Goodbye, D70

หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาร่วมสองปี ก็คงต้องถึงเวลาอำลากันแล้วสินะ D70 และเลนส์ 18-70mm ตัวเก่ง (ที่รับช่วงต่อมาจากคุณวีร์ หรือ Vman ในเว็บนี้ มาอีกที)

ขอบคุณที่ให้ผมได้เรียนรู้เรื่องการถ่ายรูป ขอบคุณที่สอนอะไรหลายๆ อย่างให้ ถ้าไม่มีนาย วันนี้ก็คงยังใช้กล้องคอมแพคไปเรื่อยๆ และถ้าใช้กล้องรุ่นใหม่ๆ (อย่าง D80, D300) เลย ก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรขนาดนี้

ว่ากันตามเว็บบอร์ดหลายที่ ว่าตั้ง D70 เป็น ไปใช้กล้องตัวไหนถ่ายก็สวยทั้งนั้น ไม่ใช่อะไรที่ผมได้ยินมาเกินเลยแม้แต่อย่างเดียว ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะมากมาย ที่คิดว่าถ้าเริ่มด้วย D80 เลยคงจะได้เรียนรู้น้อยกว่านี้เยอะมากๆ จริงๆ

หวังว่าคงจะมีความสุขกับเพื่อน (เจ้าของ) ใหม่นะ และหวังว่าคงจะสอนเพื่อนใหม่ให้เรียนรู้เรื่องการถ่ายรูปทั้งหลายแหล่ ได้อย่างที่เคยสอนผม (แต่ว่าเจ้าเพื่อนใหม่ของนายคงต้องหาแรงบันดาลใจและนางแบบส่วนตัวก่อนหรือเปล่าหว่า?)

ประมวลรูปใน rawitat.multiply.com ที่ใช้ D70 + Nikkor AF-S 18-70mm F3.5-4.5G ED-IF Kit lens

  1. น้องเกดที่พระราชวังสนามจันทร์ (3/25/51)
  2. น้องเกดที่รอบสระแก้ว ม.ศิลปากร (3/27/51)
  3. น้องเกดที่ลุมพินีเพลส สะพานควาย (3/28/51)
  4. ญี่ปุ่น #1: Osaka, Nara, Kyoto (4/3/51)
  5. ญี่ปุ่น #2: To Mt. Fuji (4/4/51)
  6. ญี่ปุ่น #3: เล่นหิมะที่ Mt. Fuji (4/4/51)
  7. ญี่ปุ่น #4: Mt. Fuji ตอนเช้า/เย็น (4/4-5/51)
  8. ญี่ปุ่น #5: Owakudani, Hakone (4/5/51)
  9. ญี่ปุ่น #6: ทะเลสาบที่ Hakone (4/5/51)
  10. น้องกิ๊ฟ ระหว่างทริปที่ญี่ปุ่น (4/3-5/51)
  11. น้องเกดที่เกาะลอย, บ้านฉาง, วังมหาราช (4/7/51)

จริงๆ ยังมีอีกหลายอัลบั้มที่ไม่ได้อยู่ในระบบออนไลน์ไหนๆ ทั้งสิ้น (เช่นวันสงกรานต์ งานพืชสวนโลก สุโขทัย อัมพวา ถ่ายเล่นทั่วไปในมหาวิทยาลัย ปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน งานรับปริญญา มศก. หัวหิน ฯลฯ) และไม่คิดจะเอาขึ้นด้วย

Goodbye, my D70.

Nikon D300

ของเล่นที่แพงที่สุดในชีวิต!

แต่ถ่ายออกมาแล้ว กรี๊ดมาก ….. เลนส์ตัวเดียวกัน มุมเดียวกัน คนเดียวกัน D70, D80 ไม่ต้องเทียบเลย ยับยั้งใจตัวเองมานาน อยากจะได้นานแล้ว แต่ว่ายั้งใจ ยั้งใจ ยั้งใจ ไว้ก่อน ไม่งั้นกระเป๋าตังค์จะแฟบกว่านี้

แต่ว่าพอดีมันมีเรื่อง จะขาย D70 (อาจจะแค่ body หรือว่าจะเอา lens ด้วยซักตัวก็ได้นะ ถ้าใครสนใจก็ให้ราคามาละกัน — จริงๆ มีคนสนใจจะซื้อแล้วล่ะ แต่ว่ายังไม่ได้ตกลงกัน ผมยังรับฟังข้อเสนอนะ … เครื่องเพิ่งจะเข้าศูนย์ check-up มาเดือนเดียว)

ตอนแรกคิดว่าจะหา D40x ให้น้องเกดใช้หัดถ่ายรูปแทนที่ D70 เพราะว่ามันก็เป็นกล้องเล็ก น่าจะเหมาะกับผู้หญิง แต่ว่าหลังจากตีลังกาคิดหลายตลบ ประกอบกับมีเรื่องให้อารมณ์เสียมากมายมหาศาลนิดหน่อย ก็เลยคิดว่า งั้นเอา D80 ให้เกดใช้ดีกว่า แล้วเราก็เล่นสิ่งที่มัน “bug” เรามานานเสียที (เชื่อมั้ย ว่าอ่าน review อ่าน comparison ของตัวนี้บ่อยมาก … ว่าถ้ามี D80 อยู่แล้ว คุ้มมั้ยที่จะอัพเกรด)

ดูผลงานการถ่ายภาพได้ที่ บ้าน multiply ของผม นะครับ แต่ว่าตอนนี้อัลบั้มที่ใช้ D300 ถ่ายยังไม่ได้เอาขึ้นนะครับ (น้องเกดเร่งใหญ่เลย ว่าลัดคิวขึ้นได้มั้ย … เพราะว่ามันสวย)

อ่อ แล้วก็กำลังจะเปิด multiply ใหม่อีกอันครับ เอาไว้เก็บรูปอื่นๆ บ้าง เช่นภาพ macro หรือว่าภาพสถานที่ หรือว่าภาพนางแบบคนอื่น เอาไว้เป็น port นิดหน่อย

ว่าจะเริ่มรับงานถ่ายภาพล่ะครับ ถ่ายคนเป็นหลักนะ (แบบ ถ่ายคนตามงาน อะไรแบบนี้น่ะ)

:-)

แต่ก็แปลว่า ถ้าปีนี้ MacBook Pro มี update ใหญ่ ผมคงต้องรอ revision B จริงๆ แหละ :-)

ของเล่นใหม่

เพิ่งจะได้มาครับ Sigma 10-20mm F4-5.6 EX DC HSM เมื่ออาทิตย์ก่อนไปเดินดูที่ Power Buy ที่ Central World เห็นราคา 19,500 แล้วเมื่อวานไปเดินที่ Big Camera ที่ Central ปิ่นเกล้า ว่าจะไปซื้อ SB-800 เพราะว่ายังไม่มี Flash จริงๆ (ตอนนี้ใช้แต่ Pop-up flash ติดกล้อง) เห็นราคา 14,500 ก็เลยสอยมาก่อน เพราะว่าคิดว่าไม่ช้าก็เร็วก็ต้องซื้อ Ultra-Wide อยู่ดี

อีกอย่าง อารมณ์เสีย หงุดหงิดมาก และจิตตกอย่างรุนแรง (อ่าน entry ก่อนใน blog นี้น่าจะได้ไอเดียอะไรบ้าง) … ได้ของเล่นใหม่บ้างปกติอารมณ์จะดีขึ้น อย่างว่า ของเล่นก็คือของเล่นครับ

The difference between a man and a boy is a price of his toy

So true ครับ

ไว้เก็บๆ ตังค์ซื้อแฟลชอีกที ….

review Apple Keyboard ใหม่

ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนใช้ laptop เป็นคอมพิวเตอร์ตัวเดียว ไม่มี desktop ใช้ แต่ว่าเวลาทำงานกับโต๊ะก็จะต่อจอนอก (ยังๆ ผมยังไม่มีงบไปซื้อ Cinema Display หรอกนะ ถึงจะอยากได้ก็เถอะ ตอนนี้ใช้ Acer AL2216W อยู่) ต่อ keyboard กับ mouse แล้วก็ยกเครื่อง laptop มาตั้งบนแท่นอะไรซักอย่างให้มันอยู่ระดับสายตา … และเมื่อสักพักแล้วล่ะ ผมก็ซื้อ Apple Keyboard ตัวใหม่ (แบบมีสาย ไม่ค่อยชอบแบบ Wireless ตัวใหม่เท่าไหร่)



หลังจากใช้งานมันทุกวันมาซักพัก (จนปุ่มน่าจะเลิกแข็งเพราะว่าเป็นของใหม่แล้ว) ก็มีข้อสรุปดังนี้

  • มันค่อนข้างที่จะแบนเกือบราบลงไปกับโต๊ะจริงๆ เรียกได้ว่าแทบไม่มีอะไรยกขึ้นมาเลย แต่ว่าเชื่อไหม ว่าองศาที่มันเอียงขึ้นมาค่อนข้างจะพอเหมาะกับการพิมพ์แบบพรมนิ้วบน keyboard นะ และผมถือว่านี่เป็นข้อดีในการออกแบบ (ส่วนตัว) เพราะว่าคนทำ keyboard ส่วนมากจะออกแบบให้มีขาตั้งเล็กๆ ที่จะต้องจับตั้งเอง ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าจะต้องทำแบบนั้นถึงจะพิมพ์ถูกสุขลักษณะ(กว่า)
  • เนื่องจากความเล็กและบางของมัน มันก็เลย low profile มากๆ บนโต๊ะ จะ slide เก็บไว้ที่ไหน หรือว่ายกไปวางพิงไว้ที่ไหน ไม่ต้องห่วงเรื่องเกะกะ
  • Key เป็นปุ่มแบบหมากฝรั่ง (ที่อาจจะเริ่มฮิต วันก่อนไปเดิน PowerBuy เห็น Sony Vaio รุ่นใหม่ๆ เป็นปุ่มแบบนี้เพียบ) โดยส่วนตัวแล้วเทียบกับ Apple Keyboard ตัวเก่า (ที่ก็ยังอยู่ใน lab แต่ว่าไปต่อกับเครื่องอื่น) คิดว่าดีกว่าเยอะ เพราะว่ามันสะสมฝุ่นน้อยกว่า ตัวเก่านี่มีร่องให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปได้เยอะมาก และดันทำใสอีก ก็เลยยิ่งเห็นชัด ถอดทำความสะอาดยาก อันนี้ให้สองดาวเลย
  • แต่ว่านะ ผมก็ยังชอบปุ่ม สี และสัมผัสแบบ PowerBook อยู่ดี เครื่อง PB17″ ที่ตอนนี้ให้ลูกศิษย์ใช้อยู่เนี่ย ชอบมากเลย Keyboard เครื่องนั้น สำหรับ MacBook Pro ที่ใช้อยู่ตอนนี้ รู้สึกว่าแข็งไปนิด
  • แม้ว่ามันจะเป็นแบบเดียวกับ Keyboard ของ MacBook แต่ว่าความรู้สึกส่วนตัวของผมคือ มันแข็งกว่าเยอะเหมือนกัน หรือว่าผมยังใช้มันไม่เยอะพอก็ไม่รู้ เลยยังไม่อ่อนเท่าไหร่ (แต่ว่าเราก็กดมันค่อนข้างจะเยอะแล้วนะ หรือว่าผมยังไม่รุนแรงกับมันพอให้มันอ่อนหว่า :-P)
  • ปุ่น plastic สีขาว บน aluminum สีเงิน นี่ไม่ค่อยจะเข้าเท่าไหร่เลยแฮะ แต่ว่ามันก็ยังทำให้ Mighty Mouse ดูแปลกปลอมน้อยลงนะ (อันนี้เป็น comment จากคุณวีร์ ที่ทำ dualGeek ด้วยกัน)
  • ไม่รู้จะเป็นกับทุกตัวหรือเปล่า แต่ว่าตัวที่ผมมีนี่ caps lock ค่อนข้างที่จะแข็งและบางทีกดลงยากกว่าปุ่มอื่น เรียกได้ว่าต้องตั้งใจกด ไม่ใช่ลากนิ้่วผ่านๆ หรือว่าสัมผัสเฉยๆ แล้วมันจะลงเหมือนกับ MacBook/MBP ซึ่งอาจจะดีถ้ามองว่ามันช่วยให้กดพลาดยากขึ้น เพราวะ่าปกติไม่น่าจะมีคนใช้อยู่แล้ว แต่วาผมใช้มันเป็นปุ่มเปลี่ยนภาษาแบบเร็วๆ เนี่ยสิ​ …. (สำหรับคนที่ไม่ทราบนะครับ ใน OS X เราสามารถเปลี่ยนภาษาแบบเร็วๆ ได้ โดยการเลือก input mode เป็นภาษาไทยไว้ แล้วเวลาอยากจะพิมพ์ภาษาอังกฤษแทรกๆ เข้าไปในข้อความภาษาไทยอย่างเร็วๆ โดยไม่อยากจะเปลี่ยนภาษา เพราะว่ามันต้องกด  cmd+space ล่ะก็ ให้กด caps lock ครับ)
  • แต่ว่าผมพิมพ์กับมันค่อนข้างที่จะเร็วกว่า Apple Keyboard ตัวเก่านะ ไม่รู้ว่าอุปทานหรือเปล่า ยังไงอาจจะต้องลองวัดกันดู
  • ตำแหน่งของ fn key มันแปลกๆ นะ ถ้าใช้คีย์บอร์ดของเครื่อง Apple laptop มาซักพักอาจจะงง ว่ามันอยู่ตรงไหน

สรุปว่าก็ชอบแหละครับ ถือว่าเป็น improvement จากตัวเก่าอย่างเห็นได้ค่อนข้างชัดในเรื่องของการออกแบบ ให้ใช้พื้นที่น้อยลงและเก็บออกไปจากพื้นที่ทำงานง่ายขึ้น รูปลักษณ์ก็สวยดีแล้วก็ low-profile มากขึ้น แต่ว่าก็มาเสียคะแนนนิดหน่อยในเรื่องความแข็งของปุ่มที่อาจจะมากไปนิด แต่ว่าก็ไม่ถึงกับมากจนน่าเกลียดอะไร ยังพอที่จะนั่งพิมพ์แบบพริ้วๆ เบาๆ ได้บ้าง แต่ว่าพอถึงเวลาจะเปลี่ยนภาษาเนี่ย อาจจะเหนื่อยนิดหน่อย เพราะว่าอาจจะต้องกดหลายทีนิดนึง อีกอย่างนึงนะ มันค่อนข้างที่จะแบนราบกับโต๊ะจริงๆ ดังนั้นมืออาจจะกดกับพื้นโต๊ะมากขึ้นนะ ถ้าใครชอบกดมือระวังจะไม่ค่อยดี อีกอย่างถ้าใครชอบเอาอะไรมารองที่ palm อาจจะลำบากนิดนะ เพราะว่ามันจะราบกว่า keyboard ตัวอื่นๆ อยู่เอาเรื่อง อาจจะต้องวางมันบนอะไรซักอย่างที่บางๆ พอ (วางบนกล่องของมันก็อาจจะสูงไปนิด) แต่ว่าถ้าใครพิมพ์แบบมือลอยๆ นิดหน่อยคงจะไม่มีปัญหาอะไร

ของเล่นใหม่: Mac mini (review)

อยากได้เครื่องซักเครื่องมาเป็น internal application server ใน lab มานานแล้ว เพราะว่าให้พวกผู้ช่วยพัฒนาโปรแกรมสำหรับใช้งานภายในขึ้นมาหลายตัว แต่ว่ามันกระจายๆ อยู่ตามเครื่องคนที่พัฒนา (ทั้งหมดเป็น laptop) ทำให้มีปัญหาในการเรียกใช้งานเยอะมาก เพราะว่าไหนเลยจะต้องบอกให้น้องเค้า start application server (ถ้าเป็น rails ก็พวก embedded server ในตัว application ทั้งหลาย) แล้วก็ถาม IP กันวุ่นวาย แล้วพวกข้อมูลก็เอามาใช้ด้วยกันลำบากอีกตะหาก เพราะว่า db มันเก็บคนละเครื่องคนละที่ ถ้าจะให้เปิด REST ให้ใช้ มันก็ขี่ช้างจับตั๊กแตนไปหน่อย

ว่าแล้ววันหนึ่ง เราก็เห็นว่า เออ มันไม่ค่อยจะเข้าท่าเท่าไหร่ถ้าจะทำแบบนี้ต่อไป ซื้อ dedicated internal server มาเลยตัวนึงดีกว่า ว่าแล้วเราก็บึ่งไปในกรุงเทพ หิ้ว Mac mini รุ่น 1.83 GHz กลับมาหนึ่งตัว

  • สิ่งแรกที่ทำก็คือ ลงเครื่องใหม่ จริงๆ อยากจะลง Mac OS X Server เพราะว่าจะได้ลองหัดเล่นจริงๆ จังๆ ซะที แต่ว่าก็ไม่อยากจะทำผิดลิขสิทธิ์อ่ะนะ อีกอย่างแค่ใช้เป็น internal application server นี่แค่ใช้ client edition ก็เหลือเฟือแล้ว ว่าแล้วก็ลง OS X 10.4.10 ไป
  • ตั้งชื่อเครื่องก่อน ..​ เอาชื่ออะไรดี ตอนนี้เครื่องของผม (PB17″ ที่ผู้ช่วยคนหนึ่งใช้ กับ MBP15″ ของผม) ชื่อ chaos กับ entropy ตามลำดับ ..​ อืมมม ตอนแรกคิดว่าจะตั้งชื่อ turing แต่ว่าไปๆ มาๆ เนื่องจากตัวมันเล็ก ก็เลยตั้งชื่อว่า quantum
  • แล้วลงก็ iWork กับ iLife …​ ซึ่งจริงๆ แล้วก็คงไม่ได้ใช้เครื่องนี้หรอก แต่ว่าก็เผื่อไว้ก่อนไม่เสียหลาย ถ้ามันไม่ได้ใช้จริงๆ แล้ว HDD มันจะเต็ม ก็ค่อยมาลบทิ้งเอาทีหลังได้
  • ลง Xcode จะได้ compile โปรแกรมที่จะต้องใช้งานได้
  • อืมมม อยากได้พวก lib ต่างๆ ทำไงดีหว่า จะ compile ลงใหม่ก็ขี้เกียจ ก็เลย copy /sw (ที่ๆ Fink มันลงโปรแกรม; ผมไม่ได้ใช้ MacPorts นะ เพราะว่ามันมีปัญหาอะไรไม่รู้กับ netไม่work ที่มหาวิทยาลัย)
  • จากนั้นก็ เลือก copy /usr/local ไปลงด้วย ตรงนี้ก็ประหยัดเวลาไปได้เยอะเหมือนกัน แทนที่จะต้องไป compile ใหม่หมด อีกอย่าง ปกติเวลา compile พวกนี้ผมไม่ได้ fine-tune พวก options ให้มัน optimized มากไปกับเครื่องใดเครื่องหนึ่ง (เครื่องที่ผมใช้น่ะแหละ) อยู่แล้ว ก็เลยใช้ได้ อ่อ แล้วก็เวลาที่ลงโปรแกรม ถ้ามันใหญ่หรือว่าเป็นโปรแกรม+lib (ไม่ใช่ lib อย่างเดียว) เช่น ImageMagick หรือว่า Graphviz เนี่ย ผมจะ configure ให้มี prefix ที่ /usr/local/[program_name] อยู่แล้ว ก็เลยเลือกง่ายหน่อย
  • เนื่องจากว่า application ส่วนมากที่จะไปลง จะเป็น Rails application ก็เลยทดสอบ ruby กับ rails ก่อน ปรากฏว่าใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร โดยที่ไม่ต้องลงอะไรเพิ่มเติม (ก็เล่น /usr/local มาแล้วนี่หว่า)
  • เนื่องจาก netไม่work ที่ ม. มันมักจะมีปัญหาอะไรก็ไม่รู้อยู่บ่อยๆ ก็เลยให้ตัว Mac mini นี้เปิด network ของตัวเอง เวลาที่คนจะใช้ application ตัวนี้ก็ connect เข้ามาใน network นี้เอา
  • แต่ว่าปัญหาก็คือ application บางตัวดันต้องใช้ web services ของ amazon ก็เลยไม่มีทางเลือก ต้องกลับเชื่อมกับ network ที่มันออกข้างนอกได้ (ขี้เกียจ setup)
  • ตอนนี้ก็เริ่ม deploy application หลายตัวลงไปใช้แล้ว ทำงานได้ดีนะ พวกบรรดาผู้ช่วยที่ทำงานก็ชอบกัน ได้มี dedicated server กับ internal application ตัวโน้นตัวนี้ที่ทำเล่นกันใน lab เสียที จะได้เป็นต้นแบบ/ตัวทดลองก่อนที่จะไป deploy ลง Xserve ที่เพิ่งจะได้มาใช้งานจริงซะที
  • นอกนั้นไม่ได้ทำอะไรมาก
  • อ่อ ลืมบอกไป ซื้อ keyboard ถูกๆ กับ mouse ถูกๆ มาอย่างละตัวเพื่อมาใช้งานกับตัวนี้ เพราะว่าคงไม่ได้ใช้งานมันตรงๆ มากมาย ส่วนมากก็ remote login เข้ามามากกว่า ส่วนจอ ก็แบ่งๆ จอ external ของผมไปใช้งานเป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น (ผมมี Acer 22 นิ้วอยู่ตัวนึงน่ะ ต่อเป็น 2nd monitor ไว้)

สรุปว่า มันเป็น a cute little machine นะ ชอบๆ แต่ว่ามันก็ powerful enough สำหรับงานที่ผมเอามาใช้มันน่ะแหละ (ยิ่งคิดถึงว่า มีบางที่ บางคน บางองค์กร ซื้อ Mac Pro รุ่นใหม่มาเพื่อทำ data entry เท่านั้น ที่ก็ไม่ได้มีมากมายเท่าไหร่ …​ นี่ยิ่งรู้สึกว่า เราคงใช้งาน Mac mini ตัวนี้คุ้มกว่าล่ะนะ) จริงๆ น่าจะซื้อมานานแล้วจริงๆ (ก็ว่าจะ ว่าจะ ว่าจะอยู่หลายครั้งแล้ว บอกเด็กๆ ที่ทำงานไปหลายครั้งแล้ว แต่ว่าเราก็ไม่ได้ซื้อเสียที) น่ารักดีเวลาวางมันไปบนโต๊ะ ใครจะไปคิดว่ามันเป็น server ล่ะ

ไม่แปะรูปนะ ไว้แปะร่วมกับ entry เรื่องของเล่นชิ้นต่อไปเลยละกัน (ยังไม่บอกว่ามันคืออะไร) เพราะว่าถ่ายรูปคู่กันไว้อยู่