Buying List & Buying List Free

On August 5, 2010, in Computing, Development, Software, by rawitat

โปรแกรมทำ Shopping List ที่เน้นความเรียบ ความง่าย และความรวดเร็วในการใช้งานเป็นหลัก เกิดจากความขี้เกียจในการดึงเศษกระดาษกับหาปากกามาจดว่าจะซื้ออะไร ถ้าซื้อได้ก็รอดตัวไป ถ้าซื้อไม่ได้ ก็มักจะลืม เพราะกระดาษชิ้นนั้นจะถูกทิ้งไป พยายามหาโปรแกรมทำ Shopping List, To do list, To buy list หรืออะไรก็แล้วแต่แบบนี้ตั้งนาน มีแต่ซับซ้อนไปทั้งนั้น (จากความต้องการของตัวเอง) ก็เลยตัดสินใจพัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้น

เป้าหมายง่ายๆ คือ “ต้องไม่ช้ากว่าหรือลำบากกว่าการหยิบกระดาษขึ้นมาจดๆๆ” ดังนั้นฟีเจอร์อะไรก็ตาม ที่จะทำให้มันไม่บรรลุเป้าหมายนี้ (พวกที่โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็น Nice to have แต่อาจจะใช้บ้างไม่ใช้บ้าง) ผมหั่นทิ้งเรียบ และโฟกัสกับการทำยังไงก็ได้ ให้มันไม่ช้ากว่า ลำบากกว่าการดึงกระดาษขึ้นมาจด …​ ต้องดึงมาใช้งานและเก็บลงกระเป๋าได้ในเวลาน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ … ผมคิดว่า ถ้าต้องการฟีเจอร์ที่ผมตัดทิ้งไปเหล่านั้น มีทางเลือกอีกเยอะมาก ใน App Store ครับ


screenshots.jpg
Screenshot จาก iTunes App Store

โปรแกรมมี 2 รุ่นครับ คือ รุ่นจ่ายเงิน ($0.99) และ รุ่นฟรี ซึ่งจะจำกัด Favorite Items ไว้ที่ 10 items และใช้ iAd support (แต่ไม่มีผลกับ account ประเทศไทย เพราะ iAd ยังมาไม่ถึง ถ้าไม่ใช่ account อเมริกา ก็ไม่มี Ad โผล่มา) และสุดท้าย ต่างกันที่ไอคอน รุ่นจ่ายเงินเป็นสีดำ Metallic ออกแบบโดยใช้ Theme แบบ MacBook Pro ส่วนรุ่นฟรี เป็นสีขาวเรียบๆ แบบ MacBook


large_icon.png large_icon_free.png

ลองใช้กันดูนะครับ … ถ้าชอบ และอยากให้พัฒนาโปรแกรมต่อไป ก็ช่วยกันสนับสนุนกันหน่อยนะครับ


as_available_appstore_icon_20091006.png

AppDiscover badge

ล่าสุด โปรแกรมนี้ถูกรีวิวโดย AppDiscover Blog ใน entry Buying List by Rawitat Pulam ครับ ขอ Quote ไว้ตรงนี้ด้วยก็แล้วกัน

Buying List is a sweet little list building app for the iphone by Rawitat Pulam. It allows you to manage items you wish to buy now and in the future efficiently with two simple lists, your shopping history, and a customizable list of favorites.

Once you learn Buying List’s interface, it’s a joy to use. There are four tabs at the bottom: buying now, buy later, history, and favorites. Here’s how it works:

You can add items directly to the buying now or buy later list. Tap any item on the buying now list once you’ve purchased it. When you’ve completed your shopping, press the new list button and the items you’ve purchased are moved to the history along with the date you purchased them. Any items that you have not purchased are automatically moved to your buy later list.

From the buy later list, selecting a few items and pressing the new list button adds them to your current buy now list.

Additionally, any item on your lists can be added to your favorites by tapping a star icon. Your favorites list functions much like the buy later list. Tap a few items, hit new list, and they’re added to your current buy now list.

The interface is a bit complicated to describe, but once you get used to it you can quickly build manageable lists from a large set of items you need to buy. If you are a shopping list person, I would highly recommend it. The free version allows only 10 favorites. Get the full version for $0.99

 

#Petdo (Talkshow)

On July 5, 2010, in Article, Personal, by rawitat

วันที่ 24 เดือนกรกฎาคมนี้ จะมีงาน talkshow ในชื่อ #petdotalkshow ที่หอประชุมปรีดีย์ฯ ซอยทองหล่อ กรุงเทพนะครับ

ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอเล่าประวัติเรื่องนี้สักเล็กน้อย


p7.png
ตอน “ไม่ได้จ้างมาสร้างบั๊ก”

“Petdo” (@petdo ใน twitter หรือที่เว็บไซต์ iampetdo.com) เป็นการ์ตูน 4 ช่องจบในตอน (เป็นส่วนมาก มีเป็นตอนต่อบ้างเป็นบางครั้ง) ที่มาจากผลงานสร้างสรรค์ของน้องๆ ที่เพิ่งจบการศึกษาจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มีความฝันและมาก่อตั้งทีมงานด้วยกันในชื่อบริษัท Urchin Image โดยได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ม.ศิลปากร ซึ่งตัวผมเองเคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการอยู่ในระยะหนึ่ง โดยน้องต้น (@bluefrog_su) เป็นตัวตั้งตัวตีและเรี่ยวแรงหลัก มาพร้อมกับๆ เพื่อนอีกหลายคน คือ น้องสิงห์ น้องกก น้องฟลุ๊ค น้องลี น้องจุ๊บ (ชื่อจริงชื่อ น้องบริสุทธิ์ … แต่เป็นผู้ชายนะ หน้าโหดหนวดเฟิ้ม … “ตาหนวด” ในเรื่อง Petdo จริงๆ ก็ได้แบบมาจากคนนี้นี่แหละ ไม่ใช่ผม) น้องโหน่ง โดยมีความฝันอยากจะทำ Digital Content เกม งานออกแบบ งาน animation ฯลฯ ตามสาขาที่จบมา


p4.png.jpg
ตอน “ยุบองค์กรหนี”

แต่ด้วยความที่เป็นทีมงานใหม่ ประสบการณ์ไม่มี ผลงานไม่มี ก็ดิ้นรนกันไป รับงานกันไปเรื่อยๆ โดยแต่ละงาน ก็ได้เรียนรู้โลกความเป็นจริง ส่วนมากจะ under-budget, over-expectation แต่ไม่เป็นไร ได้เรียนรู้ และก็ประสบการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีโปรดักท์เป็นของตัวเองสักทีหนึ่ง

สักพัก ก็ได้ทีมงานเพิ่มขึ้น คือ น้องเกด ที่อยากทำงานออกแบบเว็บไซต์ และน้องเพชร ที่เคยรับงานทำเว็บและเขียนโปรแกรมมาบ้าง มาอยู่ในทีมด้วย แต่งานหลักก็ยังคงเป็นการรับงานเล็กๆ น้อยๆ เป็นหลัก


p1.png.jpg
ตอน “Petdy ที่รัก”

ตัวผมเอง ก็เหมือนอยู่ในฐานะ “พี่เลี้ยง” ของน้องๆ กลุ่มนี้ ซึ่งข่วยด้วยความที่อยากเห็นความฝันของน้องๆ เป็นจริง ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น และพยายามจะช่วยคิดหาโปรดักท์ของน้องๆ เอง ขึ้นมาให้ได้สักตัว ก็คิดหลายอย่าง ลองผิดลองถูกอยู่หลายอย่าง แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นทางสว่าง (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร) ทรัพยากรเวลา ที่น้องๆ เหล่านี้ขอทางบ้านมา เพื่อขอลองผิดลองถูกกับชีวิต ก็ร่อยหรอไปทุกวัน

และแล้ววันหนึ่ง ผมเดินเข้ามาในออฟฟิสของน้องๆ เพื่อช่วยคิดหาทางและให้กำลังใจต่อไป ก็เห็นตัวการ์ตูนตัวหนึ่ง ที่น้องกก (@yoshikokvin) วาดเอาไว้เล่น ก็เลยเกิดไอเดีย “ไอ้นี่แหละ! โปรดักท์ล่ะ!” ซึ่งก็เหมือนกับฟางเส้นสุดท้ายอีกเส้นครับ อะไรคว้าได้ ลองได้ ก็ลองไปเลย และแล้ว “Petdo” ก็เกิดขึ้น ด้วยคอนเซปท์ที่อยากเป็นการ์ตูนแบบ Dilbert หรือ Garfield

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใกล้กับงาน Twiter BKK ครั้งที่ 3​ ซึ่งตัวผมเองก็ได้เสนอตัวไปพูดไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ก็เลยคิดว่าจะใช้ตัวการ์ตูนนี้ในงานนั้น เพื่อช่วยเหลือน้องๆ ในการโปรโมทงานที่เกิดจากความคิดของน้องๆ เค้า การตอบรับจาก Twitter BKK ดีพอสมควร ถึงโดยส่วนตัวผมจะยอมรับเลยว่า performance ผมบนเวทีวันนั้น “ห่วยมาก” ถึง “มากที่สุด” ก็ตาม


p2.png.jpg
ตอน “นี่แหละ ปัญหา”

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้ Urchin Image เกิดการ “แพแตก” ไประดับหนึ่ง น้องๆ หลายคนที่ร่วมสร้างฝันมาด้วยกัน ก็ไปหางานทำ งานที่เหมาะและได้ทำสิ่งที่เค้าต้องการจะทำจริงๆ ซึ่งที่ Urchin Image ยังไม่มี scale พอที่จะรับงานระดับนั้นได้ แต่ก็ยังมีน้องอีกไม่กี่คนเหลืออยู่ ที่ยังคงอยากจะสู้ต่อไปกับหนึ่งโปรดักท์ที่พวกเขาสร้างขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็คือรับงานอื่นๆ ช่วยเรื่องทุนทรัพย์ต่อไปเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ การ์ตูน Petdo วาดมาแล้วถึง 118 ตอน โดยออกทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ โดยคนทำงานหลักๆ คือ น้องสิงห์ (@singya_cosmo คนที่วิ่งเอาตุ๊กตามาให้ผมไหว้ บนเวที #igniteTH) ซึ่งทำโดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นจากงานนี้ ตั้งแต่วันแรกจนถึงทุกวันนี้ น้องสิงห์ก็ยังคงทำและตั้งใจทำอยู่เหมือนเดิม


p3.png.jpg
ตอน “คอมพิวเตอร์มันเร็ว”

ผมเองอยากจะให้ Petdo เป็นโปรดักท์ที่อยู่รอดได้ด้วยตัวมันเอง และให้น้องๆ ที่สร้างสรรค์งานนี้ขึ้นมา หาเลี้ยงชีพได้จากผลงานของตัวเอง ที่เป็นผลงานที่เค้าภูมิใจ ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะสร้างเสียงหัวเราะให้กับใครหลายๆ คน

ผมเคยพูดกับน้องๆ เหล่านี้เสมอ ว่าเราควรจะมีเงินพอมีพอใช้ ไม่ต้องถึงกับรวย ด้วยการทำให้คนอื่นมีความสุข เงินที่เราได้ ควรเป็นอัตราส่วนแปรผันตรงกับความสุข/เสียงหัวเราะที่เราได้สร้างให้กับคนอื่น


p5.png.jpg
ตอน “โรงเรียนของเราน่าอยู่”

Petdo ไม่ใช่ผลงานของผม ถึงหลายๆ คนจะเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น และยกย่องให้ผมเป็น “ผู้สร้าง” ก็ตาม แต่ Petdo เป็นผลงานของน้องๆ ใน Urchin Image ตั้งแต่ต้น จนถึงตอนนี้ และก็จะยังคงเป็นต่อไป อยากให้หลายๆ คนเข้าใจด้วย ว่าทำไมผมไม่ “ทำการกุศล” กับงานชิ้นนี้ …. (ถ้างานชิ้นนี้เป็นงานส่วนตัวของผม ผมคงจะทำการกุศลกับงาน Petdo นี้ได้ไม่ยาก และไม่ต้องคิดมากเท่าใดนัก)

ผมเป็นเพียงพี่เลี้ยงของน้องๆ กลุ่มนี้เท่านั้น โปรดักท์ของ Petdo ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา Talkshow หมวก เสื้อ น้องกลุ่มนี้ทำเอง โดยผมมีหน้าที่แค่ให้คำปรึกษา ซึ่งผมขอยอมรับตามตรงเลยครับ ว่าผมอยากเห็นน้องๆ กลุ่มนี้อยู่รอดให้ได้ ด้วยสิ่งที่เค้าอยากสร้างขึ้น ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน และไม่ทราบเลยจริงๆ ว่าจะได้อีกนานแค่ไหน ด้วยสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ที่ยังไม่มีโปรดักท์หลัก ที่สามารถทำเงินเลี้ยงตัวเองกันได้)

และอยากจะบอกว่า งานนี้ “ผมไม่ได้อะไรแม้แต่บาทเดียว!” เพราะว่าผมได้สิ่งที่ผมต้องการแล้ว นั่นคือ แค่ได้เป็นพี่เลี้ยงของน้องกลุ่มนี้ ที่ทำเพื่อฝันของตัวเอง สนุกกับงานที่ทำ และเห็นน้องๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นความสุขและเป็นเกียรติที่สุดของผม ในฐานะพี่ชาย ในฐานะอาจารย์ แล้ว …

ดังนั้น “รักการ์ตูน Petdo ชอบการ์ตูน Petdo …​” พบกันที่ Petdo Talkshow นะครับ! (Click ที่นี่ หรือ Banner ด้านบนเลยครับ)


p8.png.jpg
ตอน “ก็หนูจะเอาง่ะ”

ป.ล. เนื้อหาของ Talkshow จะมีดังนี้ครับ (ขอรับรองด้วยเกียรติของ[อดีตโคตรๆ] ลูกเสือ ว่าเน้น “ฮา” และ “สร้างสรรค์” ไอ้ด่ากันน่ะ “ผมไม่เอาด้วย”

  • User vs. Developer
  • ขำขันการศึกษา
  • เก็บตกจากร้านขายของ IT

 

ว่าจะเขียนเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนฝรั่งเศสแข่งนัดสุดท้ายแล้ว แต่ยังไม่ได้เขียนสักที ขอเขียนสักหน่อย ไหนๆ ช่วงนี้ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศอัฟริกาใต้ ก็ใกล้จะถึงจุดไคลแมกส์แล้ว พร้อมกับหน้าตา 4 ทีมสุดท้าย คือ อุรุกวัย เยอรมัน สเปน และเนเธอแลนด์ ส่วนทีมที่ตกรอบไปแล้ว ก็นอกจากนี้ทั้งหมด รวมถึงทีมเต็ง ไม่ว่าจะด้วยชื่อชั้นของประเทศ หรือผู้เล่น อย่างบราซิล ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี

ผมไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ฟุตบอล หรือการทำงานของผู้จัดการทีมคนไหนในฟุตบอลโลกนะครับ ผมเชื่อว่าทุกคนก็ทำเท่าที่เค้าจะทำได้แล้ว แต่ผมอยากจะมองมัน แล้วนำกลับมามองสะท้อนข้อคิด ข้อสังเกต ลงไปที่การทำงานสักหน่อย โดยผมอยากจะมองในลักษณะของ System Thinking ซึ่ง The Whole is greater than sum of its part โดยก่อนอื่นผมขอเอาทวีตที่ผมทวีตในสัปดาห์ก่อนมาใส่ตรงนี้ก่อนละกันนะครับ ใส่แบบไม่ดัดแปลงใดๆ ไม่เพิ่มไม่ลด และตามลำดับการทวีตครับ

  • ฝรั่งเศส เป็นตัวอย่างที่ดีของการมี 11 parts ที่สุดยอด แต่ whole (team) ที่ล้มเหลว เต็มไปด้วยปัญหาภายใน และไร้ซึ่ง team spirit
  • องค์กรทั้งหลายดูไว้ และคิดให้ดี ว่าเหมือนกับองค์กรท่านหรือเปล่า ที่มีแต่อยากได้สุดยอดบุคลากร แต่อย่างอื่นๆ เหมือนทีมชาติฝรั่งเศส
  • อย่าแก้ปัญหาที่เกิดจากการไร้ระบบการเล่น ไร้การประสานงาน ไร้ทีมสปิริต ด้วยการเอาผู้เล่นเก่งๆ เข้าทีม
  • เพราะเค้าจะเก่งแค่ไหน ทำได้อย่างมากก็แค่ประคองทีม แบกทีมไว้บนบ่า ใช้ความสามารถได้ไม่เต็มที่ มีแต่ปัญหา และสุดท้ายเค้าก็ไป
  • ถ้าผู้เล่นคนนั้นเป็นกองหลัง จะเสียคนเพราะกองกลางเกียร์ว่าง ปล่อยให้หลุดมาทุกอย่าง วิ่งสะกัดแค่ไหน ก็ไม่อยู่ ขึ้นไปทำประตู เพื่อนด่า
  • ถ้าผู้เล่นคนนั้นเป็นกองกลาง วิ่งพล่านเชื่อมเกม แต่คนอื่นๆ ไม่สนใจ ก็แค่ยืนๆ ตำแหน่งตัวเองไป จ่ายบอลไม่วิ่ง ถวายบอลให้ไม่ยิง ก็แย่
  • ถ้าผู้เล่นคนนั้นเป็นกองหน้า จะเอาบอลจากไหนมายิง เพราะไม่มีคนส่งให้ ไม่มีคนทำเกม ลงมาล้วงบอลเอง เหนื่อย
  • ถ้าผู้เล่นคนนั้นเป็นประตู รับรองว่ารับเละ ตะโกนสั่งกองหลังก็เฉย แถมเป็นแพะรับบาปที่ง่ายที่สุด ไม่เสียคนก็ดีแล้ว

ลักษณะผู้เล่นแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเก่งในการเป็นกองหน้าตัวจบสกอร์ ซึ่งโดยลักษณะแล้วไม่ควรต้องลงมาล้วงลูกเองตั้งแต่ในแดนตัวเอง เพื่อทำเกม บางคนเป็นตัวเชื่อมเกม ระหว่างกองหลังกับกองหน้า บางคนเป็นตัวจ่าย มี Killer Pass สวยๆ ทีเดียวหลุดไปถึงประตู บางคนเป็นปีกที่มีความเร็วสูง ซิกแซกได้ทุกช่อง ก่อนจะเปิดให้กองหน้าจบสกอร์

ประเด็นคือ “ฟุตบอลเป็นเกมของ 1 ทีม ไม่ใช่ผลงานของ 11 ผู้เล่น”

มาดูอีกตัวอย่างหนึ่ง

  • อาร์เจนติน่า เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ในการมี 11 parts ที่ดีมาก และทีมที่ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง
  • การไม่เลือกตัวผู้เล่นบางตัวเข้ามาในทีม เพื่อให้เป็น 11 parts ที่สุดยอด อาจเป็นผลบวกกับทีมของอาร์เจนติน่า เนื่องจากการมี part บาง part อยู่ใน whole มันทำให้ whole เสีย เพราะว่ามันเป็น incompatible parts เป็น part ที่ทำให้ whole เสีย กลายเป็น part หรือ sub-whole หลายๆ ส่วนอย่างสมบูรณ์
  • อาร์เจนติน่า มีทีมสปิริตที่ดีมาก (จากที่เห็น และรับข่าวสารมา)
  • แต่ …. แต่ …. อาร์เจนติน่าเป็นทีมที่ไร้ซึ่งระบบการเล่น ระบบการทำงานประสานกันอย่างชัดเจน เป็นทีมที่เล่นด้วยความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นไม่กี่คน ที่ต้องแบกรับภาระของการพาทีมไปข้างหน้า และคนที่ยิ่งเก่ง ยิ่งต้องแบกภาระหนัก เป็นธรรมดา ซึ่งในกรณีของอาร์เจนติน่านี้ก็คือ Lionel Messi ที่ค่อนข้างจะแบกทีมไว้ทั้งทีม

มันพูดง่ายนะ ว่าแพ้ก็แพ้ทั้งทีม ชนะก็ชนะทั้งทีม เล่นเพื่อทีม แต่วิธีการเล่นก็ยังเล่นกันแบบส่วนตั๊วส่วนตัว การประสานงานแบบเป็นรูปธรรมไม่ค่อยมี มีแต่ลุยกันไปเอง จ่ายให้คนอื่นเฉพาะเวลาที่ตัวเองตัน และไม่ค่อยไปช่วยกันเล่นต่อ ให้อีกคนไปตายเอาดาบหน้าเอง

ในกรณีที่โจทย์ง่ายพอ (นั่นคือทีมที่ค่อนข้างห่างชั้นกับอาร์เจนติน่า) การเล่นแบบนี้จะใช้ได้ผลค่อนข้างจะโอเคในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากผู้เล่นแต่ละคนเก่งมาก ดังนั้นก็จะหาทางเอาตัวรอดเองไปได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่าง Messi ที่หลายทีเอาตัวรอดได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าโจทย์มันยากขึ้นมา จะเจอปัญหาทางตันหลายอย่าง ซึ่งวิธีการแบบนี้จะลำบากขึ้นมา ถึงจะมีโอกาสยิง โอกาสจบสกอร์ ก็ไม่ใช่ว่ามันจะมาเรื่อยๆ เหมือนกับมีระบบสายพานผลิตโอกาส โดยเฉพาะในกรณีโดนกดดัน ยิ่งความกดดันยิ่งสูง ยิ่งกรณีใกล้ล้มเหลว จะเห็นข้อเสียของทีมที่เล่นแบบชายเดี่ยว 11 คน ที่ “เล่นเพื่อทีม ด้วยวิธีการของตัวเอง” มากขึ้น

ซึ่งเห็นได้ชัดในนัดที่เจอกันเยอรมัน เมื่ออาร์เจนติน่าเสียประตูก่อน และเสียประตูเร็ว ทำให้อาร์เจนติน่าต้องอยู่ในภาวะกดดันที่ว่านี้ และการทำลายอาร์เจนติน่าด้วยวิธีง่ายๆ คือ “การไม่ให้ Messi เล่นบอลได้” พอกำลังจะทำอะไร ก็เข้าไปกวนเข้าไป กวนเข้าไป ให้หันหลังให้กับประตู (Goal; เป้าหมาย) ซะ ก็หมดเรื่อง ต่อให้เก่งเหนือมนุษย์แค่ไหน ก็ทำอะไรไม่ได้มาก ยิ่งคนที่มารุม เป็นคนที่ “รุมตามแผน ตามกระบวนการ และมีวินัยในการรุม” ด้วยแล้ว ยิ่งไปใหญ่ เมื่อผู้เล่นได้บอล การส่งบอลขึ้นหน้าแต่ละครั้ง เป็นการส่งให้ผู้เล่นแต่ละคน ซึ่งแม้ความสามารถเฉพาะตัว และจินตนาการในการเล่น จะสูง ก็เหมือนส่งไปเจอทางตัน และไม่ลงท้ายที่เป้าหมาย (Goal; ประตู)

อย่างน้อยกรณีของอาร์เจนติน่า ก็ยังดีกว่ากรณีของฝรั่งเศส ที่ความเชื่อมั่นกันเองในทีมมีสูงกว่า ผู้เล่นทุกคนเชื่อใน Maradona และ Messi และเล่นเพื่อทีม ดังนั้นผลมันก็เลยออกมาดีระดับหนึ่ง แผนการเล่นเดียวของอาร์เจนติน่าที่ผมเห็น คือ จ่ายบอลให้อีกคน ด้วยความเชื่อว่าเค้าจะเอาตัวรอดได้ และบรรลุเป้าหมายได้ โดยที่ไอ้ “อีกคน” ที่ว่าเนี่ย มักจะเป็นคนที่พิสูจน์แล้วว่า “เก่งที่สุดในโลก” คนหนึ่ง …. ดังนั้นกรณีที่คนอื่นไม่อยากให้ทีมนี้ประสบความสำเร็จ ก็ง่ายครับ หาทางขวางคนเหล่านี้ให้ได้ เป็นอันจบ

ข้อคิดแรงๆ ที่ได้จากเรื่องนี้ทั้งหมดก็คือ กระบวนการทำงาน การซักซ้อมความเข้าใจในกระบวนการ การเล่นตามกระบวนการ และการมีวินัยในกระบวนการ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ยิ่งเมื่อได้ผู้เล่นที่ดีมาก มาเล่นในกระบวนการที่สุดยอด จะเอาชนะคู่แข่ง ที่มีผู้เล่นระดับสุดยอด แต่ไร้ซึ่งกระบวนการได้ไม่ยาก แม้ว่าสุดยอดผู่เล่นเหล่านั้น จะเล่นเพื่อผลของทีมก็ตาม มันสู้ทีมที่สร้างระบบเพื่อผลสำเร็จสูงสุดตั้งแต่ต้นไม่ได้หรอก

ประเด็นคือ “ฟุตบอลเป็นเกมของทีม ไม่ใช่แม้แต่ 11 ผู้เล่นที่เล่นเพื่อทีม แต่เล่นตามใจ” ครับ

ทีมจากเอเซียหลายทีม เข้าข่ายนี้ครับ คือ มีระบบทีมที่ดี มีวินัยที่ดีในการเล่นตามกระบวนการ ตามระบบที่สร้างและวางไว้ ดังนั้นถึงความสามารถเฉพาะตัวจะสู้ไม่ได้ แต่ทีมทั้งทีมมันสู้ได้ สูสี แพ้ชนะไม่น่าเกลียด

วันนี้พอแค่นี้ก่อน จบบอลโลกจะเขียนต่อนะครับ

ฝากไว้ครับ ลองอ่านประเด็นที่เกี่ยวข้องใน Positive Thinking in Petsitive World ด้วยนะครับ

 

ก่อนอื่นต้องขอชมน้องๆ หลายคนก่อนว่า ทำการบ้านครั้งที่แล้วได้ดีมากเลยครับ

เนื้อหาคราวนี้หลักๆ เป็นการเชื่อมโยงเนื้อหาคราวที่แล้ว (1D Dynamical System; Logistic Equation) กับเรื่องที่นักศึกษาสาขา animation คุ้นเคย นั่นก็คือ การกำหนดค่าการเคลื่อนไหวต่างๆ ให้กับ animation ก็หวังว่าจะทำให้หลายๆ คนเข้าใจบทบาทของ Dynamical system simulation กับการประยุกต์ใช้งานในเรื่อง animation มากขึ้นบ้าง

  1. ตอนที่ 1: Simple Dynamical System & Animation Control ขนาด 7.8 MB

  2. ตอนที่ 2: Simple Dynamical System & Animation Control (ต่อ) ขนาด 5.3 MB

  3. ตอนที่ 3: 2D Rule-based Dynamical System ขนาด 2.3 MB

  4. ตอนที่ 4: การบ้าน (นิดๆ หน่อยๆ) ขนาด 639 KB
    7.01 VS: Homework
    brought to you by Livescribe

ไฟล์เอกสาร (PDF) : VS_4_1.pdf, VS_4_2.pdf

หลังจากนั้น เนื่องจากน้องๆ หลายคนยังไม่เข้าใจการบ้านเท่าไหร่ ว่าจะต้องส่งอย่างไร ทำอะไร ต้องใส่อะไรบ้าง ฯลฯ (ถึงแม้ว่าผมจะให้ keyword “Cellular Automata” ในการ search google, wikipedia ซึ่งผมบอกว่า จะเอารูปจากเค้ามาเลยก็ได้ ไม่ผิด ก็ตาม) ซึ่งก็พอจะเข้าใจนักศึกษานะครับ ก็เลยต้องเปิด “เฉลย” การบ้านให้ดูก่อน ว่าให้น้องๆ ทำตามนี้แหละ เขียนส่งมาแค่นี้แหละ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้บันทึกไว้ เพราะว่าเป็นการเปิดจากไฟล์ presentation ในเครื่อง (ผมไม่สามารถเขียนภาพผลการรัน Cellular Automata กฏ 110 ด้วยมือได้ครับ เกินความสามารถ) ก็เลยเอาภาพและ animation บางส่วน ที่สร้างจากการประยุกต์ใช้ Cellular Automata ดังๆ อย่าง Conway’s Game of Life ให้น้องๆ ดูไปด้วย

ก็ต้องขออภัยนะครับ ที่ในส่วนนั้นไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้

 

เริ่มใช้ pencast กับวิชาอื่นที่สอน นอกจาก User Interface บ้าง วิชานี้เป็นวิชา Visual Simulation สอนให้กับคณะ ICT ซึ่งเนื้อหาหลักเป็น “การสร้างแบบจำลอง” ที่เหมือนจริง ซึ่งผมอยากจะโฟกัสแค่การสร้าง Texture ของลวดลายต่างๆ ทั้งที่เป็นลวดลายธรรมชาติและไม่ธรรมชาติ และการจำลองสถานการณ์ต่างๆ ที่บางทีอาจจะไม่ใช่ Direct simulation แต่แค่ให้ได้ความรู้สึกเหมือนจริง ซึ่งก่อนอื่นจะต้องศึกษาเรื่อง Procedural Texture Generation และ “ธรรมชาติของ Patterns” เสียก่อน ทำให้วิชานี้อาจจะมี nature แปลกๆ หน่อยสำหรับสาขา animation เนื่องจากจะมีคณิตศาสตร์ปนๆ อยู่บ้่าง (แต่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะว่าการสร้าง texture หรือการศึกษา CGI; computer generated imaginary นี่ แทบจะเป็น math กันล้วนๆ ในเบื้องหลัง) ก่อนที่จะไปถึงเรื่อง Fractals ซึ่งเป็น “พระเอก” ของวิชา ต่อไป

สำหรับ Pencast ครั้งนี้จะ ตะกุกตะกักเล็กน้อย (เนื่องจากตัวเองก็ไม่ได้พูดเรื่องทำนองนี้มานานพอควร แล้วปกติจะพูดเรื่องทำนองนี้แต่กับพวกที่มี background เป็น math) และมีบางส่วนที่ไม่ได้ลงตรงนี้ เนื่องจากเปิดหน้าหนังสือลงใน visualizer และตัว pencast ไม่ได้บันทึกตรงนั้นไว้ให้ และการสนทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างพักจะถูกตัดหมด และ 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ไม่มีการบันทึกไว้ ดังนั้นหลายท่านที่มาฟัง อาจจะรู้สึกไม่ต่อเนื่อง หรือช่วงการ “Intro” มันหายไป ขออภัยด้วยครับ

ป.ล. สำหรับน้องคณะ ICT ที่ใช้งานครั้งแรกนะครับ ช่วย รอหน่อย นะครับ เพราะว่ามันต้องทำการ download ไฟล์เสียงทั้งหมดก่อน ไม่งั้นเสียงไม่มา ก็ขนาดไฟล์ตามที่ผมระบุนะครับ

  1. ตอนที่ 1: Procedural Generation Introduction ขนาด 7.5 MB

  2. ตอนที่ 2: Patterns & Textures ขนาด 8.9 MB

  3. ตอนที่ 3: 1D Texture generation with simple Dynamical Equation (& Glimpse of Fractals) ขนาด 4.3 MB

ไฟล์เอกสาร (PDF) ครับ: VS3_1.pdf, VS3_2.pdf, VS3_3.pdf

 

Life

On June 21, 2010, in Just-a-Thought, Photo Blog, ถ่ายรูป, by rawitat


Life

Nikon D3s, 14-24/2.8, 14mm, f/4, 1/800s, ISO 200. (click for bigger size)

ชีวิตเกิดขึ้นได้ทุกที่บนโลกนี้ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นยังไง ถ้ามีความเหมาะสมต่อการเกิดได้แม้เพียงนิดเดียว ชีวิตก็เกิดขึ้นมาได้เสมอ

ผมถ่ายรูปนี้ด้วยความรู้สึกแบบนั้น รู้สึก amazing มากที่เห็นต้นไม้ที่มีลักษณะเป็นต้นไม้ยืนต้น โตขึ้นมาในบริเวณวัดจมน้ำ-เมืองบาดาล ที่สังขละบุรี ซึ่งปกติจะจมน้ำอยู่ และโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเพียงปีละไม่นานเท่านั้น

ธรรมชาติยืนยาว อารยธรรมมนุษย์แสนสั้น สิ่งที่เราสร้างขึ้น ก็เหลือเพียงซากปรักหักพังไปตามกาลเวลา แม้มนุษย์จะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเท่าไหร่ หรืออยู่นานค่ไหน จากสายตาของธรรมชาติแล้ว อารยธรรมมนุษย์ทั้งอารยธรรม ก็คงไม่ต่างอะไรจากประกายไฟแว๊บเดียว แล้วก็หายไป

เราเหนื่อยไหม กับการพยายามสร้าง? ไม่ว่าจะสร้างงาน สร้างเพื่อน สร้างความดี สร้าง ฯลฯ ลองดูธรรมชาติบ้าง ที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไม่มีเหน็ดมีเหนื่อย ไม่ใช่แค่บนโลกนี้ แต่ทั้งจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล แม้ว่าเราจะทำลายธรรมชาติไปเท่าไหร่แล้วก็ตาม

เอ… หรือว่าที่ธรรมชาติไม่เหนื่อยที่จะสร้าง ก็เพราะว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงประกายไฟแว๊บเดียวเท่านั้น เค้าไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรด้วย ไม่ว่าเราจะทำลายเท่าไหร่ …​หรือว่าสิ่งที่ธรรมชาติสร้างแล้วไม่กลับมาทำร้ายเค้า ในที่อื่นๆ มันเยอะเสียจนเศษเสี้ยวเดียวบนโลกใบนี้มันเล็กน้อยจนไม่มีความหมายอะไรก็ไม่รู้

ป.ล. ตอนที่ผมถ่ายรูปนี้ น้ำยังค่อนข้างจะเยอะอยู่ ไม่น้อยจนน่ากลัว/น่าเป็นห่วงเหมือนที่เราดูข่าวกันทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าต้นไม้ต้นนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้ว ถ้าน้ำจะเริ่มท่วมเขื่อนอีกทีเมื่อไหร่ คิดแล้วก็สงสารเหมือนกันนะ อุตส่าห์เกิดและโตขึ้นมาได้ทั้งที

 

วันนี้มี 4 ตอนครับ โดยไอเดียเป็นการเกริ่นเรื่อง Application Design ในโลกที่เต็มไปด้วย Data และแนวคิดที่ว่าโปรแกรมควรออกแบบเพื่อ maximize ความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูล/สารสนเทศ … อ่อ แล้วครั้งนี้เสียงอาจจะแปลกๆ หน่อยนะครับ เพราะว่าใช้ไมโครโฟนครับ ปกติจะพูดดังๆ เอา แต่วันนี้ไม่ไหว เสียงค่อนข้างพัง พูดดังไม่ได้ เลยใช้ไมค์

  1. ตอนที่ 1: Data and UI Design (ไฟล์เสียง 6.1 MB และไฟล์ PDF UI_6_21_1.pdf)

  2. ตอนที่ 2: Metadata (ไฟล์เสียง 4.4 MB และไฟล์ PDF UI_6_21_2.pdf) เป็นเรื่อง surprise ผมมากพอสมควรเลยนะ ที่น้องๆ ปีสาม ไม่รู้จัก Metadata กัน หลายคนไม่เคยได้ยิน ไม่เป็นไร ก็สอนซะหน่อย เพราะว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เราเล่นกับข้อมูลได้หลากหลายและสนุกเลย

  3. ตอนที่ 3: Applications and Data (ไฟล์เสียง 5.6 MB และไฟล์ PDF UI_6_21_3.pdf)

  4. ตอนที่ 4: Application and Data (QA) (ไฟล์เสียง 2.9 MB และไฟล์ PDF UI_6_21_4.pdf) พอดีมีน้องคนนึงถามว่า “แล้วการเปลี่ยนจาก Application แบบเปล่าๆ เป็น Application+Data ต้องทำไงบ้าง” คิดว่ามีประเด็นดีะน ก็เลยพูดยาวหน่อย

น้องๆ ที่ลงวิชานี้อย่าลืมการบ้านนะครับ keyword ในการตั้ง subject ของ e-mail คือ app+data ครับ และช่วยๆ รบกวนทำการบ้านให้เหมือนกับว่าอยากจะผ่านวิชาหน่อยนะครับ

 

เป็นชื่อของ presentation ที่ผมนำเสนอในงาน Ignite Thailand (หรือ hashtag #igniteTH) ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วผมอยากจะเปลี่ยนชื่อมันนิดหน่อย เป็น “How to Change Petsitive to Positive World” นะครับ แต่ไม่เป็นไร ชื่อเดิมก็สวยดี

ใจความสำคัญของ presentation นี้ อยู่ที่ทัศนคติพื้นฐาน 4 ข้อ ง่ายๆ เริ่มได้ที่ตัวเอง ในการที่จะเปลี่ยนโลกที่มัน “เ-ี้ย” (Petsitive World; ศัพท์บัญญัติเอง จากตัวการ์ตูน @petdo ซึ่งเป็น “สัญลักษณ์แห่งพฤติกรรมเ-ี้ย”) หรือโลกที่โคตรจะติดลบ ให้กลายเป็นโลกที่เป็นบวก

เนื่องจาก background ผมมาจากการศึกษา Chaos Theory ดังนั้นผมเชื่อว่าในระบบ Complex System ที่ Far-From-Equilibrium นั้น การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเนื่องได้ ในทั้ง space-time (dynamical system) จะส่งผลกระทบอย่างมาก ถึงขนาดเปลี่ยนระบบจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อระบบมันรันตัวเองไปสักระยะหนึ่ง เช่น การกระพือปีกของผีเสื้อในบราซิล สามารถส่งผลให้เกิดพายุกระหน่ำกรุงโตเกียว ในอีกหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนให้หลังได้

Slide สำคัญ 9 slides จากงานนี้ครับ โดยผมตั้งใจเล่นโทนขาว-ดำ ให้มันตัดกันชัดเจน (รวมทั้งการแต่งตัวของผมด้วย ที่ใส่เสื้อดำ กางเกงขาว … ตั้งใจเสียดสี ไม่ใส่เสื้อขาวกางเกงดำ เพราะ สีดำ มันจะได้ปิดทับหัวใจ และสีขาว อยู่ติดดินกว่า)


9 key slides from my ignite thailand

ธีมหลักคือ: เปลี่ยนทัศนคติพื้นฐาน แม้เพียงนิด อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปเยอะแล้ว

คนคิดลบ คิดทุกอย่างเป็นลบหมด ได้ยินทุกอย่างเป็นเสียงด่า และไม่มีความสุข ในขณะที่คนคิดบวก ได้ยินทุกอย่างเป็นการให้กำลังใจ และการให้โอกาสทั้งหมด ซึ่งใน Ignite นี้ ผมได้ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คำว่า ไอ้ชั่ว ไอ้เชี่ย ไอ้เหี้ย … เราแน่ใจว่าเราได้ยินเช่นนั้น แต่เป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ? คิดบวกซะหน่อย มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้ เพราะคำว่า I sure, I cheer, I hear นั้นใกล้เคียงกันมาก ซึ่งเรื่องนี้มีผลนะครับ เช่น

  • ในวิชาสัมมนาของนักศึกษา นักศึกษาส่วนมากจะกลัวอาจารย์ถาม ไม่รู้จะกลัวไปทำไม เพราะคิดว่าอาจารย์จะดุ ด่า ว่า กล่าว หรือแย่กว่านั้นก็คือ อาจารย์แกล้งให้เสียหน้าต่อหน้าเพื่อนๆ ฯลฯ นั่นเป็นตัวอย่างของการคิดลบ ถ้าคิดบวก คำถามเดียวกัน อาจารย์คนเดียวกัน ก็จะกลายเป็น อาจารย์ถามเพื่อให้เรารู้ เพื่อให้เราได้ลองตอบ เพื่อชี้ทางให้เรา ฯลฯ

การจะเปลี่ยนโลกที่มันเ-ี้ยๆ ให้กลายเป็นโลกที่มันดี ไม่ยากอย่างที่เราคิด เริ่มที่ตัวเรา ด้วยทัศนติ ที่เปลี่ยนไปนิดเดียวพอ โดยคีย์ของมันคือ “มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ” อย่ามองระบบแยกจากตัวเอง

  1. อย่าดีแต่เห็นแต่ปัญหา (See Problem) เหมือนกับป้ายโฆษณาหาเสียงผู้ว่า กทม. สมัยหนึ่ง เห็นปัญหาอย่างเดียว ไม่ยากหรอกครับ ท่านเห็นปัญหา ท่านไม่เก่งหรอกครับ เชื่อผมเถอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าปัญหาที่ท่านเห็น เป็นปัญหาที่อยู่กับคนอื่น ส่วนอื่น ให้ลองเปลี่ยนเป็น มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เรามีส่วนในการทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นมาอย่างไร ถ้าเราแก้ที่ตัวเรา ปัญหามันก็จะแก้ตัวมันเอง (Solve Problem) หรือถ้ายุ่งยากนักล่ะก็ อย่าดีแต่ด่า ให้เสนอตัวมาแก้ปัญหาซะ
  2. อย่ามองระบบแบบแยกส่วน และพยายาม maximize แต่ละส่วน เพราะว่ามันน้อยครั้งเหลือเกิน ที่ optimum ของระบบ มาจาก maximum ของแต่ละส่วนของระบบ ใครที่เคยอ่านหรือศึกษา Game Theory (แค่ Prisoner’s Dilemma ก็พอ) จะเข้าใจดี ว่าหากว่าแต่ละส่วนย่อยของระบบ พยายาม maximize เฉพาะของตัวเองแล้ว ระบบใหญ่ ระบบหลัก มันจะห่วยมาก แย่มาก
  3. อย่าเลือกที่การได้รับประโยชน์ (Take) แต่ให้เลือกการได้สร้างประโยชน์ (Give) การที่คนหมู่มากเลือกด้วยเหตุผลที่ตัวเองได้รับประโยชน์ โดยไม่ต้องทำอะไร ก็ไม่ต่างอะไรกับการรวมหัวกันปล้นระบบหลัก ซึ่งการ maximize parts และ takes นี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “พลีชาติ เพื่อชีพ” ไม่ใช่ “พลีชีพ เพื่อชาติ”
  4. ทุกปัญหาย่อมมีสาเหตุ เช่นเดียวกับทุกๆ เรื่อง ที่ย่อมมีสาเหตุ แต่เรามักจะทุกข์กับผลของปัญหา (นั่นคือ ปัญหาเกิดจากสาเหตุบางประการ แต่เมื่อปัญหาเกิดแล้ว เราทุกข์จากผลของมัน) ถ้าเราแก้แค่เหตุที่เราทุกข์ (ผลของปัญหา) ปัญหานั้นจะไม่หายไป เพียงแต่เราปัดมันพ้นตัวเราไปเฉยๆ

แก้ได้แค่นี้ ก็ไม่ Petsitive แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการจราจร ใครๆ ก็เบื่อ “รถติด” ใครๆ ก็รู้ว่า “รถติด” เป็นปัญหา ใครๆ ก็เห็น ดังนั้นอย่าดีแต่เห็น จะแก้มันยังไง? บางคนเริ่มบอกผู้ว่า กทม. บางคนเริ่มโยนให้คนโน้นคนนี้ บางคนเริ่มวิเคราะห์มากมาย เพราะทุกๆ อย่าง …. ลองดูนี่


P1000972.jpg

  1. ตอนที่เราบ่นว่ารถติด เราอยู่ที่ไหน? ครับ อยู่บนถนน งั้นเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รถติดครับ ไม่เชื่อถามคันข้างหลังดูครับ ถ้างั้นก่อนที่จะไปบอกผู้ว่า กทม. มาดูสิ่งที่เราทำได้ก่อนครับ ว่ามีอะไรบ้าง
  2. ตระหนักเสียก่อน ว่ามันมี “ส่วนรวม” (Whole) คือ “ถนน” หรือ “การจราจร” และ “ส่วนย่อย” (Parts) ซึ่งก็คือรถแต่ละคัน เราแต่ละคน ถ้าเราคิดแต่จะ Maximize แต่ละ part นั่นคือ ฉันต้องได้ไปก่อน ขอฉันไปก่อน เลนฉันช้าเปลี่ยนไปอีกเลน ฯลฯ เอาแต่ตัวเองได้ไปก่อน คนอื่นช่างกัน โดยลืมกันไปหรือเปล่าว่า เราควร optimize “การจราจร” ให้ถนนทั้งเส้นมันเร็วที่สุด ไม่ใช่เอาแต่ตัวเองรอด ได้ไปก่อน คนอื่นช่างมัน
  3. งั้น Give vs. Take ล่ะ? อันนี้คือ “ทางเลือก” ของเรา เมื่อเรามีทางเลือก เราจะทำอะไรระหว่าง “ให้กับการจราจร” หรือ “เอาผลเข้าตัวเอง” นั่นคือ การเลือกให้ ในสิ่งที่จะทำให้การจราจรมันลื่นกว่า
  4. แล้วแก้ปัญหาที่เหตุล่ะ? ไหนล่ะ … ย้อนกลับไปดูตั้งแต่ข้อ 1 ครับ …. เป็นยังไงครับ แก้ที่เหตุแล้วหรือยัง? ไม่ใช่แค่ปัดพ้นๆ ตัว รีบๆ ขับ ขอกูไปก่อน ผ่านตรงนี้ไปก็พอแล้ว ฯลฯ ซึ่งเป็นการแก้ที่เหตุที่เราทุกข์ และให้คนอื่นทุกข์ต่อ ทั้งนั้น

แค่นี้แหละครับ ปัญหาหลายอย่างจะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โลกนี้จะน่าอยู่ขี้นอย่างไม่น่าเชื่อ …. เชื่อมั้ย?


บล็อกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (บอกกันได้นะครับ แล้วผมจะใส่ไว้เรื่อยๆ)

 

ตั้งแต่งาน WWDC มีเสียงเรียกร้องให้ผมอธิบายเรื่อง Backside Illuminated Sensor หลายเสียง และเนื่องจากตัวเองก็เคยเขียนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เลยจัดเต็มเลยดีกว่า ไม่เฉพาะกับ Backside Illuminated ล่ะ ก็พบกับ Pencast ความยาวประมาณ 9 นาทีครึ่งตอนนี้ได้ครับ

ป.ล. ขนาดไฟล์เสียงตอนนี้คือ 1.9 MB นะครับ น่าจะโหลดได้เร็วกว่าของตอนที่ผมบันทึกจากการสอนในห้องเรียนเยอะ แต่ก็เหมือนเดิมนะครับ รอโหลดนิดนึง

ส่วนนี่ก็เช่นเดิมครับ PDF ที่ export มา:
6.16.Digital_Image_Sensor_101.pdf

 

Pencast ข้างล่าง 3 อันนี้ เป็นการบันทึกสดจากการสอนวิชา User Interface Design และ Human-Computer Interaction ครั้งที่ 3 (สองครั้งแรก ไม่มีการบันทึก เพราะยังไม่มีของเล่น แต่ว่าเนื้อหาจะยังคงไม่มีอะไรมากมายนัก และส่วนหนึ่งก็ได้พูดถึงซ้ำในวันนี้)

เนื้อหาคร่าวๆ ในวิชานี้ ผมไม่ได้ต้องการเพียงแค่ว่าหลักการในการออกแบบ User Interface เท่านั้น แต่จะรวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บ requirement เพื่อให้ได้มาซึ่ง User Experience (UX​) ที่ดี และการนำความรู้เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักการ 80:20 หลักการทำงานของสมองเพื่อให้ได้มาซึ่ง creativity การสร้าง innovation การศึกษาและระบุตลาดของซอฟต์แวร์ และความสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยให้ User Interface, User Experience ที่เหนือกว่า เรื่องต่างๆ จาก Game Theory (เช่น Prisoner’s Dilemma) เป็นต้น

เนื้อหาด้านล่างนี้ แบ่งเป็น 3 ส่วน ตามที่ผม lecture ซึ่งในส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่ผมนึกออกระหว่างสอน ว่าน่าจะพูดถึง น.ศ. จะได้ทราบบ้าง ว่าสมองทำงานอย่างไร ไอเดียต่างๆ ซึ่งเป็นนวัตกรรมได้ มันจะมาจากไหน ก็เลยสอนสดๆ เลย โดยแต่ละส่วนนั้น ขั้นด้วย discussion ที่ไม่ได้บันทึกไว้ ซึ่ง น.ศ. ที่ไม่ได้มาเรียน ก็น่าเสียดายแทนด้วย แต่ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพราะว่าส่วนมากก็เป็นเกร็ดเล็กน้อยเสียมากกว่า

ป.ล. เสียงอาจจะมาช้านะครับ อาจจะต้องรอมัน stream เสียงนิดนึง ส่วนภาพคงไม่มีปัญหา เพราะจากที่สังเกต ทาง Livescribe ใช้วิธีการสร้างจาก coordinate data (x, y, t) ส่วนเสียงนี่เป็น audio streaming ธรรมดา

หมายเหตุ มีการแจ้งว่า กด play บนนี้แล้วเล่นไม่ได้ ไปเล่นบนหน้าเว็บของ livescribe เองก็ไม่มีเสียง …​ ผมเข้าใจว่าพอกด play ไปแล้ว มันจะเริ่ม download ไฟล์เสียงครับ ซึ่งจะใช้เวลาหน่อย ในกรณีที่ไฟล์เสียงมันใหญ่ การ streaming ของเสียงอาจจะไม่ดีพอครับ คิดว่าใช้การ download ทั้งไฟล์ ขออภัยในความไม่สะดวกครับ จะติดต่อกับทาง livescribe เพื่อบอกปัญหานี้ต่อไปครับ …. กด play แล้วรบกวน “อดทนรอ” หน่อยนะครับ

ส่วนนี่คือ PDF ที่ export มาจากที่เขียนครับครับ

หวังว่าคงเป็นประโยชน์นะครับ ฟังเล่นเพลินๆ ละกันนะครับ