ภาษาโปรเกรียน

โอ๊ย อ่านแล้วขำสุดๆ กลิ้งไปกลิ้งมา

สุดยอดมาก ยกนิ้วโป้งให้สองนิ้วเลย

สรุปให้นิด ว่าทำเหมือนกับว่าภาษาโปรแกรมแต่ละภาษาเป็นคน แล้วเอาข้อดีจริงๆ หรือว่า hype หรือว่า buzz ของตัวเองมาข่มกันไปมา แถมมีการแขวะกันแบบตลกร้ายมากๆ ด้วย ชอบตรงนี้น่ะ

Ruby: Dude! I just wrote a full working clone of Google while you were giving your riveting little speech there! (โอ๊ย ระหว่างที่พวกเอ็งโม้กันอยู่เนี่ย ข้าเขียน Google clone เสร็จแล้วนะเฟ้ย)

Moderator: Oh, bravo, Ruby! I’d like to see that. Where is it deployed? (เจ๋งมากรูบี้! ขอดูได้มั้ย เอาไปติดตั้งไว้ที่ไหนเหรอ?)

Ruby: Umm…. (เอ่อ…..)

จริงๆ ขำทั้งเรื่องน่ะแหละ สุดๆ

How to Become A Hacker

บทความที่ดีมาก….

ผมอ่านเรื่องนี้นานมากแล้ว ตั้งแต่เรียนปริญญาตรีได้มั้ง และเป็นหนึ่งในบทความในหัวใจเลย ต่อมาก็กลายเป็น source of inspiration หนึ่งที่ทำให้ผมเขียนบทความ (ที่ยังเก็บต้นฉบับไว้อยู่ แต่ว่าขี้เกียจรื้อ) เรื่อง Hackers: Their True Stories

Hacker คือ ฮีโร่ของผมมาตลอด แต่ว่าคำๆ นี้ ในสายตาของ public แล้ว พวกที่ถูกเรียกว่า Hacker หรือว่าพวกที่สื่อต่างๆ และหลายๆ คนเรียกว่า Hacker คือคนไม่ดี ที่คอยทำลายระบบต่างๆ รื้อข้อมูล ทำลายข้อมูล เอาข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตไปใช้ในทางไม่ดี หรือแม้แต่อะไรที่เบาและแรงกว่านั้น​ (ตั้งแต่แงะซอฟต์แวร์ไปเรื่อย ถึงสร้างความเสียหายระดับชาติ)

ผมจะไม่พูดถึง Hacker ที่แท้จริง หรือว่าความหมายดั้งเดิมของมันในนี้หรอก เพราะว่ามันควรจะเป็นบทความยาวๆ ได้อีกครั้งเลยมากกว่า แต่ว่าผมอยากจะบอกอีกครั้ง ว่า ความเจริญหลายอย่างในโลกเทคโนโลยี โลกคอมพิวเตอร์ ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง สมองและสองมือ หรือมากกว่านั้น ของบรรดา Hackers … จริงๆ แล้วเราเป็นหนี้พวกเขาพอสมควร

บทความของ ESR นั้น ถ้าอ่านดีๆ และปฏิบัติตามได้จริงๆ คุณอาจจะกลายเป็น Hacker ก็ได้ ใครจะไปรู้ ….

ส่วน Hacker คืออะไรกันแน่? ถ้าอยากจะรู้คำตอบ ก็ลองเริ่มอ่านบทความนั้นดู แล้วอ่านไปอ่านมาคุณจะพบคำตอบเอง ..​ อ๊ะๆ อย่าบอกว่ามันเป็นภาษาอังกฤษเลยไม่อ่านนะ ถ้าแค่นี้เป็นกำแพงที่คุณไม่อยากข้ามแล้วล่ะก็ คุณคงจะเป็น Hacker ลำบากล่ะครับ

ก่อนที่จะถามผมนะ ว่า แล้วจะเป็นไปทำไมล่ะ ทำไมฉันถึงต้องเป็นด้วย …. ก็ลองถามตัวเองดูก่อนนะครับ ว่าอ่านชื่อบทความ อ่านที่ผมเขียนมาแล้ว สนใจมั้ยล่ะ ถ้าไม่สนใจ ก็คงจะปกติที่คุณจะถามเช่นนั้น แต่ว่าถ้าสนใจ ก็จะรอช้าอยู่ทำไม (ใบ้นิด: มีคนแปลเป็นไทยไว้ด้วย แต่ว่าไม่แน่ใจว่า revision มีคนแปลหรือยัง…)

ทำไม arithmetic ในคอมพ์จึงยาก?

วันก่อน peter (ซี้เก่าสมัยเรียนที่ Tsukuba) ส่งเรื่อง bug ใน Excel 2007 มาให้อ่าน (อันที่ peter ส่งมาไม่ใช่อันนี้นะ แต่ว่าก็เรื่องเดียวกัน)



ก็ตกใจเล็กน้อยนะ แต่ว่าก็ไม่ได้มากอะไร เพราะว่าจริงๆ ก็รู้อยู่ว่า computer arithmetic มันยาก …..

อ่าว มันจะยากได้ไงล่ะ ก็วิธีการก็รู้ๆ กันอยู่นี่นา จริงๆ แล้วไม่หรอก เพราะว่าการทำ computer arithmetic มันมีปัจจัยเยอะมาก .. อย่างที่ว่าน่ะแหละ devils are in details … แทบทุกเรื่องน่ะแหละ เราจะลง details แค่ไหนเท่านั้นเอง

พอดีไปเจอนี่มา

ที่มีคำอธิบายค่อนข้างจะละเอียด แต่ว่าอ่านตามได้ง่ายๆ และที่สำคัญ ถ้าใครคุ้นๆ ชื่อ ก็คงจะร้องอ๋อ ว่านี่มันพวกที่ทำ Mathematica ซึ่งเป็น Mathematical Package ที่ถือกันว่าดีที่สุดตัวหนึ่งนี่นา (มีชื่อมากเรื่องประสิทธิภาพ เรื่อง programmability .. ภาษา Mathematica นี่สุดยอดมากเหมือนกัน และเรื่องความแม่นยำ — แต่ว่าแพงมาก) ใน blog นั้นเขาเขียนขาย/เชียร์ Mathematica มากไปนิด (ก็แน่นอน) ผมก็เลยเอาใจความตรงที่เป็นสาระของเรื่องนี้มาเขียนให้อ่านกันใหม่เป็นภาษไทยก็แล้วกันนะ ตามนี้เลย

  • มันยากเพราะว่าวิธีการทำ arithmetic ที่อยู่ในตำราคณิตศาสตร์เบื้องต้น (วิธีที่เราชอบคิดกัน) มันไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เช่นการคูณเลข ถ้าเราต้องการคูณเลขที่มีตัวเลขทั้งหมด n ตัว จะต้องใช้การคูณทั้งหมด n^2 ครั้ง แต่ว่าจริงๆ แล้วจาก algorithm ขั้นสูง เราก็รู้วิธีการที่จะทำได้ใน n^1.58, n log n หรือแม้แต่น้อยกว่านั้นสำหรับ n ที่มีค่ามากๆ ดังนั้นถ้า n มันใหญ่พอ มันจะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนมาก เรื่องเวลาที่ใช้ในการคำนวณ (เสี้ยววินาที เทียบกับเป็นนาที อะไรทำนองนั้น) ตัวอย่างของ algorithm ดังกล่าวก็เช่น Karatsuba algorithm
  • Algorithm เหล่านี้ แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า (และมีความแม่นยำสูงกว่า) วิธีการแบบ school-book มาก .. แต่ว่าเนื่องจากความซับซ้อนของมัน ก็ทำให้พวกมันมี bug ง่ายกว่าเช่นกัน
  • นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการเก็บค่าตัวเลขทศนิยมไว้ในหน่วยความจำ ซึ่งปกติจะเก็บเป็นฐาน 2 เพื่อคำนวณ แต่ว่าเมื่อจะนำมาแสดงผล จะต้องเปลี่ยนฐานเลขให้เป็นฐาน 10 ซึ่งโดยปกติจะต้องทำการ round ตัวเลขฐาน 2 พวกนั้นให้เป็นเลขฐาน 10 ที่มีความใกล้เคียงที่สุด จากรูปข้างล่างนี่จะเห็นว่ามีความคลาดเคลื่อนในการแสดงผล


  • ปัญหาหลักๆ จริงๆ มาจากการทำ base conversion ซึ่งจาก binary เป็น decimal จะใช้การคูณเป็นหลัก และจาก decimal เป็น binary จะกลับกันคือใช้การหารเป็นหลัก ประเด็นมันอยู่ที่ว่า บางที (สำหรับตัวเลขบางตัว) การคูณหรือหารนั้นจะต้องทำที่ precision ที่มากกว่าตัวเลขนั้นๆ เพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้อง
  • แต่ว่าระบบคำนวณหลายระบบดันผูกติดกับ fixed precision ของ hardware ที่ใช้งาน ดังนั้นในหลายๆ งานจึงไม่สามารถที่จะได้การแปลงเลขฐานที่ถูกต้องสำหรับตัวเลขหลายๆ ตัว
  • ความผิดพลาดยังเกิดได้จาก “เลขทด” (carries) หรือตัวเลขที่เกิดจากกระบวนการทดเลขน่ะแหละครับ ซึ่งระบบซอฟต์แวร์หลายตัวก็จะทำงานพลาดถ้ามีการทดมากๆ ไป ซึ่ง bug แบบนี้มีมาตั้งแต่สมัยไหนสมัยไรแล้ว โปรแกรมหลายตัวในปัจจุบันก็ยังมีปัญหาเรื่องนี้อยู่นะ
  • ปัญหาหนักอีกที่หนึ่งสำหรับ computer arithmetic ก็คือ ในกรณีทั่วๆ ไป มันค่อนข้างจะ “ง่าย” ที่จะทำให้มัน “เกือบถูกต้อง” (คือ ถูกกับ input case ทั่วๆ ไป แต่ว่ากับ input บางตัวจริงๆ จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา)
  • และปัญหาที่หนักที่สุดก็คือพวก bug กับตัวเลขบางตัวที่มี bit pattern บางประเภทจริงๆ พวกนี้จะหาเจอยากมากในระหว่าง testing หรือว่าเรียกได้ว่า rare bug เลยก็ว่าได้ มันหายากขนาดที่ว่าเราอาจจะทดสอบกับตัวเลขเป็นพันๆ ล้านตัว แต่ว่าไม่เจอพวกมันเลยก็ได้

ยังเชื่อใจโปรแกรมหลายตัวของท่านอยู่อีกหรือเปล่าเนี่ย?

อ้างอิง: Wolfram Blog: Arithmetic is Hard — To Get Right

ปล. หลังจากคุยกันเสร็จ ผมกับ peter ก็ joke เล่นกันต่อว่า เฮ้ย นี่แหละ เห็นมั้ย OpenOffice.org ไม่ compatible กับ MS-Office อีกอย่างแล้วนะ (ค่าที่คำนวณมันได้ไม่เท่ากัน ใส่ตัวเลขข้างบนเข้าไปแล้ว OO.o มันคำนวณถูก…) แถม peter เล่าให้ฟังว่า บางคนตลกร้ายกว่านั้น บอกให้เพิ่ม tag MultiplyLikeExcel2007 ลงไปใน spec ของ OOXML ด้วยนะ ขำกลิ้งเลย

ปล.2 จริงๆ Slashdot ก็มีลง แต่ว่าพักหลังๆ ผมอ่าน /. น้อยลงมั้ง ก็เลยไม่ค่อยได้สังเกตหรือว่าใส่ใจ อันนี้ link:

Computer Stupidities

มี website อยู่ที่หนึ่งนะ ที่ผมเคยชอบเข้าไปดูเมื่อก่อน (ตอนนี้ก็ once in a while) เข้าไปหาเรื่องสนุกๆ อ่านเล่น

ไม่มีอะไรมากกว่าการเป็น web รวมเรื่องราวต่างๆ ที่มีคน submit กันเข้ามา ส่วนมากจะเป็นเรื่องตลกๆ เวลาที่มีใครไปเจอคนทำอะไรเปิ่นๆ เพราะว่าความเข้าใจผิดแบบไม่น่าเชื่อ มีแบ่งเรื่องราวไว้เยอะแยะ เช่น

  • Piecing it together (เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาจับแพะชนแกะกันมั่ว)
  • Operating System (ความเข้าใจผิด เรื่องขำขัน เกี่ยวกับ OS)
  • Programming (ใครเรียน CS/IT/CE ต้องอ่าน!)
  • Mincing Words (เอาคำมายำกัน)
  • Paranoia (ความกลัวจากความเชื่อผิดๆ จนเข้าขั้นวิตกจริต)
  • Stupid Tech Support (อันนี้ขำมาก)
  • Stupid Salesman (อันนี้ด้วย)
  • ……. เยอะแยะ เข้าไปอ่านเองนะครับ

เมื่อก่อนอ่านก็ขำนะ แต่ว่าทำไมเดี๋ยวนี้มันต้องหัวเราะแห้งๆ ก็ไม่รู้ ขำไม่ออกมากขึ้นหลายๆ อย่าง แต่ว่าก็ยังเข้าไปอ่านอยู่ดี มีความรู้สึกว่าดีกว่าอ่านกระทู้ที่ web หลายๆ web หน่อยนึงมั้ง

อืมมม แต่ว่าจริงๆ คงต้องมองย้อนกลับไปที่ต้นตอของปัญหามากขึ้น ด้วยความรู้สึกส่วนตัวอย่างหนึ่งที่มีมานานแล้วนะ คือ computer แล้วก็ information technology มันกลายเป็น mainstream เร็วเกินไป เร็วเกินกว่าที่คนจะมี literacy กับมันมากพอ คือทุกวันนี้ computer กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต การทำงาน การเรียน การติดต่อ ฯลฯ แต่ว่ามันต่างจาก TV, วิทยุ, โทรศัพท์, projector, ฯลฯ มากมายมหาศาล เรียกว่ามันคนละ order of magnitude เลยก็ว่าได้

พูดง่ายๆ ว่าเราสามารถใช้ TV ได้โดยไม่ต้องคิดว่ามันจะตีกับวิทยุหรือเปล่า แต่ว่าถ้าเราเปิดโปรแกรมดูหนังพร้อมกันกับโปรแกรมฟังเพลง มันอาจจะตีกันทำให้ crash กันได้ไม่ยากเย็นเลย หรือว่าเราสามารถที่จะใช้เครื่องคิดเลข กับเครื่อง word processor ได้โดยไม่ต้องคิดว่าพวกมันแย่งทรัพยากรกันยังไง (นอกจากค่าไฟค่าแบตเตอรี่จากกระเป๋าเรา) หรือว่าเรื่องไวรัสที่ติดกับโปรแกรมตัวนึงอาจจะทำลายไฟล์ได้ทั้งเครื่อง ฯลฯ

เท่าที่ทดสอบดูนะ ทั้งคนในวงการคนนอกวงการ เป็นพวกนักศึกษาก็เยอะ คนที่ใช้คอมพิวเตอร์จริงๆ มีความเข้าใจหลายเรื่องที่ผิดพลาด สับสน ซึ่งขอออกตัวเลยนะ ว่า “มันไม่ใช่ความผิดของเค้า” แต่ว่าผมเป็นห่วงน่ะ

ช่วยกันได้ก็ช่วยๆ กันไปนะครับ เรื่อง computer/information literacy กับคนใกล้ตัวเนี่ย สำคัญเชียวแหละ อ่าน web นั้น อ่านกระทู้ทั่วไปตาม webboard หรือว่าเจอคนใกล้ๆ ตัว ก็ช่วยกันสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นกับ computer เถอะครับ มันใกล้ตัวกว่าที่เราคิด

Pointless Programming : Java 7

จริงๆ เค้าเรียกว่า Point-Free Programming (HaskellWiki) หรือว่า Tacit Programming (Wikipedia) นะ :-P ผมเขียนชื่อล้อเลียนไปงั้นเอง เรื่องนิยามหรือว่าตัวอย่างลองไปดูใน Wiki link ด้านบนเอานะครับ แต่ว่าผลของมันเนี่ย มันมักจะทำให้โปรแกรมสั้นขึ้น ในขณะที่มันก็ยังอ่านง่ายขึ้นด้วยเออสิ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ Java 7 ล่ะเนี่ย? เพราะว่าใน spec ของ Java 7 มันจะมีเรื่อง Closures เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็จะมีเรื่องอื่นๆ ที่เอา idea จาก Functional programming มายัดลงไปในภาษาที่มันค่อนข้างจะ bloat และ verbose ที่สุดภาษานึง ทำให้มันสั้นลง กระชับขึ้น น่าอ่านน่าเขียนขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ ลองดูตาม Link ต่อไปนี้นะครับ

ส่วนนิยามของ Closures ในแบบ Computer Science และ Software Development จริงๆ ก็ตามนี้ครับ Closure (computer science) – Wikipediaขอปิดท้าย post นี้ด้วยเรื่องของ Point-Free Programming ใน Java 7 ครับ สวยดีเหมือนกัน ดูรายละเอียดเต็มๆ ที่นี่: Ricky’s technical blog: Point-free Programming in Java 7 – Beyond Closuresผมว่าโลกมันกำลังหมุนไปในทิศทางที่มันถูกต้องนะ ที่ในที่สุดก็เริ่มจะมีการเอา idea ของ Functional programming มาใช้ในภาษาโปรแกรมที่เป็น mainstream เสียที เพราะว่า programming model ของ Functional มัน elegance กว่า imperative เยอะมาก …สุดท้ายมันทำให้ผมนึกถึง paper ที่เป็น hall-mark สุดยอดอันนึงของ John Backus (ผมเคยเขียนถึงเรื่องเค้าทีนึงที่ Thai Mac Dev นะ) คือCan programming be liberated from the von Neumann style?: a functional style and its algebra of programs (Link ไปหา paper ที่ Stanford University)เมื่อ Java 7 ออกมาจริงๆ ผมคงจะต้องกลับมามองมันแบบ serious อีกที แต่ว่าเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าวันนั้นโลกมันจะหมุนไปถึงไหน และจะมี feature อะไรอีกบ้าง ใน niche programming languages ที่ทำให้ผมอ้าปากค้าง ตกหลุมรัก และมอง Java 7 “ในวันนั้น” ว่ามันไม่ elegance ….. อย่างว่าแหละครับ Programmers Don’t Like to Code ;-)

10 วิธีการฆ่าเมีย

เจอมาจาก กระทู้ชื่อเดียวกันใน thaimacclub.net คนที่ post บอกว่าได้จาก forward mail อีกที อาจจะเก่านะ แต่ว่าเจ๋งว่ะ

  1. มันอยากกินอะไรซื้อให้มันกิน จนมันคอเรสโตรอลสูง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เดี๋ยวไม่เกิน 50 ปีมันก็ตาย
  2. มันอยากได้เครื่องเพชรก็ซื้อให้มัน พอแสงเพชรมันสะท้อนเข้าตามันมากๆเข้า เดี๋ยวตามันก็จะบอด พอมันตาบอดแล้วเราก็เอามันไปทิ้งที่ไหนก็ได้ มันหาทางกลับบ้านไม่ถูกแล้ว
  3. มันชอบรถก็ซื้อให้มัน ยิ่งแพงๆยิ่งดี เครื่องมันแรงดี มันจะได้ขับเร็วๆ ความเสี่ยงสูง
  4. มันอยากไปเที่ยวไหนก็พามันไป ต้องมีซักที่แหล่ะที่มันพลาดเดินล้มหัวฟาดพื้นตายได้
  5. งานบ้านอย่าไปให้มันทำ เราต้องแย่งมันทำให้หมด ไม่เปิดโอกาสให้มันได้ออกกำลังกาย เดี๋ยวมันก็ไม่แข็งแรง แล้วมันก็ตายเอง
  6. ต้องพาเมียไปหาหมอบ่อยๆ ดูดิคนไม่ค่อยไปหาหมอไม่ค่อยเป็นไรหรอก คนที่ไปหาหมอบ่อย เดี๋ยวๆก็ตายแล้ว
  7. เงินเดือนออกมาเท่าไหร่ให้มันไปให้หมด ใครๆก็รู้ว่าเงินน่ะเป็นที่สะสมเชื้อโรคสารพัด เราแกล้งเอาเชื้อโรคให้มันเก็บไว้เดี๋ยวมันก็เป็นโรคตาย เราเองไม่ต้องเก็บเชื้อโรคไว้ สุขภาพแข็งแรง..เย้
  8. ปลูกบ้านหลังใหญ่ๆให้มันอยู่ กว้างๆยิ่งดี เวลาจะเดินจากห้องนั้นไปห้องนี้ทีมันจะได้เหนื่อย เผลอๆอาจหอบตายระหว่างทางได้
  9. เช้า-เย็นกราบมันทุกวัน มันจะได้อายุสั้น
  10. รักเมียให้มากๆ ไม่เคยได้ยินเหรอ ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ พอมันทุกข์มากๆมันก็ตรอมใจตายเอง

ปฏิบัติตามกันตามสะดวกนะครับ พวกไม่รักภรรยาทั้งหลาย จะได้ตายไวๆ ;-P

ร้าน Kinokuniya ที่ Siam Paragon

ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก แล้วก็ซื้อหนังสือเก็บไว้เยอะเหมือนกัน (เดือนๆ หมดหลายตังค์) ก็เลยเป็นขาประจำของร้านหนังสือหลายๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็น B2S (มักจะไปที่ Central ปิ่นเกล้ามากกว่าที่อื่น Central World ไปบ้าง), Asia Books (หลายสาขา โดยมากไปซื้อ magazines), ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ก็ไปเหมือนกัน แต่ว่าพักหลังๆ ไม่ค่อยได้ไปแล้ว

แต่ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็ไม่ค่อยจะมีหนังสือแบบที่ผมชอบอ่านมากที่สุดเท่าไหร่นัก ….

  • หนังสือแนววิชาการหนักๆ สำหรับหลายสาขานี่อาจจะหาอ่านไม่ยากเท่าไหร่ที่ศูนย์หนังสือจุฬา แต่ว่าหนังสือวิชาการเกี่ยวกับ Computer/Computing Science นี่ไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่หรอกนะ มันมีแต่หนังสือ Professional books ซะเป็นส่วนมาก (ก็เข้าใจว่านี่อาจจะเป็นความต้องการของตลาดบ้านเรา)
  • หนังสือ Popular science นี่หายากมาก ไม่ค่อยจะมีเลยแฮะ นานๆ จะเจอบ้างที่ Asia Books (Siam Discovery) หรือว่า B2S Central World และนี่คือสิ่งที่ผมคิดถึงที่สุดเวลาไปร้านหนังสือหลายๆ ที่ใน Tokyo อาจจะเรียกได้ว่าเมื่อก่อนผมหมดเงินไปกับการซื้ิอหนังสือแนวนี้อาจจะพอๆ กับหนังสือวิชาการหนักๆ เลยก็ได้มั้ง

ตัวอย่างหนังสือ Popular science ที่ผมชอบมากเป็นพิเศษก็คงจะเป็น Emperor’s New Mind ของ Roger Penrose, Chaos ของ James Gleick, Linked ของ Albert-Laszlo Barabasi, Ubiquity ของ Mark Buchanan แล้วก็ยังมีอีกหลายต่อหลายเล่มที่ถ้าจะเอามา list ไว้ในนี้หมดคงจะไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่

ที่ผมชอบหนังสือพวกนี้ก็เพราะว่า มันให้ความรู้เราพอประมาณ อาจจะไม่ค่อยลึกเท่าไหร่นักในแต่ละเรื่อง แต่ว่าให้เราเห็นคู่ไปกับความเป็นจริง สิ่งที่อยู่รอบตัว เหตุการณ์ต่างๆ ที่เรารู้จักดีมากอยู่แล้ว สิ่งที่จับต้องได้ง่าย ฯลฯ หลายต่อหลายเล่มเป็นการเชื่อมโยงทฤษฎีต่างๆ นับสิบเข้าด้วยกันเป็นเรื่องเดียว (เช่น Emperor’s New Mind) หรือว่าให้แนวคิดใหม่ๆ แบบที่ไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่นัก

และถ้าเราสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากๆ ขึ้นเมื่อไหร่ ค่อยไปหาอ่านเอาตามหนังสือทฤษฎีที่หนักขึ้น complete ขึ้น และเป็นวิชาการมากขึ้น

น่าเสียดายเหลือเกินที่หนังสือแนวนี้หาอ่านยากมากในบ้านเรา … และแล้ววันนี้ความฝันของผมก็เป็นจริง

หลังจากไม่ได้ไปที่ Siam Paragon นานมาก (แต่ว่าไปทีไรก็ไปไม่กี่ที่ ส่วนมากไปนั่งกินข้าวร้านข้างล่าง ไปซื้อ/ดูหนังสือที่ Kinokuniya ไปเดินเล่นใน iStudio แล้วก็ไปยืนเกาะกระจกน้ำลายยืดอยู่แถวๆ Showroom Mesarati) วันนี้้เบื่อโลกมากเลยเข้าไปดู และนี่คือสิ่งที่ผมเห็น


ว้าว ตู้หนังสือขนาด(ค่อนข้าง)ใหญ่ทั้งตู้ ที่มีแต่หนังสือ Applied Math (สำนักพิมพ์ Dover ที่มีหนังสือ classic ราคาถูกค่อนข้างเยอะ เล่มไม่กี่ร้อย) หนังสือ Physics และแน่นอน หนังสือ Popular Science หลายสิบเล่ม!

ก็เลยตบกลับมาบ้านอีกเกือบ 10 เล่ม มีหลายเล่มที่น่าสนใจ เช่น I am a Strange Loop ของ Douglas Hofstadter (คนเขียน Godel, Escher, Bach หนังสือที่ผมชอบที่สุดตลอดกาล), The Age of Spiritual Machines ของ Rayn Kurzwell, Why Things Bite Back ของ Edward Tenner, The Equation that Couldn’t be Solved ของ Mario Livio, และสุดท้าย Meta Math! The Quest for Omega ของ (ทายซิใคร) Gregory Chaitin!!!! (บิดาของ Algorithmic Information Theory)

แล้วก็เดินเลยเข้าไปหน่อย เจอหนังสือวิชาการหนักๆ ของทาง Computer Science ด้วยแฮะ!! (ไม่ใช่หนังสือ Professional Books ที่ขายกันเกลื่อนหิ้งหนังสือที่เขียนว่า “Computer Science” ทั่วไป แม้แต่ศูนย์หนังสือจุฬา) เลยซื้อ Fundamentals of Natural Computing: Basic Concepts, Algorithms, and Application ติดมือกลับมาเล่มนึง จริงๆ อยากได้อีกหลายเล่มแต่ว่าสงสารบัญชีธนาคารของตัวเอง …. เล่มนี้ก็ดีนะ คิดว่าจะเอามาเป็นหนังสือ Introduction ของคนที่อยากจะเข้า lab วิจัยเลย เพราะว่านอกจากจะมีเรื่อง Evolutionary Computation แล้วยังมีพวก Swarm Intelligence, Fractals Geometry, Artificial Life, DNA Computing, Quantum Computing ด้วย

เฮ้อ … เมืองไทยเจริญขึ้นเยอะเลยแฮะ (ถ้าคิดจากวัตถุที่เรามีในประเทศนะ … หนังสือคือวัตถุประเภทหนึ่ง) แต่ว่าคนบ้านเราจะเจริญตามด้วยหรือเปล่าน้อ หรือว่าเจริญลงก็ไม่รู้แฮะ (ไม่รู้ว่าตอนนี้คนไทยอ่านหนังสือกันเฉลี่ยแล้วปีละเท่าไหร่แล้ว .. ตัวเลขสุดท้ายที่ได้ยินนี่น้อยจนน่าใจหาย … หนังสือใน lab เราก็ซื้อมาเต็มตู้ เด็กๆ ที่ทำงานด้วยก็ไม่ค่อยจะอ่าน ไม่เคยอ่าน ไม่ค่อยจะสัมผัส ถึงจะบังคับ ถึงจะพยายามแนะนำให้อ่าน ถึงจะฯลฯ แล้วก็เถอะนะ)

ไม่เป็นไรน่า …. ก็ยังมีเรื่องให้ใจชื้นน่ะแหละ

New Honda Accord 2008

Honda เปิดตัว Accord ใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว

2008 Honda Accord unveiled! — Autoblog
2008 Honda Gallery — Autoblog

จริงๆ ผมเพิ่งจะซื้อ รถคันใหม่ เป็นรุ่น 2007 minor change ของ Accord ตัวปัจจุบัน (ไอ้รุ่นที่เค้าว่าบั้นท้ายขัดตา เหมือน Benz โดน Soluna ข่มขืน น่ะแหละ) ได้ไม่นานมานี้ และตอนที่จะซื้อนั้นทั้งเซลล์ทั้งคนที่รู้จัก ต่างก็บอกว่า อีกไม่นาน New Accord จะออกแล้วนะ รอหน่อยจะดีกว่ามั้ย


(ภาพจาก Autoblog)

แต่ว่าความรู้สึกแรกของผม หลังจากที่เห็นภาพแล้วก็คือ ไม่ค่อยจะสวยอย่างที่หวังไว้เท่าไหร่ มีอะไรบางอย่างที่มันขาด/หายไปนะ (ในขณะที่รุ่นที่แล้วมันเกินมาหน่อยตรงท้าย) …. รู้สึกว่า concept มันจะเปลี่ยนไปจากตัวปัจจุบันพอสมควรหรือเปล่า

  • ด้านหน้า ในขณะที่ตัวปัจจุบันเป็นสาวหน้าคม ตาโตคิ้วโก่ง ตัวใหม่นี่จะหน้าค่อนข้างเหลี่ยม ตาตี่เล็ก (ทำไมผมนึกถึงลูกสาวท่านอดีตนายกฯ วะ) รู้สึกว่าความเป็น sport มันหายไปจาก design ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน
  • ด้านท้าย ในขณะที่ตัว 2007 minor change นี่จะเป็น Benz + Solution ที่มีไฟหยดน้ำขัดตามากๆ …. เกะกะ ตัวนี้รู้สึกว่าจะละม้ายคล้ายคลึงกับ BMW Series 5 นะ ผมก็ว่าแบบนี้สวยดี เรียบหรู กว่าตัวปัจจุบันเยอะ สรุปว่าชอบบั้นท้ายตัวนี้แฮะ (แต่ว่าจากรูปรุ่นสีดำไม่สวยอ่ะ สีขาวสวยกว่าเยอะ)
  • Interior ไม่ได้ต่างจากตัวปัจจุบันมากเท่าไหร่ นอกจากจะมีจอ built-in (สำหรับ navigator และน่าจะประโยชน์อื่นๆ ด้วย) แล้วก็สาย AUX อ่ะนะ ไม่ต้องเอาไปทำแบบตัวปัจจุบัน เท่าที่ดูก็ค่อนข้างจะ roomy ดีนะ กว้างแล้วก็ simple แต่ว่า elegance ดี ซึ่งก็เป็น concept ของภายใน Accord อยู่แล้ว
  • เท่าที่อ่านจาก spec นะ มันมี horsepower มากขึ้น แล้วก็ตัวรถใหญ่ขึ้น มีพื้นที่ภายในมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดีเหมือนกัน (แต่ว่าคงจะขับในที่แคบๆ ยากขึ้นนิด)
  • ขาดอะไรไปอีกอย่างหว่า ….​ เออใช่ เรื่องนี้สำคัญเหมือนกัน เพราะว่า Accord ตัวใหม่นี้ ผมรู้สึกว่ากระจกหน้ามันเล็กลงยังไงไม่รู้แฮะ ทั้งๆ ที่อย่างนึงที่ผมชอบมากกับรุ่นปัจจุบันคือ กระจกหน้าที่มันกว้างมาก+กระโปรงหน้าที่ค่อนข้างเตี้ย ทำให้เห็นได้กว้าง
  • ดูไปดูมา เริ่มจะมีความรู้สึกว่ามันคล้ายๆ กับ Camry ตัวปัจจุบันแฮะ รู้สึกว่ามันจะอายุมากขึ้นกว่าตัว 2007 เยอะเลย พยายามให้ดูภูมิฐานมากขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้

เสียดายนะ ….​ หรือว่าหลังจากที่ผมเห็น New Civic ที่กล้าคิดกล้าคำใหม่ กล้า redesign ฯลฯ แล้วผมจะคาดหวังมากไปกับ Accord 2008 ก็ไม่รู้ เพราะว่า New Civic นี่มัน innovative แล้วก็เป็น radical change มากๆ เรียกได้ว่า อย่าไปบอกเลย ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงหรือความแตกต่าง แต่บอกว่า กล้า “สร้าง” ความแตกต่างและ “สร้าง” การเปลี่ยนแปลงดีกว่า …​ แต่ว่า New Accord ตัวนี้ เหมือนกับพยายามหยิบเอา “สูตรสำเร็จ” จากคนอื่นมาใส่ในรถตัวเอง ทำให้เสียความเป็นตัวเอง เสียเอกลักษณ์หลายๆ อย่างไปเลยด้วยซ้ำ

แต่ว่าเอาไว้เห็นตัวจริงก่อนอาจจะดีกว่าแฮะ

ปล. ลืมไป ว่าตัว Coupe จะดูดีกว่าหน่อยนะ ตัวนั้นจะหน้าคมกว่านิด เฉี่ยวกว่าหน่อย


(ภาพจาก Autoblog)

เรียกว่าเป็นน้องหมวยหน้าเรียวคม ก็คงจะได้ล่ะนะ สวยใช้ได้กว่ากันเยอะเลย

[update 1] เมื่อกี้คุยกับคุณวีร์ (เจ้าของ Honda แห่งหนึ่ง) เห็นตรงกันว่า เห็น New Civic, New CR-V แล้วมาเจอ New Accord นี่ ความรู้สึกคงประมาณเดินๆ ขึ้นเขาอยู่ดีๆ แล้วตกเหว

>> Good Math, Bad Math : Fractal Dust and Noise

Good Math, Bad Math : Fractal Dust and Noise:

ไปเจอมา เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Fractals กับเรื่องธรรมชาติของ Noise แล้วก็ Dust ที่เกี่ยวข้องกับ Information Theory (Shannon’s Information) อืมมม ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรสำหรับผมนะ เพราะว่ารู้อยู่แล้วว่าธรรมชาติของ Noise ใน communication channel มันเป็น Fractals อยู่แล้ว

สำหรับตัวอย่างที่เค้าให้มาก็ obvious พอสมควร ลองอ่านและทำความเข้าใจดู สำหรับผมนะ มันไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะว่าธรรมชาติมีอะไรที่เป็น Fractals เยอะ เรื่อง Self-similarity และ Fine structure หรือว่าเรื่องของ Fractional dimensions ของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัว อะไรแบบ

ไว้วันหลัง (อีกล่ะ) ผมคงจะมีเวลาเขียนถึงเรื่องแบบนี้บ้าง โดยเฉพาะเรื่อง Chaos Theory, Information Theory, Fractals เนี่ย อยากหาเวลาเขียนบทความแนว Popular Science ถึงพวกมันบ้างจัง

ตอนนี้อ่านนี่ไปก่อนนะครับ

Good Math, Bad Math: An Introduction to Fractals