Clean RSS ที่เก็บไว้

ผมใช้ Vienna เป็น​ RSS reader ประจำ เนื่องจากมันใช้ค่อนข้างจะง่าย ฟีเจอร์ค่อนข้างจะครบ สำหรับการเป็น reader ธรรมดาทั่วไป (ก่อนหน้านี้เคยใช้ NetNewsWire Lite กับ NewsFire ก่อนที่จะเก็บตังค์)

พักหลังๆ นี่รู้สึกว่ามันจะ อืด มาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า feed ที่ผม subscribe ไว้มันเยอะจัด (ประมาณ 500 feeds) แล้วก็มี articles ที่เก็บไว้หลายหมื่น articles เพราะว่าผมไม่เคยให้มัน auto delete เลย (ด้วยความงก)

ว้นนี้เปิดเข้าไปดูใน ~/Library/Application Supports ที่มันน่าจะเก็บไฟล์ที่เก็บ feed เอาไว้ ตกกะใจกับขนาดมันมาก เพราะว่ามันตั้ง 300 กว่า MB (จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่มากกว่า 350) อ่อ มิน่า มันก็เลยช้า ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามันจะต้อง load ไฟล์ฐานข้อมูลขนาดมหึมา (​มันใช้ SQLite storage นะ ที่รู้กันว่ามันค่อนข้างจะอืดถ้าข้อมูลมันเยอะ) ก็เลยต้องมานั่งจัดการมันซะมั่ง

ตอนนี้เหลือแค่ 70 MB เอง นี่แปลว่าข้อมูลที่เราลบทิ้งได้โดยไม่ต้องคิดอะไรนี่มันมากถึงกว่า 6/7 เลยสินะ นี่ขนาดผมยังไม่ได้สั่งให้ลบ articles ที่ผมยังไม่ได้อ่านนะ

จริงๆ ผมยังมี thought เกี่ยวกับ RSS และการ subscription ของ feed นิดหน่อย แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีเวลาเขียนถึง แล้วจะเขียนให้อ่านกันนะครับ .. เอาเป็นว่า ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับ Daniel Jalkut แห่ง Red Sweater Software นะ ลองเข้าไปอ่านที่นี่ครับ

แต่เอาเป็นว่าตอนนี้ Vienna ก็กลับมา responsive อีกครั้งแล้ว ก็แน่นอน เบาสบายตัวไปเยอะนี่ รีดน้ำหนักที่ไม่ต้องการออกไปได้แล้ว คราวนี้คงต้องมานั่ง manage feed กันจริงๆ ซะที

ซื้อหนัง ดูหนัง รีวิวหนัง

มีหนังที่ดูไปไม่นานมานี้หลายต่อหลายเรื่อง (ทั้งหนังใหม่ ดูในโรง และหนังที่เก่าหรือค่อนข้างเก่า ดูจากแผ่น DVD/VCD) แต่ว่าไม่มีเวลาเขียนรีวิวเลย ทั้งๆ ที่อยากจะเขียน เอาเป็นว่าผมเอา list มาวางไว้ที่นี่ก่อนละกัน

ยังไม่รวมหนังที่เคยดูไปแล้วเป็นชาติ ที่ชอบมากๆ อยากจะเขียนรีวิว (ในเชิงปรัชญาและแง่คิดที่ได้จากหนังด้วย) แต่ว่ายังไม่เคยเขียน เช่น Planet of the Apes (ทั้ง original และ 2001 remake), 2001 Space Odyssey, Terminator Trilogy Equilibrium, The Matrix Trilogy, Brazil ฯลฯ อีกเป็นตั้ง

แต่ว่าเร็วๆ นี้… เริ่มกลับมาซื้อหนังอีกครั้ง หลังจากไม่ได้ซื้อหนังมานานมาก แต่ว่ารู้สึกเลย ว่าเราจะซื้อหนังมาเก็บไว้ได้เร็วกว่าที่จะดูมัน เวลาไปซื้อทีนะ 3 ชั่วโมงมันได้หลายเรื่องไง บางทีก็มี list อยู่ในใจแล้ว แต่ว่าเวลาดู มันดูได้ทีละเรื่อง เรื่องละสองสามชั่วโมง หนังที่อยากดูมันก็เยอะเหลือเกิน พอเห็นวางๆ บนชั้นแล้วก็เลยอดซื้อติดมือกลับบ้านไม่ได้ แต่ว่าพอเอากลับมาได้แล้วมันดูได้ทีละเรื่องเนี่ยสิ ตอนนี้ก็เลยต้องพยายามดูบ้าง แต่ว่าไม่ให้มันรบกวนเวลาทำงานด้วย ไม่งั้นนอกจากจะดูหนังไม่จบ ไม่ได้เขียนรีวิว .. ซึ่งไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย แล้วยังงานไม่เสร็จ หรือว่าเสร็จแต่ไม่สมบูรณ์ หรือว่าไม่ดี เนี่ยสิ …. เรื่องคอขาดเลย

วิวัฒนาการของ Dock

อ้างอิง: Road to Mac OS X Leopard: Dock 1.6 โดย Prince McLean

Dock ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Interface หลักใน Mac OS X (และ Desktop อีกหลายตัว) ซึ่งตัว Dock นี้วัตถุประสงค์หลักของมันก็คือไว้เก็บ Application ที่ใช้บ่อยๆ (ย้ำ บ่อยๆ) หรือว่าใช้เป็นงานหลัก เพื่อให้เข้าถึงง่ายและเรียกใช้ได้เร็ว แต่ว่าหลายๆ คนกลับเอาโน่นเอานี่ใส่ไว้เยอะแยะมากมายมหาศาล (โดยเฉพาะโปรแกรมในชุด iLife หลายตัวที่อาจจะแทบไม่ได้ใช้ หรือว่าใช้นานๆ ครั้ง) ทำให้ Dock มันรก และไม่สะดวกในการใช้งาน



[ภาพ Dock ใน OS X 10.5 จาก AppleInsider]

จริงๆ แล้วในปัจจุบันก็ค่อนข้างที่จะ controversial มากพอควร ว่าจริงๆ แล้วการใช้งาน Dock ในลักษณะแบบนั้นนี่จะเหมาะสมดีจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าจริงๆ แล้วมันทำให้มีการเลื่อน mouse เยอะพอดู (แต่ว่าก็ยังน้อยกว่าการค้นจาก Application folder หรือ Start Menu) และถ้าเราเป็นคนมักมากก็คงจะเอาโปรแกรมโน้นนี้ไปใส่ไว้ใน Dock เกือบหมด ซึ่งทำให้การใช้งาน Dock มีความสะดวกน้อยลง (เพราะว่า icon เล็กลง การหาเสียเวลามากขึ้น) … ยิ่งถ้าเป็น QuickLaunch ของ Windows ด้วยยิ่งไปกันใหญ่ เพราะว่ามันไปแย่งที่อยู่กันเองกับ Taskbar



[ภาพจาก QuickLaunch & Taskbar จาก AppleInsider]

Controversial ที่ผมว่านี้ ส่วนหนึ่งก็คือ Dock ไม่ได้เหมาะสมเท่าไหร่ในฐานะของ Application Launcher หรือเปล่า เพราะว่าเวลาเราจำโปรแกรม ส่วนหนึ่งเราจะจำเป็นชื่อ และหลายครั้งที่เราใช้งานคอมพิวเตอร์ มือของเราจะอยู่ที่ keyboard ไม่ใช่ mouse ทำให้มีคนพัฒนาโปรแกรมในลักษณะ Application Launcher ที่เรียก shortcut (มักจะเป็นการกดปุ่มบน keyboard สองปุ่มหรือว่าสามปุ่มพร้อมกัน) แล้วพิมพ์ชื่อโปรแกรมลงไปมากกว่า เช่น QuickSilver บน Mac OS X เป็นต้น

บทความที่ผม link มาด้านบน​ มีเรื่องวิวัฒนาการของ Dock ตั้งแต่เริ่มต้นใน RISCOS เป็น NeXT เป็น Newton เป็น … และมาลงเอยด้วย Mac OS X และครอบคลุมถึง feature ใหม่ๆ ใน Mac OS X 10.5 Leopard ด้วย (เช่น Stacks) เป็นบทความที่ยาว 3 หน้า แต่ว่าเป็นเรื่องวิวัฒนาการของ Dock หน้าเดียว นอกนั้นเป็น Dock ใน Leopard

Stacks สำหรับ Dock ใน OS X 10.5 นี่เท่าที่อ่าน (ยังไม่ได้สัมผัส) ก็น่าจะเข้าท่าทีเดียว แต่ว่าจะทำให้การใช้งานง่ายขึ้น หรือว่าเพิ่มความซับซ้อนในการใช้งาน (และ visual effect) โดยใช่เหตุ ก็ยังเป็นประเด็นที่จะต้องขอดูต่อไปก่อน

เสียดาย ที่บทความที่ว่า ไม่ได้พูดถึง Dock ใน Desktop Environment อื่นๆ เลย แต่ว่าก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเค้าอยากจะเขียน focus ไปที่ Dock ของ OS X รุ่นใหม่ ก็เลยไม่ได้ focus ไปที่ตัวอื่น

เอาไว้ถ้ายังไงผมจะลองเขียนๆ ให้อ่านเองก็แล้วกันครับ (สัญญาอีกล่ะ) เหมือนกับที่เคยเขียนเรื่อง History of Modern Mac Operating Systems: Mac OS 8, 9 and X ไว้เมื่อนานมาแล้ว (จริงอยากจะขยายเป็นหนังสือ เรื่องประวัติ Modern OS ซักเล่ม แต่ว่าท่าทางจะยาว…… ข้อมูลมันเยอะมาก ยิ่งพวกสาย Linux, BSD เนี่ย เยอะสุดๆ)

Caps Lock บน Apple Keyboard ใหม่ แข็งเพราะจงใจ?

ตอนที่เขียน รีวิว Apple Keyboard ใหม่ ไปใน blog คราวก่อน ผมค่อนข้างจะบ่นเรื่องที่ปุ่ม Caps Lock มันแข็งกว่าปกติ ซึ่งก่อปัญหาให้กับผมเวลาใช้งานพอสมควร เนื่องจากตัวเองใช้ปุ่ม Caps Lock ในการสลับภาษาแบบเร็วๆวันนี้ไปเจอมา ว่าจริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็น ความตั้งใจ ของ Apple ที่ทำให้ Caps Lock แข็งกว่าปกติ

อืมมม ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง และลองคิดถึงว่า จริงๆ แล้วก็มีคนกดปุ่ม Caps Lock ผิดแบบไม่ได้ตั้งใจ (เพราะว่าคิดจะกด tab หรือ shift ด้านซ้ายมือ) เยอะพอสมควร … จะว่าไปปุ่ม Caps Lock มันก็เป็นปุ่มที่ใช้งานน้อยพอสมควรปุ่มหนึ่งล่ะนะ ดังนั้นถ้าจะมองจาก Usability design ที่จะป้องกันความผิดพลาดล่ะก็ มันก็ make sense อยู่ล่ะ คือ ถ้ากดผ่านๆ แบบแตะๆ มันก็จะไม่ถือว่าเรากด ดังนั้นต้องกดนานกว่าปกตินิดนึง ซึ่งก็จะทำให้จังหวะการพิมพ์มันเสียไปนิดหน่อย หรือว่ากดแบบเน้นๆ นิดนึง ซึ่งจะเปลืองพลังงานมากกว่าปกตินิดหน่อยสรุปว่า อืมมมม คนแบบผมมันคงจะเป็นส่วนน้อยล่ะนะ หรือว่าคนที่ใช้ปุ่ม Caps เพื่อวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนภาษาเร็วๆ นี่คงจะเป็นส่วนน้อย เพราะว่าถ้าจะพิมพ์ตัวใหญ่แค่ตัวสองตัว ก็คงจะกด shift เอามากกว่าอืมมม make sense ล่ะครับ แต่ว่าสำหรับการใช้งานส่วนตัว ผมยังอยากให้มันอ่อนเท่ากับ key อื่นๆ เหมือนเดิม (ส่วนหนึ่งเพราะลักษณะการใช้งานของผม และส่วนหนึ่งมาจาการที่ผมไม่เคยกด Caps ผิด) …​ แต่ว่าครั้งนี้ ถ้า Apple ได้วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้แล้วจริงๆ ว่ามีการกด Caps ผิดแบบไม่ได้ตั้งใจเยอะพอ และปุ่ม Caps ก็เป็นปุ่มที่ใช้งานน้อยอยู่แล้ว … ดังนั้นการออกแบบคีย์บอร์ดมาแบบนี้ก็เหมาะสมดีอยู่

อัพเกรด bash

เขียน shell script ใน bash (Bourne-Again SHell) มาก็หลายตัว สิ่งที่รำคาญที่สุดก็คือการเขียน loop เพราะว่าต้องเขียน

for i in 1 2 3 4 5

อะไรทำนองนี้ ถ้ามันเป็นตัวเลขก็ยังพอจะหาโปรแกรมพวก seq หรือว่า jot มาใช้ได้ไม่ยากนัก หรือว่าจะเขียนเองก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเท่าไหร่ ถ้าบางทีเป็นตัวอักษรนี่ก็คงจะลำบากหน่อย แต่ว่าก็เขียน Ruby script ที่จะสร้าง sequence ตัวอักษรต่อๆ กัน ก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่ …. แต่ว่าคำถามก็คือว่า ทำไมต้องมาทำแบบนี้ด้วยหว่า มันน่าจะมีอะไรซักอย่างที่ช่วยได้สิ

และแล้ววันนี้ก็ไปเจอมาจาก blog ของ Sam Danielson

เห็นแล้ว โอ้โฮ!

for i in {1..12}

ไม่พอๆ หรือว่า

mkdir {a..z}{1..12}

ไอ้นี่สิ killer ชัดๆ

wget http://www.anoyingpages.com/page_{1..12}.html

เพิ่งจะรู้ว่า bash มันทำแบบนี้ได้ด้วยแฮะ! ทำไมไม่เคยรู้มาก่อนเลยหว่า

และแล้วเราก็ลองไปเล่นใน bash เรามั่ง … และแล้วเราก็มานั่ง bashing มัน ทำไมมันไม่ work วะ ให้ตายเถอะ ก็เลยลอง search หาเรื่อง Brace expansion ใน bash ต่อไป และแล้วเราก็มาถึงบางอ้ออีกครั้ง

บางอ้อที่ว่านี่ก็คือเลข version และแล้วเราก็เลยต้องรีบไป check version ของ bash เราว่ามันเป็นไง

echo $BASH_VERSION

สรุปว่าเป็น 2.05b … โห OS X 10.4 (Tiger) มันให้ bash เก่าขนาดนี้เลยหรือนี่ (ปล. ห้ามใช้ bash –version นะครับ เพราะว่ามันไม่ได้หมายความว่ามันเป็น bash ตัวที่คุณใช้อยู่ มันแค่เป็นตัวแรกที่อยู่ใน path เท่านั้นเอง)

ก็เลยเข้าไป check ดูจาก new features list ของ bash 3 มีเยอะแยะมากมาย ….​ อืมมม ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยน shell แล้วหรือนี่

ก็หามาลงสิครับพี่น้อง! และแล้วเราก็ไปเอา source ของ bash 3.2 มาลง ก็ compile ลงตาม step ปกติ โดยผมให้ไปลงที่ /usr/local/ ครับ แล้วเดี๋ยวค่อย chsh กับทำ symbolic link เอา อ่อ อย่าลืม backup bash ตัวเก่าไว้ด้วยนะครับ (เก็บเป็น bash2 หรือว่าอะไรก็ได้) เดี๋ยวจะมีปัญหา….. กลัวเหมือนกัน

ไม่ได้ apply patch อะไรเลยนะ (เห็นมีตั้ง 25 ตัว) ขี้เกียจ …

พอลงเสร็จแล้ว ตอนนี้ใช้งาน bash 3.2 เฮ้อ ใช้ command-line บน terminal มีความสุขขึ้นเยอะเลย ลองทำตามตัวอย่างใน web ของ Sam Danielson ก่อนก็ได้ครับ สนุกดี :-D

หวังว่า OS X 10.5 (Leopard) จะเป็น bash 3 โดย default นะ … (ใครลง beta หรือว่า preview อยู่ ช่วยทดสอบหน่อยครับ)

[update 1]: เพิ่ม killer example อีกตัว (wget)
[update 2]: เพิ่ม link ไปที่ source code ของ bash 3.2 แล้วก็แก้เลข version ที่ผิดหลายที่

วิ่งวน วุ่นวาย

งานซ้อน
งานชน
วิ่งวน
วุ่นวาย

แปลกนะ ทำไมทำงานหลายอย่าง หลายต่อหลายอย่าง วิ่งวนไปวนมาหลายที่ ….. กลับไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่

แต่ทำไมนะ ….. หลายครั้งที่ไม่ได้เป็นแบบนั้นกลับเหนื่อยเสียดื้อๆ

9/07 Solaris Express Developer Edition

เปล่า ไม่ได้ review ครับ เพิ่งจะได้แผ่นมา ตัวนี้ครับ

เมื่อก่อนต้องมานั่ง download วุ่นวาย ส่วนมากจะต้องผ่าน download manager ของ Sun เอง ซึ่งทำได้ห่วยมาก (แบ่งไฟล์ตอน download จะได้เร็วๆ ก็ไม่ได้) แต่ว่่าตอนนี้สั่ง Free DVD ได้เลย ซึ่งเข้าท่าดี เหมือนกับ ShipIt ของ Ubuntu เลย

รู้สึกว่า trend นี้จะมาแฮะ ให้ request พวก open source/free software เป็น packaged DVD/CD เนี่ย เพราะว่าบางที net มันห่วย download ก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไหร่ บางทีก็ไม่ค่อยสะดวกนัก อิืมมม ให้สั่ง portable bandwidth ดีกว่า (ผมมอง CD/DVD/อะไรก็ได้ ว่ามันเป็น portable bandwidth น่ะ :-P) แต่ว่าจะทำได้มันก็ต้องเงินถุงเงินถังพอสมควร เพราะว่าถ้าคน order เยอะ ถึงแผ่นมันจะไม่กี่ตังค์ก็เถอะ แต่ว่าถ้าหลายแผ่น ก็คงจะบานปลายง่ายๆ เหมือนกัน

หรือว่าคนคงไม่ค่อยจะ order Solaris DVD เท่าไหร่มั้ง :-P (แต่ว่า Ubuntu นี่คงจะอีกเร่ือง)

เล่น Solari ครั้งสุดท้ายเมื่อนานมากแล้ว ไว้ครั้งนี้หาเครื่องมาเล่นมันได้ก่อน (ยังไม่รู้ว่าจะ dedicate เครื่องที่ lab เครื่องไหนไปเล่นมันดี) แล้วจะมา review ให้ฟังนะครับ

Web Services: REST vs. SOAP

อ้างอิง: Blognone: REST vs. SOAP Web Services โดย krunapon

ผมอ่านข่าวนี้ที่ blognone ด้วยความรู้สึกอยากจะตะโกนในใจว่า Take the Red Pill! Welcome to the Real World! ยังไงก็ไม่รู้

ใช่ครับ ถึงมันจะไม่ใช่ข่าวที่มีการประกาศใหญ่โตมโหฬาร (แบบ MS, Sun, IBM หรือว่าบริษัทชื่อใหญ่ๆ โตๆ ออกมาให้การสนับสนุนหรือว่าจับมือกันให้ความร่วมมือในเรื่องอะไรสักอย่าง) ที่อาจจะ catch ความสนใจและ convince คนที่อยู่ใน mainstream ได้ง่ายกว่า แต่ว่าก็ดีเหมือนกันที่คนเริ่มลืมตามองความเป็นจริงอันโหดร้ายของ SOAP-based Web Services มากขึ้น

ในหลักการแล้ว SOAP มันก็เป็น protocol ที่ดีนะ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว เนื่องจากความต้องการของการใช้ Web Services ในปัจจุบัน มันเป็นการเข้าถึง resource แบบ CRUD เสียเป็นส่วนมาก การใช้งาน SOAP-based ในความรู้สึกของผม มันเลยกลายเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนไปโดยใช่เหตุ และจะต้องมีองค์ประกอบอะไรต่างๆ มากมาย อีกทั้งปัญหาอย่างหนึ่งที่ตามมาในโลกความเป็นจริง ก็คือ ความหลากหลายของข้อมูล ความร้อยพ่อพันแม่ของ representation ทำให้การกำหนดมาตรฐานของ SOAP นั้น นับวันมันจะมีแต่ใหญ่ขึ้น และ bloated ขึ้นอย่างใช่เหตุ …. วิธีการ scale ของ SOAP มันสร้างความยุ่งยากและลำบากเอาเรื่อง

ก็เลยทำให้ตัว S ใน SOAP ซึ่งควรจะย่อมาจาก Simple กลายเป็นเรื่องตลก เพราะว่ามันเป็นทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ นอกเหนือจาก Simple มันมีทุกอย่าง นอกจาก Simplicity

ที่เขียนนี่ ไม่ได้แปลว่า SOAP ไม่ดี หรือว่า REST คือคำตอบสำหรับทุกอย่างนะ ใครที่รู้จักผมจะรู้ดีว่า สำหรับกรณีแบบนี้ ผมแทบไม่เคย claim คำว่า 100% เพราะว่า exception มันมีแทบทุกเรื่องน่ะแหละ ยากที่จะหาอะไรบางอย่างที่มันเป็นจริงในทุกกรณี .. แต่ว่า exception มันจะต้อง catch และ handling แยกต่างหาก ไม่ใช่ยกมาพูดเป็น counter example หักล้างกับ general cases อยู่เรื่อยไป จนลืม handling กรณี “ทั่วไป” (general cases) อีก 80% ของกรณีทั้งหมด… เช่นกรณีนี้ คือ (น่าจะกว่า) 80% ของความต้องการการใช้งาน Web Services ในปัจจุบันนั้นคือ request resources แบบ remote ซึ่ง REST มันดีกว่าจม และไปอยู่บน (= ใช้ความสามารถของ) protocol ที่มาตรฐานมาก คือ HTTP อีกตะหาก

ในขณะที่บริษัทใหญ่ๆ ที่ชอบนั่งกำหนด standard ก็ยังคงบ้ากับ SOAP-based standard spec กันต่อไป บริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องทำงานให้บริการข้อมูลจริงในโลกความเป็นจริง เช่น Google หรือ Amazon (ที่ Web Services มีผลอย่างมากกับ model ทางธุรกิจของตัวเองด้วย) กลับมีแนวโน้มจะกลับมาใช้ REST เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่ยังไม่นับถึงบริษัทเล็กๆ อีกนับร้อยนับพัน ที่ต้องให้บริการข้อมูลจริง เชื่อมโยงจริง ใช้งานจริง เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ของข้อมูลขนาดใหญ่จริง .. ที่ใช้งาน WS แบบ REST มากกว่าที่จะเลือก SOAP (คนใช้ SOAP มันก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มี)

การทำงานในโลกความเป็นจริง บางทีมันมีอะไรที่มากกว่า เรียบง่ายกว่า และ work กว่าการทำงานตามกฏเกณฑ์ข้อกำหนดข้อบังคับ ที่นั่งกำหนดกันบนกระดาษ ด้วยความรู้สึกที่ว่า ถ้าเป็นแบบนี้การทำงานจริงจะราบรื่น การทำงานจริงจะไม่มีปัญหา ฯลฯ หลายครั้ง สุดท้ายก็ต้องกลับสู่ความเรียบง่าย ด้วยการกลับมาดูธรรมชาติของตัวงานจริง

และ SOAP vs. REST ก็เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่ง …. ที่ยังคงดำเนินต่อไป

ปล. จริงๆ ผมเคยเขียน blog เรื่อง SOAP หรือว่าทำนองบ่นๆ เรื่อง SOAP ไปแล้วหลายครั้ง

เทอมหน้าวิชา WWW Programming ในส่วนของ Web Services จะสอน REST Web Services เป็นหลัก ส่วน SOAP คงจะยกยอดไป “ถ้ามีเวลา” แทน

[update 1]: ลืมไป ว่าเมื่อไม่นานมานี้ Tim Bray จาก Sun Microsystems ได้มาพูดถึง REST ไว้ด้วย และน่าสนใจทีเดียว และเขียนไว้หลายบทความ รวมถึงการให้สัมภาษณ์หลายครั้งด้วย ลองหาอ่านๆ ได้จาก blog ของเค้าครับ

  • tbray.org (link นี้เฉพาะในส่วนของ Web Services Technology เท่านั้นนะครับ) ภายในแต่ละ link ค่อนข้างยาวทีเดียว น่าอ่านครับ
  • InfoQ: Tim Bray on Rails, REST, XML, Java and More อันนี้สัมภาษณ์
  • Tim Bray: Issues in Web Frameworks เป็น PDF ของ slide ที่ Bray ไปพูดเรื่องเกี่ยวกับ Web Frameworks ครับ มีเรื่อง Web Services ด้วย

[update 2]: เพิ่งอ่านที่ James Clark เขียนเรื่อง Bytes not Infosets ที่ remark น่าสนใจหลายเรื่องเหมือนกัน ที่อาจจะไม่เกี่ยวกับ SOAP vs. REST ตรงๆ แต่ว่าโดนหางเลข เนื่องจาก WS-* แบบ SOAP มัน emphasis กับ XML infosets มากเลย …. และ James Clark (คนที่เราน่าจะฟังมากที่สุดคนนึงในเรื่องของ XML) ก็มี remark ว่า

My conclusion is this: one aspect of the WS-* approach that should not be carried over to the REST world is the emphasis on XML infosets.

เห็นด้วยไม่รู้จะเห็นด้วยยังไง

[update 3]: minor clarifications added

Permalink ใน RSS feed ผิด….

ความผิดพลาดของผมเอง บางทีแก้ post อันเก่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างวัน … ทำให้ permalink ของ post บางอันมันเปลี่ยนไป เช่น จาก feed

http://www.rawitat.com/2007/10/03/how-to-become-a-hacker/

แต่ว่าเนื่องจากผมไปแก้อะไรมันนิดหน่อย แล้วก็ re-post ไปใหม่ เมื่อขึ้นวันใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว มันก็เลยกลายเป็น

http://www.rawitat.com/2007/10/04/how-to-become-a-hacker/

ไปแทน (สังเกตวันที่ใน permalink นะ)

คนที่ feed ไปหลังจากที่ผมแก้ ก็จะได้ feed ถูกต้องนะครับ แต่ว่าสำหรับคนที่ feed ไปก่อนหน้านั้นก็รบกวนช่วยตามมาอ่านในอีกวันนะครับ

เรื่องนี้ต้องขอโทษจริงๆ เพราะว่าลืมคิดไปสนิทเลย ว่าวันที่มันเปลี่ยน permalink ก็จะเปลี่ยน พอดีลองมา clickๆ ใน feed reader ของตัวเองก็เลยพบเข้า

เศร้าใจ

อ๊ะๆ อย่าคิดว่าเรื่องเดิมๆ นะ คนละเรื่องๆ :-D

ดูกระทู้ forum C/C++/VC/MFC ที่ thaidev.com แล้วเศร้าใจยังไงก็ไม่รู้ …. (เข้าไปดูก็จะรู้ว่าเรื่องอะไร … )

ทั้งๆ ที่น่าจะชินได้แล้วนะ หรือว่าเพราะว่าช่วงนี้มันเริ่มปิดเทอม ต้องส่งงานมากขึ้น พวกที่พอกๆ หางหมูมานาน ก็เลยรีบ post ถามกันมากมายก็ไม่รู้

เมื่อก่อนคงจะเข้าไปบ่นๆ สอนๆ บ้างล่ะนะ (แต่ว่าไม่ค่อยจะให้ code ล่ะ ส่วนมากถ้าจะช่วยก็จะให้ post code มา แล้วช่วยบอกตรงที่ผิดมากกว่า)… แต่ว่าตอนนี้ มันเริ่มจะซ้ำซาก ก็เลยนั่งปลงซะมากกว่า แต่ว่าพักนี้มันเยอะหน่อยอ่ะ ก็เลยเศร้ามั้ง

อ่อ .. แล้วใครที่เล่น thaidev.com นะ ปกติเวลาผม post ที่นั่นจะใช้ชื่อว่า rp