คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายที่รอคอย #7: “The Sunshine I’ve Waited”

เรื่องเล่า ที่เรียบเรียงจากเรื่องจริงของผม และว่าที่เจ้าสาว คุณวัชรพรรณ โล่ห์ทองคำ ตอนที่ 7

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 10 กันยายน 2555

ความเดิม

05-06/2012: แสงตะวันที่ฉันรอคอย (The Sunshine I’ve Waited)

“หาก ‘ความรัก’ คือความรู้สึกแบบนี้ …. ที่ผ่านมาเราทั้งสองก็ไม่เคยรู้จักกับมันเลย”

หลังจากที่เรากลับมาจากเกาหลี ชีวิตของเราสองคนก็เปลี่ยนไปอย่างมากจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่แทบไม่เคยที่จะได้เจอกัน ในวัฏจักรที่เหมือนไม่รู้จบสิ้นของอาการคนหนึ่งอยากเจอ อีกคนบ่ายเบี่ยง แล้วก็กลับไปนั่งเหงาอยู่คนเดียวที่คอนโด จนกระทั่งคนหนึ่งเริ่มรู้สึกท้อและอยากถอย แต่คนที่นั่งเหงานั่งคอยก็ตามกลับมา … ทั้งที่ลึกๆ ในใจแล้วต่างก็รักกันมาตลอด และต่างก็รอคอยกันมาตลอด แต่ก็ปฏิเสธหัวใจตัวเองมาตลอดเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผลเงื่อนไขต่างๆ นานาในชีวิต …

ชีวิตของเราสองคนกลายมาเป็นสิ่งที่เราเห็นตรงกันว่า มันน่าจะเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ก็คือ เราคุยกันได้ตรงๆ บอกความต้องการจากหัวใจของตัวเองได้ตรงๆ และเมื่อไหร่ที่เราเจอกัน เราแค่มองตากันก็แทบจะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงอยู่ ไม่ต้องพูดไม่ต้องถามไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น หากจะมีการถามอะไร ก็เพียงแต่ต้องการได้ยินสิ่งที่หัวใจมันรู้อยู่แล้ว และสายตามันสะท้อนอยู่แล้ว ก็เท่านั้น

เราเจอกันทุกวัน ทุกวัน และทุกวัน ถึงผมจะทำงานที่ ม.ศิลปากร นครปฐม เป็นหลัก (บางวันอาจจะอยู่โฮมออฟฟิศที่นนทบุรี) และมีนจะทำงานอยู่นอร์ธปาร์ค หลักสี่ กรุงเทพ เราก็ยังเจอกันทุกวัน กินข้าวกันทุกเย็น หาเวลาอยู่ด้วยกันตลอดเท่าที่จะทำได้

การได้เจออีกคนหนึ่งตอนเย็น การจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันแม้เพียงเล็กน้อยในตอนค่ำ กลายเป็นเหตุผลสำคัญเพียงข้อเดียวที่เราลืมตาตื่นขึ้นมาตอนเช้า การได้เจอกันในวันรุ่งขึ้น เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้คำว่า “วันพรุ่งนี้” ยังมีความหมายกับชีวิตเราสองคน แค่เพียงได้เจอกัน แค่เพียงมีกันและกัน ชีวิตเราคงไม่ต้องการอะไรมากมายไปกว่านี้อีกแล้ว

เบอร์โทรศัพท์มีน เปลี่ยนจากเบอร์ที่ผมอยากโทรหาที่สุด แต่ทำใจกดโทรออกยากที่สุด กลายมาเป็นเบอร์ที่ผมกดโทรหาบ่อยที่สุด โทรหาแทบจะตลอดเวลาและทุกครั้งที่มีโอกาส … แต่ว่าโอกาสที่ว่านั้นก็ไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่ เพราะมีนจะเป็นคนโทรมาหาผมเองมากกว่า มีนจะโทรมาหาทุกเช้า ทุกเที่ยง ทุกเย็นก่อนเจอกัน และก่อนนอน บ่อยครั้งที่เราแทบจะกดโทรศัพท์หากันพร้อมกัน นี่ยังไม่นับถึงข้อความนับร้อยข้อความถูกส่งไปส่งมาระหว่างกันและกันในแต่ละวัน

แต่ไม่ว่าจะติดต่อกันเท่าไหร่ เจอกันบ่อยแค่ไหน ก็ไม่เพียงพอที่ใจอยากจะได้ … ก็มันควรจะเป็นได้แบบนี้มาตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว … หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ตั้งแต่เราต่างคนต่างสามารถกลับเข้ามาในชีวิตของกันและกันได้ ทำไมเราไม่ยอมเปิดใจคุยกัน ทำไมเราต้องทำตรงข้ามกับใจด้วย

วันหนึ่ง มีนกดเพลง “ให้รักเดินทางมาเจอกัน” ให้ผมฟังจากมือถือ … มันช่างเหมือนกับความรู้สึกของเราสองคนมากจริงๆ

ต้นเหตุของความเสียใจก็คือความจริงที่สองเราไม่พูดกัน
ไม่เคยจะมองตากันได้แต่คิดและทำอะไรไปตามต้องการโดยไม่สนใคร

ต้นเหตุของรอยน้ำตาไม่เคยเยียวยารักษาด้วยความเข้าใจ
มันเป็นเพราะความไม่รู้ไม่เคยดูให้ลึกลงไปข้างในหัวใจ
ได้แต่ทนเก็บไว้ผิดอะไรไม่เคยคิดถาม

เมื่อไหร่จะเข้าใจเมื่อไหร่จะรักกัน
หากเราทั้งสองไม่ยอมเปิดใจ
ให้คำว่ารักเดินทางมาเจอกัน
เมื่อไหร่จะเข้าใจได้ไหมคนดีช่วยพังทลายกำแพงที่มี
ให้ใจของเรามีวันที่ดีที่สวยงาม

จากผมคนที่เคยกลัว กลัวว่ามีนจะไม่รัก กลัวว่ามีนจะไม่ชอบ กลัวว่าตัวเองไม่ดีพอ ทำให้ไม่กล้าที่จะคุยด้วย และจากมีนคนที่เคยมีปมว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับอีกคนหนึ่งหรือ เธอจึงต้องไม่คุยกับฉัน และทำห่างเหินกับฉันตลอดเวลาที่ผ่านมา กลายมาเป็นคนที่เริ่มมั่นใจในตัวเองขึ้นมาได้มากขึ้นเรื่อยๆ และที่เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะอยู่ดีๆ มันรู้สึกมั่นใจตัวเองขึ้นมาเฉยๆ แต่เป็นเพราะเวลามองตาอีกคนหนึ่ง แล้วรับรู้ความรู้สึกของความรักที่มันถูกเก็บซ่อนมาตลอด 18 ปี ทีมันล้นออกมาจนไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน เหมือนกันทั้งคู่ต่างหาก

แม้แต่สิ่งที่เราสองคนกลัวมากที่สุดในขณะนั้น ก็คือทั้งที่รักกันขนาดนั้น แต่จะเข้ากันได้มั้ย ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการศึกษาซึ่งกันและกัน ถ้ามีเรื่องที่เข้ากันไม่ได้ หรือชอบไม่ตรงกัน และบังเอิญดันเป็นเรื่องสำคัญของความรัก ของชีวิตที่อาจจะต้องอยู่คู่กันต่อไปล่ะ … ก็กลับกลายเป็นว่า เราสองคนเข้ากันได้ดีมากอย่างน่าประหลาดในแทบทุกเรื่อง เราสองคนมีลักษณะพื้นฐานที่เหมือนกันในเรื่องที่ควรเหมือน (เมื่อเปิดใจคุยกันได้แล้ว) และต่างกันในเรื่องที่ควรต่าง ตัวอย่างเช่น ไม่ว่าจะเป็นการที่เราทั้งสองคนเป็นคนที่อะไรก็ได้ง่ายๆ ไม่เรื่องมาก กันทั้งคู่ แต่ผมจะเป็นคนมองเห็นภาพรวมในเรื่องที่มีนเป็นคนเห็นรายละเอียด แต่เป็นคนที่ละเอียดในเรื่องที่มีนเห็นภาพรวมๆ ทำให้เราไม่ต้องเถียงกันหรือทะเลาะกันในเรื่องของรายละเอียดที่ไม่ตรงกัน แต่มันเสริมกันได้ทั้งคู่ในแทบทุกจุด …. เท่านั้นไม่พอ รสนิยมและความชอบต่างๆ ของเรามันช่างตรงกัน ตรงกัน และตรงกัน แบบไม่น่าเชื่อเลย จนแทบจะเรียกได้ว่า ไม่ต้องมองตา ก็รู้ใจกันได้ ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

และนับวัน ความรู้สึกของเราที่มีมาตั้งแต่กลับมาจากเกาหลี มันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นๆ ทุกทีๆ


“ใช่แล้วล่ะ”
“คนนี้แหละ ที่รอคอยมานานแสนนาน”
“คนนี้แหละ ที่เราอยากจะใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดของชีวิตกับเค้า”
……..
“คนนี้แหละ คือความสุขของชีวิต”

ในขณะที่หลายคนอาจจะเห็นว่า เพิ่งรู้จักกัน เพิ่งคบกัน ลองดูใจกันไปอีกหน่อยจะดีไหม ลองใช้เวลาหลายๆ เดือน หลายๆ ปี เหมือนคนนั้นคนนี้ไหม … ผมกลับไม่คิดเช่นนั้นเลยมาตั้งแต่ต้น

ในการบรรยายวิชาการครั้งแรกของผม กับเรื่อง “Calculus in Love” เมื่อกว่า 10 ปีก่อน ซึ่งผมได้อธิบายการเปลี่ยนแปลงของความรัก โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ผมถนัดที่สุด ผมเคยพูดเอาไว้ว่า

“เวลาไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เวลาเป็นเพียงแค่ตัวสำคัญที่เชื่อมโยงจากเหตุไปหาผล เชื่อมจากสิ่งที่เราทำหรือไม่ทำ ไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราตัดสินใจต่างหาก ที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่ากาลเวลา”

ผมชอบยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า คนสองคนที่ไม่ว่าจะรักกันหรือไม่รักกัน นั่งอยู่ในห้องไม่คุยกัน 10 ปี ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน คนสองคนไม่รักกัน นั่งอยู่ในห้อง 3 เดือน แต่คุยกันทุกวัน ก็อาจจะรักกันได้ แต่ถ้าคนสองคนรักกัน นั่งอยู่ในห้องและคุยกัน แค่เพียงวันเดียวก็อาจจะกลายเป็นคู่รักกันไปได้เลย … นั่นคือ เวลาไม่มีผลอะไรเท่าที่หลายคนคิด สิ่งที่สำคัญและมีค่าคือต้นทุนทางจิตใจ และการกระทำที่จะสื่อสารมันออกมาต่างหาก

ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งอาจดูเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ในความรู้สึกของใครหลายๆ คน มันมีเรื่องอะไรต่างๆ เกิดขึ้นมากมายระหว่างผมและมีน มันเป็นช่วง “จีบกัน” (ช่วงโปรโมชั่น หรือที่ผมชอบอ่านว่า “ช่วงโปรโมทฉัน”) ที่แปลกที่สุดที่ผมเคยรู้จักมา คือเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความไม่เข้าใจ เป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความสับสน ความทรมาน ความทุกข์ของความไม่แน่นอน อันเกิดจากความกลัว ปมต่างๆ และธรรมชาติของเราสองคนเอง ที่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้ทั้งคู่ …. และยิ่งช่วงโปรโมชั่นมันยิ่งแย่เท่าไหร่ เรากลับยิ่งเข้าใจกันมากขึ้นๆ ทุกที เพราะสุดท้ายเมื่ออีกคนแสดงท่าทางจะไป เราก็ต้องยอมพูดความจริงของหัวใจออกมาดังๆ

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นในช่วงนั้น บวกกับเวลาช่วงสั้นๆ ที่เกิดขึ้นตอนที่ไปเกาหลี เป็นเพียงเหตุการณ์สุดท้าย ในเรื่องราวของความรักและความรู้สึกที่มันมากมายมหาศาล … ต้นทุนทางความรู้สึกที่เรามีให้กัน ที่เราสะสมมา 18 ปี …..
… ตั้งแต่ที่มีนเริ่มถามเพื่อนเค้าว่าเด็กที่เข้ามาเรียนใหม่เป็นใคร
… ตั้งแต่ที่ผมเห็นรอยยิ้มครั้งนั้นที่ระเบียง
… ตั้งแต่วันที่ผมขอเดินไปส่งที่สถานีรถไฟ
… ตั้งแต่วันที่เราถ่ายรูปคู่กันเป็นครั้งแรก สมัยเรียน ม.ต้น
… ตั้งแต่ช่วงที่เห็นหน้ากันทุกวัน แต่ไม่เคยคุยกันทั้งๆ ที่ใจอยากจะคุย อยากให้อีกคนสนใจ สมัยที่เรียน ม.ปลาย
… ตั้งแต่ช่วงเวลาแสนสั้นที่แสนมีความสุข เมื่อเราติดต่อกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
… ตั้งแต่ช่วงเวลาของการตามหา การรอคอย การปิดขังหัวใจ มานับสิบปี …
… ตั้งแต่เราได้กลับมาเจอกันใหม่อีกครั้ง …

ต้นทุนทางความรู้สึกที่มากมายนี้ กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากความรักและความไม่เข้าใจ ที่ครอบงำด้วยความกลัว ให้กลายมาเป็นชีวิตที่มีความสุขที่มีคนที่รักและเข้าใจอยู่ใกล้ๆ คนที่ใช่ทุกอย่าง อย่างที่ปฏิเสธความรู้สึกใดๆ ไม่ได้

เมื่อเรายิ่งเจอกันทุกๆ วัน และได้แสดงออกถึงความรัก ความห่วงใย ความคิดถึง ความโหยหาที่เหมือนกับอยากชดเชยสิ่งที่เป็นมาตลอดชีวิต มันยิ่งตอกย้ำทุกสิ่งทุกอย่างมากขึ้นๆ …

กาลเวลา ก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เมื่อมันพาเรามาถึงวันที่เป็นผลจากทุกสิ่งทุกอย่าง

ชีวิตของเราทั้งสองคน ต่างเจอวิญญาณอีกครึ่งดวงที่ขาดหายไป คนที่จะทำให้ชีวิตได้เป็นอย่างที่มันถูกสร้างมาให้เป็น เรารู้สึกตรงกันว่า อีกคนหนึ่งคือความสุขเดียวในชีวิต และเราต้องการที่จะมีชีวิตต่อไป โดยมีอีกคนหนึ่งอยู่ด้วย จนกระทั่งวันเวลาสุดท้ายของลมหายใจจะมาถึง

ในวันหนึ่ง … วันที่ไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น ผมขับรถไปส่งมีนที่คอนโดของเธอ ณ ลานจอดรถซึ่งไม่มีอะไรโรแมนติก ไม่มีบรรยากาศให้ชวนฝันใดๆ … มีแต่ความรู้สึกในใจ ที่มันล้นออกมาในสายตา และสัมผัสของมือที่กุมกันอยู่ บรรยากาศข้างนอกน่ะช่างมันปะไร แต่บรรยากาศในใจมันเรียกร้องเหลือเกิน …. น้ำตาผมเริ่มที่จะคลอตา กับความรู้สึกที่สะสมบ่มเพาะมานานถึง 18 ปี เมื่อผมก็พูดว่า

“มีนครับ … แต่งงานกับผมนะที่รัก”

ผมเห็นทั้งรอยยิ้มและน้ำตา อาบอยู่บนหน้าผู้หญิงคนที่รักที่สุด คนที่เป็นคนแรกของหัวใจ และคนสุดท้ายที่ผมรอคอยมานานแสนนาน หัวใจผมมันรับรู้คำตอบของเธอคนนี้ก่อนที่เธอจะตอบอะไรออกมาเสียอีก … แต่ถึงกระนั้น มันก็ไม่ได้เสี้ยวเลยกับความรู้สึกที่เธอจับมือผมไว้แน่น และตอบเบาๆ ว่า

“ค่ะ .. ที่รักของมีน”

(จบตอน … ตอนต่อไปคือตอนอวสาน)

Post Navigation