอบเล่น DoF ชอบปรับค่าโน่นนี่ อะไรพวกนี้เลย แต่มันถูกสร้างมาสำหรับคนที่ต้องการยกกล้องขึ้นมาถ่าย ถ่าย ถ่าย แล้วก็ถ่าย ซะมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าพวกชอบ D-SLR อาจจะหงุดหงิด จะปรับอะไรก็ต้องเข้าเมนู แต่ก็ยังดีนะที่เมนูมันไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ ตรงไปตรงมา ง่ายพอควร ปรับไม่กี่ครั้งก็ชินแล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน ไม่ต้องอะไรมาก ขนาดการจะปรับ PASM ยังต้องเข้าเมนูเลย … แต่ว่าพวกที่เคยใช้คอมแพคตัวเล็กๆ (ที่ไม่ใช่พวก Advanced) มาก่อนจะรู้สึกเฉยๆ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_01561.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0156-tm1.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0156.jpg" /></a><br />
ถ่ายรูปวาด (V1, 30-110, 89.9mm, 1/10s, f/5.6, ISO 3200 &#8212; ก็ยังพอรับได้)<br />
</center></p>
<p>ถ้าใครเคยใช้กล้องคอมแพคของ Nikon มาก่อน ก็คาดหวังได้ไม่ยากว่ามันจะมีอะไรให้ปรับได้บ้าง นอกจาก PASM แล้วก็มีพวก Picture Control, Auto ISO, Vibration Reduction, อะไรพวกนี้น่ะแหละ แต่ที่ผมผิดหวังมากที่สุดก็คือ การตั้ง Auto ISO นี่เราไม่สามารถกำหนด &#8220;ความไวชัตเตอร์ต่ำสุด&#8221; ได้เลย นั่นคือ กล้องมันจะเลือก ISO ให้เราเองตามใจมัน โดยที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรเลย อันนี้เป็นผลเชิงลบอย่างมากสำหรับผม เพราะว่าโดยปกติแล้วผมจะชอบตั้งความไวชัตเตอร์ต่ำสุดไว้เหมาะกับประเภทภาพที่จะถ่าย เช่น ถ้ารู้ว่าจะไปที่ๆ ต้องถ่ายคนเยอะหน่อย ก็จะตั้งความไวไว้สูงหน่อย (อย่างน้อย 1/125s) ถ้าลดลงต่ำกว่านี้เมื่อไหร่ เตะ ISO ขึ้นได้เลย ยอม ..​ แต่ว่าตัวนี้นี่ ไม่มีการตั้งพวกนี้เด็ดขาด ก็เลยต้องเลี่ยงไปใช้โหมด Shutter-Priority แทนอย่างเลี่ยงไม่ได้ (ปกติผมจะใช้โหมด Aperture-Priority และตั้ง Auto-ISO พร้อมกำหนด Shutter-Speed ต่ำสุดเอาไว้)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0120.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0120-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0120.jpg" /></a><br />
สงบ (V1,  30-110, 71.6mm, 1/15s, f/5.6, ISO 800)<br />
</center></p>
<p>อ่อ แล้วก็ทุก Option จะแทบไม่มีปรับละเอียดนะ เช่น Active D-Lighting จะมีแค่ On/Off ไม่มีรายละเอียดแต่อย่างใด</p>
<p>ที่ผม &#8220;ไม่ชอบเลย&#8221; กับการใช้งาน V1 ก็คือ ปุ่มเลือกรูปแบบการถ่าย (ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ฯลฯ) มันอยู่ใกล้ตำแหน่งวางนิ้วมือ และแม่เจ้าประคุณก็เปลี่ยนง่ายซะเหลือเกิน ไปแตะๆ หน่อยก็เปลี่ยนซะแล้ว ยกกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์ คิดว่าจะถ่ายภาพนิ่ง กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวซะงั้น ใครออกแบบตรงนี้สมควรโดนด่าจริงๆ …. แล้ว Dial ก็มีไม่เต็มวง แบบนี้จะช่วยเอา PASM มาใส่ไว้ตรงนี้หน่อยก็ไม่ได้ (เหมือนพวก D-SLR ที่ยังมี PASM อยู่ปนกับ Scene-Mode เลย)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0486.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0486-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0486.jpg" /></a><br />
นางรำ (V1, 30-110, 110mm, 1/500s, f/6.3, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>สรุปว่า ถึงมันจะตั้งค่านี่นั่นโน่นได้บ้าง แต่อย่างคิดและคาดหวังว่าจะตั้งโน่นตั้งนี่ได้ง่ายและปรับโน่นนี่ได้บ่อยๆ เหมือนกับ D-SLR (ยิ่งผมใช้ D3s ด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ ตัวนี้แต่งได้ยิ่งกว่าได้ซะอีก) ลองคิดว่ามันให้เราปรับๆ เป็นค่าตั้งต้นไว้ แล้วก็ลืมๆ มันไปซะว่าปรับได้ แล้วก็ถ่ายอย่างเดียวจะดีกว่า แบบนั้นมีความสุขกว่าเยอะ ถ้าไปถ่ายรูปแต่มัวแต่ปรับกล้อง หลายคนอาจจะไม่มีความสุขเท่าไหร่ (สำหรับผมก็แล้วแต่อารมณ์)</p>
<p>แต่ Auto Focus มันไวจริงๆ นะ ;-) แล้วก็ถ้าเลือกใช้ Electronic Shutter ล่ะก็ เงียบเป็นเป่าสาก ไม่มีเสียงใดๆ ทั้งสิ้น และเนื่องจากเลนส์ Tele ระยะไกล (เทียบเท่า 80-300) มันตัวเล็กมาก มาก มาก ดังนั้นมันเป็นกล้อง Sniper ชั้นดีชัดๆ .. โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้ J1 ที่สีสันเป็นมิตร ไม่เป็นภัยนะ ยิ่งดูโอเคเข้าไปอีก</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0380.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0380-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0380.jpg" /></a><br />
เณรกระซิบ (V1, 30-110, 110mm, 1/200s, f/7.1, ISO 100)<br />
</center></p>
<h4>ภาพที่ได้</h4>
<p>หลายคนคงสนใจตรงนี้ที่สุด (หลายคนเลิกสนใจตั้งแต่ spec แล้ว)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0236.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0236-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0236.jpg" /></a><br />
หลับปุ๋ย (V1, 30-110, 53.1mm, 1/15s, f/5.0, ISO 900)<br />
</center></p>
<p>จากข้อจำกัดของเซนเซอร์อย่างที่รู้กันดี ทำให้ผมบอกได้ว่า ถ้าเราคาดหวังคุณภาพระดับ D-SLR ละก็ ผิดหวังแน่นอน ก็แหงล่ะ ขนาดเซนเซอร์มันใกล้เคียงกับคอมแพคมากกว่า D-SLR นี่นา แต่มันทำได้ขนาดไหนล่ะ?</p>
<p>จากการใช้งานจริงๆ ผมพบว่ามันทำได้ดีกว่าที่ผมคาดไว้ … โดยความคาดหวังของผมคือ &#8220;P7000 ที่ถ่าย ISO สูงดีกว่า P7000 อยู่ 1 Stop และมี DoF ที่ตื้นกว่า P7000 ที่ความยาวโฟกัสเทียบเท่ากันในระบบ 35mm อยู่ 1 Stop เช่นเดียวกัน&#8221; พูดง่ายๆ ว่า P7000 ใช้ ISO 1000 ได้ผลเป็นไง หมอนี่ต้องใช้ ISO 2000 ได้ผลประมาณนั้น และ P7000 ที่ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 140mm เปิด f/5.6 ได้ผลยังไง หมอนี่ที่เทียบเท่า 140mm เปิด f/8 ต้องได้ผลประมาณนั้น</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0454.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0454-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0454.jpg" /></a><br />
เล่นลม (V1, 30-110, 110mm, 1/1250s, f/8, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>เริ่มจากเรื่อง ISO สูงกันก่อน โดยหลังจากถ่ายรูปใช้ Auto ISO โดยใช้เพดานบนสำหรับ ISO คือ 3200 ผมพบว่าผมรับ ISO สูงของกล้องตัวนี้ได้สบาย ถ้าจะเอาแค่โพสท์ภาพลงเว็บ หรือว่าใช้ภาพทั่วๆ ไป ไม่ได้พิมพ์อะไรใหญ่มาก ไม่ได้โพสท์ Crop 100% ลงเว็บ ผมว่ามันใช้งานได้สบายๆ ถึง ISO 3200 นะ ปกติภาพลงเว็บก็ไม่ค่อยจะเกินกรอบขนาด 800&#215;800 กันอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าเมื่อดูที่ 100% ก็จะเห็น Noise มาเพียบ และรายละเอียดหายไปบ้าง แต่สำหรับการใช้งานของผมกับกล้องตัวนี้ ก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว และผมเชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายของกล้องตัวนี้ก็คงไม่มีปัญหาเช่นกัน</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0248.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0248-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0248.jpg" /></a><br />
เงาสะท้อนในกระจก (V1, 30-110, 110mm, 1/125s, f/5.6, ISO 500)<br />
</center></p>
<p>ถัดมาก็เป็นเรื่องสีสันของภาพ …. และนี่คงจะเป็นคำตอบสำหรับสิ่งที่ผมค้นหามานานเสียที เพราะว่ามัน &#8220;น่าจะ&#8221; ให้สีได้ &#8220;Nikon&#8221; อย่างที่ผมคุ้นเคยมากพอสมควร แต่ว่าจะเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้  เพราะผมยังมีความรู้สึกนิดๆ ว่ามันต่างจากภาพจาก D3s ที่ผมคุ้นเคยอยู่หน่อย อาจจะเพราะว่า Auto White Balance มันให้ผลต่างกันก็เป็นได้ อันนี้เป็นความรู้สึกล้วนๆ เพราะว่ายังไม่ได้ลองเอา D3s มาถ่ายภาพเดียวกันเทียบดู แต่สำหรับ Auto White Balance นี่เราสามารถปรับแต่งค่าของมันใน 2 แกน (Temp และ Tint) ได้ไม่ยาก ก็ลองๆ ปรับเอาตามที่ชอบ เช่น ผมรู้สึกว่าภาพมัน &#8220;อุ่น&#8221; เกินไป ก็ไปปรับ Auto White Balance ให้มัน &#8220;เย็น&#8221; ลง 1 ช่อง เป็นต้น .. แต่สรุปว่า สีสวยครับ เขียวเป็นเขียว ฟ้าเป็นฟ้า ดูเป็นธรรมชาติ อาจจะติดอุ่นนิดๆ
</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0306.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0306-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0306.jpg" /></a><br />
ประจันหน้า (V1, 30-110, 71.6mm, 1/125s, f/4.8, ISO 160)<br />
</center></p>
<p>ถัดมาก็เรื่อง &#8220;ชัดตื้น&#8221; ที่หลายคนฟันธงว่า &#8220;ไม่ได้&#8221; ตั้งแต่เห็น spec ของเซนเซอร์ (และเลนส์ที่ออกมา ไม่ใช่ Fast Tele-Prime) ทั้งที่จริงๆ แล้วการทำชัดตื้นขึ้นกับปัจจัยไม่กี่อย่าง คือ ระยะห่างสัมพัทธ์ระหว่างวัตถุ ฉากหลัง และตัวรับแสง ซึ่งพอเป็นเซนเซอร์ขนาดเล็ก ก็ต้องใช้เลนส์กว้าง และ Crop ตรงกลางมาใช้งาน (ที่เรียกว่า Crop factor ว่ากี่เท่าๆ น่ะแหละ กรณีของ APS-C คือ 1.5 M4/3 คือ 2 และ Nikon 1 คือ 2.7) ทีนี้พอเป็นเลนส์กว้าง จะให้ระยะห่างสัมพัทธ์มันได้มากพอที่จะทำชัดตื้น ก็ใช้วิธีง่ายๆ คือ อยู่ใกล้วัตถุที่จะถ่ายให้มากที่สุด จ่อได้ยิ่งดี ใช้รูรับแสงกว้างที่สุด และเลือกฉากหลังที่อยู่ไกลที่สุด และถ้าเป็นเลนส์ทางยาวโฟกัสยาว จะช่วยได้มากขึ้น</p>
<p>จะเห็นว่า ถ้าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ก็เล่นชัดตื้นได้ไม่ยากไม่เย็นอะไรเท่าไหร่</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0730.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0730-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0730.jpg" /></a><br />
ผลิใบ (V1, 30-110, 110mm, 1/400s, f/5.6, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>แต่พอมาถ่ายคน ก็ยากขึ้นไปอีกนิด ที่จะให้หลังมันละลายหายไปเลย เพราะข้อจำกัดทางฟิสิกส์ทั้งหมดที่มีน่ะแหละ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0360.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0360-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0360.jpg" /></a><br />
คุณพ่อ (V1, 30-110, 110mm, 1/200s, f/6.3, ISO 400)<br />
</center></p>
<p>จะเห็นว่าฉากหลังที่ไกลหน่อย เบลอจะไม่กวนใจกวนสายตาก็จริง แต่ตรงต้นไม้เนี่ยสิ &#8220;รก&#8221; มาก … และที่สำคัญ เจ้าเลนส์ 30-110 นี่ไม่ใช่เลนส์ที่ Bokeh สวยแต่อย่างใดเลย ลักษณะแย่ๆ ของ Bokeh เห็นชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นพวก Double-Line หรือพวกขอบหนานุ่มยัดไส้กรอก ดังนั้นยิ่งต้องเลือกฉากหลังดีๆ เพราะว่าถ้ามันไกลไม่พอแล้ว มันจะรกจนบางทีรู้สึกว่า &#8220;แล้วจะเบลอทำไมวะ ยิ่งเบลอยิ่งรำคาญ&#8221;</p>
<p>แต่เนื่องจากมันเป็นกล้องเซนเซอร์เล็ก ที่ทำ &#8220;ชัดตื้น&#8221; ยาก … ดังนั้นมันจึงทำ &#8220;ชัดลึก&#8221; ง่าย ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนก็ต้องการแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ผมคิดว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายของกล้องตระกูลนี้ ซึ่งก็คือ ผู้ทั่วไปที่อยากถ่ายรูปคนในครอบครัว งานปาร์ตี้ ใช้ถ่ายแบบ Snap เวลาไปเที่ยวเป็นที่ระลึก ฯลฯ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0513.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0513-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0513.jpg" /></a><br />
เศร้ากันถ้วนหน้า (V1, 10-30, 16.3mm, 1/50s, f/5.6, ISO 400)<br />
</center></p>
<p>ผมเคยถ่ายรูปเวลาไปเที่ยวให้กับคนในกลุ่มเป้าหมายที่ว่านี้ด้วย D3s แล้วฉากหลังมันเบลอนิดหน่อย ด้วยธรรมชาติของกล้อง Full-Frame ถึงจะเปิดถึง f/8 ก็ยังมีปัญหา … คนในภาพบอกผมว่า &#8220;ภาพเสีย เพราะมันมีส่วนเบลอ&#8221; นี่แหละคือ &#8220;กลุ่มเป้าหมาย&#8221; ก็ลองคิดดูขำๆ เล่นๆ ว่ารูปที่ต้องการชัดทั้งรูปแบบข้างบนนี้ ถ้าใช้ Full-Frame ถ่าย จะต้องเปิดรูรับแสงเท่าไหร่</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0638.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0638-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0638.jpg" /></a><br />
ดอกไม้ช่อสุดท้าย (V1, 10-30, 30mm, 1/125s, f/5.6, ISO 110)<br />
</center></p>
<p>เรื่อง Dynamic Range เป็นอะไรที่ผมยังไม่ได้ลองแบบจริงจัง ว่ากล้องตัวนี้เก็บรายละเอียดในเงาและในจุดจ้าได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีถ่าย JPEG (คนอ่าน blog นี้จะทราบว่าผมถ่าย JPEG เป็นหลัก และถ่าย RAW เมื่อจำเป็นจริงๆ คือต้องตั้งใจจะเก็บ RAW เพราะจะเอาไปทำอะไรบางอย่างจริงๆ เท่านั้น) แต่เท่าที่ลองเล่นๆ ดู ก็พบว่ายังดึงโน่นตบนี่ได้บ้าง อาจจะไม่ได้ดีขนาดกล้องอีกหลายตัว ซึ่งก็แน่นอนตามธรรมชาติของเซนเซอร์ ลองดูตัวอย่าง 2 รูปต่อไป</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0398-before.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0398-before-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0398-before.jpg" /></a><br />
JPEG จากกล้อง (V1, 10-30, 30mm, 1/320s, f/5.6, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>ลองทำรูปนี้ง่ายๆ ด้วยการดึง Shadow ตบ Highlight และปรับโน่นนี่นั่นนิดหน่อยแบบลวกๆ ใน Lightroom 3 ก็จะเห็นว่าหลายอย่างยังอยู่</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0398-after.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0398-after-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0398-after.jpg" /></a><br />
ลองปรับ Highlight, Shadow ง่ายๆ ใน LR3<br />
</center></p>
<h4>ส่งท้าย</h4>
<p>สรุปง่ายๆ เรื่องรูปและการใช้งาน ว่าให้คิดว่ามันเป็น &#8220;กล้องเซนเซอร์เล็ก ที่เซนเซอร์ใหญ่กว่าปกติ และเปลี่ยนเลนส์ได้&#8221; ดีกว่าจะมองว่ามันเป็น &#8220;กล้องเซนเซอร์ใหญ่ ที่ขนาดเล็ก และเปลี่ยนเลนส์ได้&#8221; อย่างที่หลายคนได้เคยมองมัน คือให้คิดว่ามันเป็น P7000 ที่เซนเซอร์ใหญ่กว่า P7000 และประสิทธิภาพการทำงานน้องๆ D-SLR ดีกว่าจะคิดว่ามันเป็น D-SLR ขนาดย่อส่วน</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0726.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0726-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0726.jpg" /></a><br />
ใบไม้ในสวน (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/5.6, ISO 200)<br />
</center></p>
<p>เป็นรีวิวที่ตอนแรกตั้งใจจะเขียนสั้นๆ แต่ไปๆ มาๆ ก็เขียนยาวอีกจนได้ และเป็นรีวิวที่มาจากการใช้งานจริงจังวันเดียว (และใช้เล่นๆ ถ่ายในบ้านอีกวัน) ดังนั้นหลายอย่างก็ยังไม่ได้ลอง เช่นพวก Motion ทั้งหลายทั้งแหล่ (จริงๆ อยากลองเล่นมากเลย) ก็เลยขาดเรื่องพวกนี้ไป .. ถามว่าผมพอใจกับมันมั้ย ก็ถ้าเรายอมรับมันในอย่างที่มันเป็น ที่ผมเขียนเมื่อกี้นี้ มากกว่าไปยัดเยียดให้มันเป็นในสิ่งที่มันไม่ได้เป็น จะดีที่สุด เราก็จะมีความสุขกับมันอย่างที่มันเป็น และเราจะเห็นตัวเราสะท้อนในสิ่งที่มันเป็นมากขึ้น</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0679.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0679-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0679.jpg" /></a><br />
แม้ร่างตน เขาก็เอา ไปเผาไฟ (V1, 30-110, 30mm, 1/1600s, f/4.0, ISO 100)<br />
</center></p>
<p>ไว้ F-Mount Adapter ออกมาเมื่อไหร่ ผมคงจะกลับมาเขียนถึงตัวนี้อีกครั้ง ว่าเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับตอนนี้คงต้องจบแค่นี้ก่อนครับ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0656.jpg" rel="lightbox[724]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_0656-tm.jpg" width="480" height="321" alt="DSC_0656.jpg" /></a><br />
ลาก่อนครับ คุณยาย (V1, 10-30, 15.7mm, 1/500s, f/5.6, ISO 100)<br />
</center></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/12/12/724/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>[ประกาศ] iOS SDK 5 &amp; Xcode 4.2 Training</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/12/09/671/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/12/09/671/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Dec 2011 05:54:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประกาศ]]></category>
		<category><![CDATA[Computing]]></category>
		<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Software]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/12/09/671/</guid>
		<description><![CDATA[ทีมงาน Code App จัด Training สำหรับ iOS 5 SDK &#038; Xcode 4.2 ครับ จัดเต็ม 4 วัน 17, 18, 24, 25 ธันวาคม รายละเอียดดูได้จากเว็บไซต์ของ Code App ครับ พัฒนา iOS Application ด้วย iOS 5 SDK &#038; Xcode 4.2 หลังจากนี้จะมี Training ระดับ intermediate และ advanced แบบเจาะเฉพาะเรื่องมาเรื่อยๆ ครับ เช่น Data Persistent &#038; Core Data, Web Services, Core Image, Social Network [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทีมงาน Code App จัด Training สำหรับ iOS 5 SDK &#038; Xcode 4.2 ครับ จัดเต็ม 4 วัน 17, 18, 24, 25 ธันวาคม รายละเอียดดูได้จากเว็บไซต์ของ Code App ครับ</p>
<p><a href="http://www.code-app.com/content/พัฒนา-ios-application-ด้วย-ios-5-sdk-xcode-42">พัฒนา iOS Application ด้วย iOS 5 SDK &#038; Xcode 4.2</a></p>
<p>หลังจากนี้จะมี Training ระดับ intermediate และ advanced แบบเจาะเฉพาะเรื่องมาเรื่อยๆ ครับ เช่น Data Persistent &#038; Core Data, Web Services, Core Image, Social Network Applications เรื่องละ 1-2 วัน คอยติดตามนะครับ แต่สำหรับแต่ละเรื่องพวกนี้จะไม่ลงพื้นฐานแล้ว จะเจาะเข้าเรื่องเลย เพราะว่าผมไม่อยากทำ Training แบบกว้างๆ เรื่อยๆ แต่ไม่ได้อะไรแบบลงลึกเท่าไหร่</p>
<p>สำหรับคอร์สนี้ ลงทะเบียนได้ในลิงค์ข้างบนครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/12/09/671/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณยายครับ หลับให้สบายนะ</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/12/08/670/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/12/08/670/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Dec 2011 18:47:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Personal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/12/08/670/</guid>
		<description><![CDATA[6 ธันวาคม 2554 … วันที่คุณยายได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ตั้งแต่ผมเด็กๆ &#8220;คุณยาย&#8221; เป็นความทรงจำแรกๆ ที่ผมมี เพราะเป็นคนที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่อยู่กับผมมากที่สุด ….. คุณยายรักหลานคนนี้และทุกคนมาก เป็นคนเดียวในครอบครัวของผมที่ผมจำได้ ว่าไม่เคยเถียงหรือไม่เคยทะเลาะอะไรกันเลย …. เวลาทะเลาะกับใคร เวลาอยากร้องไห้แต่ไม่รู้จะร้องกับใครดี ก็มีคุณยายอยู่เสมอ … จำได้ว่าชอบกินข้าวจี่ใส่ไข่ที่คุณยายทำให้กินมาก กินที่ไหนก็ไม่เหมือนที่คุณยายทำให้กิน แต่ปีหลังๆ ไม่ได้กินแล้ว เพราะคุณยายไม่แข็งแรง ถึงผมจะเป็นหลานคนที่ตอนเด็กๆ อยู่กับยายมากกว่าคนอื่นๆ แต่พอโตขึ้นมากลับได้อยู่กับยายน้อยกว่าคนอื่นๆ เพราะไปเรียนโรงเรียนประจำ แล้วก็ไปเรียนเมืองนอก พอกลับมาก็มาทำงานไกลบ้าน แล้วก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านกลับช่องเท่าไหร่ …. ตอนนี้จะพูดอะไร จะนึกอะไรออก ก็สายไปหมดแล้ว ผมคงไม่เสียดายอะไรกับสิ่งที่ไม่ได้ทำ เพราะก็เชื่อว่าตัวเองทำดีที่สุดเท่าที่เวลาที่มีอยู่ กับทุกเรื่องทุกอย่างที่ต้องทำ จะเอื้อให้สามารถทำได้แล้ว แต่ผมเชื่ออะไรบางอย่าง ว่าถึงช่วงหลายเดือนสุดท้าย คุณยายจะป่วยหนัก เหมือนไม่รับรู้ไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว แต่ผมเชื่อว่าแกยังห่วงลูกห่วงหลานทุกคน แกทนรอจนผมกลับเข้ามาอยู่บ้านได้แล้ว น้ำแห้งแล้ว และเดินทางได้แล้ว … ทันทีที่ผมกลับเข้ามาบ้านได้ และบ้านเริ่มลงตัว คุณยายคงหมดห่วง ประกอบกับการที่คุณยายรักในหลวงมาก … อุตส่ารอให้ผ่านวันที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>6 ธันวาคม 2554 … วันที่คุณยายได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ</p>
<p>ตั้งแต่ผมเด็กๆ &#8220;คุณยาย&#8221; เป็นความทรงจำแรกๆ ที่ผมมี เพราะเป็นคนที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่อยู่กับผมมากที่สุด ….. คุณยายรักหลานคนนี้และทุกคนมาก เป็นคนเดียวในครอบครัวของผมที่ผมจำได้ ว่าไม่เคยเถียงหรือไม่เคยทะเลาะอะไรกันเลย …. เวลาทะเลาะกับใคร เวลาอยากร้องไห้แต่ไม่รู้จะร้องกับใครดี ก็มีคุณยายอยู่เสมอ … จำได้ว่าชอบกินข้าวจี่ใส่ไข่ที่คุณยายทำให้กินมาก กินที่ไหนก็ไม่เหมือนที่คุณยายทำให้กิน แต่ปีหลังๆ ไม่ได้กินแล้ว เพราะคุณยายไม่แข็งแรง</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_6090.jpg" width="480" height="319" alt="DSC_6090.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ถึงผมจะเป็นหลานคนที่ตอนเด็กๆ อยู่กับยายมากกว่าคนอื่นๆ แต่พอโตขึ้นมากลับได้อยู่กับยายน้อยกว่าคนอื่นๆ เพราะไปเรียนโรงเรียนประจำ แล้วก็ไปเรียนเมืองนอก พอกลับมาก็มาทำงานไกลบ้าน แล้วก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านกลับช่องเท่าไหร่ …. </p>
<p>ตอนนี้จะพูดอะไร จะนึกอะไรออก ก็สายไปหมดแล้ว ผมคงไม่เสียดายอะไรกับสิ่งที่ไม่ได้ทำ เพราะก็เชื่อว่าตัวเองทำดีที่สุดเท่าที่เวลาที่มีอยู่ กับทุกเรื่องทุกอย่างที่ต้องทำ จะเอื้อให้สามารถทำได้แล้ว</p>
<p>แต่ผมเชื่ออะไรบางอย่าง ว่าถึงช่วงหลายเดือนสุดท้าย คุณยายจะป่วยหนัก เหมือนไม่รับรู้ไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว แต่ผมเชื่อว่าแกยังห่วงลูกห่วงหลานทุกคน แกทนรอจนผมกลับเข้ามาอยู่บ้านได้แล้ว น้ำแห้งแล้ว และเดินทางได้แล้ว … ทันทีที่ผมกลับเข้ามาบ้านได้ และบ้านเริ่มลงตัว คุณยายคงหมดห่วง</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_5968.jpg" width="480" height="319" alt="DSC_5968.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ประกอบกับการที่คุณยายรักในหลวงมาก … อุตส่ารอให้ผ่านวันที่ 5 ธันวาคมไปเสียก่อน เพราะพอผ่านวันเฉลิมฯ ไปไม่กี่นาที คุณยายก็จากไปสงบ</p>
<p>Blog นี้ผมคงไม่เขียนอะไรมาก เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมเขียนไม่ได้ ตัวอักษรหรือข้อความอะไรพวกนี้มันแทนความรู้สึกไม่ได้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว อีกอย่างผมคงไม่สามารถเขียนอะไรทั้งน้ำตาไปมากนัก จะพิมพ์ข้อความอะไร น้ำตามันก็ไหลทุกครั้งที่ขยับมือ</p>
<p>ผมแค่อยากบอกว่า … คุณยายครับ หลับให้สบายนะครับ ไม่ต้องห่วงหลาน หลานทุกคนของคุณยายดูแลตัวเองได้</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_7517.jpg" width="480" height="319" alt="DSC_7517.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ผมอาจจะไม่ได้พาคุณยายไปเที่ยวที่คุณยายอยากไป แต่ผมเชื่อว่าคุณยายไม่ได้อยากเห็นที่เหล่านั้น เท่ากับการเห็นคนในครอบครัวรักกัน ไม่ทะเลาะกัน มีความสุข อยู่กันเป็นครอบครัว เพราะทุกที่ที่คุณยายอยากเห็น อยากไปเที่ยว วันนี้คุณยายคงได้เห็นแล้ว แต่ภาพของครอบครัวแบบนั้น และภาพของหลานๆ ทุกคนที่เล่นกัน มีความสุขด้วยกัน เหมือนตอนยังเด็กๆ ยังเป็นอะไรที่ &#8220;พวกเรา&#8221; ที่ยังอยู่ ต้องทำให้ยายได้เห็นต่อไป</p>
<p>นั่นสินะ … ผมเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป … เพราะคุณยายรักหลานทุกคนมาก แต่หลานยายทุกคนกระจัดกระจายไปอยู่คนละที่คนละทาง บางคนอยู่เมืองนอกและคงไม่กลับด้วยซ้ำ … ดังนั้นผมควรจะบอกว่า … </p>
<p>6 ธันวาคม 2554 … วันที่คุณยายได้อยู่กับหลานๆ ทุกคนพร้อมๆ กันได้ในทุกที่ ไม่ว่าหลานยายแต่ละคนจะอยู่ที่ไหน ไม่มีข้อจำกัดของเวลา ร่างกาย และสังขารมาเป็นกำแพงกั้น</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/12/DSC_5974.jpg" width="480" height="319" alt="DSC_5974.jpg" /><br />
</center></p>
<p>คุณยายเหนื่อยมาเยอะแล้วครับ หลับให้สบายนะครับ คุณยายจะไม่ต้องเหนื่อยอะไรอีกแล้ว คุณยายได้ตื่นแล้ว จากฝันที่เรียกว่า &#8220;ชีวิต&#8221;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/12/08/670/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หนีน้ำ 2554</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/11/30/662/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/11/30/662/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2011 05:35:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Personal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/11/30/662/</guid>
		<description><![CDATA[วันที่ 28 ตุลาคม 2554 วันที่ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 บ้านผมที่ตั้งอยู่ใน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นั้นเป็นพื้นที่ประสบภัย ทำให้ต้องอพยพหนีภัยมาอยู่ที่ชลบุรี และเนื่องจากรถผมดับไปตอนขับฝ่าน้ำซึ่งท่วมถนนราชพฤกษ์ค่อนข้างสูง (และรวดเร็ว ก่อนหน้านั้น 1 วันยังแห้งอยู่) ทำให้ผมไม่มีรถใช้ระหว่างหนีภัยนี้ จากระเบียงชั้นสอง ไม่กี่วันก่อนจะตัดสินใจหนีออกมา ทางเข้าหมู่บ้าน ไม่กี่วันก่อนหนีออกมา จุดนี้ความสูงพื้นที่มากกว่าตรงบ้านประมาณหนึ่งฟุต แต่มันทำให้ผมพบความจริงง่ายๆ หลายอย่างมาก กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป … และมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตผมไปแบบไม่มีวันกลับ ตั้งแต่สิ้นเดือนตุลาคมถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน … 1 เดือนนี้ เป็น 1 เดือนที่แปลกที่สุดตั้งแต่ผมกลับมาจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อเมษายนปี 2548 คือเป็น 1 เดือนที่ชีวิตผมแทบจะตัดขาดจาก &#8220;โลกภายนอก&#8221; ที่ผมเคยรู้จัก เหมือนกับสำหรับผมแล้ว โลกใบนั้นมันได้หยุดหมุนไปเสียเฉยๆ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว มันจะยังหมุนของมันไปเป็นปกติ มีชะงักบ้างเนื่องจากผลกระทบเล็กน้อยของน้ำท่วม เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ยังทำงานปกติ ถึงจะมีการเลื่อนเปิดเทอม แต่หน่วยงานต่างๆ ก็ยังทำงานปกติอยู่ ถึงจะมีการอนุญาตให้ผู้ประสบภัยและไม่สะดวกในการเดินทางสามารถหยุดได้ก็ตาม หลายแห่งในกรุงเทพฯ ซึ่งผมเคยไปทำงาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 28 ตุลาคม 2554 วันที่ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง</p>
<p>จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 บ้านผมที่ตั้งอยู่ใน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นั้นเป็นพื้นที่ประสบภัย ทำให้ต้องอพยพหนีภัยมาอยู่ที่ชลบุรี และเนื่องจากรถผมดับไปตอนขับฝ่าน้ำซึ่งท่วมถนนราชพฤกษ์ค่อนข้างสูง (และรวดเร็ว ก่อนหน้านั้น 1 วันยังแห้งอยู่) ทำให้ผมไม่มีรถใช้ระหว่างหนีภัยนี้</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/11/photo1.jpg" width="480" height="358" alt="photo1.JPG" /><br />
จากระเบียงชั้นสอง ไม่กี่วันก่อนจะตัดสินใจหนีออกมา<br />
</center><br />
<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/11/photo-2.jpg" width="480" height="358" alt="photo-2.jpg" /><br />
ทางเข้าหมู่บ้าน ไม่กี่วันก่อนหนีออกมา จุดนี้ความสูงพื้นที่มากกว่าตรงบ้านประมาณหนึ่งฟุต<br />
</center></p>
<p>แต่มันทำให้ผมพบความจริงง่ายๆ หลายอย่างมาก กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป … และมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตผมไปแบบไม่มีวันกลับ</p>
<p>ตั้งแต่สิ้นเดือนตุลาคมถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน … 1 เดือนนี้ เป็น 1 เดือนที่แปลกที่สุดตั้งแต่ผมกลับมาจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อเมษายนปี 2548 คือเป็น 1 เดือนที่ชีวิตผมแทบจะตัดขาดจาก &#8220;โลกภายนอก&#8221; ที่ผมเคยรู้จัก เหมือนกับสำหรับผมแล้ว โลกใบนั้นมันได้หยุดหมุนไปเสียเฉยๆ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว มันจะยังหมุนของมันไปเป็นปกติ มีชะงักบ้างเนื่องจากผลกระทบเล็กน้อยของน้ำท่วม เช่น </p>
<ul>
<li>มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ยังทำงานปกติ ถึงจะมีการเลื่อนเปิดเทอม แต่หน่วยงานต่างๆ ก็ยังทำงานปกติอยู่ ถึงจะมีการอนุญาตให้ผู้ประสบภัยและไม่สะดวกในการเดินทางสามารถหยุดได้ก็ตาม</li>
<li>หลายแห่งในกรุงเทพฯ ซึ่งผมเคยไปทำงาน คุยงาน ประชุม ฯลฯ ก็ยังเปิดทำการปกติ เนื่องจากไม่ค่อยจะกระทบจากน้ำท่วมเท่าไหร่
</ul>
<p>จากการที่ไม่มีรถ และถนนเส้นทางที่รู้จักในการไปที่ต่างๆ ถูกตัดขาดหลายเส้น ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป ….</p>
<p>เมื่อเช้านี้ ผมได้โพสท์ใน Facebook ของตัวเองว่า</p>
<blockquote><p>
จากการหนีน้ำครั้งนี้ ทำให้เข้าใจเรื่องง่ายๆ หลายอย่างมากขึ้น ว่าจริงๆ ชีวิตคนเรามันต้องการแค่ไหนถึงจะพอ</p>
<p>เราไม่ได้เป็นเครื่องจักรทำงาน เราไม่ต้องการการถกเถียงเอาชนะ เราไม่ต้องการระเบียบกรอบอะไรมากมาย เราไม่ต้องการดิ้นรนกระเสือกกระสนแข่งขันกับอะไรก็ตามที่เราคิดเองว่าเป็นคู่แข่ง เราไม่ได้ต้องการรางวัลทรัพย์สินเงินทองมากมายก่ายกองอะไร แม้แต่การยอมรับจากโลกกว้างก็เป็นเรื่องอุปโลก</p>
<p>อย่างๆ น้อยก็ตัวผมเอง&#8230; ที่ต้องการแค่มุมสงบๆ นั่งเขียนโปรแกรมไปเรื่อยๆ เขียนหนังสือไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็นั่งเล่นกับหมา นั่งดูทีวี นั่งเล่นเกม ว่างก็หยิบกล้องไปเดินถ่ายรูปรอบบ้าน ไม่ต้องจัดทริป ไม่ต้องตะเกียกตะกาย</p>
<p>ที่เขียนไปในหนังสือ และประวัติตัวเองเวลาส่งไปไหนว่า &#8220;ชีวิตผม คงเหลือแค่เขียนโปรแกรม สอนเขียนโปรแกรม เขียนหนังสือสอนเขียนโปรแกรม และถ่ายรูป&#8221; เป็นเรื่องจริง และหวังว่าจะเป็นจริง 100% ไม่ต้องมีเรื่องอื่นเร็วๆ นี้
</p></blockquote>
<p>คงบรรยายความรู้สึกตัวเองที่มีในขณะนี้ได้พอสมควร</p>
<p>ผมมองกลับไปยังชีวิตผมที่ผ่านมาหลายปี หลายเดือน ด้วยความไม่เข้าใจ .. ความสงบสุขในชีวิตแบบนี้ หรือ ความซับซ้อนวุ่นวายยุ่งเหยิงทั้งหลายทั้งปวง ที่โลกภายนอกกำหนดให้เราต้องเป็นคนทำ เหมือนมี checklist กำกับไว้ตลอดเวลา ว่าต้องทำอะไร ทำอะไร ทำอะไร ต่อด้วยทำอะไร กันแน่ ที่เป็นสิ่งที่มนุษย์เราต้องการ?</p>
<p>ช่วงหลังๆ ในชีวิตของผมที่บ้าน (ซึ่งเป็นที่ตั้งของ <a href="http://www.code-app.com">บ.โค้ด แอพพ์ จำกัด</a> ด้วย) นั้นค่อนข้างเรียบง่าย ผมแทบไม่ออกจากบ้านไปไหนมาไหนเท่าไหร่ ตื่นเช้ามาก็เดินไปชงกาแฟ เดินเข้าห้องทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์ นั่งเขียนหนังสือ เขียนโปรแกรม เบื่อก็หยิบกล้องไปเดินถ่ายรูปเล่นรอบบ้าน ….. มันเป็นชีวิตที่มีความสุข เทียบกับเมื่อตอนที่ต้องวิ่งไปวิ่งมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</p>
<p>ซึ่งมันก็เหมือนกับชีวิตของผมในช่วงหนีภัยน้ำท่วมนี้</p>
<p>ผมมองกลับไปยังชีวิตก่อนหน้านี้ ด้วยความไม่เข้าใจมากขึ้น กับความซับซ้อนยุ่งยากไม่รู้จักจบจักสิ้นของมัน การประชุม ระบบระเบียบ กฏเกณฑ์ รายละเอียดปลีกย่อย การแก่งแย่งชิงดี การแก่งแย่งทรัพยากร การชิงไหวชิงพริบ การหักหน้าหักตา การเล่นพรรคเล่นพวก รายการสิ่งที่ต้องทำซึ่งคนอื่นที่ไหนไม่รู้เป็นคนกำหนด ฯลฯ … นี่หรือโลกที่เราอยากให้ &#8220;ชีวิต&#8221; เราอยู่? นี่หรือรูปแบบ &#8220;ชีวิต&#8221; ที่เราต้องการ?</p>
<p>การตัดขาดจากโลกภายนอกจากที่ผมเคยรู้จัก &#8220;ในระดับหนึ่ง&#8221; แบบนี้ ทำให้เห็นอะไรดีขึ้นอีกเยอะมาก ผมคงจะปล่อยให้มันหมุนของมันไปอย่างนั้น เพราะผม &#8220;พอ&#8221; แล้ว กับความสุขจอมปลอมที่ผ่านมาหลายต่อหลายอย่างในชีวิต ที่ไม่ได้ทำให้อะไรมันดีขึ้นเลยแม้แต่อย่างเดียว ยิ่งก่อให้เกิดความยึดติด ความกลัว ความโกรธ ความรัก ความเกลียด ความ ฯลฯ อะไรทั้งหลายทั้งแหล่ มากยิ่งขึ้นทุกวัน</p>
<p>ผมก็ยังจะเขียนโปรแกรม เขียนหนังสือ สอนเขียนโปรแกรม และถ่ายรูปต่อไป ไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ผมเชื่อว่านี่คือประโยชน์ต่อโลกเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมทำได้ นอกจากการพยายามไม่เบียดเบียนมันมากกว่านี้ …. แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอก ว่าลึกๆ ในใจแล้ว ผมอยากไปอยู่ที่ซึ่งมัน &#8220;ไกล&#8221; และ &#8220;สงบ&#8221; มากกว่าทุกที่ที่ผมเคยอยู่ …….</p>
<p>ผมหลับตา นึกถึงชนบทไกลๆ …. พอจะหาซื้อหาอะไรได้จากการปั่นจักรยานไปตลาดแถวๆ บ้าน … กลับมานั่งเขียนโปรแกรม เขียนหนังสือ อาจจะเป็นหนังสือเขียนโปรแกรม หรือหนังสือภาพของชีวิตชนบทแถวบ้าน ที่ถ่ายเก็บๆ ไว้ … รายได้จากการขายหนังสือ และแอพพลิเคชั่นบน App Store คงจะทำให้ใช้ชีวิตแบบนั้นได้ไม่ลำบากมากเท่าไหร่ ไม่รู้จะเอาเงินเยอะแยะมากมาย ความสำเร็จแบบโลกภายนอกไปทำไม&#8230;&#8230;</p>
<p>ผมหลับตา เห็นตัวเองในชนบทไกลๆ ….. ปลีกวิเวกจากสังคม เข้าวัดเข้าวา คุยกับพระ อยู่กับอะไรที่เรียบๆ ง่ายๆ …. นั่นคงจะเป็น &#8220;ความสำเร็จ&#8221; อีกแบบ ที่ลึกๆ แล้วผม &#8220;อยากได้&#8221; อยู่ก็เป็นได้ ….</p>
<p>ปิดด้วยรูปลูกชายสุดที่รัก ผู้ลี้ภัยหมายเลข 1. ที่พาหนีออกมาตัวแรกเลย</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2011/11/iphonephoto1.jpg" width="480" height="319" alt="iphonephoto1.jpg" /><br />
</center></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/11/30/662/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพิ่มเติมกับบทสัมภาษณ์ผมในกรุงเทพธุรกิจ</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/10/03/657/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/10/03/657/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 Oct 2011 12:55:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Computing]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/10/03/657/</guid>
		<description><![CDATA[ขอเขียนอะไรเพิ่มเติมให้กับบทสัมภาษณ์ผมที่ลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม (วันนี้แหละ) สักนิดหน่อย Link: &#8220;รวิทัต ภู่หลำ&#8221; เผยเคล็ด สร้างซอฟต์แวร์ต้องลงมือ &#8220;ทำ&#8221; (กรุงเทพธุรกิจ) ก่อนอื่นต้องขอชมคนเขียนเลยครับ ว่าเก่งมากๆ วันนั้นนั่งคุยกันยาวมากถึง 3-4 ชั่วโมง และยังสามารถเขียนลงในพื้นที่เท่าที่เห็นในหนังสือพิมพ์อย่างได้ใจความมากๆ แต่มีประเด็นสุดท้าย ที่เกี่ยวข้องกับ Silicon Valley ที่ผมคงต้องขอขยายความเพิ่มอีกนิด ว่าทำไมผมถึงต้องพูดถึงมันในการสัมภาษณ์นั้นด้วย เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ผมขอย้อนกลับไปตอนที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ออกรายการ &#8220;แบไต๋&#8221; เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา ว่าจริงๆ แล้วในวงการพัฒนาโปรแกรมที่โตได้และยั่งยืนนั้น มันมีองค์ประกอบสำคัญด้วยกัน 4 อย่าง คือ Skill ซึ่งถ้าไม่มีแล้วมันก็ทำอะไรได้ไม่ได้ ต่อให้ฝันได้เก่งแค่ไหน เปลี่ยนมันให้เป็นความจริงไม่ได้ ก็เท่านั้น และอย่าคิดว่าไม่เห็นจำเป็นเลย แค่คิดๆ ว่าอยากได้อะไร แล้วก็ไปจ้างคนอื่นทำๆ ก็หมดเรื่อง … ถ้ากรณีแบบนี้จะเกิดเรื่องเพ็ดโด้ๆ ขึ้นมากมาย (คิดว่าต้นตอหลักๆ ของเรื่องการ์ตูนเพ็ดโด้มันมาจากไหนล่ะครับ มันเริ่มต้นมาจากคนที่อยากได้ แต่ประเมินอะไรไม่เป็นเลย ทั้งเวลา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขอเขียนอะไรเพิ่มเติมให้กับบทสัมภาษณ์ผมที่ลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม (วันนี้แหละ) สักนิดหน่อย</p>
<p>Link: <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20111003/412012/รวิทัต-ภู่หลำ-เผยเคล็ด-สร้างซอฟต์แวร์ต้องลงมือ-ทำ.html">&#8220;รวิทัต ภู่หลำ&#8221; เผยเคล็ด สร้างซอฟต์แวร์ต้องลงมือ &#8220;ทำ&#8221;</a> (กรุงเทพธุรกิจ)</p>
<p>ก่อนอื่นต้องขอชมคนเขียนเลยครับ ว่าเก่งมากๆ วันนั้นนั่งคุยกันยาวมากถึง 3-4 ชั่วโมง และยังสามารถเขียนลงในพื้นที่เท่าที่เห็นในหนังสือพิมพ์อย่างได้ใจความมากๆ</p>
<p>แต่มีประเด็นสุดท้าย ที่เกี่ยวข้องกับ Silicon Valley ที่ผมคงต้องขอขยายความเพิ่มอีกนิด ว่าทำไมผมถึงต้องพูดถึงมันในการสัมภาษณ์นั้นด้วย</p>
<p>เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ผมขอย้อนกลับไปตอนที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ออกรายการ &#8220;แบไต๋&#8221; เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา ว่าจริงๆ แล้วในวงการพัฒนาโปรแกรมที่โตได้และยั่งยืนนั้น มันมีองค์ประกอบสำคัญด้วยกัน 4 อย่าง คือ</p>
<ol>
<li>Skill ซึ่งถ้าไม่มีแล้วมันก็ทำอะไรได้ไม่ได้ ต่อให้ฝันได้เก่งแค่ไหน เปลี่ยนมันให้เป็นความจริงไม่ได้ ก็เท่านั้น และอย่าคิดว่าไม่เห็นจำเป็นเลย แค่คิดๆ ว่าอยากได้อะไร แล้วก็ไปจ้างคนอื่นทำๆ ก็หมดเรื่อง … ถ้ากรณีแบบนี้จะเกิดเรื่องเพ็ดโด้ๆ ขึ้นมากมาย (คิดว่าต้นตอหลักๆ ของเรื่องการ์ตูนเพ็ดโด้มันมาจากไหนล่ะครับ มันเริ่มต้นมาจากคนที่อยากได้ แต่ประเมินอะไรไม่เป็นเลย ทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย ความยากง่าย ฯลฯ ตัวอย่างเช่น เมื่อ 2-3 ปีก่อนเคยมีคนต้องการจะจ้างผมทำเว็บแบบเฟสบุ๊ค ในเวลา 3 เดือน และราคาแค่ครึ่งแสน มาแล้ว)
<li>Budget ยังไงเราก็ยังต้องกินอะไรบ้าง ต้องมีความเป็นอยู่ที่พออยู่ได้บ้างตามอัตภาพ ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องรวย แต่แค่ไม่ต้องจนถึงขนาดอยากจะกินมาม่ารสอื่นนอกจากรสที่มันถูกๆ ยังต้องคิด หรือไม่กล้าเดินเข้าร้านอาหารตามห้าง ทั้งๆ ที่เด็กมหาวิทยาลัยที่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่เดินเข้ากันเยอะแยะ เท่านั้นไม่พอ ค่าหนังสือ ค่า Video Screencast ดีๆ ค่าอุปกรณ์ที่จะใช้ในการทดสอบโปรแกรม ค่าการ &#8220;ขยายทีม&#8221; (สำคัญนะครับ … พูดง่ายๆ ก็เงินเดือนเพื่อนร่วมงาน)
<li>Marketing ต่อให้ทำโปรแกรมเจ๋งๆ มาเยอะแค่ไหน โปรแกรมที่คนไม่รู้จัก ก็คือโปรแกรมที่คนไม่ซื้อ ผมพูดถูกมั้ยล่ะ ดังนั้นจะให้คนรู้จักได้ยังไง การทำ Marketing เป็นเรื่องสำคัญ และจริงๆ แล้วมันก็เกี่ยวข้องกับเรื่อง Budget ด้วยน่ะแหละ ตอนนี้บอกตรงๆ ว่าผมยังว่าจะต้องจ้างทำการตลาดให้กับ App บางตัวของผมบ้างแล้วเลย สิ่งนี้จะส่งผลโดยตรงกับเรื่อง Budget ด้วย
<li>Community (และ Environment) เรื่องนี้ &#8220;สำคัญที่สุด&#8221; ในบรรดาทั้ง 4 เรื่อง ในการจะทำอะไร &#8220;สภาพแวดล้อม&#8221; ที่เอื้ออำนวยในการทำสิ่งนั้นๆ เป็นเรื่องสำคัญมาก ตัวอย่างเช่น พวกลูกหมอ หรือเด็กที่เกิดและโตในโรงพยาบาล จะมีความต้องการเป็นหมอเฉลี่ยแล้วมากกว่าเด็กอื่นๆ เป็นต้น อันนี้ผมพูดได้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ว่าสภาพแวดล้อมที่มีการสร้างนวัตกรรมตลอดเวลา เป็น Open &#038; Friendly competition คือ แต่ละคนบอกกันตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่แต่ละคนทำ มันเสริมกัน มันคล้ายกัน มันต่างกัน อะไรใช้ด้วยกันได้ อะไรที่เปิด source ให้ช่วยกันพัฒนา อะไรที่ ฯลฯ และเมื่อต่างคนต่างทำได้ ต่างคนต่างเรียนรู้ ก็นัดกันมาทำ Conference ปล่อยของ และสร้าง Partnership ใหม่ ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ผม &#8220;คุ้นเคยมาก ที่ญี่ปุ่น&#8221; และเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยจะเห็นเท่าไหร่เลย ในบ้านเรา
</ol>
<p>Link: <a href="http://www.youtube.com/watch?v=E4HlbWf_jns&#038;feature=player_profilepage#t=4051s">คลิปรายการแบไต๋</a> ผมออกตั้งแต่นาทีที่ 1:08:00​ โดยประมาณ เป็นต้นไป</p>
<p>บ้านเราสนใจแต่เรื่อง Skill ของคนเป็นหลัก &#8220;มากเกินไป&#8221; คิดว่าคนเก่ง จะอยู่ได้ สร้างสรรค์งานได้ แต่ไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่เอื้ออำนวยเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสุดท้าย คือเรื่อง Environment และ Community ซึ่งเมื่อผมพูดถึงคำว่า Community นี่ผมไม่ได้หมายถึง การที่เราแค่รู้จักกัน หรือมีรายชื่อ และมีการพบปะกันนานๆ ครั้ง หรือเกาะกันแบบหลวมๆ แบบบ้านเรา และปกติก็ต่างคนต่างอยู่กันอยู่ดี แต่ผมกำลังพูดถึง Virtual Learning Organization ของคนที่ทำงานด้านเดียวกัน ใน Environment ที่เอื้อการสร้างสรรค์ แบบ Open &#038; Friendly.</p>
<p>ผมพูดถึง Silicon Valley เพราะมันเป็นตัวอย่างในการมีสิ่งเหล่านี้ครบ ตั้งใจพูดถึงปัจจัยอีก 3 ตัว (เรื่อง Budget จะเป็นเรื่องของ Venture Capital) ว่าบ้านเราขาดอะไรไปบ้าง และคงเป็นความฝันของคนทำงานด้านนี้ ที่จะไปสัมผัส Community &#038; Environment ที่นั่นสักครั้ง …​ เหมือนกับคนทำงานด้านแฟชั่น คงจะไม่ได้อะไร หากจะเป็นแต่คนเก่งอยู่ใน &#8220;กรุงเทพเมืองแฟชั่น&#8221; (ตั้งใจประชด) แต่ไม่เคยสัมผัสงานในมิลานเลยสักครั้ง อะไรทำนองนี้แหละครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/10/03/657/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

