Archive for the ‘Rant’ Category

สูตร

Saturday, October 4th, 2008

สิ่งที่พบบ่อยเวลาที่มีการนำเสนองานหรือว่าพูดถึงอะไรก็ตามที่มีแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) คนนำเสนอมักจะพูดกันว่า

“สูตร” (เช่น “เป็นไปดังสูตร” เป็นต้น)

ผมไม่ได้เรื่องมากหรือว่าจ้องจับผิดคนหรือว่า Picky มากกว่าไปกับเรื่องพวกนี้หรอกนะ แต่ว่าผมเชื่อว่ามันให้ความรู้สึกต่างกัน ระหว่าง

  • แบบจำลองทางคณิตศาสตร์
  • ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ในเชิงคณิตศาสตร์
  • การมองคณิตศาสตร์เป็นภาษาๆ หนึ่ง

กับการใช้คำว่า “สูตร” ซึ่งมักจะให้ความรู้สึกในเชิงคำนวณ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ผิดทั้งหมด เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้วความสัมพันธ์เชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Relation) นั้นท้ายที่สุดมักถูกนำไปใช้ในการคำนวณหา Output จาก Input หรือว่าในทำนอง R(Input) = Output อยู่แล้ว

แต่ว่าจุดมุ่งหมายในการพูดถึงความสัมพันธ์นั้นๆ น่ะ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่อยากได้ผลลัพธ์แต่ถ่ายเดียว แต่ว่าหมายถึงความต้องการที่จะบอกว่าอะไรสัมพันธ์กับอะไรอย่างไร อะไรส่งผลถึงอะไรอย่างไร มากกว่า

มันเป็นเรื่องของ ภาษาของเหตุและผล ซึ่งเป็นแบบจำลองในลักษณะ abstraction จากความเป็นจริง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ implied มาจาก “ความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์” และ “แบบจำลองทางคณิตศาสตร์”

ไม่ใช่การมุ่งจะเอาผลโดยไม่คิดถึงเหตุ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ผมมีกับคำว่า “สูตร”

มีเรื่องขำๆ อีกเรื่อง เคยมีอยู่ครั้งที่ผมไปคอมเมนท์การใช้คำว่า “สูตร” ที่เป็นอสมการ (เป็น constraint ของปัจจัยบางปัจจัย) แล้วน้องคนที่นำเสนอ ก็เลยเลี่ยงไปใช้คำว่า “ดังสมการ” ทั้งๆ ที่เป็น “เครื่องหมายมากกว่า” อย่างชัดเจน เลยต้องคอมเมนท์ไปอีกที

ถึง Advisee โปรเจคจบทุกท่าน

Wednesday, August 20th, 2008

กรุณาซ้อม presentation อย่างน้อยที่สุด “3″ ครั้งก่อนที่จะนำเสนอจริง มิอย่างนั้นผมคงจะไม่อนุญาตให้นำเสนอจริงได้ หรือว่าอาจจะต้องไปฆ่ากันเล่นในเวลานำเสนอจริง เพราะว่าผมจะถือว่าเป็นการซ้อมเช่นกัน (เช่น ถ้าคุณซ้อม 2 ครั้ง ผมจะนับวันนำเสนอจริงเป็นการซ้อมครั้งที่ 3)

นักศึกษาหลายคนบอกว่า “กลัวอาจารย์รวิทัตเวลาโมโห/โกรธ” แต่ว่ากลับชอบทำให้อาจารย์คนนั้นโมโห หรือไม่ก็ทำให้อาจารย์คนนั้นโกรธ … เพื่ออะไร? เพื่อที่จะสนองสมมติฐานตัวเองว่าอาจารย์ท่านนั้นดุ น่ากลัว? อย่างนั้นหรือ?

บอกให้มาซ้อม present ให้ฟัง บอกไปเถอะ ปาวๆๆ ไม่เคยสนใจกันหรอก ไม่รู้จะรอเวลาให้ทุกอย่างมันสายจนแก้ไม่ได้กันขนาดไหน รอจนกระทั่งอีกสองสามวันจะ present แล้ว ค่อยเอามาให้ดู ค่อยมาเอาซ้อม แบบนั้นน่ะเหรอ?

บอกให้หัดเขียนโปรแกรมบ้างนะ บอกไปเถอะ ปาวๆๆ ไม่เคยสนใจกันหรอก ไม่รู้จะรอให้มันถึงเวลาไฟลนก้น วันพรุ่งนี้จะต้องเริ่มทำโปรเจคจบ ถึงจะหัดเริ่มเขียน อย่างนั้นเหรอ?

จะทำโปรเจคจบกันยังไงคร้าบบบบบ เขียนโปรแกรมภาษาซีที่ไม่ต้องทำอะไร (โปรแกรมว่างๆ) ยังมีคนเริ่มต้นเขียนไม่ถูกเลย (คนที่เข้าเรียนวิชา SE ครั้งที่แล้วคงจะทราบว่าใคร ขอให้ทราบตัวเองไว้ด้วยก็แล้วกัน)

เฮ้อ

ผมพยายามไม่โมโหพวกคุณแล้วนะครับ และแล้วผมก็พบทางสว่างในการที่จะไม่โมโหพวกคุณ นั่นก็คือ ผมต้อง “ไม่สนใจ” พวกคุณ ปล่อยเลยตามเลย ใครอยากทำอะไรก็ทำ

หวังว่าพวกคุณคงจะพอใจ

Desperado

Monday, July 14th, 2008

ฟังเพลงท่อนนี้แล้วเหมือนจะโดนตีหัวแรงๆ ด้วยตะลุมพุกขนาดใหญ่

Don’t you draw the queen of diamonds, boy
She’ll beat you is she’s able.
You know the queen of hearts is always your best bet.

บทเรียนราคาแพงเอาเรื่องเหมือนกัน

แต่ว่าระวังไว้หน่อยก็ดี บางที Heart น่ะ … ถ้ามันเป็น subclass ของ CardSuit มันก็อาจจะเปลี่ยนแปลงชนิดได้ในอนาคตอยู่ดีน่ะแหละ … จาก Heart เป็น Diamond

จบข่าว …….

Note to self: Project Planning

Sunday, July 13th, 2008

Note for myself:

  • Next time my developers say “X months” for developing any project, I will say “2X months” to the customers. So my developers will have time to talk to each other more and spending time developing relationship through playing games and doing all other activities with each other.
  • Next time my developers say “X weeks”, I will say “X weeks + 2X days”. My developers love to think of weekend and holidays as ‘working days’ which is simply wrong and give no breathing window if anything goes wrong.
  • I will train all the newcomers myself, like I once did to my current team of developers. Never again asking any of my developers doing it.
  • I have to beg my developers to remember: The opposite of playing isn’t working. It’s depression.
  • Never let any developer working alone again.
  • Don’t promote my top developer to do management work. Myself included. Why? I still believe I’m one of the finest developer in my office, and if I’m doing project management work; my team looses one good developer and get one bad manager.
  • Be more sensitive to small personal details. It ruins things.

ISFJ

Tuesday, July 8th, 2008

Oh, NO! Not again!

If you don’t know what I’m talking about, google it. By the way, I’m ENTP.

โทรศัพท์แปลกปลอม/ไม่พึงประสงค์

Monday, April 14th, 2008

หลายคนคงจะเคยเจอโทรศัพท์ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะพวกที่โทรมาแล้วไม่ยอมพูดอะไร ถามอะไรไปก็เงียบ พวกนี้บางทีก็ขึ้นเบอร์ บางทีก็ไม่ขึ้นผมจะเจอพวกนี้เป็นพักๆ แต่ว่าถ้าเจอที ก็จะเจอค่อนข้างถี่พอสมควร ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน เมื่อคืนเจอสองครั้ง ครั้งแรกก็รับไป ไม่มีคนพูด ครั้งที่สองห่างกัน 5 นาที ไม่ขึ้นเบอร์เหมือนเดิม ก็เลยไม่รับ หลังจากนั้นก็ไม่โทรมาอีกเคยโดนอยู่ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว (ประมาณสองเดือนเศษ) โทรมาทุก2-3 นาที ยังกะโดนตั้งโปรแกรมโทรอัตโนมัติแน่ะเมื่อเช้าก็มีโทรมาอีก แต่คราวนี้ขึ้นเบอร์ …. ครั้งแรกรับไป ก็ไม่มีคนพูด อืมมม เลยโทรกลับไป เพราะคิดว่าเป็นเพราะระบบติดต่อสื่อสารมันห่วย (บางทีกับคนรู้จัก โทรติด แต่พูดกันไม่ได้ยิน หรือว่าบางทีก็สายพันกัน) หมุนกลับไปก็มีคนรับนะ แต่ว่าก็ไม่มีคนพูดอยู่ดี ลองอยู่สองครั้งก็เลิกผ่านไปสัก 15 นาทีก็โทรมาอีก คราวนี้ได้ยินเสียงหายใจจากอีกฝั่งชัดเจน แปลว่ามีคนถือสายอยู่แน่ๆ (ไม่น่าใช่เครื่อง) และไม่ยอมพูดอะไรเช่นเคย แต่พอบอกไปว่าได้ยินเสียงหายใจนะ ก็เงียบเสียงลง (เอาไปไกลจมูกมากขึ้นมั้ง) แปลว่าต้องได้ยินเรากับบางคนที่รู้จัก ก็เคยโดนเหมือนกัน ประมาณว่าโทรมาแล้วแกล้งพูดโน่นพูดนี่ ขอสายคนโน้นคนนี้ (ชื่อมั่วๆ) แล้วพอบอกว่าไม่ใช่ ก็ถามว่า แล้วนี่ใครพูด ชื่ออะไร ฯลฯเฮ้อ มันอะไรกันเนี่ยทุกครั้งผมจะพยายามคุยอย่างสุภาพ นอกจากจะสุดทนแล้ว ก็จะเริ่มพูดแรงบ้าง ทั้งๆ ที่ไม่อยากเลย ผมไม่อยากจะอยู่ใน conflict อะไรทั้งสิ้น (ใครที่เข้าใจผิด คิดว่าผมชอบทะเลาะกับชาวบ้าน กรุณาคิดใหม่ด้วยครับ)ผมว่ามันมีวิธีที่ดีกว่านี้มั้ยครับ วิธีที่มัน civilized กว่านี้หน่อย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ อย่าสร้าง F.U.D (Fear, Uncertainty, Doubt) ในชีวิตซึ่งกันและกันเลยจะดีกว่า ช่วยกันรณรงค์ ลด ละ เลิก พฤติกรรมแบบนี้กันดีกว่าครับ

ฟาดเคราะห์ …​เยอะจัง

Tuesday, April 8th, 2008

ช่วงนี้ดวงเริ่มซวย….

  • เริ่มจากขับรถแล้วโดนรถบรรทุกข้างๆ เบียด ต้องไปวิ่งบนหลุมบ่อ (ตอนแรกมองไม่เห็น) ท้องรถกระแทกแรงมากๆ แล้วก็ลอยขึ้นด้วย เรียกว่าใจหายวาบไปหมด จะคว่ำก็ไม่ค่อยแปลกหรอก (ตอนนั้นวิ่งไม่เร็วนะ ซัก 100 km/h) ยังไม่ได้เอาไปให้ศูนย์ดูเลย ว่าช่วงล่างเป็นอะไรมากหรือเปล่า
  • เอากล้อง D70 ไป check-up ที่ศูนย์ Nikon สรุปว่าต้องรอตั้งเป็นเดือนกว่าจะเสร็จ แล้วเป็นเดือนไหนไม่เป็น ดันเป็นเดือนที่มีวันหยุดเยอะที่สุด จะไปเที่ยวเยอะที่สุด มี event ให้ถ่ายเยอะที่สุดซะด้วย ลงท้ายด้วยการซื้อกล้องใหม่ซะดีมั้ย (อยากจะ upgrade มาพักนึงแล้วล่ะ …​ ต้องขอบคุณศูนย์ที่ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น) แต่ว่าราคามันก็จะบานปลายหน่อยอ่ะนะ (D80 ของใหม่อยู่ที่ 37,xxx มี lens 18-135 มาตัวนึง แต่ว่าไม่ค่อยจะอยากได้เท่าไหร่ เครื่องเปล่าต้องหาเครื่องหิ้วเอาล่ะมั้ง)
  • ทำ MacBook Air ตก…. ขอบบุบไปเยอะเหมือนกัน ตรง enclosure ด้านหลังจอ ที่ใกล้ๆ กับตรงบานพัน ตรงนั้นมันจะเป็น aluminum บางๆ ที่พอจะงอได้ กระแทกแรงเหมือนกัน เปิดเครื่องออกมาไม่ได้ ต้องเอาเหรียญบาทง้างออกถึงจะพอเปิดได้บ้าง แต่ว่ายังติดๆ อยู่นิดหน่อย นอกนั้นเข้าใจว่าปกติดี panel ไม่แตก …. แต่ว่าพอโทรไปถามศูนย์ สรุปว่าต้องเปลี่ยนทั้งหมดเลย (ทั้ง panel ด้วย) เฮือก …. ราคาตกประมาณ 2 หมื่น …….
  • ก็ยังดี ที่ส่วนอื่นไม่เป็นอะไร แค่นี้ทนได้สบายมาก แค่เปิดเครื่องได้ ทำงานได้ พอใจแล้ว อาจจะรำคาญนิดหน่อย (เดี๋ยวต้องพยายามง้างมันมากกว่าเดิมนิด เพราะว่ามันยังติดๆ แบบเกยๆ กันอยู่หน่อย)

นี่ถ้ารถเป็นอะไรมากมายนะ …​ไม่อยากคิด…. มันเดือนเสียตังค์ชัดๆ ไหนเลยจะเพิ่งไปญี่ปุ่นด้วยเงินตัวเองมาอีก (ไปกับที่สถาบันวิจัย แต่ว่าเค้าอยากให้เราไปด้วยทีหลังอ่ะ ไม่ได้ทำงบไปตั้งแต่แรก ก็เลย…​เอาว่ะ ไม่เป็นไร ควักเนื้อก็ได้) แล้วก็ต้องลงทุนเปิดอีกบริษัทเองอีก

เดือนนี้จนครับ ….. พี่น้อง

สาธุ ขออย่าให้มีอะไรมีอันเป็นไปอีกเลย หรือว่าคงต้องไปทำบุญทำทานซะทีหว่าเรา นี่ถ้าคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นการฟาดเคราะห์นะ … ไม่อยากคิดเลย ว่าเรื่องจริงๆ ที่มันอาจจะเกิดกับเราจริงๆ มันจะเป็นเรื่องแบบไหน ร้ายแรงแค่ไหน เฮ้อ

[update 1]: มีเรื่องให้ของในห้องเจ๊งไปอีก แต่ว่าอย่าไปรู้เลยว่าอะไรเจ๊ง รู้แต่ว่าไม่กี่ตังค์ แต่ว่า …..​อันนี้คิดแล้วขำ (ว่ะ)

Moral question

Thursday, March 27th, 2008

บางทีอยากทำอะไร แต่ทำเท่าไหร่ก็ไม่ได้เรื่อง … จะทำต่อกันหรือเปล่า?

ยิ่งมีตัวเปรียบเทียบ (อย่างน้อยก็ในหัวตัวเอง) ที่มันเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น (จริงๆ ก็เห็นนะ เห็นเยอะด้วย) ข้ามไม่ได้ เดินไม่ถึง ด้วยแล้ว (อ่ะ ใครที่อ่านอันก่อนแล้วงง ก็ช่วยอ่านอันนี้ด้วยนะ) …. จะทำต่อมั้ยล่ะ?

ไม่รู้แฮะ …. ถ้าเดินไปถึงก็คงจะพยายามเอาหัวโขกกำแพงซักทีล่ะนะ (เพราะว่าหัวคงแข็งเอาเรื่อง) หรือว่าจะลองเอากำปั้นทุบกำแพงดี (ถ้ามันเป็นไม้อ่อนๆ ก็พอทำได้ จริงมั้ยน้องกอลลั่มประจำแลป?) …. แต่ว่ามันไปไม่ถึงเนี่ยสิ แล้วจะเอาอะไรไปทุบมันดี

เลิกเดินดีกว่ามั้ง

Generality ของ “ดี/เก่ง”

Monday, March 10th, 2008

คิดว่ามันมีกันมั้ยล่ะ

ถามผมนะ “ไม่มีหรอก” และที่แย่ คือหลายคนพูดแบบนี้กันในลักษณะ generality มาก เช่น “คนนี้เป็นคนเก่งนะ” หรือว่า “คนนี้เป็นคนดีนะ” อะไรทำนองนี้

คำถามที่น่าจะตามมาก็คือ แล้ว metric อะไรล่ะ เป็นตัววัด แล้ว fitness landscape ที่มันอยู่ล่ะ คืออะไร

ใครเล่น Genetic Algorihtm (GA) น่าจะรู้ดี ว่า solution หนึ่งใน population ต่อให้มันดีแค่ไหน เปลี่ยน fitness function นิดเดียว อาจจะเปลี่ยนจาก solution ที่ดีที่สุด กลายเป็น solution ที่ห่วยที่สุด และจำเป็นต้องถูก “คัดทิ้ง” อย่างไม่ใยดี ในพริบตา ก็เป็นได้

แต่ทำไมบางทีพอมาถึง “คน” เรากลับ superficial กับมันจัง … เราพูดถึงมัน ยังกับมันวัดเป็น general ได้ หรือว่ามี universal fitness function ที่ครอบคลุมทุกอย่าง พอ “ดี” หรือว่า “เก่ง” อย่างหนึ่ง แล้วมันกลายเป็น general ได้มากมายมหาศาล

ยกตัวอย่างกันนิดนึงมั้ย

บางคน อาจจะเป็น programmer ที่ “เก่ง”​ (ไม่ใช่ผมนะ ผมกำลังพูดถึงใครก็ไม่รู้ เป็น Mr. T คนหนึ่งก็ได้นะ) แต่ว่าอยากจะทำอะไรบางอย่างที่ตัวเองไม่มีความสามารถ ความเหมาะสม เช่น อยู่ดีๆ อยากจะหยิบมีดมาผ่าตัด โดยตัวเองไม่มีความสามารถ

แล้วดันมีคนบอกว่า ก็น้อง/พี่/คนนี้ เป็นคน “เก่ง” นะ ก็ “ต้องช่วย” ให้ได้งานผ่าตัดนี้ให้ได้

Make sense มะ? ใครก็คงจะตอบได้ว่า “ไม่เห็นจะ Make sense ตรงไหน”

แต่ว่าพอมาถึงเรื่องความดี ทำไมมันไม่เป็นแบบนี้บ้างหว่า ทำไมมันเหมือนจะมี “ความดี” แบบ general กันได้ด้วยแฮะ ทั้งๆ ที่ environment และสิ่งที่อยู่ใน environment มันน่าจะเป็นตัวที่ define fitness function พวกนี้เหมือนกันนะ (เช่นเดียวกับที่ programmer คนนั้น อาจจะผ่าน fitness function ของการเขียนโปรแกรมด้วยคะแนนแบบ topๆ แต่ว่า fitness function ของการผ่าตัดกลับตกระนาว)

ผมกำลังพูดว่า คิดยังไงกับประโยคนี้

“ก็เค้าเป็นคนดี ก็ต้องช่วย”

อืมมม ส่วนมากอาจจะเห็นด้วยแบบไม่ต้องคิดมากก็ได้นะ แต่ว่าพอดีมันคนละ environment กันน่ะสิ ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุด ก็คงเป็นงี้:

มีแฟนคู่หนึ่งทะเลาะกัน จะเลิกกัน ฯลฯ หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็มีคนพยายามจะช่วยเหลือเกินที่จะเป็นตัวประสานระหว่างสองคนนี้ ว่า​ “ก็เค้าเป็นคนดี ก็ต้องช่วย”

อืมมม การเป็น “คนดี” ใน fitness function ของ “คนรู้จัก” หรือว่า “เพื่อนแฟน” หรือว่า “messenger” หรือว่าแม้แต่ “คนในสังคม” จำเป็นด้วยหรือว่าจะต้องเป็น “คนดี” ใน fitness function ของ “แฟน” ซึ่งแต่ละตัวมันก็คนละ environment คนละตัว evaluate คนละ fitness function

ซึ่งแน่นอนว่าอาจทำให้ solution ที่ “ดี” หรือแม้แต่ “ดีที่สุด​” ของ landscape หนึ่ง กลายเป็น solution ที่ห่วยที่สุดไปเลยก็ได้

ให้คนที่เป็น “แฟน” เค้า เป็นคนพูดจะดีกว่ามั้ย สรุปว่า ไอ้พวก “เพื่อนๆ” หรือ “ผู้หวังดี” เนี่ย กรุณาสงบปากสงบคำ เงียบๆ ไว้ไม่ต้อง “เสือก” จักเป็นพระคุณยิ่ง

(ขอโทษที่ต้องใช้คำแรง อารมณ์มันพาไป แต่จริงๆ มัน nothing personal อ่ะนะ .. เพียงแต่ว่าเขียนแบบนี้ได้อารมณ์ดี ถ้าไม่เหมาะสมก็ขออภัยผู้อ่านด้วยครับ)

ก็ทำนองว่า นกมันจะบินเก่งแค่ไหน ลองจับมันไปว่ายน้ำเล่นสิ หรือว่าปลามันจะว่ายน้ำเก่งแค่ไหน ลองจับมันไปโยนขึ้นฟ้าสิ … นั่นแหละ

มันก็แปลกดีนะ พอเป็นเรื่อง “เก่ง” เนี่ย มันพอจะเข้าใจได้ง่ายหน่อย ว่ามันไม่ข้าม field of expertise เท่าไหร่หรอก ถึงจะมีหลายคนที่เก่งแบบ แทบทุกเรื่องก็ตาม

แต่ว่าพอมาเป็นเรื่อง “ความดี” เนี่ย มันกลับมีความคิดแบบ universal/general ได้ซะงั้น

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ตอนเรียน ป.ตรี (ซักปีสามได้มั้ง) ชื่อ The Labyrinth of Reason (หนังสือเก่าหน่อย ตั้งแต่ปี 89 ตอนนี้คงอยู่ในตู้ซักตู้ใน office) มีบทหนึ่งที่คิดว่าเข้าท่านะ คือ Anything confirms Anything หรือว่าอะไรทำนองนี้แหละ …. ก็เขียนเรื่องทำนองนี้ไว้เหมือนกัน ว่าบางทีเราก็เอาความจริงเรื่องหนึ่ง ไป confirm เป็นตุเป็นตะกับเรื่องโน้นนี้คนละเรื่อง ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟังละกันครับ

ทิ้งท้ายนิดนึงดีกว่า …

All forms of generalization are false; including this one.

เรื่องน่าเบื่อ เอามาเล่าเล่น

Monday, March 3rd, 2008

อะไรอีกก็ไม่รู้แฮะ รู้แต่ว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อที่คนพูดกันอีกแล้ว

พอดีช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลสอบปลายภาค ก็เลยต้องคุมสอบตามกำหนดที่ทางคณะจัดให้ ซึ่งโดยปกติลำดับขั้นตอนและวิถีปฏิบัติจะเป็นแบบนี้

  1. กรรมการคุมสอบจะมีหลายคนต่อ 1 ห้อง ห้องเล็กแค่ไหนก็จะมี 2 คนเป็นอย่างน้อยเสมอ เพื่อให้ช่วยกันคุมและเพื่อเพิ่ม redundancy (ในกรณีที่บางคนมาช้า)
  2. กรรมการคุมสอบจะต้องไปรับข้อสอบที่ห้องข้อสอบ โดยปกติทุกคนก็จะไป check ก่อนน่ะแหละ ว่ามีกรรมการท่านอื่นเอาไปหรือยัง
  3. ถ้าเป็นห้องใหญ่ควรไปถึงห้องสอบประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนเวลาสอบ
  4. กรรมการคุมสอบไปช่วยกันแจกข้อสอบที่ห้องสอบ ซึ่งโดยปกติกรรมการที่ไปเอาข้อสอบท่านแรกจะเริ่มทยอยแจกไปก่อน แล้วกรรมการท่านอื่นๆ จะตามมาช่วยกันแจกทีหลัง ซึ่งในกรณีที่เป็นห้องเล็ก กรรมการท่านแรกอาจจะแจกเสร็จเลยก็ได้ เพราะว่าใช้เวลาไม่นานมาก แต่ว่าถ้าเป็นห้องใหญ่ มักจะทันไปช่วยกันแจก
  5. เมื่อนักศึกษาเข้าสอบแล้ว ให้เวลาผ่านไปสักระยะ ก็เริ่มทำการเดินให้นักศึกษาเซ็นต์ชื่อเข้าสอบ ซึ่งจะต้องแสดงบัตรนักศึกษาด้วย ซึ่งถ้าเป็นห้องเล็ก ก็มักจะให้กรรมการเดินท่านเดียว เพราะว่าห้องสอบมักไม่จัดแถวให้นักศึกษานั่ง คือให้นั่งตามสบาย แต่ถ้าเป็นห้องใหญ่ก็มักจะแบ่งกันเดิน เพราะว่านักศึกษานั่งตามแถวตามรหัสนักศึกษา
  6. รับเงินค่าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก็มักจะได้เล็กน้อย ตามระเบียบ
  7. เมื่อสอบเสร็จ ให้นับข้อสอบให้ครบ (รับมาเท่าไหร่ ต้องคืนไปเท่านั้น) และเดินเอาไปส่งคืนห้องข้อสอบ

เอาล่ะ ทีนี้เทอมนี้มีคนพูดกันเรื่องผมอีกล่ะ ตลกดี

วันนี้ไปเอาข้อสอบตอนเช้าที่ห้องข้อสอบ ท่านประธานห้องข้อสอบได้ถามผมนิดหน่อย บอกว่า

  • มีคนบอกว่าไม่ช่วยแจกข้อสอบ
  • แล้วแถมเอาคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั่งทำงานอื่นอีก

อืมมม เอาข้อหลังก่อน เพราะว่าข้อหลังนี่มันจริง

เราเอาคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั่งทำงานจริง แต่ว่าลักษณะการทำงานของผมกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นคนพิมพ์ดีดได้คล่อง ดังนั้นสายตาจึงไม่จำเป็นต้องจ้องมองจอตลอดเวลา และเป็นปกติที่จะเงยหน้ามองนักศึกษาเป็นระยะๆ อยู่แล้ว อีกอย่าง เนื่องจากฝึกตัวเองมาให้ทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็น secondary mode ได้ตลอดเวลา (เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ take note เวลาที่เข้าประชุม และสมาธิอยู่กับการประชุม) ดังนั้นการใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไรก๊อกๆ แก๊กๆ ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ยังดูนักศึกษาได้ เป็นเรื่องปกติของผมอยู่แล้ว

อีกอย่าง ข้อสอบก็มีสองชุด แยกแจกแถวเว้นแถว และในข้อสอบที่เป็นชุดเดียวกัน (นั่งแถวเดียวกัน) ก็นั่งเว้นระยะห่างพอสมควร และเป็นข้อสอบเขียนบรรยาย ดังนั้นลอกกันยาก (แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะลอก ถ้าจะลอกกันจริงๆ แค่นี้ก็ลอกได้อยู่แล้ว) แต่ว่าพอเราเงยหน้าขึ้นมาดูตลอดเวลา และดูพฤติกรรมในภาพรวมตลอดแล้วเนี่ย มันพอจะบอกได้ครับ ว่าเด็กมีแนวโน้มจะลอกหรือเปล่า

เฮ้อ ไม่อยากพูดนะครับ แต่ว่าจะว่ายังไง กับกรรมการคุมสอบที่นั่งหลับหลังห้อง ซึ่งมีให้เห็นประจำ? หรือว่าจะเอายังไงกับกรรมการคุมสอบที่เข้ามาแป๊บเดียว แล้วก็ออกไปไหนไม่ทราบนานสองนาน จากนั้นเมื่อใกล้ๆ เสร็จก็จะโผล่มาอีกที? หรือว่ากรรมการที่จับกลุ่มคุยกันในระหว่างคุมสอบ ซึ่งนอกจากจะโฟกัสกับการคุมสอบยากกว่าการนั่งใช้คอมพิวเตอร์ใน secondary mode แล้ว ยังเป็นการรบกวนสมาธิเด็กอีกด้วย? (ถ้าอยากคุยกันจริง กรุณาไปคุยหน้าห้องสอบได้มั้ย)

อีกอย่าง … นั่งหน้าห้อง กับนั่งหลังห้อง มันต่างกันนะครับ ผมบอกได้เลย ว่านั่งหลังห้อง เรามองไม่เห็น normal vector ของหน้านักศึกษา ว่ามองไปทางไหน มองไม่เห็นสายตา ว่าใครจงใจเหล่ออกนอกข้อสอบตัวเองหรือเปล่า แต่นั่งหน้าห้องมันเห็น

ผมนั่งหน้าห้องตลอดครับ ทุกครั้ง และทั้งๆ ที่นั่งใช้คอมพิวเตอร์ทุกครั้งเนี่ยแหละ ก็ยังจับพิรุธเด็กได้บ้าง และเคยทำการตักเตือนไปแล้วหลายครั้ง

สำหรับผมนะ ผมไม่เคยบ่นไม่เคยอะไรทั้งนั้น ใครอยากจะทำอะไรก็ทำไป

แต่ OK ครับ ถ้าว่ากันตามตัวหนังสือ เพราะว่าเคยมีการขอความร่วมมือ ไม่ให้กรรมการคุมสอบทำงานอื่นในระหว่างคุมสอบ ถ้าว่ากันตามตัวหนังสือแล้ว ถือว่าผมผิดจริง และที่พูดมาข้างบนเป็นเพียงข้อแก้ตัว

และมันไม่มีการขอความร่วมมือกับเรื่องอื่นๆ ที่ผมตั้งคำถามไป ดังนั้นไม่เป้นไรครับ

แต่ว่าไอ้ข้อที่บอกว่า “ไม่ช่วยแจกข้อสอบ” เนี่ยสิ รับไม่ได้นะครับ อันนี้

เทอมนี้ ผมเพิ่งจะคุมสอบไม่กี่วิชานะครับ และได้ช่วยแจกข้อสอบ “ทุกวิชา” (นอกจาก 512201 ซึ่งผมมาไม่ทันช่วยแจก เพราะว่าโดนท่านประธานห้องข้อสอบถามเรื่องนี้อยู่)

มันมีวิชาหนึ่ง ซึ่งเป็นการสอบห้องใหญ่ โดยผมได้เดินไปที่ห้องข้อสอบ ซึ่งทางห้องข้อสอบก็ได้แจ้งผมว่า ข้อสอบถูกนำไปห้องสอบแล้ว จากนั้นผมก็ไปยังห้องสอบ โดยผมไปถึงห้องสอบเวลาประมาณ 25 นาทีก่อนสอบ และเห็นว่ามีกรรมการอีกสองท่าน ช่วยกันแจกข้อสอบอยู่

ห้องสอบมี 14 แถว ผมได้ไปช่วยแจกทั้งสิ้น 4-5 แถว ช่วงกลางๆ (โดยกรรมการคุมสอบอีกสองท่านนั้น ท่านหนึ่งแจกด้านล่างไปหาข้างบน และอีกท่านจากแถวสุดท้ายไล่ลงมา) ดังนั้นจะมาหาว่า “อ.รวิทัตไม่ช่วยแจกข้อสอบ” ไม่ได้

บ่นผมเรื่องทำงานอื่น ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าเรื่องนั้น ว่ากันตามตัวหนังสือแล้วผมผิดจริง แต่ว่าจะมาพาล เนียน เรื่องไม่ช่วยแจกข้อสอบนี่ ไม่รู้นะ ผมว่ามันงี่เง่า

รับความจริงกันอย่างสองอย่างนะครับ

  • ใช่ ผมไปถึงห้องสอบ “ช้า” (คือไปถึง 25 นาทีก่อนสอบ แทนที่จะ 30 นาทีก่อนสอบเป็นอย่างน้อย)
  • แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราใช้ระบบที่ว่า ให้ไป check ห้องข้อสอบก่อน ถ้าข้อสอบยังอยู่ ก็ให้รับไปแจก … ยังไงๆ มันก็จะมีกรรมการเพียงท่านเดียวเท่านั้นจากทั้งหมดที่ “ไปถึงเป็นคนแรก” (ยกเว้นจะไปรับข้อสอบด้วยกัน)
  • นั่นแปลว่า สำหรับกรรมการท่านนั้นแล้ว ท่านอื่นก็ช้าหมดน่ะแหละครับ และกรรมการท่านอื่นจะไปช่วยท่านแจกข้อสอบได้แค่ไหน ขึ้นกับว่าเค้าจะมาเร็วแค่ไหนแล้ว

ผมถือว่า การที่ผมได้ไปช่วยแจกข้อสอบทั้งสิ้น 4 แถวจาก 14 แถว ผมถือว่าผมก็ได้ช่วยตามที่ผมควรจะได้ช่วยแล้ว

ไม่รู้สิครับ รู้แต่ว่า เซ็ง เรื่องแบบนี้ อีกแล้ว ตั้งแต่เช้าเลย

December 2008
M T W T F S S
« Nov    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031