Life


Life

Nikon D3s, 14-24/2.8, 14mm, f/4, 1/800s, ISO 200. (click for bigger size)

ชีวิตเกิดขึ้นได้ทุกที่บนโลกนี้ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นยังไง ถ้ามีความเหมาะสมต่อการเกิดได้แม้เพียงนิดเดียว ชีวิตก็เกิดขึ้นมาได้เสมอ

ผมถ่ายรูปนี้ด้วยความรู้สึกแบบนั้น รู้สึก amazing มากที่เห็นต้นไม้ที่มีลักษณะเป็นต้นไม้ยืนต้น โตขึ้นมาในบริเวณวัดจมน้ำ-เมืองบาดาล ที่สังขละบุรี ซึ่งปกติจะจมน้ำอยู่ และโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเพียงปีละไม่นานเท่านั้น

ธรรมชาติยืนยาว อารยธรรมมนุษย์แสนสั้น สิ่งที่เราสร้างขึ้น ก็เหลือเพียงซากปรักหักพังไปตามกาลเวลา แม้มนุษย์จะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเท่าไหร่ หรืออยู่นานค่ไหน จากสายตาของธรรมชาติแล้ว อารยธรรมมนุษย์ทั้งอารยธรรม ก็คงไม่ต่างอะไรจากประกายไฟแว๊บเดียว แล้วก็หายไป

เราเหนื่อยไหม กับการพยายามสร้าง? ไม่ว่าจะสร้างงาน สร้างเพื่อน สร้างความดี สร้าง ฯลฯ ลองดูธรรมชาติบ้าง ที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไม่มีเหน็ดมีเหนื่อย ไม่ใช่แค่บนโลกนี้ แต่ทั้งจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล แม้ว่าเราจะทำลายธรรมชาติไปเท่าไหร่แล้วก็ตาม

เอ… หรือว่าที่ธรรมชาติไม่เหนื่อยที่จะสร้าง ก็เพราะว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงประกายไฟแว๊บเดียวเท่านั้น เค้าไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรด้วย ไม่ว่าเราจะทำลายเท่าไหร่ …​หรือว่าสิ่งที่ธรรมชาติสร้างแล้วไม่กลับมาทำร้ายเค้า ในที่อื่นๆ มันเยอะเสียจนเศษเสี้ยวเดียวบนโลกใบนี้มันเล็กน้อยจนไม่มีความหมายอะไรก็ไม่รู้

ป.ล. ตอนที่ผมถ่ายรูปนี้ น้ำยังค่อนข้างจะเยอะอยู่ ไม่น้อยจนน่ากลัว/น่าเป็นห่วงเหมือนที่เราดูข่าวกันทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าต้นไม้ต้นนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้ว ถ้าน้ำจะเริ่มท่วมเขื่อนอีกทีเมื่อไหร่ คิดแล้วก็สงสารเหมือนกันนะ อุตส่าห์เกิดและโตขึ้นมาได้ทั้งที

Pencast จากวิชา UI วันที่ 6/21

วันนี้มี 4 ตอนครับ โดยไอเดียเป็นการเกริ่นเรื่อง Application Design ในโลกที่เต็มไปด้วย Data และแนวคิดที่ว่าโปรแกรมควรออกแบบเพื่อ maximize ความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูล/สารสนเทศ … อ่อ แล้วครั้งนี้เสียงอาจจะแปลกๆ หน่อยนะครับ เพราะว่าใช้ไมโครโฟนครับ ปกติจะพูดดังๆ เอา แต่วันนี้ไม่ไหว เสียงค่อนข้างพัง พูดดังไม่ได้ เลยใช้ไมค์

  1. ตอนที่ 1: Data and UI Design (ไฟล์เสียง 6.1 MB และไฟล์ PDF UI_6_21_1.pdf)

  2. ตอนที่ 2: Metadata (ไฟล์เสียง 4.4 MB และไฟล์ PDF UI_6_21_2.pdf) เป็นเรื่อง surprise ผมมากพอสมควรเลยนะ ที่น้องๆ ปีสาม ไม่รู้จัก Metadata กัน หลายคนไม่เคยได้ยิน ไม่เป็นไร ก็สอนซะหน่อย เพราะว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เราเล่นกับข้อมูลได้หลากหลายและสนุกเลย

  3. ตอนที่ 3: Applications and Data (ไฟล์เสียง 5.6 MB และไฟล์ PDF UI_6_21_3.pdf)

  4. ตอนที่ 4: Application and Data (QA) (ไฟล์เสียง 2.9 MB และไฟล์ PDF UI_6_21_4.pdf) พอดีมีน้องคนนึงถามว่า “แล้วการเปลี่ยนจาก Application แบบเปล่าๆ เป็น Application+Data ต้องทำไงบ้าง” คิดว่ามีประเด็นดีะน ก็เลยพูดยาวหน่อย

น้องๆ ที่ลงวิชานี้อย่าลืมการบ้านนะครับ keyword ในการตั้ง subject ของ e-mail คือ app+data ครับ และช่วยๆ รบกวนทำการบ้านให้เหมือนกับว่าอยากจะผ่านวิชาหน่อยนะครับ

Positive Thinking to change Petsitive World

เป็นชื่อของ presentation ที่ผมนำเสนอในงาน Ignite Thailand (หรือ hashtag #igniteTH) ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วผมอยากจะเปลี่ยนชื่อมันนิดหน่อย เป็น “How to Change Petsitive to Positive World” นะครับ แต่ไม่เป็นไร ชื่อเดิมก็สวยดี

ใจความสำคัญของ presentation นี้ อยู่ที่ทัศนคติพื้นฐาน 4 ข้อ ง่ายๆ เริ่มได้ที่ตัวเอง ในการที่จะเปลี่ยนโลกที่มัน “เ-ี้ย” (Petsitive World; ศัพท์บัญญัติเอง จากตัวการ์ตูน @petdo ซึ่งเป็น “สัญลักษณ์แห่งพฤติกรรมเ-ี้ย”) หรือโลกที่โคตรจะติดลบ ให้กลายเป็นโลกที่เป็นบวก

เนื่องจาก background ผมมาจากการศึกษา Chaos Theory ดังนั้นผมเชื่อว่าในระบบ Complex System ที่ Far-From-Equilibrium นั้น การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเนื่องได้ ในทั้ง space-time (dynamical system) จะส่งผลกระทบอย่างมาก ถึงขนาดเปลี่ยนระบบจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อระบบมันรันตัวเองไปสักระยะหนึ่ง เช่น การกระพือปีกของผีเสื้อในบราซิล สามารถส่งผลให้เกิดพายุกระหน่ำกรุงโตเกียว ในอีกหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนให้หลังได้

Slide สำคัญ 9 slides จากงานนี้ครับ โดยผมตั้งใจเล่นโทนขาว-ดำ ให้มันตัดกันชัดเจน (รวมทั้งการแต่งตัวของผมด้วย ที่ใส่เสื้อดำ กางเกงขาว … ตั้งใจเสียดสี ไม่ใส่เสื้อขาวกางเกงดำ เพราะ สีดำ มันจะได้ปิดทับหัวใจ และสีขาว อยู่ติดดินกว่า)


9 key slides from my ignite thailand

ธีมหลักคือ: เปลี่ยนทัศนคติพื้นฐาน แม้เพียงนิด อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปเยอะแล้ว

คนคิดลบ คิดทุกอย่างเป็นลบหมด ได้ยินทุกอย่างเป็นเสียงด่า และไม่มีความสุข ในขณะที่คนคิดบวก ได้ยินทุกอย่างเป็นการให้กำลังใจ และการให้โอกาสทั้งหมด ซึ่งใน Ignite นี้ ผมได้ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คำว่า ไอ้ชั่ว ไอ้เชี่ย ไอ้เหี้ย … เราแน่ใจว่าเราได้ยินเช่นนั้น แต่เป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ? คิดบวกซะหน่อย มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้ เพราะคำว่า I sure, I cheer, I hear นั้นใกล้เคียงกันมาก ซึ่งเรื่องนี้มีผลนะครับ เช่น

  • ในวิชาสัมมนาของนักศึกษา นักศึกษาส่วนมากจะกลัวอาจารย์ถาม ไม่รู้จะกลัวไปทำไม เพราะคิดว่าอาจารย์จะดุ ด่า ว่า กล่าว หรือแย่กว่านั้นก็คือ อาจารย์แกล้งให้เสียหน้าต่อหน้าเพื่อนๆ ฯลฯ นั่นเป็นตัวอย่างของการคิดลบ ถ้าคิดบวก คำถามเดียวกัน อาจารย์คนเดียวกัน ก็จะกลายเป็น อาจารย์ถามเพื่อให้เรารู้ เพื่อให้เราได้ลองตอบ เพื่อชี้ทางให้เรา ฯลฯ

การจะเปลี่ยนโลกที่มันเ-ี้ยๆ ให้กลายเป็นโลกที่มันดี ไม่ยากอย่างที่เราคิด เริ่มที่ตัวเรา ด้วยทัศนติ ที่เปลี่ยนไปนิดเดียวพอ โดยคีย์ของมันคือ “มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ” อย่ามองระบบแยกจากตัวเอง

  1. อย่าดีแต่เห็นแต่ปัญหา (See Problem) เหมือนกับป้ายโฆษณาหาเสียงผู้ว่า กทม. สมัยหนึ่ง เห็นปัญหาอย่างเดียว ไม่ยากหรอกครับ ท่านเห็นปัญหา ท่านไม่เก่งหรอกครับ เชื่อผมเถอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าปัญหาที่ท่านเห็น เป็นปัญหาที่อยู่กับคนอื่น ส่วนอื่น ให้ลองเปลี่ยนเป็น มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เรามีส่วนในการทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นมาอย่างไร ถ้าเราแก้ที่ตัวเรา ปัญหามันก็จะแก้ตัวมันเอง (Solve Problem) หรือถ้ายุ่งยากนักล่ะก็ อย่าดีแต่ด่า ให้เสนอตัวมาแก้ปัญหาซะ
  2. อย่ามองระบบแบบแยกส่วน และพยายาม maximize แต่ละส่วน เพราะว่ามันน้อยครั้งเหลือเกิน ที่ optimum ของระบบ มาจาก maximum ของแต่ละส่วนของระบบ ใครที่เคยอ่านหรือศึกษา Game Theory (แค่ Prisoner’s Dilemma ก็พอ) จะเข้าใจดี ว่าหากว่าแต่ละส่วนย่อยของระบบ พยายาม maximize เฉพาะของตัวเองแล้ว ระบบใหญ่ ระบบหลัก มันจะห่วยมาก แย่มาก
  3. อย่าเลือกที่การได้รับประโยชน์ (Take) แต่ให้เลือกการได้สร้างประโยชน์ (Give) การที่คนหมู่มากเลือกด้วยเหตุผลที่ตัวเองได้รับประโยชน์ โดยไม่ต้องทำอะไร ก็ไม่ต่างอะไรกับการรวมหัวกันปล้นระบบหลัก ซึ่งการ maximize parts และ takes นี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “พลีชาติ เพื่อชีพ” ไม่ใช่ “พลีชีพ เพื่อชาติ”
  4. ทุกปัญหาย่อมมีสาเหตุ เช่นเดียวกับทุกๆ เรื่อง ที่ย่อมมีสาเหตุ แต่เรามักจะทุกข์กับผลของปัญหา (นั่นคือ ปัญหาเกิดจากสาเหตุบางประการ แต่เมื่อปัญหาเกิดแล้ว เราทุกข์จากผลของมัน) ถ้าเราแก้แค่เหตุที่เราทุกข์ (ผลของปัญหา) ปัญหานั้นจะไม่หายไป เพียงแต่เราปัดมันพ้นตัวเราไปเฉยๆ

แก้ได้แค่นี้ ก็ไม่ Petsitive แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการจราจร ใครๆ ก็เบื่อ “รถติด” ใครๆ ก็รู้ว่า “รถติด” เป็นปัญหา ใครๆ ก็เห็น ดังนั้นอย่าดีแต่เห็น จะแก้มันยังไง? บางคนเริ่มบอกผู้ว่า กทม. บางคนเริ่มโยนให้คนโน้นคนนี้ บางคนเริ่มวิเคราะห์มากมาย เพราะทุกๆ อย่าง …. ลองดูนี่


P1000972.jpg

  1. ตอนที่เราบ่นว่ารถติด เราอยู่ที่ไหน? ครับ อยู่บนถนน งั้นเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รถติดครับ ไม่เชื่อถามคันข้างหลังดูครับ ถ้างั้นก่อนที่จะไปบอกผู้ว่า กทม. มาดูสิ่งที่เราทำได้ก่อนครับ ว่ามีอะไรบ้าง
  2. ตระหนักเสียก่อน ว่ามันมี “ส่วนรวม” (Whole) คือ “ถนน” หรือ “การจราจร” และ “ส่วนย่อย” (Parts) ซึ่งก็คือรถแต่ละคัน เราแต่ละคน ถ้าเราคิดแต่จะ Maximize แต่ละ part นั่นคือ ฉันต้องได้ไปก่อน ขอฉันไปก่อน เลนฉันช้าเปลี่ยนไปอีกเลน ฯลฯ เอาแต่ตัวเองได้ไปก่อน คนอื่นช่างกัน โดยลืมกันไปหรือเปล่าว่า เราควร optimize “การจราจร” ให้ถนนทั้งเส้นมันเร็วที่สุด ไม่ใช่เอาแต่ตัวเองรอด ได้ไปก่อน คนอื่นช่างมัน
  3. งั้น Give vs. Take ล่ะ? อันนี้คือ “ทางเลือก” ของเรา เมื่อเรามีทางเลือก เราจะทำอะไรระหว่าง “ให้กับการจราจร” หรือ “เอาผลเข้าตัวเอง” นั่นคือ การเลือกให้ ในสิ่งที่จะทำให้การจราจรมันลื่นกว่า
  4. แล้วแก้ปัญหาที่เหตุล่ะ? ไหนล่ะ … ย้อนกลับไปดูตั้งแต่ข้อ 1 ครับ …. เป็นยังไงครับ แก้ที่เหตุแล้วหรือยัง? ไม่ใช่แค่ปัดพ้นๆ ตัว รีบๆ ขับ ขอกูไปก่อน ผ่านตรงนี้ไปก็พอแล้ว ฯลฯ ซึ่งเป็นการแก้ที่เหตุที่เราทุกข์ และให้คนอื่นทุกข์ต่อ ทั้งนั้น

แค่นี้แหละครับ ปัญหาหลายอย่างจะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โลกนี้จะน่าอยู่ขี้นอย่างไม่น่าเชื่อ …. เชื่อมั้ย?


บล็อกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (บอกกันได้นะครับ แล้วผมจะใส่ไว้เรื่อยๆ)

Pencast: Digital Camera Image Sensor 101

ตั้งแต่งาน WWDC มีเสียงเรียกร้องให้ผมอธิบายเรื่อง Backside Illuminated Sensor หลายเสียง และเนื่องจากตัวเองก็เคยเขียนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เลยจัดเต็มเลยดีกว่า ไม่เฉพาะกับ Backside Illuminated ล่ะ ก็พบกับ Pencast ความยาวประมาณ 9 นาทีครึ่งตอนนี้ได้ครับ

ป.ล. ขนาดไฟล์เสียงตอนนี้คือ 1.9 MB นะครับ น่าจะโหลดได้เร็วกว่าของตอนที่ผมบันทึกจากการสอนในห้องเรียนเยอะ แต่ก็เหมือนเดิมนะครับ รอโหลดนิดนึง

ส่วนนี่ก็เช่นเดิมครับ PDF ที่ export มา:
6.16.Digital_Image_Sensor_101.pdf

Pencast จากที่สอนวิชา UI วันที่ 6/14

Pencast ข้างล่าง 3 อันนี้ เป็นการบันทึกสดจากการสอนวิชา User Interface Design และ Human-Computer Interaction ครั้งที่ 3 (สองครั้งแรก ไม่มีการบันทึก เพราะยังไม่มีของเล่น แต่ว่าเนื้อหาจะยังคงไม่มีอะไรมากมายนัก และส่วนหนึ่งก็ได้พูดถึงซ้ำในวันนี้)

เนื้อหาคร่าวๆ ในวิชานี้ ผมไม่ได้ต้องการเพียงแค่ว่าหลักการในการออกแบบ User Interface เท่านั้น แต่จะรวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บ requirement เพื่อให้ได้มาซึ่ง User Experience (UX​) ที่ดี และการนำความรู้เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักการ 80:20 หลักการทำงานของสมองเพื่อให้ได้มาซึ่ง creativity การสร้าง innovation การศึกษาและระบุตลาดของซอฟต์แวร์ และความสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยให้ User Interface, User Experience ที่เหนือกว่า เรื่องต่างๆ จาก Game Theory (เช่น Prisoner’s Dilemma) เป็นต้น

เนื้อหาด้านล่างนี้ แบ่งเป็น 3 ส่วน ตามที่ผม lecture ซึ่งในส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่ผมนึกออกระหว่างสอน ว่าน่าจะพูดถึง น.ศ. จะได้ทราบบ้าง ว่าสมองทำงานอย่างไร ไอเดียต่างๆ ซึ่งเป็นนวัตกรรมได้ มันจะมาจากไหน ก็เลยสอนสดๆ เลย โดยแต่ละส่วนนั้น ขั้นด้วย discussion ที่ไม่ได้บันทึกไว้ ซึ่ง น.ศ. ที่ไม่ได้มาเรียน ก็น่าเสียดายแทนด้วย แต่ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เพราะว่าส่วนมากก็เป็นเกร็ดเล็กน้อยเสียมากกว่า

ป.ล. เสียงอาจจะมาช้านะครับ อาจจะต้องรอมัน stream เสียงนิดนึง ส่วนภาพคงไม่มีปัญหา เพราะจากที่สังเกต ทาง Livescribe ใช้วิธีการสร้างจาก coordinate data (x, y, t) ส่วนเสียงนี่เป็น audio streaming ธรรมดา

หมายเหตุ มีการแจ้งว่า กด play บนนี้แล้วเล่นไม่ได้ ไปเล่นบนหน้าเว็บของ livescribe เองก็ไม่มีเสียง …​ ผมเข้าใจว่าพอกด play ไปแล้ว มันจะเริ่ม download ไฟล์เสียงครับ ซึ่งจะใช้เวลาหน่อย ในกรณีที่ไฟล์เสียงมันใหญ่ การ streaming ของเสียงอาจจะไม่ดีพอครับ คิดว่าใช้การ download ทั้งไฟล์ ขออภัยในความไม่สะดวกครับ จะติดต่อกับทาง livescribe เพื่อบอกปัญหานี้ต่อไปครับ …. กด play แล้วรบกวน “อดทนรอ” หน่อยนะครับ

ส่วนนี่คือ PDF ที่ export มาจากที่เขียนครับครับ

หวังว่าคงเป็นประโยชน์นะครับ ฟังเล่นเพลินๆ ละกันนะครับ

Pencast: 80/20 & IT ตอนที่ 1

กฏ 80:20 หรือ Pareto’s Principle เป็นเรื่องที่ผมใช้งานค่อนข้างเยอะครับ และต้องอธิบายซ้ำไปซ้ำมาค่อนข้างบ่อยเลย ในแทบทุกคลาสที่ผมสอน กับแทบทุกคนที่ผมคุยด้วย จะต้องมีเรื่องนี้อยู่ด้วยเกือบจะเสมอ ก็เลยคิดว่า น่าจะทำ slideshare หรือว่า video ลง youtube เอาไว้อ้างอิงทีเดียวเลย

แต่ว่าพอดีเร็วๆ นี้ผมได้ของเล่นใหม่มา คือ Pulse Smartpen ของ Livescribe ซึ่งทำ “Pencast” ได้่ คิดว่าเจ๋งดี เลยลองซะหน่อย ถ้าเป็นไงก็บอกด้วยนะครับ จะได้ทำต่อไปครับ

อันนี้เป็น Embedded Video (Flash) นะครับ แล้วก็ดู Full-screen ได้ (ถ้าไม่ดู คงจะอ่านไม่ออก) และจะเป็นการ trace การเขียนคู่ไปกับการพูดเรื่อยๆ ส่วนไฟล์จริง upload ไว้ที่ Livescribe.com ครับ … อ่อ และขออภัยเรื่องเสียงนะครับ ยังตะกุกตะกักอยู่บ้าง เขินๆ น่ะ (และอดนอนด้วย ฮาๆ กันไป)

ป.ล. มัน fully-interactive นะครับ คือ คลิกตรงไหน มันจะเริ่มพูดที่ตรงนั้น

ป.ล.2 อีกอย่าง ผมลายมือห่วยครับ –‘

80:20 and IT #1
brought to you by Livescribe


ไฟล์ PDF ตามที่เขียนครับ
80-20-and-IT-1.pdf

เล่นกับไฟ


เล่นกับไฟ

Nikon D3s, Sigma 50/1.4, 50mm, f/2, 1/80s, ISO 2200. (click for bigger size)

เป็นภาพจากการแสดงที่ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดให้กับผู้เข้าร่วมการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระดับชาติ (ทั้งอาจารย์ ครู นักเรียน และกรรมการที่เกี่ยวข้อง) ที่ ม.เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ

ตอนแรกว่าจะโพสท์แค่รูปเดียว แต่คิดไปคิดมาขอสัก 3 รูปก็แล้วกัน เนื่องจากมีการแสดงอยู่หลายชุด แต่ผมก็ไม่ได้จดบันทึกมา ว่าแต่ชุดมีชื่ออะไรบ้าง น่าเสียดาย น่าเสียดาย

ทั้ง 3 รูปนี้ อยู่ในข่ายเดียวกันทั้งหมด คือ “เล่นกับไฟ” ครับ


DSC_4265.jpg

Nikon D3s, Sigma 50/1.4, 50mm, f/1.8, 1/80s, ISO 3200. (click for bigger size)

ขอปิด blog นี้ด้วยรูปนี้ครับ


DSC_42931.jpg

Nikon D3s, Sigma 50/1.4, 50mm, f/2, 1/100s, ISO 200. (click for bigger size)

ป.ล. นี่เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย ที่เอารูปลงที่ Blog ก่อนที่จะไปลง Flickr หรือ Twitpic :-D คิดว่าควรจะให้ priority ที่นี่ก่อนบ้างแล้ว แล้วค่อยเอาทั้งชุดไปลงที่ Flickr ทีหลัง ส่วน Twitpic น่ะเหรอ เอาไว้ใช้ casual photography กับ iPhone อย่างเดียวแล้วล่ะ

เล่าประสบการณ์ “iPad”: #3 ทำงาน

ต่อจากตอนที่ 1 (Background) และตอนที่ 2 (อ่านหนังสือ) ก็มาถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากเล่าถึงเจ้า iPad ซึ่งก็คือเรื่อง “การทำงานแบบ casual แทนคอมพิวเตอร์ได้บ้าง” ซึ่งจริงๆ ก็เขียน requirement นี้ไว้ตั้งแต่ตอนที่ 1 แล้ว แต่ว่าทิ้งช่วงไปพักใหญ่ๆ เพราะว่าไม่ค่อยว่างจะเขียน

สำหรับการทำงานนั้น เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า Apple เองนั้นก็ได้วางตำแหน่งของ iPad ในลักษณะ casual work ด้วยเช่นกัน ด้วยการออกชุดโปรแกรม iWork สำหรับ iPad ซึ่งประกอบด้วยโปรแกรมมาตรฐานสำหรับชุดนี้ นั่นก็คือ Pages, Keynote, Numbers แต่ว่าสามารถซื้อแยกกันได้

อ่อ ลืมไป สำหรับคนที่ไม่มี account ที่ใช้ iTunes Store USA ได้ ก็เสียใจด้วย เพราะว่าจะซื้อ/โหลดโปรแกรมไม่ได้ (รวมถึง iBooks ด้วย) ซึ่งปัญหานี้แก้ได้โดยซื้อ iTunes Gift Card ตาม e-Bay ซึ่งมีคนซื้อมาขายเรื่อยๆ กินกำไรเล็กๆ น้อยๆ ราคาค่อนข้างดีพอสมควร ก็ซื้อพวกนี้มา redeem สร้าง account เอา

ผมคิดเอาไว้ว่า นอกจากโปรแกรมในชุด iWork แล้ว จะต้องมีโปรแกรมอีก 4-5 ตัวเป็นอย่างน้อย ถึงจะใช้ทำงานได้ เช่น โปรแกรมบันทึกรายรับรายจ่าย และวางแผนการเงินเบื้องต้น โปรแกรม Mindmapping โปรแกรมสมุดโน๊ต (Journaling) ที่ค่อนข้างเฉพาะทาง และใช้งานไม่ยาก โปรแกรมฐานข้อมูลง่ายๆ และโปรแกรมเชื่อมต่อกับ Google Doc ก็น่าจะครบในระดับหนึ่งแล้ว

โปรแกรมเหล่านี้ หาไม่ยากแต่อย่างใด เพราะว่ามีคนทำขายค่อนข้างเยอะอยู่ ราคาก็ถือว่า OK โดยทั่วไปจะสูงกว่าโปรแกรมบน iPhone อยู่นิดหน่อยถึงปานกลาง (แต่ว่าที่แพงๆ หน่อย เทียบกับราคามาตรฐาน เช่น ​Papers ก็มีเช่นกัน แต่ว่ายังไงๆ ตัวนี้ผมก็ซื้อนะ เอามาอ่าน papers ซึ่งก็ทำงานได้ดีพอสมควร)

สำหรับโปรแกรมในชุด iWork นี่ตอนนี้ซื้อมาแค่ Numbers และ Keynote เพราะว่าตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีคียร์บอร์ดภาษาไทยแบบดีๆ ผมก็ยังทำงานกับเอกสารภาษาไทยไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นมี Pages ไปก็ค่อนข้างจะเท่านั้น และเท่าที่ลองๆ ดู ก็พบว่าทั้งสองตัวทำงานได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะเมื่อมีคนส่งไฟล์มาให้ผมแก้ หรือว่าเพิ่มข้อมูลอะไรบางอย่าง (ซึ่งส่วนมากจะเป็นไฟล์ Excel)

สำหรับโปรแกรมอื่นๆ นอกนั้นก็ทำงานได้อย่างที่คาดหวังไว้ ด้วยขนาดของหน้าจอที่ใหญ่พอให้ทำงานได้จริง เมื่อเทียบกับ iPhone ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า มีข้อจำกัดด้าน Physical มากเกินไปสำหรับการทำงาน Productivity จริงจัง โดยสำหรับ iPad แล้ว การตอบเมล์ที่ยาวขึ้น การเขียนอะไรที่ยาวขึ้น รวมถึงการใช้งาน Productivity Apps ต่างๆ ในการกรอกข้อมูล หรือบริหารจัดการข้อมูลที่กรอกไปแล้ว ค่อนข้างจะทำได้ดี ทำให้ผมมีมั่นใจที่จะพกมันไปไหนมาไหนในโหมด “อ่านเป็นหลัก เล่นเน็ตบ้าง และเผื่อทำงานถ้าจำเป็น” มากขึ้นเยอะ

ตอนนี้สิ่งที่ขาดที่สุดสำหรับ iPad คือ Mind Mapping ที่ดีและใช้งานง่าย ไม่เน้นฟีเจอร์ แต่เน้นสร้าง Mind Map โง่ๆ ได้แบบด่วนๆ และไม่ขัดกับธรรมชาติการใช้งาน (และ compatible กับโปรแกรมที่ผมใช้อยู่บน Desktop .. อย่างน้อยๆ ก็ให้เปิดไฟล์กันได้) นอกจากนี้อาจจะขาดพวก Personal Wiki หรือ Information Organizer ที่ยืดหยุ่นสักหน่อย ใช้งานในลักษณะ Wiki ส่วนตัวได้ ก็น่าจะจบแล้ว (ระบบเชื่อมด้วย Tag ของโปรแกรม Journaling บางตัวก็ดีนะ แต่ว่ามันยังไม่พอ อยากจะเชื่อมด้วย Wiki Word ไปเลยจะหมดเรื่องหมดราวมาก)

สำหรับเรื่อง Personal Wiki นี่กำลังจะลอง WikiPad ว่าเป็นยังไง ถ้ามันโยน Text File ออกมา sync กับโฟลเดอร์ในเครื่องได้จะ Work มาก เพราะว่าในเครื่องนี่ใช้ Plain Text Wiki สำหรับ TextMate อยู่

โปรแกรมเชื่อมต่อกับ Google Doc ตอนนี้ใช้งานได้ในลักษณะ Viewer อย่างเดียวล่ะมั้ง ตัวที่แก้ไขได้ยังไม่เจอเลย (หรือว่าผมใช้ไม่เป็นเองหว่า) แต่ว่าแค่ Download ได้นี่ก็พอแล้ว เพราะว่าเราให้คนส่งข้อมูลหลายอย่างใน Google Spreedsheet นี่นะ แค่ดูได้ ผมก็ค่อนข้างจะ happy แล้ว แล้วมันก็ sync เป็นเวอร์ชันปัจจุบันกับ Google Doc ให้เรื่อยๆ ก็ดีระดับหนึ่ง

มีอะไรจะอัพเดทเพิ่มเติมนะครับ และตอนต่อไปก็คงจะเขียนเรื่อง “เล่นเกม” ซะหน่อย

เล่าประสบการณ์ “iPad”: #2 อ่านหนังสือ

หากท่านยังไม่ได้อ่าน “ตอนที่ 1: Background” กรุณาอ่านก่อนนะครับ เพราะมันต่อกัน

ผมยอมรับอย่างหนึ่ง ว่าผมไม่ได้ดู Keynote งานเปิดตัว iPad เพราะว่าผมไม่ค่อยสนใจเรื่องอื่นๆ มากนัก ทุกวันนี้ผมอ่านหนังสือกับ iPhone ผ่านโปรแกรม Stanza บ้างอยู่แล้ว และก็ค่อนข้างพอใจกับมัน แต่มันก็ยังไม่เหมือนกับอ่านหนังสือจริงๆ เนื่องจาก form factor ของมันทำให้อุปกรณ์ต้องอยู่ใกล้กับตัว (ตา) มากกว่าที่ผมชอบ (ถ้าอ่านหนังสือจะวางมันไกลกว่านั้น อาจจะเป็นบนตักหรือบนโต๊ะ)

แต่ผมกลับทำใจอ่านหนังสือ (PDF, Kindle) บน Laptop เป็นหลักไม่ได้ ไม่ใช่เพราะว่าเหนื่อยสายตาหรอกครับ (ทุกวันนี้ดูจอคอมพ์ตลอดก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว) แต่เพราะเหตุผลเดียวกับ iPhone และท่าทางการอ่านมันยิ่งผิดธรรมชาติมากขึ้นไปอีก เพราะคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้มันถูกออกแบบมาสำหรับ “นำข้อมูลเข้า” มากกว่า “บริโภคข้อมูล” ทำให้เมื่อผมใช้งานมัน dominant mode คือ “พิมพ์”

เอาล่ะ เสียเวลากันมากไปแล้ว ลองดูกันสักที ว่าถ้าผมมี requriement ตั้งต้นแบบนี้แล้ว เจ้า iPad จะตอบผมได้ดีแค่ไหน

อย่างแรกที่ผมทำ นั่นคือ ตรวจสอบว่ามีโปรแกรมอ่านหนังสือมากแค่ไหน และมีหนังสือเป็นดิจิทัลแค่ไหนแล้ว ซึ่งก็พบว่า มีมากพอสมควร และไม่ได้ lock อยู่ในรูปแบบเดียว โปรแกรมที่อ่านหนังสือได้ก็มีอยู่หลายตัว เช่น iBooks ของ Apple เอง ที่รองรับรูปแบบ ePub, Kindle ของ Amazon ที่เอาไว้อ่าน Kindle format (mobi) ที่ซื้อจาก Amazon (ในขณะที่ Kindle for Desktop ใช้ได้ แต่ว่า sync มาลงไม่ได้ นอกจากจะหาวิธีงัดแงะเอา) Zinio สำหรับอ่านวารสารนิตยสารที่ซื้อผ่าน Zinio เอาแค่นี้ก่อน

ทำไมต้อง check ขนาดนี้ … ไม่งั้นมันก็เข้าทำนอง “มีดโกนฟรี อาจราคาถูกไม่ถูกนัก ตราบใดก็ตามที่มีที่ซื้อใบมีดโกนที่เดียว” น่ะสิ นอกจากนี้ก็ต้องดูหน่อย ว่ามีโปรแกรมที่แปลงรูปแบบกันไปมาได้หรือเปล่า และผมก็พบว่า โปรแกรม Stanza บน Desktop นั้นสามารถแปลงรูปแบบได้ดีพอสมควร แต่ถ้าต้นทางเป็น PDF ก็ลองใช้ calibre ก็ได้ แต่อย่าคาดหวังมากนัก เนื่องจาก “รูปแบบของการจัดหน้า” ของ PDF ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะกับการพิมพ์ printed version และอาจเน้นการจัดหน้าเป็นหลัก เช่นวารสารทั่วไป หรือหนังสือแนวออกแบบ กับรูปแบบของ ePub, mobi ที่เน้นการจัดให้เรียบง่ายสุดๆ มันทำให้แปลงกันยาก

เมื่อตรวจสอบทั้งหมด จนแน่ใจว่าถ้าซื้อมา อย่างน้อยๆ ก็ซื้อหนังสืออ่านได้แน่ๆ และมีหนังสือที่อยากอ่านอยู่ใน Amazon store เป็นอย่างน้อยที่สุด และเอา Stanza แปลงเป็น ePub เพื่อโยน iBooks ได้ด้วยเนี่ย ผมก็โทรไปบอกคุณลิฟท์ @L77 ทันที โดยไม่สนใจว่าราคามันจะถูกหรือมันจะแพง เพราะว่าน่าจะเป็นอุปกรณ์ที่รอมานานแล้ว และก็เข้าไปเอาเครื่อง เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (วันที่ 9)

และเมื่อได้เครื่องมาอยู่ในมือแล้ว Step ถัดมา คือ การทำให้ตัว iPad เอง มีลักษณะคล้ายกับ “หนังสือที่พกไปมา” มากที่สุด …. ซึ่งตรงนี้ ผมเดินเข้า B2S ครับ เพื่อหา “แฟ้มเอกสาร” เอามาดัดแปลง ซึ่งรูปแบบแฟ้มเอกสารที่ผมต้องการคือ ไม่มี binder และมีที่ให้เสียบกระดาษประมาณ 50 แผ่น และมีขนาดประมาณ A5 ซึ่งจะพอดีกับขนาดของ iPad ก็มีให้เลือกหลายแบบหลายสีหลายราคา เลือกหากันตามสะดวกเลยครับ โดยอันที่ผมซื้อมานี่เป็นหนัง ราคาประมาณ 7xx บาท จากนั้นก็เอาคัตเตอร์มาเจาะรูด้านบน สำหรับหูฟัง และปุ่ม lock และด้านล่าง เพื่อเสียบสายขาร์จ และหน้าตาของมันก็ออกมาแบบนี้


P1010768.jpg


และพอเปิดออกมาแล้ว ก็จะเป็นแบบนี้


P1010771.jpg


อืมมม ไม่เลว ทีนี้ก็ลองมาดูสิว่าเวลาอ่านหนังสือมันจะหน้าตาและความรู้สึกยังไง

Untitled.001.jpg

จากซ้ายบน ตามเข็มนาฬิกา: iBooks+Bookmarks (highlight), Kindle+highlight+notes, Zinio, Zinio

ขอไล่ไปเป็นข้อๆ เลยละกันนะครับ โดยอันนี้จะอ้างอิงจาก requirement พิ้นฐานที่เขียนถึงไปแล้วในตอนที่ 1 เป็นหลักนะ

  • Form factor ต้องบอกว่า “ใช่เลย” ถึงน้ำหนักมันจะหนักไปสักนิดในการใช้งานจริง แต่ว่าถ้าวางไว้บนตักก็จะไม่รู้สึกอะไรเลย
  • วิธีการอ่านหนังสือ โดยใช้นิ้วเขี่ยในการเปลี่ยนหน้าหนังสือ ก็ต้องบอกว่า “ใช่” มากๆ โดยจะมี animation ของการเปลี่ยนหน้าหรือไม่มีก็แล้วแต่ (แต่ยอมรับแต่โดยดีครับ ว่ามี animation การเปลี่ยนหน้าให้ feel ดีกว่าเยอะมากๆ)
  • iBooks ทำงานลื่นไหลดีมาก ส่วน Kindle จะออกอาการอืดนิดๆ ถ้าให้มี animation …​ไม่เป็นไร ยอมได้นิดหน่อย ถ้าคิดว่ามันอืดก็ปิดซะ เรียกว่า iBooks เรื่อง feel และความเร็ว เหมือนอ่านหนังสือจริงๆ มาก ส่วน Kindle ถ้าจะเอา feel ในแง่ของรูปลักษณ์และความรู้สึกของการเปิดหน้ากระดาษ ก็จะเสีย feel ในแง่ของการตอบสนองนิดหน่อย
  • เรื่องการขนตู้หนังสือไปด้วยทั้งตู้ นี่ใช่เลย ถ้าหนังสือเป็น ePub อยู่แล้ว ให้โยนลง iBloat เอ๊ย iTunes เลยครับ มันจะจัดการเอง เหมือนกับเราใช้ iPod น่ะแหละ แต่ว่าถ้าเป็น Kindle เราต้องเข้าไปจัดการให้มัน deliver มาที่ iPad เราก่อน ซึ่งคนใช้ Kindle น่าจะคุ้นเคยกับ process นี้อยู่แล้ว (อีกครั้งนะครับ มัน sync กันโดยตรงระหว่าง Desktop และ iPad ไม่ได้ ต้องผ่าน services ของ Amazon เท่านั้น ซึ่งจริงๆ ก็ดีไปอีกแบบ)
  • การ highlight ทำได้ค่อนข้างดีและเป็นธรรมชาติค่อนข้างมาก ทั้งสองตัว
  • แต่ว่าทำไมหนอ … สิ่งที่ผมให้อภัยไม่ได้เลย ก็คือ ทำไม iBooks มัน annotate ไม่ได้? หมายถึงว่า ทำไมเราถึงเขียน note อะไรเพิ่มเติมไปไม่ได้เลย เพราะว่านี่เป็นสิ่งที่ผมทำบ่อยมาก (และผมเชื่อว่าหลายท่านทำบ่อยเหมือนกัน) คือ อ่านไปเขียนไป เวลาคิดอะไรออก ก็เขียนมันลงตรง margin หน้าน่ะแหละ ซึ่งตรงนี้เสียดายเป็นอย่างยิ่ง ถ้าทำระบบ note ดีๆ หน่อย ว่าตรงที่เรา annotate เนี่ย มันอยู่ตรงไหน หน้าไหน ย่อหน้าไหน ข้อความไหน กับ bookmark ไหน มันจะสุดยอดมากๆ และถ้ามัน search ได้ด้วยจะเป็นพระคุณมากๆ
  • ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเรา export ข้อความจากหนังสือที่เรา highlight พร้อมกับ note ที่เราเขียนเพิ่มเข้าไป ออกมาเป็นไฟล์หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ และเชื่อมกับ Pages หรือ Keynote ใน iPad ได้เลย จะเป็นอุปกรณ์ทำงานที่เยี่ยมมาก เพราะว่าอ่านหนังสือจบเล่ม เราก็จะได้หนังสือเล่มเล็กๆ ของตัวเองเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “My Hightlights and Annotated Thoughts in Reading (ชื่อหนังสือ .. อะไรก็ว่าไป)” ออกมาเลย นี่คงจะดีไม่น้อย (ผมทำอยู่บ่อยๆ แต่ว่ามันต้องพิมพ์ซ้ำไปซ้ำมา)
  • เลยยิ่งนึกยิ่งเสียดาย เพราะว่าคีย์บอร์ดที่มีมาให้ด้วย นี่ “ดีมาก” โดยเฉพาะใน Landscape mode ที่ผมพิมพ์ได้ความเร็วสูงพอสมควร คิดว่าสูงกว่า 45 WPM สบายๆ แต่ว่าถ้าเป็น Portrait mode นี่จะพิมพ์ลำบากกว่ามาก คือ สรุปว่า สำหรับตัวผมเอง ผมพิมพ์บน iPad ด้วยคีย์บอร์ดใน Landscape mode เร็วกว่าบน NetBook ของ Acer ที่เคยใช้อยู่แป๊บนึง … ถ้ามัน annotate ได้นะ คงอ่านหนังสือสนุกมากๆๆๆๆๆ เลย
  • ก็ได้แต่หวังว่า iBooks รุุ่นต่อไปจะแก้ปัญหาตรงนี้มานะ
  • อีกโปรแกรมที่ลงไว้ คือ Zinio ก็ถือว่าทำงานได้ดีเลย รู้สึกได้ชัดมาก ตอนที่จะนั่งอ่านอะไรที่มัน casual หน่อย เข่น เข้าห้องน้ำ แล้วเกิดอยากอ่านวารสาร เมื่อก่อนก็ต้องคุ้ยตู้หนังสือเพื่อหาวารสารเข้าไปอ่าน ก็มีแต่อ่านแล้ว อ่านแล้ว และอ่านแล้ว ก็เลยพกคอมพิวเตอร์เข้าไปนั่งเล่นเน็ตแทน อย่างน้อยก็มีอะไรใหม่ๆ ให้อ่าน หรือไม่ก็พก iPhone เข้าไป ซึ่งก็อ่านไม่สนุกอีก เนื่องจากจอมันเล็กไปนิด (แต่ว่าจริงๆ แล้ว iPhone ทำให้ผมอ่านเยอะขึ้นกว่าตอนใช้แต่คอมพ์เพียวๆ นะ เพราะว่ามัน consume ง่ายกว่า input/create) …​คราวนี้ก็เลย “ซื้อวารสารใหม่” มาอ่านมันซะตรงนั้นเลย เยี่ยมมาก
  • ถ้าเป็นวารสารที่มีรูป … เนื่องจากจอมันเจ๋งครับ แสดงผลได้สวยงามมาก (จากรูปด้านบน เป็น National Geographics)
  • นิดนึง ในกรณีที่อ่านด้วย Kindle ก็คงจะทราบกันแล้ว ว่ามัน deliver ให้กับอุปกรณ์ทุกตัวที่เราสั่งไป และ sync ให้หมด ดังนั้นถ้าผมอ่านอะไรค้างๆ อยู่บน iPad จะมาอ่านต่อบน iPhone หรือว่า Kindle ของ Amazon เองเลย ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
  • ถามว่าเมื่อยตามั้ย …. ไม่เมื่อยนะ เพราะว่าสิบปีผ่านไปกับการนั่งดูแต่ LCD ทำให้สายตามันคงจะชินแล้วล่ะ
  • ยังไม่ได้ลองอ่าน PDF ด้วย Goodreader แต่ว่าซื้อมาแล้วล่ะ เดี๋ยวจะจัดการต่อว่าเป็นไง แต่ทำไมมันไม่ทำให้ iBooks อ่านได้ด้วยก็ไม่รู้

สามวันผ่านไป ผมอ่านหนังสือจบไป 2 เล่ม ซึ่งเล่มหนึ่งเป็นหนังสือที่จริงๆ ซื้อ printed version มาดองไว้นานแล้ว แต่ยังไม่ได้อ่าน …. ส่วนอีกเล่ม ซื้อมาและอ่านได้ส่วนหนึ่งใน Stanza แต่ว่าไม่ได้ไปถึงไหนมาก เพราะว่ามันอ่านไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ แต่ว่าพอมาใช้ iPad นี่อ่านสนุกมาก

แค่นี้ก็คุ้มมากแล้วในความรู้สึกผม …. สรุปสั้นๆ ว่า

“iPad เป็นอุปกรณ์ที่ผมรอมานานมาก นับสิบปีแล้วที่อยากให้มีของแบบนี้”


เพราะว่ามันจะทำให้ผมอ่านหนังสือได้เยอะกว่านี้ เสียเงินซื้อหนังสือ (ต่อเล่ม) น้อยกว่านี้ ลำบากในการขนส่งหนังสือน้อยกว่านี้มาก (ตอนซื้อ Amazon นี่ ค่าหนังสือและค่าขนส่งนี่หนักเหมือนกัน เคยคิดกับพ่อเล่นๆ ว่าผมซื้อหนังสือไปเท่าไหร่แล้ว …. ก็เอาเรื่องอยู่เยอะ) และพอหนังสือมันเป็นดิจิทัลแล้ว เวลามีอัพเดทก็สามารถ download ใหม่ได้ (ถ้า publisher ทำให้) เฮ้อ แต่เสียดายมากๆ ที่ “ทำไม iBooks มัน annotate ไม่ได้วะ” (อันนี้โคตรแค้นฝังหุ่น) … เดี๋ยวตอนหน้าจะเล่าประสบการณ์เรื่องที่เหลือนะครับ เรื่องการใช้มัน “ทำงานแบบ casual”

เล่าประสบการณ์ “iPad”: #1 Background

ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้ว ลองใช้งานก็หลายวันแล้ว ก็ขอเขียนถึงมันซะหน่อยก็แล้วกัน ผมไม่อยากจะถือว่านี่เป็นการรีวิวนะ ถ้าเรื่องรีวิวมีคนเขียนไว้ดีมากอยู่หลายที่แล้ว สำหรับที่เป็นภาษาไทยก็มีที่ Siampod นะ ที่แนะนำ (เขียนดีมาก) อยากให้อ่านกันดู

สำหรับที่นี่ ผมขอเขียนในลักษณะแชร์ประสบการณ์ก็แล้วกัน

ก่อนอื่น ขอบอก profile ของตัวเองก่อน … จะได้เข้าใจว่าผมมีความคาดหวังอย่างไรกับอุปกรณ์ตัวนี้ และทำไมผมถึงสนใจมัน

ผมเป็นพวกอ่านหนังสือเยอะ แต่ส่วนมากจะหนักไปทางพวก non-fiction, popular science, technical, software philosophy ฯลฯ กับพวกวารสารนิตยสารซะเป็นส่วนมาก นอกจากนั้นก็มีพวกบทความวิชาการ (academic paper) ที่ต้องอ่านอยู่เป็นประจำ เมื่อก่อนไปไหนมาไหนขนหนังสือไปหลายเล่ม จนคนหมั่นไส้ก็มี ว่าขนมาสร้างภาพ –‘ (ซึ่งเป็นเรื่องตลก — บังเอิญที่บ้านเลี้ยงด้วยหนังสือตั้งแต่เด็ก) ในช่วงที่อ่านหนังสือมากที่สุดในชีวิต ผมอ่านหนังสือพวก popular science เฉลี่ยแล้ว 1-2 วัน/เล่มเห็นจะได้ นอกจากนั้นก็จะมีพวกวารสารนิตยสาร พวก Time, Economist, Discovery, National Geographcis และอีกหลายๆ เล่ม ที่รับและซื้อตลอด

ผมมาพบว่า ตัวเองอ่านหนังสือน้อยลงมากในช่วงเวลา 3 ปีหลัง รวมทั้งวารสารด้วย (อ่าน Time ไม่จบทุกเล่มเหมือนที่เคย บางเล่มยังไม่ได้แกะเลย) เพราะสาเหตุหลายอย่าง เช่น

  • ความไม่สะดวกในการพกหนังสือไปหลายๆ เล่มอีกต่อไป
  • หนังสือเล่มที่เราอยากจะอ่าน มักไม่อยู่กับเราเวลาที่เราอยากจะอ่านมันเสมอๆ
  • การพิมพ์ note หรือ quote ลงในคอมพิวเตอร์เป็นอะไรที่ขัดธรรมชาติ (แต่จำเป็นเวลาต้องใช้อ้างอิง) ซึ่งใครเคยมาห้องทำงานผมจะทราบดี ว่าผมมักเดินไปหยิบหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ ที่เคยอ่าน มาชี้ให้ดูประเด็นตรงนั้นตรงนี้เสมอ (เคยมีคนถาม ว่าจำทั้งหมดได้ยังไง … อันนั้นมันเป็นความสามารถของสมองส่วน R-mode)
  • ตัวเองอ่านอะไรในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี iPhone
  • (ต่อจากข้อที่แล้ว) สิ่งที่ “อ่านได้” มันอยู่ในอินเตอร์เน็ทมากขึ้น และมันเหมาะกับ casual reading มากกว่า มัน bookmark ง่ายกว่า มัน “พกติดตัว” ง่ายกว่า (ก็แค่ต่อเน็ต ก็อ่านต่อได้แล้ว)

เมื่อเอาทั้งหมดมาประกอบร่างกัน จะพบว่าสิ่งที่ผมต้องการคือ “iPod สำหรับตู้หนังสือ” ในรูปแบบเดียวกับที่ iPod ที่ผ่านมา มันเป็นตู้เพลงเคลื่อนที่ทั้งตู้ โดยที่ Requirement พื้นฐานของผม สำหรับ “iPod สำหรับตู้หนังสือ” ที่ว่านี้ก็คือ

  • มี form factor ที่กำลังพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่ไม่หนักเกินไป และมีความสว่างของหน้าจอพอให้อ่านสบาย
  • ลักษณะการใช้งาน มันต้อง intuitive เหมือนกับการอ่านหนังสือจริงๆ ไอ้กดปุ่มเพื่อไปหน้าถัดไป นี่ไม่เอาด้วย
  • มันต้องขนหนังสือไปด้วยได้ทั้งตู้ และต้องอ่านหนังสือได้ทุกรูปแบบที่ผมมี (หมายถึงหนังสือดิจิทัลเท่านั้นนะ)
  • ต้องมีระบบ bookmark และการเขียน note (annotation) ที่ดีพอ และนั่นก็หมายถึงว่าต้องมีคียร์บอร์ดหรือส่วนของ input ที่ดี
  • ต้องทำงานในลักษณะ rich media/content ได้ นั่นคือเล่นภาพและเสียง เนื่องจากหนังสือหลายเล่มที่ผมมี มันเป็นมีเนื้อหาหลักเป็นภาพที่เล่าเรื่อง ไม่ต้องคิดไกล คิดแค่ National Geographics ก็พอแล้ว

และไหนๆ ก็ไหนๆ ในเมื่อโดยพื้นฐานแล้วมันก็ต้องเป็นคอมพิวเตอร์ด้วยอยู่แล้ว (เนื่องจากขนาดมันก็คงไม่เล็กเท่าไหร่ จาก requirement สองข้อแรก) ดังนั้นก็เลยพ่วงพวกนี้เข้ามาหน่อยก็แล้วกัน

  • เอาไว้ทำงานแบบ casual แทนคอมพิวเตอร์ได้บ้าง ไม่ต้องมากหรอก แค่ทำได้ดีกว่า iPhone นิดหน่อยผมก็พอใจแล้ว พวกตอบ e-Mail ดูตารางนัดหมาย ปฏิทิน ที่เหลือก็ต่อเน็ทใช้ web browser ได้ ก็ทำได้เกือบหมดแล้ว (ตราบใดก็ตามที่มี Google Doc) แต่ถ้ามีโปรแกรมเฉพาะทางโน่นนี่ให้หน่อย ก็จะดีไม่น้อย
  • ซื้อหนังสือเพิ่มเติมได้ ไม่งั้นคงเซ็งแย่
  • มีเกมเล่นบ้างตามสมควร

ทำไมผมต้องเล่าอะไรไม่รู้ยืดยาวด้วย แค่รีวิวๆ มันให้จบๆ เรื่องไม่ได้หรือ? อย่างที่บอกล่ะครับ ว่าผมไม่ได้จะรีวิว แต่จะแชร์ประสบการณ์ในฐานะที่เขียนไว้ด้านบน และด้วยความคาดหวังเบื้องต้นอย่างที่เพิ่งบอกไป …. แต่ว่ามันชักจะยาวไปแล้ว ขอเล่าต่อในตอนต่อไป (จะเขียนต่อเลย)