Archive for the ‘กล้อง/เลนส์’ Category

Panasonic Lumix LX3 Review #1

Friday, November 14th, 2008

หลังจากไม่ได้เขียน blog มานานพอสมควร (ครึ่งเดือนได้ล่ะมั้ง) ก็ขอเขียนต่อเรื่องเดิมก็แล้วกัน ก็คือ เรื่องกล้องติดตัว ตัวใหม่ Panasonic Lumix LX3 ซึ่งถือได้ว่าเป็น serious compact ที่อยู่ในความสนใจของหลายๆ คน (เป็นคำถามที่เห็นได้ตามบอร์ดทั่วไป ว่าจะเอา LX3, P6000, G10 หรือว่า GX200 ดี) และก็คิดว่าคงจะมีหลายอัน ก็เลยแปะป้าย #1 เอาไว้ก่อน (จริงๆ อาจจะมีแค่อันเดียวก็ได้)

แต่บอกไว้อีกอย่าง ผมจะขอรีวิวในลักษณะเล่าการใช้งานให้ฟังนะครับ ถ้าอยากจะอ่านรีวิวแบบละเอียดและเป็นเชิงเทคนิคมากๆ หรือว่าที่วิเคราะห์กันละเอียดสุดๆ เทียบๆ กับตัวอื่นๆ ด้วย ก็อ่านจากเว็บอื่นดีกว่าครับ (dpreview ก็ได้ครับ ที่ไหนก็ได้ เขียนกันเยอะแยะ)

เอาเรื่องที่ขัดใจก่อน ก็ยังคงยืนยันจากรีวิวก่อนหน้านี้ของผม ที่ว่ามีเรื่องขัดใจไม่กี่เรื่องคือ

  • ฝาปิดเลนส์ … นี่มันสมัยไหนกันแล้วล่ะคุณเอ๋ย ขนาด G10 ยังทำฝาเลื่อนอัตโนมัติเลย
  • command dial ที่เลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งง่ายไปหน่อย
  • ตัวเลื่อนปรับ aspect ratio ที่ขัดใจผมจริงๆ (เพราะว่าผมถ่าย 3:2 เป็นหลัก และดันอยู่ตรงกลาง ผิดหลัก Fitt’s law ในการใช้งานของผม แต่ว่าถ้าคุณถ่าย 16:9 หรือว่า 4:3 เป็นหลักก็ไม่เป็นไร)
  • autofocus บางทีจะพลาดแบบไม่น่าพลาด โดยเฉพาะกรณีถ่ายคน มันไปชัดข้างหลังอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้งๆ ที่ถ่ายก็โฟกัสที่หน้าดีหรอกนะ แต่ว่าทำไมมันไปชัดด้านหลังก็ไม่รู้ และผมท่าทางจะไม่ใช่คนเดียวที่เจอปัญหานี้ เคยอ่านในเว็บเมืองนอก มีคนเจอปัญหานี้เหมือนกัน

ส่วนเรื่องลักษณะการใช้งานทั่วไปๆ ของผม และ impression ของมันนอกเหนือจากนี้คือ

  • ทำได้ดีพอสมควร ในเรื่อง noise (ตามคาด) ถึงจะไม่ดีเท่า DSLR แน่ๆ แต่ว่าก็ดีกว่าที่ผมหวังไว้อยู่หน่อย ยิ่งมีเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง (f/2) ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ใช้งานในที่แสงค่อนข้างน้อยได้พอสมควร (แต่ว่าไม่มีอะไรสู้ D700 กับ 50mm 1.4 ที่ ISO 3200 ได้หรอก — ขนาด ISO 6400 ยังไม่น่าเกลียดเลย ตัวนั้นน่ะ)
  • ค่อนข้าง “ทน” พอสมควร ทดสอบแล้วด้วยการทำตกจากโต๊ะความสูงกว่าเมตร (ใส่กระเป๋าไว้แล้วไม่ได้รูดซิบ …​น้องเกดสุดที่รักก็เลยทดสอบความทนทานให้ ด้วยความซุ่มซ่ามส่วนตัว) ก็ไม่เป็นอะไร มีรอยเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวกล้องเท่านั้น (แต่ว่าก็คงจะขึ้นกับมุมในการตกด้วย)
  • film mode หลายอันมีให้งงเล่นมากมาย ตอนแรกๆ ผมจะใช้ standard เป็นหลัก แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ลองเล่นอย่างอื่นบ้าง พบว่า nostalgic ให้อารมณ์ฟิล์มเก่าๆ ได้พอสมควร และเป็นโหมดที่ถ่ายคนสวยที่สุด ส่วน vibrant ก็เข้ม ฉูดฉาด สมชื่อโหมด ส่วน dynamic ไม่เคยใช้ smooth เหมือนจะดีเวลาถ่ายคน แต่ว่าสู้ nostalgic ไม่ได้

    ลองดูหน่อย ถ่ายภายในร้าน Cafe dot com ใต้ตึกวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ ม.เกษตร ครับ อันนี้โหมด vibrant

    P1000520.jpg

    ส่วนอันนี้ที่เดียวกันเป๊ะ แต่ว่าเป็น nostalgic ครับ … เป็นไง ฟิล์มเก่าๆ ดีมั้ย

    P1000522.jpg

  • ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้นิดๆ หน่อยๆ เพราะว่าได้เลนส์ที่รูรับแสงกว้าง ถึงแม้ว่าขนาดของเซนเซอร์จะเล็กก็เถอะ แต่ว่าก็ยังใหญ่กว่ากล้อง compact ทั่วๆ ไปพอควร ก็เลยยิ่งทำให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ง่าย เมื่อเทียบกับกล้อง compact ทั่วๆ ไป ยิ่งซูมออกนิดหน่อย จะยิ่งช่วยได้

    ภาพนี้ถ่ายคนโดยใช้โหมด nostalgic นายแบบคือ อ.ยศวี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ครับ ถ่ายที่ 9.3mm สำหรับเซนเซอร์ตัวนี้ ซึ่งเทียบเท่า 44mm บน 35mm ถ่ายที่ f/2.5 (กว้างสุดสำหรับทางยาวโฟกัสนี้ — สำหรับกว้างที่สุดสำหรับเลนส์คือ f/2 ที่เทียบเท่า 24mm)

    P1000510.jpg

  • แต่ว่าไปๆ มาๆ สิ่งที่ผมใช้กล้องตัวนี้ทำมากที่สุดคือ “ถ่ายขาวดำ” (B&W) โดยใช้โหมด Dynamic B&W ให้ความเป็นขาวดำที่สวยมากๆ สุดยอดมากๆ เลยถ่ายแต่โหมดนี้เป็นหลักเลย ให้ดูสองรูป จากโหมดนี้ครับ ทั้งสองภาพเป็นภาพตอนที่ผมไปดูงานศูนย์คอมพิวเตอร์ ที่วิทยาเขตเพชรบุรี โดยนายแบบหลักทั้งสองภาพ คือ พี่ฉลอง จากศูนย์คอมพิวเตอร์ ม.ศิลปากรครับ

    P1000686.jpg

    P1000666.jpg

ค่อนข้างจะพอใจมากๆ กับกล้องตัวนี้ ทำให้ถ่ายรูปสนุกขึ้นอีกเยอะ โดยเฉพาะรูปขาว-ดำ จริงๆ อยากจะถ่ายขาว-ดำมานานแล้ว.. แต่ว่ากล้องที่มีอยู่ แม้แต่ D700 มันถ่ายขาว-ดำ “จากกล้อง” ไม่ค่อยจะถูกใจเท่าไหร่ และผมเป็นคนที่ไม่ชอบทำ post-process เท่าไหร่ด้วย ยิ่งต้องมาทำทุกรูปก็ไม่ไหว ก็มาเจอตัวนี้แหละครับ ที่ถ่ายขาว-ดำจากกล้องได้โดนใจมากๆ เลยตั้งไว้ถ่ายแต่โหมดนี้เลย แล้วเวลาอยากจะถ่ายคนที่ไม่ใช่ขาวดำ ก็สลับไปใช้ nostalgic เอา

P1000606.jpg

ของเล่นใหม่ ในที่สุดก็มี Leica กับเค้า!

Tuesday, October 28th, 2008

อ่อ ยังไม่ถึงขนาดจะไปถอย Leica M มาเล่นหรอกครับ (เห็นราคา M8 แล้วกุมกระเป๋าตังค์แน่นต่อไป และไม่คิดจะไปขอลองกดชัตเตอร์เล่นด้วย) แต่ว่าเป็นหมอนี่ครับ

lumix_lx3011.jpg

ครับ Panasonic Lumix LX3 ซึ่งจริงๆ ก็เป็นฝาแฝดกับ Leica D-Lux 4 น่ะแหละครับ (ต่างกันแค่ Image processing engine เท่านั้นเอง)

ผมก็เลยมี Leica กับเค้าซะที … มียังไงเหรอ? ถึงมันจะเป็นฝาแฝดกับ D-Lux 4 แต่ว่ามันก็ยังเป็น Lumix ไม่ใช่เหรอ?

อ่าฮะ ไม่ผิดๆ แต่ว่าเหตุผลที่ผมเลือก LX3 เพราะเหตุผล 4 ข้อครับ

  1. นโยบายสวนทิศทางของความเชื่อสาธารณะ: ไม่เพิ่ม pixel count!
  2. นโยบายที่ถูกทิศทาง แม้ตลาดส่วนมากจะไม่รู้: เพิ่มขนาด sensor!
  3. รูปร่างหน้าตาที่ลอกแบบ Rangefinder หรือกล้องโบราณๆ อีกหลายตัว
  4. เลนส์ Leica DC Vario-Summicron 24-60mm (35mm eq.) f/2.0-2.8

อย่างน้อยๆ ก็มีเลนส์เป็น Leica ล่ะน่า (ฮาฮา) จริงๆ Panasonic ก็ใช้เลนส์ Leica ใน Lumix หลายรุ่นนะครับ แต่ที่พิเศษกับรุ่นนี้ ก็คือ การเลือกทางยาวโฟกัสที่สั้น เพื่อให้ได้คุณภาพที่มากขึ้นในแต่ละช่วง และมีขนาดรูรับแสงที่กว้างมาก (f/2.0-2.8) ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่มี sensor ที่มีขนาดใหญ่กว่า compact ทั่วไป (ถึงแม้จะยังเล็กกว่า DSLR รวมถึงพวกที่ sensor เล็กๆ อย่าง 4/3 format หรือ compact ที่ยัด DSLR-class sensor อย่าง Sigma DP1 อยู่มากโข) ทำให้เพิ่มโอกาสได้ภาพค่อนข้างมากทีเดียว และพอจะเล่นกับ Depth-of-Field สวยๆ ได้บ้างเล็กน้อย (เอาไว้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้นิดหน่อย)

เท่าที่ทดสอบเล่นๆ มา ก็เข้าท่าทีเดียว กล้องตัวนี้กลายเป็นกล้องติดรถ ติดกระเป๋าถือ ใส่กระเป๋ากางเกง ฯลฯ สำหรับกรณี “เผื่อมีภาพอยู่เบื้องหน้า” จะได้ไม่พลาดการได้ภาพเหล่านั้น

การตอบสนองถือว่าทำได้ดีพอสมควร ในเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้งาน การตอบสนองเยี่ยม เสียงเงียบมาก มีข้อเสียนิดๆ หน่อยๆ ตรง command dial ด้านบนมันเปลี่ยนตำแหน่งง่ายไปนิด กับ lens cap ที่น่ารำคาญหน่อยๆ (ทำให้ใช้งานมือเดียวลำบากมากๆ เมื่อเทียบกับพวกที่ใช้การเปิดปิดเลนส์แบบอัตโนมัติ) อ่อ แล้วก็อยากให้มี optical viewfinder หน่อยนึงด้วย (เดี๋ยวซื้อ optional เพิ่มเอาก็ได้)

อ่อ มีอีกหน่อย แล้วก็การเลือก aspect ratio ที่มีตัวเลื่อนตรง lens ซ้ายสุดเป็น 4:3 ตรงกลางเป็น 3:2 และขวาสุดเป็น 16:9 ซึ่งมันก็เปลี่ยนไปมาค่อนข้างง่าย คนชอบถ่าย 3:2 อย่างผมก็เลยเซ็งหน่อย เพราะว่าเวลาเอาใส่กระเป๋ากางเกง บางทีมือไปโดนนิดหน่อยพวกก็ชอบเลื่อนไปซ้ายทีขวาที เช่นเดียวกับ Focus mode แต่ว่าอันนี้ยังดีหน่อย ที่ AF อยู่บนสุด แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าอยู่ล่างสุดมันจะดีกว่าหรือเปล่า (กดลง ง่ายกว่าดันขึ้น ดังนั้นถ้า AF อยู่ล่างสุด มันก็จะกดลงไม่ได้อีกแล้ว)

ส่วนเรื่องคุณภาพของภาพ ถือว่าทำได้เยี่ยมเกินคาด แต่อย่างหวังเอาไปเทียบกับ DSLR มากมายนัก แต่ว่าถ้ากรณีทั่วๆ ไป และเอาไว้ถ่าย street หรือว่าถ่ายเล่นถ่ายเที่ยว รับรองว่าคุณภาพไม่น่าเกลียดแน่นอน เรียกได้ว่าสวยเลยล่ะ โดยเฉพาะสีสันดีมาก ถึงจะใช้ Film mode เป็น standard ถ้าใช้ Film mode เป็น smooth ก็ถ่ายคนได้เนียนดี

แถมให้รูปนึงละกันนะครับ นอกนั้นเจอกันใน multiply รูปนี้ถ่ายที่หน้าวิหารเซียน ตอนบรรยากาศอึมครึมสุดๆ ระหว่างฝนตกหนักระลอกแรก กับก่อนฝนหนักๆ ระลอกถัดไปจะเทลงมา ใช้ Auto White Balance ตั้ง Film mode เป็น standard แล้วเพิ่ม sharpness ไป +1 ในกล้อง นอกนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งสีทั้งคอนทราสท์ และไม่ได้ post-process ทั้งสิ้น (ปกติผมไม่ post-process รูปอยู่แล้ว อันนี้คนรู้จักรู้กันดี) ย่อแล้วลงเลย ไม่ได้ทำการ sharpen เพิ่มเติมก่อนหรือหลังย่อ

lumix_lx3012.jpg

พอใจกับภาพและสีสันที่ได้มากมายครับ

“กี่ล้านดีคะ”

Tuesday, September 30th, 2008

เมื่อวานเดินผ่านแผนกกล้องของ Power Buys ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ก็เลยเดินๆ แวะๆ เข้าไปดู compact ซะหน่อยเผื่อจะมีอะไรน่าสนใจ (จริงๆ กำลังมองหา Panasonic Lumix LX3 อยู่)

พนักงานสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส

พนักงาน: “พี่ชื่ออะไร ขอเบอร์ได้มั้ยคะ”

ไม่ใช่ล่ะ อันนี้ล้อเล่น อันนี้สิของจริง

พนักงาน: “ดูเป็นกี่ล้านดีคะ”

เล่นเอาเอ๋อกินไปพักนึง พร้อมกับหัวเราะดังๆ ในใจ

ผม (คิด): “โห เล่นถามกันแบบนี้เลย”
พนักงาน: “พี่ จะดูเป็นกี่ล้านดีคะ”
ผม (คิด): “นี่ถ้าบอกไปว่า 30MP นี่จะเอา Hasselblad ออกมาให้มั้ยเนี่ย”
ผม: “ขอดูเรื่อยๆ ก่อนครับ”

ถึงผมจะไม่ได้ตอบอะไรไปมากกว่านี้ เพราะว่าไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับพนักงานมากกว่านี้ และไม่มีเวลาถามเล่นอะไรมากมาย แต่ว่าเราคงจะจินตนการ conversation มาตรฐานต่อไปนี้ออก

พนักงาน: “ดูเป็นกี่ล้านดีคะ”
ลูกค้า: “เอ่อ อยากได้ที่คุณภาพของภาพดีๆ ไฟล์สวยๆ คมๆ น่ะครับ”
พนักงาน: “งั้นนี่เลยค่ะ รุ่นนี้ออกใหม่ ขายดี 14.5MP นะคะ ยิ่งทำให้ภาพคมชัดมาก ถ่ายออกมาสวยค่ะ”

ครับ ไม่ใช่ความผิดของพนักงานครับ แต่ว่าอย่างที่พวกเราทุกคนทราบกันเป็นอย่างดี ว่านี่คือ “Megapixel Myth” อีกหนึ่งผลงานที่น่าภาคภูมิใจของ number marketing และส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Megapixel Race” หรือการแข่งกันปั๊มตัวเลข MP ของกล้องของบรรดาผู้ผลิตต่างๆ

Number marketing พูดง่ายๆ เป็นวิธีการทำการตลาดโดยอาศัย “ความไม่รู้” ของผู้บริโภคให้เป็นประโยชน์ โดยการ “บอกความจริงไม่หมด” หรือ “ไม่บอกปัจจัยทั้งหมด” และข้อความที่บอกนั้น “เป็นจริงในระดับหนึ่ง” ในขั้นต้น

เช่น มีครั้งหนึ่งเช่นกันในอดีตกาลอันไกลโพ้น ที่จำนวน MP มากกว่านั้นมักจะส่งผลให้ได้คุณภาพของภาพที่ดีกว่า นั่นคือสมัยที่กล้องยังมี MP น้อยๆ เกินไปอยู่ เช่นการเพิ่มจาก 1.3MP เป็น 2MP นี่น่าจะได้ภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้นจริง และยังคงอยู่ในความสามารถของเซนเซอร์ที่จะรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ว่ามันกลายเป็นความเชื่อทางการตลาด การพัฒนาจาก 7.1MP เป็น 8MP ก็ยังคงพอว่า แต่ว่าการพัฒนากันในปัจจุบัน ที่ยัดเยียดกันถึง 12-15MP ลงไปในเซนเซอร์ที่ไม่ได้มีขนาดเพิ่มขึ้น นี่ทำให้คุณภาพมันดีขึ้นเหรอ? มันเกินลิมิทของเซนเซอร์ขนาดเล็กของกล้อง compact ทั่วไปจะรับได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

ผมจะไม่พูดถึงเรื่อง “ฟิสิกส์ของแสงและอิเลคทรอนิกส์ในการรับภาพของเซนเซอร์กล้องดิจิทัล” ตรงนี้ เพราะว่าอันนั้นทำเป็นบทความวิชาการยาวๆ ได้เลย แต่ว่าเทียบง่ายๆ แบบนี้

ถ้าแสงที่เข้ามา (โฟตอน) เหมือนกับฝนที่ตกมาล่ะก็ การถ่ายรูปก็เหมือนกับการรองรับน้ำฝนน่ะแหละ เซนเซอร์ก็เหมือนกับภาชนะที่เอาไปรองน้ำฝน พวกกล้องแพงๆ อย่างพวก Medium format ก็เหมือนกันเอาอ่างอาบน้ำไปรับน้ำฝน พวก DSLR Full-frame ก็คงจะประมาณโอ่ง พวก DSLR ที่มี crop-factor ทั้งหลายก็คงอารมณ์กาละมังใหญ่ๆ

แต่ว่าพวกกล้อง compact เนี่ย ถ้าเป็น sensor ขนาด 1/1.7″ (หรือ 1/1.72″) ก็คงจะอารมณ์เดียวกับอ่างล้างหน้า ส่วนขนาด 1/2.33″ นี่คงจะขันน้ำ

นั่นคือขนาดเซนเซอร์ทั้งหมดนะครับ แล้วต้องมา “แบ่ง” ออกตามปริมาณ MP อีก ดังนั้นยิ่ง MP มาก ปริมาณน้ำที่แบ่งออกไปได้สำหรับแต่ละส่วนก็ยิ่งน้อยลงไปอีก

เช่น ถ้าเราจะแบ่งน้ำอาบนึง หรือว่าโอ่งนึง ออกเป็น 100 แก้ว เราคงจะได้น้ำล้นแก้ว หรือว่าได้แก้วใหญ่ๆ แต่ว่าถ้าเราจะต้องแบ่งน้ำขันนึงออกเป็น 100 แก้วเท่ากันล่ะ? คงได้กันแก้วละไม่กี่หยด

แล้วมัน matter ตรงไหนเนี่ย?

ไม่ต้องแปลกใจเลยครับ ที่กล้องที่มี sensor ใหญ่กว่าจะเก็บรายละเอียดของสีสันและแสง ได้ดีกว่ากล้องที่มี sensor เล็ก เพราะว่าถึงแม้ว่า pixel จะเป็นหน่วยย่อยที่สุดของภาพดิจิทัลและเป็นที่ทราบกันดีกว่า ยิ่ง pixel เยอะ ยิ่งเอามาต่อกันเป็นภาพใหญ่ได้เนียนมากขึ้น และน่าจะเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดียิ่งขึ้น … ภาพที่ได้จากกล้อง MP สูงแต่ sensor เล็กมักจะมีพลวัตของแสงและสีสัน (Dynamic range) ที่น่าผิดหวัง ไม่พอ ด้วยเหตุผลทางฟิสิกส์และอิเลคทรอนิกส์ … ยังทำให้มีสัญญาณรบกวน (noise) มากขึ้นอีกด้วย

เป็นหนึ่งในอีกเรื่อง ที่สุดท้ายแล้ว การนำปัจจัยเดียวจากหลายๆ ปัจจัย (เช่น MP อย่างเดียว ในหลายปัจจัยอื่นๆ เช่น Image processing engine, sensor, ฯลฯ หรือการนำ clock speed อย่างเดียวในเรื่องของ CPU design) มาทำการตลาดและโฆษณา ส่งผลให้เกิด Number marketing ที่ลงท้ายด้วย Number myth

และกำลังทำงาน against ตัวเองอย่างมากมาย

ผู้ผลิต CPU ยักษ์ใหญ่อย่าง Intel เคยเจอปัญหานี้มาแล้ว กับตอนที่ออก Pentium-M ที่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า Pentium-4 ด้วย clock speed ที่ต่ำกว่า แต่ตลาดไม่ยอมเชื่อว่า CPU ความเร็ว 1.7 จะทำงานเร็วกว่า CPU ความเร็ว 2.0

ตอนนี้ผมเชื่อว่าผู้ผลิตกล้องหลายรายก็กำลังเจอกันอยู่ ว่าจะตอบโจทย์ยังไงดี ว่ากล้อง 10MP ดีกว่า 14MP

ขนาด sensor เล็กที่กล้อง compact ส่วนมากใช้กันน่ะครับ 10MP ก็โคตรจะเต็มกลืนแล้ว แต่ว่าก็ยังมี MP bump กันเรื่อยๆ เมื่อรุุ่นใหม่ๆ ออกมา และผมก็ต้องผิดหวังทุกทีเมื่อเข้าไปดู spec แบบละเอียดใน web ที่ไม่มีการเพิ่มขนาด sensor เลย (เช่น Nikon Coolpix S710 14.5MP 1/1.72″ sensor เทียบกับรุ่นก่อนมัน S700 12MP 1/1.72″ sensor เท่ากัน) แล้วก็ต้องไปพยายามแก้ที่การพัฒนา Image processing engine แทน เพื่อจัดการกับ dynamic range และจัดการกับ noise หลังจากรับภาพเข้ามาเรียบร้อยแล้ว

แต่ว่ามันแก้ขีดจำกัดทางฟิสิกส์ของเซนเซอร์ไม่ได้หรอก รับเข้ามาดี ก็ยิ่งดีขึ้น (ยกตัวอย่างเช่น ทำไมกล้อง Nikon ซึ่งใช้ EXPEED Image processing concept engine เหมือนกัน ภาพจาก D700 ซึ่งเป็นกล้อง 12.3MP ถึงดีกว่า Nikon Coolpix S710 ซึ่งเป็นกล้อง 14.5MP แบบฟ้ากับเหว?)

แต่ก็ยังดีใจหน่อยนึง ที่รู้สึกจะมีหลายผู้ผลิต ให้ความสำคัญและความสนใจกับเรื่องนี้พอสมควร อย่างน้อยๆ ก็ Panasonic ที่ออก LX3 ด้วยการไม่เพิ่ม MP แต่ว่าไปเพิ่มขนาด sensor แทน ถึงแม้จะไม่ได้ใหญ่กว่าเดิมมากมายก็เถอะ แล้วก็ยังมี Sigma ที่ทำ DP1, DP2 ออกมาด้วยขนาด sensor ที่ใหญ่ผิดวิสัย compact

ผมหวังว่า แนวทางนี้คงจะยังไม่หายไป และหวังว่าเมื่อ “compact เปลี่ยนเลนส์ได้” (u4/3 ของ Olympus) ออกมาจริง จะดีขึ้น

และหวังว่าผู้ผลิตรายใหญ่ๆ เช่น Nikon, Canon, Sony จะกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น มันเป็นการ back-to-basic สำหรับปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากๆ เลยทีเดียว หลังจากทำสงคราม MP ที่ไม่มีใครชนะ และเกินขอบเขตที่ผู้บริโภคทั่วไป (ซึ่งเป็นตลาดของ compact) จะได้ประโยชน์แล้ว

การจัดการกับ MP สูงๆ ก็ทำได้แล้ว Image processing engine ที่ฉลาด จัดการกับ noise ได้ดี และจัดการกับ dynamic range ได้ดี ถึงจะเป็นภาพจากเซนเซอร์เล็ก ก็มีกันทุกคนทุกค่ายแล้ว ถ้าเปลี่ยนขนาดเซนเซอร์ ภาพที่ได้ก็น่าจะดีขึ้นเยอะเลย ไม่ใช่เหรอ

อีกอย่าง มันก็ยังคงเป็น “Number” ไม่ใช่เหรอ พวกทำ Number marketing ก็ยังคงทำได้นี่นา

ผมหวังว่าในอนาคต ผมจะได้ยิน conversation นี้ ถึงแม้โอกาสที่มันจะเกิดขึ้นจะน้อยมากๆ

พนักงาน: “จะดูเป็นแบบไหนดีคะ”
ลูกค้า: “อยากได้กล้อง compact ตัวเล็กๆ หน่อย พกสะดวกหน่อยครับ เอาไว้เที่ยวๆ เล่นๆ ถ่ายเรื่อยเปื่อยน่ะแหละครับ”
พนักงาน: “พี่ต้องใช้รูปใหญ่แค่ไหนคะ”
ลูกค้า: “แค่ดูในจอคอมพ์ 20″ หรือว่าขึ้นจอทีวี 30″ ที่บ้าน แล้วก็ถ้าจะอัดก็คงไม่เกิน A4 ครับ”
พนักงาน: “อืมมม งั้นใช้กล้อง 10MP คงพอค่ะ”
ลูกค้า: “ครับ งั้นสองตัวนี้ตัวไหนดีกว่ากันครับ”
พนักงาน: “ตัวนี้ sensor ใหญ่กว่าค่ะ ตัวนี้ 1/1.63″ อีกตัว 1/2.33″ ให้สีให้แสงดีกว่า noise น้อยกว่าค่ะ”
…………

ฝันกันต่อไป

ปล. เขียนไปเขียนมา ยาวกว่าที่คิดแฮะ

Olympus Micro 4/3!

Tuesday, September 23rd, 2008

ได้ข่าวมาจาก @rengrit ใน twitter อีกที จริงๆ ก็เคยเป็นเรื่องที่คุยกับคุณวีร์ไว้นานแล้ว (วันนั้นโทรคุยกัน จำได้ว่าคุณวีร์บอกว่า หวังกับ Micro 4/3 ดีกว่า จะออกแนว compact เปลี่ยนเลนส์ได้)

อันนี้ข่าวจาก DPReview: Olympus develops Micro Four Thirds camera

เข้าไปแล้วมีภาพจากงานแถลงข่าวและตัวกล้องด้วยนะครับ มีอยู่หลายภาพเหมือนกัน อันนี้ภาพจาก DPReview ครับ เอาลิงค์มาแปะไว้เฉยๆ เลย

เจ๋งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ งานนี้เก็บตังค์รอละครับ ดีไซน์ที่ออกแนว retro/classic แบบนี้ก็โดนเหมือนกัน แต่ว่าอยากได้สีอื่นแฮะ (เงิน-ดำ)

อยากได้มากๆ เลย กล้องตัวเล็กๆ ขนาดไม่ต่างจาก compact (ไม่ถึงกับต้อง ultracompact นะ แค่ประมาณ Canon G9 ผมก็ว่า OK แล้ว) แต่ว่ามี sensor ขนาดใหญ่หน่อย อาจไม่ต้องถึงกับ APS-C หรอก เล็กกว่าหน่อยก็ได้ แต่ว่าให้ใหญ่กว่าพวกกล้อง compact ปัจจุบัน ที่นอกจาก sensor จะเล็กแล้ว ยังไม่รู้จะแข่งกันปั๊มจำนวน pixel ไปถึงไหน คุณภาพของภาพก็เลยห่วยลงๆ การจัดการเรื่อง noise ก็ไม่ได้ดีขึ้น แถมถ่ายชัดตื้นยากมากๆ อีกตะหาก (ต้องเปิด macro แล้วก็เลนส์จิ้มวัตถุเลย แบบนี้ถ่ายคนแทบไม่ได้ หรือว่าไม่งั้นต้องไปใช้พวก superzoom แล้วถ่าย headshot อย่างเดียว …. ) ฯลฯ อ่ะ นอกเรื่องๆ แฮะ

ไม่พอ ยังเปลี่ยน lens ได้อีกตะหาก (เอ่อ แต่ว่าต้องซื้อเลนส์เพิ่มเติมอีกล่ะครับ … เฮ้อ สงสัยกระเป๋าตังค์)

ดูจากตัวของ Panasonic G1 ซึ่งเป็น micro 4/3 ตัวแรกแล้ว ของ Olympus นี่ดูจะออกแนว rangefinder มากกว่า SLR (G1 ดูเป็น SLR มากกว่า) แถมน่าจะเป็น mirror-less design แบบนี้คงจะเงียบน่าดูเลยเหมือนกัน

ถ้าไม่นับวิธีการโฟกัสกับการไม่มีช่องมองนะ มันเป็น rangefinder ชัดๆ

เลยเสียดายอย่างเดียว …. Olympus หนอ ทำช่องมองแบบ rangefinder มันยากเย็นนักหรือไงหว่า ทำไมต้องมองผ่าน LCD อย่างเดียวด้วยล่ะคร้าบบบบ? ยังไงๆ ผมก็อยากจะได้ optical viewfinder ล่ะน่า เอาไว้ใช้เวลา battery มันจะหมด อีกอย่างก็ยังชอบยกกล้องมาไว้ที่ตามากกว่าด้วย แต่ว่าก็คงจะมีอุปกรณ์เสริมเป็นพวก VF ไปติดตรง flash hotshoe น่ะแหละ (หวังว่า)

จริงๆ ผมอยากได้ Sigma DP1 เหมือนกัน ด้วยเหตุผลเดียว คือ sensor ที่ใหญ่กว่าชาวบ้าน แต่ว่าราคาเมืองไทยมันโหดไป แถมไปนั่งเล่นแล้วต้องบอกว่า ไม่ไหวเลยกับประสิทธิภาพการใช้งาน ถ่าย landscape คงจะพอไหว แต่ว่าถ่าย street คงลำบากแน่ๆ เพราะว่าเลนส์มันช้าและกว้างไปนิดสำหรับ street สำหรับความชอบส่วนตัวของผม (28mm f/4) แต่ว่าที่ช้ากว่าเลนส์คือ “ระบบการทำงานของกล้อง” …. อืดมาก

ว่าแล้วก็ท่องไว้ street photography street photography หวังว่าราคาคงไม่แรงเกินไปนะ (อ่อ กับ lens เทียบกับ 35mm ใน 35mm format ด้วย)

งานนี้ค่ายอื่นๆ ว่าไงครับ?

Nikon D90: หมดมุก?

Wednesday, August 27th, 2008

เปล่าๆ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์เชิงลบอะไรทั้งนั้น Spec ดูดีออก จาก price point และ market position ของมัน เพิ่งโทรไปถามร้านประจำเมื่อเช้าว่าจะมาเมื่อไหร่ เผื่อจะเข้าไปนั่งเล่น เท่าที่ดูก็เข้าท่าดี เป็น hybrid ของ D300 กับ D80

  • Sensor: CMOS, Image Processing: EXPEED, LCD: 3″ แบบเดียวกับ D300
  • Picture Control แบบเดียวกับ D300
  • Noise: ไม่น่าจะแย่กว่า D300 เห็นมีคนบอกว่าเท่าที่ดูดีกว่า ไม่รู้ว่าอุปทานหรือเปล่า
  • Active D-Lighting, 3D Tracking AF แบบเดียวกับ D300 (แต่ว่า AF 11 จุดเหมือน D80)
  • งั้นสรุปว่า Imaging Functionality/Performance น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับ D300
  • แต่ว่า Camera Body/Usability/Performance น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับ D80 (ดีกว่าหน่อย)
  • หนักกว่า D80 นิดนึง คงเพราะเจ้า Sensor cleaning
  • เลนส์: 18-105 F3.5-5.6 VR เฉยๆ แฮะ ทั้งที่ช่วงน่าสนใจ แต่ F ปลายอยากได้ดีกว่านี้
  • ฯลฯ ขี้เกียจเขียน (ยังไม่เขียนถึงเรื่องการถ่ายวีดีโอ ของแบบนี้ดูจาก​ Spec ไม่รู้)
  • นิดนึง ….. ราคาน่าสนใจมาก (ราคาต่างประเทศ — เข้าไทยต้องดูอีกที)

แล้วทำไมผมว่ามันหมดมุกหว่า?

ก็สโลแกนมันบนเว็บ Nikon USA อ่ะดิ

อ่ะ List ให้ดูนะครับ ในหน้าของ DSLR บนเว็บ Nikon USA เท่าที่ List ณ ปัจจุบัน (เข้าเมื่อกี้นี้เอง)

  1. D3: Extraordinary Speed… Uncompromised Versatility
  2. D700: Power that Empowers. Agility Meets FXability
  3. D300: Exceptional Agility… Inspired Performance
  4. D200: Faster. Smarter. Stronger.
  5. D90: Exceptional Agility… Inspired Performance
  6. D80: Expert Design… Use With Passion
  7. D60: Incredible Pictures, Incredible Possibilities, Incredibly Easy!
  8. D40x: Incredible Pictures… Even Easier!
  9. D40: Incredible Pictures… Incredibly Easy!

อืมมมมมม ท่าทางจะหมดมุกแฮะ ถ้างั้น D300 ยังจะเรียกว่า Exceptional Agility ได้มั้ยเนี่ย

ปล. แก้ชื่อบทความ เนื่องจากนึกออกว่าคำว่า “มุกตลก” นั้นสะกดด้วย “ก” ไม่ใช่ “ข” …. ขออภัย

Nikon Digital Rangefinder?

Monday, August 25th, 2008

ตอนแรกอ่าน ข่าวลือ (link: nikonrumors.com) ว่า Nikon อาจจะออก High-end Compact รุ่นสูงกว่า P6000 และจะใช้ APS sensor จาก D60 แล้วฟังหูไว้หู ถึงจะตื่นเต้นกับมันก็เถอะ

คิดๆ อยู่ เมื่อไหร่พวกค่ายใหญ่ๆ พวกนี้จะเอา Sigma เป็นตัวอย่างบ้าง เพราะว่า Sigma DP1 ที่ใช้ sensor ใหญ่ นี่ค่อนข้างดีเลยในเรื่อง image quality (จากการไปนั่งเล่นใน BIG Camera วันหนึ่ง และการอ่านรีวิวจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่าที่หาได้) ถึงจะมีประเด็นถกเถียงกันเรื่องจำนวน pixel ที่แท้จริงของ sensor ตัวนั้นก็เถอะ

คุยไปคุยมากับเพื่อนสนิท (คุณวีร์; Vman) ถึงเรื่องนี้ สรุปว่าคงยากแฮะ

แต่ว่าก็เจอมาอีกน่ะแหละ ข่าวลือ (อีกล่ะ; link ที่เดิม) ว่ามีคนเห็นต้นแบบของ Nikon Digital Rangefinder ในโตเกียว

อืมมม อันนี้น่าสนแฮะ …. และชักเข้าเค้า ว่าไอ้เจ้าตัว High-end compact ตัวที่ว่า นี่มันจะหมายถึง Rangefinder ตัวนี้หรือเปล่า? (เพราะว่าจะว่าไป ด้วยรูปร่าง ลักษณะของมัน หลายคนอาจจะมองเห็น Rangefinder พลาดเป็น compact ก็ได้ ไม่แปลก จริงๆ ก็มีหลายคนน่ะแหละ)

น่าสนใจแฮะ เพราะว่าเอา DSLR ไปถ่าย street candid/street life เนี่ย ขนาดใช้เลนส์ตัวเล็กที่สุดเท่าที่มี (35mm F/2) แล้วนะ คนยังแตกตื่นเลย ความเป็นมิตรของมันค่อนข้างน้อยจริงๆ

แต่ว่าถ้าเอากล้อง compact หรือว่ากล้องติดมือถือมาถ่าย คนมองว่าเป็นเรื่องปกติกว่าเยอะ ……. แบบว่า คงถ่ายเล่นๆ สนุกๆ มากกว่า ดูเป็นมิตรมากกว่า และเป็นเรื่องธรรมดามากกว่า … ใครๆ เค้าก็มีกัน เดี๋ยวนี้น่ะ

D700 ก็ออกไปแล้ว D90 ก็คงจะเร็วๆ นี้ และท่าทางจะมีหมัดเด็ดเรื่องถ่ายวีดีโอได้ พวก Coolpix ก็อัพเดทกันไปแล้วทั้งไลน์ ….. จะมีอะไรซ่อนอยู่อีกหว่า

APS-size sensor Rangefinder หรือว่า APS-size sensor Compact (ที่​ “เงียบหน่อย”) ก็แล้วแต่ ถ้าจริงจะกรี๊ดให้ (อย่าให้เห็นราคาแล้วกรี๊ดสลบยิ่งกว่าเดิมก็แล้วกัน)

ที่มาของ Nikkor 35mm F/2 ในกระเป๋าผม

Friday, August 15th, 2008

เลนส์ที่ชอบที่สุดตัวนึง (แต่ว่าไม่ค่อยได้ใช้ … ถ่าย moving life portrait ไม่เก่ง ….. พยายามอยู่) แต่ไม่ค่อยได้ยินคนพูดถึงกันเท่า 50mm F1.4/1.8, 85mm F1.4/1.8 เท่าไหร่

เขียน blog นี้ไม่ใช่ว่าจะรีวิวเลนส์ตัวนี้หรอกนะ แต่ว่าจะ note เหตุผลทางประวัติศาสตร์เอาไว้ ว่าเหตุผลที่อยากได้เลนส์ตัวนี้คืออะไร

เรื่องของเรื่อง คือบังเอิญวันนึงไปเจอเว็บนี้เข้า

The World Through My Eyes: Nikon 35mm F2 Natural Light Portraits

ก็เลยคิดว่า อืมมม จริงๆ ตัวเองก็น่าจะมี prime lens ระยะขนาดนี้ไว้เหมือนกัน เพราะว่า 50mm พอใช้กับ FOV 1.5 sensor แล้วมันจะครึ่งๆ กลางๆ ไม่ normal ไม่ tele เป็นเลนส์ติดหน้ากล้องใช้ถ่ายไปเรื่อยๆ ตอนเดินๆ เล่นๆ ลำบากพอตัว …. 35mm น่าจะกำลังสวยเลย

อีกอย่าง เห็นในเว็บนั้น อืมม ถ่าย portrait ในที่แคบๆ ระยะใกล้ๆ สวยพอตัวเลยนี่นา (เพราะว่าเหตุผลหลักของผมในการซื้อของเล่นพวกนี้ก็คือถ่ายคน)

ก็เลยไปสอยมาซะ เร็วๆ นี้ว่าจะหาเรื่องใช้เลนส์ตัวนี้มากขึ้นอีกซักหน่อย แต่ว่าก็มีเรื่องให้อารมณ์ไม่ค่อยดีก่อนที่จะได้ใช้ซะงั้น

เอามาโน๊ตไว้ใน blog เพื่อบันทึกความจำของตัวเอง และแชร์กันครับ

จังหวะดีของคนอยากเล่น DX format?

Tuesday, August 5th, 2008

ดูตาม webboard ที่มีการขายกล้องมือสอง ตอนนี้คนปล่อย D300, D200 กับเลนส์ DX format ดีๆ กันหลายคนเลย ตัวยอดฮิตที่ปล่อยกันก็ 17-55mm F2.8 ที่เห็นปล่อยในช่วง 35,000-40,000 กันเยอะมากผิดปกติ

สงสัยสมทบทุนเล่น D700 เป็นส่วนมาก ก็เลยปล่อยทั้งกล้องและเลนส์ที่คิดว่าจะไม่ได้ใช้

แต่ว่าตัวรองๆ ลงมาไม่ค่อยมีปล่อยแฮะ สงสัยต้องรอ D90 ออก อาจจะได้เห็นการปล่อย D80, D60 กันเยอะขึ้นเช่นเดียวกัน (ไม่รู้เหมือนกันแฮ​ะ … ถ้าผมมี D60 ยังไงๆ ก็คงไม่ปล่อยมัน เก็บไว้เป็นกล้องสำรอง)

Wishlist

Monday, August 4th, 2008

เขียนระบายกิเลสตัวเอง

D700 กับ AF Nikkor 135mm F/2 DC.

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดกิเลสน่ะเหรอ …. ที่นี่ Portrait Photo Gallery by Pablo Lee at pbase.com เห็นใช้ D3 กับ 135mm แล้ว ……. กิเลสพุ่ง

พักหลังๆ ยิ่งเห็นคนเริ่มเอาภาพจากดอยเจ็ดลี้มาโพสท์เล่นกันตามพันธ์ทิพย์ ตามไทยดี ตามฯลฯ อยู่

ก็เลยเอามาอยู่ใน Wish list ไว้ก่อน แต่ว่าจะเมื่อไหร่นี่อีกเรื่อง (คงอีกพักใหญ่ๆ มากๆ) (วีร์เคยแซวว่า อีกหน่อยคงจะเห็นผมถอย 3 กษัตริย์ตัวสุดท้าย 14-24 F2.8 … บอกได้เลยว่าตัวนั้นน่ะ ไม่อยู่ในโครงการ คงอีกนานกว่าจะเห็น ฮ่าๆ)

ทำยังไง ให้ “หน้าชัด หลังเบลอ”

Friday, August 1st, 2008

(ที่เขียนบทความนี้ยาวๆ เพราะว่าเขียนตอบในกระทู้ตามบอร์ดกล้องบ่อย และมีคนถามบ่อย ก็เลยคิดว่างั้นเขียนไว้หน่อยก็แล้วกัน)

ในการถ่ายรูป บางทีเราก็ไม่ได้ต้องการให้ชัดทั้งภาพ แต่ว่าต้องการให้มันชัดเฉพาะจุด/สิ่งที่ต้องการถ่าย เช่นการถ่ายภาพเน้นวัตถุ หรือการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งทำให้เกิดความต้องการที่จะ “ควบคุม” ความชัดเจนของส่วนที่ไม่ได้ต้องการจะเน้น (หรือส่วนที่ไม่ได้เป็นจุดโฟกัส)

ในกรณีที่เป็นภาพถ่ายบุคคลหรือวัตถุ เรามักจะเรียกกันเป็นภาษาชาวบ้านๆ ว่า “ถ่ายให้หน้าชัดหลังเบลอ” ทีนี้จะถ่ายยังไงให้มันหน้าชัดหลังเบลอ หรือว่ามันมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดภาพที่หน้าชัดหลังเบลอได้บ้าง?

หลายคนบอกว่าลองไปอ่านๆ ดูจาก Depth of Field - Wikipedia … ซึ่ง อืมมมม ดูยุ่งยากแฮะ ยาวยืดเลย แถมมีโมเดลทางคณิตศาสตร์ หลักการทางฟิสิกส์ และการคำนวณอะไรไม่รู้วุ่นวายไปหมด เจอแล้วจอด… เลยขอเขียนจากประสบการณ์ให้ฟังง่ายๆ ก็แล้วกัน เอาเป็นว่าอย่างน้อยๆ ก็เป็น Guideline ในเชิงปฏิบัติในการเลือกกล้อง/เลนส์ และการตั้งค่าก็แล้วกันนะครับ

1. ขนาดของรูรับแสง:

อันนี้เป็นที่รู้กันในวงกว้างครับ ว่าขนาดของรูรับแสงส่งผลกับระยะชัดของภาพ ถ้ายิ่งรูรับแสงกว้าง จะยิ่งชัดตื้น ดูตัวอย่างจากภาพ (click เพื่อดูภาพเต็ม)

จากภาพ รูปซ้ายใช้กล้องตัวเดียวกัน เลนส์ตัวเดียวกัน คือ Nikon D300 + AF Nikkor 85 F1.4 ตากล้องกับแบบไม่ได้ขยับ เปลี่ยนแปลงแค่ค่ารูรับแสง รูปซ้ายใช้ F5.6 รูปขวาใช้ F1.8 (อ่อ ค่าพวกนี้ยิ่งน้อย ยิ่งรูรับแสงกว้าง) ตั้ง Aperture-priority mode ดังนั้นก็เลยมีการปรับความเร็วชัตเตอร์อัตโนมัติตามรูรับแสง ให้ความสว่างของรูปเท่าๆ กัน

ถ้าทางยาวโฟกัสเท่ากัน รูรับแสงกว้างกว่าจะให้ภาพส่วนที่ไม่อยู่ในโฟกัสมีความเบลอมากกว่า แต่ว่าทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้มันเบลอสวยๆ นะครับ ลองดูภาพถัดไป

ภาพนี้ถ่ายที่ F2.8 ครับ ซึ่งถ้าขนาดของรูรับแสงมันมีผลอย่างเดียวเนี่ย มันควรจะเบลอในส่วนฉากหลังมากกว่านี้ใช่หรือไม่ (อย่างน้อยก็น่าจะเบลอกว่า F5.6 ด้านบน) คำตอบก็คือมันมีอีกหลายองค์ประกอบด้วยกันครับ ลองดูใน metadata ของรูปเล่นๆ ก่อนก็ได้ครับ … ว่ามันมีค่าอะไรเปลี่ยนไปอย่างที่เห็นได้ชัดจากรูปบนๆ

ครับ …​ผมถ่ายรูปนี้ที่ 20mm ใช้ AF Nikkor 20mm F2.8 ครับ

2. ระยะโฟกัส:

จริงๆ แล้วเป็นเรื่องใหญ่กว่ารูรับแสงอีกนะ ในความคิดผม (รูรับแสงมันส่งผลโดยตรงกับความเร็วชัตเตอร์ ทำให้ถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหวให้นิ่งได้ดีกว่า และเนื่องจากมันเป็นส่วนที่รับแสงอะนะ ยิ่งกว้างก็ยิ่งไว ถ่ายในที่แสงน้อยๆ ได้ดีกว่า … ผลถือว่าการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอนี่เป็นผลพลอยได้มากกว่า)

ไม่ต้องพูดอะไรมากครับ ดูภาพเลยก็แล้วกัน

สามภาพนี้ ถ่ายใช้ Nikon D300 กับ AF-S Nikkor 70-200mm F2.8 VR เปิดรูรับแสง F2.8 ทั้งสามภาพ โดยที่ถ่ายที่ระยะโฟกัสต่างกัน คือ บนซ้าย 200mm, บนขวา 150mm และล่าง 105mm (ซึ่งจริงๆ รูปล่างไม่ใช่ตัวเปรียบเทียบที่ดีนัก เนื่องจากยืนไกลไปนิด ขนาดของแบบที่เห็นในรูปเลยไม่เท่ากับสองรูปบน)

แต่ก็เห็นว่าฉากหลังเบลอมากน้อยกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด โดยที่ตัวแบบยังคงคมชัดอยู่

ให้อธิบายเรื่องนี้ง่ายๆ ก็คงจะต้องให้ทดลองแบบนี้ครับ

  • ให้เพื่อนซักคน ยืนชูสองนิ้วหรือยกมือก็ได้ อยู่ไกลๆ พอประมาณ (เช่นหน้าห้องกับหลังห้อง) แล้วมองโฟกัสไปที่มือของเพื่อนคนนั้นด้วยตาเปล่า จะเห็นว่ามือเพื่อนกับฉากที่อยู่หลังเพื่อนมันชัดเท่าๆ กัน
  • “ซูมด้วยเท้า” คือ เดินเข้าไปหาเพื่อนคนนั้นเรื่อยๆ โดยที่สายตายังคงโฟกัสกับมือเพื่อน จะเห็นว่ายิ่งใกล้ๆ ฉากหลังจะยิ่งเบลอมากขึ้น

เหตุผลง่ายๆ นะครับ ก็คือ การที่เราเดินเข้าไปหามือเพื่อนเรื่อยๆ เนี่ย ทำให้ระยะ “สัมพัทธ์” ระหว่างมือเพื่อน ฉากหลัง กับตาเรา เปลี่ยนไปหมดครับ มือเพื่อนห่างจากฉากหลังเท่าเดิมน่ะแหละ แต่ว่าถ้าวัด “สัมพัทธ์” กับตาเราแล้ว มือเพื่อนจะอยู่ห่างจากฉากหลังมากขึ้น และใกล้ตาเรามากขึ้น

ระยะโฟกัสของเลนส์ ก็เหมือนกับการเดินซูมเท้าน่ะแหละครับ มันมีหน้าที่ดึงวัตถุที่อยู่่ห่างๆ ให้เหมือนวางอยู่ใกล้ๆ กับกล้องมากขึ้น ดังนั้นก็เลยกลายเป็นว่ายิ่งทำให้เสมือนว่าอยู่ห่างกับฉากหลังมากขึ้น (ทั้งๆ ที่จริงๆ วัตถุกับฉากหลังอาจจะอยู่เกือบจะที่เดียวกันเลยก็ได้ ถ้ามองด้วยตาเปล่า)

3. ขนาดของ Sensor:

อันนี้ประหลาดหน่อย บางคนถึงขึ้นอาจจะสงสัยว่า “เกี่ยวไรด้วยเนี่ย”.. และไม่ค่อยจะเคยเห็นคนเขียนถึงเท่าไหร่

เคยสงสัยบ้างหรือเปล่าครับ ว่าทำไมพวกกล้องคอมแพคถึงถ่ายหน้าชัดหลังเบลอโคตรยาก ทั้งๆ ที่หลายคนดู spec ของเลนส์แล้ว ว่า “มันก็ 2.8 นะ ทำไมมันถ่ายไม่เบลอ?”

อย่างที่ผมบอกแหละครับ ให้คิดซะว่าขนาดของ aperture มันคือความไวของเลนส์มากกว่า มันช่วยการหยุดการเคลื่อนไหว หรือการโฟกัสในที่แสงน้อยมากกว่า ไม่ใช่ว่า F กว้างและมันจะเบลอเสมอไป

กล้องคอมแพคส่วนมากจะมีขนาด Sensor ที่เล็กมาก ….. (ซึ่งมีผลหลายอย่างครับ ไว้วันหลังจะเขียนให้อ่าน) ทำให้มีผลกับ “ระยะสัมพัทธ์” อีกแล้ว …

ลองเล่นที่นี่ดูครับ Digital Camera Sensor Sizes: How it Influences Your Photography ลงไปข้างล่างไปให้ถึง Depth of Field Requirements แล้วลองใส่ตัวเลขเล่นๆ ดู

อันนี้แสดงว่าถ้าเราใช้กล้องที่มี crop factor 1.5 แล้วตั้งทางยาวโฟกัส 10mm และรูรับแสง F11 แล้วจะได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการใช้กล้อง 35mm ที่ 15mm (อันนี้คิดว่าคงทราบ) “และ” รูรับแสง 16.5 อืมมม

อืมม งั้นลองมาเล่นกันเล่นๆ ดีกว่า ว่าอยากได้ผลลัพธ์เดียวกับการที่ใช้กล้อง DSLR ที่มี crop factor 1.5 (พวก Nikon ที่ไม่ Full-frame) ถ่ายที่ระยะ 105mm และใช้รูรับแสง F2 จะต้องตั้งค่าในพวกกล้องที่ใช้ 1/1.8″ Sensor ยังไง …​

ซึ่งผลที่ได้ก็คือ 33mm และ F 0.6 ไม่ได้โจ๊กเล่นครับ ลองใส่ตัวเลขดูได้เลย

ลองเล่นๆ ดูพบว่า ถ้าตั้งขนาดรูรับแสง หรือ Aperture ที่ F2.8 บนกล้องคอมแพคแล้ว มันจะมีค่าเท่ากับ F13.5 บน 35mm/Full-frame และ F9 บนกล้อง crop factor 1.5 ครับ …. ยังไงๆ มันก็ชัดลึก

ยิ่ง ​Sensor ใหญ่เนี่ย ถ้าต้องการได้รูปภาพที่มีขนาด Subject เท่ากัน และมีความชัดตื้น/ลึกเท่ากันด้วย เราจะต้องเข้าใกล้มากขึ้น หรือใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้รูรับแสงที่ “แคบลง” เรื่อยๆ เพื่อรักษาระยะชัดตื้นชัดลึก (ถ้างงว่าเพราะอะไร ก็ลองคิดถึงตัวอย่างการซูมเท้านะครับ ….)

คิดๆ ก็ไม่แปลกล่ะครับ เนื่องจาก Sensor ของกล้องพวกคอมแพคมันเล็กจัด ..​ ดังนั้นจากมุมมองของ Sensor 1/1.8″ เหล่านั้นแล้ว ระยะ 7-10mm ถือว่า Normal ครับ (เทียบเท่ากับ 35-50mm บน Full-frame) อะไรไกลกว่านั้นถือว่าไกลหมด … ดังนั้นผลที่ได้ก็เลยเหมือนกับว่าให้เพื่อนไปยืนไกลๆ (จากตัวอย่างของทางยาวโฟกัส ที่พูดถึงไปแล้ว)

เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอในกล้องคอมแพคยากมากๆ … ถ้าจะพอทำได้ก็ต้องใช้พวก super super zoom แล้วก็ซูมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (หมายถึง optical zoom นะครับ อย่าไปยุ่งกับ digital zoom เพราะว่ามันคือ crop ธรรมดาๆ) จากนั้นก็ยืนให้ชิดกับแบบที่สุดเท่าที่จะมากได้ … ก็อาจจะพอทำได้บ้าง

December 2008
M T W T F S S
« Nov    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031