Testing blogging from iPad

Got my iPad days ago and just downloaded WordPress app last night so now I can do some blogging from my iPad. Well, I could just do it through the website but having ability to write something while off-line and post later is what I want.

Still, he iPad has no Thai keyboard (there’s one selling in AppStore right now but seems bad, even absurd) so there is a possibility that I may write more English blog, if posting from it.

What I can see is that it is working so fine so far. Will write full review sometime later when I feel I have played with it enough and get used to it enough. Oh, one more thing, the keyboard is very nice and I can easily get 45 WPM or more on this iPad. I could type on this a bit faster than I did on my (stolen) Acer netbook.

Between Red and Yellow


Between Yellow and Red

Nikon D3s, 24-70/2.8N, 56mm, f/8, 1/200s, ISO 320. (click for bigger size)

เป็นภาพจากทริปไปตลาดน้ำอัมพวา ระหว่างที่ผมกำลังเดินเล่นอย่างสบายใจ และถ่ายรูปบ้างตามสนุกนั้น สายตาผมก็สังเกตเห็นภาพนี้

สิ่งที่ผมเห็น ทำให้ผมสลดใจมากทีเดียว ซึ่งผมเข้าใจนะ ว่าภาพนี้เค้าไม่ได้จัดฉากหรือว่าจัดอะไรให้ผมคิดแบบนี้หรอก แต่ว่าผมเห็น “หมวก” สองใบคนละสีกัน ใบหนึ่งสีเหลือง ใบหนึ่งสีแดง ขนาบ “ธงชาติไทย” ที่ยับ บิดเบี้ยว อยู่ตรงกลาง

“หมวก” สิ่งที่เราใช้แทนบทบาทหน้าที่ (เช่น วันนี้ผมใส่หมวกผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ หรือว่าวันนี้ผมจะต้องถอดหมวกความเป็นอาจารย์จากศิลปากร เป็นต้น) ที่เราอาจมีเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ทำงานอะไรบางอย่างในบางบทบาท และเมื่อเราเอาหมวกครอบหัวเอาไว้ บางทีเราจะถูกความคิด ทัศนคติ ที่มากับบทบาทนั้น ครอบหัว ครอบความคิด ครอบงำ ฯลฯ จนบางทีเราอาจจะถอดมันไม่ออกอีกแล้วก็เป็นได้

“ธงชาติ” ก็เป็นสัญลักษณ์ของชาติ ชาติใครก็ชาติมัน ความหมายดีทั้งนั้นกับแต่ละองค์ประกอบดีทั้งนั้นที่เราใส่ลงไปในธงชาติ

อยากให้สังเกตนิดหน่อย … ลองดูสิครับ ว่า “หมวก” มันสีอะไร? (จริงๆ ก็เขียนตั้งแต่ต้น) และภาพนี้ทำให้ท่านคิดอะไร เห็นอะไร สะท้อนใจอะไร

ผมกำลังคิดว่า เราใส่หมวกสีอะไรกันทุกวันนี้ และทำหน้าที่อะไรกันอยู่กันแน่ ……. และมีใครสนใจสิ่งที่อยู่ตรงกลางกันบ้างไหม? หรือว่าแค่ทิ้งมันไว้อย่างนั้น และใส่หมวกกันต่อไป

บางทีถึงเวลาถอดหมวกกันให้หมด และคิดในฐานะที่เป็นตัวตนของเราเองจริงๆ นั่นคือ “คนไทย” หรือยัง?

Imagination


Imagination

Nikon D3s, 24-70/2.8N, 24mm, f/2.8, 1/100s, ISO 9000. (click for bigger size)

“จินตนาการของเด็ก” นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากๆ ลองดูจากที่เห็นในรูปนี่สิ ว่าเราเห็นอะไรบ้าง เราอาจจะเห็นดวงอาทิตย์ เห็นผีเสื้อ เห็นสีสันต่างๆ แต่ที่ผมเห็นมากขึ้นก็คือ เด็กสามารถเขียนให้ทุกอย่างอยู่รวมกันได้ โดยไม่มีการแบ่งแยกว่าอะไรคืออะไร

เด็กเกิดมาเพื่อสันติภาพ ผมเชื่อเช่นนั้น เด็กเป็นมิตรกันได้เร็วโดยไม่ตั้งกำแพงมากมาย เด็กไม่ถือโทษโกรธกัน ยิ้มให้กันก็หาย และยิ้มกันง่ายเหลือเกิน

แต่เมื่อเราโตขึ้น เราเรียนรู้มากเกินไปหรือเปล่า แบ่งแยกมากเกินไปหรือเปล่า ว่า “อะไรเป็นอะไร” จริงอยู่ มันเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทำไมเราต้องมองหาแต่สิ่งที่มันต่างกัน มากกว่าหาสิ่งที่เหมือนกันหรือหาสิ่งที่อยู่ด้วยกันได้ บางอย่างมันไม่มีอะไรเกินจินตนาการของเราหรอก หากเราจะจับมันมารวมกัน และไม่แบ่งแยกมัน

ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมากที่เรามักจะเห็นว่า “ความรู้สึกแบบเด็กๆ” นี้มันสูญหายไปตามอายุเมื่อเด็กโตขึ้น ด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง

แทนที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะมัวแต่สอนเด็กให้เป็นอย่างตัวเอง … แล้วโตขึ้นมาก็จะก่อแต่ปัญหาแบบที่พวกเราๆ ก่อเอาไว้ทุกวันๆ นี่แหละ …. ลองมองและเรียนรู้สิ่งดีๆ จากเด็กบ้างจะเป็นไรไป … หรืออย่างน้อยๆ ให้เด็กรักษาจินตนาการของเค้าเอาไว้ให้ได้ อย่าไปทำลายเค้าให้เค้าคิดแบบเรา แต่ให้เค้า “มีจินตนาการอย่างมีประสบการณ์” มากขึ้น จะเป็นไปได้ไหม

ป.ล. ขอบคุณพี่ พี่รูฟ (@roofimon) ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายทำนะครับ นี่รูปจินตกรรมฝาผนังใต้บันไดบ้านพี่เค้า โดยผลงาน “น้องณมน” ลูกสาวพี่รูฟ ครับผม ;-)

Eye Contact


Eye Contact

Leica M8, Voigtlander 50/1.1 Nokton, f/8, 1/90s, ISO 160. (click for bigger size)

ตลาดน้ำอัมพวา เป็นที่หนึ่งที่ถ่ายรูปสนุกครับ และถ่ายรูปได้อย่างไม่เคอะเขิน เพราะว่าหลายต่อหลายคนพกกล้องไปถ่ายรูปทั้งนั้น ถ้าอยากจะหัดถ่ายรูป street หรือว่าตลาด แต่ไม่กล้าลองกับตลาดแถวบ้านตัวเอง ผมแนะนำว่าไปฝึกวิชาแถวตลาดน้ำที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเลยครับ รับรองว่าวิชาแก่กล้าขึ้นแน่ๆ

กลับมาที่รูปนี้ รูปนี้ผมอยู่บนสะพาน แล้วก็เล็งลงมาที่ชีวิตหลากหลายริมน้ำ ซึ่งมีทั้งกำลังจับจ่ายซื้อของ ประกอบอาหาร นั่งรออาหาร และกำลังรับประทานกันอย่างมีความสุข ผมเล็งรูปนี้อยู่ประมาณเกือบครึ่งนาที หวังว่าจะมีใครสักคนในกลุ่มนี้ที่จะเงยหน้าขึ้นมาให้มี Eye-contact บ้าง และแล้วก็มีหญิงสาวนักท่องเที่ยวที่เห็นในรูปนี้แหละครับ เงยหน้าขึ้นมา ก็เลยกดชัตเตอร์ ณ บัดดนั้น ซึ่งสายตาคู่นั้น ก็เป็น Eye-contact เดียวของรูปนี้

ผม post-process รูปนี้นิดหน่อยครับ คือ crop ให้ Eye-contact ที่ว่านี่ อยู่ตรงจุดตัด 9 ช่องพอดิบพอดี และใช้ Creative – Aged Photo preset ใน Lightroom 2 แล้วก็ปรับๆ ดึงๆ ตบๆ ค่าต่างๆ อีกเล็กน้อย

เป็นภาพที่ผมชอบมากๆ และแสดงข้อดีมากๆ อย่างหนึ่งของกล้อง Rangefinder แบบ Leica เพราะว่า viewfinder มันไม่มี black-out ในจังหวะที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ “จังหวะที่กดชัตเตอร์” ครับ ทริปนั้นผมเอาไปทั้ง D3s และ M8 และสารภาพเลยครับ ว่าชอบภาพจาก M8 มากกว่ามากๆ (ทั้งๆ ที่ปกติจะรู้สึกกลับกัน)

Panasonic GF1: RAW vs. JPEG

ค้างเรื่องนี้มานานแล้วเหมือนกัน เขียนซะหน่อย (ช่วงนี้กำลังทำให้ blog นี้กลับมามีชีวิต และเปลี่ยนมันเป็น Photographer’s blog อยู่)

อย่างที่เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้เรื่อง RAW vs JPEG น่ะแหละครับ ว่าปกติผมเป็นคนที่ถ่าย JPEG เป็นหลัก ยกเว้นแต่ 1. จะถ่ายมาเพื่อใช้ประโยชน์จาก RAW จริงๆ หรือไม่ก็ 2. รับ JPEG ที่ออกจากกล้องมาไม่ได้ เท่านั้น เลยเป็นประเด็นของบทความนี้ครับ มาดูกันจะๆ เลยดีกว่า ว่าทำไมผมรับ JPEG ของ Panasonic GF1 (ซึ่งเป็นกล้องสุดที่รักเลยนะตอนนี้) ไม่ได้

จริงๆ ก็สั้นๆ แหละครับ คือมัน “Over-processed” มากไป ค่อนข้างมีความเพี้ยนของอะไรหลายๆ อย่างสูงพอควร คือ กล้องมันคิดแทนเรามากไป ว่าอะไรควรจะสวยไม่สวยยังไง ซึ่งจริงอยู่ บางทีมันก็ work แต่ว่าหลายครั้งมันก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไหร่

ดูตัวอย่างนะครับ (Click บนรูปเพื่อดูภาพใหญ่นะครับ; รูปแรก convert จาก RAW ดิบๆ ส่วนรูปหลังเป็น JPEG จากกล้อง)


P1000774.jpg

P1000774-2.jpg

สิ่งที่อยากให้สังเกตเป็นพิเศษ คือ โทนสีและแสงเงาครับ โดยเฉพาะเรื่องของ Skin tone ที่ค่อนข้างจะเพี้ยน และเมื่อเทียบกับข้อมูลดิบจาก RAW แล้วยิ่งเห็นชัดว่า JPEG engine มัน over-processed ค่อนข้างชัดเจน ทั้งๆ ที่ตั้ง mode เป็น standard เอาไว้ ลองดูเทียบกันอีก 2 รูปครับ (เช่นกันครับ รูปแรกจาก RAW)


P1000765.jpg

P1000765-2.jpg

รูปนี้อาจจะชัดกว่าเมื่อกี้นิดหน่อยในบางอย่าง เช่น ความมืดของบริเวณที่อยู่ในที่มืด และสีแดงของป้ายที่อยู่ในที่มืด ซึ่งจริงๆ แล้วสีของ RAW นั้นค่อนข้างจะสวยดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่สีมัน Over-saturate หรือไม่ก็ Hue เพี้ยน ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าทีมที่ทำ JPEG engine ใน Panasonic ต้องมีปัญหาเรื่องสีแหงๆ

เรื่อง JPEG จากกล้องที่ไม่ค่อยสวย ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ของ GF1 นี่ไม่ใช่ผมรู้สึกไปเองคนเดียวนะครับ มีเขียนถึงกันหลายที่ ในหนังสือวารสารหลายเล่ม แล้วก็เว็บไซต์หลายที่ ที่ชอบเทียบ GF1 กับ EP1 ….. ซึ่งว่ากันว่า JPEG จากกล้องของ Olympus นั้นสวยกว่ามาก แต่ผมยังไม่ได้ลองเทียบกันจะๆ ดังนั้นผมเลยขอ No-comment ดีกว่า

แต่มันก็ต้องมีจุดแข็งบ้างล่ะน่า … ใช่ครับ มันมีจริงๆ และเจ๋งมากด้วย เพราะว่าจุดแข็งของ JPEG engine ของ GF1 คือ “ขาวดำ” ครับ …. ใช้แล้วจะลืมอะไรหลายๆ อย่างไปเลย แทบจะใช้ได้เลยจากกล้องไม่ต้องไปทำอะไรกับมันแล้วทั้งนั้น


P1000644.jpg


บทความที่เกี่ยวข้อง

Relaxing at Evening Sea


Relaxing at Evening Sea

Nikon D3, 70-300/4.5-5.6 VR, 102mm, f/4.5, 1/3200s, ISO 200 (click for bigger size)

ทะเลเป็นที่ถ่ายรูปที่เยี่ยมมาก มีรูปให้ถ่ายตลอด มีแทบทุกแนว และถ่ายได้แทบทุกเวลา เรียกว่าไปเวลาไหนก็ถ่ายได้ทั้งนั้น

วันนั้นไปนั่งเล่นตอนเย็นๆ ที่ริมทะเลบางแสน จ.ชลบุรี นั่งเล่นไปเรื่อย ก็ยกกล้องมาถ่ายไปเรื่อยๆ ตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จริงๆ ก็กะจะนั่งจนมันเย็นพอ เพราะว่าชายฝั่งทะเลตะวันออกนี่ จะเห็นพระอาทิตย์ตก และคิดว่าน่าจะได้รูปสวยๆ ตอนพระอาทิตย์เกือบตกบ้าง

และแล้วก็ไม่ผิดหวัง จากจุดที่นั่งอยู่ ไปทางที่พระอาทิตย์ตก เห็นชายคนหนึ่ง กำลังยืนสบายอารมณ์อยู่ระหว่างแนวร่ม และดวงอาทิตย์ที่อยู่ได้ตำแหน่งพอดี ตอนนั้นคิดในใจเลยว่าจะได้รูป Silhouette ที่น่าพอใจแน่ๆ ก็เลยวัดแสงฟ้า แล้วก็กดไป ที่มาทำเพิ่มในคอมพิวเตอร์ ก็ปรับให้มันเป็น Silhouette มากขึ้น แค่นั้นเอง

อ่อ รูปนี้เป็นรูปบอกลา Nikon D3 ตัวเก่งที่ใช้มาปีนึงเต็มๆ ด้วยครับ

จริงเหรอ?


จริงเหรอ?

Nikon D3s, 180/2.8, f/3.5, 1/200s, ISO 2000 (click for bigger size)

นานๆ จะได้ถ่ายรูปหลาน (ตอนนี้อายุ 4 เดือน) เล่นสักที จริงๆ ก็ถ่ายไว้เยอะเหมือนกันตามประสาคนชอบถ่ายรูป แต่ว่าชอบรูปนี้เป็นพิเศษ ทำไมน่ะเหรอ

ก็มันให้ sense of wonder ซึ่งเป็น expression หนึ่งของเด็กที่ผมชอบนะ เด็กๆ นี่เห็นอะไรก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด สนุกไปหมด จะว่าไปแล้วจริงๆ ผมใช้รูปนี้หากินใน presentation ได้อีกนานโขเลยนะเนี่ย เป็นรูปที่ให้ expression ว่า “จริงเหรอ” ได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ลองคิดดูสิ ว่าเวลาพูดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อย แล้วกดเปลี่ยน slide มาเป็นรูปนี้ แล้วบอกว่า “ไอ้ที่พูดมาทั้งหมดนี่น่ะ มันจริงเหรอ?” หรือว่าใช้ก่อนจะนำเสนอก็ได้ ว่า “มันจะทำได้ยังไงอ่ะ” ก็คงเข้ากันได้ดีพอสมควร

You *ARE* “The Presenter”

เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเขียนถึงเป็นที่สุด ใน blog ก่อนหน้านี้ (สอน Presentation โครงการ SSME Fast Track) แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จนน่าจะเขียนแยกออกมาสักตอนมากกว่า และนี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่า “ผู้นำเสนอหลายคนลืมไปอย่างน่าเสียดาย” นั่นก็คือ

“You *ARE* The Presenter”


presenter.004.png

ใช่ครับ ในการนำเสนอ *คุณ* คือ ผู้นำเสนอ คุณคือสตาร์ของงาน การลืมเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ขนาดที่ผมถือว่าเป็น The #0 Common Mistake เลยทีเดียว (มันยิ่งกว่า #1 หรือ all words on slide ซะอีก) ทำไมหรือ?

  • หลายคนยอมให้ slide ของ presentation ต่างๆ เป็นดาวเด่นของงาน สายตาและความสนใจของผู้ฟัง อยู่บน slide ที่คุณใช้ (อ่าน) ไม่ได้สนใจคุณเลย หลายอย่างที่พูด ซึ่งอาจจะมีเกร็ดอะไรนอก slide อยู่บ้าง หรืออยู่มาก มันจะหายไป ซึ่งทางแก้ก็คือ ใช้ All-Words-on-Slide และ Lots-of-Bullets
  • แต่พอทำเช่นนั้น คุณก็จะไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ จะถูกจำกัดมากเกินไปกับการพูดตามสิ่งที่อยู่บน slide และผู้ฟังของคุณก็ไม่รู้จะโฟกัสที่ไหนดี ระหว่างฟังคุณ กับอ่านตาม ซึ่งทางแก้ก็คือ คุณก็ต้องพูดตาม slide ไปเรื่อยๆ คนฟังจะได้ไม่หลงหรือสับสน
  • แต่พอทำแบบนั้น ก็เท่ากับไม่โฟกัสกับความเป็นตัวของตัวเอง คิดแต่เอาเนื้อหาจากหนังสือ เนื้อหาวิชาการจากตำรา จากเว็บ หรืออะไรต่อมิอะไรมานำเสนอ มาใส่ไป แล้วมันจะเป็น Story ที่ Simple, Convincing, Concrete, Credible ได้ยังไง? แล้วคุณจะมีอารมณ์ร่วมกับมันมั้ย?
  • ที่สำคัญ คุณไม่มีทางมี eye-contact หรือ expressive expression ต่างๆ ได้อย่างมากพอ

เอาแค่นี้ ก็จบแล้ว


presenter2.020.png

สอน Presentation โครงการ SSME Fast Track

วันที่ 24/3 ที่ผ่านมา ผมไปสอนเรื่อง Presentation Techniques ให้กับโครงการ SSME (Service Science & Management Engineering) ที่ SIPA แล้วก็สัญญากับคนที่ไปอบรม ว่าจะเขียน blog เกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้สักหน่อย แต่พอเอาเข้าจริงก็มานั่งคิด แล้วจะเขียนอะไรดีล่ะเนี่ย ก็ขอเขียนถึงเนื้อหานิดๆ หน่อยๆ และเขียนถึงประสบการณ์และความรู้สึกดีๆ ที่ได้ไปสอนก็แล้วกัน

ผมแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

  1. How *NOT* to Present ซึ่งพูดถึง Presentation Mistakes ที่นับเป็น common มากๆ ทั้งหลายทั้งแหล่ จริงๆ มันก็มีไม่กี่ตัวหรอกที่พบกันบ่อยๆ มากๆ


    SSME_Present1.png

    และใช่ครับ อย่างที่เห็นน่ะแหละ slide ของทั้ง 9 mistakes นี้ “แดกดัน” แรงๆ เลย เอาสิ่งที่พบบ่อยจนเกินงาม มาทำให้มันสุดโต่ง แล้วก็พยายามนำเสนอในแบบที่ยึดติดกับ slide (เช่นยืนอ่านตาม slide เป็นต้น) ใครที่เคยฟังผมพูดสาธารณะบ้าง คงจะจำได้ว่าปกติ slide ผมนี่ไม่ต้องพยายามอ่านมัน หรือว่าเอาไปอ่านโดยปราศจาก “ผม” เพราะว่ามันมีแต่รูปเป็นหลัก มี text บ้างไว้ประกอบรูป เอาไปนั่งเพ่งอย่างเดียวคงไม่รู้เรื่องเด็ดขาด

  2. วิธีการ Present ซึ่งตรงนี้รูปใน slide และเนื้อหานั้น ผมได้ส่วนหนึ่งมาจาก Presentation Zen (http://www.presentationzen.com/) และเล่าประสบการณ์ตัวเองและวิธีปฏิบัติบางอย่างในฐานะผู้นำเสนอ


    SSME_Present2.png

    ใจความสำคัญส่วนนี้คือ ผมคิดว่า Presentation ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม มันคือ “การเล่าเรื่อง” ที่จะต้องเล่าให้ได้ “โง่ & ง่าย” แต่ในขณะเดียวกัน “หนักแน่น & น่าเชื่อถือ” และต้อง “ดึงอารมณ์ร่วมจากผู้ฟัง” สุดท้ายต้องมีอะไรที่เซอร์ไพรส์บ้าง แต่อย่ามากเกินไป ตรงนี้ผมได้พูดถึงเรื่อง “ผู้ล่ากับเหยื่อ” ไว้นิดหน่อย แต่ทำให้หลายคนสนใจพอสมควร

    ผมได้แนวคิดเรื่องนี้จากพระป่ารูปหนึ่ง ที่ผมพบเมื่อนานแล้ว ท่านไม่กลัวสัตว์ป่า เช่น เสือ และผมเคยถามท่านว่า ทำไมท่านถึงไม่กลัวสัตว์เหล่านี้ ซึ่งท่านได้ตอบมาแบบ “โง่ ง่าย หนักแน่น น่าเชื่อถือ เห็นภาพ” แค่ว่า “ลูกเอ๊ย มีแต่เหยื่อของเสือเท่านั้นแหละ ที่กลัวเสือ”

    สิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม บทบาทง่ายๆ ตามธรรมชาติของห่วงโซ่อาหารมันจะมีแค่ “ผู้ล่า” กับ “เหยื่อ” เท่านั้น หากเราแสดงความเป็นเหยื่อ (โดยการกลัวผู้ล่า) อีกฝ่ายหนึ่งก็จะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ล่าของเราโดยธรรมชาติ และในฐานะผู้นำเสนอ บางทีเราโชคดีที่ได้เลือกบทบาทก่อน หากเราเลือกบทบาทของเหยื่อ เราจะมีปัญหาทันทีกับการนำเสนอให้มี Convincing performance และก็ให้ทำใจได้เลยว่า ผู้ฟังการนำเสนอ อาจมีคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ล่าโดยปริยาย ดังนั้น มันเป็นทริคง่ายๆ ในการเลือกบทบาทก่อน

    สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง แต่หลายต่อหลายคนลืมไปอย่างน่าเสียดายในจุดนี้ คือ “อารมณ์ร่วม” โดยเฉพาะการนำเสนอทางวิชาการ ที่มักจะแห้งและน่าเบื่อ ถามว่าจะดึงอารมณ์ร่วมของคนได้ยังไง ก็ให้นึกถึง “เดี่ยวไมโครโฟน” ของคุณโน๊ต อุดม ซึ่งดึงอารมณ์คนด้วยวิธีง่ายๆ คือ “เจอปัญหาเดียวกับผู้ฟัง” ดังนั้นวิธีหนึ่งก็คือ ตัวเราเองต้องเจอปัญหาเดียวกับผู้ฟังเสียก่อน และเล่าให้ฟังว่าทำไมมันถึงเป็นปัญหา พอเริ่มเห็นตรงกันแล้ว ทีนี้การจะนำเสนอวิธีแก้มันไม่ใช่เรื่องยากเย็น

    นี่แหละ ผมเลยเสนอ “How NOT to Present” ก่อน เพราะแน่ใจได้เลยว่า หลายคนเคยเจอพวกนี้มา และเห็นว่ามันเป็นปัญหาแน่นอน พอเบรคแรก ก็พบว่ามีหลายคนเริ่มอิน ว่าเจอบ่อย เป็นปัญหา น่าเบื่อ ฯลฯ

  3. สอนแต่ทฤษฎี ยืนพูดมันไปก็เท่านั้นแหละ มันไม่เห็นของจริงใช่มั้ย เหมือนกับ Quote ใน slide นี้ ที่ว่าไม่ต้องโชว์มากนัก ไอ้ตัวโน๊ตน่ะ เปิดเพลงให้ฟังเลยดีกว่า หรือว่าเล่นเพลงให้ฟังและดูจะๆ เลยดีกว่า ในช่วงที่ 3 ก็เลยเป็นการ “แก้” Presentation ที่ห่วยให้มันดีขึ้น และทำด้วยกันทั้งห้อง


    SSME_Present3.png

  4. ช่วงสุดท้ายเป็น Workshop ทำจริง ซึ่งประเด็นหลักๆ อยู่ที่ว่า “อย่าเริ่มทำ presentation ด้วยการเปิดโปรแกรม ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักหรอก ให้เริ่มทำด้วยการเลือก Story และเปิด Mind Map มา storm idea ลงไปให้มันเคลียร์ๆ ซะก่อน (แต่ว่าวันนั้นยังไม่ได้ Mind Map นะ เพราะว่าเนื้อหาของหลักสูตรยังไปไม่ถึง) แล้วค่อยออกแบบการนำเสนอ” จากนั้นก็ใช้ลูกไม้ก้นหีบให้อย่างหนึ่งในการออกแบบ Presentation นั่นคือวิธีการที่ผมเรียกว่า Back-of-Business Card method (หรือ Business Card method)


    card_method.085.png

    design_to_implement.003.png

    หน้าจอโปรแกรมมันมักจะใหญ่เกินไปจนทำให้เรามีพื้นที่มากเกินงามในการออกแบบ Presentation จนเราโยนอะไรก็ได้ลงไป รกแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่เวลาเรานำเสนอจริงเนี่ย คนฟังอาจนั่งอยู่ไกลขนาดที่มองไม่เห็นก็ได้ หลักการมันก็เลยง่ายนิดเดียว มีนามบัตรหรือกระดาษขนาดนามบัตร ก็ให้ใช้ดินสอที่ไม่ต้องเหลา (ไม่ต้องคมมาก) เขียน Presentation ที่ต้องการจะนำเสนอลงไปเลย ถ้าใช้ iPhone ผมแนะนำโปรแกรม SketchPad หรืออะไรทำนองนั้น ใช้นิ้วใหญ่ๆ ของเราเนี่ยแหละ ลากๆ ลงไปเลย คราวนี้ตัวอักษร เนื้อหา และภาพมันต้องใหญ่และชัดระดับหนึ่ง ให้สลับการ์ดพวกนี้จนพอใจ แล้วสุดท้ายค่อยเปิดโปรแกรมขึ้นมาทำตามแบบที่ออกไว้ และตรวจสอบเนื้อหากับ Mind Map


    mindmap_present.png

นั่นคือ ส่วนหนึ่งของเนื้อหา ทีนี้ขอพูดถึงประสบการณ์และบรรยากาศของวันนั้นหน่อย ขอสั้นๆ ชัดๆ โง่ๆ ง่ายๆ เลยละกันนะ

คลาสนี้เป็นคลาสที่ผมสอนได้อย่างมีความสุขและสนุกที่สุดในรอบ 3-4 ปีเลย ต้องขอบคุณผู้เรียนทุกคนมาก ที่หัวเราะ เฮฮา ด้วยกันตั้งแต่นาทีแรก จนถึงนาทีสุดท้าย มีกัดกันบ้างมีอะไรบ้าง แต่ละคนไม่อายในการถาม ในการเสนอความคิดต่างๆ

ภาพข้างล่างนี้เป็น Slide ที่ผมใช้ orientation วิชาบางวิชาที่ผมสอนที่ศิลปากร


hci_orientation2.png

ผมไม่ต้องพูดอย่างนี้เลยกับผู้เข้าเรียนทุกคนที่ SSME Fast Track ปีนี้ เพราะว่าในแต่ละเร่ืองที่ผมสอนและพูดถึงนั้น จะมีคนพยายามถาม พยายามแชร์ประสบการณ์ต่างๆ ตลอดเวลาที่มีโอกาส ถึงช่วงแรกๆ จะเงียบๆ บ้าง เพราะว่ายังไม่ค่อยรู้จักกันก็ตาม และช่วงสุดท้ายของการทำ Workshop ที่ให้มีการนำเสนอจริงด้วย ทุกคนก็ช่วยกันเป็น commentator อย่างดี (แถมด้วยการกัดกันอย่างสนุกสนานทั้งระหว่างกันเอง และระหว่างวิทยากรกับผู้เรียน เป็นบางครั้งตามสมควร)

สนุกมากครับ และขอบคุณทุกคนมากครับ

RAW vs JPEG

ครั้งที่แล้วสัญญาไว้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรสนุกๆ กับเรื่อง Number Marketing: MP vs. Lens vs. Sensor Size แต่จำไม่ได้แล้วว่าจะเขียนอะไร พูดง่ายๆ ว่า “ลืม” เพราะไม่ได้ shortlist ไว้ –‘

งั้นเอางี้ วันนี้ขอเขียนอีกเรื่อง ที่เป็น Myth มานานแล้ว เรื่อง RAW กับ JPEG แทนก็แล้วกัน ขออภัยที่ผิดสัญญา แต่รับรองว่าสนุกไม่แพ้กันแน่นอน โดยก่อนอื่น ผมขอเคลียร์ก่อนว่า Myth ที่ว่านี้ คืออะไร

  1. ต้องถ่าย RAW ถึงจะสวย
  2. ไฟล์ RAW สวยกว่า JPEG
  3. อยากได้คุณภาพ ต้องถ่าย RAW เท่านั้น
  4. โปรเค้าใช้ RAW กันทั้งนั้น

ว่าแต่ไฟล์ RAW กับ JPEG คืออะไร?

RAW คือ “ข้อมูลแสงดิบๆ” ครับ ดิบๆ อย่างที่เซ็นเซอร์ (ตัวรับภาพ) ของกล้องรับภาพไว้ได้ ดังนั้นไฟล์ RAW จึง “ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด” และแต่ละกล้องจะมีวิธีบันทึกของตัวเอง แม้ว่าทาง Adobe จะพยายามสร้างมาตรฐานอย่าง DNG (Digital Negative) ขึ้นมาโดยหวังว่าจะเป็นมาตรฐานกลางของ RAW ที่ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมในวงกว้างเท่าไหร่นัก มีใช้อยู่ไม่กี่ยี่ห้อ (Leica เป็นหนึ่งในนั้น)

พูดง่ายๆ ผมถือว่า RAW เป็น “ฟิล์ม” สำหรับกล้องดิจิทัลครับ โดย concept มันเหมือนกับฟิล์ม negative มากๆ (ไม่งั้น Adobe คงไม่ตั้งชื่อ DNG)

สำหรับ JPEG นั้นแทบจะตรงข้ามกับ RAW เลยครับ JPEG คือ “รูปแต่งสำเร็จ” โดยตัวประมวลผลภายในกล้องเอง

ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับฟิล์มแล้ว JPEG ก็เหมือนกับรูปที่ “ล้างและอัดเสร็จแล้ว” (Processed) หรือว่าคิดว่ามันเหมือนกับกล้องโพลารอยด์ก็ได้ครับ ที่ถ่ายแล้วได้รูปสำเร็จเลย

ดังนั้น ในขณะที่ RAW จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเสนส์และเซนเซอร์รับภาพ และการแปลงเป็นดิจิทัลเท่านั้น JPEG จะขึ้นกับ image processer อีกตัวหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้ข้อมูลดิบดีขึ้น มีสีสันมากขึ้น แก้ข้อผิดพลาดต่างๆ ของเลนส์และเซนเซอร์ให้หายไป ก็ได้

ดังนั้นบางครั้ง รูป JPEG จากกล้อง สวยกว่า RAW ครับ สวยกว่ามากด้วย แต่ทั้งนี้ขึ้นกับกล้องครับ ว่าจะประมวลผลมันอย่างไร สำหรับหลายกรณี เช่น Leica M8 นั้น มี JPEG engine ที่ “ห่วยจัด” ก็อาจจะถ่าย RAW แล้วมาล้าง/อัดเองในโปรแกรมประมวลผลภาพ แต่สำหรับอีกหลายกรณี ภาพ JPEG จะดีกว่า RAW อย่างชัดเจนครับ เพราะว่าหน่วยประมวลผลภาพในกล้อง ได้แก้ไขข้อจำกัดเฉพาะกล้องให้เราเรียบร้อยแล้ว

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เนื่องจาก RAW มันเก็บข้อมูลแสงดิบๆ ไว้ให้เราอย่างครบถ้วน ดังนั้นเราก็เลยมีข้อมูลเท่าที่กล้องจะเก็บได้ เอาไว้ให้ process เองต่อ ซึ่งเราอาจจะตั้ง White Balance ใหม่ หรือเราจะดึงโน่นแต่งนี่ ได้มากกว่า เพราะว่าข้อมูลแสงมันยังอยู่เท่าที่เซนเซอร์จะเก็บได้

ดังนั้น ในขณะที่ “จากกล้อง” JPEG มีโอกาสจะสวยกว่า/ห่วยกว่า/เทียบเท่า RAW ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยประมวลผลภาพในกล้อง มันประมวลอะไรให้บ้าง ถ้าพูดถึงโอกาสนำมาแก้ไขและ process รูปต่อในภาพหลังแล้ว RAW มีมากกว่าเยอะมาก

แต่ว่า JPEG เดี๋ยวนี้เจ๋งนะครับ จากกล้องใหญ่ๆ หลายๆ ตัวนี่ เก็บข้อมูลเอาไว้ได้ดีแบบไม่น่าเชื่อเลย แต่ว่ากับกล้องหลายตัว มันค่อนข้างจะ over-processed อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการพยายามดึง detail มากเกินไป หรือ over-sharpen ซึ่งตัวอย่างนี้มีให้เห็นเยอะมากพอสมควร

มืออาชีพหลายๆ คนที่ผมรู้จัก ก็ไม่ใช่ว่าจะถ่าย RAW นะครับ ขึ้นอยู่กับว่าลักษณะการใช้งานภายหลังของเขา จะนำไฟล์นั้นไปใช้อย่างไร มองภาพที่ได้ เป็นข้อมูลตั้งต้น เอาไปแต่งต่อ ประมวลผลต่อ หรือมองเป็นภาพสำเร็จ จะมีแก้ไขก็ไม่มากแล้ว ซึ่ง JPEG ก็เก็บข้อมูลไว้ได้มากพอ ประกอบกับ JPEG processing ที่เก่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายคนเลือกใช้ RAW น้อยลง

สำหรับตัวผมเอง ผมเลือกแบบน้ีครับ

  1. Nikon D3, D3s ผมเลือกตั้ง JPEG ครับ เพราะถึงผมจะแต่งรูปหลังจากนั้น ส่วนมากก็เป็นการดึง contrast, saturation, fill light, black adjust เล็กๆ น้อยๆ ที่ JPEG ยังมีข้อมูลเหลือเฟือ แต่ถ้าเป็นรูปที่ผมตั้งใจจะทรมานมันต่อเยอะๆ (เช่น จะเอาไปทำ single RAW HDR) หรือคิดว่าจะเอาไปดึงมากหน่อย เห็นเป็นข้อมูลดิบมากกว่ารูปสำเร็จ ผมจะถ่าย RAW แน่นอน
  2. Leica M8 ถ่าย RAW ครับ เพราะว่าผมรับ JPEG มันไม่ได้เลย ตัวประมวลผล JPEG มันห่วยจัด ลองดูได้จาก DPReview ก็ได้ครับ
  3. Panasonic GF1 ทั่วไปจะถ่าย RAW เพราะ Default JPEG มัน over-processed พอสมควร นอกจากรูปที่ผมอยากจะได้ effect บางอย่างจาก film mode หรือ my color mode ต่างๆ แต่ถ้าจะถ่าย B&W ล่ะก็ จะตั้ง JPEG และใช้ Dynamic B&W แน่นอน
  4. Panasonic LX3 ตั้ง JPEG ครับ ทั้งที่ถ่าย RAW ได้ เพราะว่า JPEG กล้องตัวนี้จะแก้ไขข้อมูลเลนส์ของกล้องพอควร (เลนส์มี distortion ค่อนข้างเยอะ ในช่วง wide) ซึ่งผมขี้เกียจเอามาแก้เอง และ JPEG ของกล้องค่อนข้างจะได้คุณภาพดีอยู่แล้ว

ขอสรุปหน่อย จาก Myth ด้านบน คือ RAW ไม่ใช่รูปที่ “สวยที่สุด” หรือ “มีคุณภาพที่สุด” (ในแง่ของภาพ) แต่เป็นรูปที่ “มีข้อมูลดิบเยอะที่สุด ผ่านการประมวลผลน้อยที่สุด” ดังนั้น ถ้าคิดจะ process ต่อ RAW จะมีโอกาสทำอะไรต่ออะไรได้มากกว่า JPEG เยอะมากๆ นั่นแปลว่า “มีโอกาสจะสวยกว่า มีคุณภาพกว่า JPEG จากกล้อง” และ JPEG จากกล้อง อาจจะสวยกว่า RAW ก็ได้ ในหลายๆ กรณี ขึ้นอยู่กับตัวประมวลผล JPEG ในกล้อง

[update 1]: มีอีกเรื่องหนึ่งที่ RAW มีประโยชน์กว่าอย่างเห็นได้ชัด คือ “ถ้ากล้องมี White Balance (WB) ที่ไม่แม่นยำ หรือเชื่อถือไม่ค่อยได้” ครับ เพราะว่า RAW จะเก็บค่าของแสงแบบดิบๆ เอาไว้ นั่นหมายถึง อุณหภมิแสง (temparature & tint) ด้วย ทำให้เราปรับ WB ทีหลังได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีถ่ายที่ๆ แสงยาก หรือแสงที่หลอก WB ของกล้องได้ง่าย

ตรงนี้สำคัญนะครับ เพราะว่า WB (โดยเฉพาะ​ AWB) กล้องหลายตัวไม่แม่นเอาเสียเลย การถ่าย RAW เปิดโอกาสให้เราปรับตรงนี้เองในภายหลังได้มากขึ้นครับ

สำหรับผมเอง เจอแสงยากๆ เมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นกล้องตัวไหน ก็ถ่าย RAW ไว้ก่อนล่ะครับ (แต่ว่าถ้าแสงมันไม่ยากเกินไป หาจุดขาวอ้างอิงได้ ก็อาจจะใช้ Preset แล้วถ่าย JPEG ครับ สำหรับกล้องที่ปกติผมถ่าย JPEG อยู่แล้ว)