Archive for January, 2010

ออกแบบเว็บไซต์

Tuesday, January 26th, 2010

เมื่อกี้มีคนปรึกษาเรื่องการออกแบบเว็บไซต์นิดหน่อย เลยขอยกการสนทนามาให้อ่านกันตรงนี้นะครับ คิดว่าเป็นข้อคิดและอุทธาหรณ์ได้บ้างพอสมควร แต่ขอเอาชื่อผู้ถามผมออกนะครับ

ผู้ถาม: อาจารย์เว็บแบบไหนที่แตกต่างๆ
ผู้ถาม: ขอคำแนะนำหน่อยนะคะ
ผู้ถาม: พอดีเพื่อนเขียนเว็บให้บริษัทน่ะ
ผม: แล้วทำไมต้องแตกต่าง?
ผู้ถาม: แต่ไม่อยากจำเจอยู่กับรูปแบบเดิมๆๆ
ผม: มาอีกล่ะ พวกทำงานเอารูปแบบเป็นหลัก จะรูปแบบเก่า รูปแบบใหม่ ถ้าไม่ได้วิเคราะห์เรื่อง function และ usage เป็นหลัก มันจะทำได้ไง
ผู้ถาม: แต่คือว่าเขาแค่ตอ้งการดีไซต์และส่วนเรือ่งนั้นเขาคงทำเองอ่ะ
ผู้ถาม: ก้อแค่ออกแบบอะ
ผม: เว็บไซต์ไม่สามารถ design หน้าตาได้ หากไม่ design function ครับ
ผม: มันเหมือนกับคุณอยากจะออกแบบ “หน้าตา” ของรถยนต์ โดยไม่กำหนดว่า รถคันนี้ จะต้องวิ่งในที่แบบไหน บรรทุกอะไร กลุ่มเป้าหมายคืออะไร
ผม: คุณอาจจะคิดว่า หน้าตารถสปอร์ตมันเท่ห์ดี
ผม: แต่รถตู้ที่ออกแบบโดยใช้ concept รถสปอร์ต มีแต่ห่วยกับห่วย
ผม: ว่างั้นเถอะ
ผม: ไม่ได้กวนตีนหรือหลบเลี่ยงในการตอบ แต่ด้วยจรรยาบรรณ ไม่สามารถออกแบบเฉพาะหน้าตาได้ครับ หากคุณเคารพวิชาชีพตัวเอง ในฐานะนักออกแบบเว็บไซต์
ผู้ถาม: แต่มานก้อเปงส่วนหนึ่งหนิ
ผม: ลำดับก่อนหลังมีผลครับ
ผม: เอางี้ ผมให้คุณเลือกชุด จะพาออกงาน คุณจะเลือกชุดอะไร? ยังไง?
ผู้ถาม: ก้อต้องดูงานก่อนค่ะ
ผม: ใช่มั้ย
ผม: คุณต้องทราบว่า “งานอะไร แขกที่จะต้องไปพบ เป็นคนระดับไหน ต้องดู look เป็นยังไง ฯลฯ” ใช่มั้ย
ผม: ก็แบบเดียวกับการออกแบบเว็บไซต์น่ะแหละครับ
ผู้ถาม: แต่งานนี้เปงวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม
ผู้ถาม: แต่ลูกค้าบอกว่าไม่อยากให้ธุรกิจมากเกิน
ผม: ถามคนอื่นเถอะครับ
ผม: คนที่ไม่ได้มีมาตรฐานในการทำงาน และมีจรรยาบรรณในการักษามาตรฐาน มีเยอะครับ
ผู้ถาม: ค่ะ
ผม: เหมือนสร้างตึกครับ ถ้าผมเป็นนักออกแบบ สถาปนิก ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า “ตึกนี้สวย ตึกนี้สวย ตึกนี้แปลก เอาแบบนี้ ผสมกับแบบนี้ ผสมกับแบบนี้ ฯลฯ” โดยไม่ดูว่า “แล้วมันเป็นตึกอะไรวะ ใครจะอยู่วะ เอาไปทำอะไรวะ คนเดินเข้าออกเยอะมั้ยวะ ฯลฯ”
ผม: สุดท้าย คุณอาจจะได้ตึกที่สวย แปลก เฉี่ยว แต่ใช้งานไม่ได้จริง
ผม: ตัวอย่างนี้มีให้เห็นตามเว็บไซต์ทั่วไปครับ
ผม: สวย แปลก ดูครั้งแรกแล้ว “ว้าว!” แต่ขอโทษนะครับ ไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่มันควรจะใช้งานได้
ผู้ถาม: ช่ายค่ะ
ผู้ถาม: พอเข้าใจและ
ผม: ขออนุญาตเอาการสนทนานี้ ไปลง blog และสอนหนังสือนะครับ เป็นตัวอย่างแนวคิดและทัศนคติหนึ่ง ที่พบเห็นได้ตามสังคมทั่วไป
ผู้ถาม: ขอบคุงค่ะ
ผู้ถาม: แป่ว
ผู้ถาม: ตามบาายคะ
ผู้ถาม: ก้อคิดไม่ออก
ผู้ถาม: เพราะยึดติดแต่สิ่งที่แตกต่างอ่ะคะ

ตามนั้นเลยครับ อีกอย่างนะครับ ช่วยๆ กันใช้ภาษาไทยให้มันถูกๆ หน่อยดีกว่านะครับ คือ บางครั้งเราพิมพ์ผิดโดยไม่ตั้งใจนี่คงไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้แบบ “ก้อ (ก็)” หรือ “เปง (เป็น)” หรือ “มาน (มัน)” จนกลายเป็นเรื่องปกติ ผมว่ามันก็เกินไปครับ

Camera Usability Factor

Sunday, January 17th, 2010

อ่านจาก Steve Huff Photos (http://www.stevehuffphotos.com/) ซึ่งเป็นเว็ยไซต์ที่เขียนรีวิวอุปกรณ์ถ่ายรูป จากมุมมองตากล้อง และการใช้งานจริง มากกว่าจากมุมแบบเชิงเทคนิค ที่พวกเรามักคุ้นเคยกัน (test chart, color plates, MTF chart, โหมดต่างๆ, 100% pixel peep ที่ทุก ISO, ฯลฯ) ซึ่งเป็นแนวรีวิวที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนถ่ายรูป และอยากหัดถ่ายรูป ถึงเจ้าของเว็บไซต์จะบ้าจุดแดง (Leica) ไปนิดหน่อยก็เถอะ

สิ่งที่ผมอยากจะเขียนถึง คือ Camera Usability Factor ที่เจ้าของเว็บได้เขียนไว้อย่างน่าสนใจ

“USABILITY FACTOR: A camera that you can not put down. One that you want to take with you wherever you go. A camera that will not weigh you down and break your back. A camera that will sleep next to you on your nightstand. A camera that produces exquisite image quality while making YOU look good as well as it hangs from your neck! A camera that will improve your skills and one that you just love shooting day in and day out!”

แปลเป็นไทย (แบบมีดัดๆ แปลงๆ นิดหน่อย) คือ

“USABILITY FACTOR: กล้องตัวที่คุณวางมันไม่ลง กล้องตัวที่คุณอยากจะหยิบมันติดไปด้วยไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม กล้องตัวที่จะไม่ทำให้รู้สึกหนักหรือทำให้คอหัก กล้องตัวที่จะอยู่ที่หัวเตียง (หรือโต๊ะ หรืออะไรก็ตามที่มือคว้าได้ทันทีเมื่อตื่น) กล้องที่ให้ผลลัพธ์ที่เยี่ยมในขณะที่ทำให้คุณดูดี (หล่อ/สวย) ขึ้นที่ถือมัน ห้อยมัน หรือใช้งานมัน และที่สำคัญ เป็นกล้องที่จะทำให้คุณถ่ายรูปเก่งขึ้น และเป็นตัวที่คุณรักที่จะใช้งานมันทั้งวันทั้งคืน!”

เป็นนิยามที่ผมชอบมาก จะเห็นว่าไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเชิงเทคนิคเลยสักกะนิด ไม่ได้มีว่า กล้องที่ดีจะต้องมี ฯลฯ (ล้าน scene mode, autofocus ร้อยแปดแบบ, ฯลฯ) ก็เลยอยากจะแชร์กันไว้ครับ

สำหรับตัวผมเอง กล้องตัวนี้เป็นตัวไหน? เมื่อก่อนผมมีกล้องอยู่สอง 2 ตัวหลักๆ นะ คือ Nikon D3 และ Leica M8 ตัวนึงเป็นกล้องที่ผมรักที่จะทำงานด้วย หวังผลได้ คุมได้ดังใจ เชื่อใจได้ที่สุด ไม่ต้องดู LCD เพื่อดูผลลัพธ์หลังจากกดชัตเตอร์เลยก็ได้ … อีกตัวหนึ่งเป็นกล้องตัวที่รักที่จะอยู่ด้วย อยากจะพาไปไหนมาไหนด้วย แต่คุณเธอพยศซะเหลือเกิน

ตอนนี้ผมคิดว่าผมเจอกล้องตัวที่ลงตัวพอดีแล้วล่ะ คือ Panasonic GF1 กับ 20mm/f1.7 (แต่นะ มันยังไม่หล่อเท่า Olympus E-P1 ฮ่าๆ)