My Leica Story [1]: The M8

[อัพเดท: 09/24/2013] เพิ่มเรื่องเสียงชัตเตอร์ เพิ่มรูป เปลี่ยนตำแหน่งรูป แก้คำผิด
[อัพเดท: 09/25/2013] เปลี่ยนรูป
[อัพเดท: 09/30/2013] เพิ่มลิงค์ไปตอนต่อไป ท้ายเรื่อง


บทความชุดนี้ “ไม่ใช่รีวิว” แต่เป็น “เรื่องราว” แบบย่อๆ ของตัวผมเองกับ Leica Digital ตั้งแต่ M8, M9 และต่อด้วย Impression สั้นๆ ที่อาจจะไม่สั้นเท่าไหร่แบบก้ำกึ่งรีวิวของ “Leica M” (Typ 240) ที่ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนอะไรถึงมันเลย จนกระทั่งใช้เจ้า M (240) ไปอีกระยะหนึ่ง ให้แน่ใจว่าพอจะเขียนได้ซะก่อน แล้วค่อยเขียน … แต่ต้องบอกว่า “ไม่เขียนไม่ได้แล้ว”

แต่ก่อนที่จะเริ่มเขียนถึง M (240) นี่ผมอยากจะเล่าเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของผมกับ Leica M ซะหน่อย ว่ามันเป็นมายังไง หลวมตัวมาเล่นได้ยังไง ฯลฯ .. อีกอย่าง ผมใช้ Leica M8 มาหลายปี ทุกวันนี้เป็นกล้องที่เก่าที่สุดในตู้เก็บกล้อง และเป็นกล้องที่ผมรักที่สุดในตู้ แต่ผมไม่เคยเขียนอะไรถึงมันเลย อย่างมากก็แค่พูดถึงนิดหน่อยในบทความต่างๆ เท่านั้น เพราะอะไรยังงั้นเหรอ … ในบทความนี้มีคำเฉลยครับ


IMG_5045.jpg

Leica M8 — ถ่ายจากกล้องคอมแพคที่ดีที่สุด ;-)

อีกครั้งหนึ่งนะครับ … นี่ไม่ใช่ “รีวิว” ถ้าไม่ชอบบทความอารมณ์ “เล่าเรื่องราว” ก็ข้ามไปนะครับ อย่ากดเข้าไปอ่านต่อ :-)


Disclaimer เกี่ยวกับรูปถ่าย: ทุกรูปที่ลงในบทความนี้ ไม่มีรูปไหนที่ “จบหลังกล้อง” ทุกรูปถ่ายเป็น RAW และมีการทำต่อใน Lightroom เพื่อให้เห็นผลจากการใช้งานจริงในแบบ Real-World Usage ไม่ใช่เน้นแบบ Lab-Test รูปทั้งหมดสามารถดูรูปใหญ่ได้ที่ Flickr ซึ่งผมลงไว้ที่ Photoset: [Compilation] Leica M8/M9 อยากรู้ว่าภาพไหนใช้ตัวไหนถ่าย ดูข้อมูลได้จากลายน้ำในรูปเลยครับ ซึ่งสำหรับ Photoset บน Flickr นั้นจะมีการลงรูปเพิ่มเติมเรื่อยๆ ด้วยครับ


Prelude


L9992122.jpg

เจ้าไอโฟนตอนยังเป็นลูกหมา หน้าตากวนโอ๊ยมาก แถมแทะขาโต๊ะทั้งวัน

ในปี 2008 ผมเริ่มสนใจการถ่ายรูปจริงจังมากขึ้น เริ่มอ่านโน่นอ่านนี่เล่นบนเน็ตเกี่ยวกับการถ่ายรูปมากขึ้น เล่นอุปกรณ์มากขึ้น เปลี่ยนกล้อง Nikon รวมถึงเลนส์ไปหลายต่อหลายตัว แทนที่จะจมอยู่กับเลนส์คิทตัวเดียวเหมือนที่ทำมาตลอด วันหนึ่งถ้าผมจำไม่ผิด … ผมโพสท์อัลบั้มที่ผมไปเดินถ่ายรูปเล่นที่แถวท่าพระจันทร์ลงใน Multiply ซึ่งภาพมันออกแนว Street Photography แล้วก็มีคนคอมเมนท์มาแบบขำๆ ว่า “ถ้าชอบ Street น่าจะลองเล่น Leica บ้างนะ”

นั่นเป็นชื่อที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ก็เลยลองหาอะไรอ่านจากเน็ต และผมก็ได้รู้จักกับกล้องแบบ “Rangefinder” (RF) และแบรนด์ที่ผมก็เพิ่งจะได้เห็นวันนั้น นั่นก็คือ “Leica”


L9990757.jpg

มื้อเช้าร้อนๆ … รูปจาก M8 ค่อนข้างให้อารมณ์ “ฟิล์ม” มากๆ
สถานที่: ปางอุ๋ง

ด้วยความที่เป็นคนชอบอะไรที่แตกต่างที่ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ แต่เป็นการทำงาน การใช้งาน ปรัชญาพื้นฐาน ฯลฯ เป็นทุนเดิม (เมื่อก่อนถึงชอบหา Operating System ใหม่ๆ มาลองตลอด ทุกวันนี้ก็ยังหัดเขียนภาษาโปรแกรมใหม่ๆ ทุกครึ่งปี) ก็เลยยิ่งสนใจ Rangefinder และ Leica มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยราคาที่แพงมาก ก็เลยยังได้แค่อ่านและดูรูปจาก Flickr บ้างตามเว็บคนถ่ายรูปคนโน้นคนนี้บ้าง


L9990109.jpg

บันไดเลื่อน

จริงๆ ก็ลองดูทางเลือกอื่นนะ ว่าถ้าจะเล่น Rangefinder จะมีตัวเลือกอะไรบ้าง ก็พบว่ามี Epson R-D1 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Epson และ Cosina Voigtlander ซึ่งออกมาก่อน M8 เสียอีก (เป็น Digital Rangefinder ตัวแรกเลยนะนั่น) ใช้เซ็นเซอร์ 6MP ตัวคูณ 1.5 รุ่นๆ เดียวกับ Nikon D100 (เก่ากว่า D70 นิดหน่อย) …. ซึ่งราคาก็ใช่ย่อยเหมือนกัน แถมหายากในเมืองไทยอีก ก็… ผ่านไป

อีกทางเลือกหนึ่งก็เล่นฟิล์มไปเลย ซึ่งก็ไม่ใช่ทางเลือกที่น่าสนใจเท่าไหร่อยู่ดี (ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นผมอาจจะลองเล่นฟิล์มนะ ที่โน่นยังหาที่ล้างฟิล์ม สแกนฟิล์มหรืออัดรูปค่อนข้างง่าย และคนยังเล่นฟิล์มกันเยอะ จริงๆ แล้ว R-D1 ก็ทำเพื่อตลาดญี่ปุ่นเป็นหลัก รวมถึงกล้องฟิล์ม Rangefinder อีกหลายตัวของ Cosina Voigtlander ด้วย


L9992745.jpg

บันไดไม่เลื่อน

นับวันผมก็ยิ่งอ่านยิ่งหาข้อมูลเกี่ยวกับ RF มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Leica Digital ซึ่งตอนนั้นก็คือรุ่น M8 ที่บรรดาคนที่รัก Leica คนใช้ Leica และแน่นอนรวมถึง “สาวก” Leica ก็จะหาข้อดีมาชมไม่ขาดปาก แม้จะมีการเขียนถึงข้อเสียมากมายมหาศาล (แบบเทียบกับ Canon ให้เห็นจะๆ เลยว่าสู้ไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะเรื่อง White Balance นี่ต่างกันฟ้าเหว ฯลฯ) แต่ผมก็ยังสนใจอยู่ดี … และปกติผมเป็นคนอ่านทั้ง Review, Impression, User Story, User Real-World Experience แบบนี้หมดเว็บ เท่าที่จะอ่านออก ก็เยอะพอสมควรล่ะ


L9990459.jpg

Enjoying Ice-Cream

บางคนอาจจะบอกว่าผมโดยพลังจุดแดงเข้าไป หรือจุดแดงมันมีพลังพิเศษก็ได้ล่ะมั้ง แต่ที่จริงก็คือผมรู้สึกว่าขนาดมีข้อเสียเชิงเทคนิคอะไรหลายอย่างมันเยอะขนาดนั้น ข้อจำกัดที่ยังไงๆ เราก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นข้อดีได้ยังไงเยอะขนาดนั้น ทำไมยังมีคนชื่นชอบได้ขนาดนั้นอยู่ล่ะ มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ถ้าไม่สัมผัสเองจริงๆ ไม่มีทางรู้ (มีพลังอะไรบาง….ที่เรามองไม่เห็นอยู่….ก็เป็นได้)

ถึงขนาดซื้อ Panasonic LX3 มาเล่น เพราะว่าส่วนหนึ่งมันใช้เลนส์ Leica (ถึงจะไม่ใช่ Leica แท้ๆ เพราะว่าเลนส์ออกแบบโดย Leica และทำโดย Panasonic) และมันเป็นกล้องตัวเดียวกับ Leica D-Lux4 (ยังเขียน Blog เลยว่า “ในที่สุดก็มี Leica กับเค้า”)


L9992845.jpg

Simple Landscape
สถานที่: Middle of Nowhere

วันหนึ่งช่วงต้นปี 2009 ในเว็บ Thaidphoto.com ที่ผมเข้าไปแวะอ่านบอร์ดซื้อขายสินค้ามือสอง มีคนประกาศขาย Leica M8 พร้อมเลนส์ 35mm f/2.5 Summarit ผมก็เลยติดต่อไปเพื่อนัดดูของที่ Siam Paragon และก็ได้ลองเล่น Leica จริงๆ เป็นครั้งแรก … จากนั้น เงินในกระเป๋าก็เบาไป พร้อมกับได้กล้องที่ใช้งานโคตรยาก ถ่ายรูปยังไงก็ไม่สวย กลับมาบ้านหนึ่งตัว

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของผมกับการใช้งานกล้อง Leica M8 … ซึ่งเป็นกล้องที่เก่าที่สุดตู้เก็บของเล่นของผมตอนนี้ (M8 เป็นกล้องปี 2006 และผมซื้อมาตอนต้นปี 2009 — ถ้าเป็น DSLR ตอนนั้นผมยังใช้ D80/D300 อยู่เลยมั้ง)


L9991393.jpg

Close-Range Sniper
สถานที่: สะพานมอญ สังขละบุรี

The M8

ความรู้สึกแรกที่มีกับ M8 คือ “หนัก” ครับ มันหนักกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย เรียกได้ว่ากับที่เคยๆ อ่านมาว่ามันเล็ก เบา ฯลฯ นี่รู้สึกเลยว่า “เนี่ยอ่ะนะ?” อาจจะเพราะว่าวันนี้มันมีกล้องที่เล็กกว่านั้น เบากว่านั้น เยอะแยะมากมายแล้ว แต่ “สิ่งที่พูดติดปากกันมาตั้งแต่อดีต” มันยังอยู่กับปากคนในปัจจุบัน (ไว้วันหลังจะเขียนเรื่องนี้ละเอียดๆ)

ถัดมาคือ “ยังกับรถถัง” ก็แน่นอน มันเป็นเหล็กแทบจะล้วนๆ เรียกว่าเอาไปเป็นอาวุธทุบหัวคนคงพอจะได้ แล้วก็ “โบราณ” และ “เรียบง่าย” ต่างจากพวก DSLR อย่างชัดเจน เพราะมันมีปุ่มควบคุมภายนอกแค่ไม่กี่ปุ่ม เมนูก็สั้นๆ ง่ายๆ ไม่มีอะไรเยอะ


L9991432.jpg

บนสะพานมอญ (ซึ่งปัจจุบันโดนน้ำซัดพังไปแล้ว)

ความเรียบง่ายที่หาแทบไม่ได้จากกล้องสมัยใหม่ ที่ชอบฝังทุกอย่างไว้ในเมนู หรือการควบคุมที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์หมด ก็คือการควบคุมปัจจัยพื้นฐานในการถ่ายรูป 2 ตัว คือ รูรับแสง (Aperture) และความไวชัตเตอร์ (Shutter Speed) ได้โดยตรงจากตัวเลนส์และกล้อง และสำหรับ M8 จะมีโหมด Aperture-Priority ให้ใช้ได้ เพราะว่ามีความไวชัตเตอร์ “Auto” ซึ่งกล้องจะตั้งให้เองตามแสงที่วัดได้ แต่ไม่มีโหมด Shutter-Priority นะ เพราะกล้องไม่มีวิธีการควบคุมรูรับแสงบนเลนส์ได้ ก็ต้องใช้ Manual ไปเลย


L9990772.jpg

สาวกะเหรี่ยงทอผ้า

แต่มันก็ไม่ยากเท่าไหร่ เพราะว่ามันจะมันจะมีสัญลักษณ์บอกว่าตอนนี้เรา Over หรือ Underexpose อยู่ ซึ่งมันจะบอกแค่นั้น ไม่บอกว่ามากหรือน้อยนะ ก็เลื่อนๆ หาไปจนกว่าจะเจอเอง (จนบางทีถ่ายออกมาดู จากนั้นปรับแบบกะๆ เอา จะเร็วกว่าด้วยซ้ำ … ด้วยความที่มันเป็น Digital)

พูดถึงระบบวัดแสง M8 จัดได้ว่าค่อนข้างจะ Primitive มากเมื่อเทียบกับกล้อง DSLR รุ่นๆ เดียวกัน เพราะว่ายังใช้วิธีแถบวัดแสงง่ายๆ หลังเลนส์ ว่าแสงตกกระทบแถบนี้เท่าไหร่ และวัดแบบ Center-Weight เท่านั้น (ด้วยธรรมชาติของกล้อง Rangefinder คงจะวัดแบบอื่นยากอยู่)


L9992180.jpg

ห้องเรียนว่างเปล่า

สุดท้ายคือเรื่องเสียงชัตเตอร์ อ่านมาเยอะแยะมากมายว่า Leica มันเงียบอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอลองกดแล้ว … ไม่เลย ไม่เงียบเลยสักนิด ดังมากไม่ต่างจาก DSLR เท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ (แต่ลักษณะเสียงต่างกันชัดเจน) ลำพังแค่เสียงชัตเตอร์น่ะไม่ดังหรอก แต่เสียงการ Recock ชัตเตอร์ซึ่งตามมาเนี่ยสิ ดังมาก ดังยาว .. เป็นเสียงแบบ “ฉับ ปรื๊ดดดดดดดดดดดด” อารมณ์นี้ ตรง “ฉับ” น่ะไม่ดังเท่าไหร่ แต่ที่ตามมาน่ะแหละ


L9990771.jpg

เด็กชาวกะเหรี่ยง

ใครบอกว่า “Leica เสียงเบา เงียบ คนไม่รู้หรอกว่าถ่ายอยู่” ประโยคนี้ไม่จริงเลยกับ M8 ครับ ดังมาก … แต่ต่อมา Leica ก็ออก Firmware ให้มี Discreet Mode ซึ่งจะยังไม่ Recock ชัตเตอร์จนกระทั่งเราปล่อยปุ่มชัตเตอร์ นั่นก็คือว่าค้างแค่ “ฉับ” ไว้ก่อน แล้วเดินไปที่อื่นค่อยปล่อยชัตเตอร์ให้มัน “ปรื๊ดดดดดดดดดดดด” ทีหลัง

ถ้าอยากได้ “เงียบสนิท” ก็กล้องคอมแพคหรือ Mirrorless แบบที่ใช้ Live View เป็นหลัก โดยเฉพาะพวกที่ใช้ Electronic Shutter ดีกว่าครับ เงียบกว่าเยอะ


L9991999.jpg

เงาสะท้อนในกระจก

The Weak Technical Side

มาเรื่องเชิงเทคนิคกันบ้าง ผมยืนยันได้ว่าสิ่งที่ผมอ่านมาเกี่ยวกับ M8 นั้นเป็นจริงแทบทั้งหมด เพราะมันเป็นกล้องที่มีข้อจำกัดทางเทคนิคมาก ปัญหายิบย่อยเยอะแยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มันไม่มี IR Filter ที่เซ็นเซอร์รับภาพเหมือนกับกล้องตัวอื่นๆ ทำให้มันมี IR Sensitivity ประหลาดๆ ซึ่งส่งผลกับภาพพอสมควร (ทำให้เสื้อผ้าสีดำกลายเป็นสีออกม่วง ถ้าถ่ายในที่แสงอาทิตย์เยอะๆ)

เรื่อง IR Sensitivity มีผลมากพอควรเลยล่ะครับกับการถ่ายภาพสี ตัวอย่างต่อไปนี้จะเห็นค่อนข้างชัด เพราะว่าถ่ายจากงานศพ ที่ทุกคนแต่งขาว-ดำหมด แต่พอใช้ M8 ถ่ายแล้วมันจะกลายเป็นแฟชั่นโทนม่วงหลากสีทันที (บอกไม่ได้อีกว่าม่วงขนาดไหน ขึ้นกับผ้า สังเกตได้จากรูป)


L9991610.jpg

Black is the new Purple, for the M8

ซึ่งตรงนี้ทำให้ Leica ต้องออกมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการออก IR-Cut Filter สำหรับเลนส์ต่างๆ ให้มาใส่หน้าเลนส์แทน และ Leica ก็จะให้ Filter นี้ฟรี 2 ตัวกับคนที่ซื้อ M8 ไป (ซึ่งเนื่องจากผมซื้อต่อจากคนอื่นมาอีกที ก็รับต่อมาด้วยทั้ง 2 ตัว)

แต่สำหรับคนที่ชอบถ่ายขาวดำ ก็คงจะชอบ เพราะว่าการที่มันไม่เห็นสีดำเป็นสีดำแบบนี้ ก็จะทำให้เห็นรายละเอียดในส่วนที่เป็นสีดำได้ง่ายขึ้น ไม่โดนตัด (Black Clipping) ออกไปหมดจนดำเป็นผืนเดียวกันไปหมดเหมือนกับกล้องหลายๆ ตัวในยุคเดียวกัน

ดังนั้นสำหรับเลนส์ที่เราไม่มี IR Cut Filter ที่ว่า และไม่อยากซื้อเพราะมันแพง เราก็เอามาถ่ายขาวดำแทน


L9991610.jpg

รูปก่อนหน้านี้ ทำเป็นขาวดำแบบตรงๆ (ลด Saturation ทั้งหมด แค่นั้น)

จะเห็นว่ารายละเอียดในส่วนของ Mid-tone ของชุดสีดำต่างๆ ค่อนข้างจะดีมากเลย โดยยังไม่ต้องทำอะไรกับมันมากมายเท่าไหร่ ดังนั้นหลายคนก็เลยใช้ M8 ถ่ายขาวดำเป็นหลัก … ไม่ก็หัดทำรูปให้สีแปลกๆ จะได้ดูไม่มีปัญหาเรื่องพวกนี้ไปซะ อย่างรูปข้างล่างนี่เป็นต้น


Eye contact

The Sole Eye-Contact

ด้วยความที่มันเป็นกล้องที่ใช้ CCD เซ็นเซอร์สมัยปี 2006 ดังนั้นเรื่อง ISO ก็จะเป็นไปตามเทคโนโลยี ถามว่าใช้ได้ประมาณไหน ตัวกล้องน่ะมีให้ใช้ตั้งแต่ 160-2500 แต่อย่าว่าสูงขนาด 2500 เลย แค่ 640 ก็เต็มที่แล้ว (ปกติผมจะไม่ใช้เกิน 320) ดังนั้นการมีเลนส์ไวแสงจึงค่อนข้างจะเป็นเรื่องสำคัญมากๆ แต่เลนส์ Leica มันก็แพงมหาศาลยิ่งกว่าตัวกล้องซะอีก

สำหรับ ISO 640 กับ 1250 นี่ผมเอาไว้ใช้ถ่ายขาวดำ ไม่ก็ต้องเอามาทำแบบแปลกๆ หน่อย เพราะสูงขนาดนั้น คุณภาพของสีที่ได้อยู่ก็แทบจะไม่ไหวแล้ว


L9990252.jpg

Night Street Shopping

สุดท้ายก็ไม่เชิงเป็นประเด็นเชิงเทคนิคหรอก แต่เป็นเรื่องซ่อมบำรุงเวลามีปัญหาอะไรขึ้นมา … เวลามีปัญหาส่งซ่อมทีนึงก็นานจนลืมไปได้เลยว่าเคยมีมันอยู่

ครั้งหนึ่งผมเคยทำตัวกล้องกระแทกกับอะไรสักอย่าง แล้วทำให้ Rangefinder ไม่ตรง โฟกัสคลาดเคลื่อนมาก ก็เลยเอาไปที่ร้านตามใบเสร็จที่เจ้าของเดิมซื้อ ซึ่งทางร้านก็บอกว่ารับเครื่องไว้แล้วก็ส่งไปซ่อมที่เยอรมัน … ใช้เวลา 4 เดือนกว่าแน่ะ กว่าจะกลับมา (ตอนนั้นยังไม่รู้จักร้านชื่อดังแถวบางรัก ซึ่งอาจจะซ่อมให้ได้ ร้านที่เจ้าของเก่าซื้อมาไม่ซ่อมให้ ส่งเยอรมันอย่างเดียว … แต่ถึงจะซ่อมพื้นฐานได้ก็เถอะ เวลาต้องเปลี่ยนอะไหล่อะไรจริงจัง ก็ต้องส่งซ่อมแบบรอคิวนานมากแบบนั้นอยู่ดี)

เล่น Leica ต้องใจเย็น …….


L9992764.jpg

ภาพจาก M8 จากทริปหนึ่งเมื่อปลายปีก่อน

RAW Image from M8

แต่ว่าเรื่องหนึ่งนะ คือไฟล์ RAW ของ M8 (เป็น DNG Format) นี่ยังคงสร้างเซอร์ไพรส์ให้ผมได้เสมอถึงทุกวันนี้ เพราะว่าเนื้อไฟล์ยืดหยุ่นมากเอาเรื่อง ดึงข้อมูลในที่มืดได้มากแบบไม่น่าเชื่อว่ามันจะมาจากเทคโนโลยีที่เก่าขนาดนั้น (และมี JPEG Engine ที่ห่วยมากขนาดนั้น) บางรูปนี่ถ่ายย้อนแสง ออกมาจะเป็น Silhouette อยู่แล้ว ยังดึงรายละเอียดที่อยู่ในที่มืดสนิทออกมาได้แบบไม่น่าเชื่อ ถึงมันจะสู้ไฟล์ใหม่ๆ ไม่ได้แล้วก็ตาม แต่ถ้าคิดว่ามันออกมาในปี 2006 และมีข้อมูลของแสงแบบ 8-bit (เทียบกับ RAW ของกล้องปัจจุบันที่มักเป็น 12-bit หรือ 14-bit) ล่ะก็ ต้องยกนิ้วให้เรื่องหนึ่ง

M8 จึงเป็นกล้องตัวแรกและตัวเดียวที่ผมใช้ RAW-only (ตัวอื่นจะใช้ JPEG เป็นหลัก และใช้ RAW เมื่อยากใช้จริงๆ) ถึงจะต้องเหนื่อยกับการนั่งทำทุกรูป แล้วก็เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะเรื่องของ White Balance นี่ทำใจไว้ได้เลยว่าต้องตั้งใหม่กันเกือบทุกรูป แล้วก็ต้องยกนิ้วให Adobe ด้วย ที่ทำ Lightroom ให้เก่งขึ้นทุกวัน ดังนั้นถ้า LR ออกเวอร์ชั่นใหม่มา และมี Processing แบบใหม่ ก็อาจจะได้ภาพที่ดีขึ้นอีก


L9992582.jpg

มุมที่ไม่ค่อยมหาชน ของวัดพระพุทธบาท สระบุรี
รูปนี้ถ่ายย้อนแสง ฉากหน้ามืด ฟ้าขาว แต่ยังดึงมาได้เยอะ

Photographing with the M8 … or “How The M8 Changed Me”

ภาพที่ผมถ่ายมาจาก M8 บอกได้เลยว่าตอนแรกๆ น่ะ “ห่วยมาก” จนผมมีความรู้สึกเชื่อในบทความเชิงลบทั้งหมดที่อ่านมาอย่างสนิทใจ ถ่ายยังไงก็ออกมาไม่สวยสักที ปัญหาเชิงเทคนิคก็เยอะ …. ยิ่งเปลี่ยนไปใช้ D700 ยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจนหนักเข้าไปอีก เพราะตัวนึงไม่ต้องทำอะไร กดๆ มาก็สวยแล้ว

แต่ว่ายิ่งใช้ ความรู้สึกนั้นมันก็ยิ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมเริ่มเข้าใจชัดขึ้นว่า ไม่ใช่อุปกรณ์มันไม่ดีหรอก แต่ผมเองต่างหากที่ “ถ่ายรูปไม่เป็น”


L9991112.jpg

โคมแดง

แม้ว่าผมจะถ่ายรูปตั้งแต่สมัยกล้องฟิล์ม แต่ก็ไม่ได้หัดถ่ายรูปหรือรู้อะไรกับมันเลย มีแต่กล้องคอมแพคแบบ Auto-Everything เล็กๆ เท่านั้น (บ้านเรามักเรียกว่า “กล้องปัญญาอ่อน”) หลังจากนั้นกล้อง Digital ตัวแรกๆ ก็เป็นคอมแพคแบบโง่ง่ายไม่ต้องคิดเหมือนกัน ถึงจะซื้อ D70 ต่อจากเพื่อน ก็ใช้แต่โหมด P-Auto อย่างเดียว ไม่เคยเล่นกับอย่างอื่น (เรียกว่าใช้มันเป็น “กล้องปัญญาอ่อนแบบไฮโซ” ก็ได้มั้ง) ไม่เคยรู้อะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับการถ่ายรูป ไม่เคยสนใจด้วย

และแน่นอนว่า .. ตอนนั้นผมทำรูปไม่เป็น ไม่อยากถ่าย RAW แล้วมาทำอะไรกับรูป RAW คืออะไรไม่สนใจ สำหรับผมคำว่า “ทำรูป” ในหัวและในความรู้สึกตอนนั้น มันหมายถึง Heavy Manipulation หรือ Heavy Retouching พวกลบตึก เปลี่ยนฟ้า เพิ่มประกายตา ฯลฯ มากกว่าจะเป็นการปรับค่าพื้นฐานของแสงและสี …. อาจจะเพราะรอบๆ ตัวมีแต่เรื่องให้ผมรู้สึกแบบนั้นก็ได้มั้ง


L9992980.jpg

พาหลานๆ ไหว้พระ

วันหนึ่งก็มีแรงบันดาลใจให้อยากถ่ายรูปสวยขึ้นมาบ้าง ก็เริ่มอ่านเว็บ เริ่มรู้เรื่องรูรับแสง เริ่มรู้เรื่อง Aperture-Priority จากนั้นก็เลยเล่นแต่รูรับแสงเนี่ยแหละ ถ่ายชัดตื้นมันอย่างเดียว เอะอะโยนฉากหลังทิ้ง ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น (เลนส์ก็มีแต่คิทตัวเดียวน่ะแหละ ไม่ได้ซื้อเพิ่ม)

จุดเปลี่ยนมันมาถึงตอนที่ผมเปลี่ยนกล้องจาก D70 เป็น D80 … แล้วภาพที่ได้มันสวยขึ้น! เพราะผมถ่าย JPEG อย่างเดียว และ D70 มี JPEG Engine ที่ไม่ดีเลย (แม้ว่า RAW จะยืดหยุ่นพอจะเอามาทำอะไรได้เยอะ) เทียบกับ D80 ที่ดีกว่าเยอะ ทั้ง Image Processing Engine ทั้งเซ็นเซอร์ ทำให้ภาพที่ผมได้จาก D80 นั้นสวยกว่า D70 แบบไม่ต้องเทียบ


L9992304.jpg

Ancient Temple

ประกอบกับบังเอิญวันหนึ่งผมเดินผ่านร้านกล้องแห่งหนึ่ง เห็น AF 50/1.8D ขายไม่แพงนัก เลยซื้อมาลองเล่น เพราะว่าอ่านหนังสือถ่ายรูปแล้วได้ยินเรื่องรูรับแสงกว้าง หรือเลนส์ไวแสง กับการถ่ายรูปคน ฯลฯ แล้วตอนนั้นรู้สึกว่ารูรับแสงกว้างที่สุดบนเลนส์คิทที่มี มันยังละลายหลังไม่พอ รูปออกมาไม่สวยเหมือนคนอื่น … พอลองใช้ดู ก็รู้สึกว่าเลยภาพที่ได้มันสวยขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับเลนส์คิท (ถ่ายคน ถ่ายของรอบโต๊ะ มันละลายหลังได้ เลนส์คิทมันทำไม่ได้)

ทั้งสองเรื่องนี้คือที่มาของจุดเปลี่ยนครับ เพราะมันทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่า การพัฒนาผลลัพธ์หรือรูปที่ได้ วิธีหนึ่งก็คือ “การเปลี่ยนอุปกรณ์” ที่ดีขึ้น … ซึ่งในระยะสั้น มันก็ดูเหมือนกับเป็น “คำตอบ”


L9991555.jpg

สี่เณร ไม่ใช่ สามเณร

ผมเริ่มเล่นอุปกรณ์ถ่ายภาพตั้งแต่ตอนนั้น ใครว่าเลนส์ตัวไหนดี ตัวไหนเป็นแบบไหนก็ต้องหามาลองเล่น ได้ผลลัพธ์ดีขึ้นเล็กน้อยตามเลนส์ หรือแค่เปลี่ยนไป ผมก็ฟินแล้ว รู้สึกว่ามันดีแล้ว แล้วก็กลับมาหาของใหม่ เพื่อให้ภาพมันออกมาดีขึ้นอีกไม่จบไม่สิ้น จนกลายเป็นพวก “บ้าอุปกรณ์” ไปก็ว่าได้ เลนส์ในตู้ทุกวันนี้ค่อนๆ ตู้ ก็มาจากช่วงนั้นทั้งนั้น (แต่ว่ายังใช้อยู่ทุกตัวนะ)

ไม่ใช่แค่เลนส์ที่เปลี่ยนไป ตอนนั้นกล้องจะผ่านมือผมเร็วมาก จาก D80 ไปเป็น D300 ไปเป็น D700 และก็ได้ภาพที่มันดีขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เทคโนโลยีมันดีขึ้น มากกว่าการที่ตัวเองเก่งขึ้น แม้ว่าตัวเองจะเก่งขึ้นบ้างเล็กๆ น้อยๆ จากการถ่ายภาพเยอะขึ้นก็ตาม แต่มันก็น้อยจริงๆ

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับว่าผมเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ไม่สนใจพัฒนา Algorithm การคำนวนให้มันมีประสิทธิภาพดีขึ้น ทำงานเร็วขึ้นเลย แต่เมื่อเครื่องรุ่นใหม่ออกมา CPU รุ่นใหม่ที่ทำงานได้เร็วขึ้นออกมา โปรแกรมผมก็จะทำงานได้เร็วขึ้นเอง ไม่ใช่เพราะว่าเราปรับปรุงมัน แต่เพราะมันทำงานบนเครื่องที่เก่งขึ้นต่างหาก


L9993138.jpg

หมาน้อยกับเจ้าของ

อยากจะสารภาพตามตรงว่า ความอยากลองเล่น Leica M8 ของผม ส่วนหนึ่งก็มาจากความรู้สึกนั้นน่ะแหละ แล้วรูปที่ผมเห็นจากคนที่ใช้มัน ส่วนมากจะสวยๆ ทั้งนั้น … และอยากจะบอกว่า “ไม่ผิดหวังเลย”

Slowing Down. Back to Basic. Let Go.

อย่างที่บอกไปเมื่อครู่ ว่ารูปตอนแรกๆ ที่ผมใช้ M8 ถ่ายนั้น “ไม่ได้เรื่อง” เลยสักนิด วางเฟรมรูปก็ผิดพลาด รูปจะออกมาเป็นยังไง มีชัดตื้นชัดลึกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แถมด้วยลักษณะของการโฟกัสแบบ Rangefinder ทำให้รูปออกมามีจุดโฟกัสที่กลางภาพเป็นส่วนมาก วัดแสงก็ไม่ได้เรื่อง ฯลฯ เทียบกับใช้ D300 ที่แค่เลือกรูรับแสงที่อยากได้ ซูมเลนส์จัดภาพให้ได้อย่างที่อยากได้ กดชัตเตอร์ครึ่งนึง ที่เหลือมันแทบจะจัดการให้เสร็จสรรพ


L9992270.jpg

ดอกบัวบนแท่นบูชาพระกลางแจ้ง

ผมกลายเป็นคนที่ “อยากได้ภาพสวย” อย่าง “โคตรฉาบฉวย” อยากจะพึ่งพาแต่อุปกรณ์มากไป เน้นผลลัพธ์มากกว่าความเข้าใจพื้นฐาน รายละเอียด กระบวนการ หัวใจต่างๆ ของการถ่ายภาพ การควบคุมปัจจัยพื้นฐาน และการปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ฯลฯ แม้กระทั่งการเรียนรู้เกี่ยวกับการถ่ายรูป ก็มีแต่การเรียนรู้เชิงเทคนิคอย่างฉาบฉวยเท่านั้น … เท่านั้นไม่พอ รูปส่วนมากที่ถ่าย แม้จะมีองค์ประกอบ “เชิงเทคนิค” ที่ดี ใช้กล้องดี เลนส์ดี คุณภาพของส่วนที่หลุดโฟกัส (Bokeh) สวยตามเลนส์ที่ใช้ … แต่มัน “น่าเบื่อมาก”

ผมเร่งรีบเกินไป กับการถ่ายรูป … ไม่สิ “กับการได้รูป” .. ณ วันนั้น ผมไม่สนใจเรื่องการ “ถ่ายรูป” ซะด้วยซ้ำ ผมแค่คิดไปเองว่าการได้รูป คือการถ่ายรูป


L9993164.jpg

M8 ยังคงเป็นกล้องที่พาไปเดินเล่นด้วยเสมอๆ เวลาไปไหนมาไหน

พอมาใช้ M8 จริงจัง ผมเริ่มต้องปรับตัวให้มองเห็นภาพที่จะเลนส์จะเห็น ไม่ใช่ภาพที่ผมจะเห็น เริ่มรู้จักปล่อยวางกับความเป๊ะเรื่องการจัดเฟรมของภาพ แต่สนใจเรื่องราวและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในมุมที่เลนส์จะเห็นแทน ต้องค่อยๆ ทำงานอย่างมีขั้นตอน เลือกจุดโฟกัสก่อนว่าจะโฟกัสตรงไหน จากนั้นจัดองค์ประกอบภาพ วัดแสง แล้วค่อยๆ ..​ รอเวลาให้โลกมันเป็นไปของมัน พอมีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นในจุดที่เราสนใจ ก็กดชัตเตอร์


Happy kid

Happy Kid

พูดง่ายๆ ว่า การใช้ M8 มันพาผม Back to Basic ของการถ่ายภาพ ไม่ใช่แค่ในเชิงกระบวนการหรือเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นเรื่องปรัชญาการถ่ายรูปด้วย นั่นก็คือ:

เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป โลกมันใหญ่เกินไปกว่าที่เราจะสังเกตมันได้ทั้งหมด เราเลือกที่จะสังเกตได้แค่จุดเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นของมันตามธรรมชาติ ตามกาลเวลาและเหตุการณ์ต่างๆ เรามีหน้าที่แค่เห็นมันเกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่และเวลานั้นๆ และบันทึกเรื่องราวของโลกนี้ไว้ในภาพๆ หนึ่ง


Smiling merchant

Simple Life and Happiness

น่าประหลาดใจมากนะ พอเรารู้สึกว่าเราต้องควบคุมทุกอย่างน้อยลงแล้วปล่อยทุกอย่างมันเป็นไป เราบังคับคนอื่น (กรณีนี้คือ “กล้องและเลนส์”) ให้เห็นมุมเดียวกับเรา แบบเดียวกับที่เราเห็นเป๊ะๆ น้อยลง เราอยู่กับโลกที่เปลี่ยนไปมากขึ้น และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมันมากขึ้น เราปล่อยวาง เราแค่บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นไว้เท่านั้น …. เรากลับได้รูปที่สวยขึ้น และถ่ายรูปมากขึ้น

นี่แหละนะ คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการถ่ายรูปกับ Leica M8 กล้องที่ทำให้ผม “ถ่ายรูปดีขึ้น” จริงๆ และหลังจากนั้นมาเมื่อไปใช้ตัวอื่น ไม่ว่าจะเป็น Nikon D3s, D800, Fujifilm X100, X-Pro1, X100s, Nikon V1 มุมมองแบบนี้ของผมก็ไม่เปลี่ยนไป เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโลกเท่านั้น ก็ถ่ายรูปเพื่อบันทึกมันไปเรื่อยๆ ในแบบที่มันเป็นและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ …. ผมก็ได้รูปที่สวยขึ้นเรื่อยๆ มากมาย


L9991823.jpg

หนีความวุ่นวาย
สถานที่: ปางอุ๋ง

ผมถ่ายรูปช้าลง ใช้เวลากับการรอ การมองเห็นภาพในใจก่อนที่จะเอากล้องขึ้นมาส่องดูมากขึ้น และเนื่องจากผมมักจะติดเลนส์แค่ 35mm (เทียบเท่ากับประมาณ 48mm บน M8) ไปเพียงตัวเดียว ทำให้เราจะไม่พยายามมองหาในสิ่งที่เลนส์มองไม่เห็นโดยธรรมชาติของมัน แต่จะอยู่กับสิ่งที่มันทำได้และมองในมุมเดียวกับมันให้สวยที่สุด

แล้วผมก็ถ่ายรูปมากชึ้นและเร็วขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะกลับมาอยากได้รูปสวยอย่างฉาบฉวยเหมือนก่อน แต่เป็นเพราะเริ่มทำกระบวนการที่แสนช้านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ฝืนมันมากขึ้น และ … เราเริ่มความสวยงามรอบๆ ตัวตามธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ


L9990837.jpg

Fallen Flower

ด้วยเหตุนี้แหละ M8 จึงเป็นกล้องตัวที่ผมรักมากที่สุดในตู้ และถึงรอบๆ มันจะมีกล้องตัวอื่นเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไปเรื่อยๆ ตามยุคตามสมัยก็ตาม เพราะมันเป็นมากกว่ากล้องถ่ายรูปตัวหนึ่ง แต่มันเป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้ผมได้รับรู้ถึงความสวยงาม ความสงบ ความเรียบง่าย ซึ่งผมมักจะเปรียบเทียบการใช้ M8 กับการทำสมาธิเสมอ …. เราทำสมาธิเพื่อหลุดพ้นจากตัวตนของเรา ไม่รู้สึกถึงตัวตนของตัวเอง … ความไร้ซึ่งตัวตนนี่แหละ คือที่สุดของทุกอย่าง

ผมไม่ได้อยากได้รูปที่สวยหรอก แต่ … ผมอยากจำความสวยงามของโลกและทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ผมโชคดีพอที่ได้เห็นมัน ไว้ตลอดกาลในภาพต่างหาก


L9990716.jpg

ณ ที่พักรถแห่งหนึ่งในแม่ฮ่องสอน

To the M9

เรื่องราวในตอนแรกของ “My Leica Story” ก็จบเพียงแค่นี้ สำหรับเรื่องเล่าตอนต่อไปก็คือเรื่องการตัดสินใจเล่น Leica M9 และการเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ต่างๆ เช่นเคย ซึ่งอันที่จริงแล้ว Leica M9 นี่ออกมาตั้งแต่ 09/09/09 (วันที่เลขสวยมาก) หรือปลายปีที่ผมซื้อ M8 น่ะแหละ แต่ผมไม่ได้เปลี่ยนทันทีหรอกนะ เพราะความที่ M8 มันเปลี่ยนผมไปเยอะมากกับเรื่องการถ่ายรูป ทำให้กว่าผมจะได้เล่นมันจริงๆ ก็ผ่านไปหลังจากนั้นอีกนาน


L9993360.jpg

Pathway to Enlightenment

สำหรับตรงนี้ คงต้องขอใช้พื้นที่เล็กน้อยที่จะพูดคำว่า “ขอบคุณ” นะครับ….

ขอบคุณ Leica M8 ที่ทำให้ผม “ถ่ายรูปเป็น” และเข้าใจเทคนิคปัจจัยพื้นฐานอย่างดีมาก และที่สำคัญกว่านั้น ขอบคุณที่ทำให้ผมพบความสงบ ความสุข จากความเรียบง่าย การปล่อยวางจากตัวตนของตัวเอง จากการถ่ายภาพ ถ้าไม่มีกล้องตัวนี้ ทุกวันนี้ผมจะเป็นยังไง จะถ่ายรูปแบบไหนก็ไม่รู้ ก็คงจะถ่ายรูปสวยขึ้น เก่งขึ้นน่ะแหละ แต่อาจไม่ได้พบความสุขหรือความสงบจากการถ่ายภาพแบบนี้ …

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ …. To be continued …. 「つづく」


[อัพเดท] อ่านต่อที่: My Leica Story (Part 2): The M9

Post Navigation