กล้องคอมแพคแนะนำ 10 ตัว (จาก seriouscompacts.com)

Serious Compacts (www.seriouscompacts.com) เป็นเว็บไซต์หนึ่ง ที่ตามอ่านประจำ มีเนื้อหาเกี่ยวกับพวกกล้องคอมแพค (กล้องขนาดเล็ก กล้องขนาดพกพาง่าย) ทั้งหลายทั้งแหล่ และเร็วๆ นี้ได้ทำบทความขึ้นมาซีรียส์หนึ่ง คือ Ten Recommended Compacts หรือ กล้องคอมแพคที่แนะนำ 10 ตัว ซึ่งจะแยกไปเป็น 10 บทความ และค่อยๆ อัพเดทขึ้นมาเรื่อยๆ ไล่จากตัวที่ 10 มาถึงตัวที่ 1 (แบบเดียวกับประกาศผลประกวดนางงามเลยเนอะ)

และตอนนี้ ทาง Serious Compacts ก็ได้อัพเดทครับทั้ง 10 ตัวแล้ว ผมเลยขอสรุปลำดับไว้ดังนี้ (Link ไปหาบทความต้นฉบับที่ Serious Compacts นะครับ)

  1. Leica D-Lux 4, Panasonic Lumix DMC-LX3
  2. Canon Powershot G10
  3. Sigma DP1
  4. Ricoh GX200
  5. Olympux XA (กล้องฟิล์ม)
  6. Canon Rebel XS (1000D) (D-SLR)
  7. Ricoh GR Digital II
  8. Fujifilm FinePix F200EXR
  9. Canon Powershot A590 IS
  10. Canon Canonet QL17 GIII (ฟิล์ม Rangefinder)

บางตัวก็ไม่เห็นด้วยแฮะ บางตัวก็เห็นแล้วตกใจ เช่น Canon 1000D เพราะคิดว่าถ้าอยากจะให้ D-SLR ตัวเล็กอยู่ใน list จริงๆ ก็น่าจะมองไปที่ Olympus e-420 หรือแม้แต่ e-620 มากกว่า และแปลกใจที่ทำไมไม่มี Panasonic G1 (Micro 4/3) แต่ว่ารายหลังนี่พอจะเข้าใจ เพราะจริงๆ แล้วเราก็หวังว่า m4/3 มันจะ “เล็กกว่านี้” ก็คงต้องรอ Olympus ทำออกมาล่ะ (เพราะว่าขายไอเดียตัว concept ไว้ดีมาก ใน Photokina)

ก็คิดเหมือนกันนะ ว่าขนาด Sigma DP1 ยังติดอันดับสาม (เหตุผลเพราะ “คุณภาพของภาพ” เทียบกับคอมแพคขนาดเท่าๆ กันอย่างเดียวเลยแหงๆ) แล้ว Sigma DP2 จะติดอันดับไหน (เลนส์ไวแสงขึ้น ระยะใช้ง่ายขึ้น การทำงานว่ากันว่าเร็วขึ้น ตอบสนองดีขึ้น ใหญ่กว่าเดิมนิดหน่อย)

แต่ยังไงก็คงจะเป็นข้อมูลสำหรับหลายคนที่เลือกระหว่าง GX200, G10, LX3 ได้เหมือนกันแฮะ (คำถามยอดฮิตในเว็บกล้องเมืองไทยทั่วไป) … อ่อ ส่วน Fujifilm F200EXR คงได้เพราะนวัตกรรมของเซนเซอร์ แต่แปลกที่ไม่ยักกะมี Ricoh CX1 (แต่สองตัวนี้ผมก็ชอบไอเดียของ F200EXR มากกว่าล่ะนะ)

ปล. ……. Nikon Compact ไม่มีใน list เลยแฮะ ค่ายนี้ทำคอมแพคไม่ขึ้นนะเนี่ย (จะว่าไปก็จริง สู้ชาวบ้านในช่วงราคาเดียวกัน และกลุ่มเป้าหมายเดียวกันไม่ค่อยได้)

D700 vs. LX3 ภาพต่อภาพ จากคนธรรมดาๆ หลังกล้อง

อันนี้เป็นรีวิวเปรียบเทียบกับ D700 ครับ แบบภาพต่อภาพ เชิญชมที่ Multiply ผมครับ

rawitat: my digital memories – D700 vs. LX3 ที่วังสนามจันทร์ (10/19/51)

ข้อความจากที่ผมเขียนไว้ใน Multiply

สืบเนื่องจากบทความรีวิว Panasonic Lumix LX3 #2 ที่ผมได้เขียนไว้ที่เว็บไซต์ส่วนตัว และได้โพสท์ลิงค์ไว้ที่นี่ และมีเพื่อนคนหนึ่งใน twitter เข้ามาถาม และได้สนทนากันใน twitter ดังนี้

plynoi @rawitat http://www.rawitat.com/wp-content/uploads/2008/12/dsc-1441.jpg รูปนี้ LX 3 หรือ D700 อ่ะครับ
rawitat @plynoi D700 ครับ ยิ่งดูรูปใหญ่จะยิ่งเห็นชัดครับ ว่าต่างกันเยอะมากๆ…
plynoi @rawitat i think lx3 is more beatiful 4 small pic – -”

ก็เลยเอามาลงที่นี่หน่อยนึง จะได้เห็นกันภาพต่อภาพ ก็ยังไม่ใช่ภาพใหญ่เท่าไหร่อยู่ดี แต่ว่าเป็น 800×800 (ใหญ่กว่าปกติที่ผมลงที่นี่หน่อยนึง) ภาพทุกภาพไม่ได้ sharpen เพื่อความแฟร์ระหว่างกัน resize แล้วลงเลย

ไม่ได้ถ่ายเพื่อเน้นมุมมองหรือว่าเพื่อเอาสวยงามนะครับ เอาแค่เปรียบเทียบอุปกรณ์ในสภาพการปกติๆ ธรรมดาๆ ทั่วไป และเข้าใจว่าภาพที่เอามาโพสท์นี้ไม่ได้รีดศักยภาพของอุปกรณ์ ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแต่อย่างใด มันก็แค่ตอนเย็นๆ แดดเกือบหมด ฟ้าไม่ค่อยสวย ธรรมดาๆ นี่เอง

เพราะว่านี่คือ หนึ่งใน “สถานการณ์ใช้งานจริง” ที่จะเจอกันครับ … วันนั้นวัตถุประสงค์ของผมก็คือ “ทดสอบว่า LX3 จะใช้งานแทน D700 กับเลนส์ที่ดีที่สุดที่ผมมี ในสถานการณ์ทั่วไป ชาวบ้านๆ ธรรมดาๆ ได้ดีแค่ไหน” ครับ

  • เลือก mode เป็น standard ทั้งคู่ (หรือเทียบเท่า)
  • ใช้ base ISO ทั้งคู่ (D700 = 200, LX3 = 80) แต่ว่าจะมีรูปสองรูปที่ผมลองปรับ ISO ของ LX3 เล่นเป็น 125 นะครับ แต่ว่าไม่มีใช้เกินนี้
  • ไม่มีการแต่งภาพ
  • ไม่มีความตั้งใจให้อะไรดูดีกว่าอะไร
  • พยายามถ่ายแบบ “มุมบ้านๆ” ที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ปกติก็ไม่ใช่คนมุมมองเจ๋งอะไรอยู่แล้ว)
  • ไม่ได้ถ่าย RAW ครับ ถ่าย JPEG โดย D700 เป็น M, JPEG Normal แต่จำไม่ได้แล้วว่าของ LX3 เป็นอะไร … ทั้งนี้เพราะว่านี่คือโหมดปกติที่ผมใช้งานจริง

ขอบอกอีกครั้ง …. วัตถุประสงค์ของการเทียบ ไม่ใช่เทียบว่าเจ๋งกว่ากันแค่ไหน เพราะว่ามันไม่มีทางเจ๋งเท่าอยู่แล้ว เหมือนกับเอา BMW ไปแข่งกับ Honda City … คำถามของผมในการทดสอบครั้งนี้คือ แล้ว City ขับไล่กวด BMW ได้ดีแค่ไหน ในสถานการณ์ปกติๆ (ไม่ใช่ถนนที่เตรียมไว้ให้แข่ง)

คำตอบที่ได้คือ “พก LX3 และใช้ D700 เมื่อต้องถ่ายจริงจังที่เกินกำลังของ LX3”

ตอนท้ายจะแถมรูป crop 100 ตรงฐานรูปปั้นย่าเหลให้นะครับ ….. (แต่เป็น PNG นะ เพราะ capture จากหน้าจอเอา)

ปล. รูปทั้งหมด จะเป็น D700+14-24mm f/2.8 (ถ่ายที่ 24mm เท่านั้น) ขึ้นก่อนนะครับ ตามด้วย LX3 ซูมที่ 5.1mm (เทียบเท่ากับ 24mm เท่ากัน)

Panasonic Lumix LX3 Review #2

หลังจากที่เขียนรีวิวตอนแรกไปพักนึงแล้ว ก็ได้ใช้งานกล้องตัวนี้ไปอีกพักใหญ่ๆ และใช้ถ่ายเล่นไปเรื่อยๆ บ่อยด้วย ก็เลยพอจะมีเรื่องให้เขียนถึงมันอีกนิดหน่อย ดังนั้นวันนี้ขอเขียนรีวิวต่ออย่างคร่าวๆ นะครับ

  • หลังจากที่ค้นพบว่า มันเป็นกล้องที่ถ่าย B&W ได้สวยมากๆ (ใช้ Dynamic B&W mode) ผมไม่ได้ใช้มันถ่ายภาพสีเลย ให้ตายเถอะ ตั้งขาว-ดำค้างเลย เวลาถ่ายขาว-ดำที่ ISO สูงถึงจะมี noise ก็มีลักษณะคล้ายกับ film grain ครับ สวยทีเดียว

    P1000908.jpg

  • แต่ว่าก็พอจะมีคอมเมนท์เกี่ยวกับเรื่องสีนิดหน่อย คือ สีมันเพี้ยนจากความเป็นจริงที่ตาเห็นบ้าง ถึงจะใช้โหมด Standard แล้วก็เถอะ สียังถือว่าจัดพอสมควร แต่ว่าก็ไม่ถึงกับรับไม่ได้ ยิ่งถ้าไปใช้ Vibrant นี่ยิ่งจัดไปใหญ่เลย อ่อ แล้วก็สีใน LCD ด้านหลังรู้สึกว่าจะเพี้ยนจากที่ได้จริงนิดๆ นะ (แต่ว่ามันคงเป็นเรื่องของการ Calibrate หน้าจอด้วย ถ้า Calibrate ไว้ตรงกับ LCD ก็คงจะตรงกันดี)
  • เคยลองเอาไปถ่ายเทียบกับ D700+14-24+24-70 (ซึ่งเป็นเลนส์ Ultrawide zoom และ Normal zoom ชุดที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะซื้อได้แล้ว) ก็ปรากฏว่า “แพ้ขาด” เรื่องมิติของภาพและความคม (ก็แน่นอน ….. ราคากล้องรวมกับเลนส์ตัวเดียวก็ซื้อ LX3 ได้สิบตัวแล้ว) แต่ว่ากับการใช้งานทั่วๆ ไป (พกกล้องเดินตลาด ถ่ายรูปเล่น) ผมถือว่า “แทนกันได้อย่างไม่น่าเกลียดเลย”

    รูปทั้งหมดนี้ ย่อแล้วลงเลยนะครับ ไม่ได้ sharpen แต่อย่างใด โดยเป็นรูปจาก D700+14-24 ก่อนและเป็นรูปจาก LX3

    DSC_1441.jpg

    P1000031.jpg

    DSC_1456.jpg

    P1000035.jpg

  • การตอบสนองดีมากพอสมควร ถ้าเคยชินกับ DSLR อาจจะรู้สึกว่ามันช้าๆ บ้าง แต่ว่าเทียบกับ compact ทั่วๆ ไปแล้วถือว่า “เยี่ยม” เลยทีเดียว shutter lag มีบ้าง เป็นเรื่องปกติ ไม่ถึงกับน่ารำคาญ การทำงานของระบบกันสั่นถือว่า OK เลย
  • การวัดแสงบางทีตลกๆ ครับ ตอนที่ดูใน LCD ก่อนจะกด shutter เห็นว่าสวยดีแล้ว แต่ว่าพอถ่ายไปกลับ underexpose อย่างรุนแรงเป็นส่วนมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม (ทั้งๆ ที่มันควรจะ lock exposure แล้วนะ) บางทีก็เลยต้องเปลี่ยนการวัดแสงเป็นวัดเฉพาะจุด ก็จะช่วยได้บ้าง

    child.jpg

  • ที่ชอบอีกอย่างหนึ่ง (จริงๆ ก็เป็นข้อดีของกล้อง compact ในปัจจุบันทั่วๆ ไปน่ะแหละ) ก็คือ “เงียบ” ถ้าเราไปปิดเสียงการทำงานทั้งหมดของมันซะ ทำให้เอามาใช้ถ่ายในหลายๆ ที่ได้แบบไม่ก่อความแตกตื่น … จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะรุ่นนี้หรอกครับ ข้อนี้ apply กับกล้อง compact ทั้งหมด เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็มีกล้องกันทั้งนั้น ยิ่งกล้องรุ่นที่หน้าตามันโบราณๆ มีฝาครอบเลนส์ห้อยๆ เหมือนไม่น่าจะมีอะไรแบบนี้ คนไม่ค่อยจะกลัวกันเท่าไหร่ … ถ้าเอา D3 ออกมาถ่ายนี่คงจะแตกตื่นกันเป็นแถว ยิ่งบ้านเมืองแบบนี้ด้วยแล้ว เอามายิงรัวคงคิดว่ามีปืนกล (ลองฟังได้ที่นี่ link: DP Review)

    P1000711.jpg

  • ระยะซูม 24-60 และเลนส์ที่ “ไว” ทำให้กล้องตัวนี้เหมาะมากกับการถ่าย photojournalism หรือว่า street photography และเป็นระยะซูมที่ถือว่าค่อนข้างประหลาดเล็กน้อยสำหรับตลาด compact เพราะว่าส่วนมากจะเน้น normal-tele มากกว่าที่จะเป็น wide-normal สำหรับตัวนี้ถือว่าเป็นกล้องไม่กี่ตัวที่ระยะซูมจำกัดอยู่ในช่วง normal ไปถึง wide นิดๆ เท่านั้น ทำให้หลายคนต้องปรับลักษณะการใช้งานเล็กน้อย (สำหรับคนที่ชอบส่องไกลๆ ก็มีตัวเลือกอีกหลายตัวที่ไม่ใช่ตัวนี้ Panasonic เองก็มี Lumix TZ5) พอดีผมชินระยะแบบนี้อยู่แล้ว (จากการใช้งาน D700+24-70)

    P1000715.jpg

  • ยังไม่มีโอกาสลองใช้แฟลชเลย
  • ข้อเสียต่างๆ ที่เคยเขียนถึงไว้ตอนรีวิวคราวที่แล้วยิ่งชัดขึ้น … ยังคงรำคาญฝาปิดเลนส์เหมือนเดิม และยังคงไม่ชอบ slider ที่เลือก aspect ratio เหมือนเดิม … หลายต่อหลายครั้งแล้วที่หยิบขึ้นมาถ่ายไปหลายรูป แล้วเพิ่งจะสังเกตว่ามันเป็น 4:3 ไม่ก็ 16:9 ทั้งๆ ที่ตั้งไว้ที่ 3:2 (ซึ่งอยู่ตรงกลางพอดี) อันนี้เป็นตัวอย่างของ Fitt’s law ได้เลยนะเนี่ย แล้วก็ command dial ที่หมุนเปลี่ยนตำแหน่งได้ง่ายเกินไปเหมือนกัน บางทีตั้งไว้ที่ aperture priority แล้วหยิบมาถ่าย กลายเป็น shutter priority หรือไม่ก็ไม่ตรงกับโหมดไหนเลยซะงั้น
  • นอกนั้นไม่มีอะไรแล้ว แต่ว่าตอนนี้ติดกล้องตัวนี้มาก

Panasonic Lumix LX3 Review #1

หลังจากไม่ได้เขียน blog มานานพอสมควร (ครึ่งเดือนได้ล่ะมั้ง) ก็ขอเขียนต่อเรื่องเดิมก็แล้วกัน ก็คือ เรื่องกล้องติดตัว ตัวใหม่ Panasonic Lumix LX3 ซึ่งถือได้ว่าเป็น serious compact ที่อยู่ในความสนใจของหลายๆ คน (เป็นคำถามที่เห็นได้ตามบอร์ดทั่วไป ว่าจะเอา LX3, P6000, G10 หรือว่า GX200 ดี) และก็คิดว่าคงจะมีหลายอัน ก็เลยแปะป้าย #1 เอาไว้ก่อน (จริงๆ อาจจะมีแค่อันเดียวก็ได้)

แต่บอกไว้อีกอย่าง ผมจะขอรีวิวในลักษณะเล่าการใช้งานให้ฟังนะครับ ถ้าอยากจะอ่านรีวิวแบบละเอียดและเป็นเชิงเทคนิคมากๆ หรือว่าที่วิเคราะห์กันละเอียดสุดๆ เทียบๆ กับตัวอื่นๆ ด้วย ก็อ่านจากเว็บอื่นดีกว่าครับ (dpreview ก็ได้ครับ ที่ไหนก็ได้ เขียนกันเยอะแยะ)

เอาเรื่องที่ขัดใจก่อน ก็ยังคงยืนยันจากรีวิวก่อนหน้านี้ของผม ที่ว่ามีเรื่องขัดใจไม่กี่เรื่องคือ

  • ฝาปิดเลนส์ … นี่มันสมัยไหนกันแล้วล่ะคุณเอ๋ย ขนาด G10 ยังทำฝาเลื่อนอัตโนมัติเลย
  • command dial ที่เลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งง่ายไปหน่อย
  • ตัวเลื่อนปรับ aspect ratio ที่ขัดใจผมจริงๆ (เพราะว่าผมถ่าย 3:2 เป็นหลัก และดันอยู่ตรงกลาง ผิดหลัก Fitt’s law ในการใช้งานของผม แต่ว่าถ้าคุณถ่าย 16:9 หรือว่า 4:3 เป็นหลักก็ไม่เป็นไร)
  • autofocus บางทีจะพลาดแบบไม่น่าพลาด โดยเฉพาะกรณีถ่ายคน มันไปชัดข้างหลังอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้งๆ ที่ถ่ายก็โฟกัสที่หน้าดีหรอกนะ แต่ว่าทำไมมันไปชัดด้านหลังก็ไม่รู้ และผมท่าทางจะไม่ใช่คนเดียวที่เจอปัญหานี้ เคยอ่านในเว็บเมืองนอก มีคนเจอปัญหานี้เหมือนกัน

ส่วนเรื่องลักษณะการใช้งานทั่วไปๆ ของผม และ impression ของมันนอกเหนือจากนี้คือ

  • ทำได้ดีพอสมควร ในเรื่อง noise (ตามคาด) ถึงจะไม่ดีเท่า DSLR แน่ๆ แต่ว่าก็ดีกว่าที่ผมหวังไว้อยู่หน่อย ยิ่งมีเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง (f/2) ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ใช้งานในที่แสงค่อนข้างน้อยได้พอสมควร (แต่ว่าไม่มีอะไรสู้ D700 กับ 50mm 1.4 ที่ ISO 3200 ได้หรอก — ขนาด ISO 6400 ยังไม่น่าเกลียดเลย ตัวนั้นน่ะ)
  • ค่อนข้าง “ทน” พอสมควร ทดสอบแล้วด้วยการทำตกจากโต๊ะความสูงกว่าเมตร (ใส่กระเป๋าไว้แล้วไม่ได้รูดซิบ …​น้องเกดสุดที่รักก็เลยทดสอบความทนทานให้ ด้วยความซุ่มซ่ามส่วนตัว) ก็ไม่เป็นอะไร มีรอยเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวกล้องเท่านั้น (แต่ว่าก็คงจะขึ้นกับมุมในการตกด้วย)
  • film mode หลายอันมีให้งงเล่นมากมาย ตอนแรกๆ ผมจะใช้ standard เป็นหลัก แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ลองเล่นอย่างอื่นบ้าง พบว่า nostalgic ให้อารมณ์ฟิล์มเก่าๆ ได้พอสมควร และเป็นโหมดที่ถ่ายคนสวยที่สุด ส่วน vibrant ก็เข้ม ฉูดฉาด สมชื่อโหมด ส่วน dynamic ไม่เคยใช้ smooth เหมือนจะดีเวลาถ่ายคน แต่ว่าสู้ nostalgic ไม่ได้ลองดูหน่อย ถ่ายภายในร้าน Cafe dot com ใต้ตึกวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ ม.เกษตร ครับ อันนี้โหมด vibrant

    P1000520.jpg

    ส่วนอันนี้ที่เดียวกันเป๊ะ แต่ว่าเป็น nostalgic ครับ … เป็นไง ฟิล์มเก่าๆ ดีมั้ย

    P1000522.jpg

  • ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้นิดๆ หน่อยๆ เพราะว่าได้เลนส์ที่รูรับแสงกว้าง ถึงแม้ว่าขนาดของเซนเซอร์จะเล็กก็เถอะ แต่ว่าก็ยังใหญ่กว่ากล้อง compact ทั่วๆ ไปพอควร ก็เลยยิ่งทำให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ง่าย เมื่อเทียบกับกล้อง compact ทั่วๆ ไป ยิ่งซูมออกนิดหน่อย จะยิ่งช่วยได้ภาพนี้ถ่ายคนโดยใช้โหมด nostalgic นายแบบคือ อ.ยศวี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ครับ ถ่ายที่ 9.3mm สำหรับเซนเซอร์ตัวนี้ ซึ่งเทียบเท่า 44mm บน 35mm ถ่ายที่ f/2.5 (กว้างสุดสำหรับทางยาวโฟกัสนี้ — สำหรับกว้างที่สุดสำหรับเลนส์คือ f/2 ที่เทียบเท่า 24mm)

    P1000510.jpg

  • แต่ว่าไปๆ มาๆ สิ่งที่ผมใช้กล้องตัวนี้ทำมากที่สุดคือ “ถ่ายขาวดำ” (B&W) โดยใช้โหมด Dynamic B&W ให้ความเป็นขาวดำที่สวยมากๆ สุดยอดมากๆ เลยถ่ายแต่โหมดนี้เป็นหลักเลย ให้ดูสองรูป จากโหมดนี้ครับ ทั้งสองภาพเป็นภาพตอนที่ผมไปดูงานศูนย์คอมพิวเตอร์ ที่วิทยาเขตเพชรบุรี โดยนายแบบหลักทั้งสองภาพ คือ พี่ฉลอง จากศูนย์คอมพิวเตอร์ ม.ศิลปากรครับ

    P1000686.jpg

    P1000666.jpg

ค่อนข้างจะพอใจมากๆ กับกล้องตัวนี้ ทำให้ถ่ายรูปสนุกขึ้นอีกเยอะ โดยเฉพาะรูปขาว-ดำ จริงๆ อยากจะถ่ายขาว-ดำมานานแล้ว.. แต่ว่ากล้องที่มีอยู่ แม้แต่ D700 มันถ่ายขาว-ดำ “จากกล้อง” ไม่ค่อยจะถูกใจเท่าไหร่ และผมเป็นคนที่ไม่ชอบทำ post-process เท่าไหร่ด้วย ยิ่งต้องมาทำทุกรูปก็ไม่ไหว ก็มาเจอตัวนี้แหละครับ ที่ถ่ายขาว-ดำจากกล้องได้โดนใจมากๆ เลยตั้งไว้ถ่ายแต่โหมดนี้เลย แล้วเวลาอยากจะถ่ายคนที่ไม่ใช่ขาวดำ ก็สลับไปใช้ nostalgic เอา

P1000606.jpg

ป.ล. อ่านต่อตอน 2 ที่นี่: Panasonic Lumix LX3 Review #2

ของเล่นใหม่ ในที่สุดก็มี Leica กับเค้า!

อ่อ ยังไม่ถึงขนาดจะไปถอย Leica M มาเล่นหรอกครับ (เห็นราคา M8 แล้วกุมกระเป๋าตังค์แน่นต่อไป และไม่คิดจะไปขอลองกดชัตเตอร์เล่นด้วย) แต่ว่าเป็นหมอนี่ครับ

lumix_lx3011.jpg

ครับ Panasonic Lumix LX3 ซึ่งจริงๆ ก็เป็นฝาแฝดกับ Leica D-Lux 4 น่ะแหละครับ (ต่างกันแค่ Image processing engine เท่านั้นเอง)

ผมก็เลยมี Leica กับเค้าซะที … มียังไงเหรอ? ถึงมันจะเป็นฝาแฝดกับ D-Lux 4 แต่ว่ามันก็ยังเป็น Lumix ไม่ใช่เหรอ?

อ่าฮะ ไม่ผิดๆ แต่ว่าเหตุผลที่ผมเลือก LX3 เพราะเหตุผล 4 ข้อครับ

  1. นโยบายสวนทิศทางของความเชื่อสาธารณะ: ไม่เพิ่ม pixel count!
  2. นโยบายที่ถูกทิศทาง แม้ตลาดส่วนมากจะไม่รู้: เพิ่มขนาด sensor!
  3. รูปร่างหน้าตาที่ลอกแบบ Rangefinder หรือกล้องโบราณๆ อีกหลายตัว
  4. เลนส์ Leica DC Vario-Summicron 24-60mm (35mm eq.) f/2.0-2.8

อย่างน้อยๆ ก็มีเลนส์เป็น Leica ล่ะน่า (ฮาฮา) จริงๆ Panasonic ก็ใช้เลนส์ Leica ใน Lumix หลายรุ่นนะครับ แต่ที่พิเศษกับรุ่นนี้ ก็คือ การเลือกทางยาวโฟกัสที่สั้น เพื่อให้ได้คุณภาพที่มากขึ้นในแต่ละช่วง และมีขนาดรูรับแสงที่กว้างมาก (f/2.0-2.8) ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่มี sensor ที่มีขนาดใหญ่กว่า compact ทั่วไป (ถึงแม้จะยังเล็กกว่า DSLR รวมถึงพวกที่ sensor เล็กๆ อย่าง 4/3 format หรือ compact ที่ยัด DSLR-class sensor อย่าง Sigma DP1 อยู่มากโข) ทำให้เพิ่มโอกาสได้ภาพค่อนข้างมากทีเดียว และพอจะเล่นกับ Depth-of-Field สวยๆ ได้บ้างเล็กน้อย (เอาไว้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้นิดหน่อย)

เท่าที่ทดสอบเล่นๆ มา ก็เข้าท่าทีเดียว กล้องตัวนี้กลายเป็นกล้องติดรถ ติดกระเป๋าถือ ใส่กระเป๋ากางเกง ฯลฯ สำหรับกรณี “เผื่อมีภาพอยู่เบื้องหน้า” จะได้ไม่พลาดการได้ภาพเหล่านั้น

การตอบสนองถือว่าทำได้ดีพอสมควร ในเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้งาน การตอบสนองเยี่ยม เสียงเงียบมาก มีข้อเสียนิดๆ หน่อยๆ ตรง command dial ด้านบนมันเปลี่ยนตำแหน่งง่ายไปนิด กับ lens cap ที่น่ารำคาญหน่อยๆ (ทำให้ใช้งานมือเดียวลำบากมากๆ เมื่อเทียบกับพวกที่ใช้การเปิดปิดเลนส์แบบอัตโนมัติ) อ่อ แล้วก็อยากให้มี optical viewfinder หน่อยนึงด้วย (เดี๋ยวซื้อ optional เพิ่มเอาก็ได้)

อ่อ มีอีกหน่อย แล้วก็การเลือก aspect ratio ที่มีตัวเลื่อนตรง lens ซ้ายสุดเป็น 4:3 ตรงกลางเป็น 3:2 และขวาสุดเป็น 16:9 ซึ่งมันก็เปลี่ยนไปมาค่อนข้างง่าย คนชอบถ่าย 3:2 อย่างผมก็เลยเซ็งหน่อย เพราะว่าเวลาเอาใส่กระเป๋ากางเกง บางทีมือไปโดนนิดหน่อยพวกก็ชอบเลื่อนไปซ้ายทีขวาที เช่นเดียวกับ Focus mode แต่ว่าอันนี้ยังดีหน่อย ที่ AF อยู่บนสุด แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าอยู่ล่างสุดมันจะดีกว่าหรือเปล่า (กดลง ง่ายกว่าดันขึ้น ดังนั้นถ้า AF อยู่ล่างสุด มันก็จะกดลงไม่ได้อีกแล้ว)

ส่วนเรื่องคุณภาพของภาพ ถือว่าทำได้เยี่ยมเกินคาด แต่อย่างหวังเอาไปเทียบกับ DSLR มากมายนัก แต่ว่าถ้ากรณีทั่วๆ ไป และเอาไว้ถ่าย street หรือว่าถ่ายเล่นถ่ายเที่ยว รับรองว่าคุณภาพไม่น่าเกลียดแน่นอน เรียกได้ว่าสวยเลยล่ะ โดยเฉพาะสีสันดีมาก ถึงจะใช้ Film mode เป็น standard ถ้าใช้ Film mode เป็น smooth ก็ถ่ายคนได้เนียนดี

แถมให้รูปนึงละกันนะครับ นอกนั้นเจอกันใน multiply รูปนี้ถ่ายที่หน้าวิหารเซียน ตอนบรรยากาศอึมครึมสุดๆ ระหว่างฝนตกหนักระลอกแรก กับก่อนฝนหนักๆ ระลอกถัดไปจะเทลงมา ใช้ Auto White Balance ตั้ง Film mode เป็น standard แล้วเพิ่ม sharpness ไป +1 ในกล้อง นอกนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งสีทั้งคอนทราสท์ และไม่ได้ post-process ทั้งสิ้น (ปกติผมไม่ post-process รูปอยู่แล้ว อันนี้คนรู้จักรู้กันดี) ย่อแล้วลงเลย ไม่ได้ทำการ sharpen เพิ่มเติมก่อนหรือหลังย่อ

lumix_lx3012.jpg

พอใจกับภาพและสีสันที่ได้มากมายครับ

“กี่ล้านดีคะ”

เมื่อวานเดินผ่านแผนกกล้องของ Power Buys ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ก็เลยเดินๆ แวะๆ เข้าไปดู compact ซะหน่อยเผื่อจะมีอะไรน่าสนใจ (จริงๆ กำลังมองหา Panasonic Lumix LX3 อยู่)

พนักงานสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส

พนักงาน: “พี่ชื่ออะไร ขอเบอร์ได้มั้ยคะ”

ไม่ใช่ล่ะ อันนี้ล้อเล่น อันนี้สิของจริง

พนักงาน: “ดูเป็นกี่ล้านดีคะ”

เล่นเอาเอ๋อกินไปพักนึง พร้อมกับหัวเราะดังๆ ในใจ

ผม (คิด): “โห เล่นถามกันแบบนี้เลย”
พนักงาน: “พี่ จะดูเป็นกี่ล้านดีคะ”
ผม (คิด): “นี่ถ้าบอกไปว่า 30MP นี่จะเอา Hasselblad ออกมาให้มั้ยเนี่ย”
ผม: “ขอดูเรื่อยๆ ก่อนครับ”

ถึงผมจะไม่ได้ตอบอะไรไปมากกว่านี้ เพราะว่าไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับพนักงานมากกว่านี้ และไม่มีเวลาถามเล่นอะไรมากมาย แต่ว่าเราคงจะจินตนการ conversation มาตรฐานต่อไปนี้ออก

พนักงาน: “ดูเป็นกี่ล้านดีคะ”
ลูกค้า: “เอ่อ อยากได้ที่คุณภาพของภาพดีๆ ไฟล์สวยๆ คมๆ น่ะครับ”
พนักงาน: “งั้นนี่เลยค่ะ รุ่นนี้ออกใหม่ ขายดี 14.5MP นะคะ ยิ่งทำให้ภาพคมชัดมาก ถ่ายออกมาสวยค่ะ”

ครับ ไม่ใช่ความผิดของพนักงานครับ แต่ว่าอย่างที่พวกเราทุกคนทราบกันเป็นอย่างดี ว่านี่คือ “Megapixel Myth” อีกหนึ่งผลงานที่น่าภาคภูมิใจของ number marketing และส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Megapixel Race” หรือการแข่งกันปั๊มตัวเลข MP ของกล้องของบรรดาผู้ผลิตต่างๆ

Number marketing พูดง่ายๆ เป็นวิธีการทำการตลาดโดยอาศัย “ความไม่รู้” ของผู้บริโภคให้เป็นประโยชน์ โดยการ “บอกความจริงไม่หมด” หรือ “ไม่บอกปัจจัยทั้งหมด” และข้อความที่บอกนั้น “เป็นจริงในระดับหนึ่ง” ในขั้นต้น

เช่น มีครั้งหนึ่งเช่นกันในอดีตกาลอันไกลโพ้น ที่จำนวน MP มากกว่านั้นมักจะส่งผลให้ได้คุณภาพของภาพที่ดีกว่า นั่นคือสมัยที่กล้องยังมี MP น้อยๆ เกินไปอยู่ เช่นการเพิ่มจาก 1.3MP เป็น 2MP นี่น่าจะได้ภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้นจริง และยังคงอยู่ในความสามารถของเซนเซอร์ที่จะรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ว่ามันกลายเป็นความเชื่อทางการตลาด การพัฒนาจาก 7.1MP เป็น 8MP ก็ยังคงพอว่า แต่ว่าการพัฒนากันในปัจจุบัน ที่ยัดเยียดกันถึง 12-15MP ลงไปในเซนเซอร์ที่ไม่ได้มีขนาดเพิ่มขึ้น นี่ทำให้คุณภาพมันดีขึ้นเหรอ? มันเกินลิมิทของเซนเซอร์ขนาดเล็กของกล้อง compact ทั่วไปจะรับได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

ผมจะไม่พูดถึงเรื่อง “ฟิสิกส์ของแสงและอิเลคทรอนิกส์ในการรับภาพของเซนเซอร์กล้องดิจิทัล” ตรงนี้ เพราะว่าอันนั้นทำเป็นบทความวิชาการยาวๆ ได้เลย แต่ว่าเทียบง่ายๆ แบบนี้

ถ้าแสงที่เข้ามา (โฟตอน) เหมือนกับฝนที่ตกมาล่ะก็ การถ่ายรูปก็เหมือนกับการรองรับน้ำฝนน่ะแหละ เซนเซอร์ก็เหมือนกับภาชนะที่เอาไปรองน้ำฝน พวกกล้องแพงๆ อย่างพวก Medium format ก็เหมือนกันเอาอ่างอาบน้ำไปรับน้ำฝน พวก DSLR Full-frame ก็คงจะประมาณโอ่ง พวก DSLR ที่มี crop-factor ทั้งหลายก็คงอารมณ์กาละมังใหญ่ๆ

แต่ว่าพวกกล้อง compact เนี่ย ถ้าเป็น sensor ขนาด 1/1.7″ (หรือ 1/1.72″) ก็คงจะอารมณ์เดียวกับอ่างล้างหน้า ส่วนขนาด 1/2.33″ นี่คงจะขันน้ำ

นั่นคือขนาดเซนเซอร์ทั้งหมดนะครับ แล้วต้องมา “แบ่ง” ออกตามปริมาณ MP อีก ดังนั้นยิ่ง MP มาก ปริมาณน้ำที่แบ่งออกไปได้สำหรับแต่ละส่วนก็ยิ่งน้อยลงไปอีก

เช่น ถ้าเราจะแบ่งน้ำอาบนึง หรือว่าโอ่งนึง ออกเป็น 100 แก้ว เราคงจะได้น้ำล้นแก้ว หรือว่าได้แก้วใหญ่ๆ แต่ว่าถ้าเราจะต้องแบ่งน้ำขันนึงออกเป็น 100 แก้วเท่ากันล่ะ? คงได้กันแก้วละไม่กี่หยด

แล้วมัน matter ตรงไหนเนี่ย?

ไม่ต้องแปลกใจเลยครับ ที่กล้องที่มี sensor ใหญ่กว่าจะเก็บรายละเอียดของสีสันและแสง ได้ดีกว่ากล้องที่มี sensor เล็ก เพราะว่าถึงแม้ว่า pixel จะเป็นหน่วยย่อยที่สุดของภาพดิจิทัลและเป็นที่ทราบกันดีกว่า ยิ่ง pixel เยอะ ยิ่งเอามาต่อกันเป็นภาพใหญ่ได้เนียนมากขึ้น และน่าจะเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดียิ่งขึ้น … ภาพที่ได้จากกล้อง MP สูงแต่ sensor เล็กมักจะมีพลวัตของแสงและสีสัน (Dynamic range) ที่น่าผิดหวัง ไม่พอ ด้วยเหตุผลทางฟิสิกส์และอิเลคทรอนิกส์ … ยังทำให้มีสัญญาณรบกวน (noise) มากขึ้นอีกด้วย

เป็นหนึ่งในอีกเรื่อง ที่สุดท้ายแล้ว การนำปัจจัยเดียวจากหลายๆ ปัจจัย (เช่น MP อย่างเดียว ในหลายปัจจัยอื่นๆ เช่น Image processing engine, sensor, ฯลฯ หรือการนำ clock speed อย่างเดียวในเรื่องของ CPU design) มาทำการตลาดและโฆษณา ส่งผลให้เกิด Number marketing ที่ลงท้ายด้วย Number myth

และกำลังทำงาน against ตัวเองอย่างมากมาย

ผู้ผลิต CPU ยักษ์ใหญ่อย่าง Intel เคยเจอปัญหานี้มาแล้ว กับตอนที่ออก Pentium-M ที่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า Pentium-4 ด้วย clock speed ที่ต่ำกว่า แต่ตลาดไม่ยอมเชื่อว่า CPU ความเร็ว 1.7 จะทำงานเร็วกว่า CPU ความเร็ว 2.0

ตอนนี้ผมเชื่อว่าผู้ผลิตกล้องหลายรายก็กำลังเจอกันอยู่ ว่าจะตอบโจทย์ยังไงดี ว่ากล้อง 10MP ดีกว่า 14MP

ขนาด sensor เล็กที่กล้อง compact ส่วนมากใช้กันน่ะครับ 10MP ก็โคตรจะเต็มกลืนแล้ว แต่ว่าก็ยังมี MP bump กันเรื่อยๆ เมื่อรุุ่นใหม่ๆ ออกมา และผมก็ต้องผิดหวังทุกทีเมื่อเข้าไปดู spec แบบละเอียดใน web ที่ไม่มีการเพิ่มขนาด sensor เลย (เช่น Nikon Coolpix S710 14.5MP 1/1.72″ sensor เทียบกับรุ่นก่อนมัน S700 12MP 1/1.72″ sensor เท่ากัน) แล้วก็ต้องไปพยายามแก้ที่การพัฒนา Image processing engine แทน เพื่อจัดการกับ dynamic range และจัดการกับ noise หลังจากรับภาพเข้ามาเรียบร้อยแล้ว

แต่ว่ามันแก้ขีดจำกัดทางฟิสิกส์ของเซนเซอร์ไม่ได้หรอก รับเข้ามาดี ก็ยิ่งดีขึ้น (ยกตัวอย่างเช่น ทำไมกล้อง Nikon ซึ่งใช้ EXPEED Image processing concept engine เหมือนกัน ภาพจาก D700 ซึ่งเป็นกล้อง 12.3MP ถึงดีกว่า Nikon Coolpix S710 ซึ่งเป็นกล้อง 14.5MP แบบฟ้ากับเหว?)

แต่ก็ยังดีใจหน่อยนึง ที่รู้สึกจะมีหลายผู้ผลิต ให้ความสำคัญและความสนใจกับเรื่องนี้พอสมควร อย่างน้อยๆ ก็ Panasonic ที่ออก LX3 ด้วยการไม่เพิ่ม MP แต่ว่าไปเพิ่มขนาด sensor แทน ถึงแม้จะไม่ได้ใหญ่กว่าเดิมมากมายก็เถอะ แล้วก็ยังมี Sigma ที่ทำ DP1, DP2 ออกมาด้วยขนาด sensor ที่ใหญ่ผิดวิสัย compact

ผมหวังว่า แนวทางนี้คงจะยังไม่หายไป และหวังว่าเมื่อ “compact เปลี่ยนเลนส์ได้” (u4/3 ของ Olympus) ออกมาจริง จะดีขึ้น

และหวังว่าผู้ผลิตรายใหญ่ๆ เช่น Nikon, Canon, Sony จะกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น มันเป็นการ back-to-basic สำหรับปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากๆ เลยทีเดียว หลังจากทำสงคราม MP ที่ไม่มีใครชนะ และเกินขอบเขตที่ผู้บริโภคทั่วไป (ซึ่งเป็นตลาดของ compact) จะได้ประโยชน์แล้ว

การจัดการกับ MP สูงๆ ก็ทำได้แล้ว Image processing engine ที่ฉลาด จัดการกับ noise ได้ดี และจัดการกับ dynamic range ได้ดี ถึงจะเป็นภาพจากเซนเซอร์เล็ก ก็มีกันทุกคนทุกค่ายแล้ว ถ้าเปลี่ยนขนาดเซนเซอร์ ภาพที่ได้ก็น่าจะดีขึ้นเยอะเลย ไม่ใช่เหรอ

อีกอย่าง มันก็ยังคงเป็น “Number” ไม่ใช่เหรอ พวกทำ Number marketing ก็ยังคงทำได้นี่นา

ผมหวังว่าในอนาคต ผมจะได้ยิน conversation นี้ ถึงแม้โอกาสที่มันจะเกิดขึ้นจะน้อยมากๆ

พนักงาน: “จะดูเป็นแบบไหนดีคะ”
ลูกค้า: “อยากได้กล้อง compact ตัวเล็กๆ หน่อย พกสะดวกหน่อยครับ เอาไว้เที่ยวๆ เล่นๆ ถ่ายเรื่อยเปื่อยน่ะแหละครับ”
พนักงาน: “พี่ต้องใช้รูปใหญ่แค่ไหนคะ”
ลูกค้า: “แค่ดูในจอคอมพ์ 20″ หรือว่าขึ้นจอทีวี 30″ ที่บ้าน แล้วก็ถ้าจะอัดก็คงไม่เกิน A4 ครับ”
พนักงาน: “อืมมม งั้นใช้กล้อง 10MP คงพอค่ะ”
ลูกค้า: “ครับ งั้นสองตัวนี้ตัวไหนดีกว่ากันครับ”
พนักงาน: “ตัวนี้ sensor ใหญ่กว่าค่ะ ตัวนี้ 1/1.63″ อีกตัว 1/2.33″ ให้สีให้แสงดีกว่า noise น้อยกว่าค่ะ”
…………

ฝันกันต่อไป

ปล. เขียนไปเขียนมา ยาวกว่าที่คิดแฮะ

Olympus Micro 4/3!

ได้ข่าวมาจาก @rengrit ใน twitter อีกที จริงๆ ก็เคยเป็นเรื่องที่คุยกับคุณวีร์ไว้นานแล้ว (วันนั้นโทรคุยกัน จำได้ว่าคุณวีร์บอกว่า หวังกับ Micro 4/3 ดีกว่า จะออกแนว compact เปลี่ยนเลนส์ได้)

อันนี้ข่าวจาก DPReview: Olympus develops Micro Four Thirds camera

เข้าไปแล้วมีภาพจากงานแถลงข่าวและตัวกล้องด้วยนะครับ มีอยู่หลายภาพเหมือนกัน อันนี้ภาพจาก DPReview ครับ เอาลิงค์มาแปะไว้เฉยๆ เลย

เจ๋งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ งานนี้เก็บตังค์รอละครับ ดีไซน์ที่ออกแนว retro/classic แบบนี้ก็โดนเหมือนกัน แต่ว่าอยากได้สีอื่นแฮะ (เงิน-ดำ)

อยากได้มากๆ เลย กล้องตัวเล็กๆ ขนาดไม่ต่างจาก compact (ไม่ถึงกับต้อง ultracompact นะ แค่ประมาณ Canon G9 ผมก็ว่า OK แล้ว) แต่ว่ามี sensor ขนาดใหญ่หน่อย อาจไม่ต้องถึงกับ APS-C หรอก เล็กกว่าหน่อยก็ได้ แต่ว่าให้ใหญ่กว่าพวกกล้อง compact ปัจจุบัน ที่นอกจาก sensor จะเล็กแล้ว ยังไม่รู้จะแข่งกันปั๊มจำนวน pixel ไปถึงไหน คุณภาพของภาพก็เลยห่วยลงๆ การจัดการเรื่อง noise ก็ไม่ได้ดีขึ้น แถมถ่ายชัดตื้นยากมากๆ อีกตะหาก (ต้องเปิด macro แล้วก็เลนส์จิ้มวัตถุเลย แบบนี้ถ่ายคนแทบไม่ได้ หรือว่าไม่งั้นต้องไปใช้พวก superzoom แล้วถ่าย headshot อย่างเดียว …. ) ฯลฯ อ่ะ นอกเรื่องๆ แฮะ

ไม่พอ ยังเปลี่ยน lens ได้อีกตะหาก (เอ่อ แต่ว่าต้องซื้อเลนส์เพิ่มเติมอีกล่ะครับ … เฮ้อ สงสัยกระเป๋าตังค์)

ดูจากตัวของ Panasonic G1 ซึ่งเป็น micro 4/3 ตัวแรกแล้ว ของ Olympus นี่ดูจะออกแนว rangefinder มากกว่า SLR (G1 ดูเป็น SLR มากกว่า) แถมน่าจะเป็น mirror-less design แบบนี้คงจะเงียบน่าดูเลยเหมือนกัน

ถ้าไม่นับวิธีการโฟกัสกับการไม่มีช่องมองนะ มันเป็น rangefinder ชัดๆ

เลยเสียดายอย่างเดียว …. Olympus หนอ ทำช่องมองแบบ rangefinder มันยากเย็นนักหรือไงหว่า ทำไมต้องมองผ่าน LCD อย่างเดียวด้วยล่ะคร้าบบบบ? ยังไงๆ ผมก็อยากจะได้ optical viewfinder ล่ะน่า เอาไว้ใช้เวลา battery มันจะหมด อีกอย่างก็ยังชอบยกกล้องมาไว้ที่ตามากกว่าด้วย แต่ว่าก็คงจะมีอุปกรณ์เสริมเป็นพวก VF ไปติดตรง flash hotshoe น่ะแหละ (หวังว่า)

จริงๆ ผมอยากได้ Sigma DP1 เหมือนกัน ด้วยเหตุผลเดียว คือ sensor ที่ใหญ่กว่าชาวบ้าน แต่ว่าราคาเมืองไทยมันโหดไป แถมไปนั่งเล่นแล้วต้องบอกว่า ไม่ไหวเลยกับประสิทธิภาพการใช้งาน ถ่าย landscape คงจะพอไหว แต่ว่าถ่าย street คงลำบากแน่ๆ เพราะว่าเลนส์มันช้าและกว้างไปนิดสำหรับ street สำหรับความชอบส่วนตัวของผม (28mm f/4) แต่ว่าที่ช้ากว่าเลนส์คือ “ระบบการทำงานของกล้อง” …. อืดมาก

ว่าแล้วก็ท่องไว้ street photography street photography หวังว่าราคาคงไม่แรงเกินไปนะ (อ่อ กับ lens เทียบกับ 35mm ใน 35mm format ด้วย)

งานนี้ค่ายอื่นๆ ว่าไงครับ?

Nikon D90: หมดมุก?

เปล่าๆ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์เชิงลบอะไรทั้งนั้น Spec ดูดีออก จาก price point และ market position ของมัน เพิ่งโทรไปถามร้านประจำเมื่อเช้าว่าจะมาเมื่อไหร่ เผื่อจะเข้าไปนั่งเล่น เท่าที่ดูก็เข้าท่าดี เป็น hybrid ของ D300 กับ D80

  • Sensor: CMOS, Image Processing: EXPEED, LCD: 3″ แบบเดียวกับ D300
  • Picture Control แบบเดียวกับ D300
  • Noise: ไม่น่าจะแย่กว่า D300 เห็นมีคนบอกว่าเท่าที่ดูดีกว่า ไม่รู้ว่าอุปทานหรือเปล่า
  • Active D-Lighting, 3D Tracking AF แบบเดียวกับ D300 (แต่ว่า AF 11 จุดเหมือน D80)
  • งั้นสรุปว่า Imaging Functionality/Performance น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับ D300
  • แต่ว่า Camera Body/Usability/Performance น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับ D80 (ดีกว่าหน่อย)
  • หนักกว่า D80 นิดนึง คงเพราะเจ้า Sensor cleaning
  • เลนส์: 18-105 F3.5-5.6 VR เฉยๆ แฮะ ทั้งที่ช่วงน่าสนใจ แต่ F ปลายอยากได้ดีกว่านี้
  • ฯลฯ ขี้เกียจเขียน (ยังไม่เขียนถึงเรื่องการถ่ายวีดีโอ ของแบบนี้ดูจาก​ Spec ไม่รู้)
  • นิดนึง ….. ราคาน่าสนใจมาก (ราคาต่างประเทศ — เข้าไทยต้องดูอีกที)

แล้วทำไมผมว่ามันหมดมุกหว่า?

ก็สโลแกนมันบนเว็บ Nikon USA อ่ะดิ

อ่ะ List ให้ดูนะครับ ในหน้าของ DSLR บนเว็บ Nikon USA เท่าที่ List ณ ปัจจุบัน (เข้าเมื่อกี้นี้เอง)

  1. D3: Extraordinary Speed… Uncompromised Versatility
  2. D700: Power that Empowers. Agility Meets FXability
  3. D300: Exceptional Agility… Inspired Performance
  4. D200: Faster. Smarter. Stronger.
  5. D90: Exceptional Agility… Inspired Performance
  6. D80: Expert Design… Use With Passion
  7. D60: Incredible Pictures, Incredible Possibilities, Incredibly Easy!
  8. D40x: Incredible Pictures… Even Easier!
  9. D40: Incredible Pictures… Incredibly Easy!

อืมมมมมม ท่าทางจะหมดมุกแฮะ ถ้างั้น D300 ยังจะเรียกว่า Exceptional Agility ได้มั้ยเนี่ย

ปล. แก้ชื่อบทความ เนื่องจากนึกออกว่าคำว่า “มุกตลก” นั้นสะกดด้วย “ก” ไม่ใช่ “ข” …. ขออภัย

Nikon Digital Rangefinder?

ตอนแรกอ่าน ข่าวลือ (link: nikonrumors.com) ว่า Nikon อาจจะออก High-end Compact รุ่นสูงกว่า P6000 และจะใช้ APS sensor จาก D60 แล้วฟังหูไว้หู ถึงจะตื่นเต้นกับมันก็เถอะ

คิดๆ อยู่ เมื่อไหร่พวกค่ายใหญ่ๆ พวกนี้จะเอา Sigma เป็นตัวอย่างบ้าง เพราะว่า Sigma DP1 ที่ใช้ sensor ใหญ่ นี่ค่อนข้างดีเลยในเรื่อง image quality (จากการไปนั่งเล่นใน BIG Camera วันหนึ่ง และการอ่านรีวิวจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่าที่หาได้) ถึงจะมีประเด็นถกเถียงกันเรื่องจำนวน pixel ที่แท้จริงของ sensor ตัวนั้นก็เถอะ

คุยไปคุยมากับเพื่อนสนิท (คุณวีร์; Vman) ถึงเรื่องนี้ สรุปว่าคงยากแฮะ

แต่ว่าก็เจอมาอีกน่ะแหละ ข่าวลือ (อีกล่ะ; link ที่เดิม) ว่ามีคนเห็นต้นแบบของ Nikon Digital Rangefinder ในโตเกียว

อืมมม อันนี้น่าสนแฮะ …. และชักเข้าเค้า ว่าไอ้เจ้าตัว High-end compact ตัวที่ว่า นี่มันจะหมายถึง Rangefinder ตัวนี้หรือเปล่า? (เพราะว่าจะว่าไป ด้วยรูปร่าง ลักษณะของมัน หลายคนอาจจะมองเห็น Rangefinder พลาดเป็น compact ก็ได้ ไม่แปลก จริงๆ ก็มีหลายคนน่ะแหละ)

น่าสนใจแฮะ เพราะว่าเอา DSLR ไปถ่าย street candid/street life เนี่ย ขนาดใช้เลนส์ตัวเล็กที่สุดเท่าที่มี (35mm F/2) แล้วนะ คนยังแตกตื่นเลย ความเป็นมิตรของมันค่อนข้างน้อยจริงๆ

แต่ว่าถ้าเอากล้อง compact หรือว่ากล้องติดมือถือมาถ่าย คนมองว่าเป็นเรื่องปกติกว่าเยอะ ……. แบบว่า คงถ่ายเล่นๆ สนุกๆ มากกว่า ดูเป็นมิตรมากกว่า และเป็นเรื่องธรรมดามากกว่า … ใครๆ เค้าก็มีกัน เดี๋ยวนี้น่ะ

D700 ก็ออกไปแล้ว D90 ก็คงจะเร็วๆ นี้ และท่าทางจะมีหมัดเด็ดเรื่องถ่ายวีดีโอได้ พวก Coolpix ก็อัพเดทกันไปแล้วทั้งไลน์ ….. จะมีอะไรซ่อนอยู่อีกหว่า

APS-size sensor Rangefinder หรือว่า APS-size sensor Compact (ที่​ “เงียบหน่อย”) ก็แล้วแต่ ถ้าจริงจะกรี๊ดให้ (อย่าให้เห็นราคาแล้วกรี๊ดสลบยิ่งกว่าเดิมก็แล้วกัน)

ที่มาของ Nikkor 35mm F/2 ในกระเป๋าผม

เลนส์ที่ชอบที่สุดตัวนึง (แต่ว่าไม่ค่อยได้ใช้ … ถ่าย moving life portrait ไม่เก่ง ….. พยายามอยู่) แต่ไม่ค่อยได้ยินคนพูดถึงกันเท่า 50mm F1.4/1.8, 85mm F1.4/1.8 เท่าไหร่

เขียน blog นี้ไม่ใช่ว่าจะรีวิวเลนส์ตัวนี้หรอกนะ แต่ว่าจะ note เหตุผลทางประวัติศาสตร์เอาไว้ ว่าเหตุผลที่อยากได้เลนส์ตัวนี้คืออะไร

เรื่องของเรื่อง คือบังเอิญวันนึงไปเจอเว็บนี้เข้า

The World Through My Eyes: Nikon 35mm F2 Natural Light Portraits

ก็เลยคิดว่า อืมมม จริงๆ ตัวเองก็น่าจะมี prime lens ระยะขนาดนี้ไว้เหมือนกัน เพราะว่า 50mm พอใช้กับ FOV 1.5 sensor แล้วมันจะครึ่งๆ กลางๆ ไม่ normal ไม่ tele เป็นเลนส์ติดหน้ากล้องใช้ถ่ายไปเรื่อยๆ ตอนเดินๆ เล่นๆ ลำบากพอตัว …. 35mm น่าจะกำลังสวยเลย

อีกอย่าง เห็นในเว็บนั้น อืมม ถ่าย portrait ในที่แคบๆ ระยะใกล้ๆ สวยพอตัวเลยนี่นา (เพราะว่าเหตุผลหลักของผมในการซื้อของเล่นพวกนี้ก็คือถ่ายคน)

ก็เลยไปสอยมาซะ เร็วๆ นี้ว่าจะหาเรื่องใช้เลนส์ตัวนี้มากขึ้นอีกซักหน่อย แต่ว่าก็มีเรื่องให้อารมณ์ไม่ค่อยดีก่อนที่จะได้ใช้ซะงั้น

เอามาโน๊ตไว้ใน blog เพื่อบันทึกความจำของตัวเอง และแชร์กันครับ