Jan 252013
 

ถ้าเราแบ่งเลนส์สำหรับการถ่ายภาพออกเป็น 3 ระยะตามลักษณะการมองเห็น คือ แบบมุมกว้าง (Wide Angle) แบบปกติ (Normal) และแบบระยะไกล (Telephoto) คำถามง่ายๆ ก็คือ “อะไรเล่นยากที่สุด?”


Sunrise in Mountain

Sunrise in Mountain
Nikon D800, AF-S 14-24 f/2.8, 14mm, f/11

สถานที่: ดอยแม่สลอง

ผมเชื่อว่าคำตอบสำหรับหลายๆ คน รวมทั้งตัวผมเองด้วยเมื่อครั้งหนึี่งในอดีต ก็คือ “เลนส์มุมกว้าง” อย่างไม่มีข้อโต้แย้งเลย และวันนี้เราจะมามองมันในเชิงปรัชญาชีวิตกันเล็กน้อย ว่ามันแสดงหรือสะท้อนถึงอะไรบ้างให้กับชีวิตของเรา

ทำไมเลนส์มุมกว้างจึงเล่นยาก? เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะว่า “มันกว้างกว่าที่ตาเราเห็น” ยิ่งกว้างเท่าไหร่ เรายิ่งจินตนาการภาพที่เลนส์มันเห็นได้ยากมากขึ้นเท่านั้น (ก็เพราะว่าเราเห็นแคบกว่ามัน)


DSC_0043_-2_-3_-4_-5_-6_-7_fused.jpg
Temple in the Sun
Nikon D3s, AF-S 14-24 f/2.8, 14mm, f/13

สถานที่: วัดพระธาตุดอยสุเทพ

การที่เราเห็นแคบกว่ามัน มีผลยังไงล่ะ? คนลองถ่ายรูปมุมกว้างใหม่ๆ คงจะเคยเจอประสบการณ์แบบนี้กันทุกคน เวลาที่เรามองเห็นภาพสวยงามยิ่งใหญ่อยู่ข้างหน้าเรา และอยากจะเอาเลนส์มุมกว้างมาเก็บภาพความอลังการที่เราเห็นเอาไว้ แต่เมื่อส่องดู เรากลับพบว่า “สิ่งที่ตัวเองเห็นว่าสวย มองเห็นว่าเด่น กลับถูกเตะออกไปไกลจนเล็กลงมากมายในภาพ” มันไม่สวย ไม่เด่น ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนที่ตาเห็นอีกต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น ภาพจากเลนส์มุมกว้าง ยังแทบเป็นไปไม่ได้ ที่จะถ่ายเน้นวัตถุใดวัตถุหนึ่ง แบบไม่มีอย่างอื่นเข้ามาในภาพเลย นอกเสียจากว่าวัตถุนั้นๆ จะมีขนาดใหญ่โตจริงๆ และเราอยู่ใกล้เพียงพอเท่านั้น


Under a tree

Lost Under Trees
Nikon D800, AF-S 14-24 f/2.8, 14mm, f/8

สถานที่: วัดพระปฐมเจดีย์

ซึ่งกรณีนี้แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับการใช้เลนส์ระยะไกล หรือ Telephoto ที่ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่มือเก่าก็แทบจะใช้ได้เลยแบบไม่ต้องคิดมาก ก็จะไปยากอะไร เห็นอะไรน่าสนใจก็ซูมเจาะเข้าไปให้เห็นสิ่งนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น เห็นเฉพาะสิ่งนั้นแยกออกมาจากสิ่งอื่นๆ ยิ่งขึ้น ยิ่งทางยาวโฟกัสยิ่งไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งแยกสิ่งที่เราสนใจออกจากสิ่งอื่นๆ ได้ดีเท่านั้น และยิ่งเจาะเป็นจุดๆ ได้ง่ายเท่านั้น


Raft in Misty Dawn

แถมรูปจาก Telephoto ซะหน่อย: Raft in Misty Dawn
Nikon D3, AF-S 70-200 f/2.8 VRII, 200mm, f/2.8

สถานที่: ปางอุ๋ง

แล้วมันมีประเด็นอะไรให้เราคิดกันได้บ้างล่ะ? มันสะท้อนธรรมชาติอะไรของตัวเราเองให้เราเห็นได้บ้าง?

ธรรมชาติของคนเรา เวลาที่เราคิดเรื่องอะไร มองเห็นประเด็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การศึกษา ครอบครัว การทำงาน ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เมื่อเรา “เห็น” อะไรแล้ว มันง่ายกว่าใช่มั้ยล่ะ ที่เราจะเลือกที่จะ “เจาะ” ลงไปมองเฉพาะประเด็นๆ นั้น และไม่เอาเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง


Stairway to Heaven at Gate of Hell

Stairway to Heaven at the Gate of Hell
Nikon D800, AF-S 14-24 f/2.8, 14mm, f/11, HDR
สถานที่: วัดร่องขุน

นั่นก็คือ ธรรมชาติของความคิดเรา ก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้เลนส์ Telephoto เจาะเข้าไปในสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเห็นในใจ ยิ่งเจาะเข้าไปเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมองเห็นเฉพาะสิ่งนั้นเป็นเรื่องๆ แยกออกจากสิ่งอื่นมากเท่านั้นแหละ ธรรมชาติของเลนส์ Telephoto มันทำให้สิ่งที่เราสนใจ ลอยออกจากสิ่งอื่นได้ง่าย แล้วก็เบลอสิ่งที่เราไม่สนใจทิ้งไปซะ นอกจากนั้น เพราะว่ามันค่อนข้างจะบีบมุมมองให้เห็นแคบ ดังนั้นเราก็จะมองเห็นเฉพาะสิ่งที่เราโฟกัสอยู่แล้วโดยธรรมชาติ


Rainy day in Kyoto

Rainy day in Kyoto
Nikon D3s, AF-S 24-70 f/2.8, 24mm, f/10, HDR
สถานที่: เกียวโต

แล้วอะไรล่ะคือเลนส์มุมกว้าง?

ผมว่ามันยากทีเดียวนะ ที่จะมองเห็นอะไรกว้างกว่าที่ความคิดเราเองเห็น กว้างกว่าที่ประสบการณ์ของเราจะเอื้ออำนวยให้ดวงตาในใจของเราเห็นได้ และมันจะยากมากมายเมื่อเราจะต้องมองเห็นมันได้โดยที่ไม่เปลี่ยนจุดยืนเลยแม้แต่ก้าวเดียว … เลนส์มุมกว้าง มันจะเห็นเท่ากับที่เราต้องเปลี่ยนจุดยืน โดยเราจะต้องถอยออกจากจุดที่เรายืนออกไปหลายก้าวเสมอๆ แหละ


Inside the Temple

Inside the Temple
Nikon D3s, AF-S 14-24 f/2.8, 14mm, f/2.8
สถานที่: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก

เมื่อเรามองกว้างขึ้น เห็นกว้างขึ้น เรามักจะเห็นได้เองว่า สิ่งที่เคยคิดว่าสำคัญ ยิ่งใหญ่ ต้องเน้น ต้องโฟกัส มันกลับถูกเตะไกลออกไป กลายเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในภาพที่ใหญ่กว่านั้นมาก นอกจากสิ่งนั้นแล้วยังมีอย่างอื่นอีกเยอะที่อยู่ในบริบทล้อมรอบ บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกที่จะเห็นว่า สิ่งที่เราเห็นว่ามันสำคัญ มันไม่ได้เด่นหรือสำคัญเพราะตัวมันเอง แต่เพราะองค์ประกอบรองๆ อื่นๆ ต่างหาก หากไม่มีส่วนอื่น มันก็คงไม่เด่นขึ้นมาได้


Junk Beach

Junk Beach
Nikon D3s, AF-S 24-70 f/2.8, 24mm, f/7.1
สถานที่: หาดแห่งหนึ่งแถวชุมพร

การมองมุมกว้าง หรือคิดมุมกว้าง ก็เหมือนกับการถ่ายรูปด้วยเลนส์มุมกว้างน่ะแหละ เราจะ “มองภาพทั้งภาพให้สวย” ไม่ใช่มองแค่เพียงบางส่วนที่เราเห็นว่าสวยเท่านั้น เท่านั้นไม่พอ เรายังต้องมองด้วยใจให้เห็นอีกด้วยว่า “ภาพทั้งภาพที่เรามองเห็นนั้น เป็นเพียงแค่กรอบแคบๆ ที่ใจเราปิดกั้นตัวเราไว้ จากภาพที่ใหญ่กว่านั้น ที่เรามองไม่เห็นจากจุดที่เรายืนอยู่”

นั่นคือจุดที่หลายคนก้าวไปไม่ถึง ก้าวไปไม่ได้ เวลาคิดอะไรไม่เคยสนใจในภาพใหญ่ที่ตัวเองมองเห็น และไม่สามารถคิดได้ว่าภาพที่ตัวเองเห็นทั้งหมดนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงกรอบแคบๆ ที่ถูกจำกัดด้วยความคิดของตัวเองเท่านั้นเอง


Through the colored glass

Through Colored Glasses
Nikon D800, AF-D 28 f/2.8, 28mm, f/4
สถานที่: วัดนิเวศธรรมประวัติ

หลายต่อหลายคนไม่เคยคิดที่จะปรับวิธีคิดให้กว้างขึ้น ยังคงคิดแต่จะ “เจาะ” มองเป็นอย่างๆ เมื่อต้องมองกว้าง ผลที่ได้ก็เหมือนกับการเอาเลนส์มุมกว้างไป “จ่อวัตถุ” น่ะแหละ บ่อยครั้งที่เราจะได้วัตถุที่รูปร่างบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง โดดออกจากฉากหลังและวัตถุอื่นๆ แบบไม่ขาดกันทั้งหมดเหมือนกับใช้ Telephoto ..


Fallen Flowers

Fallen Flowers
Nikon D3s, AF-S 14-24 f/2.8, 24mm, f/4
สถานที่: วัดพระพุทธบาท

การคิดให้กว้างขึ้นจริงๆ ด้วยการมองภาพทั้งภาพให้สวยเป็นภาพเดียว ไม่ใช่แค่ความสวยงามของส่วนใดส่วนหนึ่งนั้น เป็นปรัชญาของ Complex System อย่างหนึ่งที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีว่า

“The whole is greater than sum of its parts”

ซึ่งคงไม่มีข้อความไหนอธิบายเรื่องนี้ได้ดีกว่านี้อีกแล้ว หากเราแค่เห็นกว้างขึ้น แต่ไม่เปลี่ยนวิธีคิด ยังคงคิดแบบเจาะเป็นเรื่องๆ แบบเดิมๆ ซึ่งเหมือนกับการใช้เลนส์มุมกว้างจ่อไปที่วัตถุนั้น … จะนำมาซึ่งข้อเสียใหญ่ๆ ก็คือ … ภาพที่บิดเบี้ยว เห็นตัวเองสำคัญกว่าองค์ประกอบอื่นๆ ทั้งหมด โดยไม่แยกคิดด้วยซ้ำ … แต่ก็จะคิดไปเองว่า เรามองกว้างแล้ว เราเห็นกว้างแล้ว แต่แท้ที่จริงเป็นเพียงการยกไม่ยอมมอง “ภาพรวม” เลยต่างหาก … แบบนี้คือ “คิดแคบ แต่แค่เห็นกว้าง”


Asakusa Temple

Asakusa Temple
Nikon D3s, AF-S 24-70 f/2.8, 24mm, f/7.1
สถานที่: วัด Asakusa

อยากจะมองและคิดให้ได้กว้างๆ ต้องทำยังไง? คำแนะนำง่ายๆ ของผมคือ ถอยจากจุดที่เรากำลังยืนอยู่สักก้าวสองก้าว แล้วลองมองภาพนั้นใหม่ให้มันกว้างขึ้นสักนิด เราจะเห็นภาพที่กว้างขึ้นนิดหน่อย เราจะเห็นว่าสิ่งที่เราเคยเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ มันเล็กลง เล็กลง มีสิ่งอื่นในบริบทที่ตอนแรกเราอาจจะมองไม่เห็นมากขึ้นๆ


Misty Lake in Starry Night

Misty Lake in Starry Night
Nikon D3s, AF-S 14-24 f/2.8, 14mm, f/2.8
สถานที่: ปางอุ๋ง

เมื่อเรากลับมายืนที่เดิม เราจะเห็นภาพแบบเดิมที่เคยเห็นก่อนที่เราจะถอยหลังไป แต่เราจะรู้ว่า “เลนส์มุมกว้างเห็นอะไร” นั่นแหละ ประเด็นที่สำคัญ เมื่อเราเห็นภาพจากมุมที่กว้างขึ้นแล้ว เราจะเข้าใจไปเองว่า สิ่งที่เราเห็นอยู่เป็นปกตินี่แหละ ก็คือการโฟกัสให้แคบเข้ามาแล้ว ของสิ่งที่กว้างกว่านั้น

ผมคงไม่ยกตัวอย่างอะไรมากมายนัก บางทีเราอาจจะยอมถอยออกมาจากวิชาที่เราสอนสักก้าวหนึ่งมั้ย บางทีเราต้องถอยจากมุมมองทางการเมืองที่เรามีอยู่บ้างมั้ย บางทีเราอาจจะต้องถอยจากการมองเห็นปัญหาของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ สิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมบ้างมั้ย เราเคยว่าคนอื่นว่าอย่างโน้นอย่างนี้บ้างมั้ย ทั้งที่จริงๆ แล้วเราก็อาจจะเป็นแบบเดียวกันน่ะแหละ เพียงแต่เป็นกับคนละเรื่องหรือเปล่า ฯลฯ


Up where we belong

Up where we belong
Nikon D3, AF-S 14-24 f/2.8, 14mm, f/9
สถานที่: ระหว่างเส้นทางไปภูชี้ฟ้า

เลนส์มุมกว้าง เป็นเลนส์ที่ถ่ายยากที่สุด เล่นยากที่สุด ไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของเรา ที่คิดให้กว้างจริงๆ น่ะเป็นเรื่องยาก เพราะธรรมชาติของเราคิดโฟกัสลงให้แคบกับอะไรแค่ประเด็นเดียว ไม่เอามาคิดร่วมกับเรื่องอื่นน่ะ ง่ายเป็นเรื่องธรรมชาติ บางครั้งเราว่าคนอื่นมากมาย แต่ไม่เคยมองในมุมที่กว้างขึ้นแม้แต่นิดเดียวเลย ว่าสิ่งที่เรากำลังว่าคนอื่นอยู่นั่นน่ะ เราเองน่ะแหละที่เป็นเองเกือบจะทั้งนั้น … ถ้าไม่ถอยออกมาจากจุดที่เรามองเห็นแต่ความใจแคบของตัวเอง แล้วเราจะเห็นเงาของตัวเองในภาพที่กว้างขึ้นได้หรือ?


Last of the Sunflowers

Last of the Sunflowers
Nikon D3s, AF-S 14-24 f/2.8, 14mm, f/8
สถานที่: ทุ่งทานตะวัน วัดเวฬุวัน ลพบุรี

แต่ว่าพอเราเริ่มที่จะมองเห็นอย่างที่เลนส์มุมกว้างมองเห็น มันสนุกอย่าบอกใครเชียวล่ะครับ เพราะภาพที่ได้จากเลนส์มุมกว้างมักจะเป็นอะไรที่ทำให้เราเห็นภาพทั้งภาพเป็นภาพเดียวกัน ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เป็นภาพที่สวยทั้งภาพ มากกว่าสวยเป็นส่วนๆ เป็นภาพที่ขาดอะไรในนั้นไปไม่ได้


A place with no-name

Reflection in Canal
Nikon D800, AF-S 24-70 f/2.8, 24mm, f/8
สถานที่: ระหว่างเส้นทางท่าเรือ-สระบุรี

ก็เช่นเดียวกับเมื่อเราเริ่มคิดอะไรที่กว้างขึ้นกว่าเดิมเป็น ไม่ใช่แค่เห็นกว้างขึ้นแต่ยังคิดแคบเท่าเดิมนั่นแหละ เราจะเริ่มสนุกกับความคิดของเรามากขึ้น เห็นอะไรสวยงามมากขึ้น …. อะไรที่เคยเป็นปัญหาเป็นประเด็นยิ่งใหญ่ ในกรอบแคบๆ ของเรา มันก็เล็กลงไปตามธรรมชาติ

บางคร้ัง … เราจะเห็นด้วยซ้ำไปว่า เรื่องที่เป็นปัญหา เป็นประเด็นอะไรนั้น มันทำให้ภาพทั้งภาพสวยขึ้นด้วยซ้ำไป มันทำให้สิ่งที่ดีสิ่งที่งามสิ่งที่เด่น มีตัวตนด้วยซ้ำไป … ใช่สินะ มันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้นสักหน่อยไม่ใช่หรือ?


Blown Mountain

Blown Mountain
Nikon D800, AF-S 24-70 f/2.8, 24mm, f/8
สถานที่: ระหว่างเส้นทางพระพุทธบาท-ท่าเรือ

ยิ่งที่แคบเท่าไหร่ เรายิ่งต้องใช้เลนส์มุมกว้างขึ้นเท่านั้น ลองใช้เลนส์ระยะไกลหรือแม้แต่ระยะปกติถ่ายในที่แคบๆ เช่นในโบสถ์ หรือว่าในห้องแคบๆ สิครับ ถ่ายยากมาก ยิ่งถ้าต้องถ่ายกลุ่มคนด้วยแล้ว ยิ่งต้องใช้เลนส์มุมกว้าง ไม่งั้นคงเก็บไม่หมด

แล้วมันจะต่างอะไรกับความคิดของคนเราล่ะ ยิ่งเราอยู่ในที่แคบ ไม่ว่าจะเป็นเชิงสถานการณ์ หรือการทำงานโปรเจ็คเล็กๆ ศึกษาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือคิดประเด็นเล็กๆ น้อยๆ เรายิ่งต้องคิดและเห็นให้มันกว้าง ยิ่งถ้าจะคิดเพื่อให้คนได้ประโยชน์จากความคิดเรามากที่สุด เรายิ่งต้องคิดกว้างเท่านั้น ไม่งั้นคงจะเก็บไม่หมดแน่นอน

อยากจะลองเล่น “เลนส์มุมกว้าง” ในความคิดตัวเองดูบ้างหรือเปล่าครับ?


Sunset in Mountain

Sunset in Mountain
Nikon D800, AF-S 24-120 f/4, 24mm, f/4
สถานที่: ระหว่างเส้นทางไปภูชี้ฟ้า

Jan 092013
 

2013 แล้วสินะ ได้เวลาเปลี่ยน “กล้องเล็ก” อีกครั้ง (ปกติจะเปลี่ยน 2 ปีครั้ง 2009: Panasonic LX3, 2011: Nikon P7000)

ครั้งนี้ หวยจะออกที่อะไร … อีกอย่าง เดี๋ยวนี้นิยามของคำว่า “กล้องเล็ก” มันเปลี่ยนไป กล้อง Compact รุ่นใหญ่ๆ ตอนนี้ตัวใหญ่กว่ากล้อง Mirrorless เปลี่ยนเลนส์ได้ซะอีก

  • Pana LX7: เลนส์ดีมาก ช่วงดีขึ้น (กว่า LX3) กว้างเหมือนเดิม แต่ยังสั้นไปนิด แต่ยังไม่ชอบสีพานา (ไม่รู้แก้หรือยัง) จะเล่นฝาแฝดมัน (D-Lux 6) ก็ไม่บ้าพอที่จะจ่าย double price เพื่อจุดแดง … แพงเกิ๊น (แต่ถ้ายังไม่ได้ซื้อ Lightroom ก็น่าสน)
  • Canon G1X, G15: No, sir, I don’t shoot Canon. ถึงจะอยากเล่นกับ G1X ก็เถอะนะ เซนเซอร์ใหญ่เวอร์ ตัวไม่ได้ใหญ่ไปกว่า G15 เท่าไหร่ (หรือผมคิดไปเองหว่า) … แต่เลนส์ f ปลายแคบไปนิดอ่ะ
  • Nikon P7700: รู้สึกว่ามันหลุดนิยามของ Compact ไปแล้ว ตัวเบ้อเริ่ม (พอกับพวก G ทั้งหลาย) ช่วงดีที่สุด เลนส์ดีขึ้นเยอะ แถม f กว้างใช้ได้ (แต่ยังไม่เท่าตัวอื่นๆ) แต่ที่สำคัญ .. เท่าที่โหลดไฟล์ sample ตามเน็ทมาทำเล่นดู ไฟล์โหดมาก! … แต่เริ่มที่ 28mm ยังแคบไป และเซนเซอร์เล็กไปหน่อย
  • Nikon P310: ตอนแรกดูๆ ลองเล่นนิดหน่อยก็ชอบนะ หลายอย่างเลย แถมราคาเป็นมิตรที่สุด แต่ว่า.. เจอ 1/2.3″ เซนเซอร์ ที่มี f ปลาย 4.9 โบกมือบ๊ายบายอย่างรวดเร็ว (ถ้า f ปลายขนาดนี้ ขอ 1/1.7″ ได้มะ .. ไม่งั้นขอ f/2.8 …โลภ)
  • Sony RX100: ต้องเชื่อ Sony เค้าเลย ที่ทำ The Impossible จนได้ ยัด 1″ เซนเซอร์ลงในกล้องตัวจิ๋วเดียว แถมได้เลนส์ f 1.8 อีกตะหาก (แต่เฉพาะที่ 28mm นะ ที่อื่นไหล แถมน่าจะไหลเร็วซะด้วย) จะมีที่ไม่ชอบก็อี 20mpx เนี่ยแหละ ไปลองเล่นแล้วไม่ชอบ ไม่ปลื้มเลย Processing ช้าเกิ๊น ไม่ทันใจวัยรุ่น(ตอนปลาย ที่ชีวิตเหลือน้อยแล้ว) ถ้า 10-12mpx น่าจะเจ๋งกว่านี้เยอะ จนไม่น่าจะเลือกยาก อีกอย่างก็ Sony UI & UX และ “Sony Price” (ไม่รู้มี Sony Timer ด้วยหรือเปล่า…)
  • Samsung: What? อะไรนะ มียี่ห้อนี้ด้วยเหรอ?
  • Fuji XF1: สวยอ่ะ เห็นแล้วกิเลสจับ แต่นอกจากความสวยแล้วไม่ค่อยจะมีอะไรเข้าท่าเท่าไหร่ (และการเปิดกล้อง จะทำให้ยากขนาดนั้นเพื่ออะไรหว่า)
  • Fuji X10:สวยเหมือนกัน เหมือนจับ X-Pro1 มาย่อส่วนเลย แถม 2/3″ เซนเซอร์ด้วย ใหญ่พอตัว … เลนส์ f2-2.8 น่าสนใจมาก มาตกม้าตายเอาอีระยะ 28-112mm เนี่ยแหละ ถ้าเป็น 24-112mm หรือแม้แต่ 25-112mm นะ ก็ไม่ต้องคิดมากเช่นกัน (คือ ถ้าจะเริ่ม 28mm ก็ขอยาวๆ หน่อยละกัน แบบ 28-140 อะไรเงี้ย f จะไหลเกิน 2.8 ไปหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก แต่เยอะจนเป็น f5.9 ก็ไม่ไหวนา แหะๆ โลภอีกล่ะ)
  • Olympus: Call me ignorant. Never look at their compacts.

หวยออกที่ตัวไหนล่ะ….

มีคนถามว่า แล้วพวก Compact แบบ Point & Shoot จริงๆ ตัวเล็กๆ บางๆ นี่ไม่สนใจบ้างเหรอ … บังเอิญว่าผมมีติดตัวอยู่ตลอดอยู่แล้วอ่ะ ชื่อ iPhone 4s (และอีกไม่นานเกินไป คงจะเป็น iPhone 5s อุ๊ปปปปปส์)

Jan 042013
 

ต่อจากเมื่อเช้าและต่อจากวันก่อนนิดหน่อย ครั้งนี้จะให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนขึ้นเมื่อเราถ่าย JPEG กับ RAW และความแตกต่างของ RAW Converter ให้ชัดเจนขึ้น

พอดีขุดเจอรูปที่ถ่าย RAW+JPEG ไว้ ซึี่งกล้องหลายตัวก็มีออปชั่นนี้ให้เลือกว่าจะถ่ายแบบไหน โดยกล้องจะบันทึกไฟล์ไว้ให้ 2 ไฟล์ คือ JPEG ที่ผ่านการประมวลผลในกล้องแล้ว และ RAW ซึ่งเป็นข้อมูลดิบๆ (หมายเหตุ: ทั้งนี้กล้องยังคงถ่ายรูปให้เราครั้งเดียว แต่บันทึกข้อมูล 2 ครั้ง เป็นข้อมูลดิบๆ เลยไฟล์หนึ่ง และรูปที่ล้างแล้วไฟล์หนึ่ง)

เรามาดูภาพ JPEG กันก่อนนะครับ ซึ่งเป็น JPEG จากกล้อง Nikon D90 ซึ่งเป็นกล้องที่มี Image Processing Engine ที่ “เก่าพอสมควรแล้ว” (แปล: รุ่นใหม่กว่านั้นจะมี JPEG Engine ที่ดีกว่า)


DSC_1172-Camera.JPG

ทีนี้ลองมาดู JPEG ที่ Convert จาก RAW โดย Lightroom 4 บ้าง ว่าเป็นไง ต่างกันขนาดไหน


DSC_1172-LR4.jpg

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเลย ก็คือ

  • ฟ้า ทั้งสีและรายละเอียด JPEG จากกล้องจะดูสดใสกว่า ในขณะที่ JPEG ที่ Convert จาก RAW จะซีดกว่าอย่างชัดเจน
  • เงาบนหน้าคน ที่ JPEG จากกล้องจะนิ่มนวลกว่า เนียนกว่า ในขณะที่ JPEG จาก RAW จะกระด้างกว่า แข็งกว่า เข้มกว่า
  • รายละเอียดในที่แสงจ้า (เสื้อผม) ที่ JPEG จากกล้องจะมีมากกว่า ในขณะที่ ​JPEG จาก RAW

ในภาพรวมๆ เลย ผมรู้สึกว่า JPEG จากกล้องสวยกว่าเยอะพอควร ในขณะที่ ​JPEG จาก RAW ที่ Convert โดย LR4 มีปัญหาค่อนข้างเยอะ และดู “ดิบ” กว่าอย่างเห็นได้ชัด

ลองเปลี่ยน RAW Converter ดูบ้าง มาใช้ ViewNX 2 ในการ Convert RAW บ้าง จะพบกับอะไรที่น่าสนใจ


DSC_1172-VNX2.JPG

ว่าสีสันและรายละเอียดต่างๆ มันใกล้เคียงกับ JPEG จากกล้องมากๆ ซึ่งเป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า “RAW มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ ขึ้นกับ RAW Converter” ถ้าเราต้องการสีสันแบบ JPEG จากกล้อง Nikon โดยใช้ Lightroom ทำงานกับ RAW ของ Nikon ล่ะก็ เหนื่อยกว่าที่คิดแน่นอน

ยิ่งถ้าในกล้องมีการใช้พวก Digital Filter หรือ Picture Profile ไว้ด้วยล่ะก็ เรื่องใหญ่กว่าที่คิด ลองดูรูปต่อไปนี้ ซึ่งตอนที่ถ่ายก็ตั้ง RAW+JPEG ไว้ กับ Vivid Mode และมีการเปิด Active Dynamic Lighting ฟีเจอร์ไว้ด้วย ก่อนอื่นเลย มาดู JPEG กันก่อน อันนี้จากกล้องเลยไม่ได้ทำอะไรต่อ (ฝุ่นยังไม่ได้ตบเลย)


DSC_5995.JPG

พอเอา RAW ที่ได้มาพร้อมกัน มา Convert ใน Lightroom 4 จะได้กับภาพที่หม่นหมองหดหู่ ตรงกันข้ามกับภาพที่สีสันสดใสแบบ JPEG จากกล้อง แบบนี้


DSC_5995-LR.jpg

ส่วนภาพที่ ​Convert โดยใช้ ViewNX 2 นั้น ก็คงจะเดากันได้ไม่ยากล่ะ ว่าจะใกล้เคียงกับ JPEG จากกล้องมากกว่า เพราะว่า ViewNX มันรู้จักกับ RAW ของ Nikon ดีกว่า Lightroom


DSC_5995-VNX2.JPG

แต่ถ้าเรา “มีเวลามานั่งทำรูป” สักหน่อยล่ะก็ Lightroom ก็เปลี่ยนรูปสีหม่นๆ ตุ่นๆ มืดๆ ข้างบน เป็นแบบนี้ได้ไม่ยาก


DSC_5995-2.jpg

ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ยืนยันข้อความที่ผมโพสท์ไว้ใน Entry ก่อนหน้านี้ที่ว่า

“ถ่าย JPEG มักจะได้รูปตั้งต้นที่สวยกว่า RAW แต่ RAW ทำให้เรามีโอกาสได้รูปที่สวยกว่า JPEG …. แต่ต้องขยันมานั่งทำนะ

แล้วก็เรื่องที่ RAW มันขึ้นกับ Converter ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

Jan 042013
 

ยังคงเป็นเรื่อง RAW และ JPEG อยู่นะครับ … กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วผมเคยเขียนตอนแรกของบทความนี้ไว้ และบอกว่ามันมีความเชื่ออะไรประหลาดๆ ที่ผิดๆ เกี่ยวกับ RAW อยู่หลายอย่าง เช่น ต้องถ่าย RAW ถึงจะสวย หรือภาพจาก RAW สวยกว่า JPEG ซึ่งผมก็ได้อธิบายไปแล้ว และขยายความในบทความก่อนหน้านี้ ที่ว่าด้วยความสำคัญของ RAW Converter

พอดีช่วงนี้ต้องนั่งจัดการ Catalog ของ Lightroom ซึ่งเริ่มจะใหญ่มากไปนิด ก็เลยมีโอกาสได้ดูรูปหลายต่อหลายรูปอีกครั้ง และได้นั่ง “ล้างฟิล์ม(ดิจิทัล)” ใหม่อีกครั้ง ก็เลยมีตัวอย่างดีๆ มาชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญข้อหนึ่งชัดขึ้น นั่นก็คือ

“RAW สวยกว่า JPEG”

ใครที่อ่านบทความในเว็บนี้มาตลอด จะเห็นว่าผมบอกเสมอว่าข้อความข้างบนไม่จริงหรอก ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ก็แล้วกันครับ มาจากอัลบั้ม Pre-Wedding Trip ของผมเอง รูปแรกเป็น JPEG แบบ Out-of-Camera จาก Nikon D3s (ทุกรูปคลิกดูรูปใหญ่ได้)


DSC_5131.jpg

ลองเทียบดูเล่นๆ กับ RAW จากกล้อง Nikon อีกตัว แต่เป็นรุ่นเล็กกว่าหน่อย คือ D90 (แต่เทคโนโลยีก็ไม่ถึงกับคนละยุค — และเนื่องจากเป็น RAW ดังนั้น Image Processing Engine ในกล้อง ไม่มีผลอยู่แล้ว) อันนี้ Convert เป็น JPEG แบบไม่ทำอะไรทั้งสิ้น ด้วย Lightroom 4 (แน่นอนว่า ถ้าใช้ Capture NX 2 ผลก็จะต่างกัน และอาจจะออกมาสวยกว่านี้)


DSC_0769.jpg

สภาพแสงใกล้เคียงกัน เลนส์คุณภาพพอๆ กัน (D3s ใช้ 70-200/2.8N VRII ส่วน D90 ใช้ 24-70/2.8N) เห็นได้ชัดเจนเลย ว่าภาพที่เป็น JPEG มันสวยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

แต่เนื่องจาก RAW มันเก็บข้อมูลดิบๆ ของแสงไว้ได้เยอะกว่า JPEG (ซึ่งถูกประมวลผลแล้ว) ดังนั้นโอกาสที่เราจะทำอะไรกับมันได้ก็เยอะกว่า (แม้ว่าเดี๋ยวนี้ JPEG จะมีข้อมูลเยอะมาก รวมถึงซอฟต์แวร์มีวิธีการประมวลผลและเล่นกับ JPEG ที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ เช่น Lightroom ที่ Processing Technology ปี 2012 เก่งกว่าปี 2010 แบบเทียบกันไม่ติด)

ดังนั้นเราก็เลยลองเอาจัดการกับ RAW เล่นดูซะหน่อย ก็ไม่ได้ปรับอะไรมากนอกจากเลื่อนสไลเดอร์ประมาณ 6 ตัวใน Lightroom 4 ภาพเมื่อกี้ก็จะกลายเป็นแบบนี้


DSC_0769-6.jpg

ผมขอย้ำ Statement จากบทความก่อนๆ อีกครั้งตรงนี้:

“ถ่าย JPEG มักจะได้รูปตั้งต้นที่สวยกว่า RAW แต่ RAW ทำให้เรามีโอกาสได้รูปที่สวยกว่า JPEG …. แต่ต้องขยันมานั่งทำนะ

เพราะยังไงๆ ก็แล้วแต่ JPEG มันก็คือรูปที่ประมวลผลแล้ว คือฟิล์มที่ล้างแล้ว และสำหรับหลายต่อหลายคน การไว้ใจให้ Image Processing Engine (ที่มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และมีการพัฒนาขึ้นเยอะมากในหลายปีหลัง) ทำการประมวลผลข้อมูลดิบให้ โดยไม่ต้องมาทำเอง มักจะเป็นทางเลือกที่ดีมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้องสมัยใหม่ มีสิ่งที่เรียกว่า Digital Filter เยอะแยะมากมายให้เราเลือกว่าจะให้มันล้างรูปแต่งฟิล์มให้เราแบบไหน

โดยมาก ผมถ่าย JPEG ครับ เพียงพอเหลือเฟือสำหรับใช้งานเกิน 90% สำหรับรูปไหนที่สำคัญจริงๆ หรือคิดจริงๆ ว่าจะเอามาทำอะไรต่อทีหลัง ภาพที่เห็นในหัวกับภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นคนละภาพกัน คนละโทนกัน หรือแสงมันต่างกันมากจริงๆ จนกระทั่ง Dynamic Range ใน JPEG มันไม่น่าเอาอยู่ ฯลฯ ค่อยถ่าย RAW แล้วมาจัดการทีหลัง