<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>rawitat.com &#124; Rawitat Pulam</title>
	<atom:link href="http://www.rawitat.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rawitat.com</link>
	<description>Simplicity within Complexity, and Vice-Versa</description>
	<lastBuildDate>Sun, 15 Apr 2012 20:00:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.4</generator>
		<item>
		<title>Nikon V1 + FT-1: &#8220;นี่มันโคตร Telephoto!&#8221;</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2012/04/16/789/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2012/04/16/789/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Apr 2012 19:56:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[งานอดิเรก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2012/04/16/789/</guid>
		<description><![CDATA[เคยเขียน สองวันกับ Nikon V1 ไปเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นเขียนไปกับการใช้งานเลนส์ที่ติดมา 2 ตัว ในฐานะ &#8220;กล้องเซ็นเซอร์เล็ก ที่บังเอิญเซ็นเซอร์ใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย และเปลี่ยนเลนส์ได้&#8221; ไม่ใช่ &#8220;กล้องคอมแพคเซ็นเซอร์ใหญ่&#8221; เหมือนที่ใครๆ ปรารถนาให้มันเป็น วันนี้เกมมันเปลี่ยนไปเป็นอีกเกมนึงเลยครับ และทำให้ผมเข้าใจ Nikon มากขึ้นเยอะ ก็เพราะเจ้า FT-1 Adapter เนี่ยแหละ ที่ทำให้ผมสามารถจะมีเลนส์ซุปเปอร์เทเลโฟโต้ระดับ 800mm ได้ในขนาดและราคาที่เอื้อมถึงได้ .. ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะว่าเจ้า FT-1 นี่จะทำให้เราใช้เลนส์ F-Mount ปกติกับระบบ Nikon 1 ได้ … ทีนี้ถามว่า แล้วมันไม่ใหญ่ไปหรือ Nikon V1, FT-1 Adapter, 70-300 f/4.5-5.6 VR ก็บอกตามตรงว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าเลนส์ระดับ 70-300 VR เป็นเลนส์ที่ใหญ่และหนัก ทั้งๆ ที่ปกติไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย เนื่องจากปกติจะใช้กับ D3s [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เคยเขียน <a href="http://www.rawitat.com/2011/12/12/724/">สองวันกับ Nikon V1</a> ไปเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นเขียนไปกับการใช้งานเลนส์ที่ติดมา 2 ตัว ในฐานะ &#8220;กล้องเซ็นเซอร์เล็ก ที่บังเอิญเซ็นเซอร์ใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย และเปลี่ยนเลนส์ได้&#8221; ไม่ใช่ &#8220;กล้องคอมแพคเซ็นเซอร์ใหญ่&#8221; เหมือนที่ใครๆ ปรารถนาให้มันเป็น</p>
<p>วันนี้เกมมันเปลี่ยนไปเป็นอีกเกมนึงเลยครับ และทำให้ผมเข้าใจ Nikon มากขึ้นเยอะ ก็เพราะเจ้า FT-1 Adapter เนี่ยแหละ ที่ทำให้ผมสามารถจะมีเลนส์ซุปเปอร์เทเลโฟโต้ระดับ 800mm ได้ในขนาดและราคาที่เอื้อมถึงได้ .. ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะว่าเจ้า FT-1 นี่จะทำให้เราใช้เลนส์ F-Mount ปกติกับระบบ Nikon 1 ได้ … ทีนี้ถามว่า แล้วมันไม่ใหญ่ไปหรือ</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/IMG_1617.jpg" rel="lightbox[789]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/IMG_1617-tm.jpg" width="540" height="405" alt="IMG_1617.jpg" /></a><br />
Nikon V1, FT-1 Adapter, 70-300 f/4.5-5.6 VR<br />
</center></p>
<p>ก็บอกตามตรงว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าเลนส์ระดับ 70-300 VR เป็นเลนส์ที่ใหญ่และหนัก ทั้งๆ ที่ปกติไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย เนื่องจากปกติจะใช้กับ D3s ซึ่งมีบอดี้ที่ใหญ่และหนักกว่าตัวเลนส์ ทำให้ไม่รู้สึกอะไร (และใช้กับเลนส์ที่หนักกว่านั้นซะเคยตัว) … แต่ว่าพอเอา 70-300 ตัวนี้มาใช้กับ V1 นี่รู้สึกได้เลยว่า &#8220;บอดี้มันไม่มีน้ำหนักอะไรเลย&#8221; … และที่แย่กว่านั้นเล็กน้อย ก็คือตัว 70-300 เองก็ดัน &#8220;เบาไป&#8221; (หนักไม่พอ) ที่จะทำให้ถือได้แบบมั่นๆ นิ่งๆ เท่าไหร่ ก็โชคดีที่มี VR มาช่วยเอาไว้ ไม่งั้นเน่าได้เหมือนกัน</p>
<p>แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชื่อหัวเรื่องล่ะนี่? … ไม่ยากครับ เพราะ Nikon 1 เป็นระบบที่ใช้ crop factor 2.7x ดังนั้นทางยาวโฟกัสก็จะคูณไปเท่านั้น ทำให้ 300mm กลายเป็นเลนส์ 810mm ซึ่งมันคือระดับ &#8220;โคตรเทเลโฟโต้&#8221; ตัวละหลายแสน หนักหลายกิโล ขนาดเป็นบาซูก้า … แต่นี่มันอะไรกัน โคตรเทเลโฟโต้ในราคาที่เอื้อมแตะได้เลยนะนั่น .. แล้วมันทำอะไรได้บ้างล่ะ</p>
<p>ลองดูตัวอย่างแรกนะครับ รูปแรกเพื่อเป็นการเปรียบเทียบ จะเป็นรูปที่ผมถ่ายจาก iPhone 4s ซึ่งมีทางยาวโฟกัสเทียบเท่าที่ประมาณ 35mm ซึ่งเป็นระยะ wide-normal ไม่ได้กว้างมากขนาดที่จะเตะอะไรออกไปให้ดูไกลขึ้น (กล้อง iPhone 4s จะแคบกว่า iPhone 4 ซึ่งอันนัั้นจะประมาณ 28mm ถ้าผมจำไม่ผิด) โดยอยากให้ลองสังเกตดูตรงที่ผมวงไว้นะครับ (กดเพื่อดูรูปใหญ่ได้ จะได้เห็นง่ายๆ หน่อย)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/IMG_16721.jpg" rel="lightbox[789]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/IMG_1672-tm.jpg" width="540" height="405" alt="IMG_1672.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>ทีนี้ …​ ลองมาดูอานุภาพของ &#8220;810mm f/5.6&#8243; (เทียบเท่า จริงๆ แล้วคือ 300mm x 2.7 f/5.6) กันบ้างนะครับ ว่าจะเป็นยังไง … จากจุดเมื่อกี้น่ะแหละครับ มันกลายเป็นรูปนี้<br />
<center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/DSC_4053.jpg" rel="lightbox[789]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/DSC_4053-tm.jpg" width="540" height="361" alt="DSC_4053.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>ต้องบอกว่า &#8220;นี่มัน!!!!!&#8221; ได้เท่านั้นครับ … มันทำให้ผมรู้สึกว่า Nikon 1 เป็น &#8220;ระบบ&#8221; ที่น่าใช้ขึ้นมาอีกเยอะ เพราะมันเพิ่มโอกาสได้ภาพแบบมหาศาล กับภาพที่ปกติเราจะไม่มีโอกาสได้เลย (นอกจากจะใช้ Superzoom Bridge Camera หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า DSLR-Like อะไรแบบนั้น .. ซึ่งก็จะยิ่งได้เซ็นเซอร์เล็กจัดไปอีก เลนส์ก็คุณภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่อีก) … และยังไม่นับกับการใช้กับ Primes ตัวอื่นๆ เช่น 50/1.8 ซึ่งทำให้กลายเป็น 135 f/1.8 นะครับ (แต่เนื่องจาก sensor มันเล็ก มันจะได้ DoF เท่ากับเลนส์ 135 เปิดประมาณ f/4 บน Full Frame นะ)</p>
<p>เพื่อความชัดเจน เอาไปอีกคู่นะครับ รูปแรกถ่ายด้วย iPhone 4s เหมือนเดิม โดยให้สังเกตคนที่ทำหน้าที่หยิบดอกไม้นะครับ (เนื่องจากเป็นวัด ไม่ได้ซื้อ ดังนั้นจึงไม่เรียกแม่ค้า)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/IMG_1671.jpg" rel="lightbox[789]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/IMG_1671-tm.jpg" width="540" height="405" alt="IMG_1671.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>เมื่อใช้กับ &#8220;810mm f/5.6&#8243; ตัวนี้ ก็จะได้ภาพต่อไปนี้ครับ<br />
<center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/DSC_4047.jpg" rel="lightbox[789]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/DSC_4047-tm.jpg" width="540" height="361" alt="DSC_4047.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>ประเด็นอื่นๆ นอกจากนั้นก็คือ โฟกัส ผมพบว่าความเร็วในการโฟกัสไม่ใช่ปัญหาเลย โฟกัสได้เร็วมาก แต่จะมีปัญหาว่ามันมีอาการ Focus Hunting พอสมควร ซึ่งปกติแล้วไม่เคยเจอเลนส์ตัวนี้เป็นบน FX เลย ซึ่งตอนนี้ผมกำลังพยายามเรียนรู้นิสัยมันอยู่ว่ามันจะ Hunt ในกรณีไหนบ้าง แล้วจะแก้ปัญหาหรือมี workaround อย่างไรได้บ้าง … ส่วนเมื่อผมลองเอามาใช้กับ Continuous Mode นี่สนุกมากเลยทีเดียวครับ เพราะมันทำให้มีโอกาสได้ภาพมากขึ้นอีกเยอะมากเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2012/04/16/789/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทดสอบ Dynamic Range ของ Fuji X-Pro1 JPEG</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2012/04/16/774/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2012/04/16/774/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Apr 2012 19:06:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[งานอดิเรก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2012/04/16/774/</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งก่อนเคย ทดสอบ Dynamic Range กับ X100 JPEG ไปแล้ว และก็เคยลองเล่นๆ ขำๆ กับไฟล์ JPEG จาก Nikon V1 ใน สองวันกับ Nikon V1 รีวิว .. ช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้เพิ่งจะมีโอกาสเอา Fujifilm X-Pro1 ไปทดสอบภาคสนามจริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรก (หลังจากถ่ายเล่นๆ รอบๆ บ้านมาพักหนึ่ง) … ยังไม่เขียนรีวิวนะ แต่ตอนนี้เห็น DR ของ JPEG มันแล้ว​ &#8220;ว้าว&#8221; จนทำใจไม่เขียนเฉพาะเรื่องนี้แบบลัดคิวไม่ได้ เริ่มก่อนเลยก็แล้วกัน นี่ JPEG ดิบๆ จากกล้อง ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษทั้งสิ้น (กดดูรูปใหญ่ขึ้นได้นะ) X-Pro1, 18/2, 1/60s, f/5.6, ISO 200, Film Mode: Velvia [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ครั้งก่อนเคย <a href="http://www.rawitat.com/2011/07/04/638/">ทดสอบ Dynamic Range กับ X100 JPEG</a> ไปแล้ว และก็เคยลองเล่นๆ ขำๆ กับไฟล์ JPEG จาก Nikon V1 ใน <a href="http://www.rawitat.com/2011/12/12/724/">สองวันกับ Nikon V1</a> รีวิว .. ช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้เพิ่งจะมีโอกาสเอา Fujifilm X-Pro1 ไปทดสอบภาคสนามจริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรก (หลังจากถ่ายเล่นๆ รอบๆ บ้านมาพักหนึ่ง) … ยังไม่เขียนรีวิวนะ แต่ตอนนี้เห็น DR ของ JPEG มันแล้ว​ &#8220;ว้าว&#8221; จนทำใจไม่เขียนเฉพาะเรื่องนี้แบบลัดคิวไม่ได้</p>
<p>เริ่มก่อนเลยก็แล้วกัน นี่ JPEG ดิบๆ จากกล้อง ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษทั้งสิ้น (กดดูรูปใหญ่ขึ้นได้นะ)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/DSCF75351.jpg" rel="lightbox[774]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/DSCF7535-tm.jpg" width="540" height="360" alt="DSCF7535.jpg" /></a><br />
X-Pro1, 18/2, 1/60s, f/5.6, ISO 200, Film Mode: Velvia<br />
</center></p>
<p>ไม่ต้องพูดพร่ามทำเพลงมาก เปิด Lightroom 4 อาวุธคู่ใจคนถ่ายรูปหลายคน ปรับแบบไม่คิดอะไรเลย ตบ Highlight ดึง Shadow … เอาแบบสุดๆ ไปเลยทั้งคู่ แค่นี้จริงๆ สาบานได้ (สิ้นคิดที่สุด)</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/lr_dr_adj.png" width="232" height="232" alt="lr_dr_adj.png" /><br />
</center></p>
<p>จากนั้นดูผลลัพธ์ … แม่จ้าว แทบจะกรี๊ดสลบ เดี๋ยวนี้ JPEG มันเก็บข้อมูลในไฟล์แบบเหลือเฟือเหลือใช้ขนาดนี้ นี่ขนาดผมถ่ายแค่ JPEG Normal นะ ไม่ใช่ JPEG Fine (ซึ่งไฟล์ใหญ่กว่า มีข้อมูลมากกว่า บีบอัดน้อยกว่า)</p>
<p><center><br />
<a href="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/DSCF7535-2.jpg" rel="lightbox[774]"><img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/04/DSCF7535-2-tm.jpg" width="540" height="360" alt="DSCF7535-2.jpg" /></a><br />
</center></p>
<p>ภาพที่ได้นี่มันอารมณ์ทำ HDR กลายๆ เลยนะเนี่ย  (ถึงมันจะมีขอบม่วงชัดเจนมากตรงหลังคาก็เถอะ) มีข้อมูลเก็บไว้ให้เล่นเยอะขนาดนี้ … เหตุผลที่จะถ่าย RAW ก็น้อยลงไปอีกข้อนึงล่ะนะ … จริงๆ แล้วตอนนี้ถ้าไม่นับเรื่อง White Balance กับ Simulate Multiple Exposure นี่ก็ไม่รู้จะถ่าย RAW ไปทำอะไรแล้ว (สำหรับผมนะ เหตุผลของท่านก็เป็นเหตุผลของท่านครับ ผมเคารพเหตุผลที่คนอื่นถ่าย RAW เสมอ)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2012/04/16/774/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จากอดีต สู่อนาคต (ไม่ใช่แบบที่คิดนะ&#8230;)</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2012/03/28/763/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2012/03/28/763/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Mar 2012 03:33:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2012/03/28/763/</guid>
		<description><![CDATA[มนุษย์เรา จะมองเห็นแต่อดีตโดยธรรมชาติ เพราะเรามองเห็นแต่แสงที่สะท้อนออกจากวัตถุเท่านั้น แสงก็ต้องการการเดินทางเหมือนทุกอย่าง กว่าจะสะท้อนเข้าตาเรา กว่าสมองจะประมวลผล มันอาจจะเป็นเวลาที่รวดเร็วเหลือเกินในการรับรู้ถึงกาลเวลาของเรา แต่มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่นานมากในช่วงเวลาของอนุภาคเล็กๆ บนท้องฟ้าที่ชวนฝันตอนกลางคืน เราเห็นดาวสวยงามมากมาย แต่ที่จริงแล้วดาวเหล่านั้นหลายดวงก็ดับแสงลงไปนานมากแล้ว เพียงแต่แสงสุดท้ายของมันยังเดินทางมาไม่ถึงเราเท่านั้น เราจึงเห็นแต่อดีตอันจรัสแสงของพวกมันอยู่แบบนี้ หาใช่ปัจจุบันของพวกมันไม่ แล้วอนาคตล่ะ? หลายคนบอกว่าอนาคตต้องใช้ใจมอง ต้องจินตนาการ แต่เราจินตนาการยังไงล่ะ? โดยปกติแล้วจากการทำงานของสมองคนเรา จะจดจำทุกสิ่งทุกอย่างไว้โดยไม่มีใครเข้าใจว่าสมองจำอย่างไร สมองมีระบบฐานข้อมูล การ Indexing การทำ Memcache การ Query การทำ Hashing การ Search การ Sort อย่างไร เรารู้แต่ว่าสมองส่วนหนึ่งจะทำงานเหล่านี้เองอย่างอัตโนมัติเมื่อมันอยากจะทำ (เราสั่งมันไม่ค่อยได้ด้วยนะ) … จากนั้นสมองอีกส่วนหนึ่งก็ค่อยเอาสิ่งที่ได้คืนมาเนี่ยแหละ มาผสมผสาน เรียบเรียง ออกมาใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ ไม่เคยมีมาก่อนก็เป็นได้ แต่ลองคิดดีๆ จะพบความน่ากลัวง่ายๆ อยู่อย่างหนึ่ง ว่าแม้แต่จินตนาการไปยังอนาคตที่ไม่เคยไป ก็ยังหนีเงาของอดีตไม่เคยพ้น ก็ยังเป็นการผสมผสานกันของภาพอดีต ที่สมองส่วนหนึ่งโยนขึ้นมาให้โดยไม่รู้ว่ามันจะโยนอะไรขึ้นมา ลองดูภาพนี้จากการนำเสนอในงาน ThinkCamp ครั้งล่าสุดของผม ความทุกข์ของคนเรา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มนุษย์เรา จะมองเห็นแต่อดีตโดยธรรมชาติ</p>
<p>เพราะเรามองเห็นแต่แสงที่สะท้อนออกจากวัตถุเท่านั้น แสงก็ต้องการการเดินทางเหมือนทุกอย่าง กว่าจะสะท้อนเข้าตาเรา กว่าสมองจะประมวลผล มันอาจจะเป็นเวลาที่รวดเร็วเหลือเกินในการรับรู้ถึงกาลเวลาของเรา แต่มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่นานมากในช่วงเวลาของอนุภาคเล็กๆ</p>
<p>บนท้องฟ้าที่ชวนฝันตอนกลางคืน เราเห็นดาวสวยงามมากมาย แต่ที่จริงแล้วดาวเหล่านั้นหลายดวงก็ดับแสงลงไปนานมากแล้ว เพียงแต่แสงสุดท้ายของมันยังเดินทางมาไม่ถึงเราเท่านั้น เราจึงเห็นแต่อดีตอันจรัสแสงของพวกมันอยู่แบบนี้ หาใช่ปัจจุบันของพวกมันไม่</p>
<p>แล้วอนาคตล่ะ?</p>
<p>หลายคนบอกว่าอนาคตต้องใช้ใจมอง ต้องจินตนาการ แต่เราจินตนาการยังไงล่ะ?</p>
<p>โดยปกติแล้วจากการทำงานของสมองคนเรา จะจดจำทุกสิ่งทุกอย่างไว้โดยไม่มีใครเข้าใจว่าสมองจำอย่างไร สมองมีระบบฐานข้อมูล การ Indexing การทำ Memcache การ Query การทำ Hashing การ Search การ Sort อย่างไร เรารู้แต่ว่าสมองส่วนหนึ่งจะทำงานเหล่านี้เองอย่างอัตโนมัติเมื่อมันอยากจะทำ (เราสั่งมันไม่ค่อยได้ด้วยนะ) … จากนั้นสมองอีกส่วนหนึ่งก็ค่อยเอาสิ่งที่ได้คืนมาเนี่ยแหละ มาผสมผสาน เรียบเรียง ออกมาใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ ไม่เคยมีมาก่อนก็เป็นได้</p>
<p>แต่ลองคิดดีๆ จะพบความน่ากลัวง่ายๆ อยู่อย่างหนึ่ง ว่าแม้แต่จินตนาการไปยังอนาคตที่ไม่เคยไป ก็ยังหนีเงาของอดีตไม่เคยพ้น ก็ยังเป็นการผสมผสานกันของภาพอดีต ที่สมองส่วนหนึ่งโยนขึ้นมาให้โดยไม่รู้ว่ามันจะโยนอะไรขึ้นมา</p>
<p>ลองดูภาพนี้จากการนำเสนอในงาน ThinkCamp ครั้งล่าสุดของผม</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/03/ThinkCamp.004.jpg" width="520" height="390" alt="ThinkCamp.004.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ความทุกข์ของคนเรา มันมีอยู่แค่นี้แหละครับ: <b>อดีต</b> และ <b>อนาคต</b> ส่วนปัจจุบันคือความว่างเปล่าทั้งสิ้น</p>
<p>อดีต เราทุกข์กับความเสียใจ ความเสียดาย ความผิดหวัง ความผิดพลาด ฯลฯ ส่วนอนาคตที่เป็นเงาของอดีตผสมผสานกันนั้น เราจะทุกข์กับอะไรล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ &#8220;กลัวเงาอดีต&#8221; ที่มันตามหลอกตามหลอน กลัวที่จะเป็นอย่างที่อดีตเป็น กลัวที่ความเสียใจ ความเสียดาย ความผิดหวัง ความผิดพลาด ฯลฯ เหล่านั้นมันจะเกิดขึ้นซ้ำกับเราอีก</p>
<p>แล้วจะทำอย่างไรดีกับอนาคต?</p>
<p>มันมีคำคมๆ อยู่เยอะแยะมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผมคงไม่พูดถึงพวกมันมากนัก เพราะคำคมส่วนมากจะมีไว้ให้โลกสวย มีไว้สนองนี้ดทางความคิด ที่รู้แล้วต้องบอกว่า &#8220;แล้วไง&#8221; ซะมากกว่า …. ยกเว้นไว้อันหนึ่ง …</p>
<blockquote><p>
&#8220;Don&#8217;t worry about what anybody else is going to do… The best way to predict the future is to invent it.<br />
&#8211; Alan Kay
</p></blockquote>
<p>อนาคต ฝันถึงไม่ได้หรอกครับ เพราะมันจะเป็นเพียงแค่เงาอดีต ผสมผสานกับความอยาก ความกลัว ฯลฯ ในใจเราเท่านั้นเอง</p>
<p>อย่าคิดว่าอยากได้ประเทศไทยแบบไหน อย่าคิดว่าอยากได้ตัวเองแบบไหน อย่าคิดว่าชีวิตแต่งงานจะเป็นยังไง อยู่ด้วยกันแล้วจะเป็นยังไง ฯลฯ เพราะเราจะโดนหลอกหลอนด้วยความอยาก ผสมผสานมันไปกับความกลัว อยากเป็นอย่างคนอื่น กลัวไม่เป็นอย่างคนอื่น กลัวสิ่งที่เคยเกิดขึ้นที่อื่นเกิดกับเรา กลัวสิ่งที่เคยเกิดกับเราเกิดซ้ำอีก ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ล่ะ ถ้ามันเกิดอะไรแบบนี้ล่ะ ฯลฯ</p>
<p>จากที่ผมเห็นและเจอมา … อนาคตที่เกิดจากเงาหลอนของอดีต มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราวาดมันด้วยความกลัวจากอดีต จากความอยากในอดีต (ไม่ว่าจะอดีตของเราหรือของคนอื่น) เท่านั้น</p>
<p>ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่สุด (ผมเอาตัวอย่างนี้มาจากละครเรื่อง 365 วันแห่งรัก): เรากลัวจะถูกทิ้ง เรากลัวว่าอีกคนจะรำคาญเรา …. จนกระทั่งเราทำอะไรลงไปรู้มั้ย เรากลัวเค้ารำคาญ เลยไม่คุยอะไรกับเค้าเลยสักนิด แต่เมื่อเห็นเค้าไม่สนใจอะไรเราแค่เพียงบางอย่าง เราก็จะถามทันทีว่าไม่รักเราแล้วเหรอ ไม่สนใจเราแล้วใช่มั้ย … ลองคิดดูขำๆ นะครับ จะกลายเป็นว่าเรื่องเดียวที่คุยกันคือ ถามว่าไม่รักแล้วใช่มั้ย ไม่สนใจแล้วใช่มั้ย ทำอะไรก็นอยหมด … สุดท้ายก็เกิดรำคาญขึ้นจริง และก็เลิกกันจริง …. กลายเป็นการสนองสมมติฐานเบื้องลึกในใจเรา ว่า &#8220;เห็นมั้ย ว่าแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้&#8221; และกลายเป็นอดีตเพื่อหลอกหลอนอนาคตต่อไป</p>
<p>เรากลัวแต่เราจะไม่เจริญ จนเราไม่เจริญ เราเอาแต่กลัวว่าเราจะไม่เก่ง ทำอะไรไม่เป็น จะตกงาน จนกระทั่งเราไม่เก่ง ทำอะไรไม่เป็น และตกงาน เรากลัวเหงา เรากลัวต้องอยู่คนเดียว เรากลัวผิดหวังในความรัก จนเราเลือก เลือก เลือก และกลัว กลัว กลัว จนเราต้องอยู่คนเดียวจริงๆ ฯลฯ ก็เป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ได้ทั้งนั้นถ้าอยากจะหยิบยกมา</p>
<p>กลับมามองที่โลกกลมๆ แป้นๆ ใบนี้สักนิด … กับคำถามที่ผมใช้บ่อยที่สุด</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/03/ThinkCamp.006.jpg" width="520" height="390" alt="ThinkCamp.006.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ใครคิดใครฝัน ว่าโลกมันจะมาเป็นแบบนี้กันบ้าง? ผมเชื่อว่าคนนับร้อยนับพัน ที่ช่วยกันเปลี่ยนช่วยกันหมุนมันจนมาเป็นแบบที่เราอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้คิดไม่ได้มี Master Plan อะไรมากมายเลย ว่าโลกมันจะมาเป็นแบบนี้ … แต่ผมเชื่อว่าคนเหล่านั้น &#8220;ทำ&#8221; โดยไม่ได้คิดว่าอนาคตมันจะเป็นอย่างไรมากมาย</p>
<p>มันมีเส้นทางมากมายในการไปข้างหน้า แต่ถ้าจะมัวแต่นั่งคิดนั่งแพลนว่าจะไปไหน ไปแล้วทำอะไรอย่างไร แล้วจะให้ได้ตามนั้น โดยที่ไม่เคยก้าวขาออกไปสักที ก็จะไม่ได้ไปไหนเลยแม้แต่ที่เดียว</p>
<p>ในบางเซนส์ การแค่ตั้งเป้าคร่าวๆ ว่าจะไปไหน แล้วก้มหน้าเดินมันไปทีละก้าว ทีละก้าว นานๆ ทีก็เหลือบมองเป้าสักที มันยังพาเราไปไหนสักที่หนึ่ง ซึ่งสุดท้ายอาจจะลงเอยในที่ๆ เราไม่ได้คิดไม่ได้ฝันไม่ได้อยากจะไปในตอนแรก แต่เราอยากอยู่กับมัน ระหว่างการเดินทางในเส้นทางชีวิตของเราก็ได้ … แต่เราจะไม่มีวันพบมัน ถ้าเราไม่เดินสักที</p>
<p>ผมชอบสุภาษิตจีนโบราณนะ ที่ว่าการเดินทางไกลแสนลี้ มันเริ่มจากก้าวเพียงก้าวเดียว … แต่ผมจะต่อให้มันครบสมบูรณ์ขึ้นก็แล้วกัน ว่า<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/03/ThinkCamp.007.jpg" width="520" height="390" alt="ThinkCamp.007.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ครับ มันไม่มีทางเลือกอื่น นอกจาก &#8220;เดินซะที&#8221; และ &#8220;ไปทีละก้าว&#8221; …. ใครจะไปรู้ เราอาจพบทางแยกในก้าวที่พัน เราพบสวรรค์ในก้าวที่หมื่น โดยไม่ต้องไปถึงแสนถึงล้านก็เป็นได้</p>
<p><b>
<p>สรุปปิดท้ายครับ: วิธีหลุดพ้นจากความกลัว จากเงาของอดีตที่ ก็คือ ตัดสินใจกับปัจจุบันเสียที ก้าวเดินซะ แล้วเดินไปข้างหน้าทีละก้าว อย่ารอให้อนาคตที่เรากลัวมาถึง แต่เดินไปหาอนาคตที่เราสร้าง (ไม่ใช่แค่อยากได้) ทีละก้าวเอง</p>
<p></b></p>
<p><b>[update 01/04/2555]:</b> วันนี้ไปโพสท์อะไรลง facebook นิดหน่อย คิดว่าเกี่ยวๆ กันนิดหน่อย ก็เลยขอ update ตรงนี้ด้วย</p>
<blockquote><p>
ความฝันบางอย่าง มันไม่มีวันเป็นจริง<br />
แผลเป็นในใจบางอย่าง มันก็ไม่มีวันเยียวยา<br />
ต่อให้เวลาผ่านไปเท่าไหร่ ก็เท่านั้น<br />
ตราบใดก็ตามที่เรายังเอาฝันมาสร้างเป็นมีด<br />
เพื่อไปกรีดรอยแผลเป็นตัวเอง
</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2012/03/28/763/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วย &#8220;ข้อสอบ O-NET&#8221;</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2012/03/02/755/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2012/03/02/755/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Mar 2012 12:15:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2012/03/02/755/</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ของปีทีไร จะมีเรื่องเฮฮาที่ทำให้จิตตกอยู่ทุกปี ก็คือเรื่องของ &#8220;ข้อสอบ O-NET&#8221; ซึ่งแต่ละปีจะมีโจทย์ ตัวเลือก และเฉลย ที่โคตรจะปวดตับ ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบเรื่องนักกีฬาทีมชาติ (ที่ใส่ชื่อจริง นามสกุลจริง ในข้อสอบ) ที่ให้เจ้าตัวมาทำเองก็ไม่ได้คะแนน เพราะเลือกไม่ตรงกับเฉลย (ซึ่งเป็นคนอื่น) ข้อสอบที่มันถูกหมดทุกข้อ แล้วไม่รู้จะตอบข้อไหน หรือข้อสอบที่ถ้าตอบตามความจริงแล้วมันไม่มีทางได้คะแนนชัวร์ๆ แต่ถ้าตอบแบบสร้างภาพการเป็นคนดีตามอุดมคติของใครบางคน (แถวบ้านเรียก &#8220;ตอแหล&#8221;) แล้วอาจได้คะแนน ฯลฯ ผมนั่งสงสารเด็ก และสมเพชข้อสอบอยู่ทุกปี บางครั้งคิดด้วยซ้ำไปว่า &#8220;ไอ้เด็กที่มันได้คะแนนสูงๆ นี่มันเป็นคนแบบไหน?&#8221; จนวันหนึ่งผมมานั่งคิดๆ ดู แล้วก็พบกับความจริงอันน่าเศร้าใจข้อเล็กๆ ข้อสอบ แท้จริงแล้วมันคืออะไร? มันก็เป็นแค่ &#8220;เครื่องมือวัด&#8221; เหมือนกับไม้บรรทัด ที่ไม่ได้บอกเลยด้วยซ้ำว่าใครเก่งไม่เก่ง ใครโง่ใครฉลาด ใครดีใครเลว … มันบอกแค่ว่า &#8220;ใครเหมาะกับระบบที่สุด&#8221; ระบบเป็นเช่นไร ก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะออกข้อสอบแบบนั้นเพื่อคัดคนที่เหมาะสมกับระบบที่สุด เข้าไปหล่อเลี้ยงรักษาระบบให้คงอยู่ไปเรื่อยๆ ….​ (ลองนั่งนึกภาพหนังเรื่อง The Matrix ผ่านตาสักรอบนะ) ถ้าระบบนั้นๆ เป็นระบบของผู้สร้าง ข้อสอบย่อมวัดการสร้าง ถ้าระบบนั้นๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ของปีทีไร จะมีเรื่องเฮฮาที่ทำให้จิตตกอยู่ทุกปี ก็คือเรื่องของ &#8220;ข้อสอบ O-NET&#8221; ซึ่งแต่ละปีจะมีโจทย์ ตัวเลือก และเฉลย ที่โคตรจะปวดตับ</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบเรื่องนักกีฬาทีมชาติ (ที่ใส่ชื่อจริง นามสกุลจริง ในข้อสอบ) ที่ให้เจ้าตัวมาทำเองก็ไม่ได้คะแนน เพราะเลือกไม่ตรงกับเฉลย (ซึ่งเป็นคนอื่น) ข้อสอบที่มันถูกหมดทุกข้อ แล้วไม่รู้จะตอบข้อไหน หรือข้อสอบที่ถ้าตอบตามความจริงแล้วมันไม่มีทางได้คะแนนชัวร์ๆ แต่ถ้าตอบแบบสร้างภาพการเป็นคนดีตามอุดมคติของใครบางคน (แถวบ้านเรียก &#8220;ตอแหล&#8221;) แล้วอาจได้คะแนน ฯลฯ</p>
<p>ผมนั่งสงสารเด็ก และสมเพชข้อสอบอยู่ทุกปี บางครั้งคิดด้วยซ้ำไปว่า &#8220;ไอ้เด็กที่มันได้คะแนนสูงๆ นี่มันเป็นคนแบบไหน?&#8221; จนวันหนึ่งผมมานั่งคิดๆ ดู แล้วก็พบกับความจริงอันน่าเศร้าใจข้อเล็กๆ</p>
<p>ข้อสอบ แท้จริงแล้วมันคืออะไร? มันก็เป็นแค่ &#8220;เครื่องมือวัด&#8221; เหมือนกับไม้บรรทัด ที่ไม่ได้บอกเลยด้วยซ้ำว่าใครเก่งไม่เก่ง ใครโง่ใครฉลาด ใครดีใครเลว … มันบอกแค่ว่า &#8220;ใครเหมาะกับระบบที่สุด&#8221; ระบบเป็นเช่นไร ก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะออกข้อสอบแบบนั้นเพื่อคัดคนที่เหมาะสมกับระบบที่สุด เข้าไปหล่อเลี้ยงรักษาระบบให้คงอยู่ไปเรื่อยๆ ….​ (ลองนั่งนึกภาพหนังเรื่อง The Matrix ผ่านตาสักรอบนะ)</p>
<p>ถ้าระบบนั้นๆ เป็นระบบของผู้สร้าง ข้อสอบย่อมวัดการสร้าง ถ้าระบบนั้นๆ เป็นระบบของผู้รับ/ผู้เสพ ข้อสอบย่อมวัดการรับ/จำ/เสพ เป็นต้น</p>
<p>แล้วบ้านเราล่ะ? … จากประสบการณ์ทำงานในบ้านเราของผม ผมสรุปได้อย่างหนึ่งว่า </p>
<blockquote><p>
คนที่จะได้ดีใน &#8220;ระบบ&#8221; ของบ้านเรานั้น ไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่ผู้สร้าง ไม่ใช่คนมีความคิด ไม่ใช่ ฯลฯ อะไรที่คนวาดอุดมคติเอาไว้เลย แต่ต้องเป็น &#8220;คนที่คิดเหมือนผู้ใหญ่/คนมีอำนาจ พูดเหมือนผู้ใหญ่/คนมีอำนาจ&#8221; แบบเป๊ะๆ ไม่ว่ามันจะต่างจากความจริงของตัวเอง ความคิดตัวเอง สิ่งที่เป็นตัวเองแค่ไหนก็ตาม
</p></blockquote>
<p>(ผมเน้นว่า &#8220;ระบบ&#8221; นะ พวกที่ต่อสู้กับ The Matrix ไปสร้าง Zion เองในบ้านเราแล้วได้ดี ก็มีถมเถนะ)</p>
<p>ลองดูข้อสอบข้อเด็ดของ O-NET ปีนี้นะครับ … พวกเล่นถามว่า</p>
<blockquote><p>
ถ้ามีอารมณ์ทางเพศ จะต้องทำอย่างไร และมีตัวเลือกคือ<br />
ก. ชวนเพื่อนไปเตะบอล<br />
ข. ปรึกษาครอบครัว<br />
ค. พยายามนอนให้หลับ<br />
ง. ไปเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศ<br />
จ. ชวนเพื่อนสนิทไปดูหนัง
</p></blockquote>
<p>แล้วเฉลยก็คือ &#8220;ปรึกษาครอบครัว&#8221;</p>
<p>ฟังดูดีนะครับ อุดมคติและหลอกตัวเองไปวันๆ ดีมาก ที่ผมอยากจะถามก็คือ  ถ้าเด็กไม่มีครอบครัวให้ปรึกษา หรือถ้าสภาพครอบครัวนั้นไม่เคยฟังลูก พ่อแม่ไม่เคยเข้าใจลูก พ่อแม่ไม่เคยฟังลูกเลย ทำอะไรก็ผิดหมด ฯลฯ อะไรแบบนี้ แล้ว &#8220;เด็กจะอยากปรึกษาครอบครัวมั้ย?&#8221; และยิ่งกว่านั้น &#8220;ครอบครัวแบบนี้ เป็นที่ปรึกษาให้เด็กได้มั้ย?&#8221; และ &#8220;ปรึกษาไปแล้วได้อะไร(วะ)?&#8221;</p>
<p>แล้วตัวเลือกที่มันเป็น &#8220;ธรรมชาติ&#8221; แบบ &#8220;ช่วยตัวเอง&#8221; มันหายไปไหนเหรอครับ และมันทำให้ใครเดือดร้อนหรือ? ผมก็อยากทราบนะ ว่าบรรดาคนที่ได้ดิบได้ดีทั้งหลายในประเทศชาติตอนนี้น่ะ ตอนที่เกิดอารมณ์สมัยวัยรุ่น &#8220;ปรึกษาพ่อแม่&#8221; หรือ &#8220;ช่วยตัวเอง&#8221;? แต่มันไม่ตรงกับคุณธรรมจริยธรรมอันดีงามอันสูงส่งแบบหลอกตัวเองของผู้ใหญ่บางคนที่หน้าบาง ทำเป็นรับไม่ได้ ใช่มั้่ยล่ะ?</p>
<p>กลับมาเรื่องเดิมครับ …. เด็กที่ตอบข้อนี้ว่า &#8220;ปรึกษาครอบครัว&#8221; แล้วได้คะแนน ทำแบบนั้นจริงหรือไม่? หรือแค่ &#8220;ได้คะแนนเพราะคิดตรงกับผู้ใหญ่/ผู้มีอำนาจ&#8221; โดยบังเอิญเท่านั้น? … ระบบเรามันกรองคนที่บังเอิญคิดตรงกับผู้ใหญ่/ผู้มีอำนาจให้เข้าไปได้ดีในระบบเป็นจำนวนมากครับ และไม่ใช่แค่เฉพาะข้อสอบ O-NET เท่านั้นนะครับ ยังมีระบบวัดผล/ข้อสอบอีกหลายตัวที่เข้าอีหรอบนี้  ก็เหมือนกับระบบการให้รางวัลคนในองค์กร หรืออะไรทั้งหลายทั้งแหล่ ที่ต้องเป็นแบบ &#8220;ใช่ครับท่าน ยอดเยี่ยมครับ เห็นด้วยครับ&#8221; อะไรแบบนี้ตลอดเวลาน่ะแหละ</p>
<p>คิดแล้วเศร้า ปลง …. ว่าแล้ว Morpheus อย่างผม ก็ก้มหน้าก้มตาค้นหา Neo ออกจาก The Matrix ต่อไป</p>
<p><b><font color="#aa0000">[อัพเดท 03/03/2012]:</font></b> มีคนบอกผมว่า &#8220;อาจารย์ครับ ผิดแล้ว เค้าเฉลยจริงๆ ว่าไปเตะบอลครับ ส่วนที่เฉลยว่าไปปรึกษาพ่อแม่ นี่เป็นคำเฉลยของอดีตผู้อำนวยการหน่วยงานที่ออกข้อสอบครับ ไม่ใช่คนปัจจุบัน&#8221; …</p>
<p>ฉิบหายครับ ยิ่งไปกันใหญ่ แบบนี้ยิ่งแสดงให้เห็นประเด็นของโพสท์นี้มากขึ้นมหาศาลครับ เพราะว่าผู้ใหญ่สองคนคิดไม่ตรงกัน เด็กคนที่ถูกระบบคัดก็คือ &#8220;คนที่คิดตรงกับคนที่มีอำนาจในปัจจุบัน&#8221; บัดซบมาก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2012/03/02/755/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่า ของ &#8220;เสาสองต้น&#8221;</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2012/02/10/752/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2012/02/10/752/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Feb 2012 18:58:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2012/02/10/752/</guid>
		<description><![CDATA[คุณแม่ผมเคยเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้ว กับเรื่องของ &#8220;เสาสอนต้น ที่คำวิหาร&#8221; ถ้าเสาสองต้นนี้อยู่ใกล้กันเกินไปไม่มีช่องว่าง วิหารก็พังจากข้างๆ เวลามีอะไรมากระทบจากภายนอก แม้จะเพียงสายลมที่อาจจะแรงหน่อยพัดผ่าน หรือนกตัวเล็กๆ บินมาเกาะชายคา จนมันเสียความสมดุล และเสาทั้งสองก็จะต้องเหนือยกับการรักษาสมดุลกับหลังคาวิหารที่อาจจะเอียงไปเอียงมา จากอะไรก็ตามที่มากระทบ ตรงกันข้าม ถ้ามันอยู่ห่างกันเกินไป วิหารก็พังลงมาจากตรงกลาง น้ำหนักของหลังคาที่รองรับไว้ จะมากเกินไป เกินกว่าช่องว่างตรงกลางที่เกิดจากเสาสองเสาที่ห่างกันนั้นจะรองรับไว้ได้ วิหารจะตั้งตระหง่าน ท้าทายการเปลี่ยนแปลงของการเวลาได้ ก็ต่อเมื่อเสาสองต้นที่ค้ำวิหาร ไม่อยู่ใกล้กันเกินไป จนพิงกันให้เป็นเหตุให้วิหารไม่มีความสมดุลและเสถียร ไม่ห่างกันเกินไปจนเกิดช่องว่างมหาศาลตรงกลางจนแบกรับน้ำหนักที่กดลงมาในใจกลางไม่ได้ ….. ชีวิตของคนสองคน ก็เหมือนกับเสาสองต้นที่ค้ำวิหาร ….]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณแม่ผมเคยเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้ว กับเรื่องของ &#8220;เสาสอนต้น ที่คำวิหาร&#8221;</p>
<p>ถ้าเสาสองต้นนี้อยู่ใกล้กันเกินไปไม่มีช่องว่าง วิหารก็พังจากข้างๆ เวลามีอะไรมากระทบจากภายนอก แม้จะเพียงสายลมที่อาจจะแรงหน่อยพัดผ่าน หรือนกตัวเล็กๆ บินมาเกาะชายคา จนมันเสียความสมดุล และเสาทั้งสองก็จะต้องเหนือยกับการรักษาสมดุลกับหลังคาวิหารที่อาจจะเอียงไปเอียงมา จากอะไรก็ตามที่มากระทบ</p>
<p>ตรงกันข้าม ถ้ามันอยู่ห่างกันเกินไป วิหารก็พังลงมาจากตรงกลาง น้ำหนักของหลังคาที่รองรับไว้ จะมากเกินไป เกินกว่าช่องว่างตรงกลางที่เกิดจากเสาสองเสาที่ห่างกันนั้นจะรองรับไว้ได้</p>
<p>วิหารจะตั้งตระหง่าน ท้าทายการเปลี่ยนแปลงของการเวลาได้ ก็ต่อเมื่อเสาสองต้นที่ค้ำวิหาร ไม่อยู่ใกล้กันเกินไป จนพิงกันให้เป็นเหตุให้วิหารไม่มีความสมดุลและเสถียร ไม่ห่างกันเกินไปจนเกิดช่องว่างมหาศาลตรงกลางจนแบกรับน้ำหนักที่กดลงมาในใจกลางไม่ได้</p>
<p>….. ชีวิตของคนสองคน ก็เหมือนกับเสาสองต้นที่ค้ำวิหาร ….</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2012/02/10/752/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระจกหน้าต่างแค่บานเดียว … ที่ไร้การเหลียวแล</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2012/02/10/749/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2012/02/10/749/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Feb 2012 18:00:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2012/02/10/749/</guid>
		<description><![CDATA[เรื่อง &#8220;เล็กๆ น้อยๆ&#8221; ที่ส่งผลใหญ่โตระยะยาว หรือที่เรียกว่า Butterfly Effect อันโด่งดังจาก Chaos Theory นั้น มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะมากมาย และหนึ่งตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงกว้างก็คือ &#8220;ทฤษฎีกระจกหน้าต่างแตก&#8221; เรื่องมันมีอยู่ว่า ย่านที่อยู่อาศัย อาคารต่างๆ จากที่สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย กลายเป็นที่รกร้างไร้การเหลียวแลได้อย่างไร .. คำตอบง่ายๆ มันมีอยู่แค่ว่า &#8220;กระจกหน้าต่างแตกหนึ่งบาน ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมซ่อม&#8221; คำอธิบายก็ไม่ยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็แค่กระจกหน้าที่แตก แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลนั้น เป็นการส่งสัญญาณ และทำให้เกิดความรู้สึก &#8220;ไม่มีคนสนใจ ไม่มีคนเหลียวแล&#8221; ให้กับคนที่ผ่านไปผ่านมา และคนที่อยู่อาศัย และก็อาจจะมีบางคนที่ผ่านไปผ่านมา ปาหินให้มันแตกมากขึ้น ทำให้สัญญาณนั้นชัดเจนรุนแรงมากขึ้นทุกที จากกระจกบานหนึ่งไปอีกบานหนึ่ง จากบ้านหนึ่งก็จะลามไปอีกบ้านหนึ่ง จนมากขึ้นๆ เหมือนกับมะเร็งที่ลุกลามในอวัยวะ ที่หากปล่อยไว้จนลุกลาม ก็ยากจะรักษาเยียวยาได้ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือ little bits ที่ส่งผลใหญ่โตในระยะยาว เพราะผลของมันจะลามจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง มากขึ้นๆ ทุกที เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง? เยอะแยะครับ ที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตผม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่อง &#8220;เล็กๆ น้อยๆ&#8221; ที่ส่งผลใหญ่โตระยะยาว หรือที่เรียกว่า Butterfly Effect อันโด่งดังจาก Chaos Theory นั้น มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะมากมาย และหนึ่งตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงกว้างก็คือ &#8220;ทฤษฎีกระจกหน้าต่างแตก&#8221;</p>
<p>เรื่องมันมีอยู่ว่า ย่านที่อยู่อาศัย อาคารต่างๆ จากที่สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย กลายเป็นที่รกร้างไร้การเหลียวแลได้อย่างไร .. คำตอบง่ายๆ มันมีอยู่แค่ว่า &#8220;กระจกหน้าต่างแตกหนึ่งบาน ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมซ่อม&#8221;</p>
<p>คำอธิบายก็ไม่ยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็แค่กระจกหน้าที่แตก แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลนั้น เป็นการส่งสัญญาณ และทำให้เกิดความรู้สึก &#8220;ไม่มีคนสนใจ ไม่มีคนเหลียวแล&#8221; ให้กับคนที่ผ่านไปผ่านมา และคนที่อยู่อาศัย และก็อาจจะมีบางคนที่ผ่านไปผ่านมา ปาหินให้มันแตกมากขึ้น ทำให้สัญญาณนั้นชัดเจนรุนแรงมากขึ้นทุกที</p>
<p>จากกระจกบานหนึ่งไปอีกบานหนึ่ง จากบ้านหนึ่งก็จะลามไปอีกบ้านหนึ่ง จนมากขึ้นๆ เหมือนกับมะเร็งที่ลุกลามในอวัยวะ ที่หากปล่อยไว้จนลุกลาม ก็ยากจะรักษาเยียวยาได้</p>
<p>เรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือ little bits ที่ส่งผลใหญ่โตในระยะยาว เพราะผลของมันจะลามจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง มากขึ้นๆ ทุกที</p>
<p>เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง?</p>
<p>เยอะแยะครับ ที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตผม ที่เป็น &#8220;กระจกบานนั้น&#8221; ที่แตกเล็กน้อย แต่เราเลือกที่จะไม่ดูแลมันแต่เนิ่นๆ หรือดูแลมันให้ดีพอ จนสุดท้ายกลายเป็นเซลล์มะร็งที่กัดกินทำลายสิ่งที่มันอยู่</p>
<ul>
<li>พฤติกรรมที่ไม่ดีเล็กน้อยในที่ทำงาน เช่น มีพนักงานบางคนเล่น chat ทั้งวัน (ไม่ใช่แค่เท่าที่เหมาะสม) ก็เป็นกระจกบานหนึ่ง ที่สุดท้ายจะมีคนทำตาม และคนที่อยากทำงานก็จะรู้สึก irritated และอาจจะรำคาญจนเลิกทำงานไป
<li>คนไม่สนใจเรียนคนหนึ่งในห้อง อาจจะนั่งหลับ (แบบตั้งใจหลับ ไม่ใช่นั่งเฉยๆ ฟังเพลินๆ แล้วเคลิ้ม) หรือตั้งใจป่วนห้องเรียน ที่ไม่ได้รับการดูแลให้เหมาะสม (เช่น ให้ออกไปข้างนอก) ก็เป็นกระจกบานหนึ่ง เช่นเดียวกัน
<li>โค้ดห่วยๆ ในไฟล์แค่ไฟล์เดียว ในโปรเจคแอพ ที่ไม่ได้รับการดูแล ไม่รีบ refactor ไม่รีบจัดการ ก็จะทำให้ความห่วยมันกระจายไป ปะผุไป และดึงดูดโค้ดห่วยๆ มามากขึ้น กระจายไปหลายไฟล์มากขึ้น จนมันไม่สามารถดูแลได้
<li>เรื่องระหว่างคน ที่ไม่ปรับเข้าหากันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่คุยกันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แล้วปล่อยให้มันลุกลามใหญ่โต จนคุยกันยากขึ้นเรื่อยๆ มองหน้ากันยากขึ้นเรื่อยๆ จาก ego เรื่องเล็กๆ แค่เรื่องเดียว</li>
<li>ยังคงเป็นเรื่องระหว่างคน ที่การไม่คุยกันในเรื่องเล็กน้อยบางเรื่อง ส่งผลไปยังการไม่คุยกันในเรื่องอื่นๆ .. และกลายเป็นความห่างเหิน จนไม่อาจเยียวยาได้ ในที่สุด</li>
<li>ปัญหาสังคมต่างๆ นานา มากมายที่เข้าประเด็นนี้แบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการโบกรถเมล์นอกป้าย ขึ้นลงรถเมล์ตรงไหนก็ได้ การแซงคิวเข้าห้องน้ำ การแย่งกันซื้อของ มักจะเกิดจากพฤติกรรมเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับการดูแลและปล่อยให้มันฝังรากลงไป ฯลฯ</li>
</ul>
<p>ก็ใช่สิ … มันก็แค่กระจกบานเดียว จะไปมีผลอะไรมากมาย</p>
<p>แต่เชื่อผมสิ ว่า a little bit goes a long way … ผีเสื้อกระพือปีกในอเมริกา อาจส่งผลให้เกิดพายุถล่มญี่ปุ่นก็ได้ … ถ้าผลของมันมีโอกาสกระทบต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2012/02/10/749/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หัดเขียนโปรแกรมยังไงให้เก่ง?</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2012/01/06/746/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2012/01/06/746/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Jan 2012 07:44:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Development]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Programming Languages]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2012/01/06/746/</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าจะมีคำถามที่ผมถูกถามมากที่สุดในฐานะ &#8220;โปรแกรมเมอร์&#8221; หรือ &#8220;โค้ดเดอร์&#8221; ก็คงเป็นคำถามนี้ (ไม่เกี่ยวกับคำถามที่ถามผมในฐานะอื่น) ซึ่งผมขอตอบยาวๆ ทีเดียวในนี้เลยก็แล้วกันนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันในระยะยาว ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน ว่า &#8220;การเขียนโปรแกรม&#8221;​ มันเป็นเรื่อง &#8220;Skill การสื่อสาร&#8221; ครับ ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่ามันเป็นแบบนี้ได้ยังไง ทำไมมันเป็นแบบนี้ ซึ่งผมขออธิบายสั้นๆ ว่า เพราะว่าเราจะต้องสื่อสารสิ่งที่เราคิด อย่างเป็นระบบเบียบเป็นขั้นเป็นตอน ให้คนที่โง่ที่สุด ที่บังเอิญขยันและคำนวนเร็ว อย่าง &#8220;คอมพิวเตอร์&#8221; สามารถนำไปปฏิบัติได้ ปัญหาอันดับแรกๆ ที่ผมพบก็คือ &#8220;คิดเป็นขั้นตอนไม่เป็น&#8221; ถึงขนาดไม่สามารถคิดได้เลยว่าตั้งแต่ต้นทาง (ปัจจัยตั้งต้นที่มี) จะมีเส้นทางไปหาปลายทาง (ผลลัพธ์ที่ต้องการ) ได้อย่างไร โดยละเอียด ซึ่งอาจจะเกิดจากการไม่เคยคิดเป็นขั้นตอนมาเลย ทุกอย่างจะมีทางลัดไปหาขั้นตอนสุดท้ายเสมอๆ (สมัยเรียนจะเรียกว่า &#8220;สูตรลัด&#8221;) ดังนั้นจำรูปแบบให้ได้ และใช้สูตรลัดให้เป็น ก็เอาตัวรอดไปได้เรื่อยๆ แล้ว ซึ่งพอมาถึงเรื่องการเขียนโปรแกรม มันทำแบบนั้นไม่ได้ จะได้แต่โจทย์ง่ายๆ ซึ่งใช้งานอะไรจริงจังไม่ได้เลยเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับสูตรลัดทั้งหลายแหล่ในฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ ที่ใช้ได้แต่กับโจทย์ง่ายๆ เอามาใช้จริงจังอะไรไม่ได้เลย เหมือนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าจะมีคำถามที่ผมถูกถามมากที่สุดในฐานะ &#8220;โปรแกรมเมอร์&#8221; หรือ &#8220;โค้ดเดอร์&#8221; ก็คงเป็นคำถามนี้ (ไม่เกี่ยวกับคำถามที่ถามผมในฐานะอื่น) ซึ่งผมขอตอบยาวๆ ทีเดียวในนี้เลยก็แล้วกันนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันในระยะยาว</p>
<p>ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน ว่า </p>
<blockquote><p>&#8220;การเขียนโปรแกรม&#8221;​ มันเป็นเรื่อง &#8220;Skill การสื่อสาร&#8221;</p></blockquote>
<p>ครับ ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่ามันเป็นแบบนี้ได้ยังไง ทำไมมันเป็นแบบนี้ ซึ่งผมขออธิบายสั้นๆ ว่า เพราะว่าเราจะต้องสื่อสารสิ่งที่เราคิด อย่างเป็นระบบเบียบเป็นขั้นเป็นตอน ให้คนที่โง่ที่สุด ที่บังเอิญขยันและคำนวนเร็ว อย่าง &#8220;คอมพิวเตอร์&#8221; สามารถนำไปปฏิบัติได้</p>
<p>ปัญหาอันดับแรกๆ ที่ผมพบก็คือ &#8220;คิดเป็นขั้นตอนไม่เป็น&#8221;</p>
<p>ถึงขนาดไม่สามารถคิดได้เลยว่าตั้งแต่ต้นทาง (ปัจจัยตั้งต้นที่มี) จะมีเส้นทางไปหาปลายทาง (ผลลัพธ์ที่ต้องการ) ได้อย่างไร โดยละเอียด ซึ่งอาจจะเกิดจากการไม่เคยคิดเป็นขั้นตอนมาเลย ทุกอย่างจะมีทางลัดไปหาขั้นตอนสุดท้ายเสมอๆ (สมัยเรียนจะเรียกว่า &#8220;สูตรลัด&#8221;) ดังนั้นจำรูปแบบให้ได้ และใช้สูตรลัดให้เป็น ก็เอาตัวรอดไปได้เรื่อยๆ แล้ว ซึ่งพอมาถึงเรื่องการเขียนโปรแกรม มันทำแบบนั้นไม่ได้ จะได้แต่โจทย์ง่ายๆ ซึ่งใช้งานอะไรจริงจังไม่ได้เลยเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับสูตรลัดทั้งหลายแหล่ในฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ ที่ใช้ได้แต่กับโจทย์ง่ายๆ เอามาใช้จริงจังอะไรไม่ได้เลย เหมือนกัน</p>
<p>ยกตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น &#8220;ถ่ายเอกสารชีทนี้มาแจกทุกคนในกลุ่ม&#8221; ซึ่งดูเหมือนจะง่ายนะ ทำกันประจำ แต่จะสื่อสารออกมาอย่างไร? เพียงแค่นี้พอหรือไม่? คำตอบคือ &#8220;ไม่พอ&#8221; เพราะถ้าเราไปพูดคำนี้กับคนที่ไม่รู้จักกลุ่มเรา จะรู้มั้ยว่ามีกี่คน? แม้แต่คนในกลุ่มเอง บางทียังต้อง &#8220;นับ&#8221; เลย</p>
<p>ดังนั้นในการสื่อสาร เราจะมีปัจจัยตั้งต้นคือ &#8220;ชีท&#8221; และ &#8220;กลุ่มคน&#8221;​ และปลายทางที่เราต้องการคือ &#8220;ทุกคนในกลุ่ม ได้รับชีทที่ถ่ายเอกสารแล้ว&#8221; ถ้าจะสื่อสารเป็นกระบวนการแบบโปรแกรม หรือฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์ ก็จะได้ลักษณะนี้<br />
</p>
<p>
จำนวน = นับ(คนในกลุ่ม)<br />
ชีทที่ถ่ายเอกสารแล้ว = ถ่ายเอกสาร(ชีท, จำนวน)<br />
คนที่ได้รับชีท = แจกจ่าย(ชีทที่ถ่ายเอกสารแล้ว, คนในกลุ่ม)
</p>
<p>
เป็นต้น</p>
<p>ปัญหาอันดับต่อไปที่ผมพบก็คือ การให้ความสำคัญกับตัวภาษาโปรแกรมมากไปในตอนแรก (แต่น้อยไปในระยะหลังจากนั้น)</p>
<p>จริงอยู่ การเขียนโปรแกรมจำเป็นต้องใช้ภาษาโปรแกรม แต่มันก็เหมือนกับการสื่อสารของคน ที่ต้องใช้ภาษาคนน่ะแหละ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้เริ่มต้นจะต้องสนใจ คือ การนำไปใช้สื่อสารให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ไม่ต้องสนใจว่าจะรู้ภาษามากแค่ไหน ผมเคยเจอคนท่องดิกชันนารีได้เยอะมาก แต่สื่อสารไม่ได้ เวลาเจอคนต่างชาติก็ทำอะไรไม่ถูกเยอะแยะไป</p>
<p>ผมนึกถึงตอนที่ตัวเองไปเรียนที่ญี่ปุ่น ที่ผมอ่านอะไรจากการ์ตูนได้ (ผมเรียนภาษาญี่ปุ่นจากการอ่านการ์ตูนแทบจะล้วนๆ) ก็จะหาเรื่องทดลองใช้เลย ไม่ว่าจะเป็นการลองถามทางคนในรถไฟฟ้า การแกล้งหลงทางแล้วถามตำรวจ ฯลฯ ซึ่งมันได้ผลโคตรดี ถึงได้มีคนบอกว่า เวลาไปเรียนต่างประเทศ อยากจะเป็นภาษาเร็วๆ ต้องปิ๊งสาว (หรือเพศที่สนใจ อะไรก็ได้) สักคน เพราะเราจะต้องหาเรื่องใช้ภาษา ไม่ว่ารู้น้อยรู้มากแค่ไหนก็จะหาเรื่องสื่อสารตลอดเวลา แล้วมันจะเป็นเร็ว</p>
<p>ทีนี้เมื่อเริ่มสื่อสารเบื้องต้นได้แล้ว ความเข้าใจในภาษาที่ดีขึ้น ก็จะมีประโยชน์ที่ทำให้เราสื่อสารได้ดีขึ้น กระชับขึ้น สวยขึ้น กินใจขึ้น ฯลฯ หลายคำที่เคยใช้อย่างเวิ่นเว้อ ก็อาจจะใช้คำเฉพาะไปเลย อย่างเช่น ลองพยายามสื่อสารคำว่า &#8220;หึง&#8221; โดยที่เราไม่รู้จักคำนี้สิ จะพบว่ามันยากมาก แต่พอรู้แล้วการสื่อสารจะกระชับขึ้น ง่ายขึ้น และผิดพลาดน้อยลง</p>
<p>ซึ่งก็เหมือนกับการเขียนโปรแกรมน่ะแหละ ที่ตอนแรกไม่จำเป็นต้องรู้ตื้นลึกหนาบางอะไรของภาษาโปรแกรมที่ใช้มากมายนัก รู้แค่งูๆ ปลาๆ ก็เพียงพอแล้ว แต่จะต้อง &#8220;หัดสื่อสาร&#8221; ให้เร็วที่สุดและเยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้</p>
<p>ตัวอย่างง่ายๆ ผมเชื่อว่าแทบทุกคนรู้จัก</p>
<pre>
printf("Hello, world\n");
</pre>
<p></p>
<p>(หรืออะไรก็ได้ที่เทียบเท่ากัน ซึ่งแตกต่างกันไปตามภาษา) ซึ่งมักจะได้เรียนกันในคลาสแรก ไม่ก็หนังสือบทแรก แต่จะมีกี่คนเชียวที่ &#8220;เล่น&#8221; กับมันต่อ เอาไปหัดสื่อสารมันต่อ ลองหาดูว่าจะประยุกต์หรือพลิกแพลงมันอย่างไรได้บ้าง เช่น จะลองให้แสดง</p>
<pre>
Name            Lastname        Sword
Byakuya         Kuchiki         Senbonsakura
Sousuke         Aizen           Kyokazuigetsu
</pre>
<p></p>
<p>โดยช่องว่างให้เว้นว่างทั้งหมด 2 Tab และให้ได้โดยใช้ printf เพียงตัวเดียว ทำได้หรือไม่ อย่างไร อะไรทำนองนี้</p>
<p>======================================</p>
<p>สรุปสั้นๆ การเขียนโปรแกรมก็เหมือนกับการสื่อสาร คิดว่าทำอย่างไรให้สื่อสารเก่ง ก็ทำแบบนั้นกับการเขียนโปรแกรม หลายคนอยากจะพูดภาษาอังกฤษเก่ง แต่เจอฝรั่งทีไรวิ่งหนีทุกที ให้พูดก็ไม่ยอมพูด แล้วมันจะเก่งได้อย่างไร ต่อให้วันๆ นั่งท่องไวยากรณ์ นั่งท่องศัพท์ ก็ไม่เคยมีประโยชน์ … พูดในฐานะคนที่พูดได้ 3 ภาษา ฟังออก 4 อ่านออก 6 ภาษา (แต่เป็นงูๆ ปลาๆ ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ซะ 3) นะครับ</p>
<p>บางครั้งเพื่อให้เก่งขึ้น เราอย่าเลือกพูดเฉพาะเรื่องที่เราอยากจะพูด เพราะบางทีมันจะยากเกินไป เช่น ถ้าเราเพิ่งจะเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น จะไปคุยกับพวกบ้าการ์ตูนแถว Akihabara เลย ก็คงจะยากเกินไป(มาก)หน่อย แค่หัดถามทางเล็กๆ น้อยๆ สนุกๆ ให้ได้ก่อนจะดีกว่ามาก ประเด็นคือ ให้พูดๆ มันไปซะ อย่าคิดมาก อย่ากลัวผิดด้วย คนหัดภาษา พยายามพูด ผิดๆ ถูกๆ มีแต่คนเอ็นดู และจะช่วยเราทั้งนั้น</p>
<p>สุดท้ายคือ ให้ &#8220;ลงมือทำ&#8221; เพราะความ &#8220;อยากได้&#8221; มันไม่เคยมีประโยชน์เลย ถ้าไม่ &#8220;ลงมือทำ&#8221;</p>
<p>======================================</p>
<p>เรื่องสุดท้าย &#8230; แต่ก่อนอื่นต้องขอเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังสักหน่อย ผมมีวิธีการเรียนเขียนโปรแกรมอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมันเวิร์กสำหรับผม คือ</p>
<blockquote><p>
หัดให้ &#8220;มือ&#8221; เขียนโค้ด อย่า copy &#038; paste เด็ดขาด และอย่าใช้สมองคิดโค้ดโดยไม่จำเป็น
</p></blockquote>
<p>เวลาผมจะหัดเขียนโปรแกรมในภาษาใหม่ และหัดจากหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือใครเขียน (และแน่นอน ว่าผมลองทำแบบนี้กับหนังสือตัวเองด้วย) ผมจะ &#8220;อ่านเนื้อหาผ่านๆ&#8221; ก่อน 1 เที่ยว จากนั้น &#8220;พิมพ์&#8221; โค้ดเหล่านั้นเองด้วย &#8220;มือตัวเอง&#8221; ผมจะไม่เคย copy &#038; paste โค้ดในช่วงของการเรียนรู้เลย เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มือผมต้องโค้ดเป็น</p>
<p>จากนั้น โค้ดมันจะใช้งานได้หรือไม่ได้ ไม่ต้องกังวล (ถ้าเป็นหนังสือผมเอง มักจะ &#8220;ใช้งานไม่ได้&#8221; ซะเป็นส่วนมาก เพราะหลายอย่างต้องเขียนเพิ่มเอง จากความรู้เก่า) ก็ถึงเวลาที่เราจะย้อนกลับไป &#8220;อ่านเนื้อหาอย่างละเอียด&#8221; อีก 1 เที่ยว พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่มือมันเพิ่งจะโค้ดไป พยายามปรับปรุงแก้ไขจนมันใช้งานได้</p>
<p>ผลที่ได้จากการทำกระบวนการนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็คือ มือผมจะโค้ดเองได้เสมอ เวลาต้องการอะไร มันแทบจะขยับเองอัตโนมัติ และสมองผมจะเป็นอิสระในการคิดกระบวนการ คิดลอจิก คิดท่าต่างๆ ที่จะใช้ในโปรแกรม</p>
<p>ซึ่งนี่คืออีกปัญหาที่ผมพบ ซึ่งเป็นปัญหา &#8220;ใหญ่ที่สุด&#8221; คือ ผู้ฝึกเขียนโปรแกรม ต้องการได้ผลลัพธ์สำเร็จรูปเร็วเกินไป ฉาบฉวยเกินไป ต้องการโค้ดที่เอาไป copy &#038; paste ได้ กด compile &#038; run เห็นผลลัพธ์ แล้วคนขยันหน่อย ก็อาจจะกลับมานั่งอ่านโค้ดบ้าง นอกนั้นก็ปล่อยๆ มันไป เพราะได้ผลแล้ว</p>
<p>ปัญหาที่ว่าน้ีก็คือ &#8220;โค้ดไม่เคยผ่านมือ&#8221; และ &#8220;ไม่ได้เป็นคนเริ่มเอง&#8221; (แต่เริ่มจากโปรเจคที่เสร็จแล้ว ที่คนอื่นเริ่มไว้ให้แล้ว) ซึ่งทำให้เวลาต้องทำงานจริงๆ จะเริ่มต้นอะไรเองไม่เป็นเลย และโค้ดเองไม่เป็นเลย มือมันจะไม่ขยับ และต้องไปเปลืองแรงสมองคิดโดยใช่เหตุถึงเรื่องโค้ด แล้วหลายคนก็จะ Blank .. ตายตรงนี้</p>
<p>ผมมีข้อสังเกต ว่าถึงระบบการศึกษาบ้านเรามันจะไม่ได้แย่ลงกว่าเดิมเท่าไหร่ แต่ทำไมคนเดี๋ยวนี้เขียนโปรแกรมแย่ลงกว่าเมื่อก่อนมาก ก็เพราะมันเริ่มต้น &#8220;ง่ายเกินไป&#8221; และ &#8220;ฉาบฉวยเกินไป&#8221; มีโค้ดอยู่แล้ว copy &#038; paste ง่าย แค่ Ctrl+C, Ctrl+V ก็จบแล้ว หรือไม่ก็ download งานที่เสร็จแล้วมา unzip แล้วใช้งานได้เลย ดังนั้นโค้ดจะไม่ผ่านมือเลย ซึ่งนี่คือเรื่องที่หลายคนอาจมองว่ามัน &#8220;เล็กน้อย&#8221; แต่จริงๆ แล้วนี่คือเรื่องที่ &#8220;ใหญ่ที่สุด&#8221; เรื่องหนึ่ง</p>
<p>สมัยผมหัดเขียน C++ 98 (ที่เป็น Standard แรกที่มี STL) ผมซื้อหนังสือ <a href="http://www.amazon.com/Standard-Library-Tutorial-Reference/dp/0201379260/ref=sr_1_1?ie=UTF8&#038;qid=1325835252&#038;sr=8-1">The C++ Standard Template Library ของ Nicolai Josuttis</a> มานั่งอ่านผ่านๆ ทั้งเล่มก่อน 1 เที่ยว และ &#8220;นั่งลอก&#8221; โค้ดทุกบรรทัดด้วยมือตัวเอง ทั้งเล่ม จากนั้นค่อยพยายามศึกษารายละเอียดอีกครั้งในเบื้องลึก</p>
<p>ซึ่งนี่เป็นวิธีเดียวกับที่ผมศึกษา Perl, Ruby, Objective-C, Mathametica, Haskell, OCaml, Scheme และภาษาอื่นๆ ที่ผมเขียนเป็น และเขียนพอเป็น</p>
<p>และนี่แหละ เป็นสาเหตุที่ผม &#8220;ไม่อยากให้โค้ด&#8221; สำหรับโปรแกรมจากหนังสือคู่มือเขียน iPhone App ของผม ซึ่งพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Provision</p>
<p>สรุปสั้นๆ: อยากเขียนโปรแกรมเก่ง ต้องหัด &#8220;เขียน&#8221; โปรแกรมครับ อย่าหัดแต่รันโปรแกรมที่คนอื่นเขียนแล้ว</p>
<p>======================================</p>
<p>หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้าง …​ จริงๆ แล้วเนื้อหาบทความนี้ คัดมาจาก &#8220;บทแรก&#8221; ของหนังสือเล่มใหม่ที่ผมกำลังเขียนอยู่ (ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ประมาณ &#8220;คิดและโค้ด ผ่านภาษา  Objective-C&#8221;) โดยดัดแปลงให้เหมาะกับการเป็นบทความบนเว็บ</p>
<p>รออ่านนะครับ ผมหวังว่าจะเป็นหนังสือที่ดี(นะ)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2012/01/06/746/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทวนเข็มนาฬิกา</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2012/01/03/743/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2012/01/03/743/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2012 16:39:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Just-a-Thought]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2012/01/03/743/</guid>
		<description><![CDATA[หมายเหตุ: บทความในตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายหลายต่อหลายครั้งของผม เมื่อนานมาแล้ว ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง The Information Master ของ John McKean ซึ่งมีผลการสำรวจถึงเรื่องการลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งตัวเลขที่ลงทุนจริง และตัวเลขที่ทาง McKean แนะนำว่าควรจะเป็น ดังนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า องค์กรทั้งหลายมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงเกินไป และมีการลงทุนด้านอื่นๆ ที่ต่ำเกินจากความเป็นจริงมาก ผมลองอ่านแล้วพยายามสะท้อนกลับมาที่ประเทศไทย เรื่องนี้ยังเป็นจริงอยู่หรือไม่ เรามีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงไป ในขณะที่ด้านอื่นต่ำไปหรือไม่ หรือมันสามารถเอาไปตีความสะท้อนด้านอื่นๆ (โดยไม่อิงตัวเลข) ได้หรือไม่ ซึ่งผมก็คิดเล่นเพลินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมลองเอาตัวเลขทั้งหมดมาใส่ลงไปในแผนภูมิวงกลม (Pie Chart) ซึ่งทำให้ผมเห็นอะไรดีๆ บางอย่าง ผลที่ได้ทำให้ผมขนลุกทันที เพราะนี่คือสิ่งที่ผมแสวงหามานาน ลองดู &#8220;สิ่งที่ควรเป็น&#8221; ดูก่อนนะครับ อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้สนใจอะไรมากมายนักกับตัวเลข แต่สนใจมากกว่าจะมีอะไรที่สะท้อนภาพสิ่งที่ผมคิดว่า &#8220;เป็นจริง&#8221; กับบ้านเราได้บ้าง และนี่ก็คือสิ่งนั้นครับ และภาพที่สิ่งนี้สะท้อนให้เราได้เห็นกันก็คือ &#8220;การพัฒนา&#8221; อะไรก็แล้วแต่ที่เราจะนึกออก ไม่ว่าจะเป็นระบบฐานข้อมูล ระบบสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ระบบการศึกษา ระบบ ฯลฯ เมื่อเราลองมอง &#8220;ภาพที่ควรเป็น&#8221; นี้ ภาพวงกลมที่เราเห็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><u><b>หมายเหตุ:</b></u> บทความในตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายหลายต่อหลายครั้งของผม</p>
<p>เมื่อนานมาแล้ว ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง <a href="http://www.amazon.com/Information-Masters-Secrets-Customer-Race/dp/0471988014">The Information Master ของ John McKean</a> ซึ่งมีผลการสำรวจถึงเรื่องการลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งตัวเลขที่ลงทุนจริง และตัวเลขที่ทาง McKean แนะนำว่าควรจะเป็น ดังนี้<br />
<center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/01/mckean.006.jpg" width="520" height="390" alt="mckean.006.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ซึ่งแสดงให้เห็นว่า องค์กรทั้งหลายมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงเกินไป และมีการลงทุนด้านอื่นๆ ที่ต่ำเกินจากความเป็นจริงมาก</p>
<p>ผมลองอ่านแล้วพยายามสะท้อนกลับมาที่ประเทศไทย เรื่องนี้ยังเป็นจริงอยู่หรือไม่ เรามีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงไป ในขณะที่ด้านอื่นต่ำไปหรือไม่ หรือมันสามารถเอาไปตีความสะท้อนด้านอื่นๆ (โดยไม่อิงตัวเลข) ได้หรือไม่ ซึ่งผมก็คิดเล่นเพลินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมลองเอาตัวเลขทั้งหมดมาใส่ลงไปในแผนภูมิวงกลม (Pie Chart) ซึ่งทำให้ผมเห็นอะไรดีๆ บางอย่าง</p>
<p>ผลที่ได้ทำให้ผมขนลุกทันที เพราะนี่คือสิ่งที่ผมแสวงหามานาน</p>
<p>ลองดู &#8220;สิ่งที่ควรเป็น&#8221; ดูก่อนนะครับ</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/01/mckean.005.jpg" width="520" height="390" alt="mckean.005.jpg" /><br />
</center></p>
<p>อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้สนใจอะไรมากมายนักกับตัวเลข แต่สนใจมากกว่าจะมีอะไรที่สะท้อนภาพสิ่งที่ผมคิดว่า &#8220;เป็นจริง&#8221; กับบ้านเราได้บ้าง และนี่ก็คือสิ่งนั้นครับ และภาพที่สิ่งนี้สะท้อนให้เราได้เห็นกันก็คือ &#8220;การพัฒนา&#8221; อะไรก็แล้วแต่ที่เราจะนึกออก ไม่ว่าจะเป็นระบบฐานข้อมูล ระบบสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ระบบการศึกษา ระบบ ฯลฯ</p>
<p>เมื่อเราลองมอง &#8220;ภาพที่ควรเป็น&#8221; นี้ ภาพวงกลมที่เราเห็น ก็เหมือนกับ <b>&#8220;หน้าปัดนาฬิกา&#8221;</b> ที่เริ่มต้นเดิน ณ เวลา 0 คือเริ่มจากสีฟ้าอ่อน ซึ่งก็คือ &#8220;คน&#8221; ซึ่งจะเห็นว่า ต้องใช้ &#8220;ทรัพยากร&#8221; (เงิน เวลา ความพยายาม ฯลฯ) ประมาณ 20% และต้องเริ่มต้นจากจุดนี้ จากนี้เมื่อมี &#8220;คน&#8221; แล้ว ก็ต้องมีพัฒนา &#8220;กระบวนการ&#8221; เพื่อให้คนเหล่านี้ทำงานด้วยกัน สิ่งนี้จะต้องใช้ทรัพยากรอีกประมาณ 15% และเมื่อมี &#8220;คนที่ทำงานเป็นขั้นตอนกระบวนการ&#8221; เป็นแล้ว ก็ต้องจัดระบบระเบียบการทำงาน การประสานงานอื่นๆ หรือ &#8220;ระบบการทำงาน&#8221; (Organization) อีก 10% ต่อด้วยการพัฒนาวัฒนธรรมการทำงานของระบบการทำงานอีก 20% และเมื่อได้สิ่งเหล่านี้แล้ว ความรับผิดชอบเฉพาะทางที่เกิดจากความเชี่ยวชาญที่ได้ทำงานมา ซึ่งก็จะเกิดขึ้น และจะต้องพัฒนาจนกลายเป็น Leadership ในด้านนั้นๆ อีก 10% และเมื่อได้ถึงจุดนี้แล้ว กระบวนการทั้งหมดก็จะเริ่มสร้าง (Create/Generate) องค์ความรู้ ข้อมูล ฯลฯ ต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูปของกระดาษ หรือรูปแบบอื่นๆ ซึ่งจะต้องพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก 15% สุดท้ายของวัฏจักรก็คือ การพัฒนาเทคโนโลยีหรือเครื่องมือขึ้นมาเพื่อรองรับกระบวนการทั้งหมด อีกเพียง 10%</p>
<p>นั่นคือ เทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่จะมีนั้น เป็น &#8220;ผล&#8221; ที่ &#8220;ปลายเหตุ&#8221; ที่มีหน้าที่ &#8220;ช่วย&#8221; ให้ &#8220;คน&#8221; ซึ่งทำงานด้วย &#8220;กระบวนการบางอย่าง&#8221; ใน &#8220;ระบบงาน&#8221; ที่มี &#8220;วัฒนธรรมการทำงาน&#8221; และมี &#8220;หน้าที่ความรับผิดชอบอันเกิดจากความเชี่ยวชาญ&#8221; และต้องสร้างและใช้ &#8220;สารสนเทศ&#8221; ทำงานได้ดีขึ้น เท่านั้นเอง</p>
<p>แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อถึงกรณี &#8220;บ้านเรา&#8221; คืออะไร?</p>
<p>บ่อยครั้งมาก ที่เราต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วนฉาบฉวย ซึ่งมักจะหมายถึงการ &#8220;เร่งมีอย่างที่คนอื่นมี&#8221; ไม่ว่าจะเป็นการเร่งมีระบบฐานข้อมูลเหมือนที่คนอื่นมี การเร่งมีสิ่งพิมพ์ดิจิทัลบน iPad เหมือนกับที่คนอื่นมี การเร่งจะมีเว็บขายของเหมือนที่คนอ่ืนมี ใช่ไหมล่ะครับ?</p>
<p>ความต้อง &#8220;มีอย่างที่คนอื่นมี&#8221; แสดงให้เห็นว่า เราจะต้องเคยเห็นมาก่อนว่าคนอื่นมีอะไร นั่นคือ เราจะต้องเห็น &#8220;ผล&#8221; ที่​ &#8220;ปลายเหตุ&#8221; ซึ่งก่อให้เกิดความอยากได้เหมือนเขาบ้าง เราอาจจะศึกษากระบวนการของเขาทั้งหมด ย้อนกลับไปว่ามาได้อย่างไร ส่งคนไปศึกษาดูงาน อ่านหนังสือ ฯลฯ ก็แล้วแต่</p>
<p>ลองดูกราฟของ &#8220;สิ่งที่เกิดขึ้น&#8221; บ้างครับ</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/01/mckean.004.jpg" width="520" height="390" alt="mckean.006.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ความน่ากลัวที่น่าสนใจก็คือ <b>&#8220;การเดินย้อนทวนเข็มนาฬิกา&#8221;</b> ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่ &#8220;การมีเครื่องมือสุดท้ายเหมือนกับเขา&#8221; โดยที่ไม่ได้สร้างคน กระบวนการทำงาน ระบบงาน วัฒนธรรมการทำงาน ฯลฯ อะไรไว้รองรับเลย และเมื่อมีเครื่องมือตามที่ต้องการแล้ว ก็ค่อยหาข้อมูลมาใส่ระบบอย่างลวกๆ จากนั้นก็กำหนดหน้าที่การทำงานในระบบอย่างลวกๆ (อาจจะตามตำรา หรือตามที่ได้ดูงานมา) ในวัฒนธรรมการทำงานที่ถือได้ว่า Non-Existing จากนั้นอาจจะตั้งระบบ แผนก หรือองค์กรขึ้นมาทำงานหน้าที่นั้นอยากลวกๆ และสุดท้ายก็คือ หาคนมาใส่ให้เต็มงาน โดยที่คนเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับอะไรแบบนี้เลย</p>
<p>หมายเหตุที่สำคัญ 100% ของทั้งสองก้อนนี้อาจไม่เท่ากันก็ได้ 20% ของเวลาและทรัพยากรที่ใช้ในการพัฒนาตัวเครื่องมือหรือเทคโนโลยีของกลุ่มแรก (ที่ควรเป็น) อาจจะมากกว่าหรือพอๆ กับ 82% ของก้อนที่สองก็เป็นไปได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจะเห็นว่า เวลาและทรัพยากรที่ใช้ในการพัฒนาส่วนอื่นๆ นั้นยิ่งน้อยลงไปอีก</p>
<p>==================</p>
<p>ลองดูกรณีศึกษากันหลายๆ กรณีนะครับ</p>
<ul>
<li>หลายบริษัท/องค์กรเร่งไปที่การมีมาตรฐาน ISO, CMMI ตามกระบวนการประกันคุณภาพ (Quality Assurance; QA)​ โดยไม่ได้สนใจที่มาที่ไป รากฐานของมันเลย และยังทุ่มทรัพยากรไปกับการทำสิ่งเหล่านี้โดยใช่เหตุ และถือว่าเมื่อมีการใช้เครื่องมือเหล่านี้เหมือนชาวบ้านเค้า ก็ถือว่าเรามีคุณภาพแล้ว
<li>หลายองคก์กรที่พัฒนาโปรแกรม เร่งไปที่การมี &#8220;เครื่องมือ&#8221; ต่างๆ ในการพัฒนาองค์กร เช่นสารพัดวิธีในการทำ Agile หรือสารพัดวิธีในการจัดการซอฟต์แวร์ เช่น Personal Software Process โดยที่เมื่อมีการทำพวกนี้แต่เปลือก ก็ถือว่ามีแล้ว โดยทั้งที่จริงๆ แล้ว &#8220;คน&#8221; ยังเขียนโปรแกรมกันแทบไม่เป็นเอาซะเลยด้วยซ้ำ กระบวนการทำงานของแต่ละคนเองก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรเลย ยังทำงานร่วมกันไม่ได้เลย ฯลฯ
<li>ผมพบบ่อยๆ ว่าเวลาเราไปดูงานที่ประสบความสำเร็จ เราจะเห็นภาพสุดท้าย โครงสร้างองค์กร หน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ ว่ามีแผนกอะไร ใครต้องทำอะไร ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในบ้านเรา คือ การลอกแบบจากปลายเหตุ ตั้งองค์กรตาม แบ่งแผนกตาม หาคนมาทำงานตาม โดยไม่ได้เริ่มจากการสร้างอะไรเองเลย ดังนั้นก็จะมีอะไรหลายอย่างที่มันไม่ function ตามที่มันควรจะเป็น
<li>ระบบฐานข้อมูล เป็นอะไรที่ว่ากันยาวมาก หลายคนต้องการ &#8220;ระบบ&#8221; ขึ้นอย่างรวดเร็ว และเวลาที่เราบอกว่า มันต้องเริ่มจาก &#8220;คนใช้ข้อมูลอะไรในการทำงานอยู่ในปัจจุบันบ้าง&#8221; และข้อมูลอะไรจะต้องเชื่อมโยงกับอะไรที่มีอยู่แล้วบ้าง คนมักไม่ค่อยสนใจ คิดว่าจะต้องเริ่มด้วยการพัฒนาระบบเลย หรือดีกว่านั้น ซื้อระบบสำเร็จรูปมาใช้เลย ทั้งๆ ที่ระบบที่มันใช้งานได้ดี ส่วนมากจะใช้เวลานับปี วางรากฐานเรื่องข้อมูล และระบบข้อมูล ว่าใครใช้อะไรอยู่แล้วบ้างในการทำอะไร และข้อมูลนั้นเอามาจากไหน จากนั้นวางความเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว และค่อยพัฒนาระบบ ซึ่งจะใช้เวลาอีกหลายปี เป็นต้น
<li>เว็บไซต์หรือเว็บแอพพลิเคชั่นก็เช่นเดียวกัน ที่เริ่มจากการ &#8220;อยากมีเว็บเหมือนคนนั้นคนนี้&#8221; โดยที่ไม่ได้สนใจ &#8220;การเริ่ม&#8221; ที่เหมือนกับเขาเลยแม้แต่น้อย จะเอาแต่ปลายเหตุอย่างเดียว
<li>เรื่องเดียวกันก็เกิดขึ้นกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นทั่วไป การพัฒนา Digital Publishing ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่จะเริ่มจากการเห็นคนอื่นมีกัน แล้วจะเร่งรัดไปที่ปลายเหตุอย่างฉาบฉวย ไม่ได้สร้าง &#8220;คนที่เข้าใจกระบวนการ มีความสามารถในการทำงานจริงจัง&#8221; ขึ้นมาเลย
<li>เรื่องที่เห็นชัดเจนมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ Knowledge Management หรือ KM ที่ผมเห็นหลายที่บ้ากันจังเลย กับเครื่องมือสารพัด ไม่ว่าจะเป็นแผนภูมิก้างปลา กับการมี Blog ภายในองค์กร ที่แต่ละคนสามารถมาแชร์ความรู้กันได้ แล้วก็มีคนเขียนแค่ไม่กี่คน เขียนเรื่องอะไรก็ไม่รู้ พอมี Blog และมีคนเขียนคนสองคน ก็ถือว่า &#8220;องค์กรได้ทำ KM แล้ว&#8221; ซึ่งเป็นเรื่องโง่บัดซบ องค์กรในฐานะ &#8220;สิ่งมีชีวิต&#8221; จะดำรงอยู่ได้ด้วยอะไรในฐานะ &#8220;สภาพแวดล้อมและอาหาร&#8221; ยังไม่รู้เลย ดังนั้นตัวองค์กรเอง ต้องเรียนรู้อะไรเพื่อให้มันอยู่รอดได้ พัฒนาได้ อันนี้ก็ตอบไม่ได้ ในเมื่อไม่เป็น Learning Organization แล้วจะทำ Knowledge Management ไปเพื่ออะไร … ที่น่าเศร้า คือคนมันโดนล้างสมองไปแล้วว่า การทำ KM คือการมี Blog
<li>เรื่องการศึกษาที่เน้นไปที่ผลลัพธ์ก็ไม่ใช่ยกเว้น เพราะสิ่งที่อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก็คือ &#8220;เครื่องมือ&#8221; ไม่ว่าจะเป็นสูตรคำนวน หรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้นหลายครั้งเราจะเริ่มที่ปลายเหตุ คือ สอนการใช้เครื่องมือให้ได้ผลลัพธ์ โดยไม่สนใจสิ่งต่างๆ ก่อนหน้านั้นทั้งหมด และหลายคนก็สับสนไปว่า การใช้เครื่องมือเป็น คือการเข้าใจ ด้วยซ้ำ
<li>ฯลฯ ฯลฯ และ ฯลฯ
</ul>
<p>==================</p>
<p>ผมขอปิดบทความนี้ด้วยภาพนี้ภาพเดียวครับ ซึ่งคือสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องช่วยกันทำ</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/01/transforming.jpg" width="520" height="390" alt="transforming.jpg" /><br />
</center></p>
<p>เปลี่ยนจากวงกลมซ้าย ที่เดินย้อนทิศทางเข็มนาฬิกา ที่ทำให้เรามีอะไรหลายอย่างที่มันฉาบฉวย ไม่ยั่งยืน ไม่มีประโยชน์จริง แต่เป็นภาพลวงตาที่หลอกเราไปวันๆ ว่า &#8220;เรามีแล้ว&#8221; ไปเป็นวงกลมขวา ที่เดินตามเข็มนาฬิกา ที่จะทำให้เรามีอะไรเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใคร ใช้งานได้จริง มีประโยชน์กับตัวเราเอง องค์กรเราเอง และไม่ใช่ภาพลวงตา</p>
<p>สิ่งที่เราเห็นว่าคนนั้นคนนี้มี และหลายต่อหลายครั้งที่เราเห็นแล้วเผลอคิดไปว่า &#8220;เพราะเค้ามีสิ่งนั้น เค้าเลยดีกว่าเรา&#8221; มันเป็นเพียงแค่ &#8220;ยอดภูเขาน้ำแข็ง&#8221; เท่านั้นเอง</p>
<p><center><br />
<img src="http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2012/01/iceberg.018.jpg" width="520" height="390" alt="iceberg.018.jpg" /><br />
</center></p>
<p>ซึ่ง &#8220;ยอดภูเขาน้ำแข็ง&#8221; ที่ว่านี้ หมายถึงสิ่งที่เราเห็นลอยพ้นจากน้ำ ซึ่งจะมีเพียงแค่ 10-20% ของภูเขาน้ำแข็งทั้งก้อนเท่านั้น และการที่เราเข้าใจรูปร่างมันผิด และไปประมาทมัน เรือที่ไม่มีวันจมอย่างไทเทนิค ยังอับปางมาแล้วเลย …​. แต่นี่คือสิ่งที่หลายต่อหลายคนอาจจะมองเห็น แต่เพียงเท่านี้ ….</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2012/01/03/743/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พฤติกรรมฝังราก จากการศึกษา</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Dec 2011 02:52:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Rant]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/</guid>
		<description><![CDATA[ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม 2009 ผมเคยเขียนบทความไว้ที่นี่เรื่อง ลอกกุญแจ ได้คะแนนเต็ม และมีข้อความสำคัญว่า ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง … ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้) วันนี้จะขอพูดเรื่อง &#8220;การศึกษา&#8221; เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น แต่แก่นแท้ที่สำคัญ มันขยายผลไปเป็นอะไรก็ได้ที่คุณผู้อ่านจะเปรียบเทียบและตีความได้ และเราต้องไม่ลืมว่าการศึกษา คือสิ่งที่สร้างพฤติกรรมฝังรากได้มากที่สุด รองจากพฤติกรรมของคนในครอบครัว ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้ฟังผู้ปกครองบังคับเด็กทำการบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่มีปัญหาอะไรมากมายเท่าไหร่กับการบังคับให้ทำการบ้าน เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่ต้องปลูกฝัง ถึงลึกๆ ในใจจะคิดค้านว่า &#8220;ไม่เห็นต้องทำให้มันเป็นเรื่องที่ทำลายความรู้สึกเด็กขนาดนั้นเลย ให้เขาทำด้วยทัศนคติที่ดีหน่อยก็ไม่ได้&#8221; ก็เถอะ แต่ที่มันกัดความรู้สึกของผม ก็คือการเห็นภาพที่เด็กกำลังจะเขียนอะไรสักอย่างลงในสมุด ยังเขียนไม่ทันเสร็จเลย ก็โดนตวาดด้วยเสียงดังว่า &#8220;ผิด&#8221; &#8220;บอกแล้วไม่ฟัง&#8221; &#8220;นี่ เขียนนี่ๆๆๆ ลงไป&#8221; &#8220;แน๊ะ ยังจะเขียนแบบเดิมอีก&#8221; และอีกหลายอย่าง ผมไม่รู้หรอก ว่าต้องเอาความถูกต้องอะไรหนักหนา ทั้งๆ ที่การบ้านไม่ได้มีไว้ให้ทำให้ได้ &#8220;ผล&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม 2009 ผมเคยเขียนบทความไว้ที่นี่เรื่อง <a href="http://www.rawitat.com/2009/12/13/292/">ลอกกุญแจ ได้คะแนนเต็ม</a> และมีข้อความสำคัญว่า</p>
<blockquote><p>
ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง … ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้)
</p></blockquote>
<p>วันนี้จะขอพูดเรื่อง &#8220;การศึกษา&#8221; เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น แต่แก่นแท้ที่สำคัญ มันขยายผลไปเป็นอะไรก็ได้ที่คุณผู้อ่านจะเปรียบเทียบและตีความได้ และเราต้องไม่ลืมว่าการศึกษา คือสิ่งที่สร้างพฤติกรรมฝังรากได้มากที่สุด รองจากพฤติกรรมของคนในครอบครัว</p>
<p>ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้ฟังผู้ปกครองบังคับเด็กทำการบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่มีปัญหาอะไรมากมายเท่าไหร่กับการบังคับให้ทำการบ้าน เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่ต้องปลูกฝัง ถึงลึกๆ ในใจจะคิดค้านว่า &#8220;ไม่เห็นต้องทำให้มันเป็นเรื่องที่ทำลายความรู้สึกเด็กขนาดนั้นเลย ให้เขาทำด้วยทัศนคติที่ดีหน่อยก็ไม่ได้&#8221; ก็เถอะ</p>
<p>แต่ที่มันกัดความรู้สึกของผม ก็คือการเห็นภาพที่เด็กกำลังจะเขียนอะไรสักอย่างลงในสมุด ยังเขียนไม่ทันเสร็จเลย ก็โดนตวาดด้วยเสียงดังว่า &#8220;ผิด&#8221; &#8220;บอกแล้วไม่ฟัง&#8221; &#8220;นี่ เขียนนี่ๆๆๆ ลงไป&#8221; &#8220;แน๊ะ ยังจะเขียนแบบเดิมอีก&#8221; และอีกหลายอย่าง</p>
<p>ผมไม่รู้หรอก ว่าต้องเอาความถูกต้องอะไรหนักหนา ทั้งๆ ที่การบ้านไม่ได้มีไว้ให้ทำให้ได้ &#8220;ผล&#8221; ที่ถูกต้อง แต่ต้องทำให้ได้มี &#8220;กระบวนการทำการบ้าน&#8221; ที่ถูกต้อง มากกว่า เด็กอาจจะถูกสอนมาผิดจากโรงเรียน ทำให้สิ่งที่เด็กเขียน กับผู้ปกครองคิดว่าถูก ไม่ตรงกันก็ได้ นั่นก็คือ เด็กก็ไม่รู้หรอกว่าที่ทำลงไปน่ะ อะไรมันถูกอะไรมันไม่ถูก แต่ถ้าทำด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ทำด้วยความไม่มีเหตุผล ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ผู้ปกครองน่าจะคุยกับเด็กมากกว่า ว่าทำไมถึงตอบแบบนี้ ทำไมถึงคิดแบบนี้ ฯลฯ ไม่ใช่จะชี้นิ้วเอาสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องอย่างเดียว</p>
<p>ทำไมน่ะหรือ ลองดูพวกเราๆ สิ หลายอย่างที่เราทำๆ อยู่ทุกวันนี้ ที่เราคิดว่าเราทำถูก จริงๆ แล้วมันจะถูกหรือเปล่าเราก็ไม่รู้หรอก เพียงแต่เราทำด้วยเหตุผลบางอย่างเราถึงเชื่อว่าถูก ก็เหมือนกันกับเด็กน่ะแหละ ถ้าผู้ปกครองคนนั้นยังพูดไม่จบ แล้วผมไปยืนตวาดเค้าบ้างว่า &#8220;ผิด&#8221; &#8220;บอกแล้วไม่ฟัง&#8221; &#8220;นี่ คุยกับลูกแบบนี้ๆๆๆๆ&#8221; นี่จะเป็นยังไงนะ เพราะจากสายตาผม เค้าก็ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมือนกัน … ก็เหมือนกับสิ่งที่เค้าทำกับเด็กคนนั้นน่ะแหละ</p>
<p>…………………………..</p>
<p>ทั้งบ้าน ทั้งโรงเรียน มีแต่ความคิดความคาดหวังและดูที่ผลลัพธ์อย่างเดียว จะคาดคั้นเอาผลลัพธ์ที่ &#8220;ถูก&#8221; โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่สนใจทัศนคติ ไม่สนใจเหตุอันเป็นที่มา … ผมเชื่อว่าสำหรับพ่อแม่หลายคน ถ้าลูกลอกข้อสอบ/การบ้านเพื่อน/หนังสือกุญแจแล้วได้คะแนนดี ก็ดีใจด้วยซ้ำไป เอาไปอวดเพื่อนอวดฝูงด้วยซ้ำไป</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด &#8220;กระบวนการสร้างคน ผ่านการศึกษา&#8221; ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ถึงมหาวิทยาลัย เป็นเวลาเกือบ 20 ปี มันหล่อหลอมให้ &#8220;ผลลัพธ์&#8221; ซึ่งก็คือ &#8220;คน&#8221; ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น มีความฉาบฉวย เน้นไปที่การได้ผลอย่างเร่งด่วน คิดอะไรแค่เฉพาะหน้า ลงมือทำไม่เป็น และไม่ยินดีลงมือทำ รับความเสี่ยงในการลงมือทำและจะไม่ได้ผลที่ต้องการไม่ได้ หาความช่วยเหลือมากกว่าให้ความช่วยเหลือ เห็นแก่ตัว คิดเอาแต่ได้ คิดแต่สบาย อยากได้อะไรต้องมีคนทำไว้ให้อยู่ก่อนแล้ว แค่หาแล้วเอามาเป็นของตัวเอง</p>
<p>…………………………………………………</p>
<p>ผมพูดเสมอว่า &#8220;ผมไม่โทษนักศึกษาหรอก คนเหล่านี้เป็นผลผลิตที่สมบูรณ์ ของสังคมการศึกษาที่ล้มเหลว&#8221;</p>
<p>การสอบโปรเจคจบของนักศึกษาปีสี่ ที่เพิ่งจะผ่านไปเมื่อไม่นานนี้ สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนพอสมควร</p>
<p>น้องๆ ปีนี้ คือนักศึกษาที่ผมสอนวิชา Programming Platforms and Environment ไปเมื่อสองปีก่อน ซึ่งในปีนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมให้โจทย์ที่ต้องเขียนโปรแกรมบ้าง น้องๆ ส่วนมากจะ &#8220;รอเพื่อน&#8221; จนกระทั่งมีใครสักคนทำได้ แล้วลอกมันส่งกันเกือบยกชั้น .. น้องๆ ส่วนมากจะ &#8220;ไม่สามารถอธิบาย&#8221; แต่ละบรรทัด/แต่ละส่วนของโปรแกรมได้ ว่ามันคืออะไร มันมีไปทำไม ถ้าถามผลการทำงานของโปรแกรมอย่างฉาบฉวย จะตอบได้ แต่อย่าถามนะ ว่าไอ้บรรทัดนี้ มันมีไว้ทำไม มันทำงานเมื่อไหร่ อย่างไร มันทำแบบอื่นได้มั้ย มันเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง จะเงียบ ตาย ทันที … น้องๆ แทบทุกคนจะ &#8220;ทำการบ้านเฉพาะข้อง่ายๆ&#8221; ที่คำตอบมันชัดหรือหาได้ง่าย</p>
<p>สอนก็แล้ว ให้ตกก็แล้ว ว่าก็แล้ว ฯลฯ</p>
<p>สองปีผ่านไป หลายคนก็ทำโปรเจคจบ เกิดอะไรขึ้นหรือ? ก็เหมือนกับข้อความข้างบนนี้น่ะแหละครับ เพียงแต่เปลี่ยนจาก &#8220;การบ้าน&#8221; เป็น &#8220;โปรเจค&#8221; เท่านั้นเอง อะไรที่เคยหยิบจากเน็ตได้อย่างฉาบฉวย เอามารันแล้วได้ผลที่ต้องการ มาส่งเป็นการบ้าน ไม่ได้คิด ไม่ได้เขียน ไม่ได้ทำความเข้าใจอะไรเลย เมื่อก่อนเป็นยังไง เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น เลือกทำแต่เฉพาะงานส่วนง่ายๆ ที่คำตอบมันหาได้ง่ายๆ ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้ามีอะไรที่คล้ายเพื่อน ก็จะลอกเพื่อน โดยตัวเองไม่เข้าใจอะไรเลย ฉันใด ก็ฉันนั้น</p>
<p>……………………………………..……………………………</p>
<p>ถ้านักศึกษากลุ่มนี้ยังจำได้ ผมเคยเขียน &#8220;บทเรียนสุดท้าย ที่ผมไม่มีโอกาสสอนคุณในห้องเรียน&#8221; ลงใน &#8220;ข้อสอบปลายภาค&#8221; และ ณ วันนี้ ผมขอเขียนมันอีกครั้งหนึ่งที่นี่</p>
<blockquote>
<p>____ บทเรียนสุดท้าย ที่ผมไม่มีโอกาสสอนคุณในห้องเรียน ______</p>
<p>อาจารย์ที่ผมเคารพมากท่านหนึ่ง (Prof. Brian Harvey; University of California at Berkeley) เคยพูดเอาไว้ว่า เหตุผลที่ นักศึกษาควรศึกษาทุกอย่างเอง หัดทําอะไรเอง ชนกับปัญหาเอง วิเคราะห์การแก้ปัญหาเอง ไม่ลอก ไม่ถามหาความช่วยเหลือ ก่อนเวลาอันควร ไม่ควรเขียนโปรแกรมให้กัน หรือคิดวิธีการแก้ปัญหาให้กัน ไม่ใช่เพราะเรื่องจรรยาบรรณ เรื่องชื่อเสียง ไม่ว่า จะของตัวเองหรือสถาบัน เรื่องฝีมือการทํางาน ฯลฯ หรือเรื่องอะไรก็ตามที่มันอุดมคติ แต่เพราะ <u>“พฤติกรรมอะไรก็ตาม ที่คุณสร้างให้ตัวเอง สมัยเรียน มันจะเป็นพฤติกรรมที่ฝังรากลึก แก้ไม่ได้ ตอนที่คุณไปทํางาน”</u></p>
<p>มันเหมือนกับการเขียนโปรแกรมให้ตัวเอง คอมไพล์ … แล้วไปเห็นผลการรันในตอนทํางานจริง</p>
<p>ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่อ้างว่า ไปเที่ยว กิจกรรม ฯลฯ ในคืนวันอาทิตย์ จนไม่สามารถมาทํางานได้ในวันจันทร์ เพราะนั่น เป็นวันทํางาน คุณก็ต้องรับผิดชอบมันในฐานะวันทํางาน</p>
<p>ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่ไม่คิดอะไรเลย รอแต่ให้หัวหน้างานป้อน/สั่ง พนักงานที่ไม่สนใจคิดวิเคราะห์ถึงปัญหา หรือ พนักงานที่ไม่สนใจงานตัวเอง ทํางานให้มันผ่านๆ ไป และไม่คิดรีวิวงานตัวเองจากสัปดาห์ก่อน หรือพนักงานที่มีสมุดจดงาน เอาไว้แค่เปิดดูเวลาที่โดนเจ้านายถาม</p>
<p>ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่ไม่คิดเอาสิ่งที่ตัวเองเห็น จากเรื่องรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นนิยาย ภาพยนต์ การเมือง สิ่งแวดล้อม ฯลฯมาเป็นข้อคิดที่ดีในการทํางานพนักงานที่มองไม่เห็นว่าทุกอย่างมันเป็นกระจกสะท้อนซึ่งกันและกันอยา่งไรมันเกี่ยวขอ้ง เกี่ยวพันกันอย่างไร</p>
<p><u>ไม่ว่าคุณจะทํางานไอทีหรือไม่กต็ามพฤติกรรมเหล่าน้ีจะติดตัวคุณไป</u></p>
<p>ดังน้ันผมหวังว่าจะไม่ได้ยินคําพูดของคุณที่ว่า“จบแล้วผม/หนูจะไม่ทํางานด้านนี้ดังนั้นให้ผม/หนูผ่านเถอะครับ/ค่ะ” อีก</p>
<p>ผมอยากเคารพคุณทุกคน ในฐานะ “นักศึกษา” ในวันนี้ และ “เพื่อนร่วมวงการ” ในอนาคต</p>
<p>ขอบคุณครับ</p>
</blockquote>
<p>… และคุณคงเข้าใจแล้วว่า วิชานั้น ที่ผมบอกว่า มหาวิทยาลัย การศึกษา และครอบครัว มันก็เป็น Programming Platform และ Environment ที่มันโปรแกรมพฤติกรรมฝังรากให้กับพวกคุณ ที่มันแก้ไม่ได้ ถ้าพวกคุณไม่พยายามคิดจะทำอะไรบางอย่างกับมันบ้าง มันแปลว่าอะไร … เพราะสิ่งไหนที่มันเป็นในวันนั้น วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/12/28/734/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>20</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The App Must Go On (แปลงจาก The Show Must Go On)</title>
		<link>http://www.rawitat.com/2011/12/27/733/</link>
		<comments>http://www.rawitat.com/2011/12/27/733/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2011 04:31:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>rawitat</dc:creator>
				<category><![CDATA[Humorous]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rawitat.com/2011/12/27/733/</guid>
		<description><![CDATA[อารมณ์พาไป เลยแปลงเพลง The Show Must Go On จากอารมณ์โปรแกรมเมอร์ซะหน่อย Empty projects &#8211; what are we coding for Abandoned usages &#8211; I guess we didn&#8217;t know who it&#8217;s for On an on, does anybody know what we are looking for Another feature, another API Behind the curtain, in the source code files Thousands of lines, does anybody [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อารมณ์พาไป เลยแปลงเพลง The Show Must Go On จากอารมณ์โปรแกรมเมอร์ซะหน่อย</p>
<p>Empty projects &#8211; what are we coding for<br />
Abandoned usages &#8211; I guess we didn&#8217;t know who it&#8217;s for<br />
On an on, does anybody know what we are looking for</p>
<p>Another feature, another API<br />
Behind the curtain, in the source code files<br />
Thousands of lines, does anybody want to write it anymore</p>
<p>The app must go on<br />
The app must go on<br />
Inside my code is breaking<br />
The bugs appear so freaking<br />
But my brain still works on</p>
<p>Whatever happens, I can&#8217;t leave it all to chance<br />
Another query, another failed access<br />
On an on, does anybody know what we are coding for</p>
<p>Algorithm isn&#8217;t working, I must feel chiller now<br />
I&#8217;ll soon be doing a cutting-corner now<br />
Outside the deadline is approaching<br />
But inside there&#8217;re bugs aching to be free</p>
<p>The app must go on<br />
The app must go on<br />
Inside my code is breaking<br />
The bugs appear so freaking<br />
But my brain still works on</p>
<p>A little bug is like the wings of butterflies<br />
Single line can crash the app and die<br />
I can&#8217;t cry &#8211; my friends</p>
<p>The app must go on<br />
The app must go on<br />
I&#8217;ll code it with a grin<br />
I&#8217;m never giving in<br />
On &#8211; with the code -</p>
<p>I&#8217;ll top the bill, I&#8217;ll overkill<br />
I have to find the will to carry on<br />
On with the -<br />
On with the code -<br />
The app must go on.</p>
<p>ท่าทางจะต้องเก็บไว้ร้องใน Karaoke บ้างซะแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rawitat.com/2011/12/27/733/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

