รวมปัญหาเรื่อง lib ใน Leopard

ตอนนี้เริ่มเล่น Leopard ในฐานะของนักพัฒนาโปรแกรมและพวกชอบงัดแงะมากขึ้น และตอนนี้เท่าที่ลองเล่นก็เจอปัญหาโน่นนี่นิดหน่อย ซึ่งได้ post ไว้ใน ThaiMacDev เรื่อยๆ แต่ว่าขอรวบรวมไว้ตรงนี้อีกที่หนึ่งละกัน

ไว้เจอมากกว่านี้แล้วจะ post ไว้เรื่อยๆ ครับ

History of the Internet & the Web

เทอมนี้สอนวิชา Programming on the World Wide Web และคิดจะใช้วิธี collaborative knowledge development กับวิชานี้ (และอาจจะวิชาอื่นๆ ที่สอนในเทอมนี้ด้วย) ก็คือ ผมจะรวบรวมบทความหรือว่าเร่ืองน่าสนใจต่างๆ มาเป็น reading list และนักศึกษาจะต้องเข้าไปอ่าน​ (ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งหมด) และต้องมีความคิดอะไรบางอย่างกับสิ่งที่ตัวเองอ่านไป ว่าให้ข้อคิดอะไรบ้าง ส่งให้เกิดผลอย่างไรบ้าง หรือว่าทำให้เข้าใจโลกที่เป็นอยู่อย่างไรบ้าง และนักศึกษาจะต้องเขียนเป็นบทความสั้นๆ แล้ว submit กลับเข้าไปในระบบ โดยที่ผมจะเป็น editor ให้ เพื่อคัดเลือกบทความที่ดี (interesting, insightful ตามภาษา slashdot) ให้อยู่ในระบบ และการนับคะแนนจะนับตาม contribution ในการร่วมกันสร้าง knowledge

สำหรับ reading list แรกของวิขานี้ คือเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ นั่นคือ history of internet & the web ซึ่งผมเห็นว่าจริงๆ ก็น่าสนใจดี ก็เลยเอามา post ไว้ที่นี่อีกที่หนึ่ง

517312 Programming on the World Wide Web: Reading: History of Internet & the Web

ซึ่งก็คงต้องขออภัยอย่างสูงด้วยอีกเรื่องหนึ่งคือ ใน website นั้น ไม่ให้คนนอกสมัครเข้ามาเขียน content ได้แต่อย่างใด (เนื่องจากกำลังอยู่ในระหว่างการทดลอง model นี้ในการศึกษา)

App: Leopard MenuHack

บ่นกันจัง ว่า Menu bar ใน Leopard มันกวนสายตา กวนใจ ไม่พอ ยังทำให้ต้องเรื่องมากขึ้นอีกเยอะกับการเลือก background สักรูป เพราะว่าไม่งั้นมันจะอ่าน menu bar ลำบากเอา

kiterminal ไปเจอโปรแกรมเจ๋งๆ ตัวนึงมา ชื่อ Leopard MenuHack หน้าที่ของมันคือให้เราปรับสีตรงที่จะไปอยู่ด้านหลัง menu bar ได้เลย (เหมือนกับเอาแถบสีไปแปะบน desktop background น่ะแหละ) แถมเป็น open source (ใช้ GPL) ด้วย

วิธีการใช้ค่อนข้างจะตรงไปตรงมา แต่ว่ายังให้ความรู้สึก hacked พอควร (ก็สมชื่อ) ยังมีปัญหานิดหน่อย แต่ว่าก็ทำงานได้ดี ผมก็เลือกให้เป็นสีดำตลอดเลย ไม่ว่าจะใช้ background อะไรก็ตาม สรุปว่าลองใช้กันดูครับ

MacBook Pro จะมี Major upgrade เมื่อไหร่?

คำถามที่ถามกันมากมาย มานาน หลายเดือน อาจจะเป็นปีๆ แล้วมั้ง กับคนที่อยากจะซื้อ หรือว่าต้องการจะ upgrade เครื่อง Mac laptop ของตัวเองเสียที ก็คาดหวังกันมานาน ผิดหวังกันแล้วผิดหวังกันอีก

จริงๆ แล้วผมกับ วีร์ (ที่ทำ dualGeek podcast ด้วยกัน) ก็คุยกันบ่อย และคาดเดาเรื่อง time frame ต่างๆ นานา และ pattern ในการออก product มามากมาย ต่างๆ นานา แต่ทุกการคาดเดาของเราเกี่ยวกับ MacBook Pro นี่พลาดหมด

MacBook Pro เป็น laptop ระดับ flagship ของ Apple ที่มีหน้าตาแบบนี้มาตั้งแต่เป็น PowerBook G4 แล้ว แทบจะเหมือนกันเปี๊ยบ มีต่างกันเล็กๆ น้อยๆ และล่าสุดเพิ่งจะได้รับ minor change ในรุ่น BTO ไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมเองก็ชอบโจ๊กเล่นเสมอๆ ว่า ถ้าคิดว่าคอมพิวเตอร์เป็นแฟนนะ เปลี่ยน PB เป็น MBP นี่เหมือนกับเปลี่ยนแฟนไปคบน้องสาวแฟน ที่รูปร่างหน้าตาเกือบจะเหมือนกันแทน ยิ่งเปลี่ยน MBP เป็น MBP รุ่นใหม่นี่ ยิ่งเหมือนกับเปลี่ยนแฟนเป็นฝาแฝดแฟนยังไงยังงั้น อาจจะเร่าร้อนกว่าหน่อยเวลาเอาไปนั่งตัก หรือว่าทำได้นานกว่าหน่อย (battery life) หรือว่าหน้าตาปิ๊งปั๊งขึ้น (ถ้าเลือกแบบจอ glossy) …. เฮ้ย เลิกเหอะ ชักเลยเถิด

พอดีวันนี้คุยกับ peter (ซี้เก่าสมัยเรียนที่ญี่ปุ่น) มีอะไรตลกๆ เลย capture มาให้อ่านกัน

ตลกอ่ะ ช่างสังเกตมาก 2001, 2003, 2006, … ถ้าเอาเฉพาะตัวหลัง (1, 3, 6) มันเป็น Triangular Numbers (1, 3, 6, 10, 15, 21, 28, 36, 45, 55, …) นี่หว่า!

โอ้เย่ งั้นแบบนี้ MBP major upgrade ครั้งต่อไปคงจะเป็น 2010 (ฮา …. ไม่ค่อยออก)

ล้อเล่นน่ะครับ ยังไงคิดว่า MWSF ครั้งหน้านี่น่าลุ้นเหมือนกันนะ

[update 1] แก้คำผิดเล็กน้อย

iChat Theater Setting

สำหรับคนที่เล่น Leopard แล้วอยากจะลองใช้ iChat Theater ให้มี side-by-side view แบบใน Demo/Keynote/Web/Screenshots ทั่วไป แต่ว่าเมื่อลองแล้วกลับไม่เป็นแบบนั้น ให้ทำแบบนี้ครับ

  1. เข้าไปที่ System Preferences แล้วไปยัง QuickTime streaming speed
  2. เปลี่ยน speed ให้มากหน่อย (ผมลอง 1.5 แล้วใช้ได้) อย่าใช้ Automatic
  3. ปรับ bandwidth limit ที่ Audio/Video ใน iChat Preferences ให้เป็น None

ตัวอย่างในรูปนี่ไม่ใช่รูปผมนะ แต่เป็นลูกศิษย์ (neokain) ที่สถาบันวิจัย ตอนกำลังทดสอบ iChat Theater กันครับ ส่วนรูปที่แชร์นี่ถ่ายจากนครธมที่เขมร …​ เหมือนกับตราสโมสรฟุตบอลอะไรซักอย่าง

แก้ Dock ใน Leopard

Dock เปลี่ยนไปเยอะมากมายใน Leopard และถึงผมจะเริ่มชินกับมันบ้างแล้ว แต่ว่าผมก็ยังไม่ค่อยจะชอบมันเท่าไหร่อยู่ดี ครั้นลองเปลี่ยนไปเป็น 2D ตามที่ เคย post ไว้ก่อนหน้านี้ ผมก็รำคาญขอบสีขาวของมันอยู่ดีน่ะแหละ เลยเปลี่ยนกลับไปเป็น 3D เหมือนเดิมอะไรๆ มันก็พอจะเริ่มรับได้ล่ะนะ ยกเว้นเจ้าทางม้าลาย ที่ผมว่ามันเกะกะจัง มัน visual distraction มากเลย ก็เลยหาทางเอาออกซะสรุปว่า ผมก็เลยหาทางเล่นกับ Dock ตัวนี้ซะเลย ทำตามนี้นะครับ

  1. เปิด Finder ไปที่ /System/Library/CoreServices 
  2. หา Dock.app แล้ว click ขวา เลือก Show Package Contents
  3. เข้าไปใน Contents/Resources
  4. จากนั้นก็หาไฟล์ชื่อดังนี้ scurve-[l,m,sm,xl].png ซึ่งเป็นไฟล์สำหรับฐานรอง Dock และไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วย separator ซึ่งเป็นไฟล์ตัวกั้นลายทางม้าลาย (มี 3 ไฟล์ ชื่อคล้ายๆ กันตามรูปแบบของตัวกั้นที่ใช้งาน สำหรับ 3D Dock แล้วก็ 2D Dock ด้านข้างและด้านล่าง)
  5. จากนั้นจะทำอะไรกับไฟล์เหล่านี้ก็ตามสบายครับผม อย่าลืม backup ไว้ก่อนล่ะ
  6. จากนั้นก็หาทาง restart Dock ซึ่งง่ายที่สุดก็เปิด Terminal.app แล้วก็พิมพ์ว่า killall Dock กด enter
  7. Boom!

ใครที่ถนัดใช้ command line อยู่แล้ว ก็เปิด Terminal.app แล้วก็พิมพ์

cd /System/Library/CoreServices/Dock.app/Contents/Resources

แล้วก็เชิญงัดแงะตามสบายได้เลยรูปด้านล่างนี้เกิดจากการที่ผมย้ายไฟล์ทางม้าลายที่ว่านี่ไปไว้ที่อื่น

[update 1]: เพิ่งจะงัดแงะต่อ กับการแก้ขอบขาวใน 2D Dock พบว่าถ้าย้ายไฟล์ bottom[1-5].png ไปไว้ที่อื่นแทน แล้วก็ทำเป็น 2D Dock อย่างที่เขียนใน post ที่ link ไว้ข้างบน ขอบขาวมันจะหายไป…

Happy Hacking ครับ

เริ่มเขียนโปรแกรมใน Leopard

ตอนนี้เริ่มเขียนโปรแกรม หรือว่าลงโน่นลงนี่ใน Leopard แล้ว ตามที่ตั้งใจไว้ แล้วจะเขียนลงใน

ThaiMacDev.com

เรื่อยๆ นะครับ ตอนนี้ก็เพิ่งจะมีเรื่องประสบการณ์การแก้ปัญหา libGL.dylib แต่ว่าถ้ามีเรื่องใหม่ๆ (โดยเฉพาะการเล่นกับ API ด้วยตัวเอง และการรีวิว Xcode กับ Interface Builder ใหม่) ก็จะเขียนลงในนั้นเช่นกัน

จับภาพหน้าต่างใน Leopard

หลายคนที่เคยใช้ command+shift+4+space ในการจับภาพหน้าต่างใน Mac OS X คงจะชอบแฮะ เพราะว่าตอนนี้มี shadow รอบหน้าต่างแล้ว ไม่ต้องไปทำเอง

(ไอ้กรอบขาวๆ รอบๆ นี่ไม่เกี่ยวนะ อันนั้น HTML table code กับ theme ของ blog นี้ ส่วนที่ ​Leopard เพิ่มเนี่ย เฉพาะตรงเงา)แต่ว่าก็แล้วแต่งานนะ ถ้าต้องการเรียบๆ อาจจะไม่ชอบ ต้องไปหาวิธีทำอย่างอื่น แต่ว่าสำหรับผม OK เพราะว่ามันทำให้เวลาเราเอารูปหน้าต่างลงในบทความ ในหนังสือ หรือว่าใน Web แล้วมันดู distinguishable มากขึ้นเยอะ

Leopard Notes

ลง Leopard ไปเมื่อคืน เพิ่งจะเสร็จตอนนี้ และนี่คือ impression คร่าวๆ และ installation notes กับตัวเอง (ไม่เรียงลำดับ คิดอะไรได้ก่อนเขียนก่อน)

  • Bash เป็น version 3.2.17(1) ไม่ต้องหาของใหม่มาลงแล้ว ไอ้นี่เป็นสิ่งแรกที่ check เลย ตอนที่เข้าไปใน iStudio ที่ใกล้บ้านที่สุด (ปิ่นเกล้า) … ผมคงเป็นไม่กี่คนในโลกที่เมื่อลองเล่น Leopard สิ่งแรก ที่ทำคือหา Terminal มาดู version ของ Bash
  • อันดับต่อไปก็ uname -a ได้ข้อสรุปว่า Darwin 9.0.0
  • และแล้ว Terminal มี tab ซะที
  • พอเริ่มลง อืมมม Installer แปลกตาไปแฮะ แต่ว่าก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการลงง่ายลงยาก เพียงแต่บริเวณ active window มันมากขึ้น
  • มี Ruby 1.8.6 และ Rails 1.2.3 แต่ว่าก็ต้องลง MySQL เพิ่มเข้าไปเพราะว่ามันไม่มีให้ ก็เอา binary ของ Tiger มาใช้ได้เลย (warning: ยังไม่ได้ทดสอบ!) แต่ว่า Preference Pane มันจะไม่ work ต้องใช้งานผ่าน command line อย่างเดียว แล้วก็อีกอย่างก็ต้องแก้ symbolic link นิดหน่อย ตามนี้ อ่อ อ่าน troubleshooting นี่ด้วยนะ
  • มี PHP 5.2.4
  • Apache เป็น 2.2.6
  • Mail.app เร็วมาก เมื่อเทียบกับของเก่า แต่ว่ายังไม่ได้ลองใช้ ​RSS
  • Fink ประกาศรองรับ Leopard (สมควร) แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีอะไร ก็ bootstrap ใหม่ หรือว่า selfupdate (ทำที่ ม. ไม่ได้) แต่ว่าตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไร และเนื่องจากที่ ม. ใช้ MacPorts ไม่ได้ ด้วยเหตุผลเดียวกัน ก็เลยต้องลงโน่นนี่ที่จำเป็นจาก source เอาเอง
  • Menu bar ใหม่ ทำให้เรื่องมากกับการเลือก background มากขึ้น เพราะว่าจะต้องเลือกให้ menu bar มันสวย อ่านออกง่าย ฯลฯ ด้วย เฮ้อ เป็นภาระนะเนี่ย แต่ว่ามันก็สวยดีอ่ะนะ
  • ลองทำ Dock เป็น 2D แล้ว กลายเป็นรำคาญเส้นขาวๆ ที่อยู่ตรงขอบมันแฮะ สรุปว่าก็เลยใช้มันแบบนี้แหละ
  • ยังไม่ได้ลองเล่น Xcode ใหม่ กับ Core Animation ทั้งๆ ที่เป็น priority หลัก (ตอนนี้ไล่ compile พวก lib ที่จำเป็นกับงานอื่นๆ ก่อน จะต้องทำไว้ให้พวกผู้ช่วยใน lab ด้วย)
  • Preference ใหม่หลายตัวเลย งงๆ กับตัว Network นะ มันทำให้ต้อง click มากขึ้นโดยใช่เหตุหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ว่าก็มองเห็นภาพรวมดีขึ้นนะ สรุปว่าสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ได้ยุ่งกับ advanced settings มากนักคงจะดี
  • ในที่สุดสีมันก็ Unified เสียที ปุ่มบนบาร์ก็ดูเนียนขึ้นเป็นส่วนมาก ความรู้สึกที่ว่ามันจะวิสต๊าวิสต้า น้อยลงไปเยอะ
  • Spaces ใช้งานร่วมกับ Desktop Manager 0.5.4r1 ได้เนียนดี ซึ่งเป็น plus มากสำหรับผม ที่ชินการตั้ง key combination ของ Desktop Manager และชอบที่เห็น visual ของ desktop ทั้งหมดที่ตัวเองมีอยู่บน Menu bar
  • QuickSilver ใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร (จริงๆ สำหรับ version นี้ Apple ประกาศเลยว่าจะให้ Spotlight เป็น Application Launcher ได้ด้วย … ก็ลองใช้ดูแล้วก็ OK นะ แต่ว่ายังชอบ QuickSilver มากกว่า มันฉลาดกว่ากับการพิมพ์ผิด)
  • แต่ว่า Spotlight รุ่นนี้ก็ on-steriod พอควรนะ ใช้เป็นเครื่องคิดเลขได้ด้วย
  • ชอบตอน unzip/untar.gz ไฟล์นะ มันจะขึ้นเป็น folder มาวางซ้อนกับ file ที่เรา unzip ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล แต่ว่าข้อเสียมันคือ ถ้ามันเป็นคนละชื่อกัน มันก็จะเป็นเหมือนเดิม คือไปวางเป็น folder ต่อตรงปลาย ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ consistent เท่าไหร่
  • โปรแกรมส่วนมากที่ใช้ทำงานประจำก็ใช้ได้นะ แต่ว่า ecto (โปรแกรมที่ผมใช้เขียน blog) กลับมีปัญหาซะงั้นน่ะ ก็เลยต้องเอา version 3 มาลง ดีนะที่ serial เก่าที่เราซื้อมามันใช้ได้ ไม่งั้นต้องเสียตังค์ซื้อใหม่อีก (แต่ว่าพอตัวจริงออกมาจะต้องเสียตังค์ upgrade หรือเปล่าไม่รู้ ตอนนี้มัน beta อยู่)
  • Finder screams! เจ๋งโคตร เร็วมาก Cover flow เร็วและเนียนมาก และมีประโยชน์จริงสำหรับไฟล์ที่ใช้ visual แบ่งแยกได้ง่ายๆ
  • QuickLook ก็เป็น killer อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ Finder รุ่นนี้มัน killer มากขึ้นตามไปด้วย
  • ส่วนที่กังขากันมานาน ก็คือ มันช่วยให้ดู source code ได้หรือเปล่า คำตอบคือ ได้ แต่ไม่มีประโยชน์ เพราะว่าพี่ท่านเล่นให้ดูทั้งหน้า(แทนที่จะเป็นหัวไฟล์) ทำให้ตัวอักษรมันเล็กมาก….. และไม่มี syntax highlighting สงสัยต้องแงะ SDK ดูว่ามันทำ QuickLook plugin ได้หรือเปล่า (ถ้าเอา sense มาพูด ก็คงได้)
  • อ่อ สิ่งที่เคยเป็นคอขวดที่งี่เง่ามากใน Finder รุ่นก่อน คือการทำงานกับ network ก็ไม่เจออีกแล้วในรุ่นนี้ เนียนมาก

ส่วนที่ยังไม่ได้ทำ แต่ว่าอยู่ใน list ก็คือ

  • ลง Qt, ImageMagick, RMagick ซะ คิดว่าคงต้องลงจาก source หมด สบายใจดี
  • เล่น Finder มากกว่านี้ ขุดหา limitation มันมากกว่านี้หน่อย ตอนนี้ก็มีเรื่องไม่ค่อยจะชอบใจมันบ้างล่ะนะ แต่ว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรายัง set มันไม่เป็นเองมากกว่าหรือเปล่า
  • เล่นกับ Developer Tools
  • ทดสอบ App ที่มันซีเรียสกว่านี้
  • ทดสอบ Time Machine และ potential ที่จะเอามาประยุกต์ใช้กับงานหลายๆ แบบว่ามันเหมาะสม/ไม่เหมาะสมยังไง
  • ทดสอบ OpenGL และ Core Animation
  • หา Usability flaws (ท่าทางจะว่างงาน)
  • เตรียมทำ dualGeek podcast ตอนพิเศษเรื่อง Leopard โดยเฉพาะ

คงแค่นี้ก่อนล่ะครับ มีอะไรจะมา post เพิ่มเติม

Smallest Turing Machine Found & Proved!

Alex Smith นักศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Birmingham ได้พิสูจน์ว่า Turing Machine ที่มี 2 states และ 3 colors (symbols) เป็น Universal Turing Machine (UTM) ซึ่งเป็น UTM ที่เล็กที่สุดที่จะเป็นไปได้

การพิสูจน์นี้ทำให้ Alex ได้เงินรางวัล $25,000 จาก Wolfram Research Prize และเป็นการสิ้นสุดการหา UTM ที่เล็กที่สุดที่จะเป็นไปได้ (มีการค้นหากันมาครึ่งศตวรรษแล้ว) และมันเป็น fact ที่รู้กันว่า ไม่มี Turing Machine ที่มี 2 states, 2 symbols จะเป็น Universal ได้

ซึ่งการพิสูจน์นี้เป็น insight ที่อาจจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในโลกของ computing เช่นอาจจะนำไปสู่การสร้าง computing machine ที่ระดับโมเลกุล เป็นต้น ซึ่ง comment นี้สามารถอ่านได้จาก blog ของ Stephen Wolfram เอง

นอกเรื่องนะ…..

ผมรู้สึกเฉยๆ และค่อนไปทางไม่ค่อยจะชอบ Stephen Wolfram เท่าไหร่ เพราะว่าอะไรหลายๆ อย่าง ตอนแรกก็ admire นะ แต่ว่าพอหนังสือ A New Kind of Science (หนังสือ online full version จากเจ้าของเอง) ออกมานี่ค่อนข้างจะ negative เพราะว่า claim ผลงานชาวบ้านเป็นของตัวเองเยอะเหลือเกิน โดยเฉพาะการพิสูจน์ว่า Cellular Automata กฏ 110 ซึ่งเทียบเท่ากับ Turing Machine มี 2 states, 5 symbols ว่าเป็น UTM ที่ Wolfram claim ว่าเป็นของตัวเอง ทั้งที่จริงๆ คนที่พิสูจน์ได้จริงๆ คือ Matthew Cook ซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยให้กับ Wolfram

เรื่อง Cook กับ Wolfram และการพิสูจน์กฏ 110 นี่ควรหาอ่านได้ยาวๆ จากหลายๆ ที่บน internet แต่ว่าเพราะ Wolfram ไล่ฟ้องชาวบ้านเค้าทั่วไปหมดที่พูดเรื่องนี้ทำให้อาจจะหาไม่ค่อยจะได้

อ่อ ลืมไป ใครคิดจะอ่าน A New Kind of Science นี่ พยายามลองหา review ของนักวิทยาศาสตร์ที่เป็น critiques มาลองอ่านดูก่อนก็ดีนะครับ เพราะว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ อืมมมมม ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แต่ว่าคนที่ไม่รู้ deep technical หรือว่า deep theoretical understanding มาก่อนเลย อาจจะได้รับความรู้อะไรหลายอย่างผิดๆ ไปเยอะพอควร เช่น

  • review ของ Lawrence Gray อันนี้เจ๋งมาก
  • หรือของ Cosma Shalizi
  • หรือว่า ใน slashdot แต่ว่าเลือกเชื่อ comment/review ใน slashdot เอาเองนะ …

จริงๆ มีเยอะกว่านี้เยอะ แต่ว่าไม่ได้เก็บ link ไว้เลย ตอนนี้ขี้เกียจหา แต่คิดว่าหาไม่ยาก

อีกอย่าง หนังสือเล่มนั้น dismissed prior knowledge แทบจะทั้งหมดเลย ทั้งๆ ที่อะไรหลายๆ อย่างมีคนค้นพบมาก่อนแล้ว และเป็น known facts เสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องที่ระบบที่มีกฏพื้นฐานที่เรียบง่าย สามารถมีพฤติกรรมที่ซับซ้อนยากยิ่งต่อความเข้าใจ และเรื่องอื่นๆ ฯลฯ อ่อ ใช่ หนังสือเล่มนั้น (edition ที่ผมมี) ไม่มี reference เลยนะครับ และ Wolfram พูดถึงทุกอย่างใน passive tone มาก

A New Kind of Science (NKS) ก็เป็น interesting read ครับ แต่ว่าอย่าไปเชื่อมันมากนัก เพราะว่าหลายๆ อย่างในนั้นก็ไม่ได้ significant ขนาดที่คนเขียนหนังสือพยายามจะให้มันเป็น

แต่ว่าการที่พิสูจน์ได้ว่า TM ขนาด 2 states, 3 symbols เป็น UTM นี่ significant ครับ โดยไม่เกี่ยวกับ Stephen Wolfram :-P และครั้งนี้ผมเห็นด้วยและยินดีที่ Wolfram ให้ credit ที่ถูกต้องกับคนที่ค้นพบความจริงข้อนี้ครับ

อ่าน PDF ของการพิสูจน์ ของ Alex Smith ครับ

[update 1]: เพิ่ม list ของ review หนังสือ A New Kind of Science