Wish List 2010 ในฐานะ “ผู้บริโภค”

December 9th, 2009

ถึงจะยังไม่สิ้นปี … แต่ว่าก็คิด wish list สำหรับปีหน้าไว้หน่อยนึง นี่ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายของตัวเองนะ แต่เป็นสิ่งที่อยากได้ อยากให้เกิดขึ้น หรืออยากให้มี ไม่ใช่อุดมคติ ไม่ใช่หวังลมๆ แล้งๆ (เช่น อยากให้โลกสงบสุข อยากให้ทุกคนรักกัน อยากให้ตัวเองสุขภาพดี อยากให้ น.ศ. ตั้งใจเรียน ฯลฯ) เรียกว่า เป็น wish list ในฐานะ “ผู้บริโภค” ละกัน

ที่บอกว่า ปีหน้า เพราะว่าปีนี้ ให้ตายยังไงๆ ก็คงไม่เกิดขึ้น หรือเกิดแต่คงไม่ทันแน่ๆ

  • Nikon ขอร้องเถอะนะ ช่วยออก 28/1.4, 35/1.4, 135/1.8 VR (เรียงลำดับความอยากได้) มาหน่อยเถอะ รอเลนส์ Wide ไวแสงมานานแล้ว (อ่อ ตัวสุดท้ายไม่ Wide แต่อยากได้มากๆ)!
  • Apple ขอร้องเถอะนะ ข่วยทำให้ Magic Mouse มันใช้งาน Middle Button แบบ official ได้หน่อยเถอะ รับไม่ได้อย่างรุนแรง
  • Sigma ขอร้องเถอะนะ ช่วยทำ DP ให้มันใช้งานได้หน่อย และอยากได้เลนส์สัก 35/2 อ่ะ (แต่ว่าถ้ายากไป 50/2 ก็ยังดี … 41/2.8 มัน focal length ประหลาดๆ) ถ้าอันนี้ยาก ก็อันถัดไป ..ง
  • Ricoh ขอร้องเถอะนะ ช่วยเพิ่มขนาด sensor ให้กับ GR-DIII หน่อย ทุกอย่างโดนใจหมดเลย แต่ว่า sensor มันเล็กไปอ่ะ (แต่ว่าถ้ามันใหญ่ขึ้น ก็แลกกับขนาดที่จะใหญ่ขึ้นอ่ะนะ ….) จริงๆ ทำเป็น module 28/2 ที่มี sensor ใหญ่หน่อยนึง (ไม่ต้องถึงกับ APS-C หรือ 4/3 หรอก) สำหรับ GXR ก็ได้
  • Leica ขอร้องเถอะนะ ลดราคา M9 ลงมาหน่อยเถอะ ได้โปรด! (อยากได้มากๆ แต่ไม่มีตังค์พออ่ะ เพราะว่าคิดว่าจะต้องหาเลนส์ ASPH สักตัวด้วย)
  • ไม่รู้เป็นไรนะ แต่อยากได้ 25/1.4 บน m4/3 มากๆ เลย (17/2.8, 20/1.7 เอาจริงๆ มันยังไม่โดนอ่ะ … แต่ว่าเลนส์คงจะตัวใหญ่หน่อยแฮะ ไม่เป็นไรมั้ง ขนาด 50/1.4 ของ Sigma ยังคิดว่าตัวมันเป็น 85mm ได้เลย) หรือว่าสุดท้ายต้องหา 24/1.4 แล้วใช้ converter เอา? … ไอ้ option นี้ก็ดันมีแต่ Summilux ซะด้วยสิ แพงโคตร
  • ผู้ผลิตกล้องทั้งหลาย ขอร้องเถอะ จบ MegaPixels War ซะที (แต่ว่าสงครามนี้ก็เหมือนจะจบลงไปเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ในตลาด compact และไม่มีผู้ชนะซะด้วย มีแต่ผู้แพ้) แต่กันมาเพิ่มขนาด sensor แทน หรือไม่ก็เน้นเรื่อง lens หรือ innovation ใหม่ๆ ที่เป็น innovation เกี่ยวกับ “การถ่ายรูป” แทน (ไอ้พวกฟีเจอร์ที่มันเป็นเรื่องบ้าเทคโนโลยี ไม่ต้องมากนักก็ได้ มากจนน่าเบื่อ)
  • Canon ขอร้องเถอะ ช่วยลงมาเล่นเกม compact sensor ใหญ่กับเค้าซะที (Nikon มี patent เรื่องนี้หลุดมาเรื่อยๆ แต่ว่ารู้สึกว่า sensor จะเล็กกว่าชาวบ้าน — เล็กที่สุดในบรรดา compact sensor ใหญ่ทั้งหมด)
  • Apple ขอร้องเถอะนะ … ช่วยทำ MacBook Pro แบบจอขอบดำ และ Matte ทีเถอะ (ชอบจอขอบดำ .. แต่ว่าชอบ Matte ซึ่งตอนนี้อยากจะได้ Matte ก็ต้องเป็นขอบเทา — เอาแบบ official นะ)
  • ใช่ … Apple ขอร้องอีกแล้ว ทำอะไรก็ได้ ที่มันอ่านหนังสือง่ายๆ หน่อย จะเป็น Tablet, Big iPhone หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ออกมาด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง จะต่อคิวซื้อคนแรกเลย

เห็นว่าเป็น Wish list แบบ Consumer ชัดๆ แต่ว่าออกมาหมด ก็ใช่ว่าจะซื้อหมดหรอกนะ ไม่ไหวหรอก แค่ “มันคงสนุกดี” สำหรับหลายๆ กรณี ก็แค่นั้นแหละ

เปลี่ยนที่นี่เป็น Photo Blog ดีมั้ยนะ

December 8th, 2009

หลังจากอยากจะทำ Photo Blog มานาน … แต่ว่าไอ้โปรเจคที่คิดๆ ไว้หลายตัว ก็แป้กๆ จะเป็นส่วนมาก จากหลายปัจจัย (เช่น ไม่ว่างทำ และผู้ช่วยทำก็ยังไม่ว่าง งานเข้ากันวุ่นวาย) ก็เลยคิดว่า งั้นเฉพาะส่วนตัวเอง ก็มาทำที่นี่เลยก็แล้วกัน เพราะว่าไหนๆ ก็ไม่มีที่ไปแล้ว

อืมมมม ต่อไปคงพยายาม post รูปที่ถ่ายๆ ไปจากวันเวลาต่างๆ ลงที่นี่บ้าง จะพยายามให้ได้ “วันละรูป” จาก concept เดิมที่เคยคิดจะทำเว็บๆ หนึ่งเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว

แต่ว่าคงจะไม่เริ่มพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้หรอกนะ รอหารือกับทีมงานก่อน ว่าจะทำโปรเจค “วันละรูป” ได้มั้ย ถ้าได้ จะรอไปเขียนที่นั่นเลย

ข้อคิดจากฟิสิกส์: F = ma

December 8th, 2009

ขอเขียนอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่มีในหัวมานานแล้ว แต่ไม่เคยลงไว้ที่ไหน (เคยพูดบ้าง ตอนกินข้าว นั่งคุยกับเพื่อนๆ) … ก็คือเรื่องกฏนิวตันง่ายๆ เนี่ยแหละ

เราเคยท่องๆ กันมาใช่มั้ย กฏนิวตัน 3 ข้อ คือ F = 0, F = ma, F = -F …. เอ๊ะ ท่องกันถูกหรือเปล่าเนี่ย นี่มันไม่ใช่กฏนิวตันแล้ว นี่มันสูตรไว้ท่องเข้าห้องสอบไปแทนตัวเลข! กฏมันมีอยู่ว่า

  • ในสภาพไม่มีแรงกระทำ วัตถุย่อมรักษาสภาพการเคลื่อนที่
  • เมื่อมีแรงกระทำ F กับวัตถุมวล m วัตถุจะเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง a
  • เมื่อมีแรงกระทำ F จากวัตถุ 1 ไปยัง 2 จะมีแรงปฏิกิริยา -F จาก 2 ไป 1 ขนาดเท่ากัน แต่ทิศตรงกันข้าม

แล้วมันมีประเด็นอะไรให้เขียนถึงล่ะเนี่ย …. มีสิ ในการทำงานอะไรก็ช่าง ลองคิดว่าคน หน่วยงาน องค์กร ประเทศชาติ หรืออะไรก็ได้ ก็เป็นวัตถุ ที่มีสภาพการเคลื่อนที่ รักษาสภาพการเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง เคลื่อนที่เป็นอะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่หยุดนิ่ง ก็เป็นสภาพการเคลื่อนที่เช่นกัน

วัตถุนั้นๆ ก็ย่อมจะมีมวล มวลมากมวลน้อย ไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่ามีมวล สมมติว่าเป็น m ละกัน

ถ้าเราเห็นว่าวัตถุนั้นๆ กำลังเคลื่อนที่ไปในทางที่เราไม่อยากให้ไป หรือว่าคิดว่าจะต้องขับเคลื่อนอะไรมันบ้าง จะต้องทำยังไง? การจะเปลี่ยนการเคลื่อนที่ ก็ต้องสร้างความเร่ง การจะสร้างความเร่ง ทำยังไง?

จาก F = ma จะได้ว่า a = F/m จะพบว่า อืมมมมม “มวล” มันเป็น “ตัวถ่วง” นี่นา การจะเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนที่ จะต้องออกแรงมหาศาล เพื่อเอาชนะมวลที่ต้องตัวถ่วงจำนวนมาก ที่แต่ละตัว ก็จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ของมันเอง ใช่หรือไม่?

ว่ากันว่า คนเรากลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่อะไรหรอก เราก็แค่มวลก้อนหนึ่ง ที่พยายามรักษาสภาพการเคลื่อนที่ ใช่หรือไม่?

ทำอย่างไร ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง? ถ้าเอาเรื่อง Phase Transition มาคิด เราก็ต้องให้พลังงานมันสินะ แต่ว่าพลังงานที่ต้องใช้ในการสลายพันธะอะไรบางอย่าง มันก็คงต้องมาเอาการอยู่ เพราะว่ามวลหลายตัว ก็เป็นลักษณะ “มวลนิ่ง” มานาน และอย่างที่รู้ๆ กัน ว่ามวลนิ่ง เร่งให้เกิดปฏิกิริยาอะไรก็ยากทั้งนั้น สสารหลายตัวมีสภาพเหมือนกับมวลนิ่ง ไม่จับคู่กับสสารอื่นๆ เพื่อให้เกิดพันธะใหม่ๆ อะไรทั้งสิ้น

ไม่เป็นไร เราก็ให้พลังงานมันต่อไป คิดว่าสักวัน จะต้องถึงจุดเปลี่ยนแปลงใน Phase Transition สิน่า และเมื่อจุดนั้นมาถึง มวลส่วนมากของระบบนี้ ก็คงจะพร้อมที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสิน่า

แต่ว่านะ ยิ่งมวลมาก ก็ยิ่งขับเคลื่อนมันยากเท่านั้นแหละ ยกตัวอย่างง่ายๆ เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของรถยนต์คันนึง ง่ายกว่าเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของรถบรรทุกเป็นกอง

Blog entry นี้ มั่วนะครับ มั่วมาก และอย่าไปใส่ใจอะไร หรือหาข้อเท็จจริงทางวิชาการอะไรทั้งสิ้น มันไม่ใช่เรื่องฟิสิกส์ เพียงแต่ผมพยายามเอาข้อคิดจากฟิสิกส์ มาพูดถึงการขับเคลื่อนอะไรก็ช่าง ที่มันเป็นแบบนั้นมานานแล้ว รักษาสภาพการเคลื่อนที่อยู่แบบนั้น ในบางกรณีก็เป็น “มวลนิ่ง” อยู่แบบนั้น ก็เท่านั้นเอง

เออใช่ และลืมคิดไปเลยว่า ยิ่งออกแรง F ลงไปยังวัตถุที่เราพยายามผลักดันเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้รับแรง -F กลับมาจากวัตถุนั้นเท่านั้นแหละ

2009

December 8th, 2009

ไม่ได้เขียน Blog มานาน และคิดว่าคงไม่ได้เขียนอีกนาน ไหนๆ เขียนแล้ว ก็ขอเขียน Year in Review ของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน แบบไม่เรียงลำดับนะ คิดอะไรออกก็เขียน และจะให้เวลาตัวเองในการเขียน Blog นี้แค่ 20 นาที เป็นอย่างมาก

  • ปรับตัวเข้ากับการบริหารงานแบบราชการๆ ได้มากขึ้น (แปลว่า ปลงตกมากขึ้น) การปรับแนวคิดให้เป็นแบบ Project-based มากกว่า Function-based หรือ Department-based คงเป็นได้แค่แนวคิด เพราะอย่างไรก็ตาม คนยังคิดแยกฝักแยกฝ่าย มากกว่าการช่วยกันทำงาน
  • งานองค์กร หลายอย่างคิด เริ่ม แต่ไม่เดินหน้า เพราะติดปัจจัยหลายอย่างที่คงไม่เหมาะที่จะเขียนลง Blog และเป็นปัจจัยนอกการควบคุม แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะ ความคิดที่ไม่เป็น Project-based หรือ Project-oriented ที่พูดเมื่อกี้น่ะแหละ
  • งานหลายอย่าง ที่เราเคยวาง priority ไว้ลำดับแรกๆ พอทำไปทำมา และหารือไปมากับหลายๆ ฝ่าย (ภายนอกองค์กร) กลับกลายเป็นว่า มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่า และผมเห็นด้วย ว่าสำคัญกว่าจริงๆ แต่ตอนแรกเรายังมองไม่เห็นงานพวกนี้มากพอ เข้าใจมันดีพอ ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นว่าต้องจัดลำดับความสำคัญของงานใหม่ งานบางตัวที่เริ่มไว้ ก็ต้องถูกลดความสำคัญลงไป
  • ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะทำงาน 10 ตัวพร้อมกัน โดยทุกตัวเป็น Top-priority ไม่ได้หรอกครับ ยังไงๆ ก็ต้องตัดให้มันเหลือแค่ 2 ตัว และตัวนึงเป็น A-Must และอีกตัวเป็น Nice-to-have ถึงจะทำงานได้ ถ้าทุกตัว Top-priority หมด แบบนี้ยังไงก็ทำงานไม่ได้ครับ
  • สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะพบกันระหว่างทางครับ และผมเองก็กำลังหาจุดที่อยู่ “ระหว่างทาง” นั้นอยู่ ว่าเรื่องไหน จุดไหนถึงจะเหมาะสม ซึ่งก็คงไม่มีจุดตายตัว จุดที่เหมาะสมที่สุด ฯลฯ อะไรทำนองนั้นแน่นอน
  • แต่คนในองค์กรหลายคนดีครับ ทำให้ยังมีใจทำงานให้มหาวิทยาลัยอยู่ได้ (ย้ำนะครับ ทำงานให้มหาวิทยาลัย)
  • เป็นปีที่ซวยพอสมควร มีเรื่อง Drama เกิดขึ้นเยอะหน่อย ไหนเลยจะโดนทุบรถ และอื่นๆ อีกพอควร จะสิ้นปีอยู่แล้ว ก็ยังไม่จบเรื่องจบราว
  • ถ่ายรูปน้อยลงมากๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง พอคอมพิวเตอร์หายไป รูปที่ชอบๆ ที่คิดว่าถ่ายได้ดีๆ สวยๆ มันหายไปหมดเลย (เพราะว่าไม่ได้ Backup รูปไว้) เลยหมดกำลังใจไปพักนึง และก็ไม่สามารถหาเวลาถ่ายรูปได้เหมือนเดิม (และไม่ค่อยกล้าพกกล้องไว้ในรถ “เผื่อมีโอกาสถ่าย” เหมือนเดิม)
  • แต่ก็ยังดี ที่งานที่ทำเล่นๆ ขำๆ เกิดพอจะได้เรื่องได้ราว ถ้าใครยังไม่ทราบ รบกวนดูที่ i sure, i cheer, i hear, i am petdo!
  • จากข้อเมื่อกี้ ขอบคุณน้องๆ ทีมงาน Urchin Image นะ ที่ทำให้โลกมันน่าอยู่ขึ้นบ้าง สำหรับพี่ ไว้หมดวาระ หมดเวรหมดกรรมในปัจจุบันเมื่อไหร่ พี่จะไปช่วยงานที่บริษัทเต็มตัวนะ หวังว่าคงจะอยู่กันถึงวันนั้น
  • ปลงตกมากขึ้นกับนักศึกษา การศึกษา และการเรียนการสอน
  • แต่อย่างน้อยๆ งานหลายๆ อย่างที่เคยคิดว่าจะเริ่มทำ ก็ได้เริ่มทำแล้ว และก็ทำเรื่อยๆ น่ะแหละ ไม่ได้คิดว่าจะเสร็จเมืิ่อไหร่ ตอนนี้ก็มีหนังสือ Rails ที่สุดท้ายก็คงปล่อยฟรี ไม่เขียนขาย เพราะว่าตัวเองก็อ่านโน่นนี่ฟรีๆ บนเน็ตมาเยอะ ไม่ได้กะจะรวยอะไรกับเรื่องนี้อยู่แล้ว และไม่ชอบ ไม่ถนัด กับการเขียนอะไรแบบเป็นทางการมากเกินไป
  • อ่อ iPhone Developer Camp ที่กรุงเทพ ก็ยังไม่ได้ทำสักที หวังว่าคงจะได้ทำบ้าง หลังปีใหม่ เพราะว่าอยากจะให้มันต่างจาก iPhone Training ที่ไปทำที่ Software Park ภูเก็ตบ้าง
  • มีไอเดียทำ iPhone App เยอะแยะเลย แต่ไม่ทำ ไม่่ใช่ไม่มีเวลา แต่เพราะเครียดจากเรื่องอื่น และหมดแรงจะไปลงกับมัน ตอนนี้อยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อตอนปี 2001-2004 มากๆ ที่ตอนนั้น เวลามีเรื่องเครียด จะเขียน code แก้เครียด … เป็นช่วงที่ productivity สูงที่สุดในชีวิต
  • แต่ว่า Cocoa Touch เป็นเฟรมเวิร์กที่สวยมากนะ ถ้าอยู่กับมันทั้งวันได้โดยไม่ต้องยุ่งกับอย่างอื่นเลยก็ดี อิจฉาหลายๆ คนที่สามารถใช้ชีวิตแบบนั้นได้
  • ดูหนังน้อยลงมากๆ และไม่ได้เขียนรีวิวหนังเลย มีหลายเรื่อง ที่จริงๆ ก็อยากจะเขียนถึง ถึงจะเป็นหนังที่เก่าหน่อย (เช่น Batman: Dark Knight) แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็ไม่เขียน ขี้เกียจมั้ง
  • กลับมาเรื่องเรียนเรื่องสอน ปีนี้ภาษาที่ใช้ หวยออกที่ Scheme เป็นหลักและ Ruby (เล็กน้อย) ก็คงจะแทรกๆ พวก Linux อะไรพวกนี้ลงไปบ้าง ตามสมควร คงไม่มีภาษาอะไรที่ syntax มันไม่ยุ่งยาก และ uniform ทั้งภาษา ได้เท่ากับ ​Scheme แล้วมั้ง
  • เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนเหรอ? ย้ำอีกครั้ง ว่าปลงแล้วล่ะครับ
  • Archievement เล็กน้อยส่วนตัว …​ ในที่สุด ก็หาวิธีอธิบาย Higher-Order Function ได้แบบเนียนๆ และเป็นธรรมชาติมากๆ ได้แล้ว
  • โปรเจคเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายรูปหลายโปรเจค มีสถานะเป็น “ยังไม่มีการดำเนินการ” หรือ “หยุดกลางคัน” หรือ “ล้มเลิก” เช่น คนเล่นกล้อง วันละรูป ซึ่งตอนแรกจะทำเป็นเว็บแอพพลิเคชัน ส่วน Photographic Project ที่ทำอยู่หลายตัว ก็ค้างไปเฉยๆ เพราะว่ารูปหาย หมดแรงถ่ายใหม่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มๆ กลับมาถ่ายบ้างแล้ว ได้รูปถูกใจบ้าง แต่ยังไม่มี Keeper หรือรูปแบบโคตรๆ ได้อารมณ์ หรือ Decisive Moment เท่าไหร่
  • นั่นสิะ Blog ก็แทบไม่ได้เขียน
  • แก่ลงเยอะนะเนี่ย ขับรถเยอะๆ เดินทางไกลๆ แล้วร่างกายงอแง
  • เวลาอากาศเปลี่ยน ก็จะชิงไม่สบายเป็นคนแรกๆ ขององค์กรเลยซะด้วยซ้ำ
  • บ่นน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด เน็ตช้า บริการห่วย ฯลฯ เรื่องต่างๆ ที่เคยบ่นเวลาไปที่โน่นที่นี่ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าปลง อีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะเข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องธรรมชาติของคน เรื่องฯลฯ
  • กินข้าวน้อยลงเยอะ …. ส่วนมากตอนนี้เหลือแค่วันละมื้อ คือ มื้อเย็น ไม่รู้อยู่ได้ยังไงเหมือนกัน แต่มันเกิดอาการเบื่ออาหาร และไม่ค่อยอยากจะกินอะไรเท่าไหร่ ใน 5 วันทำงาน จะกินข้าวเที่ยงกับเค้าอยู่ประมาณวันสองวันเท่านั้นแหละ
  • เรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับผมก็คือ …. เดี๋ยวนี้ผมเริ่มต้นสัปดาห์ ด้วยการถามหาวันศุกร์ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้เลยในชีวิต เคยแต่อาทิตย์นึงมี 7 วัน ก็ทำงานมันซะเต็มๆ และไม่เคยคิดว่าเหนื่อย ไม่เคยคิดว่าอะไรทั้งนั้น คิดแต่ว่า “สนุก”
  • ถ้ากลับไปเป็นนายตัวเอง เต็มๆ ตัวอีกครั้ง … จะดีขึ้นหรือเปล่านะ?

เฮ้อ … ทำไมมีความรู้สึกว่า 30 ปีผ่านไป ชีวิตมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่ ยังไงก็ไม่รู้ … entry นี้คงเขียนแค่นี้แหละครับ พบกันใหม่ สวัสดีครับ



(ภาพจาก iampetdo.com ตอน “ขอ report”)

เหนื่อย

October 14th, 2009

เหนื่อยครับ ทุกวันมีแต่เรื่องเหนื่อยๆ อะไรก็ไม่รู้ หลายอย่าง มากมายเกินไป

ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อัพเดท blog นี้มานาน จนไม่รู้ทุกวันนี้ยังจะมีคนอ่านมันอยู่หรือเปล่า และพออัพเดททีหนึ่ง ก็เอาเรื่องบ่นๆ มาอัพเดทกัน

แต่ครั้งนี้ผมไม่รู้จะบ่นอะไร นอกจากบอกว่า “เหนื่อย”

เหนื่อยกับหลายอย่างครับ เหนื่อยกับปัจจัยแทบทุกอย่างที่มันนอกเหนือการควบคุมของผมเองทั้งสิ้น ผิดเองครับที่เอาชีวิตไปยุ่งกับปัจจัยเหล่านี้

ขอใช้พื้นที่บนเว็บไซต์นี้ บ่น ระบาย และจบกันไป

ทำภาพ High Dynamic Range เทียม (#2)

May 6th, 2009

คราวนี้ลอง RAW ของ D3 (NEF บ้าง) ด้วยเทคนิคเดียวกัน ขั้นตอนเดียวกัน

  1. ภาพต้นฉบับ ลองสังเกตบริเวณที่แสงจ้า (ภายนอกหน้าต่าง) และบริเวณที่เป็นมืด (ขอบหน้าต่าง, ข้างตูสีแดง, ผนังใต้หน้าต่าง ฯลฯ) นะครับ

    nef_hdr_001.jpg

  2. ภาพ +1, +2 EV จะเห็นบริเวณที่มืดชัดเจนขึ้น

    nef_hdr_002.jpg

    nef_hdr_003.jpg

  3. ภาพ -1, -2 EV จะเห็นบริเวณนอกหน้าต่างชัดเจนขึ้น

    nef_hdr_004.jpg

    nef_hdr_005.jpg

  4. ภาพที่ทำ HDR เทียมเรียบร้อยแล้ว ลองเทียบกับภาพต้นฉบับดูครับ

    nef_hdr_006.jpg

คิดว่าเทคนิคนี้คงจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ คนนะครับ ซึ่งเทคนิคนี้อาจใช้ได้ดีกับกรณีที่ต้องการจะถ่ายฟ้าให้ฟ้าสวยๆ และยังคงรายละเอียดอื่นๆ ในส่วนอื่นๆ ไว้ไม่ให้มืดไปด้วยครับ

ทำภาพ High Dynamic Range เทียมแบบขำๆ

May 6th, 2009

สำหรับคนถ่ายรูป คงจะรู้จักภาพแบบ High Dynamic Range (HDR) แน่ๆ โดยหลักการคร่าวๆ แล้ว HDR จะมีจากแนวความคิดที่ว่า “มันมีอะไรเสมอ ในที่แสงจ้า และที่มืด” และความจริงที่ว่า เซนเซอร์รับภาพ และหน่วยประมวลผลภาพของกล้องดิจิทัล ไม่สามารถเห็นช่วงของแสงได้กว้างเท่ากับที่ตาเราเห็น

ลองนึกดูเล่นๆ นะครับ เวลาเรามองไปที่หน้าต่างที่เปิดอยู่ เราจะเห็นวิวทิวทัศน์ข้างนอก ได้พร้อมกับเห็นรายละเอียดของขอบหน้าต่าง (หรือลายของผ้าม่าน) ได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าเราถ่ายรูปล่ะ เรามักจะเห็นว่า ถ้าเราต้องการให้เห็นวิวข้างนอก ขอบหน้าต่างและม่านจะมืด แต่ถ้าเราต้องการให้เห็นขอบหน้าต่างชัด วิวข้างนอกก็จะสว่างไปจนมองไม่เห็นอะไร

เลยเป็นที่มาของเทคนิคการทำ HDR ครับ โดยปกติการทำ HDR เราจะต้องถ่ายภาพเดียวกัน ที่หลายๆ exposure เป็นลำดับ (เช่นถ่าย 5 ภาพ ต่างกันภาพละ 1 EV ซึ่งจะได้ที่ -2 EV, -1 EV, 0 EV, 1 EV, 2 EV) เพราะในขณะที่ -EV จะทำให้ภาพมืด แต่ก็จะรักษารายละเอียดในส่วนที่สว่างของภาพไว้ได้ ซึ่งตรงข้ามกับ +EV ที่จะทำให้เห็นรายละเอียดในส่วนที่มืดชัดขึ้น ซึ่งการถ่ายลักษณธนี้เราเรียกว่า exposure bracketing

ทีนี้ ถ้าเราไม่ได้ถ่าย exposure bracketing เอาไว้ล่ะครับ ทำอย่างไรดี? ซึ่งเราก็ยังคงโชคดีอยู่บ้าง ถ้าเราถ่าย RAW เอาไว้ เพราะว่า RAW จะเก็บข้อมูลของเรื่องแสงที่เซนเซอร์บันทึกไว้ได้ เอาไว้พอสมควร ซึ่งทำให้เรายังพอจะปรับ exposure value เพื่อดึงเอารายละเอียดในส่วนที่มืดและสว่างกลับมาได้บ้าง ก็เลยเป็นที่มาของ “HDR เทียม” ที่เราจะคุยกันในวันนี้ครับ

ปกติผมไม่เคยได้ลองเทคนิคพวกนี้หรอกนะ เพราะว่าไม่ได้ถ่าย RAW จนกระทั่งมาเล่น Leica M8 ซึ่งมี JPEG engine ที่ห่วยมากๆ จนต้องถ่าย RAW แบบไม่มีทางเลือก (และ RAW ของ M8 ก็ใช่ว่าจะดีนะครับ .. นอกจากเป็น DNG แล้วผมยังหาข้อดีของ M8 RAW ไม่ค่อยจะได้เลย และ M8 ยังมี DR ที่งั้นๆ เทียบกับกล้องอีกลายๆ ตัวอีกด้วย … แต่ไม่ขอพูดถึงมากล่ะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นรีวิว M8 ไป)

ลองทำตามนี้ครับ

  1. หา RAW มาสักภาพหนึี่ง สมมติว่าเป็นภาพด้านล่างนี้ละกัน จะเห็นว่ารายละเอียดตรงเหล็กขึงสะพาน (สีเหลือง) มืดไป ในขณะที่รายละเอียดบนเมฆบางส่วนก็หายไป (ขาวจ๋อง)

    test_fake_hdr_005.jpg

  2. จากนั้นปรับ exposure value ให้ไปทาง + EV เพื่อดึงเอารายละเอียดในที่มืดคืนมา ในตัวอย่างนี้ผมดึงไป +1 EV, +2 EV ตามลำดับ

    test_fake_hdr_001.jpg

    test_fake_hdr_002.jpg

  3. จากนั้นทำอย่างเดียวกัน ไปทาง - EV เพื่อดึงเอารายละเอียดบนเมฆกลับมาบ้าง ซึ่งผมทำเท่ากันคือ -1 EV, -2 EV

    test_fake_hdr_003.jpg

    test_fake_hdr_004.jpg

  4. จากนั้นก็ให้เอาโปรแกรมที่ทำพวก HDR (เช่น Photomatix Pro) มารวมกัน และทำ Tone Mapping (วิธีการใช้โปรแกรมพวกนี้ผมไม่ขอพูดถึง เพราะหาได้ทั่วไป …. และผมเองก็ “เล่นไม่เป็น” ด้วย) ซึ่งผลที่ได้จะเป็นแบบนี้

    test_fake_hdr_001_2_3_4_5_tonemapped.jpg

ก็ … ถึงจะสู้ทำ HDR แท้ไม่ได้ แต่ว่าก็ยังดีกว่าทำไม่ได้ล่ะนะ … ภาพนี้ถ่ายขณะรถติดบนสะพานพระราม 8 คงไม่มีเวลาจะตั้งขาตั้งและถ่าย bracket แบบจริงๆ จังๆ ล่ะครับ

แต่ว่ายังงั้นยังงี้ … กล้อง DSLR หลายตัวในปัจจุบันมันมีเทคโนโลยีฉลาดๆ มากมาย (เช่น Automatic/Adaptive High Dynamic Range ในชื่อต่างๆ กัน .. เช่น Active D-Lighting ของ Nikon เป็นต้น) และเซนเซอร์ที่ดี มี DR กว้างเอาเรื่อง … ดังนั้น ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมใช้ D3 ถ่ายทั่วไป ผมก็ยังถ่าย JPEG เหมือนเดิมน่ะแหละ

Review: X-Men Triology

May 3rd, 2009

ก่อนที่จะเขียนรีวิว X-Men Origins: Wolverine ขอเอารีวิวของไตรภาคแรกของ X-Men มาโพสท์ใหม่นะครับ ซึ่งจริงๆ เป็นรีวิวที่เขียนไว้นานแล้ว และโพสท์ไว้นานแล้ว ใน Blog ในเว็บไซต์ที่ภาควิชา ซึ่งไม่ได้อัพเดทมานานมากแล้ว (และปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นเว็บที่ตายไปแล้วด้วยซ้ำไป)

รีวิวนี้ถูกโพสท์ไว้ที่ http://www.cp.su.ac.th/~rawitat/weblog/files/x_men.html เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2006 ซึ่งนานโขแล้ว … เอาเป็นว่าผมขอเอามาโพสท์ไว้อีกครั้งที่นี่ โดยไม่แก้ไขเนื้อความใดๆ ทั้งสิ้น ก็แล้วกันนะครับ

***อาจจะ spoil นะ ใจไม่ด้านพออย่าอ่านต่อ อย่าหาว่าไม่เตือนด้วย***

ไม่ได้เขียน review หรือว่าวิเคราะห์วิจารณ์หนังนานแล้ว แต่ว่าเรื่องนี้อดไม่ได้จริงๆ เพราะว่ามันตีความสวยๆ ได้เยอะเลย ตั้งแต่เริ่มภาคแรกน่ะแหละ อีกอย่าง บอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้สนใจความ “เหมือน” ในเนื้อเรื่องระหว่างหนังกับการ์ตูน หรือว่าการเพิ่ม/ลด/เปลี่ยนบทบาทตัวละครบางตัวนะ

ผมอยากจะมองในแง่การตีความเชิงปรัชญากับชีวิตมากกว่า

ผมอยากจะมองแค่ว่า ถ้าบรรดา X-Men หรือว่าพวกมนุษย์กลายพันธุ์ เป็นคนธรรมดาที่แตกต่างไปจากคนทั่วๆ ไป คนที่ไม่ใช่ mainstream คนที่คิดแตกต่าง ทำแตกต่าง มีแนวคิดและความสามารถที่แตกต่างออกไปจากคนทั่วไปล่ะ …. สิ่งที่คนพวกนี้พบจากสังคมก็มักจะเป็นสิ่งเดียวกันน่ะแหละ คือ ความกลัว ที่มักจะแฝงอยู่ในรูปของความโน่นความนี่

หลายคนอาจจะมองคนที่แตกต่างเหล่านี้ ว่าเป็นผู้มีปัญหาทางจิต มีปัญหาในการเข้าสังคม มีปัญหาเพราะว่าไม่เหมือนคนหมู่มาก ฯลฯ และพยายามแก้ ด้วยการบังคับ (โดยการใช้กฏของสังคม) ให้พวกที่แตกต่างเหล่านี้เป็นไปตามคนหมู่มาก อ้างโน่นอ้างนี่ และสุดท้ายก็อ้างประชาธิปไตย (เหมือนในหนัง X-3 น่ะแหละ ที่มีการเอาตรงนี้มาแดกดันเล่นด้วย) …. แต่ว่าคนทั่วไปมันเข้าใจประชาธิปไตยซะที่ไหนเล่า ว่ามันต่างจากพวกมากลากไปตรงไหน

ผมมองว่าบรรดามนุษย์กลายพันธุ์ทั้งหลายนี่ เป็น exaggerated version ของคนธรรมดาๆ ที่มีความสามารถพิเศษอะไรบางอย่างน่ะแหละ ลองแทนความสามารถทางร่างกายด้วยคำว่า จิตใจ สิ เช่น คนที่มีใจแบบความสามารถของ Wolverine ก็เป็นพวกใจแข็งเป็นเหล็ก กล้าหักกล้าทะลวงกล้าแหก รักษาอาการบาดเจ็บทางจิตใจ (อาการท้อแท้ ฯลฯ) ได้เร็ว .. คนที่มีใจแบบ Iceman ก็เป็นพวกที่ทำให้ทุกคนใจเย็นลงได้ หรือว่าเย็นใจได้เมื่ออยู่ใกล้ๆ ผมว่าจริงๆ ลองแปลๆ ตีความเล่นๆ แบบนี้ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน

ที่ผมชอบที่สุด (แต่ว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบไปด้วย) ในเรื่อง X-3 ก็คือ Angel ที่หลายคนบอกว่า ไม่เห็นมีบทอะไรเลย ออกมาเท่ห์แค่ไม่กี่ฉาก พลังพิเศษอะไรก็ไม่มี นอกจากบินได้

แต่ว่า Angel เป็นสัญลักษณ์ของคำว่า อิสรภาพ ซึ่งอาจหมายถึงคนที่มีใจรักอิสะเสรีด้วย คนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่มีอะไรพิเศษนี่แหละ คนพวกนี้เป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในสังคมที่พวกเราๆ สร้างมันขึ้นมา ผมเชื่อว่า คนเราทุกคน เกิดมาพร้อมกับสิ่งๆ หนึ่งที่ถูกเด็ดทิ้งไปโดยระบบโลกที่พวกเราสร้างมันขึ้นมาเอง … นั่นก็คือ ปีกแห่งเสรีภาพ (Wings of Freedom)

ใน X-3 ภาพของ Angel จะเป็นการโบยบินบนท้องฟ้า ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา เราใช้แทนสัญลักษณ์ของการมีอิสรภาพ และ Angel ก็คือคนที่จะถูก รักษา เป็นคนแรกของเรื่อง นั่นก็คือ การเด็ดปีก หรือทำลายเสรีภาพทิ้งนั่นเอง

คนที่มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง ที่ถูกระบบของโลกเรา อ้างความเป็นคนหมู่มาก อ้างความเหมือนความเท่าเทียม ไม่ให้ความสำคัญหรือแม้แต่ยอมรับความต่าง … ทำลายลงไป … คนที่บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะร้ายก็ร้ายน่ากลัว มีพลังมหาศาลที่สามารถเอาไปใช้สร้างสรรค์ทุกอย่างได้ หรือว่าจะทำลายอะไรก็ได้ อย่าง Phoenix … ก็มีหลายคนในความเป็นจริง แต่ว่าน่าเสียดายที่คนพวกนี้หลายคนต้องจบชีวิตตัวเอง หรือไม่ก็ดำเนินชีวิตไปในทางเลวร้ายทำลายล้าง เพราะว่าเมื่อทำดี หรือพยายามทำดี แล้วต้องอยู่ภายใต้กรอบมากไป เหมือนกับถูกกักขัง และไม่ได้รับการยอมรับในความสามารถตัวเองอย่างแท้จริง .. หรือว่าคนที่เป็นอย่างมนุษย์กลายคนพันธุ์คนอื่นๆ

ผมไม่ค่อยเชื่อหรอก ที่มีคนบอกว่า ความต้องการพื้นฐานทางจิตใจของคนเรา คือ ความรัก ผมว่ามันคือ การยอมรับ ในทางที่ตัวเองเป็น และการยอมรับและยินดี ในสิ่งที่ตัวเองทำ จากความปรารถนาและเจตนาที่ดีอย่างจริงใจ ต่างหากล่ะ

อยากจะ quote อะไรบางอย่างจากหนังแฮะ แต่ว่าไม่รู้จะ quote อะไรดี ก็เอานี่ละกัน

“Do we look like we need your help (cure)?”

และพบกันในรีวิว X-Men Origins: Wolverine เร็วๆ นี้ครับ …. (ไม่ได้เขียนรีวิวหนังมานานมาก สนิมเกาะหมดแล้ว)

กล้องแนะนำ 10 ตัว (จาก The Online Photographer)

April 24th, 2009

เมื่อกี้โพสท์ 10 อันดับจาก Serious Compacts ไปแล้ว คราวนี้เพิ่งเห็นว่า The Online Photographer (http://theonlinephotographer.typepad.com/) ก็เพิ่งจะโพสท์ “อันดับสุดท้าย (อันดับ 1)” ของการจัดอันดับคล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าไม่จำกัดแค่กล้องคอมแพค ก็เลยเอามาโพสท์ซะเลย

เพื่อไม่ให้เสียเวลา ก็มาดูอันดับกันเลยดีกว่าครับ

  1. Nikon D700
  2. แปลกมะ … เค้าบอกว่ายังตัดสินใจไม่ได้ … ขอเวลาอีกเดือน
  3. Nikon D90, Olympus E-30, Canon 50D, Pentax K20D, Sony Alpha 700 (เอ่อ.. เลือกไม่ถูกเหรอ?)
  4. Panasonic Lumix DMC-LX3 (surprise นิดๆ นะเนี่ย)
  5. Sony Alpha 900
  6. Olympus E-420
  7. Panasonic Lumix DMC-G1
  8. Zeiss Ikon (film rangefinder)
  9. Canon Powershot G10
  10. Canon Powershot SD880 IS (บ้านเราจะรู้จักตัวนี้ในชื่อ IXUS 870)

ดูลิสท์นี้แล้วรู้สึกแปลกๆ กว่าที่ Serious Compact แฮะ ยังตัดสินรองชนะเลิศไม่ได้ แต่ว่าดันได้ผู้ชนะแล้ว ไม่พอ อันดับสามนี่ กล้องคลาสเดียวกันเสมอกันยกแผงเลย ที่แอบเซอไพรส์นิดๆ ก็มี LX3 ที่ทำอันดับได้สูงมาก (และก็ยังเหนือกว่า G10 ซึ่งสอดคล้องกับของ Serious Compact เพราะว่าถ้านับตามลิสท์นี้ก็พบว่า G10 เป็นกล้องคอมแพคอันดับสอง)

อันดับ 1 จะเป็น D700 ก็ไม่แปลกเลย เคยใช้ตัวนี้มาพักนึง บอกได้เลยว่าเป็นกล้องที่ price/performance เยี่ยมมากๆ แต่อดงงไม่ได้นิดๆ ว่ามี Sony a900 แต่ Canon 5D MkII หายไปไหนล่ะนี่ … ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นความเห็นของเว็บนี้นะครับ

กล้องคอมแพคแนะนำ 10 ตัว (จาก seriouscompacts.com)

April 24th, 2009

Serious Compacts (www.seriouscompacts.com) เป็นเว็บไซต์หนึ่ง ที่ตามอ่านประจำ มีเนื้อหาเกี่ยวกับพวกกล้องคอมแพค (กล้องขนาดเล็ก กล้องขนาดพกพาง่าย) ทั้งหลายทั้งแหล่ และเร็วๆ นี้ได้ทำบทความขึ้นมาซีรียส์หนึ่ง คือ Ten Recommended Compacts หรือ กล้องคอมแพคที่แนะนำ 10 ตัว ซึ่งจะแยกไปเป็น 10 บทความ และค่อยๆ อัพเดทขึ้นมาเรื่อยๆ ไล่จากตัวที่ 10 มาถึงตัวที่ 1 (แบบเดียวกับประกาศผลประกวดนางงามเลยเนอะ)

และตอนนี้ ทาง Serious Compacts ก็ได้อัพเดทครับทั้ง 10 ตัวแล้ว ผมเลยขอสรุปลำดับไว้ดังนี้ (Link ไปหาบทความต้นฉบับที่ Serious Compacts นะครับ)

  1. Leica D-Lux 4, Panasonic Lumix DMC-LX3
  2. Canon Powershot G10
  3. Sigma DP1
  4. Ricoh GX200
  5. Olympux XA (กล้องฟิล์ม)
  6. Canon Rebel XS (1000D) (D-SLR)
  7. Ricoh GR Digital II
  8. Fujifilm FinePix F200EXR
  9. Canon Powershot A590 IS
  10. Canon Canonet QL17 GIII (ฟิล์ม Rangefinder)

บางตัวก็ไม่เห็นด้วยแฮะ บางตัวก็เห็นแล้วตกใจ เช่น Canon 1000D เพราะคิดว่าถ้าอยากจะให้ D-SLR ตัวเล็กอยู่ใน list จริงๆ ก็น่าจะมองไปที่ Olympus e-420 หรือแม้แต่ e-620 มากกว่า และแปลกใจที่ทำไมไม่มี Panasonic G1 (Micro 4/3) แต่ว่ารายหลังนี่พอจะเข้าใจ เพราะจริงๆ แล้วเราก็หวังว่า m4/3 มันจะ “เล็กกว่านี้” ก็คงต้องรอ Olympus ทำออกมาล่ะ (เพราะว่าขายไอเดียตัว concept ไว้ดีมาก ใน Photokina)

ก็คิดเหมือนกันนะ ว่าขนาด Sigma DP1 ยังติดอันดับสาม (เหตุผลเพราะ “คุณภาพของภาพ” เทียบกับคอมแพคขนาดเท่าๆ กันอย่างเดียวเลยแหงๆ) แล้ว Sigma DP2 จะติดอันดับไหน (เลนส์ไวแสงขึ้น ระยะใช้ง่ายขึ้น การทำงานว่ากันว่าเร็วขึ้น ตอบสนองดีขึ้น ใหญ่กว่าเดิมนิดหน่อย)

แต่ยังไงก็คงจะเป็นข้อมูลสำหรับหลายคนที่เลือกระหว่าง GX200, G10, LX3 ได้เหมือนกันแฮะ (คำถามยอดฮิตในเว็บกล้องเมืองไทยทั่วไป) … อ่อ ส่วน Fujifilm F200EXR คงได้เพราะนวัตกรรมของเซนเซอร์ แต่แปลกที่ไม่ยักกะมี Ricoh CX1 (แต่สองตัวนี้ผมก็ชอบไอเดียของ F200EXR มากกว่าล่ะนะ)

ปล. ……. Nikon Compact ไม่มีใน list เลยแฮะ ค่ายนี้ทำคอมแพคไม่ขึ้นนะเนี่ย (จะว่าไปก็จริง สู้ชาวบ้านในช่วงราคาเดียวกัน และกลุ่มเป้าหมายเดียวกันไม่ค่อยได้)