ในหนังเรื่อง Pirates of Caribbean มีเรือลำหนึ่งที่ผมชอบมาก ยิ่งกว่า The Black Pearl นั่นคือ The Flying Dutchman ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าผมเคยได้ยินตำนานของเรือลำนี้มาตั้งแต่เด็กๆ
ยอมรับว่าในตอนแรกที่ผมดูเรื่องนี้ ผมไม่ได้คิดอะไรมากเลย กับการออกแบบ The Flying Ducthman และลูกเรือ ออกจะผิดหวังเสียด้วยซ้ำ ที่ออกแบบมาเป็นสัตว์ประหลาดที่ผสมคนกับสัตว์ทะเล มากกว่าที่จะเป็น “เรือผี” แบบ The Black Pearl ในภาคแรก (อาจจะด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าไม่อยากจะออกแบบซ้ำ)
แต่ว่ายิ่งเวลาผ่านไป ผมมีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ใหม่ทั้งสามภาคแบบรวดเดียวอีกรอบ และมีโอกาสนั่งคิดอีกครั้ง ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่เปลี่ยนไปมาก จากการทำงานบริหารหน่วยงานราชการ (ศูนย์คอมพิวเตอร์ ม.ศิลปากร) มาสองปีเต็มๆ …. ก็เห็นอะไรบางอย่าง ที่ “เฮ้ย เจ๋งว่ะ”
- ก่อนอื่นขอเล่าว่า ผมมักจะเปรียบเทียบการทำงาน กับการเดินเรือในมหาสมุทรอยู่แล้ว
- เรือทุกลำที่เดินทางในมหาสมุทร ย่อมต้องมีเป้าหมาย ไม่เช่นนั้นจะหลงทาง เรือหลายลำมีเป้าหมายที่เรียบง่าย เช่น เดินทางจากท่าหนึ่งไปยังอีกท่าหนึ่ง และ Flying Dutchman ก็เช่นเดียวกัน
- Flying Dutchman เป็นเรือที่ “เคย” มีเป้าหมาย และเป้าหมายที่ว่านั้น คือ การส่งวิญญาณจากภพหนึ่ง ไปยังอีกภพหนึ่ง
- แต่สิ่งที่เราเห็นในภาพยนต์นั้น Flying Dutchman คือ “องค์กรที่ไร้เป้าหมาย” ซึ่งอาจจะเกิดจากเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
- ทีนี้พอเป็นองค์กรไร้เป้าหมาย ผลเป็นอย่างไร ผลคือ “การเสื่อมสลายขององค์กร” องค์กรที่ไม่ได้รับการดูแล เหลียวแล มีสภาพกลืนไปกับสภาพแวดล้อมอะไรก็ได้ที่มันเป็นอยู่ กลายเป็นแหล่งหา “ผลประโยชน์” ของลูกเรือในองค์กร ที่อ้างองค์กรเพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง กลายเป็นแหล่งพักพิง “ถาวร” ของบรรดาลูกเรือ
- การล่าผลประโยชน์ในคราบขององค์กรมันช่างน่าสะพรึงกลัวนัก หลายคนอยู่ไปนานๆ เข้า ก็ปรับตัว “ฝัง” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ไร้เป้าหมาย ล่องลอยอยู่ในทะเลเรื่อยๆ ลืมตัวตนของตัวเอง ลืมว่าตัวเองเคยเป็นใคร ตัวเองเคยอยากทำอะไร ตัวเองต้องการอะไร ตัวเอง ฯลฯ อะไร จนวันหนึ่งความเป็นตัวเองก็สูญสิ้นไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหาผลประโยชน์ในคราบของ “องค์กร” อย่างสนิท
- อย่างหนึ่งที่ผมโคตรชอบเลยว่ะ ก็คือ Flying Dutchman ไม่สามารถเทียบฝั่งได้ ถ้าโดยทั่วไปแล้ว เรามักเทียบฝั่งเป็นเป้าหมาย และการ “ถึงฝั่ง” คือ การไปถึงเป้าหมาย ก็จะพบว่า องค์กรแบบ Flying Dutchman รวมถึงคนในองค์กร ไม่มีวันนั้นแน่นอน
- การเปลี่ยนกัปตันเรือ (= การเปลี่ยนผู้บริหาร) อาจจะนำมาซึ่ง “เป้าหมาย” ให้กับองค์กร (เหมือนที่ลูกเรือคนหนึ่งบอกว่า “เรือลำนี้มีเป้าหมายอีกครั้ง”)
- ซึ่งเมื่อองค์กรมีเป้าหมาย เราอาจจะได้เห็นความเป็นตัวเองของลูกเรือแต่ละคนอีกครั้ง เป็นลูกเรือที่ช่วยกันเพื่อให้องค์กรไปสู่เป้าหมาย (และตัวเองก็ไปถึงเป้าหมายร่วมกับองค์กร) โดยยังคงเป็นตัวเองอย่างชัดเจน ไม่เหมือนกับสมัยที่ยังไร้เป้าหมาย ที่ “เหมือนจะทำงาน” แต่ว่าไปไม่ถึงไหน หาประโยชน์อะไรบางอย่างไปวันๆ
- แต่ว่าไอ้พวกองค์กรไร้เป้าหมายพวกนี้อ่ะนะ ว่าไป ก็ชอบเป็นมาเฟียน่านน้ำ ใช่มั้ยล่ะ ไม่รู้ว่าจะโผล่มาเมื่อไหร่ เป็นที่หวาดกลัวของบรรดานักเดินเรือที่มีเป้าหมายทั้งหลาย
ตัดกลับมาที่องค์กรของเราๆ ทั้งหลายนะครับ ลองถามเล่นๆ ว่า “องค์กรของเรามีเป้าหมายหรือเปล่า” ไม่ใช่เป้าหมายเชิงผลประโยชน์ หรือว่าการหาผลประโยชน์นะครับ ไอ้พวกนั้นเซ็ตง่าย และถ้าเซ็ตเป็นเป้าหมายหลักเมื่อไหร่ มันก็ไม่ต่างอะไรกับ Flying Ducthman ตั้งแต่ต้น (คือเป็นเรือที่เกิดมาเป็น Flying Dutchman เลย)
หากองค์กรของเรามีเป้าหมายไม่ชัดเจน วัดไม่ได้ว่าไปถึงไหนหรือเปล่า เราสังเกตดีๆ ว่ามันจะเป็นเหมือนกับ Flying Dutchman น่ะแหละ คือเป็นแหล่งรวมคนที่ต้องการประโยชน์ในคราบองค์กร ที่อาศัยองค์กรเป็นแหล่งฝังตัวอย่างเหนียวแน่น สับสนระหว่างผลประโยชน์ตัวเอง พวกตัวเอง และผลประโยชน์ขององค์กร ฯลฯ
อย่างหนึ่งที่ต้องระวัง ในองค์กรหลายองค์กร มีการพูดถึง “หน้าที่” ก่อน “เป้าหมาย” ซึ่งผมบอกได้เลยว่า “งี่เง่า” ครับ บนเรือ Flying Dutchman มีลูกเรือทำหน้าที่ต่างๆ มากมาย แต่พาองค์กรไปไหนกัน? เพราะว่า Flying Dutchman ในฐานะขององค์กรมันไม่ได้มีเป้าหมายอะไร (ใน timeline ของหนัง) พูดอีกแบบคือ มันกลายเป็นเครื่องมือในการทำอะไรก็ไม่รู้ของใครบางคน (หรือของกลุ่มบุคคล) ผิดวัตถุประสงค์ขององค์กรที่ตั้งมาตั้งแต่ต้น
ในองค์กรที่มีแต่ “หน้าที่” แต่ไม่มี “เป้าหมาย” ความอันตรายของมันก็คือ ทุกคนจะคิดว่าตัวเองกำลัง “ทำงาน” แต่ว่ามันอาจจะ pointless ไม่ได้พาอะไรไปไหนเลย ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากภาพลวงตาว่าตัวเองกำลัง “ทำงาน” อย่างหนักหนา ตาม “หน้าที่” ที่ได้กำหนดไว้แล้ว
ที่น่ากลัวคือ หลายองค์กรมี “หน้าที่” แต่กลับไม่มี “เป้าหมาย” จริงจัง มีเพียง “เป้าหมาย” ที่ลอยไปลอยมา เอาไว้พูดติดปากให้เท่ๆ เก๋ไก๋ เวลามีใครถามเท่านั้นเอง .. ก็มักจะลงเอยด้วยการอ้าง “หน้าที่” นั้นแหละ มาทำลายความเจริญหรือความคืบหน้าอันควรจะเป็น “เป้าหมาย” ขององค์กรตามที่มันถูกตั้งมาแต่ต้น อย่างแน่เสียดาย
update 1 : มีอะไรเพิ่มเติมนิดหน่อย … สังเกตมั้ยว่ากัปตันเรือจะต้องเริ่มด้วย “ให้หัวใจกับเรือ” … ครับ ถ้าไม่สามารถให้ “ใจ” กับองค์กรได้แล้ว อย่าริไปเป็นกัปตันเรือลำไหนเด็ดขาด มีเวิร์กหรอก
ตามสัญญาเมื่อสายันต์ (จากตอน Nikon P7000 Review) ว่าจะเขียนรีวิวกล้องตัวนี้แบบ On the Trip ตามการใช้งานจริง เดี๋ยวจะทิ้งช่วงนานเกินไป เขียนซะหน่อย
ขวดน้ำหวาน
เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้ขึ้นไปเที่ยวเหนืออีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเป็นแม่ฮ่องสอน (เช่นเดียวกับเมื่อปีก่อน) ตามประสาคนกรุงไขว่คว้าความหนาวบ้าง ออกต่างจังหวัดไปที่ๆ ธรรมชาติยังเป็นธรรมชาติบ้าง โดยครั้งนี้ผมได้เอาเจ้า Nikon P7000 ไปด้วย ในฐานะ “กล้องสำรอง” และ “กล้องเดินเที่ยว” เมื่อผมไม่ต้องการที่จะใช้ Nikon D3s (ซึ่งเป็นกล้องซีเรียส ใช้เมื่อหวังผลภาพ) หรือ Leica M8 (ที่ผมชอบใช้เวลาเดินเล่นในเมืองหรือหมู่บ้าน)
อุ้มบาตร
จากการใช้งานจริงผมพบว่าโดยทั่วไปแล้ว P7000 ตอบสนองการใช้งานได้ค่อนข้างดี ทำให้หลายๆ ครั้ง ผมไม่ได้หยิบเอากล้องหลักออกจากกระเป๋าด้วยซ้ำไป และทริปนี้ก็ได้ confirm ถึงสิ่งที่ผมเขียนไว้ใน Review ก่อนหน้านี้หลายเรื่อง
เรื่องแรกคือเรื่องระยะซูม ซึ่งเทียบเท่ากับ 28-200mm บน 35mm format ซึ่งใช้งานได้ค่อนข้างสะดวก และภาพที่ได้จากระยะปลายซูมก็ถือว่าดีทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ รูปรังผึ้งขนาดใหญ่ ที่เกาะอยู่บนพระพุทธรูปนอนกลางแจ้ง ซึ่งจากจุดที่ผมยืนอยู่นั้น มองเห็นไม่ถนัดว่าคืออะไร และตำแหน่งที่ผมยืนนั้นเป็นตำแหน่งย้อนแสง แต่ระบบวัดแสงของกล้องก็ยังทำงานได้ดีทีเดียว (ก็เล่นจัดองค์ประกอบแบบนี้นี่นะ ถ้าลองเห็นฟ้าก็มืดแน่นอน)
รังผึ้งบนพระพุทธรูป
Dynamic Range จากไฟล์ JPEG ที่ได้ ก็ถือว่าค่อนข้างดี และยังคงเก็บรายละเอียดในเงาได้มากพอสมควร เช่นรูปต่อไปนี้ ถือว่าแสงค่อนข้างยากพอสมควร เนื่องจากเป็นช่วงที่แดดแรง ทำให้ Contrast ของแสงค่อนข้างมาก ในส่วนที่จ้าและส่วนที่มืด ซึ่งรูปนี้ผมดึงส่วนที่มืดขึ้นมา (ด้านซ้ายของรูป ซึ่งรูปที่ได้มานั้นมืดมากทีเดียว) และพยายามตบส่วนที่เป็นแสงจ้าลงไป
Landmark ที่ออบหลวง
ดูกันอีกรูป สำหรับ Dynamic Range ของภาพ JPEG จากกล้อง (ซึ่งแน่นอนว่าผ่านการดึงและตบมาแล้ว)
ดูแล้วนึกถึง Chronicle of Narnia ยังไงไม่รู้แฮะ
อย่างที่บอกไว้ในรีวิวก่อน ว่าสาเหตุหลักอันหนึ่งที่ทำให้ผมเลือก P7000 ก็คือ “Nikon Color” ที่ผมคุ้นเคยจากกล้องใหญ่ ภาพจาก P7000 ก็ให้ผมแบบนั้นน่ะแหละ ดูจากหลังกล้องแล้วความรู้สึกมัน “ใช่” กว่าตอนดูรูปจาก LX3 เยอะมาก ยิ่งถ้าตั้ง Vivid ไว้นะ จัดได้ใจ ทั้งความอิ่มของสี และคอนทราสต์
ดอกไม้สีแดง
ดอกบัวบานริมนา … บัวเหล่าที่หนึ่งมีอยู่ได้ในทุกที่
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเลนส์ช่วงซูมยาวๆ กับกล้องคอมแพคเซนเซอร์เล็ก ก็คือ มันยังพอจะโยนฉากหลังให้เบลอเล่นได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ ถึง f ช่วงปลายซูม มันจะ 5.6 ก็เถอะ ถ้าเลือกฉากหลังไกลๆ และซูมให้ของที่อยากถ่ายมันเต็มๆ ก็พอจะช่วยได้บ้าง (แต่แน่นอนว่าอย่าเอาไปเทียบกับ DSLR นะ เทียบไม่ได้หรอก)
Living on Dead
กระบอกส่งน้ำ
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันเหมือนชาวบ้านเค้าน่ะ ดูเป็นมิตรกว่าพวกถือ DSLR เยอะ ถึงตอนนี้ใครๆ ก็ถือ DSLR กันเต็มไปหมดก็เถอะ เวลาหยิบมาถ่ายรูปชาวบ้านมันก็ยังดูเกะกะและไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ หลายคนก็บ่ายเบี่ยง หลายคนชี้นิ้วมาทำเหมือนกับจะโดนยิงหรือว่าจับผิด หรือว่าอะไรสักอย่าง ฯลฯ แต่ว่าพอหยิบคอมแพคมาถ่าย นี่เป็นมิตรกว่ากันเยอะ กล้องพวกนี้จริงๆ เอาไว้ถ่ายพวกชีวิตทั่วไปเวลาไปเที่ยวนี่ดีนักแล
แม่ค้าสาวน้อยที่ปางอุ๋ง
สรุปว่า ผมค่อนข้างพอใจกับมันแฮะ มากกว่าที่คิดไว้ตอนแรก (หรือว่าผมหวังน้อยอยู่แล้วกับคอมแพคของ Nikon ก็ไม่รู้เหมือนกัน) กล้องคอมแพคเดี๋ยวนี้ดีขึ้นมาก จนเรียกได้ว่าไม่ต้องเอา DSLR ก็พอจะได้แล้ว (แต่ว่า DSLR มันก็ถูกลงมามาก จนไม่ต้องซื้อคอมแพคก็ได้แล้วเหมือนกันนะ — ก็แล้วแต่ความต้องการใช้งานแล้วล่ะ)
รอแสงยามเช้า
ใช่ๆๆ ลืมไปเรื่อง คือเรื่อง Battery .. ต้องขอบคุณ Nikon ที่กลับมามีสติอีกครั้ง หลังจากทำอะไรบ้าๆ กับ P6000 เยอะมากมาย เช่น มีที่เสียบสาย LAN .. แต่ที่บ้าที่สุดของ P6000 คือ “การชาร์จแบต” จะชาร์จกับกล้องโดยตรง ซึ่งเสี่ยงมากมีการทำตก หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ และมีข้อเสียมากมาย (นึกถึงเวลามีแบต 2 ก้อน เราจะไม่สามารถชาร์จแบตก้อนหนึ่ง และใส่อีกก้อนหนึ่งเพื่อถ่ายรูปไปก่อนได้) … P7000 ใช้ “ที่ชาร์จแยก” ครับ ค่อยยังชั่ว และแบตก็ใช้ได้ค่อนข้างทนดีทีเดียวครับ (อย่าเอาไปเทียบกับพวก DSLR นะ) แต่ว่าทำไมก็ไม่รู้ ก็ยังไม่แสดงสถานะของแบตตลอดเวลาอยู่ดี แสดงเอาอีตอนกำลังจะหมดอีกล่ะ แบบนี้คนใช้งานค่อนข้างจะพารานอยด์นะ เพราะว่าแยกไม่ออกเลยว่า แบตเกือบเต็ม หรือว่าเกือบจะเกือบหมด (ถ้าเกือบหมดถึงจะแสดงสถานะ)
Raft rowing
ไหนๆ ก็พูดเทียบกับ P6000 แล้ว ก็บอกซะหน่อยว่า Nikon มีสติขึ้นมาเยอะครับ กลับมาทำกล้องให้เป็นกล้องอีกครั้ง หลังจาก P6000 นั้น เน้นการใส่ของเล่น ใส่เทคโนโลยี เสียจนความสามารถในการเป็นกล้องถ่ายรูปของมันไม่ได้รับการเหลียวแลสักเท่าไหร่ หลายต่อหลายอย่างก็ไม่รู้จะใส่มาทำอะไร (รวมถึง GPS ที่อาจจะมีประโยชน์นะ แต่ว่ากินแบตมากมาย) ตัวนี้ No-Nonsense กว่าเยอะมาก
เทือกเขาริมชายแดนไทย-พม่า (เส้นแม่สะเรียง-แม่สอด)
สุดท้ายนะครับ ขอหน่อย … ไปเที่ยวที่ไหน ผมต้องเห็นภาพพวกนี้เสียชินตา ทั้งๆ ที่ถังขยะก็อยู่ไม่ห่างจากตรงนั้นมากเท่าไหร่เลย
เช่นเดียวกัน …. มีคนเที่ยวที่ไหน มีไอ้พวกนี้ที่นั่น ให้ได้งี้สิ
รูปนี้ห่างจากถังขยะ (ที่ยังว่างๆ อยู่) ไม่เกิน 15 เมตร
ยัดกันเข้าไป หมกกันเข้าไป
ไว้วันนึงเถอะ จะเอารูปถ่ายขยะที่ถูกขยะทิ้งไว้แบบนี้ มาจัดแสดงสักที่ ถ่ายไว้ได้เยอะมากแล้ว
เพิ่งออกจากโรงหนังหมาดๆ เลย กับเรื่องที่หลายคนรอมานาน และผมกะว่าจะดัดนิสัยตัวเอง ให้กลับมาเป็น “พอดูหนังจบ ก็ blog ทันที” อีกครั้ง เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต ก็เลยเขียนซะหน่อย
เรื่อง Tron ภาคแรก เป็นหนังที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมดูเรื่องนี้มานานพอดูแล้ว (ประมาณ 10 ปี) แต่ว่าผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายนักกับภาคนี้ ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น
- ผมยังไม่เคยชอบหนังแนว Remake หรือว่าภาคต่อ ที่ขาดหายไปจากภาคก่อนๆ นานสักเรื่อง (Star Wars ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ผมเคยเขียน Review EP1 ไว้แบบเสียหายมากมาย แต่ว่า EP2, EP3 นี่ผมถือว่ามันเป็นภาคต่อจาก EP1 นะ)
- Plot เรื่อง ที่ต่อให้วางต่อจากภาคเก่ายังไง ก็เดากันได้หมด ยิ่งดู Trailer ด้วยแล้ว ยิ่งเดาได้ไม่ยากเลย ไม่พ้นพวก Artificial Life แหงๆ … ยิ่งถ้าเคยดู The Matrix, 13th Floor ด้วยแล้วนี่ ยิ่งเดาโคตรไม่ยาก ว่ามันไม่มีอะไรแหวกแนวไปจากนี้แน่นอน
- จุดขายอย่างหนึ่งของภาคเก่า คือ Visual ทั้งหลายแหล่ แต่ว่าภาคนี้จะทำให้มัน Revolution ขนาดภาคเก่า เทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ในตลาดหรืออุตสาหกรรมตอนนี้ บอกได้เลยว่า “ยากส์”
- เพืิ่อนสนิทมิตรสหาย คอเดียวกันทั้งหลาย ไม่ค่อยจะชอบเท่าไหร่
แต่ว่าผมกลับเดินออกจากโรงหนังด้วยความรู้สึก “ผมชอบมันว่ะ” ทำไมน่ะเหรอ
อาจจะเป็นเพราะผมโตขึ้น (แก่ขึ้น) มั้ง เลยเห็นอะไรต่างๆ ไปเยอะ ยิ่งมีความคาดหวังแบบ 4 ข้อด้านบนด้วยแล้ว ยิ่งไม่ได้คิดจะดูเพื่ออรรถรสแบบดูหนัง คือ ดู Visual ดูเนื้อเรื่องให้สนุกตื่นเต้น/อินไปกับเนื้อเรื่อง/รอเซอร์ไพรส์แบบหักหลังคนดู/ฯลฯ ดูการแสดง อะไรพวกนี้ แต่ว่าผมเข้าไปดูเพื่อหา “Hidden Message” หรือว่าข้อความซ่อนเร้นต่างๆ ที่ผมสามารถตีความได้ (โดยผู้สร้างหนังจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) จะสังเกตว่าพักหลังๆ ผมรีวิวหนังออกแนวตีความเยอะมาก ตั้งแต่ Spider Man, X-Men แล้ว (ที่ยังไม่ได้เขียน แต่เล่าให้น้องๆ ที่ทำงานด้วยฟัง มีอีกเยอะ) ที่ไปออก MCOT.NET เรื่อง Avatar ก็เช่นกัน
แล้วเรื่องนี้มันเป็นยังไง? … เอาเป็นข้อๆ เลยละกันนะ อ่านง่ายดี มีไม่เยอะหรอก แต่ “แรง” … และสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดู อาจจะมี Spoiler นะ แต่ไม่ตั้งใจจะ Spoil หรอก ถ้ากลัวก็หยุดอ่านมันซะตรงนี้ละกัน
- ในภาพใหญ่ที่สุด นี่เป็นเรื่องของ Digital World และ Physical World โดยสิ่งที่อยู่ในโลก Digital นั้น เป็น “โปรแกรม” ทั้งหมด
- เราต้อง “โหลด” ตัวเองเข้าสู่โลก Digital … แล้วเราโหลดอะไร? เราโหลด Data ของเรา ความทรงจำของเรา เรื่องราวต่างๆ ของเรา เข้าไปในโลก Digital เรื่องนี้สังเกตได้จาก Symbol หลักของเรื่องเลย ว่าเมื่อพระเอก (Sam) เข้าไปในโลก Digital แล้ว สิ่งแรกที่โดนทำก็คือ สวมชุดที่เป็น Data Suit และมี Disk เก็บความทรงจำอยู่ นั่นคือ ตัวตนของเราในโลก Digital ก็คือ Data และความทรงจำของเรา ที่เราโหลดมันขึ้นไปน่ะแหละ (นึกถึงพวก Facebook, Hi5 อะไรพวกนี้แล้วจะนึกออก)
- พวกเราหลายต่อหลายคน ยินดี “หันหลัง” ให้กับชีวิตของพวกเราเอง และเลือกที่จะ “หมกมุ่น” อยู่กับโลก Digital ที่เราสร้างมันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น Social Network หรือว่ากลุ่มเพื่อน หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ เราคิดเราฝัน ว่านี่คือโลกที่เราฝันใฝ่ และจะสร้างมันให้เป็นแบบนั้นแบบนี้
- แต่ว่าหลายครั้งเราก็ลืมไปว่า ชีวิตของเราจริงๆ มันอยู่ข้างนอก เราอาจกลายเป็นคนอื่นสำหรับคนใกล้ตัวเรา
- และนั่นคือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อ “ตัวตน Digital” (ในเรื่องคือ Clu) มีอิทธิพลเหนือชีวิตเรา กลายมาเป็นตัวเราแทนเรา และทำให้เราไม่สามารถกลับออกมาได้อีก .. สิ่งที่เราสร้างขึ้นมา กลายเป็นศัตรูกับชีวิตจริงของเราไปซะงั้น
- น่าคิด ว่าการที่ Clu เป็นตัวการในการดึง Sam (หรือคนอื่นที่ได้รับเพจ) ให้เข้ามาในโลก Digital ก็เหมือนกับเวลาที่ตัวตนในโลก Digital ของเรา มีอิทธิพลเหนือเราเมื่อไหร่ เราก็มักจะชวนเพื่อนคนโน้นคนนี้ เข้ามาในโลกเดียวกับเราด้วย … เช่น ติด Twitter ก็ชวนคนอื่นมามี Twitter ด้วยกันหมด .. ไปๆ มาๆ ขนาดนั่งอยู่ใกล้ๆ กันแท้ๆ แทนที่จะคุยกัน ดัน Tweet, WhatsApp, อะไรก็ช่าง คุยกัน
- น่าสนใจ ที่กุญแจที่ใช้ในการออกจากโลก Digital ก็คือ Disk ที่เก็บความจำนั่นเอง … ใช่สิ ลองนึกถึงว่า มันมีอะไรบ้าง ที่เราใส่เข้าไปในโลกออนไลน์ไม่ได้ เรามีความทรงจำ มีสังคม มีอะไรนอกโลกออนไลน์บ้างมั้ย …. สิ่งเหล่านี้แหละ คือสิ่งที่จะทำให้เราออกมาจากโลก Digital ที่เราสร้างขึ้นได้(บ้าง)
- แล้วทำไม Clu ต้องการออกมาข้างนอก? บางคนตัวตนในโลก Digital ดีจัดมั้ง ก็เลยอยากจะให้ตัวตนแบบนั้นของตัวเอง พร้อมทั้ง “กองทัพ” (ถ้าภาษา Twitter คงเรียกว่า “Followers” หรือว่าภาษาแขวะกัน ก็ “สาวก”) ที่ตัวเองสร้างขึ้น ออกมาในโลกความเป็นจริงด้วย
- หลายคนนะ ที่เป็นเซเลปในโลก Digital แต่ว่าเป็น Looser ในโลกความเป็นจริงนอกสังคมออนไลน์ ลองดูสิว่า Kevin Flynn และ Clu คือใคร รอบๆ ตัวเรา ซึ่งถ้า Clu พร้อมกองทัพของเขาออกมาได้ นี่จาก Looser จะกลายเป็นเซเลปจริงๆ ได้เลยนะ
- วิธีสร้างกองทัพก็ไม่ยาก แค่ Re-program ใหม่เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าเราทำอะไรกับตัวตนในโลก Digital ได้ มันจะส่งผลถึงตัวตนในโลกความเป็นจริงด้วยน่ะสิ (ดูสิ ถ้าเราก่อดราม่าสร้างเรื่องด่าใครที่แรงพอจะเป็นกระแส ตัวจริงเค้ากระเทือนมั้ย หรือว่าถ้าเราสร้างภาพในโลกออนไลน์พอ พวกสาวกก็มองเราดี โดยไม่สนใจตัวจริงเรา ใช่มั้ย)
- (ขำๆ นะ) แต่ว่าตัวตนในโลก Digital ของเรานี่ เราจะหยุดอายุเอาไว้ที่เมื่อไหร่ก็ได้นะ (เช่น คน 35 จะบอกว่า 18 ก็ย่อมได้) ฮ่าๆ
- (ขำๆ ต่อ) เรื่องดีๆ จากเรื่องนี้ก็มีเหมือนกันนะ คือ พระเอก (Sam) พบรักในโลก Digital นะ แถมลากออกมาเป็นคู่ในชีวิตจริงได้ซะด้วย .. จริงๆ ก็มีหลายคู่นะ ที่พบรักกันในโลกออนไลน์ แต่ว่าคีย์มันคือ “ต้องออกมาสู่โลกจริง”
- เรื่องนี้เอาไป Mix กับข้อความแรงๆ จาก Avatar และ Inception แล้วสยองพิลึก เพราะว่าสองเรื่องนั้นข้อความแรงๆ ของมันคือ “เราจะเลือกโลกจริงจากสิ่งที่เราคิดว่าจริง” ซึ่งไอ้ความ “จริง” นั้นนิยามง่ายๆ คือ มันให้เราได้อย่างที่เราต้องการ .. ถ้าในโลก Digital นั้น เราได้เป็นสิ่งที่เราอยากจะเป็นมากกว่า (เช่นเป็นจุดสนใจ) เราก็จะเลือกว่ามัน “จริง” ไปโดยปริยาย .. นั่นคือ Clu ของเราก็จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยปริยาย
- (ต่อ) ดังนั้น อย่าทำร้ายคนในโลกความเป็นจริง จนเค้าต้องหนีไปพึ่งโลกออนไลน์หรือโลก Digital มากขึ้นๆ จะดีที่สุด
- ฉากจบ เป็นอะไรที่สะเทือนใจผมมากเอาเรื่อง (ทั้งๆ ที่หลายคนอาจจะคิดว่ามันไม่มีอะไรเลย) เมื่อ Sam ได้ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนโลกความเป็นจริงด้วยกำลังที่เขาทำได้ (ขึ้นมาจัดการ ENCOM) ไม่ใช่แค่ใช้ความสามารถป่วน ด่า แขวะ ชาวบ้านชาวช่องไปเรื่อยๆ (ป่วนการออก OS ใหม่ พร้อมข้อความเสียดสี ฯลฯ) ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีกำลัง (เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) …. นี่แหละคือสิ่งที่ผมอยากเห็นในบ้านเมืองเรา คือ การลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลกความเป็นจริง แค่ในขอบเขตที่เราเปลี่ยนมันได้ และไม่ต้องไปป่วนสิ่งที่คนอื่นทำ “ถ้าเราไม่ชอบมัน ก็เข้ามาทำเอง ไม่ใช่ด่าและหวังว่าคนอื่นจะทำอย่างใจเรา”
- (นอกเรื่อง) อีกอย่าง หนังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงสมัยทำวิจัยเรื่อง Artificilal Life (Cellular Automata, Artificial Evolution, AVIDA ฯลฯ) สมัยเรียนที่ญี่ปุ่นมากๆ …..
ผมดูเรื่องนี้จบ แล้วรู้สึกอยากจะเลิกเล่น Social Network ทุกอย่างที่เล่นอยู่ตอนนี้ไปเลยทีเดียว หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องไม่อยู่ในอิทธิพลของมันขนาดนี้ จากที่เราคิดตอนแรกๆ แค่ “เอาไว้เป็นช่องทางในการติดต่อ” แต่ว่าไปๆ มาๆ มันกลับกลายเป็นตัวตนของเรามากขึ้นๆ เรื่อยๆ
มองรอบๆ ตัว เวลาไปไหนมาไหน ผมเห็นแต่คนหยิบมือถือขึ้นมาแชท ขึ้นมาทวีต ขึ้นมาเฟสบุ๊ค … ราวกับถูกโหลดเข้าไปอยู่ในโลก Digital แล้ว ไม่สนใจคนรอบๆ ตัว ในโลก Physical เท่าไหร่ (นึกถึงโฆษณาของ Dtac ขึ้นมาตะหงิดๆ) …….
ผมคงต้อง “ถอยจากตรงนี้สักก้าวหนึ่ง” เสียที
โดยรวมแล้ว ถ้าดูเป็นหนังก็คงไม่มีอะไรมาก เดาเรื่องทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนจบ การแสดงงั้นๆ กราฟิกส์ก็ไม่ได้อลังการขนาดจะ Revolution อะไร ที่ดีหน่อยคงจะเป็น OST (กดซื้อจาก iTunes Store ไปเรียบร้อย) ที่ชอบอยู่บ้างก็ไอ้พวก Visual ที่มัน Nostalgia ทั้งหลาย เช่นเพลง 8-bit ภาพโบราณๆ ฯลฯ แต่ว่าถ้าเอาสิ่งที่คิดได้จากการได้ดูเข้ามาประกอบด้วย ผมต้องบอกว่า
“ผมชอบเรื่องนี้ว่ะ”
หมายเหตุ ระหว่างเขียนเหมือนๆ จะมีอะไรอีกสักอย่างในหัว … แต่ว่านึกไม่ออกแล้ว ถ้านึกออกจะอัพเดทมันอีกที
อัพเดท #1: นึกออกล่ะ …ฉากที่ Sam พยายามอธิบายเรื่องพระอาทิตย์ขึ้น….
มันมีหลายเรื่องแค่ไหนนะ ที่เรา take for a grant มากๆ จากความเคยชินทั้งหลายที่เรามีอยู่ ทั้งที่มันเป็นเรื่องสุดวิเศษและน่ามหัศจรรย์ กะอีแค่สิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวี่ทุกวัน จนเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ เช่น พระอาทิตย์ขึ้น แสงตอนพลบค่ำ ดาวตก ทะเลหมอก ฯลฯ …. เราจะอธิบายพวกนี้ให้ “คอมพิวเตอร์โปรแกรม” ที่ต้องการเหตุต้องการผล ทำอะไรตามกฏตามเกณฑ์ เถรตรง รู้เรื่องได้อย่างไร
ถอยออกมาสักนิด อย่าพยายาม “สร้าง” อะไรมากมายจนเกินไป จนลืมที่จะเรียนรู้ที่จะเห็น ที่จะยินดี ชื่นชม และมีความสุขกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นอยู่รอบๆ ตัวเรา
ผมเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้ว จักรวาลและธรรมชาติมันเป็นคอมพิวเตอร์นะ (ลองศึกษาพวก quantum computation ก็ได้นะ) ดังนั้นโลก Digital ก็เหมือนกับเรากำลังทำตัวเป็นพระเจ้า สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเองอีกที (computation theory อนุญาตให้มี universal turing machine (UTM) ใน UTM ได้) …. อย่าหมกมุ่น หลงไหลกับสิ่งเหล่านี้มากไป จนลืมดูสิ่งที่พระเจ้าได้ให้กับเราไว้แล้วซะล่ะ
และแล้ว ก็ถึงเวลาซื้อกล้องคอมแพคใหม่ หลังจากที่ใช้ Panasonic LX3 มา 2 ปี ซึ่งถึงจะเป็นกล้องที่รักมาก และคิดว่าภาพที่ได้ถือว่าสุดยอดจากคอมแพคยุคเดียวกันก็เถอะ ตัว LX3 เองก็มีข้อเสียหลายอย่างพอควร ที่ทำให้ไม่เหมาะกับการถือเดินเที่ยว เช่น ฝาครอบเลนส์ (แก้ได้ไม่ยาก) ระยะซูมที่จำกัด (เทียบเท่า 24-60mm เอง ซึ่งอันนี้แก้ไม่ได้) และภาพ JPEG ที่ “ไม่สวย” กับความชอบของผม
สำหรับการซื้อในครั้งนี้ ตัวเลือกก็ยังคงเดิมๆ คือ Panasonic LX5, Canon G12, Nikon P7000 ซึ่งแต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปทั้งนั้น แต่ว่าสุดท้ายหวยก็ไปออกที่ Nikon P7000 ด้วยเหตุผลดังนี้
- ช่วงซูม 28-200mm ซึ่งมากที่สุดใน 3 ตัว (แต่ว่ามาเสียตรง Wide ที่แคบกว่า 24mm ของ LX5)
- ผมคุ้นเคยกับ “สี” ของ JPEG จากกล้อง Nikon (และยังทำใจให้ชอบสี JPEG ของ Panasonic ไม่ได้)
- ผมคุ้นเคยกับ UI ของ Nikon ถึงว่าเจ้า P7000 มันจะทำออกมาโคตรจะ Canon ก็เถอะ (อีปุ่ม Av/Tv นี่ … เอ่อ…)
- ชอบรูปทรงมันอ่ะ เหมือนกับ Epson R-D1 ดี
- พอจะ “ทำใจ” กับความอืด หนืด ของมันได้ (Nikon นี่ Performance ด้านนี้ห่วยที่สุดแล้วในบรรดา 3 ตัวนี้)
- ไปลองเล่นที่ร้านแล้วค่อนข้าง OK กับมัน อันนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิดนะ เลือกบนกระดาษ อ่านบนเน็ต สู้ไปลองเล่นเองที่ร้านไม่ได้หรอก
เป็นธรรมเนียม ก็ขอรีวิวสั้นๆ พร้อมด้วยรูปไม่กี่รูปก็แล้วกันนะครับ เอาแบบว่า ถ่ายทั่วๆ ไปกับชีวิตประจำวันนี่แหละ ก่อนที่จะไป “รีวิวออนทริป” ว่าเป็นไงมั่ง :-)
เทียบกับ Nikon P6000 รุ่นก่อนหน้ามันแล้ว ต้องบอกว่าทุกอย่างทำได้ดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพ ความเร็วในการตอบสนอง และเรื่องเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงซูม รูรับแสงที่กว้างขึ้น (นิดหน่อย)
บันไดเลื่อน Central World
เรื่อง Handling ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง ถือว่าทำได้ดีขึ้นจาก P6000 และดีกว่า LX3 อย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าทั้งนี้ผมยังไม่ได้ลองจับ LX5 นะ ว่าเป็นไง Grip ของ P7000 จับถนัดมือมาก ทั้งวัสดุและขนาด เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจได้อย่างหนึ่งเลย ไม่เอาสายคล้องคอก็ไม่เป็นไร คิดว่าถือเดินไปเดินมาได้ค่อนข้างสะดวก
ไฟท้ายรถ
พูดถึงสายคล้องคอ P7000 ให้สายคล้องคอที่ “ใหญ่” เอาเรื่องสำหรับกล้องคอมแพค น่าจะเอาไปคล้องพวก m4/3 แบบ GF1, EP1 มากกว่า แต่ว่าคิดไปคิดมา เออ ขนาดของ P7000 ก็ใหญ่อยู่นี่หว่า ไม่ได้เล็กกว่าพวกนั้นเท่าไหร่ แต่ว่ามันก็ทำให้ยัดกระเป๋าลำบากขึ้น และการออกแบบตำแหน่งคล้องสาย จะไปกวนการเข้าถึงช่องโน่นช่องนี่นิดหน่อย ทำให้จับลำบากขึ้นนิดๆ ยังคิดอยู่ว่า มันจะมีใครทำสายคล้องกับที่คล้องสายได้เจ๋งแบบ Leica มั้ย ชอบสายคล้องและที่คล้องสายของ Leica M8 มาก เจ๋ง มั่นคง ใส่ง่าย และเหมาะสม
เคยเป็นดังดวงตา ที่หมดค่าเมื่อเวลาผ่านไป
เรื่องคุณภาพของภาพ เป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือก P7000 มากกว่า LX5 และ G12 ครับ ไม่ใช่ว่าเพราะมัน “ดีกว่า” นะครับ แต่เพราะว่ามัน “ไม่แพ้กัน” ครับ ในขณะที่รุ่นก่อนหน้ามัน P6000, G11, LX3 นี่ ถือว่า P6000 แย่กว่าตัวอื่นๆ แบบเห็นได้ สัมผัสได้ พอมารุ่นนี้ คุณภาพเชิงเทคนิคมันไม่แพ้กว่า (คือ ไม่มี Noise แบบเห็นได้ชัดตั้งแต่ base ISO และความคม ชัด ของภาพ อะไรทำนองนั้น) ก็เลยตัดสินใจได้แบบไม่คิดมาก
พลบค่ำ ริมทะเลบางแสน
เพราะว่าผมชอบ “Nikon Color” (ถ้ามันมีคำนี้นะ … แต่ว่าเห็นคนพูดกันเรื่อง Olympus Color, Panasonic Color, Leica Color คือ แต่ละยี่ห้อมันจะมี character เฉพาะของมันน่ะ เหมือนกับฟิล์มเมื่อก่อน ว่า Velvia เป็นไง อะไรทำนองนี้) เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนจะชอบเพราะว่าความเคยชิน หรืออะไรก็แล้วแต่ผมเถอะ
พลุวันพ่อ
ทำไมชอบน่ะเหรอ อาจจะเพราะความเคยชินมาจากกล้องใหญ่ครับ ที่ตัวเองใช้ Nikon DSLR มาตลอด เลยชินกับ Hue, Contrast, Saturation อะไรพวกนี้ของ Nikon มันอยู่แล้ว และผมเป็นพวกขี้เกียจนั่งทำรูปหรือ Post Processing พอสมควร … คือ ทำนะ ไม่ใช่ไม่ทำ ไอ้ที่โพสท์ๆ ใน Blog นี้ก็ทำทุกรูปน่ะแหละ แต่ว่าผมปรับแค่พื้นๆ ฐานๆ อ่ะ คือ Crop, Contrast, Vibrancy, Saturation, Exposure อะไรทำนองนี้ จะให้ถ่าย RAW แล้วมาปรับ Hue, White Balance, Temperature, Tint หรือว่าปรับ Saturation, Luminance ไล่ทีละสีเลยนี่ผมไม่ทำอ่ะ ซึ่งไอ้พวกนี้ ถ้า Hue มัน shift ไปในทางที่เราไม่ชอบตั้งแต่แรกแล้วมันปรับคืนยากพอควร ยิ่งไม่ได้ถ่าย RAW ด้วย
ถุงเป๊บซี่ ข้างเสา
ดังนั้น ไอ้ที่เค้าบอกว่า P7000 ถ่าย RAW แล้วต้อง “รอ” จริงๆ ก็เลยไม่เข้าประเด็นกับผมโดยปริยายมากๆ ก็ผมไม่ถ่าย RAW อ่ะ ซื้อมาถ่าย JPEG เท่านั้น ใครจะบอกว่าผมใช้กล้องไม่คุ้ม ไม่โปร ถ้าให้คุ้มให้โปร ต้องถ่าย RAW ก็เรื่องของเขา ผมไม่ก่อดราม่าด้วย .. ผมจะถ่าย RAW เฉพาะที่แสงยากๆ หรือไม่มั่นใจว่า processing engine ในกล้องมันจะจัดการได้ หรือเห็นว่ามี detail ที่จะซ่อนในเงาในแสงเกินไป แล้วต้องการดึงคืนเท่านั้น … นอกนั้น ผมมั่นใจว่า JPEG engine เดี๋ยวนี้เอาอยู่ (กล้องหลายตัว เช่น Leica M8 ผมต้อง “จำใจถ่าย RAW” เพราะว่ารับ JPEG engine มันไม่ได้)
หมายเหตุ: ผมเคยเขียนเรื่อง RAW vs JPEG ไว้ใน blog นี้เมื่อนานมาแล้ว
หนึ่งผี-สองสิงห์
แต่ว่า P7000 มันก็มีข้อเสียใหญ่ๆ อยู่ 2 ข้อนะ เท่าที่ใช้มา ก็คือ Exposure metering (การวัดแสง) และ “Focusing Error” ซึ่งเค้าพูดถึงกันเกลื่อนเน็ต
แม่ค้าแตงโม
เอาเรื่อง Exposure metering ก่อนละกัน ปกติผมจะใช้ Evalutive Matrix metering อยู่แล้ว นอกจากจะจำเป็นต้องวัดเฉพาะจุดจริงๆ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ Matrix มันฉลาดมาก เรียกว่า 90% ของสถานการณ์ มันไม่พลาดหรอก แต่ผมพบว่าภาพจาก P7000 มันติด overexpose นิดๆ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ (อาจจะเป็นเรื่องเดียวกับ D7000 ที่ตั้ง Gamma ไว้สว่างมาก และ Contrast ที่จัด และ metering ไม่ตบ highlight หรือแสงจ้า ลงเท่าไหร่ เลยทำให้รู้สึกว่าภาพมัน over-expose)
ควันรถ
ก็เลยเป็นปัญหา เพราะจากประสบการณ์แล้ว ภาพ underexpose แก้ง่ายกว่า overexpose … รายละเอียดที่ถูกซ่อนในเงาดึงขึ้นง่ายกว่า รายละเอียดที่หายไปในแสงจ้า แต่ว่ากับ P7000 นี่ค่อนข้างสบายครับ เพราะว่ามี dial สำหรับปรับ Exposure compensation หรือว่าการชดเชยแสง ในที่ๆ เข้าถึงง่ายที่สุด … (คือ ปกติแล้วนิ้วผมจะคาดหวังว่ามันจะเจอ command dial แถวๆ นั้นอ่ะ ดันเป็น dial นี้แทน) ก็แล้วแต่สถานการณ์นะ ปกติผมต้องตั้ง -1/3 stop ถึง -2/3 stop ไว้
ดอกไม้หน้าหอ
ส่วนเรื่อง Focusing Error นี่จะเจอเวลาที่ซูมช่วงยาวๆ (เกือบสุด เช่น 200mm) และโฟกัสใกล้ๆ คือ ต้องการเน้น Subject จะเจอเลนส์โฟกัสไม่ได้ และจะต้อง Initialize เลนส์ใหม่ ซึ่งตอนแรกๆ ยอมรับว่าค่อนข้างจะหงุดหงิดกับเรื่องนี้พอสมควร แต่ว่าหลังจากเรียนรู้พฤติกรรมของมันแล้ว ว่ามันจะเกิดขึ้นในเวลาไหน ก็ไม่เจอมันอีกเท่าไหร่ ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่ง Firmware จะออกมาแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ
ยอมสกปรก เพื่อให้พื้นสะอาด
ขอจบ Review สั้นๆ (จริงๆ ก็ไม่สั้นเท่าไหร่นี่หว่า) นี้ไว้เท่านี้ … บอกได้สั้นๆ ว่า Happy มากพอควรเลยกับ Nikon P7000 เทียบกับความรู้สึกตอนที่ใช้ LX3 แล้วรู้สึกดีกว่า ถึงหลายๆ ครั้งจะคิดถึง f/2 และ 24mm ก็เถอะ แต่ว่า High ISO ของ P7000 มันก็ดีขึ้นเยอะพอควร ก็เลยคิดว่า เออ ช่างมันเถอะ ไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้ว คิดเรื่องความสะดวกโดยรวม เรื่องสีที่ชอบ และไม่ต้องปรับมากดีกว่า
สุดท้ายจริงๆ ขอหน่อยเถอะ อดไม่ได้ (นอกเรื่องด้วย) … ชอบคำนี้นะ “เมืองไทยใครๆ ก็รัก” แต่ว่าทำไมต้องมีรูปรัฐมนตรีแบบนี้ด้วยฟะ เฮ้อ เด่นที่สุดในป้ายเลยนะนั่น
เมืองไทย ใครๆ ก็รัก … แต่ทำไมต้องทำป้ายแบบนี้ฟะ
และขอปิดท้าย (จริงๆ) ด้วยรูปจากที่ไปเที่ยวเหนือ (สำหรับ Blog ถัดไป “P7000: Review on the Trip”) สักรูปนะ
ดอกบัวบานริมนา … บัวเหล่าที่หนึ่งมีอยู่ได้ในทุกที่
มา note ไว้ก่อน ว่าจะเขียนบทความยาวๆ เกี่ยวกับการตีความภาพยนต์ ในเชิงสัญลักษณ์และกระจกสะท้อนความเป็นจริงกี่เรื่อง ที่คิดว่าจะทำให้เสร็จก่อนสิ้นปี (หวังว่าจะทำได้นะ เพราะว่าหลายเรื่องก็คิดๆ มานานแล้ว ร่างๆ ไว้แล้ว)
ว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป
- “Brazil” เรื่อง Management by number (รวมถึงการตัดสินใจ), KPI & QA, ข้อมูลและความเป็นจริง
- “Fight Club” เรื่องการเป็น Entrepreneur การตั้ง startups การเป็นตัวของตัวเอง
- “Pirates of Caribbean” โดยเฉพาะการตีความเรือ “Flying Dutchman” กับองค์กรที่ไร้เป้าหมาย
- “Inception” ความเป็นจริง สุดท้ายแล้วคือสิ่งที่เราเลือกจะคิดว่าจริง
ถ้ามีเวลาทำนะ …. จริงๆ อยากจะเขียนมันรวมเล่มเป็นหนังสือสักเล่มไปเลย ให้มันละเอียดกว่าบน blog แต่ว่าหาเวลาเขียน blog และเขียนหนังสือ iOS development ที่กำลังเขียนอยู่ให้เสร็จก่อน
มีเรื่องนึงที่อยากจะฝากบอกน้องๆ ทั้งนักศึกษาและคนที่กำลังหัดเขียนโปรแกรมใหม่ๆ ที่จะต้องพัฒนาโปรแกรม ไม่ว่าจะใช้เอง เป็นโปรเจค ทำขาย หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ก็คือเรื่องของการทำ Prototyping และ PoC (Proof-of-Concept)
ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่า ว่าเวลาหลายๆ คนเขียนโปรแกรม ไม่ค่อยทำ PoC หรือว่า Prototyping กันเท่าไหร่ แต่ว่าจะลุยเขียนโปรแกรมที่อยากได้ไปเลยทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าหลายอย่างมันทำงานอย่างไร หรือว่าควรจะออกแบบโครงสร้างภายในอย่างไร เวลาได้โค้ดใหม่มาจากแหล่งข้อมูล ก็ลองผิดลองถูกมันลงไปในโปรแกรมที่อยากจะเขียนเลย
ถ้าเป็นโปรแกรมเล็กๆ ประเภทเขียนส่งอาจารย์ตามรายวิชา มันก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ว่าอย่าติดจนเคยชิน เพราะว่าลักษณะการทำงานแบบนี้มันไม่ scale-up ไปสู่การทำงานโปรเจคที่ใหญ่ขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว
ลองแบ่ง phase การทำงานเป็นแบบนี้ครับ
- นั่งคิดคร่าวๆ ว่าโปรแกรมจะมีการใช้งานอย่างไร ต้องทำอะไรได้บ้าง ไม่ต้องมากไม่ต้องมาย
- จากนั้นนั่ง list มันออกมาเล่นๆ ว่าจะทำแบบนั้นได้นี่ ภายในโปรแกรมจะต้องมีความสามารถอะไรบ้าง (ไม่ใช่ความสามารถที่ผู้ใช้งานจะได้ใช้นะ หมายถึงว่าต้องเขียนให้มันทำอะไรได้บ้าง)
- ดูว่าอะไรที่เราทำเป็นแล้ว อะไรที่ยังทำไม่เป็น checklist ง่ายๆ
- เปิดโปรเจคใหม่หลายๆ โปรเจค ตามเรื่องที่เรายังทำไม่เป็น หัดเล่นเป็นเรื่องๆ ไป เล่นโน่นเล่นนี่ เล่นให้มันพังไปเลยก็ได้ ไม่เป็นไร เพราะว่านี่คือการลองเล่นกับโปรเจคที่ไม่เกี่ยวกับงานเราสักนิด จะเขียนโค้ดให้มันเละแค่ไหนก็ได้ อีกสามสี่วันอ่านไม่รู้เรื่องก็ได้ ไม่ต้องมีโครงสร้างอะไรมากมาย ลุยมันไปเลยไม่ต้องคิดมาก
- แต่ว่าเป้าหมายของโปรเจคเล็กๆ ที่เปิดใหม่เหล่านั้นต้องชัดเจนนะ ว่าจะเรียนรู้เรื่องอะไร กำหนดเวลาให้ตัวเองไว้ด้วย กำหนดผลลัพธ์ที่ชัดเจนไว้ด้วย
- เมื่อ checklist เต็มแล้ว (คือ ทุกตัวทำเป็นหมดแล้ว) ค่อยมาวาง architect ของโปรแกรม/โปรเจคที่อยากได้ ว่าจะออกมายังไง เพราะว่าตอนนี้เราน่าจะมีประสบการณ์แล้วว่าอะไรมันทำได้ทำไม่ได้ อะไรมันต้องทำงานร่วมกับอะไรยังไง รับค่าอะไร รีเทิร์นอะไร ประสิทธิภาพเป็นยังไง ฯลฯ
อย่าศึกษาสิ่งที่ยังทำไม่เป็นลงในงานที่กำลังทำอยู่ตรงๆ เด็ดขาดครับ เพราะว่าโค้ดมันจะมั่ว เนื่องจากเรายังไม่มีประสบการณ์ ซึ่งจะทำให้แก้หรือว่าแกะยากมาก ทำให้โปรแกรมของเราจะต้องยึดติดกับโค้ดห่วยๆ โดยใช่เหตุ
ฝากเป็นข้อคิดนะครับ เพราะว่าเห็นแบบนี้เยอะเหลือเกิน ที่ว่าไม่ยอมแยกโปรเจคใหม่มาเพื่อเรียนรู้เป็นเรื่องๆ แต่ว่าจะยัดลงไปในโปรแกรมที่กำลังพัฒนาอยู่เลย
เสียน้อย (เปิดโปรเจคใหม่ เรียนรู้มันทีละเรื่อง) มันเสียยาก แต่เสียมาก (โค้ดในโปรเจคมั่ว โปรเจคไม่มีโครงสร้างแก่น เป็นแบบปะผุ ฯลฯ) มันเสียง่าย นะครับ
เมื่อคืนหลังจากโพสท์ MacBook air 11″ ไปไม่นาน ก็มีคนถามกันมาหนาหู ถึงประเด็นต่างๆ ใน twitter บ้างอะไรบ้าง ก็เอาเป็นว่าผมเอามาสรุปรวบยอดในนี้ก็แล้วกันนะครับ
- Q: เรื่องความร้อน ร้อนหรือเปล่า ถ้าเทียบกับ MacBook Pro เป็นไงบ้าง?
- A: เท่าที่ใช้งานปกติ ไม่รู้สึกถึงความร้อนอะไรแต่อย่างใด ต้องบอกว่าเย็นมาก … จนทำให้คนอยู่เมืองร้อนชอบใจ และใครอยู่เมืองหนาวอาจจะรักมันน้อยกว่า MacBook air รุ่นที่แล้ว หรือว่า MacBook Pro รุ่นไหนก็ได้ ที่เราจะรักมันมากตอนอากาศหนาวๆ
- Q: แล้วเรื่อง battery ล่ะ เทียบกับราคาเคลมของ Apple แล้วเป็นไงบ้าง?
- A: จากการใช้งานจริง (ไม้ได้ใข้แบบตั้งใจถนอม battery) คือเปิด wi-fi เปิดจอสว่างพอสมควร (เกินครึ่ง แต่ไม่เต็มที่) เปิดการใช้งานโปรแกรมต่างๆ อย่างน้อยๆ ก็ web browser, pages, xcode, textmate, terminal, echofon, ecto ค้างเอาไว้ ก็พบว่าได้อย่างน้อยเท่ากับราคาเคลม คือ 5 ชั่วโมง (สำหรับรุ่น 11″) แน่นอน อาจจะได้เกินนั้นนิดหน่อย แต่ว่าผมไม่ได้ลองเล่นไฟล์มีเดีย พวกเพลงหรืออะไรแบบนี้ไปด้วยนะครับ เนื่องจากไม่ได้คิดจะเก็บเพลงบนนี้แม้แต่เพลงเดียวอยู่แล้ว
- Q: มีอาการจอเต้นหรือเปล่า เห็นมีคนเจอๆ กัน?
- A: มันคืออะไรเหรอครับ ไม่เจอครับ ปกติดีทุกอย่าง
และหลังจาก 1 วันผ่านไป ผมก็ยังคงยืนยันครับ ว่าปุ่มบน keyboard มันตื้นไปนิด และมีความ “หนืด” มากกว่า MacBook Pro ทำให้กดไม่สนุกเท่า แต่ว่าก็ชินมากขึ้นพอสมควร
แต่ว่าสิ่งที่ผมยังคงไม่ชินอีกอย่างก็คือ ขนาดของหน้าจอที่มัน wide ไปหน่อย ถึงจะเข้าใจเหตุผลของการออกแแบ แต่ว่ามันก็ยังไม่ชินอยู่ดี
ดังนั้นเมื่อประกอบเหตุผลเรื่องจอ และเหตุผลเรื่อง keyboard ที่หนืดและแบน ทำให้ความสนุกสุนทรีย์ในการใช้น้อยลงไปพอสมควร และผมพบว่าผมพิมพ์บน MacBook air ได้ช้ากว่าที่ผมพิมพ์ได้บน MacBook Pro เล็กน้อย ไม่ทราบว่าเพราะปัจจัยอะไรเป็นหลัก
ได้ของเล่นใหม่อีกแล้ว คราวนี้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบล้วนๆ เลย
มีอยู่วันหนึ่ง ผมต้องไปสอนหนังสือที่ ม.กรุงเทพ แล้วปรากฏว่ารถติดมาก ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ ตอนนั้นอยู่ในอารมณ์อยากจะเขียนหนังสือต่อมากๆ หรือไม่ก็เขียน app เล่น (ถ้าออกมาดีก็ขาย)
ตอนนั้นมี iPad อยู่นะ แต่ว่าปัญหาคือ iPad มันทำทั้งสองอย่างที่ว่าไม่ได้เนี่ยสิ จะเขียนหนังสือบน iPad ก็ลองแล้วไม่เวิร์กเท่าไหร่ (แถม iPhone มัน tethering เอาไฟล์หนังสือที่โยนไว้บน cloud ไม่ได้อีก จะซื้อ iPad 3G ก็กระไรอยู่) และยังไงมันก็คงเขียน app ไม่ได้แน่ ก็เลยสบถไปว่า “ถ้างาน Back to Mac มี 11″ ออกมานะ จะสั่งเป็นคนแรกเลย”
และมันก็ออกมาจริงๆ ด้วยสิ –’ อย่างกับศาสดาได้ยิน และผมก็สั่งไปแทบจะทันทีโดยไม่คิดอะไรมาก สั่งจาก apple store online ครับ โดยสั่ง BTO เล็กน้อย คือผมอยากได้ keyboard อังกฤษ ไม่มี screen ไทยน่ะครับ นอกจากนั้นมาตรฐานหมด (บ้าไหมล่ะ) ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าจากเหตุผลที่ผมจะซื้อมันมาใช้ spec มาตรฐานรุ่นต่ำสุดน่ะ เพียงพอแล้ว
ผมขอ review มันสั้นๆ นะครับ ไม่ขอยืดเยื้อเวิ่นเว้อล่ะ และคงไม่มีรูปด้วย เพราะว่าคงจะเห็นกันมาเยอะแล้ว
- กล่องใหญ่กว่าที่คิดไว้แฮะ คิดว่าด้วยขนาดของเครื่องแล้ว กล่องมันจะเล็กกว่านี้ซะอีก
- เปิดมาดูก็พบเหตุผลว่าทำไม มันหนาและยาวกว่าที่คิด เพราะว่าที่ชาร์จและสายไฟ ส่วนตัวเครื่องน่ะ เล็กอยู่
- สิ่งแรกที่ผมทำเลย ก็คือ “พิมพ์” ครับ เพราะว่าซื้อมันมาใช้กับงานที่ต้องพิมพ์เป็นหลัก และถ้าจะใช้เวลารถติดด้วยแล้ว ถ้าพิมพ์ไม่มีความสุขล่ะก็ คงมีปัญหาแน่ๆ และผมก็พบว่า ด้วยความที่เป็น full-size keyboard นั้นทำให้ผมพิมพ์ได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างได แต่ว่าเนื่องจากคีย์มันจะแบนกว่า MacBook Pro เล็กน้อย ดังนั้นอาจจะพิมพ์ได้ไม่มันส์เท่า การตอบสนองของคีย์จะน้อยกว่า
- ข้อสรุปเรื่องแรก คือ ยังไงซะ MacBook Pro ก็เป็น laptop ที่มี keyboard ที่ดีที่สุดที่ผมเคยใช้มาอยู่ดี แต่ว่าต้องขอบคุณที่ยัด full-size มาให้กับ MacBook air ตัวนี้ เพราะว่าผมเคยใช้ netbook มาบางรุ่น และยืนลองแทบทุกรุ่น และผมมีปัญหากับการพิมพ์บน keyboard พวกนั้นอย่างรุนแรง
- แต่ว่า keyboard มันไม่ backlit นะ ถึงจะพิมพ์ไม่ดูอยู่แล้วก็เถอะ บางครั้งมันก็มีประโยชน์เหมือนกัน
- ขนาดจอ 11″ ที่มี proportion ที่ “กว้าง” กว่าปกติเล็กน้อย ก็ทำให้ผมอึดอัดบ้างเหมือนกัน เพราะว่าจอมันเตี้ยกว่าที่คุ้นเคย ส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าต้องการทำให้เครื่องเล็ก แต่ว่ายังคงมี full-size keyboard อยู่ ก็เลยต้องกว้างตาม keyboard
- ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าต้องปรับตัวนิดนึง จะแย่หน่อยก็ตรงที่ว่า งานที่ต้องการจะทำบนนี้ จะต้องการจอที่สูงมากกว่าจอที่กว้างซะด้วย
- แต่ว่าจอกว้างๆ เตี้ยๆ มันก็ดีอย่างนะ มัน low profile กว่า และมันหยิบขึ้นมาทำงานในที่แคบๆ (เช่นเบาะที่นั่งในรถยนต์) ได้ดีกว่า
- SSD ทำงานเร็วมาก! เรียกได้ว่าไม่อยากกลับไปใช้แบบจานหมุนเลยแฮะ ทั้งเร็วทั้งเงียบ
- การใช้งานทั่วไป …. ผมยังคงอึดอัดกับมันอยู่นะ อาจจะเพราะว่าใช้ 17″ มาซะเคยตัว ต้องให้เวลากับมันอีกนิดหน่อย
- แต่ว่ามันเบาดี สบายดี พกง่ายดี …เพียงแต่ตอนนี้ยังหาซอง/กระเป๋า/อะไรพวกนี้ ที่ขนาดพอดีตัว มาใส่มันไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง
เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะ ไว้ใช้มากกว่านี้ก่อน จะกลับมารีวิวใหม่
ก็เป็นเรื่องปกติที่ app จะทำงานมีปัญหา อาจจะ crash บ้างอะไรบ้าง สาเหตุก็ร้อยแปดพันเก้า ทั้งที่โดยปกติแล้ว นักพัฒนาก็จะทดสอบโปรแกรมบนเครื่องตัวเองอยู่แล้ว (ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่คน ว่าจะทดสอบละเอียดขนาดไหน บางคนก็แทบไม่ได้ทดสอบอะไร แค่รันผ่านๆ ก็คิดว่าใช้ได้แล้วก็มี) แต่ประเด็นก็คือ ถ้าโปรแกรมทำงานมีปัญหา บนเครื่องของเรา จะทำอย่างไร? หลายคนก็บ่นๆ ไปเรื่อยๆ และปัญหาก็ไม่ได้ถูกแก้
ผมเสนอว่า “แจ้งผู้พัฒนา” ครับ และไม่ใช่แจ้งแค่ว่า “โปรแกรมคุณมีปัญหาเมื่อทำแบบนี้ๆๆ” เพราะว่าแบบนั้นช่วยนักพัฒนาไม่ได้แน่ๆ ยิ่งถ้าเค้าทดสอบบนเครื่องเค้าแล้วมันไม่มีปัญหา เค้าก็จะมืดแปดด้านต่อไป แล้วปัญหามันก็จะอยู่ต่อไป .. งั้นทำไงดี?
คำตอบคือ “ส่ง crash log ให้เค้าด้วย” … แล้วไอ้ crash log ที่ว่านี่ อยู่ตรงไหนล่ะ?
สำหรับโปรแกรมหลายตัว เมื่อมัน crash ก็จะมี dialog ขึ้นมา ให้ส่ง log เพื่อแจ้งผู้พัฒนาอยู่แล้ว ซึ่ง log ที่ว่านี้จะเต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้ทั่วไปจะอ่านไม่รู้เรื่องหรอกครับ อาจจะคิดว่ามันไม่สำคัญด้วยซ้ำไป แต่เป็นข้อมูลที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้พัฒนา ว่าอะไรมันเกิดขึ้นบ้าง จะได้แก้ปัญหาถูก
สำหรับโปรแกรม iPhone, iPod touch, iPad นั้น ปกติแล้วเครื่องจะเก็บ log ไว้ตลอดเวลา และเมื่อเรา sync เครื่องกับ iTunes นั้น log เหล่านี้ก็จะถูก sync ลงเครื่องด้วย โดยจะอยู่ในที่ต่อไปนี้ครับ:
- บน Mac:
~/Library/Logs/CrashReporter/MobileDevice/ชื่อไอโฟน/
- บน Windows XP:
C:\Documents and Settings\\Application Data\Apple computer\Logs\CrashReporter\ชื่อไอโฟน\
- บน Windows VISTA:
C:\Users\\AppData\Roaming\Apple computer\Logs\CrashReporter\MobileDevice\ชื่อไอโฟน\
Crash log จะถูกเก็บอยู่ในนั้นครับ โดยให้สังเกตนิดหน่อย ว่าถ้ามี folder (directories) ชื่อ “ชื่อไอโฟน” กับ “ชื่อไอโฟน.symbolicated” ล่ะก็ ให้เลือก .symbolicated นะครับ มันจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับนักพัฒนาที่มากกว่าใน folder “ชื่อไอโฟน” เฉยๆ
สำหรับรูปแบบของ Crash log จะถูกเก็บในไฟล์รูปแบบนี้: ชื่อapp_วันเวลา_ชื่อเครื่อง.crash เช่น PetdoComics_2010-09-04-175745_Rawitats-iPhone-4.crash หรือ TwitterFonPro_2010-08-30-103513_Rawitats-iPhone-4.crash เป็นต้น (ข้อมูลจริงจากบนเครื่องผม)
ตัวอย่างครับ
- รูปแสดงตัวอย่างที่อยู่และตำแหน่งของ crash log (บน Mac OS X)
- การเปิด crash log ดู จะเห็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับผู้พัฒนา เช่นโปรแกรมมัน crash เมื่อเรียกอะไรขึ้นมาทำงาน ขณะนั้นมีอะไรทำงานอยู่บ้าง ฯลฯ (ตัวอย่างของ Echofon)
ดังนั้น สำหรับ App ผมทุกตัว ส่งมาได้นะครับ contact อยู่ในหน้า App ของ iTunes อยู่แล้ว :-D
โปรแกรมทำ Shopping List ที่เน้นความเรียบ ความง่าย และความรวดเร็วในการใช้งานเป็นหลัก เกิดจากความขี้เกียจในการดึงเศษกระดาษกับหาปากกามาจดว่าจะซื้ออะไร ถ้าซื้อได้ก็รอดตัวไป ถ้าซื้อไม่ได้ ก็มักจะลืม เพราะกระดาษชิ้นนั้นจะถูกทิ้งไป พยายามหาโปรแกรมทำ Shopping List, To do list, To buy list หรืออะไรก็แล้วแต่แบบนี้ตั้งนาน มีแต่ซับซ้อนไปทั้งนั้น (จากความต้องการของตัวเอง) ก็เลยตัดสินใจพัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้น
เป้าหมายง่ายๆ คือ “ต้องไม่ช้ากว่าหรือลำบากกว่าการหยิบกระดาษขึ้นมาจดๆๆ” ดังนั้นฟีเจอร์อะไรก็ตาม ที่จะทำให้มันไม่บรรลุเป้าหมายนี้ (พวกที่โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็น Nice to have แต่อาจจะใช้บ้างไม่ใช้บ้าง) ผมหั่นทิ้งเรียบ และโฟกัสกับการทำยังไงก็ได้ ให้มันไม่ช้ากว่า ลำบากกว่าการดึงกระดาษขึ้นมาจด … ต้องดึงมาใช้งานและเก็บลงกระเป๋าได้ในเวลาน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ … ผมคิดว่า ถ้าต้องการฟีเจอร์ที่ผมตัดทิ้งไปเหล่านั้น มีทางเลือกอีกเยอะมาก ใน App Store ครับ

Screenshot จาก iTunes App Store
โปรแกรมมี 2 รุ่นครับ คือ รุ่นจ่ายเงิน ($0.99) และ รุ่นฟรี ซึ่งจะจำกัด Favorite Items ไว้ที่ 10 items และใช้ iAd support (แต่ไม่มีผลกับ account ประเทศไทย เพราะ iAd ยังมาไม่ถึง ถ้าไม่ใช่ account อเมริกา ก็ไม่มี Ad โผล่มา) และสุดท้าย ต่างกันที่ไอคอน รุ่นจ่ายเงินเป็นสีดำ Metallic ออกแบบโดยใช้ Theme แบบ MacBook Pro ส่วนรุ่นฟรี เป็นสีขาวเรียบๆ แบบ MacBook
ลองใช้กันดูนะครับ … ถ้าชอบ และอยากให้พัฒนาโปรแกรมต่อไป ก็ช่วยกันสนับสนุนกันหน่อยนะครับ
ล่าสุด โปรแกรมนี้ถูกรีวิวโดย AppDiscover Blog ใน entry Buying List by Rawitat Pulam ครับ ขอ Quote ไว้ตรงนี้ด้วยก็แล้วกัน
Buying List is a sweet little list building app for the iphone by Rawitat Pulam. It allows you to manage items you wish to buy now and in the future efficiently with two simple lists, your shopping history, and a customizable list of favorites.
Once you learn Buying List’s interface, it’s a joy to use. There are four tabs at the bottom: buying now, buy later, history, and favorites. Here’s how it works:
You can add items directly to the buying now or buy later list. Tap any item on the buying now list once you’ve purchased it. When you’ve completed your shopping, press the new list button and the items you’ve purchased are moved to the history along with the date you purchased them. Any items that you have not purchased are automatically moved to your buy later list.
From the buy later list, selecting a few items and pressing the new list button adds them to your current buy now list.
Additionally, any item on your lists can be added to your favorites by tapping a star icon. Your favorites list functions much like the buy later list. Tap a few items, hit new list, and they’re added to your current buy now list.
The interface is a bit complicated to describe, but once you get used to it you can quickly build manageable lists from a large set of items you need to buy. If you are a shopping list person, I would highly recommend it. The free version allows only 10 favorites. Get the full version for $0.99




Recent Comments