คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายที่รอคอย #2: “The Cloudy Horizon”

เรื่องเล่า ที่เรียบเรียงจากเรื่องจริงของผม และว่าที่เจ้าสาว คุณวัชรพรรณ โล่ห์ทองคำ ตอนที่ 2

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 10 กันยายน 2555

ความเดิม

1996-1999: เมฆฝนที่ปลายฟ้า (The Cloudy Horizon)

ผมกลับมาเริ่มเรียนอย่างจริงจัง หลังจากที่ผมทิ้งการเรียนแบบไม่สนใจไยดีและทำตัวเหลวไหลมาตลอดสองปีกว่าตั้งแต่กลับมาจากอเมริกา แต่ถึงจะขยันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังแค่ไหนมันก็ลำบากเหมือนกันนะ เพราะไม่ว่าโดยพื้นฐานแล้วจะเป็นคนฉลาดแค่ไหน เคยเรียนเก่งตั้งแต่เด็กแค่ไหน แต่การทิ้งมันไปนานแบบนั้น ก็ทำให้ผมลำบากมากในการรื้อฟื้นทุกอย่างใหม่อีกครั้ง (ผมบอกได้อย่างไม่อายใครครับ ผมจบ ม.3 ด้วยการแยกตัวประกอบไม่เป็น ทำฟิสิกส์ง่ายๆ ระดับกฏนิวตันธรรมดาๆ ไม่ได้ ไม่เก็ทอะไรเลยว่าอะไรคืออะไร อ่านหนังสือเรียนอะไรก็ไม่เข้าหัวเลย ไม่ว่าจะวิชาอะไรก็ตาม เรียกว่าคะแนนสอบและเกรดนี่แค่พอจะรอดตลอด ม.ต้น จะรอดสบายๆ ก็ภาษาอังกฤษ เพราะบุญเก่าเยอะ)

แต่ครั้งแล้วคร้ังเล่าที่ผมท้อ ผมก็ได้แต่บอกรูปถ่ายที่ผมเก็บไว้ว่า “มีนครับ วันหนึ่ง ผมจะดีพอ และเมื่อผมดีพอ ผมจะกลับมาจีบคุณใหม่ .. อีกครั้ง” ……

ผลจากการบ้าเรียน ทำให้ผลการเรียนผมดีขึ้น ถึงจะยังไม่ถึงขนาดเก่งมากมายอะไรเท่าไหร่ แต่ผมก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองน่าจะดีขึ้นบ้างแล้วมั้ง

ผมหาโอกาสคุยกับมีนมาตลอดเวลาที่เรียน ม.ปลาย แต่ด้วยช่องว่างระหว่างชั้นเรียน และช่องว่างจากความห่างกันที่ผมสร้างมันขึ้นมาเองนั้น ทำให้โอกาสนั้นยิ่งหายากขึ้นไปอีก เบอร์โทรศัพท์บ้านที่ผมมี ถึงผมจะจำได้อย่างขึ้นใจแค่ไหน ผมก็ไม่กล้าโทรไปหาอีกแล้ว คงจะเพราะกลัว กลัวว่าจะโดนถามว่า “โทรมาทำไม ถ้าไม่มีอะไรก็แค่นี้นะ” แล้วผมก็จะหาเหตุอันควรในการรั้งให้คุยต่ออีกสักนาทีหนึ่งไม่ได้

และแล้ววันหนึ่ง โอกาสที่ผมรอคอยก็มาถึง พร้อมๆ กับเป็นวันที่หัวใจผมเกือบสลายเป็นครั้งแรก ….

วันนั้น ผมบังเอิญเจอมีนบนรถทัวร์ขากลับจากกรุงเทพฯ ต่างคนต่างไปเรียนพิเศษแล้วบังเอิญเจอกันตอนเดินทางกลับ ตอนนั้น … ผมรู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสได้นั่งข้างๆ เธอคนนี้อีกครั้ง

ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าเวลานั้นมีนจะรอให้ผมง้ออยู่หรือเปล่า จะรอให้ผมชวนคุยอยู่มั้ย แต่ด้วยความที่ผมไม่มั่นใจตัวเอง คิดเข้าข้างตัวเองไม่เป็น ผมก็ไม่กล้าจะคิดไปแบบนั้นเลย และด้วยความที่เป็นคนขี้อายยังไงก็ไม่เปลี่ยน ปากหนักมากเรื่องการบอกความรู้สึกของตัวเอง ทำให้ผมพูดอะไรก็ลำบากไปหมด ทุกคำพูดที่มันหลุดจากปากมา มันไม่เคยเป็นคำที่อยากจะพูดออกไปเลยแม้แต่คำเดียว อยากจะชวนคุยดีๆ นะ แต่ก็ขรึมใส่ อยากจะง้อนะ แต่ก็ทำหยิ่ง ทำไมก็ไม่รู้เหมือนกัน

มีนเองก็อยากคุยนะ แต่ก็ไม่รู้จะชวนคุยเรื่องอะไร เพราะความห่างเหินระหว่างเราสองคน และแล้ว มีนก็ถามผมถึงเพื่อนเก่าผมสมัยเรียนที่วชิราวุธคนหนึ่ง … ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับผม นั่นหมายความว่าเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับมีนด้วย (แต่สำหรับสังคมของมีนแล้ว ผมก็คือรุ่นน้องในโรงเรียน) ถึงมันจะเป็นเรื่องไม่มีอะไร ก็คงแค่พูดถึงเฉยๆ อาจจะพูดถึงเพราะอยากจะชวนผมคุย แต่เพราะความห่างเลยไม่มีเรื่องอะไรที่รู้ร่วมกันเลย ก็เลยเอาเรื่องคนที่คิดว่าผมจะรู้จักมาถามไถ่ เผื่อจะได้คุยกันต่อได้ ก็เป็นไปได้นะ

แต่ด้วยความที่ผมคิดทำร้ายตัวเองเก่งอยู่แล้ว ด้วยความที่ผมคิดว่าคนอื่นเหมาะกับมีนมากกว่าตัวเองอยู่แล้ว ด้วยกำแพงของคำว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง ด้วยฯลฯ มันกลับทำให้ผมรู้สึกเจ็บมากที่ขั้วหัวใจ แต่ตอนนั้นก็ยังทำเก่ง ทำปากแข็งไปเรื่อย พูดยิ้มไปเรื่อย แต่ใจมันไม่เป็นแบบนั้น ก็ยังอยากจะด่าตัวเองอยู่ว่าจะเก็บอาการไปถึงไหน ….

เราแทบไม่ได้คุยกันอีกเลยตลอดเวลาที่เรียน ม.ปลาย เพราะผมก็มัวแต่บ้าเรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ผมกลายเป็นคนเก็บตัวมากขึ้น จากที่เพื่อนน้อยอยู่แล้ว ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก ผมไม่ค่อยจะคบเพื่อนรุ่นเดียวกันด้วยซ้ำ และผมไม่ค่อยจะคบเพื่อนรุ่นมีนด้วย จะมีแต่คบรุ่นพี่ไปอีกรุ่น หรือพวกนักศึกษาราชภัฏไปเลย อาจจะเพราะปมลึกๆ ที่มีนสร้างให้ผมด้วย ผมเลยต้องพยายามทำตัวแบบนั้น

ผมออกมาอยู่หอหลังโรงเรียน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และจะได้อ่านหนังสือได้เต็มที่มากขึ้น ผมโดดเรียนหลายต่อหลายวิชา เพื่อเอาเวลาไปนั่งอ่านหนังสือเอง ฝึกทำโจทย์เอง เพราะคิดว่ามันตรงประเด็นกว่า โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ผมคิดว่าทำไปทำมา ผมถนัดที่สุด และน่าจะเป็นอาวุธสำคัญในการทำคะแนนสอบของผม (แต่หลายครั้งก็ชอบนั่งเล่นหมากรุกเรื่อยเปื่อยไปวันๆ)

แต่.. มีนจะรู้มั้ยนะ ว่าบางวันที่ผมเห็นเธอนั่งอยู่ตรงทางเดินด้วยท่าทางเหงาๆ ที่ถึงเธอจะไม่แสดงออกยังไงผมก็เห็น … ผมก็อยากจะเดินผ่านแล้วยิ้มให้บ้าง เหมือนกับที่ผมเคยจำรอยยิ้มครั้งนั้นได้ … แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงต้องทำเป็นรีบเดินผ่านเร็วๆ แบบไม่สนใจไยดีอะไรด้วย ทั้งที่อยากมอง แต่ทำไมผมกลับแค่เหล่มองด้วยหางตา ไม่หยุดมองเค้าเต็มๆ ตาด้วย …. ทุกอย่างที่ทำมันตรงข้ามกับใจเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ

และนั่นเอง ทำให้แผลในใจของมีน ที่ผมเป็นคนกรีดไว้เอง มันยิ่งลึกขึ้น ร้าวขึ้น เพราะมันยิ่งตอกย้ำที่มีนรู้สึกว่าผมไม่ได้ชอบเค้าอีกต่อไปแล้ว ให้กลายเป็นความรู้สึกว่าผมคงจะเกลียดเค้ามาก ถึงขนาดเดินผ่านยังไม่มอง ไม่สนใจ และเหมือนจะรีบๆ เดินให้ผ่านไปให้เร็วที่สุด เท่านั้นไม่พอ ยังมองเค้าด้วยหางตา ด้วยสายตาเย็นชาที่สุดอีกต่างหาก ซึ่งเค้าเจ็บปวดและเสียใจมาตลอด

ในวันนั้น ความรู้สึกของเราทั้งสองคน ก็คงจะเหมือนกับเพลง “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว” ทั้ง 2 เวอร์ชั่น ที่เริ่มต้นเหมือนกัน

ต่างคนเข้าใจ
ต่างก็เรียนรู้ทุกอย่าง ด้วยสองเรา
แค่มองสายตา ก็พอรู้ใจ มีเธอมีฉัน
ก่อเป็นความหมาย ให้ใจผูกพันธ์
ให้เรารักกัน ทุกทุกนาที

แต่ท่อนต่อมากลับแตกต่างกัน คงจะเหมือนกับความรู้สึกของผมและของมีน ที่คนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอจนไม่กล้าที่จะคุยด้วย ในขณะที่อีกคนก็รู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้

สิ่งเดียวที่มี / แต่วันนี้เธอ
นั่นก็คือรักยิ่งใหญ่ ที่ให้เธอ / กลับไม่เป็นเหมือนคนเก่า ไม่เข้าใจ
แต่วันนี้เรา ไม่ควรพบกัน / ก็ความรักเรา ที่เคยมากมาย
เพราะฉันไม่ดี / น้อยลงไปทุกที
เหตุการณ์วันนั้น ต่างจากวันนี้ / บอกกันได้ไหม ที่ทำอย่างนี้
แหละเรารู้ดี ว่าต้องทำใจ / เหตุผลที่มี นั้นคืออะไร

ผมนึกขอบคุณมีนอยู่ลึกๆ ที่่เลือกจะเรียน ม.6 ไม่รีบร้อนเข้ามหาวิทยาลัยด้วยการสอบเทียบไปก่อน ทำให้ผมได้เห็นเธอนานขึ้นอีกหน่อย แต่แล้ววันเวลาก็ผ่านไปและผ่านไป ปีสุดท้ายของการจากลาจริงๆ ก็มาถึง เมื่อมีนอยู่ ม.6 และผมอยู่ ม.5 ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่มีนอยู่ ม.3 และผมอยู่ ม.2 แต่ครั้งนี้ไม่มีระดับชั้นต่อไปในโรงเรียนให้ผมลุ้นอีกแล้ว มีแต่การจากลาเท่านั้นที่รอเราทั้งสองคนอยู่

ผมไม่รู้เลยว่ามีนตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหน อยากเรียนคณะอะไร ทั้งๆ ที่ผมอยากจะรู้มากๆ แต่ด้วยความกลัวทำให้ผมก็ไม่กล้าเข้าไปถาม แต่ผมก็ตั้งใจจะสอบเทียบเพื่อที่จะสอบ Entrance ให้ได้รุ่นเดียวกับมีน เหตุผลเล็กๆ น้อยๆ เรื่องหนึ่งก็คือ อย่างน้อยกำแพงบ้าๆ ในความรู้สึกของเธอที่ว่าผมเป็น “รุ่นน้อง” มันจะได้หมดลงไปเสียที

แต่ที่สำคัญกว่านั้น ผมนึกไม่ออกว่า เมื่อเหตุผลเดียวที่ผมเคยมีในการไปโรงเรียนมาตลอดนั้นหายไป ผมจะมีแรงมีใจจะไปที่นั่นได้อย่างไร ผมคงทำใจไม่ได้ กับการมองเห็นเงาของเค้าอยู่ในที่ๆ เค้าเคยนั่ง ตรงทางเดินระเบียง ตรงโต๊ะหินอ่อนริมสนามฟุตบอล ฯลฯ แต่วันหนึ่งผมจะมองไปแล้วไม่เห็นใครเลย

เนื่องจากผลการเรียนของผมมันคาบเส้นที่จะสอบทุนพอดี (สอบทุนต้องใช้ 3.5 ขึ้นไป และผมได้ 3.51 นะ ถ้าจำไม่ผิด) ทำให้ผมสมัครสอบทุน ก.พ. ด้วย ซึ่งผลออกมา ผมได้ทุนรัฐบาลไทยไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น และยังสอบติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย….. ในขณะที่มีนสอบติดที่ ม.นเรศวร

ผมดีใจนะ แต่ก็ใจหายมากมายในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นผมต้องเลือกระหว่างเรียนที่จุฬาฯ หรือไปญี่ปุ่น ใจหนึ่งน่ะมันอยากเรียนในเมืองไทย เผื่อจะได้ติดต่อมีนได้บ้าง แต่ก็มีความรู้สึกหนึ่งที่ว่า คนติดจุฬาฯ เยอะแยะมากมาย แต่น้อยคนนักจะได้ทุนไปเรียนตั้งแต่ปริญญาตรี ด้วยความคิดโง่ๆ ของผมในตอนนั้น คำว่า “นักเรียนนอก” มันคงจะทำให้ผมดีพอขึ้นได้บ้างกระมัง

ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ที่ไม่ใช่แค่เรื่องมีน ในที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1998 โดยที่ผมไม่ได้บอกอะไรกับมีนเลยแม้แต่คำเดียว … และตลอดเวลาที่ผมเรียนภาษาก่อนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น ผมก็ไม่ได้ติดต่อเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียวเช่นกัน … ตอนนั้นผมไม่รู้ว่ามีนจะเป็นยังไง จะยังจำผมได้อยู่หรือเปล่า หรือจะลืมผมไปแล้ว

หลังจากที่ผมเข้ามหาวิทยาลัย Tsukuba ได้ในช่วงเดือนมีนาคม 1999 (หลังจากเรียนภาษาไปหนึ่งปี) และทุกอย่างเริ่มลงตัว มันก็คงจะถึงเวลาแล้ว ที่ผมรู้สึกว่าผมดีพอ และกล้าที่จะติดต่อมีนอีกครั้ง …… เดือนมิถุนายนปีนั้น ผมก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้น และหมุนไปเบอร์ที่ผมคุ้นเคย เบอร์ที่จำขึ้นใจ แต่ไม่ได้โทรไปเลยมาเกือบ 4 ปี ..

ถึงตรงนี้ผมคงต้องบอกว่า ถ้าไม่มีมีน ผมคงไม่มีวันที่จะกลับมาบ้าเรียน ไม่มีวันที่จะได้ทุนรัฐบาลไปเรียนถึงประเทศญี่ปุ่น และคงไม่มีวันที่จะมีวันนี้ …… ผมคงไม่รู้จะเอาอะไรเป็นแรงบันดาลใจ ไม่มีอะไรเป็นตัวกระตุ้นเลย

คุณแม่ของมีนเป็นคนรับสาย ผมค่อนข้างจะเกร็งมาก แต่สุดท้ายผมก็ขอเบอร์โทรศัพท์หอมีนจนได้ และแล้ว หลังจากทำใจอยู่นาน และนอนคิดว่าจะพูดอะไรอยู่นาน จะทักทายว่าอะไรดี จะชวนคุยเรื่องอะไรดี จะ ฯลฯ อะไรดี คิดแล้วคิดอีก คิดจนไม่รู้จะเสียเวลาคิดไปทำไม … ผมก็รวบรวมความกล้า ทำสิ่งที่อยากจะทำมานานแล้ว ก็คือ … “หยิบโทรศัพท์ โทรหามีนเสียที” (แต่กว่าจะหมุนได้ ก็หมุนแล้ววาง หมุนแล้ววาง อยู่นั่นแหละ … เหมือนเดิม)

แต่ฟ้าที่กำลังจะเริ่มสดใสครั้งนี้ กลับมีเมฆดำตั้งเค้าอยู่ไกลๆ ที่ปลายฟ้า โดยที่ตอนนั้นไม่มีใครรู้เลย ….

(จบตอน)

คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายที่รอคอย #1: “The Butterfly Effect”

เรื่องเล่า ที่เรียบเรียงจากเรื่องจริงของผม และว่าที่เจ้าสาว คุณวัชรพรรณ โล่ห์ทองคำ ตอนที่ 1

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 10 กันยายน 2555

1994-1996: เมื่อผีเสื้อกระพือปีก (The Butterfly Effect)

Does the flap of a butterfly’s wings in Brazil set off a tornado in Texas?
— Philip Merilees

การกระพือปีกของผีเสื้อน้อยๆ ตัวหนึ่ง สักที่หนึ่งในโลก จะทำให้เกิดพายุใหญ่ในอีกที่หนึ่งไหมนะ … ถ้าตามสามัญสำนึกพื้นฐานของเราแล้ว คงจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะผีเสื้อนับล้านตัวก็กระพือปีกอยู่ทุกวี่วัน แต่ไม่ค่อยจะเห็นมีพายุใหญ่เกิดขึ้นเท่าไหร่เลย

แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า โมเลกุลของอากาศรอบๆ ปีกผีเสื้อนั้น ได้รับผลกระทบจากการกระพือปีกนั้นๆ ไปแล้วอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผลของมันจะส่งผลถึงอนาคตของสภาพอากาศตลอดกาล และหากเราไล่ย้อนรอยของเหตุการณ์ทางสภาพอากาศ กลับไปถึงต้นตอของการสั่นสะเทือนเล็กๆ ของโมเลกุลได้ … เราอาจจะเห็นว่าการกระพือปีกของผีเสื้อบางครั้ง ก็ส่งผลให้เกิดพายุใหญ่ หรือปัดเป่าให้เกิดฟ้าสวยใสหลังพายุใหญ่ได้จริงๆ

ผีเสื้อตัวหนึ่ง กระพือปีกเบาๆ เมื่อ 18 ปีก่อน …….. กับรอยยิ้มที่ผมไม่มีวันลืม


————————————————————————–

มิถุนายน 1994 ผมเข้าเรียนที่โรงเรียนสาธิตวิทยาลัยครูเทพสตรี (ขณะนั้น; ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี) จ.ลพบุรี หลังจากไปเรียนที่อเมริกาพักหนึ่ง ด้วยความที่ไม่ได้จบอะไรเป็นการเป็นงานจากโรงเรียนที่อเมริกา ก็เลยต้องมาเรียนซ้ำในระดับชั้นเดียวกับรุ่นน้อง ด้วยการเข้ามาเรียนระดับ ม.2 (ผมจบ ม.1 จากวชิราวุธวิทยาลัย ก่อนไปเรียนที่อเมริกา)

ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่ผ่านมาและผ่านไปในชีวิตผมช่วงประมาณ 2 ปีนั้น ทำให้ผมเบื่อการเรียน เบื่อสังคม เบื่อคน เบื่อทุกอย่างที่ผมต้องเจอ ผมไม่มีความสุขกับชีวิตที่ผมจำเป็นต้องอยู่เอาเสียเลย และจะมีความสุขในโลกของคอมพิวเตอร์เกมเท่านั้นแหละ ผมจำได้ลางๆ ว่าเวลาผมอยู่ที่โรงเรียนทีไร ผมจะชอบนั่งเหม่อมองอะไรแบบไร้จุดหมายอยู่เสมอ ในห้องเรียนก็ชอบมองไปนอกหน้าต่าง เวลาว่างๆ ก็ชอบนั่งเหม่อลอยอยู่ตามม้านั่งหรือทางเดิน และด้วยความที่ด้วยนิสัยตามธรรมชาติแล้วผมเป็นคนขี้อายและไม่มีความมั่นใจตัวเองเท่าไหร่นักเป็นทุนเดิม ก็เลยไม่ค่อยจะทักทายหรือทำความรู้จักกับใครด้วย เข้ากับใครก็ลำบาก ก็เลยยิ่งกลายเป็นคนที่อยู่คนเดียวมากขึ้นๆ ทุกวัน

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังนั่งใจลอยอยู่ตรงทางเดินบนตึกเรียน เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างไม่มีวันกลับก็เกิดขึ้น:

เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง .. เดินผ่านทางเดินนั้น แล้วก็ยิ้มให้ผม พร้อมกับแววตาที่สดใสแต่สะท้อนถึงความเขินอายในใจ

นี่คือภาพฝังใจที่ผมไม่มีวันลืม

ผมรู้จากเพื่อนคนหนึ่ง ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นชื่อ “มีน” และเรียนอยู่ชั้น ม.3 ซึ่งทำให้เป็นรุ่นพี่ในโรงเรียน (แต่จริงๆ แล้วเป็นรุ่นเดียวกัน เพราะผมซ้ำชั้นไปอย่างที่บอกไปแล้ว และถ้านับอายุกันแล้ว ผมก็อายุมากกว่าด้วยซ้ำไป) แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนขี้อายและไม่มั่นใจตัวเองของผม ก็ทำให้ใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเหมือนกัน กว่าที่เราจะได้รู้จักกัน

ไม่รู้เป็นอะไรนะ ทั้งๆ ที่ปกติแล้วผมไม่ค่อยทักทายหรือทำความรู้จักกับใคร ชอบทำตัวเงียบๆ ดูเหมือนหยิ่ง หรือดูเหมือนเก๊กไปวันๆ แต่สุดท้ายเราก็รู้จักกันจนได้ ด้วยวันหนึ่ง ผมก็กล้าพอที่จะยิ้มให้และทักทายเด็กผู้หญิงคนนั้น คนที่ผมแอบมองหรือชะเง้อมองหามาตลอดทุกวันตั้งแต่เห็นรอยยิ้มครั้งนั้น

ตั้งแต่นั้น…. มีนกลายมาเป็นความสุขเดียวในการไปโรงเรียนของผม ให้ผมมีความสุขในการคิดถึงวันต่อไป และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความคิด ความรู้สึก ตลอดเวลาของผม

วันแรกที่ได้เบอร์โทรศัพท์บ้านมีน ซึ่งผมยังจำเบอร์นั้นได้ขึ้นใจจนถึงวันนี้ แม้ว่าทุกวันนี้เบอร์นี้จะไม่ได้ใช้แล้ว ผมดีใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่ใช่จะกล้าโทรไปหรอกนะ การจะทำใจให้กล้าโทรไปได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสักนิด ผมยังจำได้ว่าตอนที่โทรไปครั้งแรกน่ะ มือสั่น ปากสั่นพูดไม่ออก เป็นเบอร์ที่ใจเต้นแปลกๆ ทุกครั้งที่ทำใจหมุนโทรศัพท์ไป บางครั้งก็หมุนได้ครึ่งทาง แล้ววาง หมุนแล้ววาง อยู่ 3-4 รอบ กว่าจะหมุนได้ …

มีนเป็นคนแรกในชีวิต ที่ผมขอเบอร์โทรศัพท์ และเป็นคนแรกในชีวิต ที่ผมโทรศัพท์คุยด้วยแบบนั้น

ตอนนั้น การโทรศัพท์เป็นทางเดียวที่เราสองคนจะได้คุยกันนานๆ หน่อย เพราะตอนอยู่ที่โรงเรียนก็ไม่ได้มีโอกาสคุยกันมากนัก ด้วยเหตุผลอะไรหลายๆ อย่าง อาจจะเป็นเพราะว่าเรียนอยู่คนละชั้นกันด้วย และอาจจะเป็นเพราะว่าไม่ใช่แค่ผม ที่เป็นคนขี้อายและไม่มั่นใจตัวเอง แต่มีนเองก็เป็นคนขี้อายและไม่มั่นใจตัวเองเช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่ผมเป็นรุ่นน้องในโรงเรียน ทำให้มีนรู้สึกอายว่าเพื่อนฝูงจะมองหรือคิดอย่างไร ที่เค้าไปนั่งคุยหรือเดินกับรุ่นน้อง มากกว่าจะเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นเพื่อน ทำให้สุดท้ายแล้ว ส่วนมากเราก็ได้แต่แอบมองกัน หรือเดินสวนกันไปสวนกันมา แล้วก็ยิ้มให้กันอย่างเขินๆ ในโรงเรียน

หลังจากรู้จักกันได้ระยะหนึ่ง ผมก็กล้าที่จะขอไปส่งมีนขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางกลับบ้านหลังเลิกเรียน ซึ่งเป็นความสุขมากมาย ผมยังคงจำความรู้สึกได้ว่า ผมรอเวลาเลิกเรียนมาถึงมากขนาดไหน แม้การไปส่งขึ้นรถไฟที่สถานี จะกินเวลาสั้นๆ แต่ก็มีความสุขมากที่ได้อยู่ใกล้ๆ และไม่เป็นเป้าสายตามากนัก จะมีก็แต่เพื่อนๆ มีนที่ขึ้นรถไฟกลับด้วยกันเท่านั้น ทำให้เราสองคนคุยกันแบบปกติได้หน่อยนึง …. มานึกย้อนไปแล้วก็ยังขำอยู่เลย ว่าลึกๆ แล้วผมจะแอบภาวนาให้รถไฟมาถึงช้าๆ หน่อยตลอดแหละ (และต้องขอขอบคุณการรถไฟแห่งประเทศไทยนะ ที่ทำให้คำภาวนาของผมเป็นจริงเกือบทุกวัน)

ต่อมาไม่นาน โรงเรียนก็มีนโยบายจะทดลองตั้งชมรมคอมพิวเตอร์ (แต่ไม่มีคอมพิวเตอร์สักเครื่อง –“) ด้วยความที่ผู้อำนวยการโรงเรียนพอจะรู้ว่าผมเป็นพวกเด็กบ้าคอม ก็เลยอยากให้ผมช่วยสอนเพื่อนๆ ….. มีนก็ยังอุตส่าห์มาเข้าชมรมด้วยตั้งครั้งนึงแน่ะ ทั้งๆ ที่มีนไม่มีความสนใจอะไรกับเรื่องคอมพิวเตอร์เลยแม้แต่น้อย แล้วก็ทนนั่งฟังที่ผมพูดเรื่องคอมๆ กับกระดานดำ ถึงมันจะเป็นเรื่องที่คงไม่มีคนรู้เรื่องก็เถอะ (สอนคำสั่งโน่นนี่ของคอมกับกระดานดำ ไม่มีเครื่องให้ลอง ใครจะไปรู้เรื่อง) ….. จะว่าไป นั่นน่ะ เป็นการสอน “ครั้งแรก” ในชีวิตผมเลยนะ

ผมเป็นคนแต่งกลอนเก่งมาตั้งแต่สมัยเรียนที่วชิราวุธ .. แต่เชื่อไหมว่าผมเคยแต่แต่งกลอนเพื่อประกวด ไม่เคยแต่งกลอนด้วยความสุข ด้วยความอยากแต่งอะไรเลย แต่มาวันหนึ่ง ผมได้ยินเพลง I’ll Have to Say I Love You in a Song ที่มีเนื้อความทำนองว่า “ทุกครั้งที่อยากจะบอก คำพูดมันออกมาผิดทุกที เลยต้องบอกรักในเพลง” ทำให้ผมอยากจะแต่งกลอนบอกมีนบ้าง ว่าผมรู้สึกยังไงกับเค้า ซึ่งจริงๆ ก็แต่งไว้หลายบทนะ แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนขี้อาย ก็ได้ให้เจ้าตัวไปไม่กี่บทหรอก นอกนั้นเหรอ ก็เก็บไว้ในสมุดตัวเองน่ะแหละ ไม่ก็เก็บไว้ในความทรงจำ …. และอันนี้เป็นอันหนึ่งที่จำได้ อาจจะดูเว่อๆ น้ำเน่าๆ หน่อย ตามประสากลอนพาไป

อยากจะบอกออกไปใจจะขาด
อยากจะบอกแต่ขยาดกลัวพลาดหวัง
อยากจะบอกตะโกนเสียงดังดัง
อยากจะบอกให้เธอฟังแค่บางคำ
ก็แค่คำที่ไม่มากด้วยความหมาย
ก็แค่คำที่ไม่คลายหากใจมั่น
ก็แค่คำที่จะอยู่ตราบนิรันดร์
ก็แค่คำคำนั้น ฉัน….เธอ

(ดูนะ อุตส่าแต่งเป็นกลอน จะได้เบาลงหน่อย ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ ยังอายใส่ ….. ลงไปซะอีก)

หลายเดือนที่ชีวิตผมและมีนวนเวียนอยู่ในวัฏจักรแค่นี้ จนถึงวันหนึ่งที่ผมก็รวบรวมความกล้าพอ ที่จะนัด “เดท” กับมีน

จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เดทอะไรหรอก ก็แค่มีอยู่วันหนึ่งที่มีนจะต้องมาทำงานกลุ่มกับเพื่อนที่โรงเรียนในวันหยุด ผมก็เลยมาเจอกับมีน แล้วก็พอหาเวลานั่งคุยกันตามโต๊ะหินอ่อนที่โรงเรียนได้บ้างน่ะแหละ … แต่วันนั้น มีอะไรพิเศษกว่าวันอื่นนิดหน่อย เพราะผมไม่ลืมที่จะเอากล้องถ่ายรูปไปด้วย

การเจอกันวันนั้น แม้จะกินเวลาสั้นๆ ไม่นานมากเท่าไหร่นัก และอยู่ในสายตาของครูฝึกสอนคนหนึ่งตลอดเวลา แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความสุข … และผมต้องขอบคุณครูฝึกสอนท่านนั้นมาก ที่กรุณาช่วยถ่ายรูปคู่รูปนี้ให้



คงหายากมั้ง ที่จะมีคู่ไหน ที่จะมีรูปคู่ที่เก่ากว่าที่ผมมี .. 18 ปีแล้วนะ

สมัยนั้นกล้องยังเป็นกล้องฟิล์ม .. ผมยังคงจำได้ดีกับการกดชัตเตอร์รูปที่เหลือแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ถ่ายนี่นั่นโน่นเล่น เจอเพื่อนไม่สนิทเท่าไหร่ก็ถ่ายรูปไว้ ฟิล์มจะได้หมดม้วนเร็วๆ และยังคงจำได้ดีกับความรู้สึกตอนที่ส่งฟิล์มม้วนนั้นไปล้าง ว่าเป็นยังไง .. วันที่ได้รูปกลับมาจากการส่งไปล้างฟิล์ม เป็นวันที่ผมดีใจมาก มากยิ่งกว่าได้ของขวัญหรือรางวัลใดๆ ทั้งหมด …

รูปนี้และอีก 4 รูปที่ถูกถ่ายในวันนั้น คือสมบัติมีค่าของชีวิตผม และเป็นรูปที่ผมจะต้องมีติดตัวอยู่เสมอตลอด 18 ปีที่ผ่านมา โดยจะในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาจจะอยู่บนโต๊ะทำงาน หัวนอน กระเป๋าสตางค์ หรือแปลงเป็นรูปแบบดิจิทัลลงอุปกรณ์พกพาแบบต่างๆ ที่ผมพกได้ (ทุกวันนี้ก็เก็บไว้ใน iPhone)

วันหนึ่ง มีนบอกว่าคุณพ่อคุณแม่จะพาไปรับน้องชายซึ่งเรียนอยู่ที่วชิราวุธ และวันนั้นเป็นวันที่มีการแข่งรักบี้ด้วย ผมก็อยากจะไปสิ ด้วยข้ออ้างว่าจะไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า ทั้งที่ผมไม่เคยเดินทางเข้ากรุงเทพคนเดียวมาก่อนเลย แต่ก็ยังหาทางไปจนได้ เมื่อไปถึง แทนที่จะทักทายเพื่อนฝูงตามประสาคนเคยเรียนด้วยกัน ก็เปล่าเลย ผมเดินมองหามีนตลอดเวลา และในที่สุดก็เจอมีนและครอบครัวนั่งดูรักบี้อยู่ที่สนามหลังโรงเรียน ซึ่งผมไม่กล้าจะเดินเข้าไปทักทายหรอก ผมกลัวแล้วก็อายด้วย ก็เลยได้แต่เดินผ่าน สะกิดไหล่มีนครั้งนึง ยิ้มให้ แล้วก็เดินไปไหนก็ไม่รู้ .. แต่เชื่อไหม ว่าเจอแค่วินาทีนั้นแหละ ผมก็มีความสุขไม่รู้จะมีความสุขยังไงแล้ว

เรากลับมาเจอกันที่โรงเรียน แล้วก็ทักทายกันปกติ ยิ้มให้กันปกติ ชีวิตเป็นแบบนั้นไปอีกพักหนึ่ง และนับวันผมยิ่งรู้สึกดีกับมีนมากขึ้นเรื่อยๆ … ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะดีใช่มั้ยล่ะ …….. แต่ ………………..

ด้วยความที่มีนเองก็แคร์ความคิดของเพื่อนรอบๆ ตัว ว่าจะคิดอย่างไรกับการที่เหมือนจะมีแฟนเป็นรุ่นน้อง การที่มีนเป็นเด็กเรียบร้อยและค่อนข้างขี้อาย ทำให้มีนไม่ค่อยกล้าที่จะคุยกับผมมากนัก บางครั้งเวลาที่ผมจะเข้าไปทักไปคุยด้วยในโรงเรียน ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงที่จะคุยด้วย

นั่นเอง เป็นจุดที่ทำให้ผมกับมีนเริ่มห่างกันไป ผมเริ่มไม่คุยกับมีนเวลาไปโรงเรียน ไม่ได้โทรศัพท์ไปหาแทบทุกวันเหมือนที่เคย และด้วยความที่รู้สึกว่ามีนแคร์มากเรื่องรุ่นพี่รุ่นน้อง บางครั้งผมก็ประชดแรงมากๆ ด้วยการคุยกับเด็กผู้หญิงรุ่นพี่คนอื่นในโรงเรียนให้มีนเห็น ด้วยความที่อยากให้มีนเห็นว่าคนอื่นเขาก็ไม่แคร์สิ่งเหล่านี้กัน ซึ่งจริงๆ มันก็คงไม่ใช่วิธีที่ดีสักเท่าไหร่นักหรอก

และอย่างที่บอกว่าโดยพื้นเพแล้ว ผมเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง และค่อนข้างจะมีปมที่ทำให้มีความรู้สึกว่าคนนั้นคนนี้ดีกว่าตัวเอง เห็นตัวเองด้อยกว่าคนอื่น รู้สึกตัวเองสู้ใครไม่ได้ ชอบคิดอะไรที่ทำร้ายความรู้สึกตัวเอง และชอบทำอะไรที่เป็นการประชดชีวิตตัวเองแรงๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว … นับวันผมจึงยิ่งมีความรู้สึกว่า ผมไม่เหมาะไม่คู่ไม่ควรอะไรกับเค้าเลย เพราะมีนเองก็มีคนชอบ คนสนใจเยอะ ทั้งรุ่นเพื่อนๆ มีนเอง และรุ่นพี่ มีนเป็นคนสวย เก่ง เด่น และอื่นๆ มากมาย เค้าคงเหมาะกับใครก็ได้ … “ที่ไม่ใช่ผม” เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่มีอะไรดีสักอย่าง

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ด้วยความที่มีนอยู่ ม.3 แล้ว เดี๋ยวก็ต้องขึ้น ม.ปลาย ก็อาจจะต้องย้ายโรงเรียนไปเรียนที่อื่น แค่คิดผมก็ใจเสียและเสียใจแล้ว ผมคงทำใจไม่ได้ หากการจากลา ….. มันมาในนาทีสุดท้าย …. แค่นึกถึงภาพที่มีนพูดกับผมว่า “เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะ” แค่นี้ผมก็ใจหายมากมาย แต่แทนที่ผมจะใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุด ผมกลับเลือกที่จะทำลายมันทิ้งซะตรงนั้น … ทั้งๆ ที่ความรู้สึกที่เรียกว่า “รัก” มันยังไม่เคยหายไปไหน (ถึงจะเป็นรักแบบเด็กๆ ก็เถอะนะ)

ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ มันได้สร้างแผลในใจเอาไว้ให้กับมีน และได้สร้างแผลในความรู้สึกให้กับตัวผมเอง เพราะโดยพื้นเพแล้วเราเป็นคนที่ไม่ต่างกันเลย ปากแข็ง ปากไม่ตรงกับใจ ไม่มั่นใจตัวเอง แต่แสดงออกตรงข้ามไปงั้นทั้งหมด แคร์นะ แต่ปากบอกว่าไม่เป็นไร อยากเจอนะ แต่ทำเมินเฉย อยากคุยด้วยนะ แต่ทีท่าปฏิเสธ …. ดังนั้น การที่ผมห่างจากเค้าไปตอนนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ทำให้มีนรู้สึกว่า ผมคงไม่ชอบเค้าอีกต่อไปแล้วใช่มั้ย เพราะเค้าไม่ดีพอหรือเปล่า เช่นเดียวกัน

และชีวิตของเราสองคนก็เริ่มเปลี่ยนไป ….. ตอนนั้นใครมองก็คงคิดว่าเป็นธรรมชาติของเด็กมัธยม ที่ชอบใครเป็นความรู้สึกแบบ Puppy Love ชอบใครประเดี๋ยวประด๋าว ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน

แต่เชื่อไหมล่ะ ว่าผมก็ยังแอบมองเค้าอยู่เสมอๆ ในโรงเรียน โดยที่ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าผมจะแอบมองเค้าอยู่ทำไม ผมลุ้นมากมาย ให้เค้าเรียน ม.ปลาย ต่อที่โรงเรียนเดิม และผมก็รู้สึกขอบคุณสวรรค์ ที่เค้ายังคงเรียนต่อ ม.ปลาย ที่เดิมจริงๆ

เมื่อผมขึ้น ม.4 ผมก็ยังคงแอบมองมีนเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด แม้ว่าจะมีใครเข้ามาคุยกับผม กับเค้า หรือยังไงก็ตาม ลึกๆ แล้วผมคงยังไม่ลืมความรู้สึกที่เคยมีเมื่อก่อนหน้านั้น แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอที่จะคุยกับเค้าอยู่ดีน่ะแหละ แต่ด้วยความรู้สึกที่ว่า แล้วจะทนอยู่แบบนี้น่ะเหรอ ไม่ทำอะไรสักอย่างเหรอ มันก็จะไปยากอะไร “แค่ทำตัวเองให้ดีพอก็หมดเรื่อง ใช่มั้ย” มันเริ่มมีมากขึ้นๆ เรื่อยๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งผมก็ตัดสินใจพูดกับรูปถ่ายมีน ที่ผมเก็บไว้ว่า

“มีนครับ วันหนึ่ง ผมจะดีพอ และเมื่อผมดีพอ ผมจะกลับมาจีบคุณใหม่ .. อีกครั้ง”

และนั่นเอง เป็นจุดเริ่มของการบ้าเรียนอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ในช่วง ม.ปลายของผม

ชีวิตผมไม่มีทางมีวันนี้ …. หากไม่มีผู้หญิงคนนี้

(จบตอน)