RSS
 

จริงเหรอ?

02 Apr


จริงเหรอ?

Nikon D3s, 180/2.8, f/3.5, 1/200s, ISO 2000 (click for bigger size)

นานๆ จะได้ถ่ายรูปหลาน (ตอนนี้อายุ 4 เดือน) เล่นสักที จริงๆ ก็ถ่ายไว้เยอะเหมือนกันตามประสาคนชอบถ่ายรูป แต่ว่าชอบรูปนี้เป็นพิเศษ ทำไมน่ะเหรอ

ก็มันให้ sense of wonder ซึ่งเป็น expression หนึ่งของเด็กที่ผมชอบนะ เด็กๆ นี่เห็นอะไรก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด สนุกไปหมด จะว่าไปแล้วจริงๆ ผมใช้รูปนี้หากินใน presentation ได้อีกนานโขเลยนะเนี่ย เป็นรูปที่ให้ expression ว่า “จริงเหรอ” ได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ลองคิดดูสิ ว่าเวลาพูดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อย แล้วกดเปลี่ยน slide มาเป็นรูปนี้ แล้วบอกว่า “ไอ้ที่พูดมาทั้งหมดนี่น่ะ มันจริงเหรอ?” หรือว่าใช้ก่อนจะนำเสนอก็ได้ ว่า “มันจะทำได้ยังไงอ่ะ” ก็คงเข้ากันได้ดีพอสมควร

 

You *ARE* “The Presenter”

01 Apr

เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเขียนถึงเป็นที่สุด ใน blog ก่อนหน้านี้ (สอน Presentation โครงการ SSME Fast Track) แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จนน่าจะเขียนแยกออกมาสักตอนมากกว่า และนี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่า “ผู้นำเสนอหลายคนลืมไปอย่างน่าเสียดาย” นั่นก็คือ

“You *ARE* The Presenter”


presenter.004.png

ใช่ครับ ในการนำเสนอ *คุณ* คือ ผู้นำเสนอ คุณคือสตาร์ของงาน การลืมเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ขนาดที่ผมถือว่าเป็น The #0 Common Mistake เลยทีเดียว (มันยิ่งกว่า #1 หรือ all words on slide ซะอีก) ทำไมหรือ?

  • หลายคนยอมให้ slide ของ presentation ต่างๆ เป็นดาวเด่นของงาน สายตาและความสนใจของผู้ฟัง อยู่บน slide ที่คุณใช้ (อ่าน) ไม่ได้สนใจคุณเลย หลายอย่างที่พูด ซึ่งอาจจะมีเกร็ดอะไรนอก slide อยู่บ้าง หรืออยู่มาก มันจะหายไป ซึ่งทางแก้ก็คือ ใช้ All-Words-on-Slide และ Lots-of-Bullets
  • แต่พอทำเช่นนั้น คุณก็จะไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ จะถูกจำกัดมากเกินไปกับการพูดตามสิ่งที่อยู่บน slide และผู้ฟังของคุณก็ไม่รู้จะโฟกัสที่ไหนดี ระหว่างฟังคุณ กับอ่านตาม ซึ่งทางแก้ก็คือ คุณก็ต้องพูดตาม slide ไปเรื่อยๆ คนฟังจะได้ไม่หลงหรือสับสน
  • แต่พอทำแบบนั้น ก็เท่ากับไม่โฟกัสกับความเป็นตัวของตัวเอง คิดแต่เอาเนื้อหาจากหนังสือ เนื้อหาวิชาการจากตำรา จากเว็บ หรืออะไรต่อมิอะไรมานำเสนอ มาใส่ไป แล้วมันจะเป็น Story ที่ Simple, Convincing, Concrete, Credible ได้ยังไง? แล้วคุณจะมีอารมณ์ร่วมกับมันมั้ย?
  • ที่สำคัญ คุณไม่มีทางมี eye-contact หรือ expressive expression ต่างๆ ได้อย่างมากพอ

เอาแค่นี้ ก็จบแล้ว


presenter2.020.png

 

สอน Presentation โครงการ SSME Fast Track

01 Apr

วันที่ 24/3 ที่ผ่านมา ผมไปสอนเรื่อง Presentation Techniques ให้กับโครงการ SSME (Service Science & Management Engineering) ที่ SIPA แล้วก็สัญญากับคนที่ไปอบรม ว่าจะเขียน blog เกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้สักหน่อย แต่พอเอาเข้าจริงก็มานั่งคิด แล้วจะเขียนอะไรดีล่ะเนี่ย ก็ขอเขียนถึงเนื้อหานิดๆ หน่อยๆ และเขียนถึงประสบการณ์และความรู้สึกดีๆ ที่ได้ไปสอนก็แล้วกัน

ผมแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

  1. How *NOT* to Present ซึ่งพูดถึง Presentation Mistakes ที่นับเป็น common มากๆ ทั้งหลายทั้งแหล่ จริงๆ มันก็มีไม่กี่ตัวหรอกที่พบกันบ่อยๆ มากๆ


    SSME_Present1.png

    และใช่ครับ อย่างที่เห็นน่ะแหละ slide ของทั้ง 9 mistakes นี้ “แดกดัน” แรงๆ เลย เอาสิ่งที่พบบ่อยจนเกินงาม มาทำให้มันสุดโต่ง แล้วก็พยายามนำเสนอในแบบที่ยึดติดกับ slide (เช่นยืนอ่านตาม slide เป็นต้น) ใครที่เคยฟังผมพูดสาธารณะบ้าง คงจะจำได้ว่าปกติ slide ผมนี่ไม่ต้องพยายามอ่านมัน หรือว่าเอาไปอ่านโดยปราศจาก “ผม” เพราะว่ามันมีแต่รูปเป็นหลัก มี text บ้างไว้ประกอบรูป เอาไปนั่งเพ่งอย่างเดียวคงไม่รู้เรื่องเด็ดขาด

  2. วิธีการ Present ซึ่งตรงนี้รูปใน slide และเนื้อหานั้น ผมได้ส่วนหนึ่งมาจาก Presentation Zen (http://www.presentationzen.com/) และเล่าประสบการณ์ตัวเองและวิธีปฏิบัติบางอย่างในฐานะผู้นำเสนอ


    SSME_Present2.png

    ใจความสำคัญส่วนนี้คือ ผมคิดว่า Presentation ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม มันคือ “การเล่าเรื่อง” ที่จะต้องเล่าให้ได้ “โง่ & ง่าย” แต่ในขณะเดียวกัน “หนักแน่น & น่าเชื่อถือ” และต้อง “ดึงอารมณ์ร่วมจากผู้ฟัง” สุดท้ายต้องมีอะไรที่เซอร์ไพรส์บ้าง แต่อย่ามากเกินไป ตรงนี้ผมได้พูดถึงเรื่อง “ผู้ล่ากับเหยื่อ” ไว้นิดหน่อย แต่ทำให้หลายคนสนใจพอสมควร

    ผมได้แนวคิดเรื่องนี้จากพระป่ารูปหนึ่ง ที่ผมพบเมื่อนานแล้ว ท่านไม่กลัวสัตว์ป่า เช่น เสือ และผมเคยถามท่านว่า ทำไมท่านถึงไม่กลัวสัตว์เหล่านี้ ซึ่งท่านได้ตอบมาแบบ “โง่ ง่าย หนักแน่น น่าเชื่อถือ เห็นภาพ” แค่ว่า “ลูกเอ๊ย มีแต่เหยื่อของเสือเท่านั้นแหละ ที่กลัวเสือ”

    สิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม บทบาทง่ายๆ ตามธรรมชาติของห่วงโซ่อาหารมันจะมีแค่ “ผู้ล่า” กับ “เหยื่อ” เท่านั้น หากเราแสดงความเป็นเหยื่อ (โดยการกลัวผู้ล่า) อีกฝ่ายหนึ่งก็จะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ล่าของเราโดยธรรมชาติ และในฐานะผู้นำเสนอ บางทีเราโชคดีที่ได้เลือกบทบาทก่อน หากเราเลือกบทบาทของเหยื่อ เราจะมีปัญหาทันทีกับการนำเสนอให้มี Convincing performance และก็ให้ทำใจได้เลยว่า ผู้ฟังการนำเสนอ อาจมีคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ล่าโดยปริยาย ดังนั้น มันเป็นทริคง่ายๆ ในการเลือกบทบาทก่อน

    สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง แต่หลายต่อหลายคนลืมไปอย่างน่าเสียดายในจุดนี้ คือ “อารมณ์ร่วม” โดยเฉพาะการนำเสนอทางวิชาการ ที่มักจะแห้งและน่าเบื่อ ถามว่าจะดึงอารมณ์ร่วมของคนได้ยังไง ก็ให้นึกถึง “เดี่ยวไมโครโฟน” ของคุณโน๊ต อุดม ซึ่งดึงอารมณ์คนด้วยวิธีง่ายๆ คือ “เจอปัญหาเดียวกับผู้ฟัง” ดังนั้นวิธีหนึ่งก็คือ ตัวเราเองต้องเจอปัญหาเดียวกับผู้ฟังเสียก่อน และเล่าให้ฟังว่าทำไมมันถึงเป็นปัญหา พอเริ่มเห็นตรงกันแล้ว ทีนี้การจะนำเสนอวิธีแก้มันไม่ใช่เรื่องยากเย็น

    นี่แหละ ผมเลยเสนอ “How NOT to Present” ก่อน เพราะแน่ใจได้เลยว่า หลายคนเคยเจอพวกนี้มา และเห็นว่ามันเป็นปัญหาแน่นอน พอเบรคแรก ก็พบว่ามีหลายคนเริ่มอิน ว่าเจอบ่อย เป็นปัญหา น่าเบื่อ ฯลฯ

  3. สอนแต่ทฤษฎี ยืนพูดมันไปก็เท่านั้นแหละ มันไม่เห็นของจริงใช่มั้ย เหมือนกับ Quote ใน slide นี้ ที่ว่าไม่ต้องโชว์มากนัก ไอ้ตัวโน๊ตน่ะ เปิดเพลงให้ฟังเลยดีกว่า หรือว่าเล่นเพลงให้ฟังและดูจะๆ เลยดีกว่า ในช่วงที่ 3 ก็เลยเป็นการ “แก้” Presentation ที่ห่วยให้มันดีขึ้น และทำด้วยกันทั้งห้อง


    SSME_Present3.png

  4. ช่วงสุดท้ายเป็น Workshop ทำจริง ซึ่งประเด็นหลักๆ อยู่ที่ว่า “อย่าเริ่มทำ presentation ด้วยการเปิดโปรแกรม ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักหรอก ให้เริ่มทำด้วยการเลือก Story และเปิด Mind Map มา storm idea ลงไปให้มันเคลียร์ๆ ซะก่อน (แต่ว่าวันนั้นยังไม่ได้ Mind Map นะ เพราะว่าเนื้อหาของหลักสูตรยังไปไม่ถึง) แล้วค่อยออกแบบการนำเสนอ” จากนั้นก็ใช้ลูกไม้ก้นหีบให้อย่างหนึ่งในการออกแบบ Presentation นั่นคือวิธีการที่ผมเรียกว่า Back-of-Business Card method (หรือ Business Card method)


    card_method.085.png

    design_to_implement.003.png

    หน้าจอโปรแกรมมันมักจะใหญ่เกินไปจนทำให้เรามีพื้นที่มากเกินงามในการออกแบบ Presentation จนเราโยนอะไรก็ได้ลงไป รกแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่เวลาเรานำเสนอจริงเนี่ย คนฟังอาจนั่งอยู่ไกลขนาดที่มองไม่เห็นก็ได้ หลักการมันก็เลยง่ายนิดเดียว มีนามบัตรหรือกระดาษขนาดนามบัตร ก็ให้ใช้ดินสอที่ไม่ต้องเหลา (ไม่ต้องคมมาก) เขียน Presentation ที่ต้องการจะนำเสนอลงไปเลย ถ้าใช้ iPhone ผมแนะนำโปรแกรม SketchPad หรืออะไรทำนองนั้น ใช้นิ้วใหญ่ๆ ของเราเนี่ยแหละ ลากๆ ลงไปเลย คราวนี้ตัวอักษร เนื้อหา และภาพมันต้องใหญ่และชัดระดับหนึ่ง ให้สลับการ์ดพวกนี้จนพอใจ แล้วสุดท้ายค่อยเปิดโปรแกรมขึ้นมาทำตามแบบที่ออกไว้ และตรวจสอบเนื้อหากับ Mind Map


    mindmap_present.png

นั่นคือ ส่วนหนึ่งของเนื้อหา ทีนี้ขอพูดถึงประสบการณ์และบรรยากาศของวันนั้นหน่อย ขอสั้นๆ ชัดๆ โง่ๆ ง่ายๆ เลยละกันนะ

คลาสนี้เป็นคลาสที่ผมสอนได้อย่างมีความสุขและสนุกที่สุดในรอบ 3-4 ปีเลย ต้องขอบคุณผู้เรียนทุกคนมาก ที่หัวเราะ เฮฮา ด้วยกันตั้งแต่นาทีแรก จนถึงนาทีสุดท้าย มีกัดกันบ้างมีอะไรบ้าง แต่ละคนไม่อายในการถาม ในการเสนอความคิดต่างๆ

ภาพข้างล่างนี้เป็น Slide ที่ผมใช้ orientation วิชาบางวิชาที่ผมสอนที่ศิลปากร


hci_orientation2.png

ผมไม่ต้องพูดอย่างนี้เลยกับผู้เข้าเรียนทุกคนที่ SSME Fast Track ปีนี้ เพราะว่าในแต่ละเร่ืองที่ผมสอนและพูดถึงนั้น จะมีคนพยายามถาม พยายามแชร์ประสบการณ์ต่างๆ ตลอดเวลาที่มีโอกาส ถึงช่วงแรกๆ จะเงียบๆ บ้าง เพราะว่ายังไม่ค่อยรู้จักกันก็ตาม และช่วงสุดท้ายของการทำ Workshop ที่ให้มีการนำเสนอจริงด้วย ทุกคนก็ช่วยกันเป็น commentator อย่างดี (แถมด้วยการกัดกันอย่างสนุกสนานทั้งระหว่างกันเอง และระหว่างวิทยากรกับผู้เรียน เป็นบางครั้งตามสมควร)

สนุกมากครับ และขอบคุณทุกคนมากครับ

 
 

RAW vs JPEG

21 Mar

ครั้งที่แล้วสัญญาไว้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรสนุกๆ กับเรื่อง Number Marketing: MP vs. Lens vs. Sensor Size แต่จำไม่ได้แล้วว่าจะเขียนอะไร พูดง่ายๆ ว่า “ลืม” เพราะไม่ได้ shortlist ไว้ –’

งั้นเอางี้ วันนี้ขอเขียนอีกเรื่อง ที่เป็น Myth มานานแล้ว เรื่อง RAW กับ JPEG แทนก็แล้วกัน ขออภัยที่ผิดสัญญา แต่รับรองว่าสนุกไม่แพ้กันแน่นอน โดยก่อนอื่น ผมขอเคลียร์ก่อนว่า Myth ที่ว่านี้ คืออะไร

  1. ต้องถ่าย RAW ถึงจะสวย
  2. ไฟล์ RAW สวยกว่า JPEG
  3. อยากได้คุณภาพ ต้องถ่าย RAW เท่านั้น
  4. โปรเค้าใช้ RAW กันทั้งนั้น

ว่าแต่ไฟล์ RAW กับ JPEG คืออะไร?

RAW คือ “ข้อมูลแสงดิบๆ” ครับ ดิบๆ อย่างที่เซ็นเซอร์ (ตัวรับภาพ) ของกล้องรับภาพไว้ได้ ดังนั้นไฟล์ RAW จึง “ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด” และแต่ละกล้องจะมีวิธีบันทึกของตัวเอง แม้ว่าทาง Adobe จะพยายามสร้างมาตรฐานอย่าง DNG (Digital Negative) ขึ้นมาโดยหวังว่าจะเป็นมาตรฐานกลางของ RAW ที่ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมในวงกว้างเท่าไหร่นัก มีใช้อยู่ไม่กี่ยี่ห้อ (Leica เป็นหนึ่งในนั้น)

พูดง่ายๆ ผมถือว่า RAW เป็น “ฟิล์ม” สำหรับกล้องดิจิทัลครับ โดย concept มันเหมือนกับฟิล์ม negative มากๆ (ไม่งั้น Adobe คงไม่ตั้งชื่อ DNG)

สำหรับ JPEG นั้นแทบจะตรงข้ามกับ RAW เลยครับ JPEG คือ “รูปแต่งสำเร็จ” โดยตัวประมวลผลภายในกล้องเอง

ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับฟิล์มแล้ว JPEG ก็เหมือนกับรูปที่ “ล้างและอัดเสร็จแล้ว” (Processed) หรือว่าคิดว่ามันเหมือนกับกล้องโพลารอยด์ก็ได้ครับ ที่ถ่ายแล้วได้รูปสำเร็จเลย

ดังนั้น ในขณะที่ RAW จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเสนส์และเซนเซอร์รับภาพ และการแปลงเป็นดิจิทัลเท่านั้น JPEG จะขึ้นกับ image processer อีกตัวหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้ข้อมูลดิบดีขึ้น มีสีสันมากขึ้น แก้ข้อผิดพลาดต่างๆ ของเลนส์และเซนเซอร์ให้หายไป ก็ได้

ดังนั้นบางครั้ง รูป JPEG จากกล้อง สวยกว่า RAW ครับ สวยกว่ามากด้วย แต่ทั้งนี้ขึ้นกับกล้องครับ ว่าจะประมวลผลมันอย่างไร สำหรับหลายกรณี เช่น Leica M8 นั้น มี JPEG engine ที่ “ห่วยจัด” ก็อาจจะถ่าย RAW แล้วมาล้าง/อัดเองในโปรแกรมประมวลผลภาพ แต่สำหรับอีกหลายกรณี ภาพ JPEG จะดีกว่า RAW อย่างชัดเจนครับ เพราะว่าหน่วยประมวลผลภาพในกล้อง ได้แก้ไขข้อจำกัดเฉพาะกล้องให้เราเรียบร้อยแล้ว

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เนื่องจาก RAW มันเก็บข้อมูลแสงดิบๆ ไว้ให้เราอย่างครบถ้วน ดังนั้นเราก็เลยมีข้อมูลเท่าที่กล้องจะเก็บได้ เอาไว้ให้ process เองต่อ ซึ่งเราอาจจะตั้ง White Balance ใหม่ หรือเราจะดึงโน่นแต่งนี่ ได้มากกว่า เพราะว่าข้อมูลแสงมันยังอยู่เท่าที่เซนเซอร์จะเก็บได้

ดังนั้น ในขณะที่ “จากกล้อง” JPEG มีโอกาสจะสวยกว่า/ห่วยกว่า/เทียบเท่า RAW ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยประมวลผลภาพในกล้อง มันประมวลอะไรให้บ้าง ถ้าพูดถึงโอกาสนำมาแก้ไขและ process รูปต่อในภาพหลังแล้ว RAW มีมากกว่าเยอะมาก

แต่ว่า JPEG เดี๋ยวนี้เจ๋งนะครับ จากกล้องใหญ่ๆ หลายๆ ตัวนี่ เก็บข้อมูลเอาไว้ได้ดีแบบไม่น่าเชื่อเลย แต่ว่ากับกล้องหลายตัว มันค่อนข้างจะ over-processed อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการพยายามดึง detail มากเกินไป หรือ over-sharpen ซึ่งตัวอย่างนี้มีให้เห็นเยอะมากพอสมควร

มืออาชีพหลายๆ คนที่ผมรู้จัก ก็ไม่ใช่ว่าจะถ่าย RAW นะครับ ขึ้นอยู่กับว่าลักษณะการใช้งานภายหลังของเขา จะนำไฟล์นั้นไปใช้อย่างไร มองภาพที่ได้ เป็นข้อมูลตั้งต้น เอาไปแต่งต่อ ประมวลผลต่อ หรือมองเป็นภาพสำเร็จ จะมีแก้ไขก็ไม่มากแล้ว ซึ่ง JPEG ก็เก็บข้อมูลไว้ได้มากพอ ประกอบกับ JPEG processing ที่เก่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายคนเลือกใช้ RAW น้อยลง

สำหรับตัวผมเอง ผมเลือกแบบน้ีครับ

  1. Nikon D3, D3s ผมเลือกตั้ง JPEG ครับ เพราะถึงผมจะแต่งรูปหลังจากนั้น ส่วนมากก็เป็นการดึง contrast, saturation, fill light, black adjust เล็กๆ น้อยๆ ที่ JPEG ยังมีข้อมูลเหลือเฟือ แต่ถ้าเป็นรูปที่ผมตั้งใจจะทรมานมันต่อเยอะๆ (เช่น จะเอาไปทำ single RAW HDR) หรือคิดว่าจะเอาไปดึงมากหน่อย เห็นเป็นข้อมูลดิบมากกว่ารูปสำเร็จ ผมจะถ่าย RAW แน่นอน
  2. Leica M8 ถ่าย RAW ครับ เพราะว่าผมรับ JPEG มันไม่ได้เลย ตัวประมวลผล JPEG มันห่วยจัด ลองดูได้จาก DPReview ก็ได้ครับ
  3. Panasonic GF1 ทั่วไปจะถ่าย RAW เพราะ Default JPEG มัน over-processed พอสมควร นอกจากรูปที่ผมอยากจะได้ effect บางอย่างจาก film mode หรือ my color mode ต่างๆ แต่ถ้าจะถ่าย B&W ล่ะก็ จะตั้ง JPEG และใช้ Dynamic B&W แน่นอน
  4. Panasonic LX3 ตั้ง JPEG ครับ ทั้งที่ถ่าย RAW ได้ เพราะว่า JPEG กล้องตัวนี้จะแก้ไขข้อมูลเลนส์ของกล้องพอควร (เลนส์มี distortion ค่อนข้างเยอะ ในช่วง wide) ซึ่งผมขี้เกียจเอามาแก้เอง และ JPEG ของกล้องค่อนข้างจะได้คุณภาพดีอยู่แล้ว

ขอสรุปหน่อย จาก Myth ด้านบน คือ RAW ไม่ใช่รูปที่ “สวยที่สุด” หรือ “มีคุณภาพที่สุด” (ในแง่ของภาพ) แต่เป็นรูปที่ “มีข้อมูลดิบเยอะที่สุด ผ่านการประมวลผลน้อยที่สุด” ดังนั้น ถ้าคิดจะ process ต่อ RAW จะมีโอกาสทำอะไรต่ออะไรได้มากกว่า JPEG เยอะมากๆ นั่นแปลว่า “มีโอกาสจะสวยกว่า มีคุณภาพกว่า JPEG จากกล้อง” และ JPEG จากกล้อง อาจจะสวยกว่า RAW ก็ได้ ในหลายๆ กรณี ขึ้นอยู่กับตัวประมวลผล JPEG ในกล้อง

[update 1]: มีอีกเรื่องหนึ่งที่ RAW มีประโยชน์กว่าอย่างเห็นได้ชัด คือ “ถ้ากล้องมี White Balance (WB) ที่ไม่แม่นยำ หรือเชื่อถือไม่ค่อยได้” ครับ เพราะว่า RAW จะเก็บค่าของแสงแบบดิบๆ เอาไว้ นั่นหมายถึง อุณหภมิแสง (temparature & tint) ด้วย ทำให้เราปรับ WB ทีหลังได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีถ่ายที่ๆ แสงยาก หรือแสงที่หลอก WB ของกล้องได้ง่าย

ตรงนี้สำคัญนะครับ เพราะว่า WB (โดยเฉพาะ​ AWB) กล้องหลายตัวไม่แม่นเอาเสียเลย การถ่าย RAW เปิดโอกาสให้เราปรับตรงนี้เองในภายหลังได้มากขึ้นครับ

สำหรับผมเอง เจอแสงยากๆ เมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นกล้องตัวไหน ก็ถ่าย RAW ไว้ก่อนล่ะครับ (แต่ว่าถ้าแสงมันไม่ยากเกินไป หาจุดขาวอ้างอิงได้ ก็อาจจะใช้ Preset แล้วถ่าย JPEG ครับ สำหรับกล้องที่ปกติผมถ่าย JPEG อยู่แล้ว)

 

Megapixel vs. Sensor Size vs. Lens

14 Feb

Number marketing เป็นเรื่องที่ “สร้างง่าย หายยาก” และจากประสบการณ์ คงไม่หายไปไหนง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ พบได้บ่อยๆ ก็ตั้งแต่สมัย Megahertz Myth และอีกเรื่องที่ยังคงพบอยู่ในปัจจุบัน คือ “กี่ Megapixels” และ “ซูมกี่เท่า” ซึ่ง “ความเชื่อสาธารณะ” มักจะถูกสร้างว่า เมื่อตัวเลขเหล่านี้สูงกว่า นั่นหมายถึงดีกว่า

จริงๆ ก็ไม่ถึงกับผิดซะทีเดียวนัก เพราะว่าหากปัจจัยทั้งหมดเหมือนกัน ในบางบริบท มันก็ดีกว่าจริงๆ … แต่ว่าหากปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ ฯลฯ อื่นๆ มันต่างกันล่ะก็ มันก็บอกไม่ได้ซะทีเดียว เช่น จริงหรือ ที่ CPU ความเร็ว 2 GHz เร็วกว่า 1.6 GHz คำตอบคือ ถ้าปัจจัยอื่นๆ เช่น สถาปัตยกรรมพื้นฐาน โครงสร้างอื่นๆ ที่มีผลต่อความเร็ว ทุกอย่างมันเท่ากัน แล้วล่ะก็ “จริง” ครับ แต่ว่าถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว “สรุปไม่ได้” ครับ

สรุปไม่ได้ ยังดี แต่ว่าในบางกรณีมัน “ตรงข้าม” ครับ โดยปริยาย และนั่นก็เป็นเรื่องที่จะคุยกันวันนี้ครับ คือ เรื่อง Megapixel ซึ่งเรื่องนี้เคยเขียนอย่างละเอียดไปครั้งหนึ่งแล้ว ในบทความ “กี่ล้านดีคะ” ที่ Blog นี้ … และวันนี้อยากจะเขียน “ภาคต่อ” สักหน่อย

ถึงสัญญาณเรื่องนี้ในตลาดจะดีขึ้นมาบ้าง เพราะว่าค่ายกล้องหลายค่าย เริ่มหันไปผลิตกล้องที่ “MP ต่ำลง แต่ขนาดตัวรับภาพ (Image sensor) ใหญ่ขึ้น” ในระดับ High-end compact กันมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ Panasonic LX3 ซึ่งจะว่าไป 10MP, และเซนเซอร์ขนาด 1/1.63″ นิ้ว เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเลือกตัวนี้ แทนที่จะเลือก Canon G10 (14.7MP) Nikon P6000 (13.5MP) และหลังจากนั้นในระดับ High-end compact ก็มีกล้องทำนองนี้ออกมาเรีื่อยๆ เช่น Canon G11, Canon S90 ซึ่งลด MP ลงไปเกือบ 1/3 ของ G10 และเพิ่มขนาดเซนเซอร์อีกด้วย และ Ricoh อีกหลายรุ่น โดยเฉพาะ GR-Digital 3, GXR และรวมถึง Micro 4/3 อย่าง E-P1, 2, GF1

แต่ว่าสัญญาณดังกล่าว ยังคงส่งไปไม่ถึงในระดับตลาดกลางและตลาดล่าง สังเกตได้จาก Nikon ที่เพิ่งจะออก Coolpix รุ่นใหม่ออกมาอีกหลายตัว ซึ่งมี MP ที่สูงขึ้น แต่ว่าในทางตรงข้าม มีขนาดเซนเซอร์ที่ลดลง! ผมจำได้ว่า เคยบ่น Coolpix S710 ว่ามี 14.5MP และ 1/1.72″ ซึ่งรุ่นใหม่ที่ออกมา S8000 นั้น ก็มี MP เกือบจะเท่าเดิมน่ะแหละ แต่ว่ามีเซนเซอร์ขนาด 1/2.33″!

และเมื่อมองกว้างๆ ไปอีกหน่อย ก็ยังคงพบว่า Megapixel War ยังคงไม่จบง่ายๆ แน่นอน

โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยปฏิเสธเรื่อง MP ว่ามีมาก มันก็มีประโยชน์ เพราะว่ามันทำให้เรา crop ภาพเฉพาะบางส่วนได้มากขึ้น หรือว่าพิมพ์ภาพได้ใหญ่ขึ้น แต่ว่าจริงๆ แล้วมีกี่คนกัน ที่ต้องการพิมพ์ภาพเพื่อให้ได้ประโยชน์จาก 12MP เต็มที่? และมันก็มีคนที่ต้องการ MP มากๆ อยู่จริงๆ ไม่งั้นกล้องพวก Leica S2, Nikon D3X อะไรพวกนี้คงไม่ทำออกมา และคงขายไม่ออกกับคนที่รู้เรื่องพวกนี้แน่ๆ แต่ว่าถามว่า แล้วมันจำเป็นมั้ย กับพวกเราทั่วๆ ไป? เราคงอยากจะได้แค่ภาพดีๆ เยอะๆ ซึ่งหลายภาพอาจจะถ่ายในที่ๆ แสงไม่ค่อยจะอำนวย (มืด) ซึ่งจำเป็นต้องให้แสงเข้ามาเซนเซอร์เยอะๆ หน่อย หรือว่าถ่ายรูปลูกหลานที่กำลังซน กำลังเล่น ที่จะต้องไวหน่อย อัดรูปอย่างมากก็ 4×6 ก็แค่นั้น ซึ่งการมี MP สูง และเซนเซอร์เล็ก ไม่ช่วยอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว และเป็นโทษซะด้วยซ้ำ

กล้องดิจิทัล มันก็มีหลักการประมวลผลเหมือนกับการประมวลผลดิจิทัลธรรมดาน่ะแหละครับ ที่มีกระบวนการ Input-Process-Output ซึ่งกรณีนี้ “Input” มันแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ

  1. เลนส์ ซึ่งใช้รับแสง (Analog data)
  2. ตัวรับภาพดิจิทัล (เซนเซอร์) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการบันทึกแสง และแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล

ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการ Digital Processing ที่ Image Processing Engine ที่ชื่อประหลาดๆ ทั้งหลายทั้งแหล่ เช่น Venus, Digic, Expeed ฯลฯ

เคยได้ยินไหมครับ “Garbage In, Garbage Out” ถ้าขยะเข้า ก็ขยะออก คือ ถ้าหากข้อมูลเข้ามามันไม่ดีแล้วล่ะก็ จะประมวลผลมันยังไง ผลลัพธ์ออกไป ก็ไม่ดีหรอกครับ สู้ข้อมูลเข้าที่ดีไม่มีทางได้เลย

ลองคิดดูง่ายๆ นะครับ กล้องค่ายเดียวกัน 2 ตัว ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพเหมือนกัน แต่ทำไมภาพที่ได้จาก D700+24-70/2.8 N มันช่างแตกต่างจาก Coolpix S710 มากมายขนาดไม่ต้องเอามาเทียบ ทั้งๆ ที่ทั้งสองตัวนี้ ก็มี Expeed processing engine เหมือนกัน คำตอบคือ เลนส์ และ เซนเซอร์ครับ

ก็เลยนำมาซึ่งเรื่องต่อมา ก็คือ แล้วคุณภาพของเลนส์ในบรรดากล้อง compact ทั้งหลายล่ะ ดีแค่ไหน? ผมไม่ได้ต้องการคุณภาพระดับที่บ้านเราชอบกัดกันว่า “เทพ” แต่อย่างใด เพราะว่าเข้าใจดีกว่า ซื้อกล้องตัวเล็กๆ กันไปทำไม แต่ว่าเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ กับเลนส์ที่มีรูรับแสงที่แคบมาก คือ 6.6 หรือ 6.7 ที่ช่วงปลายของซูม! รูรับแสงที่เล็ก ก็ไวแสงน้อยเป็นธรรมดา ทำให้ต้องเปิดชัตเตอร์นานขึ้น หรือเร่งสัญญาณแสง (เร่ง ​ISO) ให้สูงขึ้น ซึ่งการเร่ง ISO จริงๆ แล้วก็คือการขยายสัญญาณเสียง เหมือนกับเร่งเสียงลำโพงน่ะแหละครับ ถ้าลำโพงไม่ดี หรือเพลงอัดมาไม่ดี มันก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ หากเปลี่ยนเป็นเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างกว่านั้น เช่น F4 จะใช้ ISO ได้ต่ำลงกว่าเท่าตัว

แล้วมันแลกมากับอะไร? แน่นอนครับ เซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น เลนส์ที่ดี รูรับแสงกว้างๆ มันแลกมากับ “ขนาด” ที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย แต่ว่าอย่างหนึ่งที่ช่วยได้ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดเซนเซอร์มากนัก หรือเปลี่ยนเลนส์ ก็คือ “การลด Megapixel” ครับ เพราะว่าจะทำให้มีข้อมูลต่อหนึ่ง Pixel เพิ่มขึ้นโดยปริยาย (ถ้างง รบกวนอ่านบทความที่แล้วของผมนะครับ)

บทความต่อไป ผมจะเขียนการเปรียบเทียบอะไรสนุก เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง

 

ช่องกรอกรหัสผ่าน+วันที่

10 Feb

ผมคิดว่ามันน่าจะเป็น standard practice หรือว่าธรรมเนียมปฏิบัติกันมานานแล้วนะ สำหรับไอ้ “ช่องกรอกรหัสผ่าน” ตามเว็บเนี่ย ว่ามันจะต้องเป็นจุดๆๆๆ หรือว่า ดาวๆๆๆ หรือว่าอะไรก็ได้ ที่ทำให้ไม่สามารถอ่านได้ว่า เรากำลังพิมพ์รหัสผ่านว่าอะไรอยู่

แต่ว่าดูนี่ซะก่อน

password_field.png

อ่านได้ชัดเจน สวยงามมาก … ตอนที่ผมพิมพ์ตอนแรก อึ้งไปสามสิบวินาที ก่อนจะร้อง “เฮ้ย จะบ้าเรอะ!” แบบไม่เกรงใจคนรอบข้าง .. ไม่ทราบว่าท่านไปจ้างโปรแกรมเมอร์ที่ไหน ทำในงบประมาณหลักกี่ล้านครับท่าน? ยังไม่พอนะครับ ข้างล่าง ผมยังพบสิ่งนี้

date.png

ไม่ทราบว่า วันที่ตามนั้นนี่ มันมีในปฏิทินโลกไหนไม่ทราบขอรับ? ผมยังไม่ได้ลองกดปุ่มบันทึกนะ ว่ามันผ่านหรือเปล่า แต่ว่าไว้มีเวลาจะลองดูหน่อย แต่ว่าแค่นี้ก็เกินไปแล้วครับ ทำไมปล่อยให้สามารถเกิดความผิดพลาดเช่นนี้ได้ (จริงๆ ถ้าระบบกรอกข้อมูลมันดีนะ ผู้ใช้ไม่ต้องเสี่ยงกดปุ่มบันทึกข้อมูล ก่อนจะรู้ว่ามันผิดพลาดหรือเปล่าหรอก)

 

ออกแบบเว็บไซต์

26 Jan

เมื่อกี้มีคนปรึกษาเรื่องการออกแบบเว็บไซต์นิดหน่อย เลยขอยกการสนทนามาให้อ่านกันตรงนี้นะครับ คิดว่าเป็นข้อคิดและอุทธาหรณ์ได้บ้างพอสมควร แต่ขอเอาชื่อผู้ถามผมออกนะครับ

ผู้ถาม: อาจารย์เว็บแบบไหนที่แตกต่างๆ
ผู้ถาม: ขอคำแนะนำหน่อยนะคะ
ผู้ถาม: พอดีเพื่อนเขียนเว็บให้บริษัทน่ะ
ผม: แล้วทำไมต้องแตกต่าง?
ผู้ถาม: แต่ไม่อยากจำเจอยู่กับรูปแบบเดิมๆๆ
ผม: มาอีกล่ะ พวกทำงานเอารูปแบบเป็นหลัก จะรูปแบบเก่า รูปแบบใหม่ ถ้าไม่ได้วิเคราะห์เรื่อง function และ usage เป็นหลัก มันจะทำได้ไง
ผู้ถาม: แต่คือว่าเขาแค่ตอ้งการดีไซต์และส่วนเรือ่งนั้นเขาคงทำเองอ่ะ
ผู้ถาม: ก้อแค่ออกแบบอะ
ผม: เว็บไซต์ไม่สามารถ design หน้าตาได้ หากไม่ design function ครับ
ผม: มันเหมือนกับคุณอยากจะออกแบบ “หน้าตา” ของรถยนต์ โดยไม่กำหนดว่า รถคันนี้ จะต้องวิ่งในที่แบบไหน บรรทุกอะไร กลุ่มเป้าหมายคืออะไร
ผม: คุณอาจจะคิดว่า หน้าตารถสปอร์ตมันเท่ห์ดี
ผม: แต่รถตู้ที่ออกแบบโดยใช้ concept รถสปอร์ต มีแต่ห่วยกับห่วย
ผม: ว่างั้นเถอะ
ผม: ไม่ได้กวนตีนหรือหลบเลี่ยงในการตอบ แต่ด้วยจรรยาบรรณ ไม่สามารถออกแบบเฉพาะหน้าตาได้ครับ หากคุณเคารพวิชาชีพตัวเอง ในฐานะนักออกแบบเว็บไซต์
ผู้ถาม: แต่มานก้อเปงส่วนหนึ่งหนิ
ผม: ลำดับก่อนหลังมีผลครับ
ผม: เอางี้ ผมให้คุณเลือกชุด จะพาออกงาน คุณจะเลือกชุดอะไร? ยังไง?
ผู้ถาม: ก้อต้องดูงานก่อนค่ะ
ผม: ใช่มั้ย
ผม: คุณต้องทราบว่า “งานอะไร แขกที่จะต้องไปพบ เป็นคนระดับไหน ต้องดู look เป็นยังไง ฯลฯ” ใช่มั้ย
ผม: ก็แบบเดียวกับการออกแบบเว็บไซต์น่ะแหละครับ
ผู้ถาม: แต่งานนี้เปงวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม
ผู้ถาม: แต่ลูกค้าบอกว่าไม่อยากให้ธุรกิจมากเกิน
ผม: ถามคนอื่นเถอะครับ
ผม: คนที่ไม่ได้มีมาตรฐานในการทำงาน และมีจรรยาบรรณในการักษามาตรฐาน มีเยอะครับ
ผู้ถาม: ค่ะ
ผม: เหมือนสร้างตึกครับ ถ้าผมเป็นนักออกแบบ สถาปนิก ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า “ตึกนี้สวย ตึกนี้สวย ตึกนี้แปลก เอาแบบนี้ ผสมกับแบบนี้ ผสมกับแบบนี้ ฯลฯ” โดยไม่ดูว่า “แล้วมันเป็นตึกอะไรวะ ใครจะอยู่วะ เอาไปทำอะไรวะ คนเดินเข้าออกเยอะมั้ยวะ ฯลฯ”
ผม: สุดท้าย คุณอาจจะได้ตึกที่สวย แปลก เฉี่ยว แต่ใช้งานไม่ได้จริง
ผม: ตัวอย่างนี้มีให้เห็นตามเว็บไซต์ทั่วไปครับ
ผม: สวย แปลก ดูครั้งแรกแล้ว “ว้าว!” แต่ขอโทษนะครับ ไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่มันควรจะใช้งานได้
ผู้ถาม: ช่ายค่ะ
ผู้ถาม: พอเข้าใจและ
ผม: ขออนุญาตเอาการสนทนานี้ ไปลง blog และสอนหนังสือนะครับ เป็นตัวอย่างแนวคิดและทัศนคติหนึ่ง ที่พบเห็นได้ตามสังคมทั่วไป
ผู้ถาม: ขอบคุงค่ะ
ผู้ถาม: แป่ว
ผู้ถาม: ตามบาายคะ
ผู้ถาม: ก้อคิดไม่ออก
ผู้ถาม: เพราะยึดติดแต่สิ่งที่แตกต่างอ่ะคะ

ตามนั้นเลยครับ อีกอย่างนะครับ ช่วยๆ กันใช้ภาษาไทยให้มันถูกๆ หน่อยดีกว่านะครับ คือ บางครั้งเราพิมพ์ผิดโดยไม่ตั้งใจนี่คงไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้แบบ “ก้อ (ก็)” หรือ “เปง (เป็น)” หรือ “มาน (มัน)” จนกลายเป็นเรื่องปกติ ผมว่ามันก็เกินไปครับ

 

Camera Usability Factor

17 Jan

อ่านจาก Steve Huff Photos (http://www.stevehuffphotos.com/) ซึ่งเป็นเว็ยไซต์ที่เขียนรีวิวอุปกรณ์ถ่ายรูป จากมุมมองตากล้อง และการใช้งานจริง มากกว่าจากมุมแบบเชิงเทคนิค ที่พวกเรามักคุ้นเคยกัน (test chart, color plates, MTF chart, โหมดต่างๆ, 100% pixel peep ที่ทุก ISO, ฯลฯ) ซึ่งเป็นแนวรีวิวที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนถ่ายรูป และอยากหัดถ่ายรูป ถึงเจ้าของเว็บไซต์จะบ้าจุดแดง (Leica) ไปนิดหน่อยก็เถอะ

สิ่งที่ผมอยากจะเขียนถึง คือ Camera Usability Factor ที่เจ้าของเว็บได้เขียนไว้อย่างน่าสนใจ

“USABILITY FACTOR: A camera that you can not put down. One that you want to take with you wherever you go. A camera that will not weigh you down and break your back. A camera that will sleep next to you on your nightstand. A camera that produces exquisite image quality while making YOU look good as well as it hangs from your neck! A camera that will improve your skills and one that you just love shooting day in and day out!”

แปลเป็นไทย (แบบมีดัดๆ แปลงๆ นิดหน่อย) คือ

“USABILITY FACTOR: กล้องตัวที่คุณวางมันไม่ลง กล้องตัวที่คุณอยากจะหยิบมันติดไปด้วยไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม กล้องตัวที่จะไม่ทำให้รู้สึกหนักหรือทำให้คอหัก กล้องตัวที่จะอยู่ที่หัวเตียง (หรือโต๊ะ หรืออะไรก็ตามที่มือคว้าได้ทันทีเมื่อตื่น) กล้องที่ให้ผลลัพธ์ที่เยี่ยมในขณะที่ทำให้คุณดูดี (หล่อ/สวย) ขึ้นที่ถือมัน ห้อยมัน หรือใช้งานมัน และที่สำคัญ เป็นกล้องที่จะทำให้คุณถ่ายรูปเก่งขึ้น และเป็นตัวที่คุณรักที่จะใช้งานมันทั้งวันทั้งคืน!”

เป็นนิยามที่ผมชอบมาก จะเห็นว่าไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเชิงเทคนิคเลยสักกะนิด ไม่ได้มีว่า กล้องที่ดีจะต้องมี ฯลฯ (ล้าน scene mode, autofocus ร้อยแปดแบบ, ฯลฯ) ก็เลยอยากจะแชร์กันไว้ครับ

สำหรับตัวผมเอง กล้องตัวนี้เป็นตัวไหน? เมื่อก่อนผมมีกล้องอยู่สอง 2 ตัวหลักๆ นะ คือ Nikon D3 และ Leica M8 ตัวนึงเป็นกล้องที่ผมรักที่จะทำงานด้วย หวังผลได้ คุมได้ดังใจ เชื่อใจได้ที่สุด ไม่ต้องดู LCD เพื่อดูผลลัพธ์หลังจากกดชัตเตอร์เลยก็ได้ … อีกตัวหนึ่งเป็นกล้องตัวที่รักที่จะอยู่ด้วย อยากจะพาไปไหนมาไหนด้วย แต่คุณเธอพยศซะเหลือเกิน

ตอนนี้ผมคิดว่าผมเจอกล้องตัวที่ลงตัวพอดีแล้วล่ะ คือ Panasonic GF1 กับ 20mm/f1.7 (แต่นะ มันยังไม่หล่อเท่า Olympus E-P1 ฮ่าๆ)

 

Setup Aquamacs for Erlang

16 Dec

A quick note about how to setup Aquamacs (Cocoa Emacs distribution) for coding Erlang (the next kid in town).

I assume you install Erlang via Macports so if you install it via any other mean, something will vary (I used to install it, along with everything else, from source; but currently the Macports is just easier).

The setup is simply adding the following lines into your ~/.emacs file

(setq load-path (cons "/opt/local/lib/erlang/lib/tools-2.6.4/emacs" load-path))
(setq erlang-root-dir "/opt/local/lib/erlang")
(setq exec-path (cons "/opt/local/lib/erlang/bin" exec-path))
(require 'erlang-start)

Please note that the actual path may vary from installation to installation (version numbers, most probably). So check yours.

 

My Dad’s further comment:

16 Dec

Same as previous post, here’s my dad’s further comment on education, via e-mail. Note: Highlights are my own, on what I think are important messages.

Dear Son,
I saw my comments in your bloc.
I would like to add that our education system or our culture lead to surface knowledge. We do not go down deep to learn the basic behind.
I will give you an example.
If you read the research on life science these days you will see so many cluster analysis of similarity. This could be similarity among several varieties in any species. It is so easy to make these dendrograms using so many statistical packages available free on the web.
But, do we know the basic behind those calculations?.
It is fine for the users or technician. But, how about those with prestigious doctorate degree.
So, where are we going in education?
Love,
Dad

 
1 Comment

Posted in Education