รีวิว: Sigma DP2 Merrill

ไม่ได้รีวิวของเล่น (กล้อง เลนส์ หูฟัง) มาซะนานเลย ว่าจะเขียนๆ ก็ไม่ได้เขียนสักที โดยเฉพาะ Fujifilm X-Pro1 ที่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เขียน (และก็คงจะยังไม่เขียนต่อไป จนกระทั่ง firmware 3.0 ออกมาซะก่อน) …​ แต่ “ตัวนี้”​ คงต้องเขียนถึงเป็นกรณีพิเศษซะหน่อย …. และ “ตัวนี้” ที่ว่าก็คือ Sigma DP2 Merrill ครับ


DSC_9430.jpg

Sigma DP2M วางอยู่หน้ากล่อง เสริมหล่อด้วย Hood กับ View Finder ที่ซื้อแยกต่างหาก

Disclaimer เกี่ยวกับรูปถ่าย: ทุกรูปที่ลงในบทความนี้ ไม่มีรูปไหนที่ “จบหลังกล้อง” ทุกรูปถ่ายเป็น X3 RAW จากกล้อง Convert เบื้องต้นใน Sigma Photo Pro และทำต่อใน Lightroom เพื่อให้เห็นผลจากการใช้งานจริงในแบบ Real-World Usage ไม่ใช่เน้นแบบ Lab-Test รูปทั้งหมดสามารถดูรูปใหญ่ได้ที่ Flickr ซึ่งผมลงไว้ที่ Photoset นี้ [Review] Me & Sigma DP2 Merrill ซึ่งตอนนี้มีรูปเท่ากับที่ลงในบทความนี้ แต่อาจจะเพิ่มในอนาคต (ซึ่งจะลงใน Flickr แต่ไม่เอามาลงเพิ่มในบทความนี้แล้ว)

ทำไมเป็นตัวนี้?

แน่นอนว่าคำถามแรกก็คือ “กล้องมีตั้งเยอะแยะ ที่มีแล้วก็เยอะ ทำไมเป็นตัวนี้?” … ถ้าชอบกล้องตัวเล็กที่มีเลนส์ Prime ก็มีทั้ง Fujifilm X100, X-Pro1+35/1.4, Nikon V1+18.5/1.8 อยู่แล้ว ยังไม่นับ Leica M8+35/2.5 ที่เล็กพอตัวอีกด้วย

คำตอบเรื่องนี้ดูท่าจะเป็นเรื่องของทั้งหัวใจและเหตุผลครับ … ผมชอบ “หลักการ” ของ Foveon X3 Sensor มาก ทั้งหลักการและความกล้าที่จะต่างจาก Bayer Sensor ทั่วไป (ซึ่งอันที่จริงแล้วผมชอบคนที่ทำอะไรแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ครับ เช่นเดียวกับการที่ผมชอบ X-Trans Sensor ของ Fujifilm) … และผมชอบ Street Camera ที่มีเลนส์ Prime กับ Sensor ใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย


SDIM0001.jpg

ดอกไม้บานหน้าวัด, สถานที่: Kamakura, ญี่ปุ่น

Continue Reading →

เลือก “กล้องคอมแพคจากปี 2012”: Tough Choice

2013 แล้วสินะ ได้เวลาเปลี่ยน “กล้องเล็ก” อีกครั้ง (ปกติจะเปลี่ยน 2 ปีครั้ง 2009: Panasonic LX3, 2011: Nikon P7000)

ครั้งนี้ หวยจะออกที่อะไร … อีกอย่าง เดี๋ยวนี้นิยามของคำว่า “กล้องเล็ก” มันเปลี่ยนไป กล้อง Compact รุ่นใหญ่ๆ ตอนนี้ตัวใหญ่กว่ากล้อง Mirrorless เปลี่ยนเลนส์ได้ซะอีก

  • Pana LX7: เลนส์ดีมาก ช่วงดีขึ้น (กว่า LX3) กว้างเหมือนเดิม แต่ยังสั้นไปนิด แต่ยังไม่ชอบสีพานา (ไม่รู้แก้หรือยัง) จะเล่นฝาแฝดมัน (D-Lux 6) ก็ไม่บ้าพอที่จะจ่าย double price เพื่อจุดแดง … แพงเกิ๊น (แต่ถ้ายังไม่ได้ซื้อ Lightroom ก็น่าสน)
  • Canon G1X, G15: No, sir, I don’t shoot Canon. ถึงจะอยากเล่นกับ G1X ก็เถอะนะ เซนเซอร์ใหญ่เวอร์ ตัวไม่ได้ใหญ่ไปกว่า G15 เท่าไหร่ (หรือผมคิดไปเองหว่า) … แต่เลนส์ f ปลายแคบไปนิดอ่ะ
  • Nikon P7700: รู้สึกว่ามันหลุดนิยามของ Compact ไปแล้ว ตัวเบ้อเริ่ม (พอกับพวก G ทั้งหลาย) ช่วงดีที่สุด เลนส์ดีขึ้นเยอะ แถม f กว้างใช้ได้ (แต่ยังไม่เท่าตัวอื่นๆ) แต่ที่สำคัญ .. เท่าที่โหลดไฟล์ sample ตามเน็ทมาทำเล่นดู ไฟล์โหดมาก! … แต่เริ่มที่ 28mm ยังแคบไป และเซนเซอร์เล็กไปหน่อย
  • Nikon P310: ตอนแรกดูๆ ลองเล่นนิดหน่อยก็ชอบนะ หลายอย่างเลย แถมราคาเป็นมิตรที่สุด แต่ว่า.. เจอ 1/2.3″ เซนเซอร์ ที่มี f ปลาย 4.9 โบกมือบ๊ายบายอย่างรวดเร็ว (ถ้า f ปลายขนาดนี้ ขอ 1/1.7″ ได้มะ .. ไม่งั้นขอ f/2.8 …โลภ)
  • Sony RX100: ต้องเชื่อ Sony เค้าเลย ที่ทำ The Impossible จนได้ ยัด 1″ เซนเซอร์ลงในกล้องตัวจิ๋วเดียว แถมได้เลนส์ f 1.8 อีกตะหาก (แต่เฉพาะที่ 28mm นะ ที่อื่นไหล แถมน่าจะไหลเร็วซะด้วย) จะมีที่ไม่ชอบก็อี 20mpx เนี่ยแหละ ไปลองเล่นแล้วไม่ชอบ ไม่ปลื้มเลย Processing ช้าเกิ๊น ไม่ทันใจวัยรุ่น(ตอนปลาย ที่ชีวิตเหลือน้อยแล้ว) ถ้า 10-12mpx น่าจะเจ๋งกว่านี้เยอะ จนไม่น่าจะเลือกยาก อีกอย่างก็ Sony UI & UX และ “Sony Price” (ไม่รู้มี Sony Timer ด้วยหรือเปล่า…)
  • Samsung: What? อะไรนะ มียี่ห้อนี้ด้วยเหรอ?
  • Fuji XF1: สวยอ่ะ เห็นแล้วกิเลสจับ แต่นอกจากความสวยแล้วไม่ค่อยจะมีอะไรเข้าท่าเท่าไหร่ (และการเปิดกล้อง จะทำให้ยากขนาดนั้นเพื่ออะไรหว่า)
  • Fuji X10:สวยเหมือนกัน เหมือนจับ X-Pro1 มาย่อส่วนเลย แถม 2/3″ เซนเซอร์ด้วย ใหญ่พอตัว … เลนส์ f2-2.8 น่าสนใจมาก มาตกม้าตายเอาอีระยะ 28-112mm เนี่ยแหละ ถ้าเป็น 24-112mm หรือแม้แต่ 25-112mm นะ ก็ไม่ต้องคิดมากเช่นกัน (คือ ถ้าจะเริ่ม 28mm ก็ขอยาวๆ หน่อยละกัน แบบ 28-140 อะไรเงี้ย f จะไหลเกิน 2.8 ไปหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก แต่เยอะจนเป็น f5.9 ก็ไม่ไหวนา แหะๆ โลภอีกล่ะ)
  • Olympus: Call me ignorant. Never look at their compacts.

หวยออกที่ตัวไหนล่ะ….

มีคนถามว่า แล้วพวก Compact แบบ Point & Shoot จริงๆ ตัวเล็กๆ บางๆ นี่ไม่สนใจบ้างเหรอ … บังเอิญว่าผมมีติดตัวอยู่ตลอดอยู่แล้วอ่ะ ชื่อ iPhone 4s (และอีกไม่นานเกินไป คงจะเป็น iPhone 5s อุ๊ปปปปปส์)

สองวันกับ Nikon V1

เพิ่งได้ของเล่นใหม่มาปลอบใจตัวเองหลังน้ำลด เพราะว่า Fujifilm X100 ที่เคยเขียนรีวิวไว้ที่นี่ เกิดเปียกน้ำ จากการที่วางไว้บนพื้นรถ และน้ำเข้ารถตอนหนีน้ำ แล้วก็ยังไม่ได้ส่งซ่อม GF1 ก็โดนขโมยไปเรียบร้อย แต่คิดว่าต้องมีกล้องตัวเล็กๆ คุณภาพดีหน่อยไว้พาไปไหนมาไหนง่ายๆ ….. ก็หาเรื่องเสียเงินเล่นอีก ว่างั้นเถอะ … และคราวนี้ก็มาถึงคราวของ Nikon V1 น้องใหม่ของค่าย Nikon ที่ผมใช้ D-SLR อยู่

ตอนท้ายรีวิวของ X100 ผมเขียนทิ้งท้ายไว้ว่า

ลึกๆ แล้ว ผมก็ยังหวังว่าจะได้เห็น Nikon SP กลับมาเกิดใหม่เป็นกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ แบบ X100 สักวัน

ฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ลองดูกันเลยครับ

หมายเหตุเกี่ยวกับรูป: ทุกรูปที่เห็นในนี้ เป็น Out-Of-Camera JPEG (นอกจากรูปที่ผมลองดึงเพื่อลอง Dynamic Range) ใช้โหมด Standard บ้าง Vivid บ้าง และเพิ่ม Sharpen ในกล้อง เพราะค่า Default มันต่ำไป ใช้ Auto White Balance ทุกรูป โดยมีปรับไปทางสีเย็นบ้างเป็นบางรูป (ปรับในกล้อง) และตั้ง Auto ISO ไว้ ถ่ายโหมด A, S, P แล้วแต่กรณี ทุกรูปย่อโดย Lightroom ซึ่งจะติด Sharpen เพิ่มมาอีกนิด … รูปทั้งหมดสามารถดูรูปใหญ่ได้ที่ Flickr ซึ่งผมลงไว้ที่ Photoset นี้ [Review] 2 Days with Nikon V1 ซึ่งตอนนี้มีรูปเท่ากับที่ลงในบทความนี้ แต่อาจจะเพิ่มในอนาคต (ซึ่งจะลงใน Flickr แต่ไม่เอามาลงเพิ่มในบทความนี้แล้ว)


DSC_0032.jpg

เจ้าไอโฟน (V1, 10-30, 19.6mm, 1/30s, f/5.6, ISO 450)

Nikon V1 (และ J1 ด้วย) เป็นกล้องที่ผมเชื่อว่า “คนเล่นกล้อง” หลายคนดู spec แล้วส่ายหัว เบือนหน้า เพราะว่ามันเป็นกล้องที่ “ขนาดเซนเซอร์ใหญ่ไม่จริง” คือ เล็กกว่า Micro 4/3 เสียอีก เรียกได้ว่าขนาดของเซนเซอร์ของ Nikon 1 ทั้งสองตัว จะอยู่ตรงกลางระหว่าง M4/3 และเซนเซอร์กล้องคอมแพคขนาดใหญ่ (พวก LX5, P7000 อะไรพวกนี้) พอดีเป๊ะ

แล้วถ้าเซนเซอร์มันเล็ก แล้วมันมีข้อเสียอะไรล่ะ? ที่เห็นง่ายๆ ก็ 2 ข้อเต็มๆ ครับ คือ

  • การถ่ายภาพในที่แสงน้อย ซึ่งเรื่องนี้ผมเคยทำ Pencast ไปแล้วครั้งหนึี่ง ลองย้อนดูได้ที่ Pencast: Digital Camera Image Sensor 101 …. แต่เรื่องการใช้งานในที่แสงน้อยนี่ผมไว้ใจ Nikon นะ เพราะผมเคยตาค้างมาแล้วกับ D3s แล้วก็จะว่าไป P7000 ก็ไม่ได้น่าเกลียดเลย
  • เรื่อง Shallow-Depth-of-Field (DoF) หรือการถ่ายชัดตื้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงฟิสิกส์แบบเดียวกัน ที่ว่ายิ่งเซนเซอร์เล็ก ก็ยิ่งถ่ายชัดตื้นยาก (เหตุผลอยู่นอกเหนือขอบเขตของรีวิวนี้ ถ้าสนใจวันหลังจะทำ Pencast ไม่ก็เขียนบทความให้อีกครั้ง วันนี้ขอบายก่อน)

แค่นี้ หลายคนก็ยี้แล้ว โดยไม่ต้องสนใจการใช้งานจริงแต่อย่างใด … แต่เมื่อผมลองใช้งานจริงแล้ว ผมคิดยังไงกับมันล่ะ?


DSC_0110.jpg

แมวมอง (V1, 30-110, 110mm, 1/30s, f/5.6, ISO 2800 — ยังพอดูได้)

รูปร่างและขนาด

ถึง V1 จะเป็นกล้องเซนเซอร์เล็ก แต่รูปร่าง ขนาด น้ำหนัก มันไม่ได้เล็กกว่าพวกตระกูลคอมแพคเปลี่ยนเลนส์ได้ทั้งหลายเลยนะ ยิ่งเทียบกับพวกตัวหลังๆ ที่พยายามทำให้ตัวกล้องมันเล็กๆ เช่นพวก NEX หรือ GF3 แล้วมันใหญ่กว่าด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้เมื่อดูบนกระดาษแล้ว ต้องบอกว่ามันน่าสนใจน้อยกว่าตัวอื่น แต่ว่าเมื่อลองใช้จริงๆ แล้ว ต้องบอกว่า “ผมชอบมันว่ะ” เพราะ

  • ขนาดและน้ำหนักมันกำลังเหมาะกับมือพอดี ถ้าเล็กกว่านี้หรือบางกว่านี้ ผมคงจะถือมันลำบาก
  • “เลนส์” … เนื่องจากมันเป็นคอมแพคเปลี่ยนเลนส์ได้ ดังนั้นมีแต่บอดี้เปล่าๆ คงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่แน่ แต่เมื่อใส่กับเลนส์แล้วมันจะบาลานซ์กันได้ดีแค่ไหน (ลองนึกถึง NEX กับเลนส์ 18-55 Kit ซึ่งผมลองจับดูแล้วรู้สึกว่ามันอยู่บนปากเหวของคำว่าบาลานซ์แล้ว ถ้าเป็นเลนส์ระยะไกลกว่านั้นคงรู้สึกมากกว่านั้นแน่ๆ หรือว่าจะลองนึกภาพ E-P, GF ใส่กับ Panasonic 45-200 ก็ได้ จะเห็นว่ามันไม่บาลานซ์เอาซะเลย นั่นแหละ ผมถึงแทบไม่เคยใช้ GF1 กับ 45-200 เลย)

ที่เคยมีการสัมภาษณ์ใครสักคน (ผมจำไม่ได้ ขออภัย) ว่า Nikon คิดเรื่องพวกนี้ “ทั้งระบบ” ไม่ใช่แค่เรื่องของเซนเซอร์ หรือขนาดตัวกล้อง เท่านั้น ท่าจะจริงแฮะ (แต่ว่าพอลองดูเลนส์ครอบจักรวาลอย่าง 10-110 แล้ว … เออ ตัวใหญ่อลังการเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะหลุดบาลานซ์ขนาดไหน)


DSC_0086.jpg
วาล์วน้ำหลังตึก (V1, 30-110, 74.3mm, 1/60s, f/5.0, ISO 200)

เลนส์

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเลนส์แล้ว ก็ขอเขียนถึงเรื่องนี้หน่อยก็แล้วกัน

V1 ชุดที่ผมได้มา เป็นชุด Dual Lens ซึ่งจะมีเลนส์ 2 ตัว คือ 10-30mm, f/3.5-5.6 (ระยะประมาณ 27-80mm) และ 30-110mm, f/3.8-5.6 (ประมาณ 80-300) ซึ่งครอบคลุมการใช้งานประมาณ 90% ที่ผมใช้ จะติดหน่อยก็ตรงที่หลายครั้งยังรู้สึกว่าเทียบเท่า 27mm มันแคบไปหน่อย (ตามประสาคนติด 24-70 และมี 14-24) ทำให้รู้สึกอยากได้อะไรที่มันกว้างกว่านี้ไว้สักตัวเหมือนกัน เช่น 6-13mm (ประมาณ 16-35) แต่คงจะตามมาทีหลัง เพราะว่าตอน M4/3 ออกใหม่ๆ ก็มีแต่ Prime, Normal Zoom กับ Tele เหมือนกัน แล้วก็มี 7-14 เป็น Ultra-Wide Zoom ออกมาทีหลัง


DSC_0670.jpg

สถานีสุดท้าย …​ ก่อนการเดินทางนิจนิรันดร์ (V1, 10-30, 10mm, 1/320s, f/7.1, ISO 100)

ทั้งสองตัวก็ทำงานได้ค่อนข้างดีนะ ผมยังไม่ได้ลองเอาภาพมาส่อง 100% ดูกลางภาพ ดูขอบ ดูอะไรเท่าไหร่ (ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้ทำอยู่แล้ว) เอาเป็นว่าทั้งสองตัวนี้ใช้งานได้กำลังสบาย ขนาดและน้ำหนักกำลังดี ทำงานไวและเงียบ ก็คงจะพอแล้วมั้ง


DSC_0104.jpg

กองใบไม้ร่วงบนพื้น (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/6.3, ISO 280)

สิ่งที่ผมรู้สึก “ชอบมาก” กับเลนส์ของ Nikon 1 ก็คือ “Telephoto Zoom ระยะ 80-300 ที่ตัวเล็กมาก” เวลาใส่กับกล้องแล้วไม่รู้สึกว่ามันไม่เข้ากัน หรือหน้าทิ่มแต่อย่างใด และทำให้เวลาเอาไปถ่ายคน มันดูเป็นมิตรมากขึ้นเยอะด้วย (ไม่รู้สึกเหมือนกำลังโดน “ซูม” ถ่าย) แบบนี้เวลาใช้งานคงมีความสุขขึ้นเป็นกองเลย

เรื่องเลนส์มีอีก 3 อย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ การออกแบบ การ Focus และ Hood

เรื่องการออกแบบก่อน การออกแบบเลนส์ทั้งสองตัวนี้จะต่างจากเลนส์ตัวอื่นๆ ของระบบ D-SLR ของ Nikon ที่เมื่อเมาท์เข้ากับกล้องแล้วใช้งานได้เลย สำหรับเลนส์ของ Nikon 1 ทั้งสองตัวนี้ก่อนจะใช้งานจะต้องทำการ “เปิดเลนส์” เสียก่อน ซึ่งก็คือการเลื่อนออกจากตำแหน่ง Lock เลนส์ ซึ่งเมื่อเลนส์อยู่ในตำแหน่ง Lock จะทำให้เลนส์มีขนาดเล็กลงอีกนิดหน่อย (อารมณ์ Collapsible Design น่ะแหละ) และเมื่อเลื่อนเปิดเลนส์แล้ว ถ้ากล้องปิดอยู่ก็จะทำการเปิดกล้องให้อย่างอัตโนมัติด้วย ซึ่งไปๆ มาๆ ผมก็คุ้นเคยกับการเปิดกล้องจากเลนส์มากกว่าจากปุ่มเปิด/ปิดบนตัวกล้องเสียอีก และการเปิดเลนส์นี้ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วพอสมควร


DSC_0499.jpg

แอบมอง (V1, 30-110, 74.3mm, 1/100s, f/5.6, ISO 200)

เรื่องการโฟกัส ก็ต้องยอมรับว่า “ไวและเงียบ” ทั้งสองตัว (ผมยังไม่ได้ลอง 10-110 และ 10/2.8) แต่มาตายเอาตรง Manual Focus เนี่ยแหละ คือ มันมีบางจังหวะที่ผมอยากจะปรับโฟกัสเองแบบด่วนๆ แต่ว่าเลนส์นี้มันดันไม่มีวงแหวนปรับโฟกัสบนตัวเลนส์เลยน่ะสิ ต้องปรับผ่านกล้อง (กดปุ่ม หมุนวงแหวนด้านหลัง ทำนองนั้น) ก็เลยรู้สึกว่า “อย่าดีกว่า ช่างมัน” หัดเรียนรู้นิสัย Auto-Focus ของมันให้ชินๆ จะดีกว่า


DSC_0106.jpg
ล้มในอ้อมกอด (V1, 30-110, 51.2mm, 1/125s, f/5.0, ISO 200)

สุดท้ายก็เรื่อง Hood ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเลนส์โดยตรงหรอก … แต่ในกล่อง V1 มันมีมาให้แต่ HB-N103 สำหรับ 30-110 แต่ไม่ยักกะมี HB-N101 สำหรับ 10-30 มาให้ด้วย ตอนแรกผมคิดว่าผมเผลอทำตกหรือเอาไปวางไว้ไหน โทรไปถามที่ร้านก็ได้คำตอบว่า ไม่มีให้ (เหมือนกันทุกกล่อง) …. อันนี้พูดไม่ออก เพราะว่า Lens Hood นี่สำคัญมากเลยถ่ายรูปย้อนแสง มันช่วยเรื่อง Contrast เรื่องอะไรพวกนี้เยอะเลย ตอนนี้ก็เลยต้องยกมือป้องแสงเอา ลำบากเปล่าๆ ก็คงต้องรอใครเอาเข้ามาขาย ไม่งั้นก็ต้องสั่งจาก e-Bay อีกแล้ว

สุดท้าย … บ่นนิดหน่อย ที่ไม่มี Fast Prime (2.8 กับ Prime นี่ผมถือว่า “ไม่ Fast” แล้วนะ) สำหรับระยะ Normal หรือ Wide-Normal เลย 10mm เทียบเท่า 28mm นี่ ผมว่าใช้ยากไปหน่อย … ได้อิทธิพลมาจาก NEX มากไปหรือเปล่าไม่รู้ .. ถ้ามีประมาณ 18/1.8 (เทียบเท่า 50mm) จะน่าสนใจมาก แถมเลขด้วยซะด้วยนะ


DSC_0144.jpg
Lonely Chair (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/6.3, ISO 180)

ก็คงต้องรอ Adapter ที่จะทำให้พวกเลนส์ AF-S จาก D-SLR มันใช้ได้นะ คิดๆ ดู 50/1.8 ก็ตัวไม่ใหญ่เท่าไหร่ เอามาใส่นี่ได้ระยะ 135 เลยทีเดียว (แถมได้ DoF เทียบเท่ากับ 135mm เปิดที่ประมาณ f/4.8 ซึ่งก็แคบพอดู ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่เลย)

การใช้งาน

เท่าที่ลองใช้งานดู เห็นได้ชัดเจนว่า V1 ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับพวกนักเล่นกล้อง ที่ชอบควบคุม ชอบเล่น DoF ชอบปรับค่าโน่นนี่ อะไรพวกนี้เลย แต่มันถูกสร้างมาสำหรับคนที่ต้องการยกกล้องขึ้นมาถ่าย ถ่าย ถ่าย แล้วก็ถ่าย ซะมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าพวกชอบ D-SLR อาจจะหงุดหงิด จะปรับอะไรก็ต้องเข้าเมนู แต่ก็ยังดีนะที่เมนูมันไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ ตรงไปตรงมา ง่ายพอควร ปรับไม่กี่ครั้งก็ชินแล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน ไม่ต้องอะไรมาก ขนาดการจะปรับ PASM ยังต้องเข้าเมนูเลย … แต่ว่าพวกที่เคยใช้คอมแพคตัวเล็กๆ (ที่ไม่ใช่พวก Advanced) มาก่อนจะรู้สึกเฉยๆ


DSC_0156.jpg
ถ่ายรูปวาด (V1, 30-110, 89.9mm, 1/10s, f/5.6, ISO 3200 — ก็ยังพอรับได้)

ถ้าใครเคยใช้กล้องคอมแพคของ Nikon มาก่อน ก็คาดหวังได้ไม่ยากว่ามันจะมีอะไรให้ปรับได้บ้าง นอกจาก PASM แล้วก็มีพวก Picture Control, Auto ISO, Vibration Reduction, อะไรพวกนี้น่ะแหละ แต่ที่ผมผิดหวังมากที่สุดก็คือ การตั้ง Auto ISO นี่เราไม่สามารถกำหนด “ความไวชัตเตอร์ต่ำสุด” ได้เลย นั่นคือ กล้องมันจะเลือก ISO ให้เราเองตามใจมัน โดยที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรเลย อันนี้เป็นผลเชิงลบอย่างมากสำหรับผม เพราะว่าโดยปกติแล้วผมจะชอบตั้งความไวชัตเตอร์ต่ำสุดไว้เหมาะกับประเภทภาพที่จะถ่าย เช่น ถ้ารู้ว่าจะไปที่ๆ ต้องถ่ายคนเยอะหน่อย ก็จะตั้งความไวไว้สูงหน่อย (อย่างน้อย 1/125s) ถ้าลดลงต่ำกว่านี้เมื่อไหร่ เตะ ISO ขึ้นได้เลย ยอม ..​ แต่ว่าตัวนี้นี่ ไม่มีการตั้งพวกนี้เด็ดขาด ก็เลยต้องเลี่ยงไปใช้โหมด Shutter-Priority แทนอย่างเลี่ยงไม่ได้ (ปกติผมจะใช้โหมด Aperture-Priority และตั้ง Auto-ISO พร้อมกำหนด Shutter-Speed ต่ำสุดเอาไว้)


DSC_0120.jpg
สงบ (V1, 30-110, 71.6mm, 1/15s, f/5.6, ISO 800)

อ่อ แล้วก็ทุก Option จะแทบไม่มีปรับละเอียดนะ เช่น Active D-Lighting จะมีแค่ On/Off ไม่มีรายละเอียดแต่อย่างใด

ที่ผม “ไม่ชอบเลย” กับการใช้งาน V1 ก็คือ ปุ่มเลือกรูปแบบการถ่าย (ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ฯลฯ) มันอยู่ใกล้ตำแหน่งวางนิ้วมือ และแม่เจ้าประคุณก็เปลี่ยนง่ายซะเหลือเกิน ไปแตะๆ หน่อยก็เปลี่ยนซะแล้ว ยกกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์ คิดว่าจะถ่ายภาพนิ่ง กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวซะงั้น ใครออกแบบตรงนี้สมควรโดนด่าจริงๆ …. แล้ว Dial ก็มีไม่เต็มวง แบบนี้จะช่วยเอา PASM มาใส่ไว้ตรงนี้หน่อยก็ไม่ได้ (เหมือนพวก D-SLR ที่ยังมี PASM อยู่ปนกับ Scene-Mode เลย)


DSC_0486.jpg
นางรำ (V1, 30-110, 110mm, 1/500s, f/6.3, ISO 100)

สรุปว่า ถึงมันจะตั้งค่านี่นั่นโน่นได้บ้าง แต่อย่างคิดและคาดหวังว่าจะตั้งโน่นตั้งนี่ได้ง่ายและปรับโน่นนี่ได้บ่อยๆ เหมือนกับ D-SLR (ยิ่งผมใช้ D3s ด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ ตัวนี้แต่งได้ยิ่งกว่าได้ซะอีก) ลองคิดว่ามันให้เราปรับๆ เป็นค่าตั้งต้นไว้ แล้วก็ลืมๆ มันไปซะว่าปรับได้ แล้วก็ถ่ายอย่างเดียวจะดีกว่า แบบนั้นมีความสุขกว่าเยอะ ถ้าไปถ่ายรูปแต่มัวแต่ปรับกล้อง หลายคนอาจจะไม่มีความสุขเท่าไหร่ (สำหรับผมก็แล้วแต่อารมณ์)

แต่ Auto Focus มันไวจริงๆ นะ ;-) แล้วก็ถ้าเลือกใช้ Electronic Shutter ล่ะก็ เงียบเป็นเป่าสาก ไม่มีเสียงใดๆ ทั้งสิ้น และเนื่องจากเลนส์ Tele ระยะไกล (เทียบเท่า 80-300) มันตัวเล็กมาก มาก มาก ดังนั้นมันเป็นกล้อง Sniper ชั้นดีชัดๆ .. โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้ J1 ที่สีสันเป็นมิตร ไม่เป็นภัยนะ ยิ่งดูโอเคเข้าไปอีก


DSC_0380.jpg
เณรกระซิบ (V1, 30-110, 110mm, 1/200s, f/7.1, ISO 100)

ภาพที่ได้

หลายคนคงสนใจตรงนี้ที่สุด (หลายคนเลิกสนใจตั้งแต่ spec แล้ว)


DSC_0236.jpg
หลับปุ๋ย (V1, 30-110, 53.1mm, 1/15s, f/5.0, ISO 900)

จากข้อจำกัดของเซนเซอร์อย่างที่รู้กันดี ทำให้ผมบอกได้ว่า ถ้าเราคาดหวังคุณภาพระดับ D-SLR ละก็ ผิดหวังแน่นอน ก็แหงล่ะ ขนาดเซนเซอร์มันใกล้เคียงกับคอมแพคมากกว่า D-SLR นี่นา แต่มันทำได้ขนาดไหนล่ะ?

จากการใช้งานจริงๆ ผมพบว่ามันทำได้ดีกว่าที่ผมคาดไว้ … โดยความคาดหวังของผมคือ “P7000 ที่ถ่าย ISO สูงดีกว่า P7000 อยู่ 1 Stop และมี DoF ที่ตื้นกว่า P7000 ที่ความยาวโฟกัสเทียบเท่ากันในระบบ 35mm อยู่ 1 Stop เช่นเดียวกัน” พูดง่ายๆ ว่า P7000 ใช้ ISO 1000 ได้ผลเป็นไง หมอนี่ต้องใช้ ISO 2000 ได้ผลประมาณนั้น และ P7000 ที่ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 140mm เปิด f/5.6 ได้ผลยังไง หมอนี่ที่เทียบเท่า 140mm เปิด f/8 ต้องได้ผลประมาณนั้น


DSC_0454.jpg
เล่นลม (V1, 30-110, 110mm, 1/1250s, f/8, ISO 100)

เริ่มจากเรื่อง ISO สูงกันก่อน โดยหลังจากถ่ายรูปใช้ Auto ISO โดยใช้เพดานบนสำหรับ ISO คือ 3200 ผมพบว่าผมรับ ISO สูงของกล้องตัวนี้ได้สบาย ถ้าจะเอาแค่โพสท์ภาพลงเว็บ หรือว่าใช้ภาพทั่วๆ ไป ไม่ได้พิมพ์อะไรใหญ่มาก ไม่ได้โพสท์ Crop 100% ลงเว็บ ผมว่ามันใช้งานได้สบายๆ ถึง ISO 3200 นะ ปกติภาพลงเว็บก็ไม่ค่อยจะเกินกรอบขนาด 800×800 กันอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าเมื่อดูที่ 100% ก็จะเห็น Noise มาเพียบ และรายละเอียดหายไปบ้าง แต่สำหรับการใช้งานของผมกับกล้องตัวนี้ ก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว และผมเชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายของกล้องตัวนี้ก็คงไม่มีปัญหาเช่นกัน


DSC_0248.jpg
เงาสะท้อนในกระจก (V1, 30-110, 110mm, 1/125s, f/5.6, ISO 500)

ถัดมาก็เป็นเรื่องสีสันของภาพ …. และนี่คงจะเป็นคำตอบสำหรับสิ่งที่ผมค้นหามานานเสียที เพราะว่ามัน “น่าจะ” ให้สีได้ “Nikon” อย่างที่ผมคุ้นเคยมากพอสมควร แต่ว่าจะเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะผมยังมีความรู้สึกนิดๆ ว่ามันต่างจากภาพจาก D3s ที่ผมคุ้นเคยอยู่หน่อย อาจจะเพราะว่า Auto White Balance มันให้ผลต่างกันก็เป็นได้ อันนี้เป็นความรู้สึกล้วนๆ เพราะว่ายังไม่ได้ลองเอา D3s มาถ่ายภาพเดียวกันเทียบดู แต่สำหรับ Auto White Balance นี่เราสามารถปรับแต่งค่าของมันใน 2 แกน (Temp และ Tint) ได้ไม่ยาก ก็ลองๆ ปรับเอาตามที่ชอบ เช่น ผมรู้สึกว่าภาพมัน “อุ่น” เกินไป ก็ไปปรับ Auto White Balance ให้มัน “เย็น” ลง 1 ช่อง เป็นต้น .. แต่สรุปว่า สีสวยครับ เขียวเป็นเขียว ฟ้าเป็นฟ้า ดูเป็นธรรมชาติ อาจจะติดอุ่นนิดๆ


DSC_0306.jpg
ประจันหน้า (V1, 30-110, 71.6mm, 1/125s, f/4.8, ISO 160)

ถัดมาก็เรื่อง “ชัดตื้น” ที่หลายคนฟันธงว่า “ไม่ได้” ตั้งแต่เห็น spec ของเซนเซอร์ (และเลนส์ที่ออกมา ไม่ใช่ Fast Tele-Prime) ทั้งที่จริงๆ แล้วการทำชัดตื้นขึ้นกับปัจจัยไม่กี่อย่าง คือ ระยะห่างสัมพัทธ์ระหว่างวัตถุ ฉากหลัง และตัวรับแสง ซึ่งพอเป็นเซนเซอร์ขนาดเล็ก ก็ต้องใช้เลนส์กว้าง และ Crop ตรงกลางมาใช้งาน (ที่เรียกว่า Crop factor ว่ากี่เท่าๆ น่ะแหละ กรณีของ APS-C คือ 1.5 M4/3 คือ 2 และ Nikon 1 คือ 2.7) ทีนี้พอเป็นเลนส์กว้าง จะให้ระยะห่างสัมพัทธ์มันได้มากพอที่จะทำชัดตื้น ก็ใช้วิธีง่ายๆ คือ อยู่ใกล้วัตถุที่จะถ่ายให้มากที่สุด จ่อได้ยิ่งดี ใช้รูรับแสงกว้างที่สุด และเลือกฉากหลังที่อยู่ไกลที่สุด และถ้าเป็นเลนส์ทางยาวโฟกัสยาว จะช่วยได้มากขึ้น

จะเห็นว่า ถ้าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ก็เล่นชัดตื้นได้ไม่ยากไม่เย็นอะไรเท่าไหร่


DSC_0730.jpg
ผลิใบ (V1, 30-110, 110mm, 1/400s, f/5.6, ISO 100)

แต่พอมาถ่ายคน ก็ยากขึ้นไปอีกนิด ที่จะให้หลังมันละลายหายไปเลย เพราะข้อจำกัดทางฟิสิกส์ทั้งหมดที่มีน่ะแหละ


DSC_0360.jpg
คุณพ่อ (V1, 30-110, 110mm, 1/200s, f/6.3, ISO 400)

จะเห็นว่าฉากหลังที่ไกลหน่อย เบลอจะไม่กวนใจกวนสายตาก็จริง แต่ตรงต้นไม้เนี่ยสิ “รก” มาก … และที่สำคัญ เจ้าเลนส์ 30-110 นี่ไม่ใช่เลนส์ที่ Bokeh สวยแต่อย่างใดเลย ลักษณะแย่ๆ ของ Bokeh เห็นชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นพวก Double-Line หรือพวกขอบหนานุ่มยัดไส้กรอก ดังนั้นยิ่งต้องเลือกฉากหลังดีๆ เพราะว่าถ้ามันไกลไม่พอแล้ว มันจะรกจนบางทีรู้สึกว่า “แล้วจะเบลอทำไมวะ ยิ่งเบลอยิ่งรำคาญ”

แต่เนื่องจากมันเป็นกล้องเซนเซอร์เล็ก ที่ทำ “ชัดตื้น” ยาก … ดังนั้นมันจึงทำ “ชัดลึก” ง่าย ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนก็ต้องการแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ผมคิดว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายของกล้องตระกูลนี้ ซึ่งก็คือ ผู้ทั่วไปที่อยากถ่ายรูปคนในครอบครัว งานปาร์ตี้ ใช้ถ่ายแบบ Snap เวลาไปเที่ยวเป็นที่ระลึก ฯลฯ


DSC_0513.jpg
เศร้ากันถ้วนหน้า (V1, 10-30, 16.3mm, 1/50s, f/5.6, ISO 400)

ผมเคยถ่ายรูปเวลาไปเที่ยวให้กับคนในกลุ่มเป้าหมายที่ว่านี้ด้วย D3s แล้วฉากหลังมันเบลอนิดหน่อย ด้วยธรรมชาติของกล้อง Full-Frame ถึงจะเปิดถึง f/8 ก็ยังมีปัญหา … คนในภาพบอกผมว่า “ภาพเสีย เพราะมันมีส่วนเบลอ” นี่แหละคือ “กลุ่มเป้าหมาย” ก็ลองคิดดูขำๆ เล่นๆ ว่ารูปที่ต้องการชัดทั้งรูปแบบข้างบนนี้ ถ้าใช้ Full-Frame ถ่าย จะต้องเปิดรูรับแสงเท่าไหร่


DSC_0638.jpg
ดอกไม้ช่อสุดท้าย (V1, 10-30, 30mm, 1/125s, f/5.6, ISO 110)

เรื่อง Dynamic Range เป็นอะไรที่ผมยังไม่ได้ลองแบบจริงจัง ว่ากล้องตัวนี้เก็บรายละเอียดในเงาและในจุดจ้าได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีถ่าย JPEG (คนอ่าน blog นี้จะทราบว่าผมถ่าย JPEG เป็นหลัก และถ่าย RAW เมื่อจำเป็นจริงๆ คือต้องตั้งใจจะเก็บ RAW เพราะจะเอาไปทำอะไรบางอย่างจริงๆ เท่านั้น) แต่เท่าที่ลองเล่นๆ ดู ก็พบว่ายังดึงโน่นตบนี่ได้บ้าง อาจจะไม่ได้ดีขนาดกล้องอีกหลายตัว ซึ่งก็แน่นอนตามธรรมชาติของเซนเซอร์ ลองดูตัวอย่าง 2 รูปต่อไป


DSC_0398-before.jpg
JPEG จากกล้อง (V1, 10-30, 30mm, 1/320s, f/5.6, ISO 100)

ลองทำรูปนี้ง่ายๆ ด้วยการดึง Shadow ตบ Highlight และปรับโน่นนี่นั่นนิดหน่อยแบบลวกๆ ใน Lightroom 3 ก็จะเห็นว่าหลายอย่างยังอยู่


DSC_0398-after.jpg
ลองปรับ Highlight, Shadow ง่ายๆ ใน LR3

ส่งท้าย

สรุปง่ายๆ เรื่องรูปและการใช้งาน ว่าให้คิดว่ามันเป็น “กล้องเซนเซอร์เล็ก ที่เซนเซอร์ใหญ่กว่าปกติ และเปลี่ยนเลนส์ได้” ดีกว่าจะมองว่ามันเป็น “กล้องเซนเซอร์ใหญ่ ที่ขนาดเล็ก และเปลี่ยนเลนส์ได้” อย่างที่หลายคนได้เคยมองมัน คือให้คิดว่ามันเป็น P7000 ที่เซนเซอร์ใหญ่กว่า P7000 และประสิทธิภาพการทำงานน้องๆ D-SLR ดีกว่าจะคิดว่ามันเป็น D-SLR ขนาดย่อส่วน


DSC_0726.jpg
ใบไม้ในสวน (V1, 30-110, 110mm, 1/250s, f/5.6, ISO 200)

เป็นรีวิวที่ตอนแรกตั้งใจจะเขียนสั้นๆ แต่ไปๆ มาๆ ก็เขียนยาวอีกจนได้ และเป็นรีวิวที่มาจากการใช้งานจริงจังวันเดียว (และใช้เล่นๆ ถ่ายในบ้านอีกวัน) ดังนั้นหลายอย่างก็ยังไม่ได้ลอง เช่นพวก Motion ทั้งหลายทั้งแหล่ (จริงๆ อยากลองเล่นมากเลย) ก็เลยขาดเรื่องพวกนี้ไป .. ถามว่าผมพอใจกับมันมั้ย ก็ถ้าเรายอมรับมันในอย่างที่มันเป็น ที่ผมเขียนเมื่อกี้นี้ มากกว่าไปยัดเยียดให้มันเป็นในสิ่งที่มันไม่ได้เป็น จะดีที่สุด เราก็จะมีความสุขกับมันอย่างที่มันเป็น และเราจะเห็นตัวเราสะท้อนในสิ่งที่มันเป็นมากขึ้น


DSC_0679.jpg
แม้ร่างตน เขาก็เอา ไปเผาไฟ (V1, 30-110, 30mm, 1/1600s, f/4.0, ISO 100)

ไว้ F-Mount Adapter ออกมาเมื่อไหร่ ผมคงจะกลับมาเขียนถึงตัวนี้อีกครั้ง ว่าเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับตอนนี้คงต้องจบแค่นี้ก่อนครับ


DSC_0656.jpg
ลาก่อนครับ คุณยาย (V1, 10-30, 15.7mm, 1/500s, f/5.6, ISO 100)

A Week with Fujifilm X100

Fujifilm X100 เป็นกล้องที่หลายคนตามหา หลายคนอยากได้ หลายคนซื้อมาแล้วไม่ถูกใจรีบขายต่อ …..

ผมสนใจกล้องตัวนี้ตั้งแต่ประกาศออกมาในงาน Photokina ปีก่อน ด้วยความที่ตัวเองชอบกล้องสไตล์โบราณ และต้องการกล้องคอมแพคที่มีขนาดเซนเซอร์ใหญ่อยู่แล้ว (จะสังเกตว่าผมมีกล้องแนวนี้หลายตัวพอควร ทั้ง Leica M8 และ Panasonic GF1 ซึ่งจริงๆ แล้วหัวใจมันอยากจะได้ Olympus E-Pen มากกว่า .. มันเป็นการต่อสู้กันระหว่างสมองและหัวใจ ที่สุดท้ายแม้ผมจะตัดสินใจซื้อ GF1 แต่ก็ยังอยากได้ E-P2 หรือ E-PL2 อยู่ดี; อาจจะขาย GF1 ด้วยซ้ำ)

ครั้งนี้ผมตัดสิน “รอไปก่อน”


X100_1_DSCF1159.jpg

วันหนึ่ง ผมมีโอกาสเจอเพื่อนสนิทที่เคยทำ dualGeek Podcast ด้วยกัน (ก็ยังไม่ได้เลิก เพียงแต่ไม่มีเวลาเท่านั้น) ที่ Siam Paragon และมีโอกาสลองเล่น X100 ตัวเป็นๆ ของเพื่อนผมคนนี้อยู่แป๊บนึง (ซึ่งเจ้าตัวได้เขียนเล่าประสบการณ์กึ่งรีวิว X100 ไว้ที่นี่: Wee Viraporn | Fujifilm FinePix X100) ซึ่งก็ทำให้ความอยากได้ X100 ของผมพุ่งกระฉูด ด้วยเหตุผลหลายอย่างเช่น

  • มันเบากว่าที่คิด เบามากเมื่อเทียบกับ Leica M8
  • เลนส์มันดีกว่าที่คิด โดยเฉพาะ Bokeh ที่สวยมาก มาแนว Leica เลย ภาพ Fade ออกอย่างเนียนสวย ไม่มีอะไรที่รู้สึกว่า “ยุ่ง” หรือว่า “แรง” หรือว่า “รก” อยู่ในส่วนที่ควรจะ “เบลอและเนียน” เลย
  • ความรู้สึกตอนสัมผัสดีมาก ยิ่งถ้าเทียบกับ GF1 ด้วยแล้ว เอ่อ … อย่าให้เทียบเลย
  • ความรู้สึกว่ามัน Well-Built มากๆ
  • ความรู้สึกที่สนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ตายโหง … ดูไปดูมา นี่มันความรู้สึกทั้งนั้นเลยนี่หว่า เอาล่ะสิ จะเป็นการทะเลาะกันระหว่างสมองกับหัวใจอีกหรือเปล่าหนอ (เพราะสมองผมมันบอกว่าให้เก็บเงินไว้ก่อน) แต่จากบทเรียนครั้งก่อน ทำให้ครั้งนี้ผมไม่ลังเลที่จะให้สมองมายุ่งกับความอยากของหัวใจอีกต่อไปแล้ว (สมองชนะทีไร หัวใจมันไม่ยอมปล่อยวางทุกที)


X100_2_DSCF1164.jpg

แต่ว่า … มันหายากมากเลย ไปถามร้านไหนมีแต่ของหมดทั้งนั้น บางร้านก็ไม่เคยมีเข้ามาเลย ก็เลยต้องลุ้นกับคนที่โชคดีซื้อได้แต่ไม่ชอบ แต่ถ้า X100 โผล่มาบนเว็บบอร์ดซื้อขายแลกเปลี่ยนกล้องไม่ว่าจะเป็นเว็บไหนก็ตามเมื่อไหร่ ไม่เกิน 5-10 นาทีมีคนสอยต่อแน่นอน มีอยู่ 2-3 ครั้งที่ผมโทรช้าไปนิดหน่อย (ไม่เกิน 30 นาทีหลังจากมีคนโพสท์กระทู้) ก็กลายเป็นคิวที่ 4-5 ทันที

และแล้ว วันหนึ่งโชคดีก็มาเป็นของผมบ้าง จังหวะที่ผมนั่ง Refresh กระทู้ในห้องขายกล้องของเว็บดังแห่งหนึ่ง ก็มีคนโพสท์ขายกล้องตัวนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าซื้อไปลองเล่นแล้วไม่ชอบ และเจ้าตัวกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นจึงอยากขายก่อน … แต่ว่าด้วยความที่เขาเป็นคนชลบุรี และตัวผมเองอยู่นนทบุรี จะเอาไงดี (ระหว่างที่คุย ก็มีคนโทรมา 2-3 สาย) สุดท้ายก็เลยนัดเจอกันที่ Central บางนา โดยเขาฝากเพื่อนมาให้อีกทีหนึ่ง …. โชคดีเป็นบ้าเลย

อารัมภบทมาเยอะแล้ว คงจะต้องเข้าเรื่องกันเสียที ว่ากล้องตัวนี้ใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง


X100_3_DSCF1162.jpg

หลังจากที่ได้ X100 มา และทดลองถ่ายนี่นั่นโน่นเล่นในบ้านสักพัก ผมก็ตัดสินใจ “ทดสอบ” จริงจังนิดหน่อย ซึ่งการทดสอบจริงจังของผม ก็ไม่ได้ทดสอบกับ Test Chart อะไรหรอกครับ เพราะว่ามันไม่ได้มีสาระอะไรในความรู้สึกผมซึ่งเป็นเพียงผู้ถ่ายภาพเล่นๆ ทั่วไปเท่านั้น แต่ผมเลือกที่จะทดสอบกับกล้องที่ผมมีอยู่แล้ว ว่าถ้าถ่ายมุมเดียวกันแบบไม่ค่อยคิดอะไร ภาพที่ได้จะออกมาอย่างไร ซึี่งผมได้โพสท์ภาพจากการทดสอบเหล่านี้ไว้บน Flickr ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว

การตั้งกล้องทุกตัวนั้น ผมตั้ง JPEG หมด เพราะว่าโดยปกติผมเป็นคนถ่ายภาพ JPEG มากกว่า RAW ยกเว้นเสียแต่ว่าผมจะรับ JPEG Engine ของกล้องไม่ได้จริงๆ จึงจะถ่าย RAW ซึ่งจากภาพทั้งหมดที่ได้ออกมา ผมพบว่า GF1 กับ M8 นั้นมีโทนภาพของ JPEG ใกล้เคียงกัน และ “ไม่สวย” ทั้งคู่ (คือ ผมรับ JPEG จากกล้องสองตัวนี้ไม่ได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เป็นแค่สองตัวในบ้านที่ผมถ่าย RAW เป็นหลัก) แต่ X100 ให้ JPEG ที่สวยกว่าและเป็นธรรมชาติกว่าแบบเห็นได้ชัด รวมถึง Skin Tone ที่สวยกว่ามากๆ


X100_4_DSCF1042.jpg

ยิ่งเมื่อทดสอบเทียบกับ D3s ก็ยิ่งทำให้ตกใจ เพราะว่าโทนสีของภาพออกมาใกล้เคียงกันมาก มากจนเรียกได้ว่าถ้าเอารูปหลายๆ รูปมาคละกันแล้วถามผมว่ารูปไหนจาก D3s รูปไหนจาก X100 นี่ผมแยกไม่ออกง่ายๆ แน่นอน และที่สำคัญคือ Bokeh ของ X100 นั้นสวยกว่า Bokeh ที่ได้จากเลนส์ Nikkor 35 f/2 เยอะมาก (ผมไม่ได้เทียบกับ 24-70 f/2.8 นะครับ ถ้าเทียบก็น่าสนุก เพราะว่า 24-70 f/2.8 นี่ก็ Bokeh สวย)

นี่จะเป็นกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ที่ผมฝันไว้หรือเปล่า? ถ้าใครอ่านจากรีวิว Nikon P7000 (และ P7000: On the trip) ของผมจะทราบว่า ผมชอบ คุ้นเคย และ “ติด” สี JPEG จาก Nikon มากๆ … มากจนผมใช้งาน LX3, G1, GF1 รวมถึง M8 ไม่มีความสุขเท่าที่ควร (ถึงขนาดต้องสร้าง LR Preset และถ่าย RAW มาปรับกับ Preset เอาเอง)

ว่าแล้วก็ต้องลองเอาออกจากบ้านไปถ่ายรูปตามสถานการณ์จริงซะหน่อย


X100_5_DSCF0985.jpg

จากการถือไปใช้งานจริงที่นั่นที่นี่ ผมพบว่าผมใช้งานมันได้แบบค่อนข้างมีความสุขพอสมควร และพอใจกับผลที่ได้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายคน หรือว่าถ่ายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว โดยรวมๆ แล้วพอใจมาก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำหนักที่เบาจนไม่รู้สึกว่ารำคาญหรือเป็นภาระกับไหล่และคอ Texture ที่ให้ความรู้สึกดีเวลาที่หยิบขึ้นมาถ่าย View Finder หรือช่องมองภาพที่ดีมาก โดยตัว EVF นั้นเป็น EVF ที่ดีที่สุดที่ผมเคยใช้มา (หมายเหตุ: ผมไม่เคยใช้ EVF ของ Olympus) และถ้าไม่ชอบ EVF จริงๆ หรืออยู่ในบางสภาพแวดล้อมที่ EVF ไม่เหมาะเท่าไหร่ ก็เปลี่ยนไปใช้ OVF ได้เสมอ และ OVF ก็ค่อนข้างทำได้ดี ถึงตอนแรกผมคิดว่ามันจะสว่างกว่านี้สักนิดก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้มืดกว่า OVF ของ M8 นะ


X100_8_DSCF1204.jpg

พูดถึงเรื่อง OVF ตอนแรกก็งงเหมือนกัน ว่าในเมื่อ OVF มันไม่ใช่ TTL และมันไม่ใช่ Rangefinder แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามันโฟกัสโดนหรือเปล่า แต่ว่าพอมาลองใช้จริงๆ ถึงจะเห็นว่ามันมีขีดบอกระยะโฟกัสให้เราด้วย พร้อมกับกรอบสี่เหลี่ยมแสดงว่ากำลังโฟกัสอะไรอยู่ ซึ่งถ้าเราเคยใช้พวก Zone Focusing หรือ Hyper Focal กับพวก Rangefinder อยู่แล้วก็จะคุ้นกับการประมาณระยะสิ่งที่อยากถ่ายอยู่แล้ว ดังนั้นเห็นตัวเลขก็พอจะประมาณได้ว่าโฟกัสโดนหรือไม่

การควบคุมที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ ผมให้คะแนนดีกับเรื่องที่เอาการปรับขนาดรูรับแสงไปอยู่บนเลนส์ แต่ว่าหักคะแนนนิดหน่อยตรงที่ไม่ทำให้มันหมุนปรับง่ายๆ เหมือนกับเลนส์ Leica เพราะอันนี้มันอยู่ติดตัวกล้องไปหน่อย ปรับขนาดรูรับแสงตอนจะถ่ายรูป (ดู View Finder อยู่) ยากกว่าที่ควรจะเป็น แต่ว่าแค่นี้ก็เจ๋งแล้ว Leica ยังไม่ทำแบบนี้กับ X1 เลย (ไม่รู้ทำไม) ส่วนที่หมุนปรับชดเชยแสงก็อยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย (ตำแหน่งเดียวกับ P7000)


X100_9_DSCF1178.jpg

ส่วนเรื่องความเร็วชัตเตอร์ ถึงบนที่หมุนปรับความเร็วชัตเตอร์จะเขียนไว้ถึง 1/4000s ก็เถอะ แต่ถ้ารูรับแสงกว้างๆ ก็จะได้น้อยกว่านั้น (ที่รูรับแสงกว้างที่สุด f/2 นั้นจะได้แค่ 1/1000s) ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะว่าชัตเตอร์เป็นแบบ Leaf Shutter ที่อยู่ที่ตัวเลนส์ ไม่ใช่ Focal Plane Shutter ที่อยู่ที่ตัวรับภาพ ดังนั้นความเร็วชัตเตอร์ที่รูรับแสงแคบเลยได้มากกว่ารูรับแสงกว้าง (ระยะทางที่ตัวชัตเตอร์ต้องเคลื่อนที่มีน้อยกว่า) ซึ่งทำให้เกิดปัญหานิดหน่อยในการใช้รูรับแสงกว้างถ่ายภาพตอนกลางวัน

แต่ว่า X100 ก็มี ND Filter ซึ่งจะทำให้กล้องรับแสงได้น้อยลง Built-in มาให้ด้วย แต่การจะเปิดใช้งาน ND Filter นั้นต้องเข้าไปใน Menu ซึ่งก็ไม่ได้เป็นระเบียบอะไรเท่าไหร่ และระบบ Menu เองก็ไม่ได้ทำงานเร็วด้วย (เข้าขั้นช้าเลยล่ะ) ดังนั้นก็อาจจะหงุดหงิดพอสมควร แต่ก็ยังดีที่มีปุ่ม Fn ซึ่งตั้งค่าได้ว่าจะให้ทำอะไรอยู่ปุ่มหนึ่งอยู่แถวๆ ชัตเตอร์ ก็เลยตั้งไว้ให้เข้าถึง ND Filter ซะเลย


X100_10_DSCF1187.jpg

ส่วนข้อเสียที่เจอน่ะเหรอ บอกได้คำเดียวว่า “เพียบ”

เรื่องแรกคือความเร็วของการโฟกัสอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเคยชินกับ DSLR มาก่อน (โดยเฉพาะพวก Speed Demon เช่น D3s) จะรู้สึกว่าช้าจนรำคาญ ถ้าเทียบกับ GF1 ก็ยังช้ากว่าอย่างรู้สึกได้ (ก็ GF1 มันโฟกัสไวแบบไม่น่าเชื่อสำหรับกล้องที่ใช้ Contrast Detection) ซึ่งถ้าจะเอาไปถ่ายภาพเคลื่อนไหวเยอะๆ ล่ะก็ บอกได้คำเดียวเลยว่า “หมดสิทธิ์” (ไม่ต้องถึงขนาดถ่าย Street Action หรอก แค่พยายามถ่ายหมาเดินไปเดินมาในบ้าน ยังโฟกัสไม่ทันเลย)


X100_11_DSCF1226.jpg

ถัดมาก็คงเป็นเรื่องความไม่เสถียรของ Firmware ที่ไม่เสถียรเอาซะเลย ใช้ไปใช้มาค้าง และไม่ใช่เจอครั้งเดียวหรือเป็นอยู่คนเดียวซะด้วย อ่านๆ จากเว็บเมืองนอกเจอกันเยอะแยะ ก็หวังว่า Fujifilm จะรีบอัพเดท Firmware แก้ปัญหานี้นะ บางคนบอกว่าใช้ SD Card ที่เร็วที่สุดเท่าที่จะหาได้ อาจจะแก้อาการนี้ได้บ้าง อืมมมม ยังไม่ได้ลองวิธีนี้ดังนั้นผมคอนเฟิร์มไม่ได้ แต่ว่าจริงๆ แล้วค้างไม่ค้าง ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรเลยกับความเร็วของ SD Card แฮะ ถ้าเรื่องการเขียนอ่านไฟล์ก็อีกเรื่อง แต่ผมไม่ได้ถ่าย RAW อยู่แล้ว ก็เลยไม่ต้อง “รอ”

เรื่องของโฟกัสยังไม่จบ แต่คราวนี้เป็นเรื่อง Manual Focus ที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมทำแบบ Electronic (หรือแบบ Fly-by-Wire) มาให้ ทำไมไม่ทำแบบ Mechanical แบบเลนส์เก่าๆ หมุนเท่าไหร่ได้เท่านั้น และการตอบสนองจะไวกว่า แบบนี้ก็เรียกว่า 2 เด้งเลย เพราะว่า Auto Focus ไม่เร็ว แถม Manual Focus ก็ดันเป็นแบบนี้อีก ….


X100_12_DSCF1220.jpg

แล้วก็เรื่องเล็กน้อย แต่กวนใจไม่แพ้กัน ก็คือปุ่มต่างๆ ที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ปุ่มที่ควรมีก็ดันไม่มี (ต้องเข้าไปใน Menu ซึ่งก็ทำงานช้า) ปุ่ม Fn ที่ตั้งค่าได้ว่าจะเอาไว้ทำอะไรก็มีปุ่มเดียว และการวางตำแหน่งของตัวเลือกต่างๆ ใน Menu นั้นก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ … แต่อันนี้ใช้ๆ ไปคงจะชิน

กล้องที่ผมเห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของ Menu ก็คือ Leica M8 ซึ่งไม่มีตัวเลือกอะไรให้เลือกมากนัก กดขึ้นลงแป๊บเดียวก็หมดแล้ว แต่ละตัวเลือกก็สำคัญทั้งนั้น และกล้องที่เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการวางปุ่มควบคุมภายนอก ก็พวกตระกูล Nikon … หรือว่าผมแค่ชินกับมัน ก็เลยคิดว่ามันดีก็ไม่รู้เหมือนกัน


X100_13_DSCF1214.jpg

สรุปๆ กล้องที่เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ซูมไม่ได้ ทำงานค่อนข้างช้า โฟกัสอัตโนมัติไม่ค่อยไว ไม่มีระบบตรวจจับหน้า ฯลฯ แบบนี้ไม่เหมาะกับหลายๆ คนแน่ๆ และหลายคนก็ไม่ชอบระยะเลนส์ที่เทียบเท่ากับ 35mm เท่าไหร่ เพราะว่าไม่ค่อยกว้าง ถ่ายรูปหมู่หรือว่าหันกล้องถ่ายตัวเองลำบาก ถ่ายอาคารสถานที่หรือว่าถ่ายวิวที่อยากจะเก็บทั้งหมดก็ไม่สะดวก และเนื่องจากซูมไม่ได้ เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ก็ถ่ายเจาะเน้นเฉพาะจุด หรือถ่ายสิ่งที่อยู่ไกลๆ ไม่ได้


X100_6_DSCF1161.jpg

แต่ผมกลับเห็นว่า ระยะ 35mm นี้เป็นระยะที่เหมาะมาก สำหรับการถ่ายภาพเพื่อจดจำชีวิตที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และการที่ไม่ต้องคิดถึงเลนส์ คิดถึงซูม คิดมากว่าจะใช้อะไรดี ฯลฯ ทำให้เราสนุกและมีอิสระมากขึ้นกับการถ่ายรูป และถ้าเราชินแล้ว กล้องก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่เป็นผู้ช่วยของตา (ตาเห็น มือถ่าย) มากกว่าที่จะเป็นภาระของสายตาและสมอง (ตาเห็น สมองคิดปัจจัยต่างๆ ทั้งเรื่องระยะ เรื่องนี่นั่นโน่น ตาเล็งมุมกว้าง เล็งมุมเจาะ ฯลฯ)


X100_7_DSCF1169.jpg

ก็ได้แต่ว่าหวังว่า Fujifilm จะอัพเดท Firmware เพื่อแก้ปัญหาบางอย่างที่น่าจะแก้ได้ในระดับ Firmware ในเร็ววันนี้ และก็ได้แต่หวังว่า X100 คงจะส่งสัญญาณแรงๆ ไปยังอีกหลายเจ้า โดยเฉพาะ Leica ที่วันหนึ่งก็ต้องออก X2 ออกมา หรือ Nikon/Canon ที่หลายคนก็ยังหวังว่าจะทำกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ออกมาบ้าง

ลึกๆ แล้ว ผมก็ยังหวังว่าจะได้เห็น Nikon SP กลับมาเกิดใหม่เป็นกล้องคอมแพคเซนเซอร์ใหญ่ แบบ X100 สักวัน

Nikon P7000: On the Trip Review

ตามสัญญาเมื่อสายันต์ (จากตอน Nikon P7000 Review) ว่าจะเขียนรีวิวกล้องตัวนี้แบบ On the Trip ตามการใช้งานจริง เดี๋ยวจะทิ้งช่วงนานเกินไป เขียนซะหน่อย


DSCN0655.jpg

ขวดน้ำหวาน

เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้ขึ้นไปเที่ยวเหนืออีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเป็นแม่ฮ่องสอน (เช่นเดียวกับเมื่อปีก่อน) ตามประสาคนกรุงไขว่คว้าความหนาวบ้าง ออกต่างจังหวัดไปที่ๆ ธรรมชาติยังเป็นธรรมชาติบ้าง โดยครั้งนี้ผมได้เอาเจ้า Nikon P7000 ไปด้วย ในฐานะ “กล้องสำรอง” และ “กล้องเดินเที่ยว” เมื่อผมไม่ต้องการที่จะใช้ Nikon D3s (ซึ่งเป็นกล้องซีเรียส ใช้เมื่อหวังผลภาพ) หรือ Leica M8 (ที่ผมชอบใช้เวลาเดินเล่นในเมืองหรือหมู่บ้าน)


DSCN0639.jpg

อุ้มบาตร

จากการใช้งานจริงผมพบว่าโดยทั่วไปแล้ว P7000 ตอบสนองการใช้งานได้ค่อนข้างดี ทำให้หลายๆ ครั้ง ผมไม่ได้หยิบเอากล้องหลักออกจากกระเป๋าด้วยซ้ำไป และทริปนี้ก็ได้ confirm ถึงสิ่งที่ผมเขียนไว้ใน Review ก่อนหน้านี้หลายเรื่อง


เรื่องแรกคือเรื่องระยะซูม ซึ่งเทียบเท่ากับ 28-200mm บน 35mm format ซึ่งใช้งานได้ค่อนข้างสะดวก และภาพที่ได้จากระยะปลายซูมก็ถือว่าดีทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ รูปรังผึ้งขนาดใหญ่ ที่เกาะอยู่บนพระพุทธรูปนอนกลางแจ้ง ซึ่งจากจุดที่ผมยืนอยู่นั้น มองเห็นไม่ถนัดว่าคืออะไร และตำแหน่งที่ผมยืนนั้นเป็นตำแหน่งย้อนแสง แต่ระบบวัดแสงของกล้องก็ยังทำงานได้ดีทีเดียว (ก็เล่นจัดองค์ประกอบแบบนี้นี่นะ ถ้าลองเห็นฟ้าก็มืดแน่นอน)


DSCN0635.jpg

รังผึ้งบนพระพุทธรูป

Dynamic Range จากไฟล์ JPEG ที่ได้ ก็ถือว่าค่อนข้างดี และยังคงเก็บรายละเอียดในเงาได้มากพอสมควร เช่นรูปต่อไปนี้ ถือว่าแสงค่อนข้างยากพอสมควร เนื่องจากเป็นช่วงที่แดดแรง ทำให้ Contrast ของแสงค่อนข้างมาก ในส่วนที่จ้าและส่วนที่มืด ซึ่งรูปนี้ผมดึงส่วนที่มืดขึ้นมา (ด้านซ้ายของรูป ซึ่งรูปที่ได้มานั้นมืดมากทีเดียว) และพยายามตบส่วนที่เป็นแสงจ้าลงไป


DSCN0715.jpg

ปางอุ๋ง

ดูกันอีกรูป สำหรับ Dynamic Range ของภาพ JPEG จากกล้อง (ซึ่งแน่นอนว่าผ่านการดึงและตบมาแล้ว)


DSCN0649.jpg

ดูแล้วนึกถึง Chronicle of Narnia ยังไงไม่รู้แฮะ

อย่างที่บอกไว้ในรีวิวก่อน ว่าสาเหตุหลักอันหนึ่งที่ทำให้ผมเลือก P7000 ก็คือ “Nikon Color” ที่ผมคุ้นเคยจากกล้องใหญ่ ภาพจาก P7000 ก็ให้ผมแบบนั้นน่ะแหละ ดูจากหลังกล้องแล้วความรู้สึกมัน “ใช่” กว่าตอนดูรูปจาก LX3 เยอะมาก ยิ่งถ้าตั้ง Vivid ไว้นะ จัดได้ใจ ทั้งความอิ่มของสี และคอนทราสต์


DSCN0798.jpg

ดอกไม้สีแดง


DSCN0678.jpg

ดอกบัวบานริมนา … บัวเหล่าที่หนึ่งมีอยู่ได้ในทุกที่

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเลนส์ช่วงซูมยาวๆ กับกล้องคอมแพคเซนเซอร์เล็ก ก็คือ มันยังพอจะโยนฉากหลังให้เบลอเล่นได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ ถึง f ช่วงปลายซูม มันจะ 5.6 ก็เถอะ ถ้าเลือกฉากหลังไกลๆ และซูมให้ของที่อยากถ่ายมันเต็มๆ ก็พอจะช่วยได้บ้าง (แต่แน่นอนว่าอย่าเอาไปเทียบกับ DSLR นะ เทียบไม่ได้หรอก)


DSCN0663.jpg

กระบอกส่งน้ำ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันเหมือนชาวบ้านเค้าน่ะ ดูเป็นมิตรกว่าพวกถือ DSLR เยอะ ถึงตอนนี้ใครๆ ก็ถือ DSLR กันเต็มไปหมดก็เถอะ เวลาหยิบมาถ่ายรูปชาวบ้านมันก็ยังดูเกะกะและไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ หลายคนก็บ่ายเบี่ยง หลายคนชี้นิ้วมาทำเหมือนกับจะโดนยิงหรือว่าจับผิด หรือว่าอะไรสักอย่าง ฯลฯ แต่ว่าพอหยิบคอมแพคมาถ่าย นี่เป็นมิตรกว่ากันเยอะ กล้องพวกนี้จริงๆ เอาไว้ถ่ายพวกชีวิตทั่วไปเวลาไปเที่ยวนี่ดีนักแล


DSCN0754.jpg

แม่ค้าสาวน้อยที่ปางอุ๋ง

สรุปว่า ผมค่อนข้างพอใจกับมันแฮะ มากกว่าที่คิดไว้ตอนแรก (หรือว่าผมหวังน้อยอยู่แล้วกับคอมแพคของ Nikon ก็ไม่รู้เหมือนกัน) กล้องคอมแพคเดี๋ยวนี้ดีขึ้นมาก จนเรียกได้ว่าไม่ต้องเอา DSLR ก็พอจะได้แล้ว (แต่ว่า DSLR มันก็ถูกลงมามาก จนไม่ต้องซื้อคอมแพคก็ได้แล้วเหมือนกันนะ — ก็แล้วแต่ความต้องการใช้งานแล้วล่ะ)


DSCN0732.jpg

รอแสงยามเช้า

ใช่ๆๆ ลืมไปเรื่อง คือเรื่อง Battery .. ต้องขอบคุณ Nikon ที่กลับมามีสติอีกครั้ง หลังจากทำอะไรบ้าๆ กับ P6000 เยอะมากมาย เช่น มีที่เสียบสาย LAN .. แต่ที่บ้าที่สุดของ P6000 คือ “การชาร์จแบต” จะชาร์จกับกล้องโดยตรง ซึ่งเสี่ยงมากมีการทำตก หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ และมีข้อเสียมากมาย (นึกถึงเวลามีแบต 2 ก้อน เราจะไม่สามารถชาร์จแบตก้อนหนึ่ง และใส่อีกก้อนหนึ่งเพื่อถ่ายรูปไปก่อนได้) … P7000 ใช้ “ที่ชาร์จแยก” ครับ ค่อยยังชั่ว และแบตก็ใช้ได้ค่อนข้างทนดีทีเดียวครับ (อย่าเอาไปเทียบกับพวก DSLR นะ) แต่ว่าทำไมก็ไม่รู้ ก็ยังไม่แสดงสถานะของแบตตลอดเวลาอยู่ดี แสดงเอาอีตอนกำลังจะหมดอีกล่ะ แบบนี้คนใช้งานค่อนข้างจะพารานอยด์นะ เพราะว่าแยกไม่ออกเลยว่า แบตเกือบเต็ม หรือว่าเกือบจะเกือบหมด (ถ้าเกือบหมดถึงจะแสดงสถานะ)


DSCN0797.jpg

Raft rowing

ไหนๆ ก็พูดเทียบกับ P6000 แล้ว ก็บอกซะหน่อยว่า Nikon มีสติขึ้นมาเยอะครับ กลับมาทำกล้องให้เป็นกล้องอีกครั้ง หลังจาก P6000 นั้น เน้นการใส่ของเล่น ใส่เทคโนโลยี เสียจนความสามารถในการเป็นกล้องถ่ายรูปของมันไม่ได้รับการเหลียวแลสักเท่าไหร่ หลายต่อหลายอย่างก็ไม่รู้จะใส่มาทำอะไร (รวมถึง GPS ที่อาจจะมีประโยชน์นะ แต่ว่ากินแบตมากมาย) ตัวนี้ No-Nonsense กว่าเยอะมาก


DSCN0823.jpg

เทือกเขาริมชายแดนไทย-พม่า (เส้นแม่สะเรียง-แม่สอด)

สุดท้ายนะครับ ขอหน่อย … ไปเที่ยวที่ไหน ผมต้องเห็นภาพพวกนี้เสียชินตา ทั้งๆ ที่ถังขยะก็อยู่ไม่ห่างจากตรงนั้นมากเท่าไหร่เลย


DSCN0782.jpg

เช่นเดียวกัน …. มีคนเที่ยวที่ไหน มีไอ้พวกนี้ที่นั่น ให้ได้งี้สิ


DSCN0781.jpg

รูปนี้ห่างจากถังขยะ (ที่ยังว่างๆ อยู่) ไม่เกิน 15 เมตร


DSCN0647.jpg

ยัดกันเข้าไป หมกกันเข้าไป

ไว้วันนึงเถอะ จะเอารูปถ่ายขยะที่ถูกขยะทิ้งไว้แบบนี้ มาจัดแสดงสักที่ ถ่ายไว้ได้เยอะมากแล้ว

Nikon P7000 Review

และแล้ว ก็ถึงเวลาซื้อกล้องคอมแพคใหม่ หลังจากที่ใช้ Panasonic LX3 มา 2 ปี ซึ่งถึงจะเป็นกล้องที่รักมาก และคิดว่าภาพที่ได้ถือว่าสุดยอดจากคอมแพคยุคเดียวกันก็เถอะ ตัว LX3 เองก็มีข้อเสียหลายอย่างพอควร ที่ทำให้ไม่เหมาะกับการถือเดินเที่ยว เช่น ฝาครอบเลนส์ (แก้ได้ไม่ยาก) ระยะซูมที่จำกัด (เทียบเท่า 24-60mm เอง ซึ่งอันนี้แก้ไม่ได้) และภาพ JPEG ที่ “ไม่สวย” กับความชอบของผม

สำหรับการซื้อในครั้งนี้ ตัวเลือกก็ยังคงเดิมๆ คือ Panasonic LX5, Canon G12, Nikon P7000 ซึ่งแต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปทั้งนั้น แต่ว่าสุดท้ายหวยก็ไปออกที่ Nikon P7000 ด้วยเหตุผลดังนี้

  • ช่วงซูม 28-200mm ซึ่งมากที่สุดใน 3 ตัว (แต่ว่ามาเสียตรง Wide ที่แคบกว่า 24mm ของ LX5)
  • ผมคุ้นเคยกับ “สี” ของ JPEG จากกล้อง Nikon (และยังทำใจให้ชอบสี JPEG ของ Panasonic ไม่ได้)
  • ผมคุ้นเคยกับ UI ของ Nikon ถึงว่าเจ้า P7000 มันจะทำออกมาโคตรจะ Canon ก็เถอะ (อีปุ่ม Av/Tv นี่ … เอ่อ…)
  • ชอบรูปทรงมันอ่ะ เหมือนกับ Epson R-D1 ดี
  • พอจะ “ทำใจ” กับความอืด หนืด ของมันได้ (Nikon นี่ Performance ด้านนี้ห่วยที่สุดแล้วในบรรดา 3 ตัวนี้)
  • ไปลองเล่นที่ร้านแล้วค่อนข้าง OK กับมัน อันนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิดนะ เลือกบนกระดาษ อ่านบนเน็ต สู้ไปลองเล่นเองที่ร้านไม่ได้หรอก

เป็นธรรมเนียม ก็ขอรีวิวสั้นๆ พร้อมด้วยรูปไม่กี่รูปก็แล้วกันนะครับ เอาแบบว่า ถ่ายทั่วๆ ไปกับชีวิตประจำวันนี่แหละ ก่อนที่จะไป “รีวิวออนทริป” ว่าเป็นไงมั่ง :-)

เทียบกับ Nikon P6000 รุ่นก่อนหน้ามันแล้ว ต้องบอกว่าทุกอย่างทำได้ดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพ ความเร็วในการตอบสนอง และเรื่องเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงซูม รูรับแสงที่กว้างขึ้น (นิดหน่อย)


DSCN0235.jpg

บันไดเลื่อน Central World

เรื่อง Handling ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง ถือว่าทำได้ดีขึ้นจาก P6000 และดีกว่า LX3 อย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าทั้งนี้ผมยังไม่ได้ลองจับ LX5 นะ ว่าเป็นไง Grip ของ P7000 จับถนัดมือมาก ทั้งวัสดุและขนาด เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจได้อย่างหนึ่งเลย ไม่เอาสายคล้องคอก็ไม่เป็นไร คิดว่าถือเดินไปเดินมาได้ค่อนข้างสะดวก


DSCN0275.jpg

ไฟท้ายรถ

พูดถึงสายคล้องคอ P7000 ให้สายคล้องคอที่ “ใหญ่” เอาเรื่องสำหรับกล้องคอมแพค น่าจะเอาไปคล้องพวก m4/3 แบบ GF1, EP1 มากกว่า แต่ว่าคิดไปคิดมา เออ ขนาดของ P7000 ก็ใหญ่อยู่นี่หว่า ไม่ได้เล็กกว่าพวกนั้นเท่าไหร่ แต่ว่ามันก็ทำให้ยัดกระเป๋าลำบากขึ้น และการออกแบบตำแหน่งคล้องสาย จะไปกวนการเข้าถึงช่องโน่นช่องนี่นิดหน่อย ทำให้จับลำบากขึ้นนิดๆ ยังคิดอยู่ว่า มันจะมีใครทำสายคล้องกับที่คล้องสายได้เจ๋งแบบ Leica มั้ย ชอบสายคล้องและที่คล้องสายของ Leica M8 มาก เจ๋ง มั่นคง ใส่ง่าย และเหมาะสม


DSCN0347.jpg

เคยเป็นดังดวงตา ที่หมดค่าเมื่อเวลาผ่านไป

เรื่องคุณภาพของภาพ เป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือก P7000 มากกว่า LX5 และ G12 ครับ ไม่ใช่ว่าเพราะมัน “ดีกว่า” นะครับ แต่เพราะว่ามัน “ไม่แพ้กัน” ครับ ในขณะที่รุ่นก่อนหน้ามัน P6000, G11, LX3 นี่ ถือว่า P6000 แย่กว่าตัวอื่นๆ แบบเห็นได้ สัมผัสได้ พอมารุ่นนี้ คุณภาพเชิงเทคนิคมันไม่แพ้กว่า (คือ ไม่มี Noise แบบเห็นได้ชัดตั้งแต่ base ISO และความคม ชัด ของภาพ อะไรทำนองนั้น) ก็เลยตัดสินใจได้แบบไม่คิดมาก


DSCN0436.jpg

พลบค่ำ ริมทะเลบางแสน

เพราะว่าผมชอบ “Nikon Color” (ถ้ามันมีคำนี้นะ … แต่ว่าเห็นคนพูดกันเรื่อง Olympus Color, Panasonic Color, Leica Color คือ แต่ละยี่ห้อมันจะมี character เฉพาะของมันน่ะ เหมือนกับฟิล์มเมื่อก่อน ว่า Velvia เป็นไง อะไรทำนองนี้) เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนจะชอบเพราะว่าความเคยชิน หรืออะไรก็แล้วแต่ผมเถอะ


DSCN0560.jpg

พลุวันพ่อ

ทำไมชอบน่ะเหรอ อาจจะเพราะความเคยชินมาจากกล้องใหญ่ครับ ที่ตัวเองใช้ Nikon DSLR มาตลอด เลยชินกับ Hue, Contrast, Saturation อะไรพวกนี้ของ Nikon มันอยู่แล้ว และผมเป็นพวกขี้เกียจนั่งทำรูปหรือ Post Processing พอสมควร … คือ ทำนะ ไม่ใช่ไม่ทำ ไอ้ที่โพสท์ๆ ใน Blog นี้ก็ทำทุกรูปน่ะแหละ แต่ว่าผมปรับแค่พื้นๆ ฐานๆ อ่ะ คือ Crop, Contrast, Vibrancy, Saturation, Exposure อะไรทำนองนี้ จะให้ถ่าย RAW แล้วมาปรับ Hue, White Balance, Temperature, Tint หรือว่าปรับ Saturation, Luminance ไล่ทีละสีเลยนี่ผมไม่ทำอ่ะ ซึ่งไอ้พวกนี้ ถ้า Hue มัน shift ไปในทางที่เราไม่ชอบตั้งแต่แรกแล้วมันปรับคืนยากพอควร ยิ่งไม่ได้ถ่าย RAW ด้วย


DSCN0462.jpg

Paint ตา

ดังนั้น ไอ้ที่เค้าบอกว่า P7000 ถ่าย RAW แล้วต้อง “รอ” จริงๆ ก็เลยไม่เข้าประเด็นกับผมโดยปริยายมากๆ ก็ผมไม่ถ่าย RAW อ่ะ ซื้อมาถ่าย JPEG เท่านั้น ใครจะบอกว่าผมใช้กล้องไม่คุ้ม ไม่โปร ถ้าให้คุ้มให้โปร ต้องถ่าย RAW ก็เรื่องของเขา ผมไม่ก่อดราม่าด้วย .. ผมจะถ่าย RAW เฉพาะที่แสงยากๆ หรือไม่มั่นใจว่า processing engine ในกล้องมันจะจัดการได้ หรือเห็นว่ามี detail ที่จะซ่อนในเงาในแสงเกินไป แล้วต้องการดึงคืนเท่านั้น … นอกนั้น ผมมั่นใจว่า JPEG engine เดี๋ยวนี้เอาอยู่ (กล้องหลายตัว เช่น Leica M8 ผมต้อง “จำใจถ่าย RAW” เพราะว่ารับ JPEG engine มันไม่ได้)

หมายเหตุ: ผมเคยเขียนเรื่อง RAW vs JPEG ไว้ใน blog นี้เมื่อนานมาแล้ว


DSCN0162.jpg

ขวดไวน์

แต่ว่า P7000 มันก็มีข้อเสียใหญ่ๆ อยู่ 2 ข้อนะ เท่าที่ใช้มา ก็คือ Exposure metering (การวัดแสง) และ “Focusing Error” ซึ่งเค้าพูดถึงกันเกลื่อนเน็ต


DSCN0364.jpg

โบกรถ

เอาเรื่อง Exposure metering ก่อนละกัน ปกติผมจะใช้ Evalutive Matrix metering อยู่แล้ว นอกจากจะจำเป็นต้องวัดเฉพาะจุดจริงๆ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ Matrix มันฉลาดมาก เรียกว่า 90% ของสถานการณ์ มันไม่พลาดหรอก แต่ผมพบว่าภาพจาก P7000 มันติด overexpose นิดๆ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ (อาจจะเป็นเรื่องเดียวกับ D7000 ที่ตั้ง Gamma ไว้สว่างมาก และ Contrast ที่จัด และ metering ไม่ตบ highlight หรือแสงจ้า ลงเท่าไหร่ เลยทำให้รู้สึกว่าภาพมัน over-expose)


DSCN0105.jpg

ควันรถ

ก็เลยเป็นปัญหา เพราะจากประสบการณ์แล้ว ภาพ underexpose แก้ง่ายกว่า overexpose … รายละเอียดที่ถูกซ่อนในเงาดึงขึ้นง่ายกว่า รายละเอียดที่หายไปในแสงจ้า แต่ว่ากับ P7000 นี่ค่อนข้างสบายครับ เพราะว่ามี dial สำหรับปรับ Exposure compensation หรือว่าการชดเชยแสง ในที่ๆ เข้าถึงง่ายที่สุด … (คือ ปกติแล้วนิ้วผมจะคาดหวังว่ามันจะเจอ command dial แถวๆ นั้นอ่ะ ดันเป็น dial นี้แทน) ก็แล้วแต่สถานการณ์นะ ปกติผมต้องตั้ง -1/3 stop ถึง -2/3 stop ไว้


DSCN0706.jpg

กระเป๋าชาวเขา

ส่วนเรื่อง Focusing Error นี่จะเจอเวลาที่ซูมช่วงยาวๆ (เกือบสุด เช่น 200mm) และโฟกัสใกล้ๆ คือ ต้องการเน้น Subject จะเจอเลนส์โฟกัสไม่ได้ และจะต้อง Initialize เลนส์ใหม่ ซึ่งตอนแรกๆ ยอมรับว่าค่อนข้างจะหงุดหงิดกับเรื่องนี้พอสมควร แต่ว่าหลังจากเรียนรู้พฤติกรรมของมันแล้ว ว่ามันจะเกิดขึ้นในเวลาไหน ก็ไม่เจอมันอีกเท่าไหร่ ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่ง Firmware จะออกมาแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ


DSCN1034.jpg

เขียว….

ขอจบ Review สั้นๆ (จริงๆ ก็ไม่สั้นเท่าไหร่นี่หว่า) นี้ไว้เท่านี้ … บอกได้สั้นๆ ว่า Happy มากพอควรเลยกับ Nikon P7000 เทียบกับความรู้สึกตอนที่ใช้ LX3 แล้วรู้สึกดีกว่า ถึงหลายๆ ครั้งจะคิดถึง f/2 และ 24mm ก็เถอะ แต่ว่า High ISO ของ P7000 มันก็ดีขึ้นเยอะพอควร ก็เลยคิดว่า เออ ช่างมันเถอะ ไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้ว คิดเรื่องความสะดวกโดยรวม เรื่องสีที่ชอบ และไม่ต้องปรับมากดีกว่า

สุดท้ายจริงๆ ขอหน่อยเถอะ อดไม่ได้ (นอกเรื่องด้วย) … ชอบคำนี้นะ “เมืองไทยใครๆ ก็รัก” แต่ว่าทำไมต้องมีรูปรัฐมนตรีแบบนี้ด้วยฟะ เฮ้อ เด่นที่สุดในป้ายเลยนะนั่น


DSCN0023.jpg

เมืองไทย ใครๆ ก็รัก … แต่ทำไมต้องทำป้ายแบบนี้ฟะ

และขอปิดท้าย (จริงๆ) ด้วยรูปจากที่ไปเที่ยวเหนือ (สำหรับ Blog ถัดไป “P7000: Review on the Trip”) สักรูปนะ


DSCN0678.jpg

ดอกบัวบานริมนา … บัวเหล่าที่หนึ่งมีอยู่ได้ในทุกที่

MacBook air 11″ [ตอน 2]

เมื่อคืนหลังจากโพสท์ MacBook air 11″ ไปไม่นาน ก็มีคนถามกันมาหนาหู ถึงประเด็นต่างๆ ใน twitter บ้างอะไรบ้าง ก็เอาเป็นว่าผมเอามาสรุปรวบยอดในนี้ก็แล้วกันนะครับ

  • Q: เรื่องความร้อน ร้อนหรือเปล่า ถ้าเทียบกับ MacBook Pro เป็นไงบ้าง?
  • A: เท่าที่ใช้งานปกติ ไม่รู้สึกถึงความร้อนอะไรแต่อย่างใด ต้องบอกว่าเย็นมาก … จนทำให้คนอยู่เมืองร้อนชอบใจ และใครอยู่เมืองหนาวอาจจะรักมันน้อยกว่า MacBook air รุ่นที่แล้ว หรือว่า MacBook Pro รุ่นไหนก็ได้ ที่เราจะรักมันมากตอนอากาศหนาวๆ
  • Q: แล้วเรื่อง battery ล่ะ เทียบกับราคาเคลมของ Apple แล้วเป็นไงบ้าง?
  • A: จากการใช้งานจริง (ไม้ได้ใข้แบบตั้งใจถนอม battery) คือเปิด wi-fi เปิดจอสว่างพอสมควร (เกินครึ่ง แต่ไม่เต็มที่) เปิดการใช้งานโปรแกรมต่างๆ อย่างน้อยๆ ก็ web browser, pages, xcode, textmate, terminal, echofon, ecto ค้างเอาไว้ ก็พบว่าได้อย่างน้อยเท่ากับราคาเคลม คือ 5 ชั่วโมง (สำหรับรุ่น 11″) แน่นอน อาจจะได้เกินนั้นนิดหน่อย แต่ว่าผมไม่ได้ลองเล่นไฟล์มีเดีย พวกเพลงหรืออะไรแบบนี้ไปด้วยนะครับ เนื่องจากไม่ได้คิดจะเก็บเพลงบนนี้แม้แต่เพลงเดียวอยู่แล้ว
  • Q: มีอาการจอเต้นหรือเปล่า เห็นมีคนเจอๆ กัน?
  • A: มันคืออะไรเหรอครับ ไม่เจอครับ ปกติดีทุกอย่าง

และหลังจาก 1 วันผ่านไป ผมก็ยังคงยืนยันครับ ว่าปุ่มบน keyboard มันตื้นไปนิด และมีความ “หนืด” มากกว่า MacBook Pro ทำให้กดไม่สนุกเท่า แต่ว่าก็ชินมากขึ้นพอสมควร

แต่ว่าสิ่งที่ผมยังคงไม่ชินอีกอย่างก็คือ ขนาดของหน้าจอที่มัน wide ไปหน่อย ถึงจะเข้าใจเหตุผลของการออกแแบ แต่ว่ามันก็ยังไม่ชินอยู่ดี

ดังนั้นเมื่อประกอบเหตุผลเรื่องจอ และเหตุผลเรื่อง keyboard ที่หนืดและแบน ทำให้ความสนุกสุนทรีย์ในการใช้น้อยลงไปพอสมควร และผมพบว่าผมพิมพ์บน MacBook air ได้ช้ากว่าที่ผมพิมพ์ได้บน MacBook Pro เล็กน้อย ไม่ทราบว่าเพราะปัจจัยอะไรเป็นหลัก

MacBook air 11″

ได้ของเล่นใหม่อีกแล้ว คราวนี้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบล้วนๆ เลย

มีอยู่วันหนึ่ง ผมต้องไปสอนหนังสือที่ ม.กรุงเทพ แล้วปรากฏว่ารถติดมาก ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ ตอนนั้นอยู่ในอารมณ์อยากจะเขียนหนังสือต่อมากๆ หรือไม่ก็เขียน app เล่น (ถ้าออกมาดีก็ขาย)

ตอนนั้นมี iPad อยู่นะ แต่ว่าปัญหาคือ iPad มันทำทั้งสองอย่างที่ว่าไม่ได้เนี่ยสิ จะเขียนหนังสือบน iPad ก็ลองแล้วไม่เวิร์กเท่าไหร่ (แถม iPhone มัน tethering เอาไฟล์หนังสือที่โยนไว้บน cloud ไม่ได้อีก จะซื้อ iPad 3G ก็กระไรอยู่) และยังไงมันก็คงเขียน app ไม่ได้แน่ ก็เลยสบถไปว่า “ถ้างาน Back to Mac มี 11″ ออกมานะ จะสั่งเป็นคนแรกเลย”

และมันก็ออกมาจริงๆ ด้วยสิ –‘ อย่างกับศาสดาได้ยิน และผมก็สั่งไปแทบจะทันทีโดยไม่คิดอะไรมาก สั่งจาก apple store online ครับ โดยสั่ง BTO เล็กน้อย คือผมอยากได้ keyboard อังกฤษ ไม่มี screen ไทยน่ะครับ นอกจากนั้นมาตรฐานหมด (บ้าไหมล่ะ) ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าจากเหตุผลที่ผมจะซื้อมันมาใช้ spec มาตรฐานรุ่นต่ำสุดน่ะ เพียงพอแล้ว

ผมขอ review มันสั้นๆ นะครับ ไม่ขอยืดเยื้อเวิ่นเว้อล่ะ และคงไม่มีรูปด้วย เพราะว่าคงจะเห็นกันมาเยอะแล้ว

  • กล่องใหญ่กว่าที่คิดไว้แฮะ คิดว่าด้วยขนาดของเครื่องแล้ว กล่องมันจะเล็กกว่านี้ซะอีก
  • เปิดมาดูก็พบเหตุผลว่าทำไม มันหนาและยาวกว่าที่คิด เพราะว่าที่ชาร์จและสายไฟ ส่วนตัวเครื่องน่ะ เล็กอยู่
  • สิ่งแรกที่ผมทำเลย ก็คือ “พิมพ์” ครับ เพราะว่าซื้อมันมาใช้กับงานที่ต้องพิมพ์เป็นหลัก และถ้าจะใช้เวลารถติดด้วยแล้ว ถ้าพิมพ์ไม่มีความสุขล่ะก็ คงมีปัญหาแน่ๆ และผมก็พบว่า ด้วยความที่เป็น full-size keyboard นั้นทำให้ผมพิมพ์ได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างได แต่ว่าเนื่องจากคีย์มันจะแบนกว่า MacBook Pro เล็กน้อย ดังนั้นอาจจะพิมพ์ได้ไม่มันส์เท่า การตอบสนองของคีย์จะน้อยกว่า
  • ข้อสรุปเรื่องแรก คือ ยังไงซะ MacBook Pro ก็เป็น laptop ที่มี keyboard ที่ดีที่สุดที่ผมเคยใช้มาอยู่ดี แต่ว่าต้องขอบคุณที่ยัด full-size มาให้กับ MacBook air ตัวนี้ เพราะว่าผมเคยใช้ netbook มาบางรุ่น และยืนลองแทบทุกรุ่น และผมมีปัญหากับการพิมพ์บน keyboard พวกนั้นอย่างรุนแรง
  • แต่ว่า keyboard มันไม่ backlit นะ ถึงจะพิมพ์ไม่ดูอยู่แล้วก็เถอะ บางครั้งมันก็มีประโยชน์เหมือนกัน
  • ขนาดจอ 11″ ที่มี proportion ที่ “กว้าง” กว่าปกติเล็กน้อย ก็ทำให้ผมอึดอัดบ้างเหมือนกัน เพราะว่าจอมันเตี้ยกว่าที่คุ้นเคย ส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าต้องการทำให้เครื่องเล็ก แต่ว่ายังคงมี full-size keyboard อยู่ ก็เลยต้องกว้างตาม keyboard
  • ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าต้องปรับตัวนิดนึง จะแย่หน่อยก็ตรงที่ว่า งานที่ต้องการจะทำบนนี้ จะต้องการจอที่สูงมากกว่าจอที่กว้างซะด้วย
  • แต่ว่าจอกว้างๆ เตี้ยๆ มันก็ดีอย่างนะ มัน low profile กว่า และมันหยิบขึ้นมาทำงานในที่แคบๆ (เช่นเบาะที่นั่งในรถยนต์) ได้ดีกว่า
  • SSD ทำงานเร็วมาก! เรียกได้ว่าไม่อยากกลับไปใช้แบบจานหมุนเลยแฮะ ทั้งเร็วทั้งเงียบ
  • การใช้งานทั่วไป …. ผมยังคงอึดอัดกับมันอยู่นะ อาจจะเพราะว่าใช้ 17″ มาซะเคยตัว ต้องให้เวลากับมันอีกนิดหน่อย
  • แต่ว่ามันเบาดี สบายดี พกง่ายดี …​เพียงแต่ตอนนี้ยังหาซอง/กระเป๋า/อะไรพวกนี้ ที่ขนาดพอดีตัว มาใส่มันไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง

เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะ ไว้ใช้มากกว่านี้ก่อน จะกลับมารีวิวใหม่

Pencast: 80/20 & IT ตอนที่ 1

กฏ 80:20 หรือ Pareto’s Principle เป็นเรื่องที่ผมใช้งานค่อนข้างเยอะครับ และต้องอธิบายซ้ำไปซ้ำมาค่อนข้างบ่อยเลย ในแทบทุกคลาสที่ผมสอน กับแทบทุกคนที่ผมคุยด้วย จะต้องมีเรื่องนี้อยู่ด้วยเกือบจะเสมอ ก็เลยคิดว่า น่าจะทำ slideshare หรือว่า video ลง youtube เอาไว้อ้างอิงทีเดียวเลย

แต่ว่าพอดีเร็วๆ นี้ผมได้ของเล่นใหม่มา คือ Pulse Smartpen ของ Livescribe ซึ่งทำ “Pencast” ได้่ คิดว่าเจ๋งดี เลยลองซะหน่อย ถ้าเป็นไงก็บอกด้วยนะครับ จะได้ทำต่อไปครับ

อันนี้เป็น Embedded Video (Flash) นะครับ แล้วก็ดู Full-screen ได้ (ถ้าไม่ดู คงจะอ่านไม่ออก) และจะเป็นการ trace การเขียนคู่ไปกับการพูดเรื่อยๆ ส่วนไฟล์จริง upload ไว้ที่ Livescribe.com ครับ … อ่อ และขออภัยเรื่องเสียงนะครับ ยังตะกุกตะกักอยู่บ้าง เขินๆ น่ะ (และอดนอนด้วย ฮาๆ กันไป)

ป.ล. มัน fully-interactive นะครับ คือ คลิกตรงไหน มันจะเริ่มพูดที่ตรงนั้น

ป.ล.2 อีกอย่าง ผมลายมือห่วยครับ –‘

80:20 and IT #1
brought to you by Livescribe


ไฟล์ PDF ตามที่เขียนครับ
80-20-and-IT-1.pdf

เล่าประสบการณ์ “iPad”: #3 ทำงาน

ต่อจากตอนที่ 1 (Background) และตอนที่ 2 (อ่านหนังสือ) ก็มาถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากเล่าถึงเจ้า iPad ซึ่งก็คือเรื่อง “การทำงานแบบ casual แทนคอมพิวเตอร์ได้บ้าง” ซึ่งจริงๆ ก็เขียน requirement นี้ไว้ตั้งแต่ตอนที่ 1 แล้ว แต่ว่าทิ้งช่วงไปพักใหญ่ๆ เพราะว่าไม่ค่อยว่างจะเขียน

สำหรับการทำงานนั้น เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า Apple เองนั้นก็ได้วางตำแหน่งของ iPad ในลักษณะ casual work ด้วยเช่นกัน ด้วยการออกชุดโปรแกรม iWork สำหรับ iPad ซึ่งประกอบด้วยโปรแกรมมาตรฐานสำหรับชุดนี้ นั่นก็คือ Pages, Keynote, Numbers แต่ว่าสามารถซื้อแยกกันได้

อ่อ ลืมไป สำหรับคนที่ไม่มี account ที่ใช้ iTunes Store USA ได้ ก็เสียใจด้วย เพราะว่าจะซื้อ/โหลดโปรแกรมไม่ได้ (รวมถึง iBooks ด้วย) ซึ่งปัญหานี้แก้ได้โดยซื้อ iTunes Gift Card ตาม e-Bay ซึ่งมีคนซื้อมาขายเรื่อยๆ กินกำไรเล็กๆ น้อยๆ ราคาค่อนข้างดีพอสมควร ก็ซื้อพวกนี้มา redeem สร้าง account เอา

ผมคิดเอาไว้ว่า นอกจากโปรแกรมในชุด iWork แล้ว จะต้องมีโปรแกรมอีก 4-5 ตัวเป็นอย่างน้อย ถึงจะใช้ทำงานได้ เช่น โปรแกรมบันทึกรายรับรายจ่าย และวางแผนการเงินเบื้องต้น โปรแกรม Mindmapping โปรแกรมสมุดโน๊ต (Journaling) ที่ค่อนข้างเฉพาะทาง และใช้งานไม่ยาก โปรแกรมฐานข้อมูลง่ายๆ และโปรแกรมเชื่อมต่อกับ Google Doc ก็น่าจะครบในระดับหนึ่งแล้ว

โปรแกรมเหล่านี้ หาไม่ยากแต่อย่างใด เพราะว่ามีคนทำขายค่อนข้างเยอะอยู่ ราคาก็ถือว่า OK โดยทั่วไปจะสูงกว่าโปรแกรมบน iPhone อยู่นิดหน่อยถึงปานกลาง (แต่ว่าที่แพงๆ หน่อย เทียบกับราคามาตรฐาน เช่น ​Papers ก็มีเช่นกัน แต่ว่ายังไงๆ ตัวนี้ผมก็ซื้อนะ เอามาอ่าน papers ซึ่งก็ทำงานได้ดีพอสมควร)

สำหรับโปรแกรมในชุด iWork นี่ตอนนี้ซื้อมาแค่ Numbers และ Keynote เพราะว่าตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีคียร์บอร์ดภาษาไทยแบบดีๆ ผมก็ยังทำงานกับเอกสารภาษาไทยไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นมี Pages ไปก็ค่อนข้างจะเท่านั้น และเท่าที่ลองๆ ดู ก็พบว่าทั้งสองตัวทำงานได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะเมื่อมีคนส่งไฟล์มาให้ผมแก้ หรือว่าเพิ่มข้อมูลอะไรบางอย่าง (ซึ่งส่วนมากจะเป็นไฟล์ Excel)

สำหรับโปรแกรมอื่นๆ นอกนั้นก็ทำงานได้อย่างที่คาดหวังไว้ ด้วยขนาดของหน้าจอที่ใหญ่พอให้ทำงานได้จริง เมื่อเทียบกับ iPhone ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า มีข้อจำกัดด้าน Physical มากเกินไปสำหรับการทำงาน Productivity จริงจัง โดยสำหรับ iPad แล้ว การตอบเมล์ที่ยาวขึ้น การเขียนอะไรที่ยาวขึ้น รวมถึงการใช้งาน Productivity Apps ต่างๆ ในการกรอกข้อมูล หรือบริหารจัดการข้อมูลที่กรอกไปแล้ว ค่อนข้างจะทำได้ดี ทำให้ผมมีมั่นใจที่จะพกมันไปไหนมาไหนในโหมด “อ่านเป็นหลัก เล่นเน็ตบ้าง และเผื่อทำงานถ้าจำเป็น” มากขึ้นเยอะ

ตอนนี้สิ่งที่ขาดที่สุดสำหรับ iPad คือ Mind Mapping ที่ดีและใช้งานง่าย ไม่เน้นฟีเจอร์ แต่เน้นสร้าง Mind Map โง่ๆ ได้แบบด่วนๆ และไม่ขัดกับธรรมชาติการใช้งาน (และ compatible กับโปรแกรมที่ผมใช้อยู่บน Desktop .. อย่างน้อยๆ ก็ให้เปิดไฟล์กันได้) นอกจากนี้อาจจะขาดพวก Personal Wiki หรือ Information Organizer ที่ยืดหยุ่นสักหน่อย ใช้งานในลักษณะ Wiki ส่วนตัวได้ ก็น่าจะจบแล้ว (ระบบเชื่อมด้วย Tag ของโปรแกรม Journaling บางตัวก็ดีนะ แต่ว่ามันยังไม่พอ อยากจะเชื่อมด้วย Wiki Word ไปเลยจะหมดเรื่องหมดราวมาก)

สำหรับเรื่อง Personal Wiki นี่กำลังจะลอง WikiPad ว่าเป็นยังไง ถ้ามันโยน Text File ออกมา sync กับโฟลเดอร์ในเครื่องได้จะ Work มาก เพราะว่าในเครื่องนี่ใช้ Plain Text Wiki สำหรับ TextMate อยู่

โปรแกรมเชื่อมต่อกับ Google Doc ตอนนี้ใช้งานได้ในลักษณะ Viewer อย่างเดียวล่ะมั้ง ตัวที่แก้ไขได้ยังไม่เจอเลย (หรือว่าผมใช้ไม่เป็นเองหว่า) แต่ว่าแค่ Download ได้นี่ก็พอแล้ว เพราะว่าเราให้คนส่งข้อมูลหลายอย่างใน Google Spreedsheet นี่นะ แค่ดูได้ ผมก็ค่อนข้างจะ happy แล้ว แล้วมันก็ sync เป็นเวอร์ชันปัจจุบันกับ Google Doc ให้เรื่อยๆ ก็ดีระดับหนึ่ง

มีอะไรจะอัพเดทเพิ่มเติมนะครับ และตอนต่อไปก็คงจะเขียนเรื่อง “เล่นเกม” ซะหน่อย