Archive for the ‘Usability/UI’ Category

หูฟัง iPhone ของ Apple

Friday, June 20th, 2008

เคยใช้หูฟัง Bluetooth ของ Sony Ericsson มาสองรุ่น ตัวแรกเป็นรุ่นที่เกี่ยวหู ตัวล่าสุดก็รุ่นที่เป็น in-ear จริงๆ ตัวแรกที่ใช้ก็ค่อนข้างจะ OK นะ (เพราะว่าใช้นานจนชิน) แต่ว่า background noise มันเยอะไปหน่อย เรียกว่าเก็บเสียงรบกวนในการสนทนาไม่ค่อยดีเลย (ซึ่งทำให้คุยกันไม่รู้เรื่องในกรณีที่เราขับรถอยู่แล้วเสียงเครื่องมันดัง) ส่วนตัวหลังนี่ ไม่ไหว ยังไงๆ ผมก็ไม่ชินกับพวก in-ear แฮะ (หูฟัง in-ear มีอยู่สองตัวก็ไม่ค่อยได้ใช้ รับมันไม่ค่อยได้)

ก็เลยลองหักดิบ ซื้อสิ่งที่น่าจะเป็นของเล่นราคาแพงมาเล่นอีกชิ้นหนึ่ง (ซึ่งจริงๆ ซื้อก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้ D300 นะ แต่ว่าเพิ่งจะเอามาเขียน) นั่นก็คือ Apple iPhone Bluetooth Headset ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่มีในบ้านเรา มีแต่ของหิ้วเข้ามา ซึ่งราคามันก็จะแพงเวอร์กว่าที่ขายในต่างประเทศแน่นอน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำใจ(ว่ะ)

แต่ว่ามันก็เป็นหูฟังที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยใช้มาน่ะแหละ ตั้งแต่ดีไซน์ที่มันไม่รกหูรกตา เรียบ และไม่เรียกร้อง คือ ทั้งคนที่ใส่มันและคนทั่วไป ไม่ต้องไปสนใจมันมากเลย มันไม่เรียกร้องสายตา ไม่เรียกร้องความรู้สึก ไม่เรียกร้องอะไรทั้งสิ้น บางครั้งผมใส่มันอยู่ยังคิดอยู่เลยว่า เอ๊ะ เราใส่มันอยู่หรือเปล่า หรือว่าหล่นหายไปไหนแล้ว แล้วก็ต้องเอามือเอื้อมไปจับที่หูดูว่ายังอยู่หรือเปล่าทุกที

เรียกว่า การดีไซน์ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราให้เนียนที่สุด put-on-and-forget มากกว่าจะดีไซน์ให้กลายเป็นจุดที่เราต้องสนใจหรือกังวลมากขึ้นกับชีวิต

ขนาดของหูฟังก็พอเหมาะกับหูผมเกือบพอดีนะ พอใส่ฟองน้ำเข้าไปแล้วก็คับนิดๆ แต่ว่าพอถอดออกมาแล้วพอดีเลย แต่ว่าก็นั่นแหละ แต่ว่าก็ใส่ไปน่ะแหละ รู้สึกแน่นดี ให้ความมั่นใจกว่าว่ายังไงๆ มันก็ไม่หลุดออกมาหรอก (อีกอย่าง ขนาดใส่ไปแล้วนะ บางทียังไม่รู้สึกว่ามีมันอยู่เลย)

คุณภาพเสียงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเอาเรื่อง

การเชื่อมต่อกับ iPhone ทำได้ง่าย ไม่ต้องมา pair ด้วยการกดรหัสใดๆ ทั้งสิ้น แค่ชาร์จไฟคู่กับ iPhone ที่เราต้องการ pair ก็เป็นที่เรียบร้อย (ในกล่องจะมีแท่นชาร์จมาให้ และจะมีสายชาร์จ USB มาให้อีกเส้นด้วย)

ข้อเสียเท่าที่นึกออกตอนนี้ก็คือ มันมีให้เลือกสีเดียว คือสีดำ ถ้าอยากจะได้สีอื่นก็หมดสิทธิ์ (แต่ว่าผมชอบสีดำอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ถือเป็นข้อเสียสำหรับผม) แล้วก็อีกอย่างก็คือ แบตฯ หมดเร็วไปหน่อย (ถ้าเทียบกับของ Sony) ผมมีความรู้สึกว่าแบตฯ มันไปเร็วมากพอควร

อ้อ ข้อดีอีกข้อก็คือ UI ของมันที่ถือว่า killer มาก นอกจากจะเรื่องการ pair ที่โคตรจะ no-brainer แล้วก็ยังบอกปริมาณแบตฯ ที่เหลือบนโทรศัพท์ (คู่กับตัวบอกปริมาณแบตฯ ของ iPhone เอง) ซึ่งสำหรับ Bluetooth headset ตัวอื่นๆ เท่าที่รู้จักนั้นจะไม่มีวิธีการบอกปริมาณแบตฯ ที่เหลืออยู่อย่างง่ายๆ ให้เราพอจะรู้ได้เลย มารู้ตัวอีกที อ้าว แบตฯ หมดแล้ว แล้วตอนชาร์จไฟ ก็จะขึ้นปริมาณแบตฯ ควบคู่ไปกับแบตฯ ของ iPhone เองด้วยเช่นกัน

มันน่าเอาไปสอนการออกแบบ product กับการออกแบบ user interface และ usability design จริงๆ ให้ตายเถอะ

ปล. สุดท้ายนะ ผมลืมหูฟังน้อยลง เพราะว่าถอดมันออกมาด้วยความรำคาญน้อยลง

แก้ Dock ใน Leopard

Thursday, November 1st, 2007

Dock เปลี่ยนไปเยอะมากมายใน Leopard และถึงผมจะเริ่มชินกับมันบ้างแล้ว แต่ว่าผมก็ยังไม่ค่อยจะชอบมันเท่าไหร่อยู่ดี ครั้นลองเปลี่ยนไปเป็น 2D ตามที่ เคย post ไว้ก่อนหน้านี้ ผมก็รำคาญขอบสีขาวของมันอยู่ดีน่ะแหละ เลยเปลี่ยนกลับไปเป็น 3D เหมือนเดิมอะไรๆ มันก็พอจะเริ่มรับได้ล่ะนะ ยกเว้นเจ้าทางม้าลาย ที่ผมว่ามันเกะกะจัง มัน visual distraction มากเลย ก็เลยหาทางเอาออกซะสรุปว่า ผมก็เลยหาทางเล่นกับ Dock ตัวนี้ซะเลย ทำตามนี้นะครับ

  1. เปิด Finder ไปที่ /System/Library/CoreServices 
  2. หา Dock.app แล้ว click ขวา เลือก Show Package Contents
  3. เข้าไปใน Contents/Resources
  4. จากนั้นก็หาไฟล์ชื่อดังนี้ scurve-[l,m,sm,xl].png ซึ่งเป็นไฟล์สำหรับฐานรอง Dock และไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วย separator ซึ่งเป็นไฟล์ตัวกั้นลายทางม้าลาย (มี 3 ไฟล์ ชื่อคล้ายๆ กันตามรูปแบบของตัวกั้นที่ใช้งาน สำหรับ 3D Dock แล้วก็ 2D Dock ด้านข้างและด้านล่าง)
  5. จากนั้นจะทำอะไรกับไฟล์เหล่านี้ก็ตามสบายครับผม อย่าลืม backup ไว้ก่อนล่ะ
  6. จากนั้นก็หาทาง restart Dock ซึ่งง่ายที่สุดก็เปิด Terminal.app แล้วก็พิมพ์ว่า killall Dock กด enter
  7. Boom!

ใครที่ถนัดใช้ command line อยู่แล้ว ก็เปิด Terminal.app แล้วก็พิมพ์

cd /System/Library/CoreServices/Dock.app/Contents/Resources

แล้วก็เชิญงัดแงะตามสบายได้เลยรูปด้านล่างนี้เกิดจากการที่ผมย้ายไฟล์ทางม้าลายที่ว่านี่ไปไว้ที่อื่น

[update 1]: เพิ่งจะงัดแงะต่อ กับการแก้ขอบขาวใน 2D Dock พบว่าถ้าย้ายไฟล์ bottom[1-5].png ไปไว้ที่อื่นแทน แล้วก็ทำเป็น 2D Dock อย่างที่เขียนใน post ที่ link ไว้ข้างบน ขอบขาวมันจะหายไป…

Happy Hacking ครับ

จับภาพหน้าต่างใน Leopard

Wednesday, October 31st, 2007

หลายคนที่เคยใช้ command+shift+4+space ในการจับภาพหน้าต่างใน Mac OS X คงจะชอบแฮะ เพราะว่าตอนนี้มี shadow รอบหน้าต่างแล้ว ไม่ต้องไปทำเอง

(ไอ้กรอบขาวๆ รอบๆ นี่ไม่เกี่ยวนะ อันนั้น HTML table code กับ theme ของ blog นี้ ส่วนที่ ​Leopard เพิ่มเนี่ย เฉพาะตรงเงา)แต่ว่าก็แล้วแต่งานนะ ถ้าต้องการเรียบๆ อาจจะไม่ชอบ ต้องไปหาวิธีทำอย่างอื่น แต่ว่าสำหรับผม OK เพราะว่ามันทำให้เวลาเราเอารูปหน้าต่างลงในบทความ ในหนังสือ หรือว่าใน Web แล้วมันดู distinguishable มากขึ้นเยอะ

2D Dock กับ Leopard

Thursday, October 25th, 2007

ผมไม่ค่อยจะถูกชะตากับ new 3D Dock ของ Mac OS X 10.5 Leopard ตั้งแต่มันถูกประกาศแล้ว เพราะว่านอกจาก eye-candy แล้วไม่เห็นมันจะช่วยให้ usability มันดีขึ้นตรงไหน เผลอๆ จะทำให้แย่ลงด้วยซ้ำ เพราะว่ามันทำให้ Dock มัน high-profile ขึ้น มันมีความรู้สึก in-your-face มากขึ้น มัน visible มากขึ้น ซึ่งพวกนี้มักจะไม่ค่อยดีต่อ usability เท่าไหร่ (ในกรณีนี้)

จากข่าวล่าสุด สำหรับ build 9A581 (ที่น่าจะเป็น Gold-master) รู้สึกว่า Dock มันจะกลายเป็น 2D เมื่อวางไว้ด้านข้างของจอ (macrumors.com) ก็ลองเทียบกันดูกับ build เก่าๆ ที่ยังเป็น 3D อยู่แล้วกัน ว่ามันดูดีกว่ากันแค่ไหน




(ภาพจาก macrumors.com และ rogueamoeba.com ตามลำดับ)

ไม่พอ มีคนเจอ ว่าถ้าต้องการจะเอา 3D ออกแม้ว่าจะอยู่ข้างล่าง ก็ยังคงทำได้โดยอาศัย trick เก่าๆ บน Terminal แล้วก็พวก defaults write [option] ทั้งหลายแหล่ที่มีมาตั้งแต่โบราณ (สมัย NeXT โน่น)

defaults write com.apple.dock no-glass -boolean YES

จากนั้นก็ restart Dock ใหม่ (อาจจะ killall Dock ไปเลยก็ได้) แล้วก็จะได้ 2D Dock ที่ “เกือบ” เหมือนเดิม


(ภาพจาก lime.quickshareit.com)

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ยัง high-profile อยู่ดี เทียบกับ Dock ตัวปัจจุบัน เพราะว่ามันยังมีขอบ มี texture มีอะไรมากเกินไป แต่ว่าก็ยังน่าจะดีกว่า 3D Dock ล่ะนะ

วิวัฒนาการของ Dock

Thursday, October 11th, 2007

อ้างอิง: Road to Mac OS X Leopard: Dock 1.6 โดย Prince McLean

Dock ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Interface หลักใน Mac OS X (และ Desktop อีกหลายตัว) ซึ่งตัว Dock นี้วัตถุประสงค์หลักของมันก็คือไว้เก็บ Application ที่ใช้บ่อยๆ (ย้ำ บ่อยๆ) หรือว่าใช้เป็นงานหลัก เพื่อให้เข้าถึงง่ายและเรียกใช้ได้เร็ว แต่ว่าหลายๆ คนกลับเอาโน่นเอานี่ใส่ไว้เยอะแยะมากมายมหาศาล (โดยเฉพาะโปรแกรมในชุด iLife หลายตัวที่อาจจะแทบไม่ได้ใช้ หรือว่าใช้นานๆ ครั้ง) ทำให้ Dock มันรก และไม่สะดวกในการใช้งาน



[ภาพ Dock ใน OS X 10.5 จาก AppleInsider]

จริงๆ แล้วในปัจจุบันก็ค่อนข้างที่จะ controversial มากพอควร ว่าจริงๆ แล้วการใช้งาน Dock ในลักษณะแบบนั้นนี่จะเหมาะสมดีจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าจริงๆ แล้วมันทำให้มีการเลื่อน mouse เยอะพอดู (แต่ว่าก็ยังน้อยกว่าการค้นจาก Application folder หรือ Start Menu) และถ้าเราเป็นคนมักมากก็คงจะเอาโปรแกรมโน้นนี้ไปใส่ไว้ใน Dock เกือบหมด ซึ่งทำให้การใช้งาน Dock มีความสะดวกน้อยลง (เพราะว่า icon เล็กลง การหาเสียเวลามากขึ้น) … ยิ่งถ้าเป็น QuickLaunch ของ Windows ด้วยยิ่งไปกันใหญ่ เพราะว่ามันไปแย่งที่อยู่กันเองกับ Taskbar



[ภาพจาก QuickLaunch & Taskbar จาก AppleInsider]

Controversial ที่ผมว่านี้ ส่วนหนึ่งก็คือ Dock ไม่ได้เหมาะสมเท่าไหร่ในฐานะของ Application Launcher หรือเปล่า เพราะว่าเวลาเราจำโปรแกรม ส่วนหนึ่งเราจะจำเป็นชื่อ และหลายครั้งที่เราใช้งานคอมพิวเตอร์ มือของเราจะอยู่ที่ keyboard ไม่ใช่ mouse ทำให้มีคนพัฒนาโปรแกรมในลักษณะ Application Launcher ที่เรียก shortcut (มักจะเป็นการกดปุ่มบน keyboard สองปุ่มหรือว่าสามปุ่มพร้อมกัน) แล้วพิมพ์ชื่อโปรแกรมลงไปมากกว่า เช่น QuickSilver บน Mac OS X เป็นต้น

บทความที่ผม link มาด้านบน​ มีเรื่องวิวัฒนาการของ Dock ตั้งแต่เริ่มต้นใน RISCOS เป็น NeXT เป็น Newton เป็น … และมาลงเอยด้วย Mac OS X และครอบคลุมถึง feature ใหม่ๆ ใน Mac OS X 10.5 Leopard ด้วย (เช่น Stacks) เป็นบทความที่ยาว 3 หน้า แต่ว่าเป็นเรื่องวิวัฒนาการของ Dock หน้าเดียว นอกนั้นเป็น Dock ใน Leopard

Stacks สำหรับ Dock ใน OS X 10.5 นี่เท่าที่อ่าน (ยังไม่ได้สัมผัส) ก็น่าจะเข้าท่าทีเดียว แต่ว่าจะทำให้การใช้งานง่ายขึ้น หรือว่าเพิ่มความซับซ้อนในการใช้งาน (และ visual effect) โดยใช่เหตุ ก็ยังเป็นประเด็นที่จะต้องขอดูต่อไปก่อน

เสียดาย ที่บทความที่ว่า ไม่ได้พูดถึง Dock ใน Desktop Environment อื่นๆ เลย แต่ว่าก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเค้าอยากจะเขียน focus ไปที่ Dock ของ OS X รุ่นใหม่ ก็เลยไม่ได้ focus ไปที่ตัวอื่น

เอาไว้ถ้ายังไงผมจะลองเขียนๆ ให้อ่านเองก็แล้วกันครับ (สัญญาอีกล่ะ) เหมือนกับที่เคยเขียนเรื่อง History of Modern Mac Operating Systems: Mac OS 8, 9 and X ไว้เมื่อนานมาแล้ว (จริงอยากจะขยายเป็นหนังสือ เรื่องประวัติ Modern OS ซักเล่ม แต่ว่าท่าทางจะยาว…… ข้อมูลมันเยอะมาก ยิ่งพวกสาย Linux, BSD เนี่ย เยอะสุดๆ)

Caps Lock บน Apple Keyboard ใหม่ แข็งเพราะจงใจ?

Wednesday, October 10th, 2007

ตอนที่เขียน รีวิว Apple Keyboard ใหม่ ไปใน blog คราวก่อน ผมค่อนข้างจะบ่นเรื่องที่ปุ่ม Caps Lock มันแข็งกว่าปกติ ซึ่งก่อปัญหาให้กับผมเวลาใช้งานพอสมควร เนื่องจากตัวเองใช้ปุ่ม Caps Lock ในการสลับภาษาแบบเร็วๆวันนี้ไปเจอมา ว่าจริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็น ความตั้งใจ ของ Apple ที่ทำให้ Caps Lock แข็งกว่าปกติ

อืมมม ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง และลองคิดถึงว่า จริงๆ แล้วก็มีคนกดปุ่ม Caps Lock ผิดแบบไม่ได้ตั้งใจ (เพราะว่าคิดจะกด tab หรือ shift ด้านซ้ายมือ) เยอะพอสมควร … จะว่าไปปุ่ม Caps Lock มันก็เป็นปุ่มที่ใช้งานน้อยพอสมควรปุ่มหนึ่งล่ะนะ ดังนั้นถ้าจะมองจาก Usability design ที่จะป้องกันความผิดพลาดล่ะก็ มันก็ make sense อยู่ล่ะ คือ ถ้ากดผ่านๆ แบบแตะๆ มันก็จะไม่ถือว่าเรากด ดังนั้นต้องกดนานกว่าปกตินิดนึง ซึ่งก็จะทำให้จังหวะการพิมพ์มันเสียไปนิดหน่อย หรือว่ากดแบบเน้นๆ นิดนึง ซึ่งจะเปลืองพลังงานมากกว่าปกตินิดหน่อยสรุปว่า อืมมมม คนแบบผมมันคงจะเป็นส่วนน้อยล่ะนะ หรือว่าคนที่ใช้ปุ่ม Caps เพื่อวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนภาษาเร็วๆ นี่คงจะเป็นส่วนน้อย เพราะว่าถ้าจะพิมพ์ตัวใหญ่แค่ตัวสองตัว ก็คงจะกด shift เอามากกว่าอืมมม make sense ล่ะครับ แต่ว่าสำหรับการใช้งานส่วนตัว ผมยังอยากให้มันอ่อนเท่ากับ key อื่นๆ เหมือนเดิม (ส่วนหนึ่งเพราะลักษณะการใช้งานของผม และส่วนหนึ่งมาจาการที่ผมไม่เคยกด Caps ผิด) …​ แต่ว่าครั้งนี้ ถ้า Apple ได้วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้แล้วจริงๆ ว่ามีการกด Caps ผิดแบบไม่ได้ตั้งใจเยอะพอ และปุ่ม Caps ก็เป็นปุ่มที่ใช้งานน้อยอยู่แล้ว … ดังนั้นการออกแบบคีย์บอร์ดมาแบบนี้ก็เหมาะสมดีอยู่

December 2008
M T W T F S S
« Nov    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031