แนะนำแหล่งดูรูปอีกที่

เรื่องของเรื่อง คืออยากจะเพิ่มกิเลสตัวเองด้วยการหาภาพจาก D700 และภาพจากเลนส์ตัวโน้นตัวนี้ (โดยเฉพาะ AF Nikkor 135mm F/2D DC) ก็เลยหาไปเรื่อยเปื่อย ทั้งจากเว็บไทย และเว็บฝรั่ง

แต่ว่ามาลืมไป ว่า Nikon มันเป็นบริษัทญี่ปุ่นนี่หว่า แล้วก็ลืมไปว่าพวกเลนส์ DC นี่จริงๆ แล้วญี่ปุ่นเล่นกันเยอะนี่หว่า ….. และลืมไปสุดท้ายเลยว่า “ตัวเองอ่านภาษาญี่ปุ่นออกนี่หว่า” …. ทำไมไม่ค้นหาเว็บญี่ปุ่น (จาก google.co.jp) วะ?

และแล้วก็เจอที่นี่มา

Exif対応写真掲示板 PhotoXP Index แปลว่า PhotoXP Index: บอร์ดโพสท์รูปที่รองรับ Exif

ดังนั้นมันก็น่าจะเอาข้อมูล Exif ในรูป เช่น Lens หรือว่า Model กล้องมาช่วยให้เราค้นภาพได้อ่ะดิ อ่ะ ลองๆ ค้นๆ ไล่ๆ หาดูเล่นๆ

อืมมม ลองดูจากยี่ห้อกล้องก่อน ใครอ่านญี่ปุ่นไม่ออกก็ทำใจนิดนึงสำหรับหน้านี้ แต่ว่าลอง clickๆ เข้าไปดูจะเห็นชื่อรุ่นต่างๆ เป็นอะไรที่อาจจะคุ้นๆ กันบ้าง เช่น ของ Nikon

อันนี้จากวันที่ในการถ่ายรูป เช่น ภาพจากวันเดือน 4 ปี 2008 (ช่วงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น) อันนี้ชอบๆ เอารูปมาแปะบนปฏิทิน ลองเข้าไปดูรายวันก็ได้ เช่นอันนี้วันที่ 16 เดือน 4 ปี 08

อันนี้ไล่ดูตามเลนส์ แต่ว่ามีแค่ทางยาวโฟกัสนะ (เช่น 24-70mm, 135mm) ไม่มีขนาดรูรับแสง ไม่แยกตามโมเดล ไม่แยกตามยี่ห้อ

เชิญชมตามอัธยาศัยเลยครับ

จังหวะดีของคนอยากเล่น DX format?

ดูตาม webboard ที่มีการขายกล้องมือสอง ตอนนี้คนปล่อย D300, D200 กับเลนส์ DX format ดีๆ กันหลายคนเลย ตัวยอดฮิตที่ปล่อยกันก็ 17-55mm F2.8 ที่เห็นปล่อยในช่วง 35,000-40,000 กันเยอะมากผิดปกติ

สงสัยสมทบทุนเล่น D700 เป็นส่วนมาก ก็เลยปล่อยทั้งกล้องและเลนส์ที่คิดว่าจะไม่ได้ใช้

แต่ว่าตัวรองๆ ลงมาไม่ค่อยมีปล่อยแฮะ สงสัยต้องรอ D90 ออก อาจจะได้เห็นการปล่อย D80, D60 กันเยอะขึ้นเช่นเดียวกัน (ไม่รู้เหมือนกันแฮ​ะ … ถ้าผมมี D60 ยังไงๆ ก็คงไม่ปล่อยมัน เก็บไว้เป็นกล้องสำรอง)

Wishlist

เขียนระบายกิเลสตัวเอง

D700 กับ AF Nikkor 135mm F/2 DC.

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดกิเลสน่ะเหรอ …. ที่นี่ Portrait Photo Gallery by Pablo Lee at pbase.com เห็นใช้ D3 กับ 135mm แล้ว ……. กิเลสพุ่ง

พักหลังๆ ยิ่งเห็นคนเริ่มเอาภาพจากดอยเจ็ดลี้มาโพสท์เล่นกันตามพันธ์ทิพย์ ตามไทยดี ตามฯลฯ อยู่

ก็เลยเอามาอยู่ใน Wish list ไว้ก่อน แต่ว่าจะเมื่อไหร่นี่อีกเรื่อง (คงอีกพักใหญ่ๆ มากๆ) (วีร์เคยแซวว่า อีกหน่อยคงจะเห็นผมถอย 3 กษัตริย์ตัวสุดท้าย 14-24 F2.8 … บอกได้เลยว่าตัวนั้นน่ะ ไม่อยู่ในโครงการ คงอีกนานกว่าจะเห็น ฮ่าๆ)

ทำยังไง ให้ “หน้าชัด หลังเบลอ”

(ที่เขียนบทความนี้ยาวๆ เพราะว่าเขียนตอบในกระทู้ตามบอร์ดกล้องบ่อย และมีคนถามบ่อย ก็เลยคิดว่างั้นเขียนไว้หน่อยก็แล้วกัน)

ในการถ่ายรูป บางทีเราก็ไม่ได้ต้องการให้ชัดทั้งภาพ แต่ว่าต้องการให้มันชัดเฉพาะจุด/สิ่งที่ต้องการถ่าย เช่นการถ่ายภาพเน้นวัตถุ หรือการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งทำให้เกิดความต้องการที่จะ “ควบคุม” ความชัดเจนของส่วนที่ไม่ได้ต้องการจะเน้น (หรือส่วนที่ไม่ได้เป็นจุดโฟกัส)

ในกรณีที่เป็นภาพถ่ายบุคคลหรือวัตถุ เรามักจะเรียกกันเป็นภาษาชาวบ้านๆ ว่า “ถ่ายให้หน้าชัดหลังเบลอ” ทีนี้จะถ่ายยังไงให้มันหน้าชัดหลังเบลอ หรือว่ามันมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดภาพที่หน้าชัดหลังเบลอได้บ้าง?

หลายคนบอกว่าลองไปอ่านๆ ดูจาก Depth of Field – Wikipedia … ซึ่ง อืมมมม ดูยุ่งยากแฮะ ยาวยืดเลย แถมมีโมเดลทางคณิตศาสตร์ หลักการทางฟิสิกส์ และการคำนวณอะไรไม่รู้วุ่นวายไปหมด เจอแล้วจอด… เลยขอเขียนจากประสบการณ์ให้ฟังง่ายๆ ก็แล้วกัน เอาเป็นว่าอย่างน้อยๆ ก็เป็น Guideline ในเชิงปฏิบัติในการเลือกกล้อง/เลนส์ และการตั้งค่าก็แล้วกันนะครับ

1. ขนาดของรูรับแสง:

อันนี้เป็นที่รู้กันในวงกว้างครับ ว่าขนาดของรูรับแสงส่งผลกับระยะชัดของภาพ ถ้ายิ่งรูรับแสงกว้าง จะยิ่งชัดตื้น ดูตัวอย่างจากภาพ (click เพื่อดูภาพเต็ม)

จากภาพ รูปซ้ายใช้กล้องตัวเดียวกัน เลนส์ตัวเดียวกัน คือ Nikon D300 + AF Nikkor 85 F1.4 ตากล้องกับแบบไม่ได้ขยับ เปลี่ยนแปลงแค่ค่ารูรับแสง รูปซ้ายใช้ F5.6 รูปขวาใช้ F1.8 (อ่อ ค่าพวกนี้ยิ่งน้อย ยิ่งรูรับแสงกว้าง) ตั้ง Aperture-priority mode ดังนั้นก็เลยมีการปรับความเร็วชัตเตอร์อัตโนมัติตามรูรับแสง ให้ความสว่างของรูปเท่าๆ กัน

ถ้าทางยาวโฟกัสเท่ากัน รูรับแสงกว้างกว่าจะให้ภาพส่วนที่ไม่อยู่ในโฟกัสมีความเบลอมากกว่า แต่ว่าทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้มันเบลอสวยๆ นะครับ ลองดูภาพถัดไป

ภาพนี้ถ่ายที่ F2.8 ครับ ซึ่งถ้าขนาดของรูรับแสงมันมีผลอย่างเดียวเนี่ย มันควรจะเบลอในส่วนฉากหลังมากกว่านี้ใช่หรือไม่ (อย่างน้อยก็น่าจะเบลอกว่า F5.6 ด้านบน) คำตอบก็คือมันมีอีกหลายองค์ประกอบด้วยกันครับ ลองดูใน metadata ของรูปเล่นๆ ก่อนก็ได้ครับ … ว่ามันมีค่าอะไรเปลี่ยนไปอย่างที่เห็นได้ชัดจากรูปบนๆ

ครับ …​ผมถ่ายรูปนี้ที่ 20mm ใช้ AF Nikkor 20mm F2.8 ครับ

2. ระยะโฟกัส:

จริงๆ แล้วเป็นเรื่องใหญ่กว่ารูรับแสงอีกนะ ในความคิดผม (รูรับแสงมันส่งผลโดยตรงกับความเร็วชัตเตอร์ ทำให้ถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหวให้นิ่งได้ดีกว่า และเนื่องจากมันเป็นส่วนที่รับแสงอะนะ ยิ่งกว้างก็ยิ่งไว ถ่ายในที่แสงน้อยๆ ได้ดีกว่า … ผลถือว่าการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอนี่เป็นผลพลอยได้มากกว่า)

ไม่ต้องพูดอะไรมากครับ ดูภาพเลยก็แล้วกัน

สามภาพนี้ ถ่ายใช้ Nikon D300 กับ AF-S Nikkor 70-200mm F2.8 VR เปิดรูรับแสง F2.8 ทั้งสามภาพ โดยที่ถ่ายที่ระยะโฟกัสต่างกัน คือ บนซ้าย 200mm, บนขวา 150mm และล่าง 105mm (ซึ่งจริงๆ รูปล่างไม่ใช่ตัวเปรียบเทียบที่ดีนัก เนื่องจากยืนไกลไปนิด ขนาดของแบบที่เห็นในรูปเลยไม่เท่ากับสองรูปบน)

แต่ก็เห็นว่าฉากหลังเบลอมากน้อยกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด โดยที่ตัวแบบยังคงคมชัดอยู่

ให้อธิบายเรื่องนี้ง่ายๆ ก็คงจะต้องให้ทดลองแบบนี้ครับ

  • ให้เพื่อนซักคน ยืนชูสองนิ้วหรือยกมือก็ได้ อยู่ไกลๆ พอประมาณ (เช่นหน้าห้องกับหลังห้อง) แล้วมองโฟกัสไปที่มือของเพื่อนคนนั้นด้วยตาเปล่า จะเห็นว่ามือเพื่อนกับฉากที่อยู่หลังเพื่อนมันชัดเท่าๆ กัน
  • “ซูมด้วยเท้า” คือ เดินเข้าไปหาเพื่อนคนนั้นเรื่อยๆ โดยที่สายตายังคงโฟกัสกับมือเพื่อน จะเห็นว่ายิ่งใกล้ๆ ฉากหลังจะยิ่งเบลอมากขึ้น

เหตุผลง่ายๆ นะครับ ก็คือ การที่เราเดินเข้าไปหามือเพื่อนเรื่อยๆ เนี่ย ทำให้ระยะ “สัมพัทธ์” ระหว่างมือเพื่อน ฉากหลัง กับตาเรา เปลี่ยนไปหมดครับ มือเพื่อนห่างจากฉากหลังเท่าเดิมน่ะแหละ แต่ว่าถ้าวัด “สัมพัทธ์” กับตาเราแล้ว มือเพื่อนจะอยู่ห่างจากฉากหลังมากขึ้น และใกล้ตาเรามากขึ้น

ระยะโฟกัสของเลนส์ ก็เหมือนกับการเดินซูมเท้าน่ะแหละครับ มันมีหน้าที่ดึงวัตถุที่อยู่่ห่างๆ ให้เหมือนวางอยู่ใกล้ๆ กับกล้องมากขึ้น ดังนั้นก็เลยกลายเป็นว่ายิ่งทำให้เสมือนว่าอยู่ห่างกับฉากหลังมากขึ้น (ทั้งๆ ที่จริงๆ วัตถุกับฉากหลังอาจจะอยู่เกือบจะที่เดียวกันเลยก็ได้ ถ้ามองด้วยตาเปล่า)

3. ขนาดของ Sensor:

อันนี้ประหลาดหน่อย บางคนถึงขึ้นอาจจะสงสัยว่า “เกี่ยวไรด้วยเนี่ย”.. และไม่ค่อยจะเคยเห็นคนเขียนถึงเท่าไหร่

เคยสงสัยบ้างหรือเปล่าครับ ว่าทำไมพวกกล้องคอมแพคถึงถ่ายหน้าชัดหลังเบลอโคตรยาก ทั้งๆ ที่หลายคนดู spec ของเลนส์แล้ว ว่า “มันก็ 2.8 นะ ทำไมมันถ่ายไม่เบลอ?”

อย่างที่ผมบอกแหละครับ ให้คิดซะว่าขนาดของ aperture มันคือความไวของเลนส์มากกว่า มันช่วยการหยุดการเคลื่อนไหว หรือการโฟกัสในที่แสงน้อยมากกว่า ไม่ใช่ว่า F กว้างและมันจะเบลอเสมอไป

กล้องคอมแพคส่วนมากจะมีขนาด Sensor ที่เล็กมาก ….. (ซึ่งมีผลหลายอย่างครับ ไว้วันหลังจะเขียนให้อ่าน) ทำให้มีผลกับ “ระยะสัมพัทธ์” อีกแล้ว …

ลองเล่นที่นี่ดูครับ Digital Camera Sensor Sizes: How it Influences Your Photography ลงไปข้างล่างไปให้ถึง Depth of Field Requirements แล้วลองใส่ตัวเลขเล่นๆ ดู

อันนี้แสดงว่าถ้าเราใช้กล้องที่มี crop factor 1.5 แล้วตั้งทางยาวโฟกัส 10mm และรูรับแสง F11 แล้วจะได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการใช้กล้อง 35mm ที่ 15mm (อันนี้คิดว่าคงทราบ) “และ” รูรับแสง 16.5 อืมมม

อืมม งั้นลองมาเล่นกันเล่นๆ ดีกว่า ว่าอยากได้ผลลัพธ์เดียวกับการที่ใช้กล้อง DSLR ที่มี crop factor 1.5 (พวก Nikon ที่ไม่ Full-frame) ถ่ายที่ระยะ 105mm และใช้รูรับแสง F2 จะต้องตั้งค่าในพวกกล้องที่ใช้ 1/1.8″ Sensor ยังไง …​

ซึ่งผลที่ได้ก็คือ 33mm และ F 0.6 ไม่ได้โจ๊กเล่นครับ ลองใส่ตัวเลขดูได้เลย

ลองเล่นๆ ดูพบว่า ถ้าตั้งขนาดรูรับแสง หรือ Aperture ที่ F2.8 บนกล้องคอมแพคแล้ว มันจะมีค่าเท่ากับ F13.5 บน 35mm/Full-frame และ F9 บนกล้อง crop factor 1.5 ครับ …. ยังไงๆ มันก็ชัดลึก

ยิ่ง ​Sensor ใหญ่เนี่ย ถ้าต้องการได้รูปภาพที่มีขนาด Subject เท่ากัน และมีความชัดตื้น/ลึกเท่ากันด้วย เราจะต้องเข้าใกล้มากขึ้น หรือใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้รูรับแสงที่ “แคบลง” เรื่อยๆ เพื่อรักษาระยะชัดตื้นชัดลึก (ถ้างงว่าเพราะอะไร ก็ลองคิดถึงตัวอย่างการซูมเท้านะครับ ….)

คิดๆ ก็ไม่แปลกล่ะครับ เนื่องจาก Sensor ของกล้องพวกคอมแพคมันเล็กจัด ..​ ดังนั้นจากมุมมองของ Sensor 1/1.8″ เหล่านั้นแล้ว ระยะ 7-10mm ถือว่า Normal ครับ (เทียบเท่ากับ 35-50mm บน Full-frame) อะไรไกลกว่านั้นถือว่าไกลหมด … ดังนั้นผลที่ได้ก็เลยเหมือนกับว่าให้เพื่อนไปยืนไกลๆ (จากตัวอย่างของทางยาวโฟกัส ที่พูดถึงไปแล้ว)

เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอในกล้องคอมแพคยากมากๆ … ถ้าจะพอทำได้ก็ต้องใช้พวก super super zoom แล้วก็ซูมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (หมายถึง optical zoom นะครับ อย่าไปยุ่งกับ digital zoom เพราะว่ามันคือ crop ธรรมดาๆ) จากนั้นก็ยืนให้ชิดกับแบบที่สุดเท่าที่จะมากได้ … ก็อาจจะพอทำได้บ้าง

Programmer->Manager

จาก ข้อความของ @sugree ใน twitter

my profession is coding. don’t hire me to be manager. it’s useless.

ทำให้นึกถึงคำพูดของอาจารย์ชูศักดิ์ วรพิทักษ์ประโยคนึงมากๆ เลย ว่า “บ้านเรา” ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเติบโตในลักษณะทำนองนี้เท่าไหร่ (คือการเติบโตโดยใช้ technical skill เป็นไปได้ยาก) ถ้าอยากจะโตต้องขยับขยายไปเป็นผู้จัดการ หรือ Manager เท่านั้น ทำให้หลายๆ คนต้องกระเสือกกระสนอัพเกรดตัวเองไปเป็นระดับผู้จัดการ

และท่านก็ต่ออีกว่า

เราก็เอาโปรแกรมเมอร์ที่เก่งๆ (มักจะเป็นคนที่เก่งที่สุด) ไปโปรโมทเป็นผู้จัดการ ส่วนมากผลที่ได้ก็คือ เสียโปรแกรมเมอร์เก่งๆ ไปคนนึง แล้วก็ได้ผู้จัดการห่วยๆ มาคนนึงแทน

KID In Digital ก็เรียนรู้เรื่องนี้แบบ Hard-way ล่ะนะ แต่ตอนนี้น้ององ(คช) คนที่ลองทำงานเป็น Project manager อยู่ครึ่งปี ก็อยากจะกลับมาเขียน code แล้ว แต่ใครจะมาเป็น Project manager แทนล่ะ? เพราะว่าผมเองก็อยากจะกลับไปเขียน code เหมือนกัน……

จะว่าไป ผมก็ไม่ได้้เป็น Project manager ที่ดีเท่าไหร่หรอกนะ และไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นได้ดีด้วย ไม่ได้คิดว่าน้ององเป็นได้ดีเหมือนกัน เพียงแต่ว่าคนมันมีกันแค่นี้ ก็เลยต้องทดลองกันไปเรื่อยๆ ตราบใดก็ตามที่ยังทดลองกันได้อยู่

บางทีถ้าไม่ลองจับให้มีบทบาทบางอย่าง เราจะรู้ได้ยังไงว่าใครเหมาะ/ไม่เหมาะกับอะไรบ้าง ก็ต้องให้โอกาสกันเรียนรู้บ้าง

อย่าไปคิดว่าทุกอย่างมันจะต้องถูกต้อง เหมาะสม ไร้ที่ติ ไร้ข้อผิดพลาด ตั้งแต่แรก ตั้งแต่ต้นเลย ป่วยการ

Desperado

ฟังเพลงท่อนนี้แล้วเหมือนจะโดนตีหัวแรงๆ ด้วยตะลุมพุกขนาดใหญ่

Don’t you draw the queen of diamonds, boy
She’ll beat you is she’s able.
You know the queen of hearts is always your best bet.

บทเรียนราคาแพงเอาเรื่องเหมือนกัน

แต่ว่าระวังไว้หน่อยก็ดี บางที Heart น่ะ … ถ้ามันเป็น subclass ของ CardSuit มันก็อาจจะเปลี่ยนแปลงชนิดได้ในอนาคตอยู่ดีน่ะแหละ … จาก Heart เป็น Diamond

จบข่าว …….

Note to self: Project Planning

Note for myself:

  • Next time my developers say “X months” for developing any project, I will say “2X months” to the customers. So my developers will have time to talk to each other more and spending time developing relationship through playing games and doing all other activities with each other.
  • Next time my developers say “X weeks”, I will say “X weeks + 2X days”. My developers love to think of weekend and holidays as ‘working days’ which is simply wrong and give no breathing window if anything goes wrong.
  • I will train all the newcomers myself, like I once did to my current team of developers. Never again asking any of my developers doing it.
  • I have to beg my developers to remember: The opposite of playing isn’t working. It’s depression.
  • Never let any developer working alone again.
  • Don’t promote my top developer to do management work. Myself included. Why? I still believe I’m one of the finest developer in my office, and if I’m doing project management work; my team looses one good developer and get one bad manager.
  • Be more sensitive to small personal details. It ruins things.

「いちご白書」をもう一度

ไม่รู้เป็นอะไร แต่ว่าวันนี้อยากฟังเพลงนี้มากกว่าปกติ……. เป็นเพลงเก่าของวง バンバン ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1975 ครับ

いつか君と行った映画がまた来る
授業を抜け出して二人出かけた
悲しい場面では涙ぐんでた
素直な横顔が今も恋しい
雨に破れかけた街角のポスターに
過ぎ去った昔が鮮やかによみがえる
君も見るだろうか「いちご白書」を
二人だけのメモリ どこかでもう一度
僕はぶしょう髭と髪をのばして
学生集会へも時々出かけた
就職が決まって髪を切ってきた時
もう若くないさと君に言い訳したね
君も見るだろうか「いちご白書」を
二人だけのメモリ どこかでもう一度

ประมาณว่า “ความหลังครั้งหนึ่ง” ที่มันน่าจะตายไปแล้ว ถูกฝังไว้ในความทรงจำ แต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่าง (ในเพลงนี้คือ “หนังเก่าที่เคยดูด้วยกัน” เอากลับมาฉายใหม่ และบังเอิญได้ดู) ที่มันถูกเรียกให้ฟื้นคืนมามีชีวิตอีกครั้งอย่างชัดเจนทุกฉากทุกขั้นทุกตอน และเธอคนนั้นจะได้ดูหนังเรื่องนั้นด้วยเหมือนกันหรือเปล่า……