Review: Harry Potter and the Order of the Phoenix

จากหนังสือที่ยาวที่สุด กลายมาเป็นหนังที่สั้นที่สุด ที่หลายคนบ่นอุบ ว่าฉากโน้นฉากนี้โดนตัด ว่าไม่สนุกเท่ากับภาคอื่นๆ ที่ผ่านมา ฯลฯ แต่ว่าใครจะว่ายังไงไม่รู้ ผมว่าแบบนี้นะ

  • + สำหรับผมแล้ว นี่คือภาคที่สนุกที่สุด การดำเนินเรื่องทำได้ฉับไว มีน้ำหนัก มีอารมณ์ร่วม
  • = ต้องเข้าใจด้วยว่า ภาคนี้อาจจะถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่งของชีวิต Harry จากการเป็นเด็กเข้าสู่ช่วงของการเป็นผู้ใหญ่ นั่นคือข้อความที่ระบุไว้ชัดเจน จากภาคีฯ ว่า Harry ไม่ใช่เด็กแล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับว่า แต่ว่าก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่เช่นกัน
  • = ดังนั้นเรื่องความสนุกสนานแบบวัยเด็ก ที่กำลังจะผ่านพ้นไปและพบกับมรสุมของการเป็นผู้ใหญ่ กำลังจะเข้ามา ลองนึกถึงชีวิตตัวเองดู ว่ามันสนุกหรือเปล่า ในตอนที่ตัวเองกำลังอยู่ในวัยแบบนั้น
  • = (นอกเรื่อง) แต่ว่าทั้งนี้ อย่าไปดูช่วงอายุนะ โดยความเห็นส่วนตัวผมเชื่อว่าเป็นเรื่องวุฒิภาวะของจิตใจและความรับผิดชอบ มากกว่าอายุ เจอมาเยอะ พวกที่อายุ 20 กว่าๆ ปลายๆ หรือว่่า 30 ต้นๆ หรือว่ามากกว่านั้น ที่ไม่ค่อยจะมีวุฒิภาวะเท่าไหร่ แต่ว่าเรื่องนี้ช่างมันเถอะ กลับเข้าเรื่องหนังดีกว่า
  • + ภาคนี้ด่าเรื่องการศึกษาได้ “สะใจ” ที่สุดเลยล่ะ ไอ้ที่ว่าให้เรียนแต่ทฤษฎีในตำรา ไม่ต้องเอามาปฏิบัติจริงเนี่ย เพราะว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาการศึกษาหลายแห่งในโลก ซึ่งในหนังยังกัดอีกว่า เรียนแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับ “ผ่านการสอบ (ข้อเขียน) แล้ว” ซึ่งพวกเด็กๆ พวกหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยและไปฝึกหัดเวทมนต์กันจริงๆ
  • + ตอนที่ Harry พูดกับพวกที่จะเป็นกองทัพ Dumbledore ก็ดีนะ เรื่องที่ว่า การผิดพลาดในโรงเรียน (ในตอนฝึกหัด) น่ะ มันยังมีพรุ่งนี้ให้คุณกลับไปลองทำอีกได้ อีกกี่ครั้งก็ได้ แต่ว่าในชีวิตจริง ในสถานการณ์ที่จะต้องเลือกระหว่างความเป็นกับความตาย กับตัวเองและคนอื่น กับความกดดันต่างๆ จะมีกี่คนที่ handle มันได้จริง
  • + ซึ่งเราจะได้เห็นว่าหลังจากที่อาจารย์ Harry lecture เสร็จแล้ว ก็จับฝึกกันเลย โดยที่แต่ละคนจะต้องลงมือเอง ทำได้เองและล้มเหลวเอง ลุกขึ้นจากการที่ตัวเองล้มเอง และประสบความสำเร็จเอง ซึ่งตอนจบ ตอนฉากที่ department of mystery ที่ห้องเก็บลูกแก้วพยากรณ์ จะเห็นได้ว่า สถานการณ์จริง ไม่มักไม่ค่อยจะใจดีให้เราพลาดได้เท่าไหร่นักหรอกนะ มันคือ live and dead มากกว่า
  • = มาถึงตอนนี้ผมอยากจะบอกนักศึกษาทุกคนเหลือเกินนะ ว่า

ยอมล้ม ยอมหัด ยอมทดลอง ยอมเป็นคนโง่ ตอนที่เรียนอยู่เถอะนะน้อง วันนี้น้องยังล้มได้ ยังมีพรุ่งนี้ให้ลุกได้ แต่ว่าถ้าไม่ยอมผิดไม่ยอมพลาด คิดว่าทำครั้งแรกต้องได้หมด ผิดหรือว่าคิดว่าทำไม่ได้ก็เลยไม่ลองทำ … หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันผ่านวันนี้ไปแล้ว ไปเจอความจริงของชีวิต มันไม่ใจดีกับเราแบบนี้หรอกนะ

  • + จริงๆ เวทมนต์ที่ผมชอบที่สุดคือ คาถาผู้พิทักษ์นะ เพราะว่ามันคือการนึกถึงสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด สิ่งที่เราชอบที่สุด และแต่ละคนมีผู้พิทักษ์ต่างๆ กัน นั่นคืออะไรล่ะ ก็เวลาที่เรารู้สึกแย่ รู้สึกว่า “ความสุขทุกอย่างในโลกได้หายไปจากชีวิต” (แหม copy มาหมดเลยนะ) เนี่ย นึกถึงสิ่งที่ชอบที่สุด สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด ช่วงเวลาที่ดี มันเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตเราจากความสิ้นหวังทั้งปวง และผลที่ได้จากคาถา แต่ละคนต่างกันหมด ขึ้นกับตัวเอง ประสบการณ์ตัวเอง ทั้งนั้น
  • คิดว่าจะไม่พูดแล้วนะเรื่องความสวยความงามเนี่ย ….​ เกิดอะไรขึ้นกับ โช แชง ฟะ ไม่สวยเอาเสียเลย มีคนคิดแบบเดียวกับเราหลายคน เช่น mk (อีกล่ะ รีวิวหลังหมอนี่ทุกที :-P) ตอนภาคที่แล้วยังน่ารักมากๆ อยู่เลย เกิดอะไรขึ้นฟะเนี่ย
  • + ป้าคนที่เล่นเป็น Dolores Umbridge เจ๋งมาก ตีบทแตกกระจุยกระจาย คนที่เล่นเป็น Luna Lovegood ก็ถือว่าดีนะ ก็ JKR บอกเองว่าเธอเป็น Perfect Luna เลยนะเนี่ย
  • = หลายคนคงเห็นแล้วล่ะ ว่าโทนเรื่องมันมืดลงๆ เรื่อยๆ นับจากภาคแรก ซึ่งไม่แปลกอะไรถ้าจะนับว่ามันเป็น transition จากวันและวัยที่ทุกอย่างสดใส ไปหาวันที่มันเริ่มไม่เป็นเช่นนั้น
  • ฉากการตายกับ Sirius Black รู้สึกไปเองหรือเปล่า ว่ามันไม่ค่อยจะดึงอารมณ์ร่วมออกมาได้เท่าไหร่ หรือว่าผมอ่อนไหวน้อยไปเองหว่า เฉยๆ มากกับฉากนี้
  • + แต่ว่าการกำกับศิลป์ กับฉากอื่นๆ ถือว่าทำได้ดีไม่เลวเลยนะ ฉากตอนจบที่ department of mystery ค่อนข้างจะได้ใจพอควร
  • + เรื่องของทางเลือก เหมือนกับตอนที่เขียนรีวิว Spiderman 3 นะ ตอนที่ Sirius Black พูดกับ Harry ที่ว่า โลกมันไม่ได้แบ่งเป็นคนดีกับผู้เสพย์วิญญาณ​ (คนเลว) หรอกนะ ทุกคนมีดีมีเลวในตัวเอง สิ่งที่สำคัญก็คือการที่เราเลือกกระทำต่างหาก ซึ่งนั่นทำให้เราเป็นเรา
  • + อีกประเด็นหนึ่งเถอะนะเกี่ยวกับการศึกษา ที่ Harry พูดว่า พ่อมดที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ทุกคนก็เริ่มต้นด้วยการเป็นอะไรที่ไม่ได้มากกว่าเราตอนนี้ คือ “นักเรียน (นักศึกษา)” เนี่ยแหละ อันนี้ชอบมาก
  • Order of the Phoenix ไม่ค่อยมีบทบาทเลยแฮะ ท่าทาง (ในหนัง) จะเป็น secret society จริงๆ แฮะ ไม่รู้เรื่องเลยทำอะไรมั่ง มีบทบาทยังไงมั่ง น้อยมากๆ
  • = แต่ว่าจะว่าไป ก็เป็นเรื่องที่อาจจะเป็นปกติของหนัง series นี้อยู่แล้ว ที่ว่าจะเป็น Harry Potter and อะไรก็ช่างเถอะ มันจะเป็น focus/centric อยู่กับ Harry มากกว่าสิ่งที่มาหลัง and … ซึ่งก็ถือว่าเป็น choice เพราะว่าหนังมันไม่เหมือนหนังสือ เอามาทำให้ได้ทุกมุมมองทุกมิติเหมือนกันไม่ได้หรอก ต้องเลือกเอา (หรือไม่งั้นก็ทำมันแยกไปเลย เหมือนกับ Flag of Our Fathers กับ Letters from Iwo Jima)
  • ปิดท้ายด้วยเรื่องที่ไม่เรื่องสักอย่างเถอะ …​ เนื่องจากเปลี่ยนคนแต่งเพลงมั้ง (จากปรมาจารย์ John Williams) ทำให้ Film score ภาคนี้อ่อนกว่าภาคก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งด้วยมั้ง ที่ทำให้หลายฉากหลายครั้ง มันดึงอารมณ์ไม่ได้
  • = อ่อ แล้วก็อีกเรื่องนะ ด่า/แขวะการเมืองใช้ได้เลย อีกทั้งประเด็นการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แล้วก็การแทรกแซงสถาบันการศึกษาด้วยนะเนี่ย :-P

น้องๆ ที่ไปดูหนังนะครับ ขอให้ได้ข้อคิดเกี่ยวกับการศึกษาของตัวเองด้วยผมจะดีใจมาก แทบทุกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ครั้งหนึ่งเค้าก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าพวกคุณหรอก คือ เป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ฝึก ที่หัด ที่ทำ ที่ล้ม ที่ลุก ที่เหลว ที่สำเร็จ ฯลฯ มามากมายในชีวิต ทำให้มีประสบการณ์จริงมาก เมื่อไปเจอบททดสอบจริงของชีวิต ที่มักไม่ใจดี และเป็น one-chance เท่านั้น เค้าเลยผ่านมันไปได้ ในขณะที่อีกหลายต่อหลายคน ที่ take it easy ตอนที่ยังเรียนอยู่ กลับต้องมาล้มเหลวกับมันในทีหลัง

ในฐานะหนัง เรื่องนี้สนุกมากกับผม ตรงที่มันให้ข้อคิดกับผมในฐานะนักการศึกษาคนหนึ่ง เนื้อหาในภาคนี้ ข้อความในภาคนี้ หลายอย่าง เนี่ยแหละ คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกกับลูกศิษย์ทุกคน

My Rating: 9/10
IMDB Rating: 7.8/10
(30,595 votes)

Post Navigation