ภาษาโปรเกรียน

โอ๊ย อ่านแล้วขำสุดๆ กลิ้งไปกลิ้งมา

สุดยอดมาก ยกนิ้วโป้งให้สองนิ้วเลย

สรุปให้นิด ว่าทำเหมือนกับว่าภาษาโปรแกรมแต่ละภาษาเป็นคน แล้วเอาข้อดีจริงๆ หรือว่า hype หรือว่า buzz ของตัวเองมาข่มกันไปมา แถมมีการแขวะกันแบบตลกร้ายมากๆ ด้วย ชอบตรงนี้น่ะ

Ruby: Dude! I just wrote a full working clone of Google while you were giving your riveting little speech there! (โอ๊ย ระหว่างที่พวกเอ็งโม้กันอยู่เนี่ย ข้าเขียน Google clone เสร็จแล้วนะเฟ้ย)

Moderator: Oh, bravo, Ruby! I’d like to see that. Where is it deployed? (เจ๋งมากรูบี้! ขอดูได้มั้ย เอาไปติดตั้งไว้ที่ไหนเหรอ?)

Ruby: Umm…. (เอ่อ…..)

จริงๆ ขำทั้งเรื่องน่ะแหละ สุดๆ

2D Dock กับ Leopard

ผมไม่ค่อยจะถูกชะตากับ new 3D Dock ของ Mac OS X 10.5 Leopard ตั้งแต่มันถูกประกาศแล้ว เพราะว่านอกจาก eye-candy แล้วไม่เห็นมันจะช่วยให้ usability มันดีขึ้นตรงไหน เผลอๆ จะทำให้แย่ลงด้วยซ้ำ เพราะว่ามันทำให้ Dock มัน high-profile ขึ้น มันมีความรู้สึก in-your-face มากขึ้น มัน visible มากขึ้น ซึ่งพวกนี้มักจะไม่ค่อยดีต่อ usability เท่าไหร่ (ในกรณีนี้)

จากข่าวล่าสุด สำหรับ build 9A581 (ที่น่าจะเป็น Gold-master) รู้สึกว่า Dock มันจะกลายเป็น 2D เมื่อวางไว้ด้านข้างของจอ (macrumors.com) ก็ลองเทียบกันดูกับ build เก่าๆ ที่ยังเป็น 3D อยู่แล้วกัน ว่ามันดูดีกว่ากันแค่ไหน




(ภาพจาก macrumors.com และ rogueamoeba.com ตามลำดับ)

ไม่พอ มีคนเจอ ว่าถ้าต้องการจะเอา 3D ออกแม้ว่าจะอยู่ข้างล่าง ก็ยังคงทำได้โดยอาศัย trick เก่าๆ บน Terminal แล้วก็พวก defaults write [option] ทั้งหลายแหล่ที่มีมาตั้งแต่โบราณ (สมัย NeXT โน่น)

defaults write com.apple.dock no-glass -boolean YES

จากนั้นก็ restart Dock ใหม่ (อาจจะ killall Dock ไปเลยก็ได้) แล้วก็จะได้ 2D Dock ที่ “เกือบ” เหมือนเดิม


(ภาพจาก lime.quickshareit.com)

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ยัง high-profile อยู่ดี เทียบกับ Dock ตัวปัจจุบัน เพราะว่ามันยังมีขอบ มี texture มีอะไรมากเกินไป แต่ว่าก็ยังน่าจะดีกว่า 3D Dock ล่ะนะ

Kinokuniya ที่ Central World, และ Historical Dynamics

คราวก่อนเขียนถึง Kinokuniya ที่ Siam Paragon ไปแล้ว พร้อมกับความตะลึงว่ามันมีหนังสือ popular science และหนังสือแนววิชาการหนักๆ หรือเข้าทำนอง hard-core text มากมาย …. ผมก็ได้มีเวลาแวะไป Kinokuniya ที่ Central World โซน Isetan ซึ่งเป็นสาขาที่ผมไปบ่อยที่สุด (เนื่องจากไปดู magazine ญี่ปุ่น)

ผมเคยเห็นหนังสือคณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์ของสำนักพิมพ์ Dover (ซึ่งได้ชื่อว่า หนังสือเนื้อหาดี คุณภาพเล่มห่วย ปกไม่สวย อ่านยาก แต่เจ๋ง และราคาถูกโคตร เทียบกับสำนักพิมพ์อื่น) วางขายอยู่บ้าง เล่มนึงก็ไม่แพงเท่าไหร่ ราคาประมาณ 600-1000 บาท ซึ่งนับว่าถูกมากสำหรับหนังสือที่มี content แบบนั้น

ผมแวะไปวันก่อน ก็ต้องตะลึง ว่ามันไปกองอยู่ในกองหนังสือที่ค่อนข้างเละเทะ มีป้ายแปะเอาไว้ว่า

“ลด 50-70%”

จะรอช้าไปทำไม ก็รีบรื้อกองสิครับ ก็เลยได้มาเกือบ 10 เล่ม ในราคาเล่มละ 200 บาทเท่านั้น (ของ Dover นะ ผมไม่ค่อยได้ดูหนังสืออื่นๆ) ถูกสุดๆ ที่ซื้อมาก็เช่น

  • Information Theory and Statistics
  • The Theory of Groups
  • Probability, Statistics and Truth

อะไรทำนองนี้ แต่ว่ามีเล่มหนึ่งซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ คือ


Historical Dynamics: Why States Rise and Fall

จะว่าไป ถ้าจะมีเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตผมไปมากมายมหาศาล ก็คือวันที่ผมเข้าไปนั่งฟัง lecture เรื่อง Chaos Theory ของอาจารย์ James B. Cole ที่ ม. Tsukuba น่ะแหละ แกสอนเรื่อง Dynamical system กับ Chaos แล้วเราก็เริ่มสงสัยว่าเรื่องนี้เป็ฯ metaphor ที่เอาไว้อธิบาย “ประวัติศาสตร์” ได้หรือเปล่า นั่นก็คือ ในทางหนึ่งประวัติศาสตร์เป็นบันทึกของโลก ซึ่งก็เป็น Dynamical system ที่เราอาจจะไม่มีวันหา model ที่ดีที่สุดของมันได้ เป็น Dynamical system ที่ compute ตัวเองอยู่ตลอดเวลา … แล้วการที่เหตุการณ์หนึ่งๆ ในประวัติศาสตร์ที่มันเกิดขึ้น มันส่งผลมากมายกับปัจจุบันที่เรารู้จักกัน นั่นคือ มันควรจะ sensitive กับ initial condition หรือว่าการเปลี่ยนแปลงหนึ่งๆ แม้ว่าจะเล็กแค่ไหน ก็จะกลายเป็น frozen accident หรือรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันลบออกได้ของระบบ และผลที่เกิดจากมันก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา (เข้าทำนอง Butterfly Effect) …. ผมก็เลยเข้าไปคุยกับอาจารย์ Cole หลัง class และเนื่องจากคุยกันถูกคอดี แกเลยแนะนำให้ผมไปศึกษาเรื่อง Chaos Theory เพิ่มเติม และผมก็ไล่ไปเรื่อยๆ จากเรื่องนั้นน่ะแหละ จนถึงเรื่องของ Complex system theory, Computation theory, Information theory ฯลฯ และสุดท้าย Quantum computation ….. จะว่าไป เรื่องที่ผมรู้และสนใจ ส่วนมากจะมีจุดเริ่มมาจากจุดนั้นทั้งนั้นแหละ นี่แหละ Frozen accident ในชีวิตผม

เรื่องนั้นช่างมัน แต่ว่านี่ทำให้ผมหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาจากกองโดยไม่ลังเล ราคามันก็แค่ 600 เท่านั้นเอง แบบนี้ไม่รีบซื้อไม่ได้แล้ว

จริงๆ ก็ยังมีหนังสือในกองนั้นที่อยากได้อยู่อีกหลายเล่ม ทั้งที่อยากจะอ่านจริงๆ หรือว่าอยากได้เพราะเก็บไว้ก่อนเถอะน่า อาจจะได้ใช้หรือว่าได้อ่านก็ได้ อะไรทำนองนั้น เพราะว่าราคาแบบนี้ กับหนังสือระดับนี้ หายากมากๆ

ใครผ่านก็ลองไปแวะดูกันนะครับ

IDS 110 จาก UC Berkeley

พักหลังๆ ตอนขับรถจะชอบฟัง podcast มาก เพราะว่าเวลานั้นมันทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากขับรถ เสียเวลาไปเปล่าๆ (ปกติก็ฟังเพลงซ้ำๆ ซากๆ กับที่เคยฟังไปแล้ว ให้มันเสียเวลาชีวิตเล่นไปงั้น หรือไม่บางทีก็คุยงานทางโทรศัพท์)

ตอนนี้มี podcast ที่ฟังติดมากเลยอันนึง คือ podcast ของวิชา IDS 110: Introduction to Computers โดยอาจารย์ Americ Azevedo (รู้สึกตอนนี้จะเปลี่ยนรหัสเป็น E 110 แล้ว ชื่อวิชาเหมือนเดิม) ที่ผมไป subscribe มาจาก iTunes-U

เนื้อหาในวิชาก็ไม่ได้มีอะไรที่ผมยังไม่รู้มากมายนักหรอก แต่ว่าผมรู้เป็นแบบ tacit knowledge มากไป คือ พูดออกมาเป็นประเด็นๆ ให้เห็นชัดเจน และหนักแน่นไม่ได้แบบอาจารย์ Azevedo และส่วนมากผมจะเป็นคนเริ่มพูดไม่ได้ คือ ต้องเห็นอะไรบางอย่าง ต้องมีคนทำอะไรบางอย่าง แล้วพอดีมันไปตรงกับสิ่งที่เรารู้เป็น tacit knowledge ถึงจะพูดออกมาได้ …

เนื้อหาก็เป็นเรื่องของ networks, information, society และมีเรื่องของการศึกษา เรื่องประเด็นต่างๆ ที่เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์และสารสนเทศได้เปลี่ยนโลกไป มีการเชิญคนหลายคนที่น่าสนใจมาพูด topics ของวิชาค่อนข้างกว้างและได้ overview ที่ broad เอาเรื่อง

ผมฟังของตั้งแต่ Spring 06, Fall 06, Spring 07 เห็นว่าเนื้อหาไม่ค่อยจะซ้ำกัน ซึ่งเป็นเรื่องดี ส่วน topics ที่ฟังแล้วคิดว่าได้อะไรเป็นพิเศษก็คงจะเป็น

  • Re-engineering Education via Socratic Cultureware อันนี้ใครที่เคยฟัง/อ่าน/ดูผมพูดเรื่องการศึกษาน่าจะชอบมาก เพราะว่ามีหลายประเด็นที่จี้ใจดำ
  • Ivan Tam – Open Source Production in Non-Software Environment
  • Time, Technology, and Disappearing Students
  • Life in the Media Caves
  • We Are the Media; They Are the Media
  • Jaron Lanier – Computers and Culture ชอบเรื่องนี้มากเหมือนกัน
  • Existential Crisis of the Internet: Dangers and Opportunities
  • Pervasive Digital Media and the Postmodern World
  • Time, Money, and Love in the Age of Technology
  • Seth M. Andrzejewski: Principles of Usability
  • Plato’s Cave & Nature of Data, Information, Knowledge, and Wisdom

จริงๆ ก็ชอบเกือบหมดน่ะแหละ เนื้อหา overview ดีและไม่ได้ลงไปใน details มาก แต่ว่าฟังแล้วต้องคิด คิด คิด และคิดตามจริงๆ อ่อ จรริงๆ แล้วมันมี webcast ด้วย แต่ว่าไม่เคยเข้าไปดู เพราะว่า net ที่ ม. ในส่วนที่ใช้มันค่อนข้างห่วย แล้วก็การดู video มันไม่ค่อยจะ passive เหมือนกับฟัง podcast/เพลง น่ะ

ฟัง podcast วิชานี้แล้วชักอยากจะกลับไปนั่งเรียนแฮะ ……. อยากกลับไปเรียน ป.ตรี ใหม่ด้วยซ้ำไป

[update 1]: เพิ่ม topic เข้าไปอีกอัน

Pattern ของการ post blog

ดูลักษณะการ post blog ของตัวเองแล้ว เดือนนี้มีอะไรประหลาดๆ แฮะ

เคยบ่นตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า post blog ไม่ค่อยจะสม่ำเสมอเท่าไหร่ บางเดือนนี่ยังกะกำลังนั่งจ้อง sparse matrix (matrix ที่เต็มไปด้วย 0 และแทบไม่มีข้อมูลอื่นอยู่เลย) ไม่มีผิด… แต่ว่าเดือนนี้ประหลาดแฮะ เพราะว่ามันเอียงข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด อืมมม ผมไม่มีการ post ในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เลยหรือนี่

นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?

ท่าทางคงจะต้องลองมานั่งหา governing function กับการ post blog ของตัวเองซะล่ะมั้ง แล้วก็ลองหา distribution function ของมันซะหน่อย บางทีอาจจะบอกได้มั้ง ว่าปกติแล้วจะมี pattern ของความขี้เกียจที่ช่วงไหนของสัปดาห์ ของเดือน ของปี บ้าง…. ไอ้นี่ก็ maniac ไปหน่อยละมั้ง

แต่ว่าบางที การ post blog น้อยในบางช่วงนี่มันแปลว่า ช่วงนั้นยุ่งเรื่องอื่นหรือเปล่าหว่า? (นั่น เข้าใจทำตัวให้ดูดีอีกนะคนเรา …. ไม่ post ก็คือไม่ post ไม่เห็นต้องมาพยายามหาข้ออ้างในการไม่ post เลยนี่นา)

[update 1]: สุดท้ายถ้านั่งหา pattern ไปๆ มาๆ ก็ไม่พ้นบอกว่า มันอยู่ในบริเวณ Complex น่ะแหละ (ตรงที่อยู่ระหว่าง order/periodic กับ chaos หรือว่าเห็นได้ง่ายๆ จาก class IV ของ Cellular Automata) :-P

สับสน … ชื่อภาษาโปรแกรม?

ช่วงนี้ตรวจข้อสอบเด็กเยอะแยะ ตาลาย ไม่พอ ยังไม่วายเข้าไปดูตาม webboard หลายที่ …​ ก็เจอเรื่องที่คาใจมาน้านนาน คือ มักที่จะเจอคนเรียก IDE หรือ Editor ปนกับชื่อภาษาโปรแกรม โดยเฉพพาะเมื่อตัว IDE นั้นๆ มันดันมีชื่อภาษาปนอยู่ด้วย เช่น

  • ภาษา Turbo C
  • ภาษา Dev-C++
  • ภาษา Visual C++
  • ภาษา RadRails
  • ยังมีอีก ฯลฯ

ซึ่งอ่านไปอ่านมาก็ตลกดี คิดในบางแง่มันก็อาจจะ make sense เนื่องจาก

  • ภาษาหลายภาษา (เช่น C, C++) เป็นเพียงแค่ข้อตกลง ข้อกำหนด เท่านั้น บางอย่างก็จะเป็น vendor-specific โดยเฉพาะในจุดที่ไม่นิยามในตัวข้อกำหนดมาตรฐานจริงๆ (undefined by standard) ซึ่งจะทำให้ภาษาเหล่านี้แตกต่างกันไปตาม vendor
  • Vendor หลายเจ้า โดยเฉพาะ Microsoft มักจะมีปัญหาประจำแหละ เรื่องนี้ คือไม่ได้ implement C++ ของตัวเองตามมาตรฐานของ C++ เสียทีเดียว อะไรหลายๆ อย่างที่มันถูกต้องตาม standard C++ ก็ไม่ถูกใน C++ ของ Microsoft
  • บางทีมันก็เป็นเรื่องของ library ด้วย คือ vendor หลายเจ้ามักจะ implement อะไรหลายๆ อย่างเพิ่มเข้าไปจากที่จำเป็นต้องมีอยู่แล้วใน standard library (ถ้าเป็น C ล่ะก็ ตัวยอดนิยมคงจะไม่พ้น itoa() ใน stdlib.h กระมัง)

แต่ว่ายังไงๆ ก็ตาม เราก็น่าจะเรียกตามชื่อ vendor ของมันมากกว่าจะเรียกตามชื่อ IDE ไม่ชื่อหรือ ไอ้พวก “ภาษา ​Turbo C” นี่คงไม่เท่าไหร่ เพราะว่า implementation ของ C ตามแบบนั้น คงจะไม่มีคนทำ IDE ขี้นมาใช้นอกจาก Turbo C เอง (แต่ว่าก็ไม่แน่ เพราะว่าจริงๆ ก็สามารถทำ modern IDE ขึ้นมาเรียกการทำงานของส่วน compiler ใน Turbo C ก็ได้)จริงๆ แล้ว Borland ก็มี compiler สำหรับ Windows นะ ให้ใช้งานได้ฟรีๆ นะ แต่ว่าเป็น command line ซึ่งจำเป็นต้องหา IDE มาครอบใช้งานเอง (เช่น JFE หรือ CPad ผมเคยใช้แต่ตัวหลัง ตัวแรกลองแล้วไม่ค่อยชอบ) โดยสำหรับตัว compiler ตัวนี้ผมเข้าใจว่าตัวนี้เป็น compiler ตัวเดียวกับที่ใช้ใน C++ Builder แต่ว่าไม่แน่ใจ เพราะว่าไม่มี C++ Builder แต่ว่านั่นแหละ ถ้าเป็นตัวเดียวกันจริง ก็จะมีคนเรียกมันว่า “ภาษา C++ Builder” แทนที่จะเป็น “ภาษา C++ ของ Borland” (Borland’s implementation of C++)เช่นเดียวกับการเรียก “ภาษา Visual C++” แทนการเรียก “ภาษา C++ ของ Microsoft” (Microsoft’s implementation of C++)แต่ว่าเจ้า “ภาษา Dev-C++” นี่สิ เรื่องใหญ่ ทั้งๆ ที่เรียกใช้งาน GNU GCC ซึ่งเป็น GNU’s implementation of C/C++ นะ … Misleading มากเลย

Clean RSS ที่เก็บไว้

ผมใช้ Vienna เป็น​ RSS reader ประจำ เนื่องจากมันใช้ค่อนข้างจะง่าย ฟีเจอร์ค่อนข้างจะครบ สำหรับการเป็น reader ธรรมดาทั่วไป (ก่อนหน้านี้เคยใช้ NetNewsWire Lite กับ NewsFire ก่อนที่จะเก็บตังค์)

พักหลังๆ นี่รู้สึกว่ามันจะ อืด มาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า feed ที่ผม subscribe ไว้มันเยอะจัด (ประมาณ 500 feeds) แล้วก็มี articles ที่เก็บไว้หลายหมื่น articles เพราะว่าผมไม่เคยให้มัน auto delete เลย (ด้วยความงก)

ว้นนี้เปิดเข้าไปดูใน ~/Library/Application Supports ที่มันน่าจะเก็บไฟล์ที่เก็บ feed เอาไว้ ตกกะใจกับขนาดมันมาก เพราะว่ามันตั้ง 300 กว่า MB (จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่มากกว่า 350) อ่อ มิน่า มันก็เลยช้า ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามันจะต้อง load ไฟล์ฐานข้อมูลขนาดมหึมา (​มันใช้ SQLite storage นะ ที่รู้กันว่ามันค่อนข้างจะอืดถ้าข้อมูลมันเยอะ) ก็เลยต้องมานั่งจัดการมันซะมั่ง

ตอนนี้เหลือแค่ 70 MB เอง นี่แปลว่าข้อมูลที่เราลบทิ้งได้โดยไม่ต้องคิดอะไรนี่มันมากถึงกว่า 6/7 เลยสินะ นี่ขนาดผมยังไม่ได้สั่งให้ลบ articles ที่ผมยังไม่ได้อ่านนะ

จริงๆ ผมยังมี thought เกี่ยวกับ RSS และการ subscription ของ feed นิดหน่อย แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีเวลาเขียนถึง แล้วจะเขียนให้อ่านกันนะครับ .. เอาเป็นว่า ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับ Daniel Jalkut แห่ง Red Sweater Software นะ ลองเข้าไปอ่านที่นี่ครับ

แต่เอาเป็นว่าตอนนี้ Vienna ก็กลับมา responsive อีกครั้งแล้ว ก็แน่นอน เบาสบายตัวไปเยอะนี่ รีดน้ำหนักที่ไม่ต้องการออกไปได้แล้ว คราวนี้คงต้องมานั่ง manage feed กันจริงๆ ซะที

ซื้อหนัง ดูหนัง รีวิวหนัง

มีหนังที่ดูไปไม่นานมานี้หลายต่อหลายเรื่อง (ทั้งหนังใหม่ ดูในโรง และหนังที่เก่าหรือค่อนข้างเก่า ดูจากแผ่น DVD/VCD) แต่ว่าไม่มีเวลาเขียนรีวิวเลย ทั้งๆ ที่อยากจะเขียน เอาเป็นว่าผมเอา list มาวางไว้ที่นี่ก่อนละกัน

ยังไม่รวมหนังที่เคยดูไปแล้วเป็นชาติ ที่ชอบมากๆ อยากจะเขียนรีวิว (ในเชิงปรัชญาและแง่คิดที่ได้จากหนังด้วย) แต่ว่ายังไม่เคยเขียน เช่น Planet of the Apes (ทั้ง original และ 2001 remake), 2001 Space Odyssey, Terminator Trilogy Equilibrium, The Matrix Trilogy, Brazil ฯลฯ อีกเป็นตั้ง

แต่ว่าเร็วๆ นี้… เริ่มกลับมาซื้อหนังอีกครั้ง หลังจากไม่ได้ซื้อหนังมานานมาก แต่ว่ารู้สึกเลย ว่าเราจะซื้อหนังมาเก็บไว้ได้เร็วกว่าที่จะดูมัน เวลาไปซื้อทีนะ 3 ชั่วโมงมันได้หลายเรื่องไง บางทีก็มี list อยู่ในใจแล้ว แต่ว่าเวลาดู มันดูได้ทีละเรื่อง เรื่องละสองสามชั่วโมง หนังที่อยากดูมันก็เยอะเหลือเกิน พอเห็นวางๆ บนชั้นแล้วก็เลยอดซื้อติดมือกลับบ้านไม่ได้ แต่ว่าพอเอากลับมาได้แล้วมันดูได้ทีละเรื่องเนี่ยสิ ตอนนี้ก็เลยต้องพยายามดูบ้าง แต่ว่าไม่ให้มันรบกวนเวลาทำงานด้วย ไม่งั้นนอกจากจะดูหนังไม่จบ ไม่ได้เขียนรีวิว .. ซึ่งไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย แล้วยังงานไม่เสร็จ หรือว่าเสร็จแต่ไม่สมบูรณ์ หรือว่าไม่ดี เนี่ยสิ …. เรื่องคอขาดเลย

วิวัฒนาการของ Dock

อ้างอิง: Road to Mac OS X Leopard: Dock 1.6 โดย Prince McLean

Dock ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Interface หลักใน Mac OS X (และ Desktop อีกหลายตัว) ซึ่งตัว Dock นี้วัตถุประสงค์หลักของมันก็คือไว้เก็บ Application ที่ใช้บ่อยๆ (ย้ำ บ่อยๆ) หรือว่าใช้เป็นงานหลัก เพื่อให้เข้าถึงง่ายและเรียกใช้ได้เร็ว แต่ว่าหลายๆ คนกลับเอาโน่นเอานี่ใส่ไว้เยอะแยะมากมายมหาศาล (โดยเฉพาะโปรแกรมในชุด iLife หลายตัวที่อาจจะแทบไม่ได้ใช้ หรือว่าใช้นานๆ ครั้ง) ทำให้ Dock มันรก และไม่สะดวกในการใช้งาน



[ภาพ Dock ใน OS X 10.5 จาก AppleInsider]

จริงๆ แล้วในปัจจุบันก็ค่อนข้างที่จะ controversial มากพอควร ว่าจริงๆ แล้วการใช้งาน Dock ในลักษณะแบบนั้นนี่จะเหมาะสมดีจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าจริงๆ แล้วมันทำให้มีการเลื่อน mouse เยอะพอดู (แต่ว่าก็ยังน้อยกว่าการค้นจาก Application folder หรือ Start Menu) และถ้าเราเป็นคนมักมากก็คงจะเอาโปรแกรมโน้นนี้ไปใส่ไว้ใน Dock เกือบหมด ซึ่งทำให้การใช้งาน Dock มีความสะดวกน้อยลง (เพราะว่า icon เล็กลง การหาเสียเวลามากขึ้น) … ยิ่งถ้าเป็น QuickLaunch ของ Windows ด้วยยิ่งไปกันใหญ่ เพราะว่ามันไปแย่งที่อยู่กันเองกับ Taskbar



[ภาพจาก QuickLaunch & Taskbar จาก AppleInsider]

Controversial ที่ผมว่านี้ ส่วนหนึ่งก็คือ Dock ไม่ได้เหมาะสมเท่าไหร่ในฐานะของ Application Launcher หรือเปล่า เพราะว่าเวลาเราจำโปรแกรม ส่วนหนึ่งเราจะจำเป็นชื่อ และหลายครั้งที่เราใช้งานคอมพิวเตอร์ มือของเราจะอยู่ที่ keyboard ไม่ใช่ mouse ทำให้มีคนพัฒนาโปรแกรมในลักษณะ Application Launcher ที่เรียก shortcut (มักจะเป็นการกดปุ่มบน keyboard สองปุ่มหรือว่าสามปุ่มพร้อมกัน) แล้วพิมพ์ชื่อโปรแกรมลงไปมากกว่า เช่น QuickSilver บน Mac OS X เป็นต้น

บทความที่ผม link มาด้านบน​ มีเรื่องวิวัฒนาการของ Dock ตั้งแต่เริ่มต้นใน RISCOS เป็น NeXT เป็น Newton เป็น … และมาลงเอยด้วย Mac OS X และครอบคลุมถึง feature ใหม่ๆ ใน Mac OS X 10.5 Leopard ด้วย (เช่น Stacks) เป็นบทความที่ยาว 3 หน้า แต่ว่าเป็นเรื่องวิวัฒนาการของ Dock หน้าเดียว นอกนั้นเป็น Dock ใน Leopard

Stacks สำหรับ Dock ใน OS X 10.5 นี่เท่าที่อ่าน (ยังไม่ได้สัมผัส) ก็น่าจะเข้าท่าทีเดียว แต่ว่าจะทำให้การใช้งานง่ายขึ้น หรือว่าเพิ่มความซับซ้อนในการใช้งาน (และ visual effect) โดยใช่เหตุ ก็ยังเป็นประเด็นที่จะต้องขอดูต่อไปก่อน

เสียดาย ที่บทความที่ว่า ไม่ได้พูดถึง Dock ใน Desktop Environment อื่นๆ เลย แต่ว่าก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเค้าอยากจะเขียน focus ไปที่ Dock ของ OS X รุ่นใหม่ ก็เลยไม่ได้ focus ไปที่ตัวอื่น

เอาไว้ถ้ายังไงผมจะลองเขียนๆ ให้อ่านเองก็แล้วกันครับ (สัญญาอีกล่ะ) เหมือนกับที่เคยเขียนเรื่อง History of Modern Mac Operating Systems: Mac OS 8, 9 and X ไว้เมื่อนานมาแล้ว (จริงอยากจะขยายเป็นหนังสือ เรื่องประวัติ Modern OS ซักเล่ม แต่ว่าท่าทางจะยาว…… ข้อมูลมันเยอะมาก ยิ่งพวกสาย Linux, BSD เนี่ย เยอะสุดๆ)

Caps Lock บน Apple Keyboard ใหม่ แข็งเพราะจงใจ?

ตอนที่เขียน รีวิว Apple Keyboard ใหม่ ไปใน blog คราวก่อน ผมค่อนข้างจะบ่นเรื่องที่ปุ่ม Caps Lock มันแข็งกว่าปกติ ซึ่งก่อปัญหาให้กับผมเวลาใช้งานพอสมควร เนื่องจากตัวเองใช้ปุ่ม Caps Lock ในการสลับภาษาแบบเร็วๆวันนี้ไปเจอมา ว่าจริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็น ความตั้งใจ ของ Apple ที่ทำให้ Caps Lock แข็งกว่าปกติ

อืมมม ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง และลองคิดถึงว่า จริงๆ แล้วก็มีคนกดปุ่ม Caps Lock ผิดแบบไม่ได้ตั้งใจ (เพราะว่าคิดจะกด tab หรือ shift ด้านซ้ายมือ) เยอะพอสมควร … จะว่าไปปุ่ม Caps Lock มันก็เป็นปุ่มที่ใช้งานน้อยพอสมควรปุ่มหนึ่งล่ะนะ ดังนั้นถ้าจะมองจาก Usability design ที่จะป้องกันความผิดพลาดล่ะก็ มันก็ make sense อยู่ล่ะ คือ ถ้ากดผ่านๆ แบบแตะๆ มันก็จะไม่ถือว่าเรากด ดังนั้นต้องกดนานกว่าปกตินิดนึง ซึ่งก็จะทำให้จังหวะการพิมพ์มันเสียไปนิดหน่อย หรือว่ากดแบบเน้นๆ นิดนึง ซึ่งจะเปลืองพลังงานมากกว่าปกตินิดหน่อยสรุปว่า อืมมมม คนแบบผมมันคงจะเป็นส่วนน้อยล่ะนะ หรือว่าคนที่ใช้ปุ่ม Caps เพื่อวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนภาษาเร็วๆ นี่คงจะเป็นส่วนน้อย เพราะว่าถ้าจะพิมพ์ตัวใหญ่แค่ตัวสองตัว ก็คงจะกด shift เอามากกว่าอืมมม make sense ล่ะครับ แต่ว่าสำหรับการใช้งานส่วนตัว ผมยังอยากให้มันอ่อนเท่ากับ key อื่นๆ เหมือนเดิม (ส่วนหนึ่งเพราะลักษณะการใช้งานของผม และส่วนหนึ่งมาจาการที่ผมไม่เคยกด Caps ผิด) …​ แต่ว่าครั้งนี้ ถ้า Apple ได้วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้แล้วจริงๆ ว่ามีการกด Caps ผิดแบบไม่ได้ตั้งใจเยอะพอ และปุ่ม Caps ก็เป็นปุ่มที่ใช้งานน้อยอยู่แล้ว … ดังนั้นการออกแบบคีย์บอร์ดมาแบบนี้ก็เหมาะสมดีอยู่