ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม 2009 ผมเคยเขียนบทความไว้ที่นี่เรื่อง ลอกกุญแจ ได้คะแนนเต็ม และมีข้อความสำคัญว่า

ตราบใดก็ตามที่คนทำการบ้านได้ทุกข้อ ถูกทุกข้อ แต่ทำด้วยการลอกกุญแจ ลอกคีย์ ได้คะแนนมากกว่าคนที่ตั้งใจทำเอง เดินชนกับการบ้านเอง พยายามแก้ปัญหาเอง ถูกบ้างผิดบ้าง ทำเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้าง … ตราบนั้น ประเทศไทยก็ไม่มีวันเจริญ (ไม่ก็ ตราบนั้นประเทศไทยก็ได้แค่นี้)

วันนี้จะขอพูดเรื่อง “การศึกษา” เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น แต่แก่นแท้ที่สำคัญ มันขยายผลไปเป็นอะไรก็ได้ที่คุณผู้อ่านจะเปรียบเทียบและตีความได้ และเราต้องไม่ลืมว่าการศึกษา คือสิ่งที่สร้างพฤติกรรมฝังรากได้มากที่สุด รองจากพฤติกรรมของคนในครอบครัว

ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้ฟังผู้ปกครองบังคับเด็กทำการบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่มีปัญหาอะไรมากมายเท่าไหร่กับการบังคับให้ทำการบ้าน เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่ต้องปลูกฝัง ถึงลึกๆ ในใจจะคิดค้านว่า “ไม่เห็นต้องทำให้มันเป็นเรื่องที่ทำลายความรู้สึกเด็กขนาดนั้นเลย ให้เขาทำด้วยทัศนคติที่ดีหน่อยก็ไม่ได้” ก็เถอะ

แต่ที่มันกัดความรู้สึกของผม ก็คือการเห็นภาพที่เด็กกำลังจะเขียนอะไรสักอย่างลงในสมุด ยังเขียนไม่ทันเสร็จเลย ก็โดนตวาดด้วยเสียงดังว่า “ผิด” “บอกแล้วไม่ฟัง” “นี่ เขียนนี่ๆๆๆ ลงไป” “แน๊ะ ยังจะเขียนแบบเดิมอีก” และอีกหลายอย่าง

ผมไม่รู้หรอก ว่าต้องเอาความถูกต้องอะไรหนักหนา ทั้งๆ ที่การบ้านไม่ได้มีไว้ให้ทำให้ได้ “ผล” ที่ถูกต้อง แต่ต้องทำให้ได้มี “กระบวนการทำการบ้าน” ที่ถูกต้อง มากกว่า เด็กอาจจะถูกสอนมาผิดจากโรงเรียน ทำให้สิ่งที่เด็กเขียน กับผู้ปกครองคิดว่าถูก ไม่ตรงกันก็ได้ นั่นก็คือ เด็กก็ไม่รู้หรอกว่าที่ทำลงไปน่ะ อะไรมันถูกอะไรมันไม่ถูก แต่ถ้าทำด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ทำด้วยความไม่มีเหตุผล ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ผู้ปกครองน่าจะคุยกับเด็กมากกว่า ว่าทำไมถึงตอบแบบนี้ ทำไมถึงคิดแบบนี้ ฯลฯ ไม่ใช่จะชี้นิ้วเอาสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องอย่างเดียว

ทำไมน่ะหรือ ลองดูพวกเราๆ สิ หลายอย่างที่เราทำๆ อยู่ทุกวันนี้ ที่เราคิดว่าเราทำถูก จริงๆ แล้วมันจะถูกหรือเปล่าเราก็ไม่รู้หรอก เพียงแต่เราทำด้วยเหตุผลบางอย่างเราถึงเชื่อว่าถูก ก็เหมือนกันกับเด็กน่ะแหละ ถ้าผู้ปกครองคนนั้นยังพูดไม่จบ แล้วผมไปยืนตวาดเค้าบ้างว่า “ผิด” “บอกแล้วไม่ฟัง” “นี่ คุยกับลูกแบบนี้ๆๆๆๆ” นี่จะเป็นยังไงนะ เพราะจากสายตาผม เค้าก็ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมือนกัน … ก็เหมือนกับสิ่งที่เค้าทำกับเด็กคนนั้นน่ะแหละ

…………………………..

ทั้งบ้าน ทั้งโรงเรียน มีแต่ความคิดความคาดหวังและดูที่ผลลัพธ์อย่างเดียว จะคาดคั้นเอาผลลัพธ์ที่ “ถูก” โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่สนใจทัศนคติ ไม่สนใจเหตุอันเป็นที่มา … ผมเชื่อว่าสำหรับพ่อแม่หลายคน ถ้าลูกลอกข้อสอบ/การบ้านเพื่อน/หนังสือกุญแจแล้วได้คะแนนดี ก็ดีใจด้วยซ้ำไป เอาไปอวดเพื่อนอวดฝูงด้วยซ้ำไป

สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด “กระบวนการสร้างคน ผ่านการศึกษา” ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ถึงมหาวิทยาลัย เป็นเวลาเกือบ 20 ปี มันหล่อหลอมให้ “ผลลัพธ์” ซึ่งก็คือ “คน” ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น มีความฉาบฉวย เน้นไปที่การได้ผลอย่างเร่งด่วน คิดอะไรแค่เฉพาะหน้า ลงมือทำไม่เป็น และไม่ยินดีลงมือทำ รับความเสี่ยงในการลงมือทำและจะไม่ได้ผลที่ต้องการไม่ได้ หาความช่วยเหลือมากกว่าให้ความช่วยเหลือ เห็นแก่ตัว คิดเอาแต่ได้ คิดแต่สบาย อยากได้อะไรต้องมีคนทำไว้ให้อยู่ก่อนแล้ว แค่หาแล้วเอามาเป็นของตัวเอง

…………………………………………………

ผมพูดเสมอว่า “ผมไม่โทษนักศึกษาหรอก คนเหล่านี้เป็นผลผลิตที่สมบูรณ์ ของสังคมการศึกษาที่ล้มเหลว”

การสอบโปรเจคจบของนักศึกษาปีสี่ ที่เพิ่งจะผ่านไปเมื่อไม่นานนี้ สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนพอสมควร

น้องๆ ปีนี้ คือนักศึกษาที่ผมสอนวิชา Programming Platforms and Environment ไปเมื่อสองปีก่อน ซึ่งในปีนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมให้โจทย์ที่ต้องเขียนโปรแกรมบ้าง น้องๆ ส่วนมากจะ “รอเพื่อน” จนกระทั่งมีใครสักคนทำได้ แล้วลอกมันส่งกันเกือบยกชั้น .. น้องๆ ส่วนมากจะ “ไม่สามารถอธิบาย” แต่ละบรรทัด/แต่ละส่วนของโปรแกรมได้ ว่ามันคืออะไร มันมีไปทำไม ถ้าถามผลการทำงานของโปรแกรมอย่างฉาบฉวย จะตอบได้ แต่อย่าถามนะ ว่าไอ้บรรทัดนี้ มันมีไว้ทำไม มันทำงานเมื่อไหร่ อย่างไร มันทำแบบอื่นได้มั้ย มันเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง จะเงียบ ตาย ทันที … น้องๆ แทบทุกคนจะ “ทำการบ้านเฉพาะข้อง่ายๆ” ที่คำตอบมันชัดหรือหาได้ง่าย

สอนก็แล้ว ให้ตกก็แล้ว ว่าก็แล้ว ฯลฯ

สองปีผ่านไป หลายคนก็ทำโปรเจคจบ เกิดอะไรขึ้นหรือ? ก็เหมือนกับข้อความข้างบนนี้น่ะแหละครับ เพียงแต่เปลี่ยนจาก “การบ้าน” เป็น “โปรเจค” เท่านั้นเอง อะไรที่เคยหยิบจากเน็ตได้อย่างฉาบฉวย เอามารันแล้วได้ผลที่ต้องการ มาส่งเป็นการบ้าน ไม่ได้คิด ไม่ได้เขียน ไม่ได้ทำความเข้าใจอะไรเลย เมื่อก่อนเป็นยังไง เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น เลือกทำแต่เฉพาะงานส่วนง่ายๆ ที่คำตอบมันหาได้ง่ายๆ ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้ามีอะไรที่คล้ายเพื่อน ก็จะลอกเพื่อน โดยตัวเองไม่เข้าใจอะไรเลย ฉันใด ก็ฉันนั้น

……………………………………..……………………………

ถ้านักศึกษากลุ่มนี้ยังจำได้ ผมเคยเขียน “บทเรียนสุดท้าย ที่ผมไม่มีโอกาสสอนคุณในห้องเรียน” ลงใน “ข้อสอบปลายภาค” และ ณ วันนี้ ผมขอเขียนมันอีกครั้งหนึ่งที่นี่

____ บทเรียนสุดท้าย ที่ผมไม่มีโอกาสสอนคุณในห้องเรียน ______

อาจารย์ที่ผมเคารพมากท่านหนึ่ง (Prof. Brian Harvey; University of California at Berkeley) เคยพูดเอาไว้ว่า เหตุผลที่ นักศึกษาควรศึกษาทุกอย่างเอง หัดทําอะไรเอง ชนกับปัญหาเอง วิเคราะห์การแก้ปัญหาเอง ไม่ลอก ไม่ถามหาความช่วยเหลือ ก่อนเวลาอันควร ไม่ควรเขียนโปรแกรมให้กัน หรือคิดวิธีการแก้ปัญหาให้กัน ไม่ใช่เพราะเรื่องจรรยาบรรณ เรื่องชื่อเสียง ไม่ว่า จะของตัวเองหรือสถาบัน เรื่องฝีมือการทํางาน ฯลฯ หรือเรื่องอะไรก็ตามที่มันอุดมคติ แต่เพราะ “พฤติกรรมอะไรก็ตาม ที่คุณสร้างให้ตัวเอง สมัยเรียน มันจะเป็นพฤติกรรมที่ฝังรากลึก แก้ไม่ได้ ตอนที่คุณไปทํางาน”

มันเหมือนกับการเขียนโปรแกรมให้ตัวเอง คอมไพล์ … แล้วไปเห็นผลการรันในตอนทํางานจริง

ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่อ้างว่า ไปเที่ยว กิจกรรม ฯลฯ ในคืนวันอาทิตย์ จนไม่สามารถมาทํางานได้ในวันจันทร์ เพราะนั่น เป็นวันทํางาน คุณก็ต้องรับผิดชอบมันในฐานะวันทํางาน

ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่ไม่คิดอะไรเลย รอแต่ให้หัวหน้างานป้อน/สั่ง พนักงานที่ไม่สนใจคิดวิเคราะห์ถึงปัญหา หรือ พนักงานที่ไม่สนใจงานตัวเอง ทํางานให้มันผ่านๆ ไป และไม่คิดรีวิวงานตัวเองจากสัปดาห์ก่อน หรือพนักงานที่มีสมุดจดงาน เอาไว้แค่เปิดดูเวลาที่โดนเจ้านายถาม

ผมไม่อยากเห็น พนักงานที่ไม่คิดเอาสิ่งที่ตัวเองเห็น จากเรื่องรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นนิยาย ภาพยนต์ การเมือง สิ่งแวดล้อม ฯลฯมาเป็นข้อคิดที่ดีในการทํางานพนักงานที่มองไม่เห็นว่าทุกอย่างมันเป็นกระจกสะท้อนซึ่งกันและกันอยา่งไรมันเกี่ยวขอ้ง เกี่ยวพันกันอย่างไร

ไม่ว่าคุณจะทํางานไอทีหรือไม่กต็ามพฤติกรรมเหล่าน้ีจะติดตัวคุณไป

ดังน้ันผมหวังว่าจะไม่ได้ยินคําพูดของคุณที่ว่า“จบแล้วผม/หนูจะไม่ทํางานด้านนี้ดังนั้นให้ผม/หนูผ่านเถอะครับ/ค่ะ” อีก

ผมอยากเคารพคุณทุกคน ในฐานะ “นักศึกษา” ในวันนี้ และ “เพื่อนร่วมวงการ” ในอนาคต

ขอบคุณครับ

… และคุณคงเข้าใจแล้วว่า วิชานั้น ที่ผมบอกว่า มหาวิทยาลัย การศึกษา และครอบครัว มันก็เป็น Programming Platform และ Environment ที่มันโปรแกรมพฤติกรรมฝังรากให้กับพวกคุณ ที่มันแก้ไม่ได้ ถ้าพวกคุณไม่พยายามคิดจะทำอะไรบางอย่างกับมันบ้าง มันแปลว่าอะไร … เพราะสิ่งไหนที่มันเป็นในวันนั้น วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น

 

20 Responses to พฤติกรรมฝังราก จากการศึกษา

  1. gosixsu says:

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะครับ อ.

    ผมเพิ่งจบ ICT ศิลปากร สาขาธุรกิจปีที่ผ่านมาครับ
    ตอนทำโปรเจคจบได้อยู่กลุ่ม 1 ..แต่เสียดายมากๆครับ ที่ไม่ได้เรียนกับ อ.รวิทัต

  2. anonymous@mailinator.com says:

    ถ้าดูจาก อิทธิบาท 4 อันเป็นธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ, ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา, ลองดูแค่ข้อแรก ฉันทะ คือความรักหรือชอบในสิ่งที่ทำ.
    ถ้ามีความชอบแล้ว คนๆ นั้นก็จะไม่ลอกการบ้าน.
    ดังนั้น พฤติกรรมฝังรากที่ชอบลอกการบ้านมาตั้งแต่สมัยเรียน แต่พอมาได้ทำงาน ถ้าเขาได้ทำงานที่ชอบ ผมว่าเขาก็จะไม่ลอกการบ้าน, ในทางกลับกัน คนที่มีพฤติกรรมทำการบ้านด้วยตนเองในสมัยเรียนเพราะชอบในสิ่งที่เรียน แต่ถ้าจบไปได้ทำงานในสิ่งที่ไม่ชอบ ผมว่าเขาก็อาจจะลอกการบ้านคนอื่นในงานที่ทำก็ได้.
    ผมเห็นว่า บ่อยครั้งที่พฤติกรรมนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฝังรากเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าชอบงานที่ทำหรือไม่ อีกด้วย.

  3. anonymous@mailinator.com says:

    การที่ประเทศไทยไม่เจริญ จึงไม่น่าจะไปโทษว่า การศึกษาไม่ได้ฝังรากการทำการบ้านด้วยตัวเองให้กับ นศ., แต่น่าจะโทษว่า เป็นเพราะ ระบบการศึกษาไม่สามารถคัดเลือกคนที่ชอบในสิ่งที่เรียน ให้เข้ามาเรียนได้ ซะมากกว่าครับ.

  4. rawitat rawitat says:

    ผมไม่ได้มองคำว่า “ระบบการศึกษา” จำกัดแค่ “สถานศึกษา” นะครับ

    แต่รวมถึง “บ้าน” “ครอบครัว” และ “ตัวเอง” ด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาทั้งสิ้น ดังนั้นผมจึงใช้คำว่า “สังคมการศึกษาที่ล้มเหลว”

    การที่ครอบครัว และตัวคนแต่ละคนเอง เป็นเพียงผลผลิตจากการ “รับ” อย่างเดียวไปวันๆ ไม่เคยคิดจะ “สร้าง” ตัวเองเป็นอะไรเลย (สังเกตว่า เด็กสมัยนี้ไม่มีงานอดิเรก ที่ตัวเองเป็นผู้สร้าง เช่น ปั้นดินเหนียว ต่อเลโก้ หรืออะไรพวกนี้ ที่เข้าทำนอง constructivism) ทำให้คนเหล่านี้ไม่มีตัวตนที่ชัดเจนเมื่อเข้าสถาบันการศึกษาระดับสูง ซึ่งก็จะเข้ามาเพียงตามกระแส ตามเงินเดือนในอนาคต ตามที่ทางบ้านอยากให้เข้า ตามเพื่อน และอื่นๆ ซึ่งเป็น “ผล” จากสังคมการศึกษาที่ล้มเหลว

    อีกประเด็นหนึ่ง การศึกษาที่สำเร็จหลายอย่าง ก็เริ่มจากการที่ไม่ชอบครับ หลายคนไม่ชอบเล่นดนตรี ตอนที่หัดเล่นใหม่ๆ แต่หัดไปสักพักก็ทำได้

    การเอาคำว่า “ชอบหรือไม่ชอบ” มาเป็น “ตัวตั้ง” มากจนเกินไป มันกลายเป็นข้ออ้าง ทำให้คนไม่พยายามได้ง่าย ดังที่เห็นมาแล้วเยอะมาก คือ พอลงมือทำอะไรเล็กน้อย ยังไม่ได้ทำเต็มที่ แล้วไม่ได้ดังใจ ก็บอกว่า “ไม่ชอบ” จนกลายเป็นทำไม่ได้ และท้ายที่สุดคือ ทำอะไรก็ไม่ได้ ตามมา

  5. rawitat rawitat says:

    อีกอย่าง ผมไม่ได้ “โทษ” อะไรเลย

    ถ้าจะมีความผิด ก็ผิดกันทุกคน เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการศึกษา ทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของมันหมด มันง่ายนะ ที่จะคิดโทษว่านั่นผิดนี่ผิด แต่ตัวเองไม่ผิดอะไรเลย

    คนเดียวที่ผมไม่เคยบอกว่า “ผิด” คือ “เด็ก” เพราะเค้าเป็นเพียง “ผลผลิตที่สมบูรณ์” ของ “สังคมการศึกษาที่ล้มเหลว” เท่านั้น

    แต่ที่น่าเศร้าคือ มีเพียงพวกเค้าเท่านั้น ที่จะแก้ไขอะไรได้ ไม่ต้องแก้ระดับมหาภาค หรือระดับประเทศหรอก ต้องแก้ที่ตัวเค้าเองเท่านั้น จะไปหวังให้คนอื่นแก้ให้ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

  6. anonymous@mailinator.com says:

    ถ้าอย่างนั้นก็ต้องโทษด้วยว่า บ้าน ครอบครัว ตัวเอง ไม่สามารถค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด ได้.

    อีกอย่าง การโทษว่าอะไรผิด ก็เหมือนเป็นการบอกว่า ต้องแก้ที่จุดนั้น.
    การที่บอกว่าต้องแก้ที่อะไร ก็เหมือนการโทษว่าสิ่งนั้นผิดนั่นเอง.
    ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเรียกว่าอะไร, แต่ถ้าไม่ชอบใช้คำว่า โทษ, ถ้างั้น ตรงไหนที่ผมเขียนว่า โทษ ก็ให้แทนที่ตรงนั้นด้วยคำว่า “ต้องแก้ที่” ละกันครับ.

  7. rawitat rawitat says:

    ต้องแก้ที่ตัวเองน่ะแหละครับ ไม่ต้องไปแก้ไกลหรอก จบ

    ทำไมต้องมี “คนผิด” ด้วยเหรอครับ? นี่เป็นแนวคิดที่ผมไม่ชอบเอาเสียเลย กับการที่จะต้องหา “คนผิด” อยู่เสมอ

    มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น จากระบบสังคม วัฒนธรรม ซึ่งมันเป็นความเป็นธรรมชาติของเรา ไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องผิดอะไร วัตถุประสงค์ของผมไม่ได้เพื่อบอกว่า “ใครผิด” แต่เพื่อบอกว่า “การเป็นเราเนี่ย มันก่อให้เกิดอะไรบ้าง” ก็เท่านั้นแหละ

  8. mikeyx says:

    โทษการศึกษาอีกแล้วโทษตัวเองดีกว่ามั้ยระบบมันหลากหลายกว่าที่เราจะตาม ๆ กันแห่กันไปเรียนอะไรที่เหมือน ๆกัน อาชีวะก็มีนะ สาธิตก็มี แบบเส้าหลินถ้าไม่เก่งไม่จบก็มีแล้วที่ออสเตเลีย

  9. anonymous@mailinator.com says:

    ก็อย่างที่บอกไงครับ ว่าถ้าไม่ชอบคำว่า “คนผิด” ก็ให้แทนที่ตรงนั้นด้วยคำว่า “คนที่ควรแก้ไข”
    แต่ผมว่า มันก็ความหมายเดียวกันแหละครับ, ถ้าควรแก้ไข ก็แสดงว่าผิด, ถ้าไม่ผิด แล้วจะแก้ไขทำไม?

  10. anonymous@mailinator.com says:

    ถ้าคิดว่าคนนั้นไม่ผิด แต่ไปบอกให้คนนั้นแก้ไข มันก็จะไม่เป็นธรรมกับคนนั้นซักเท่าไหร่

  11. anonymous@mailinator.com says:

    สำหรับเรื่องความชอบนั้น ผมอยากทราบว่าสิ่งที่คุณ rawitat ทำสำเร็จได้เป็นอย่างดีนั้น เริ่มจากความชอบรึเปล่าครับ.
    ความชอบนั้น ผมรวมถึง ความสนใจ หรือ ความอยากที่จะทำมันด้วยตนเอง หรือ รู้สึกท้าทายที่จะทำสิ่งนั้นด้วยตนเอง เหล่านี้ ล้วนทำให้เกิดความชอบที่จะทำสิ่งนั้นด้วยกันทั้งสิ้น.
    ผมว่า ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ถ้าต้องทำด้วยความจำเป็นบางอย่าง ทำโดยฝืนความรู้สึก ผมว่ามันไม่ยั่งยืนครับ, เราจะไม่สามารถทนทำให้มันดี อยู่ได้นานหรอกครับ.

    —-
    อานนท์

  12. anonymous@mailinator.com says:

    “ทำให้คนเหล่านี้ไม่มีตัวตนที่ชัดเจนเมื่อเข้าสถาบันการศึกษาระดับสูง ซึ่งก็จะเข้ามาเพียงตามกระแส ตามเงินเดือนในอนาคต ตามที่ทางบ้านอยากให้เข้า ตามเพื่อน และอื่นๆ ซึ่งเป็น “ผล” จากสังคมการศึกษาที่ล้มเหลว”

    สำหรับคนที่เข้ามาตามกระแสแล้ว จะยังอยากให้เค้าแก้ไขด้วยการทำสิ่งนั้นด้วยตนเอง ต่อไปอีกเหรอครับ?
    ผมว่าควรจะแก้ไขไม่ให้พวกเข้าตามกระแสได้เข้ามาจะดีกว่า เพื่อจะได้เปิดพื้นที่ให้คนที่ชอบจริงๆ ได้เข้ามาจะดีกว่า.
    มันผิดพลาดตั้งแต่ระบบคัดคนโดยดูจากคะแนน ไม่ได้ดูจากความชอบ.
    ผมเห็นหลายคนที่มีความชอบ แต่ทำคะแนนในระบบได้ไม่ดี แต่ก็รักที่จะทำสิ่งที่ตนชอบด้วยตนเองโดยไม่ลอกคนอื่น,
    แต่คนเหล่านี้กลับพลาดโอกาสไม่ได้เข้ามา เพราะถูกคนที่ไม่มีความชอบแต่ทำคะแนนได้ดีกว่า แย่งที่ไป.
    ถ้าให้เลือกระหว่างคนที่คะแนนดี แต่ไม่ได้ชอบที่จะทำด้วยตนเอง, กับคนที่คะแนนไม่ดี แต่ชอบที่จะทำด้วยตนเอง คุณอยากให้คนไหนได้เข้ามามากกว่ากันหละครับ.
    ถ้าระบบให้โอกาสคนแบบหลังมากกว่า ผมว่าประเทศเจริญกว่าแน่นอนครับ.

    —-
    อานนท์

  13. anonymous@mailinator.com says:

    “ดังน้ันผมหวังว่าจะไม่ได้ยินคําพูดของคุณที่ว่า“จบแล้วผม/หนูจะไม่ทํางานด้านนี้ดังนั้นให้ผม/หนูผ่านเถอะครับ/ค่ะ” อีก”

    ผมว่าน่าจะเปลี่ยนเป็นบอกว่า ถ้าคุณจะไม่ทำงานด้านนี้ หรือ คุณไม่ชอบมัน แล้วคุณมาเรียนทำไม คุณจะเอาผ่านไปทำไม, ผมไม่ให้ผ่าน, แล้วก็ไปหาอย่างอื่นที่เหมาะสมกว่า ทำซะ, ถ้าไม่ชอบก็อย่าเรียน ถ้าไม่อยากทำการบ้านด้วยตัวเองก็อย่าเรียน อย่าไปฝืนมัน. คุณทำอย่างนี้ ทำให้คนที่เค้าชอบนั้น เสียโอกาส.

  14. rawitat rawitat says:

    คำแนะนำที่เสนอมา ปกติก็ทำอยู่แล้วครับ แต่นั่นเป็นฐานะอาจารย์

    แต่ในฐานะนักศึกษา ที่คือสิ่งที่เขา “ไม่ควรเอามาอ้าง”

  15. rawitat rawitat says:

    อันนี้เข้าใจ และเห็นด้วย
    คนที่เข้ามาแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบด้วยส่วนหนึ่ง ไม่มีใครหนีพ้นหรอกครับ ส่วนจะรับผิดชอบด้วยการเรียนต่อ หรือลาออกไปเรียนอย่างอื่นที่ถนัด นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถึงส่วนตัวผมจะอยากให้เรียนอย่างอื่นที่ทำได้ถนัดมากกว่า แต่ไปบังคับใครไม่ได้หรอก

    การ “แก้ไขตัวเอง” ไม่ได้บอกว่า “จงไปทำสิ่งที่ไม่ชอบซะ” แต่หมายถึงว่า “รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองมีส่วนนการทำซะ” จะด้วยการไป
    1) ลงมือทำ สิ่งที่ทำไม่ได้เสียที เพราะหลายอย่างที่ทำไม่ได้ มันไม่ได้ขึ้นกับการสอนเลย มันขึ้นกับเขาไม่ลงมือทำเอง
    2) กรณีไม่อยากเรียน ไม่ชอบ ออกไปทำสิ่งที่อยากทำซะ อย่าฝืนกับสิ่งที่ไม่อยากทำอีกเลย

    เข้าใจผมบ้างหรือเปล่า? ผมไม่ได้คิดแต่ได้หรอกนะครับ

    ถ้าทุกคนรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองมีส่วนทำ มีส่วนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม “ในระดับที่ตัวเองรับผิดชอบได้” ประเทศคงจะเจริญขึ้นเยอะ เช่นเดียวกัน

  16. rawitat rawitat says:

    ที่ผมบอกว่า “มีแต่พวกเขาที่แก้ได้” นี่ผมอิงจากบทความนี้นะ

    คือ เด็กถูกฝึกมาจากสังคมที่หวังแต่ “ผลลัพธ์” โดยไม่สนใจวิธีการ เอาแต่ “ความถูกต้อง” โดยไม่สนใจอะไรอย่างอื่นเลย อะไรทำนองนี้

    คนที่จะแก้ได้ ก็คือ “ตัวเอง” เท่านั้น

    วิธีแก้ ก็คือ ทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากทำ สนใจความสนุกของตัวเองมากกว่าความถูกผิดในสายตาคนอื่น และอย่าไปสนใจผลลัพธ์ให้มันมากนัก

    เช่น ลงมือทำอาหาร อย่าไปท่องวิธีทำอาหารเพื่อสอบ แต่ถ้าไม่สนใจการทำอาหาร ก็ไปทำอย่างอื่น เป็นต้น

    ผมเชื่อว่าจริงๆ แล้วผมกับคุณ anonymous@mailinator.com คิดไม่ต่างกันหรอก แต่คุณอาจจะตีความสิ่งที่อ่านผมผิดไป อาจจะคิดว่าผมโทษเด็ก และเรียกร้องให้เขารับผิดชอบ เหมือนที่อาจารย์ส่วนมากมักจะด่าเด็ก ว่าเด็กสมัยนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ฯลฯ

    ผมแนะนำให้เด็กไม่เข้าเรียนครับ ถ้าจะเอาเวลาไปทำอย่างที่อื่นที่สนใจ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมทำเช่นเดียวกัน แต่คนที่จะ “ลงมือทำ” ได้ คือ ตัวเขาเองครับ ผมได้แค่บอกเท่านั้น และการบอก มันแก้อะไรไม่ได้หรอกครับ ต้องให้เจ้าตัวลงมือทำเอง

  17. rawitat rawitat says:

    @mikeyx ลองอ่านดีๆ จะพบว่าผมไม่ได้โทษการศึกษาในระบบโรงเรียน หรือโทษอะไรเลยนะครับ ผมเพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมฝังราก จากครอบครัว สังคม และอื่นๆ

  18. rawitat rawitat says:

    ผมเห็นด้วยกับหลาย comment ในนี้นะ แต่อยากให้ลองเปิดใจให้กว้างนิดหนึ่ง ลองอ่านมันอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกว่า “ผมเห็นด้วยกับคุณ” และผม “สงสารเด็ก” ที่ถูกปลูกฝังสิ่งที่ตัวเองไม่มีโอกาสเลือกมาตั้งแต่เด็ก

    แต่มันไม่ใช่แค่นั้น พฤติกรรมฝังรากจากครอบครัว มันสะท้อนอยู่ในการศึกษาของคนๆ หนึ่ง ฉันใด พฤติกรรมที่ปลูกฝังให้ตัวเองสมัยเรียน (ซึ่งมาจากพฤติกรรมต่อเนื่อง และสังคมของเพื่อนฝูง รุ่นพี่ รุ่นน้อง ฯลฯ) ก็มีโอกาสจะปลูกฝังไปในการทำงานต่อไป ฉันนั้น

  19. rawitat rawitat says:

    ผมขอเรียบเรียงใหม่ ทีละประเด็นนะครับ จะได้เข้าใจบทความนี้อย่างถูกต้องมากขึ้น

    1) ผมสงสารเด็กสมัยนี้ ที่ได้รับการปลูกฝัง ให้เรียนในสิ่งที่คนอื่น (ตั้งแต่พ่อแม่เป็นต้นมา) เห็นว่าถูก และหลายต่อหลายคนไม่เคยฟังลูกเลย ว่าคิดอย่างไร ทำไมทำแบบนั้น ไม่ได้สนใจสิ่งที่เด็กสนใจจะทำ หรือสนุกที่จะทำเลย

    2) เมื่อโตมา นี่คือพฤติกรรมที่ฝังราก เด็กจะกลัวที่จะเป็นตัวของตัวเอง เนื่องจากการเป็นตัวเองมันผิดมาตลอด แต่จะรอทำสิ่งที่คนอื่นบอกว่า ถูก บอกว่า ดี ซึ่งแนวทางหนึ่งคือ ทำสิ่งที่คนอื่นแนะนำให้ทำ หรือทำตามๆ กัน ไม่ให้แตกต่าง แปลกแยก

    3) แน่นอน ว่ารวมถึงเรื่องการเลือกเรียนด้วย

    4) พฤติกรรมการเรียนรู้ ก็ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่แต่เล็กแต่น้อย ทำให้เกิดการกลัวที่จะลองผิดลองถูก ทำอะไรต้องถูกเสมอ ถ้าจะตอบหรือทดลองอะไร ก็จะกลัว กลัวผิด กลัวโดนว่า กลัวต่าง

    น่าสงสารออก

    5) ที่หนักขึ้นก็คือ การปลูกฝังพฤติกรรมอะไรอีกหลายอย่างให้ตัวเอง เช่น การไปรับน้อง เมา จัดงาน ฯลฯ ในวันอาทิตย์ ที่วันจันทร์ต้องมีเรียน และขาดเรียนกันครึ่งห้อง หรือ การทำงานแบบขอไปที แล้วมาอ้างว่าไม่ชอบ ไม่เอาแล้ว ให้งานชิ้นนี้ผ่านเถอะ อันเป็นที่มาของ “ข้อความนั้น​” ในตอนท้ายข้อสอบวิชานั้น (เกิดจาก เด็กไม่เข้าเรียนกันครึ่งห้อง แล้วอ้างว่าไปจัดงานรับน้อง เมากันไม่ตื่น … นี่จะเป็นพฤติกรรมฝังรากต่อไปในเวลาทำงาน)

    6) การปลูกฝังพฤติกรรมให้กับตัวเองในด้านอื่นๆ อาจจะจากสังคมรอบตัว หรืออะไรก็ตาม ยังไม่จบ ยังมีอีกหลายอย่าง

    7) สรุปคือ เรื่องการศึกษา มันไม่ใช่แค่เรื่อง “โรงเรียน มหาวิทยาลัย หลักสูตร อาจารย์ นักเรียน วิชาการ ฯลฯ” ที่ถึงมันจะมีปัญหาเยอะ แต่มันไม่ใช่ภาพทั้งหมด มันยังมีเรื่องของพฤติกรรมที่ปลูกฝังกันมาจากครอบครัว ตัวเอง และสังคมตลอดเวลาอีกด้วย

    8) ผมจึงใช้คำว่า “สังคมการศึกษาที่ล้มเหลว” หรือถ้าสับสน ผมยินดีเปลี่ยนเป็นคำว่า “สังคมที่ล้มเหลวเรื่องการศึกษา” แต่ต้องเข้าใจว่า การศึกษาไม่ได้มีแค่คำว่า “โรงเรียน”

    9) ที่บอกว่า มีเพียงพวกเขาที่แก้ปัญหานี้ได้ ก็คือ
    - เลิกสนใจสิ่งที่คนนั้นคนนี้บอกว่าดี บอกว่าต้องทำ บอกว่างาม ซะ แล้วเริ่มทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ
    - อย่ากลัวผิด ทำมันไปเลย ไม่ต้องสนใจ เอาสนุกอย่างเดียว
    - ทำอะไรก็ได้ ขอให้ทำจริงจังเถอะ จะทำอาหาร เล่นดนตรี เล่นกีฬา เขียนโปรแกรม ฯลฯ อะไรก็ได้ แต่ขอให้ลงมือทำจริงจัง ทำให้สนุก และอาจเสริมด้วยตั้งเป้าหมายที่จะทำมันจนเป็นวิชาชีพให้ได้ เท่านั้นก็พอแล้ว

    10) ในข้อ 9) ถ้าตัวเองไม่ทำ แล้วใครจะทำ?

  20. anonymous@mailinator.com says:

    http://m.facebook.com/story.php?story_fbid=277049185699240&id=154646221272871&refid=0&_ft_a=704693253&_ft_tf=371925079484489&_ft_tpi=704693253&_ft_ti=17&_ft_sai=25554907596&_ft_fth=5a0e023e0590a032&_ft_time_ft=1329882650&_ft_mf_objid=371925079484489
    อันนี้เหมือนจะสอนว่า เวลาทำงาน งานไหนไม่ถนัด ก็ให้เพื่อนทำ

Leave a Reply