ครู

หากจะมีอาชีพไหนที่ทำให้ผมเป็นผมในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา คงไม่พ้น “ครู”

ตั้งแต่เด็ก ผมจำความรู้สึกที่ว่า “ครู” เป็นเหมือนแม่คนที่สอง ในสมัยเรียนอนุบาล เป็นเหมือนพี่สาวที่น่ารัก ในสมัยเรียนประถม เป็น “คนแปลกหน้า” คนแรกๆ ที่รู้จักอย่างจริงจังในชีวิต และต้องใช้เวลาอยู่ด้วยวันหนึ่งๆ หลายชั่วโมง เพราะครูเหล่านี้เป็นครูประจำชั้น

ในวันเวลาเหล่านั้น ไม่มีคำว่ากวดวิชา ไม่มีสอบแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมจำไม่ได้ว่าได้เรียนวิชาการอะไรบ้างกับครูเหล่านั้น แต่ผมจำได้ว่า

  • ครูสดศรี คุณแม่คนที่สอง นั่งคุยเล่นด้วย เวลาที่ผมไม่ยอมนอนกลางวันในชั้นอนุบาล ตอนที่คนอื่นหลับกันหมด (ด้วยความที่ตัวเองเป็นคน hyper พอสมควร นอนยาก … จนถึงทุกวันนี้) คอยเรียกเวลาที่คุณแม่มารับกลับบ้าน ในตอนที่ผมกำลังเล่นกับเพื่อนๆ อยู่ เข้าใจเราเวลาที่เราทำอะไรแปลกประหลาดกว่าเพื่อนๆ
  • ครูสุกานดา บางทีก็เรียกครูหมวย เจ๊หมวย พี่สาวคนสวย ชอบมานั่งคุยกับแม่ที่บ้านบ่อยๆ มีอะไรก็เอามาฝากที่บ้านประจำ เป็นคนที่ปกป้องผมเสมอเวลาที่ผม “พูดเร็ว” และเป็นคนที่ให้ผม “present” บนเวทีครั้งแรกในชีวิต (เล่านิทานบนเวที คนฟังเยอะแยะ ในงานอะไรสักอย่าง) … ถ้าพี่หมวยไม่จับไปเล่านิทานวันนั้น อาจไม่มี Petdo Talkshow, Ignite Thailand และการพูดสาธารณะนับครั้งไม่ถ้วนของผมในทุกวันนี้ก็ได้ (เออ ถึงแกจะชื่อเล่นชื่อหมวย แต่ว่าตาโต ผมน้ำตาล ยังกะลูกครึ่งฝรั่ง)
  • ครูกอบลาภ บางครั้งก็เรียกแกป้ากอบ ครูผู้ดูแลคณะสนามจันทร์ที่วชิราวุธ 4 ปีที่อยู่หอนั้น มีเรื่องราวเยอะแยะมากมาย สิ่งที่จำครูกอบได้ ไม่ใช่ว่าแกเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ หรือว่าเป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษ แต่ว่าจำแกได้ที่แกจับไปยืนทำโทษที่ระเบียงเพราะไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ชื่อเล่นปัจจุบัน (เดฟ) ก็ครูกอบเนี่ยแหละเป็นคนเริ่มเรียก (จากความเข้าใจผิด) ยังจำได้กับที่แกบอกว่า “หัดทำอะไรนอกหนังสือบ้างก็ดีนะ” ตอนที่สอบภาษาอังกฤษ
  • ครูกิตติพันธุ์ หรือครูหม่อม เพราะว่าแกเป็นหม่อมหลวง ….. ตอนที่เรียนกับแก คิดว่าครูอะไรวะ ดุฉิบหาย ใครพูดมากเกินไป แกเอาผงบรเพ็ดดีดใส่ลิ้นหมด แต่ว่าผมโดนผงบรเพ็ดเพราะว่า “พูดน้อยไป” น่ะ มีแบบนี้ซะอีก
  • ครูโฉมศรี … ป้าโฉมจอมโหด เคยต้องยืนเรียนหน้าชั้นทั้งเทอม เพราะว่าเขาเรียนวิชาแกสายไปห้านาที แกบอกว่า “ถ้าอยากมาสาย ก็ยืนเรียนหน้าห้องละกัน” ถือหนังสือเรียน 7 เล่มยืนเรียนหน้าชั้น (ห้ามวางบนพื้นด้วย ต้องถือไว้) เป็นชั่วโมงๆ ตั้งเป็นเทอม

ช่วงสั้นๆ ที่ไปเรียนอเมริกา ก็จำได้ว่า

  • Mrs. Leonard ที่ Francis C. Hammond Jr. High School คนที่สอน Algebra ตอนนั้น เชื่อมั้ยว่า ทุกวันนี้ถึงผมจะจบ Applied Math (Informatics) ผมก็ยังใช้ตัวอย่างการสอนเรื่อง “สมการ” ของแก เล่าให้เด็กทุกรุ่นทุกกลุ่มทุกชั้นปีที่ผมได้สอน อยู่เลย ยังจำได้เลยที่แกบอกว่า “ถึงจะคำนวนได้ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เอาไปใช้อะไร มันไม่เคยมีประโยชน์”
  • Mrs. Smith ที่พาไปเรียนประวัติศาสตร์ Civil War ที่สนามรบ Manesses … บอกตรงๆ ว่าไม่เคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์สนุกขนาดวันนั้นมาก่อน ปกติเรียนที่เมืองไทยเคยแต่ต้องจินตนาการเอาเองว่าไอ้โน่นไอ้นี่มันเป็นยังไง ไม่เคยเรียนแบบ on-site แบบตอนนั้นเลย สนุกมาก
  • Mr. Kent ที่สอนวิทยาศาสตร์ ด้วยการให้เล่น ให้เล่า และคิดโน่นคิดนี่อย่างสนุกสนาน จำได้ว่าเคยถาม-ตอบกับแกไฟแลบในห้องเรียน สนุกมาก สนุกมากๆ และเพื่อนชอบกัน เป็นคลาสวิทยาศาสตร์ที่สนุกที่สุดในชีวิต

น่าแปลก ว่าในช่วงหลังจากผมกลับมาจากอเมริกา แล้วมาเรียนเมืองไทย ที่สาธิตวิทยาลัยครูเทพสตรี (ในขณะนั้น) ผมกลับจำใครไม่ได้เลย มันเป็นความทรงจำที่เลือนลางมาก มากกว่าครูสองคนสมัยเรียนอนุบาลกับประถมเสียอีก (มีความทรงจำในด้านลบกับอะไรหลายๆ อย่างบ้าง ที่ยังคงชัดเจนอยู่ ขอไม่นึกถึงมันดีกว่า)

ตอนที่ไปเรียนกวดวิชาตามที่โน่นที่นี่ ผมนึกออกอยู่ 2 คน

  • อ.ธวัชชัย ชัยสวัสดิ์ แกเป็นคนที่สอน Physics ได้แปลกที่สุดในบรรดาพวกกวดวิชาด้วยกัน คือไม่สอนทำโจทย์ ไม่สอนสูตร ไม่เอาเรื่อง Ent’ มาเป็นตัวตั้งเท่าไหร่ ถ้าจะไปเรียนเพื่อสอบอย่างเดียว จะงงว่าแกสอนอะไรของแก ไม่รู้เรื่อง สอนไม่ดี และด่าชาวบ้าน (กวดวิชาอื่นๆ) ที่สอนสูตรลัด หรือสอนความเข้าใจที่ผิดเป็นประจำ … แต่ว่าแกนี่แหละ เป็นต้นแบบของการสอนของผมทุกวันนี้ สอนไม่เน้นเอาไปสอบ แต่สอนเอาพื้นเอาฐานให้เข้าใจ ใช้งานได้ … ที่ไปเรียนเน้นด้าน Computational Physics ส่วนหนึ่งก็มีผลมาจากแกนี่แหละ
  • พี่เจี๋ย JIA …. ผมไม่รู้ว่าไปสนิทกับแกได้ยังไงว่ะ แต่แกเรียกผมว่า “หนุ่มหน้าไทย” ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะว่าบรรดาเพื่อนๆ ที่สนิทกันตอนไปเรียน JIA นี่ตี๋ หมวย ทั้งนั้น สิ่งที่ผมได้จากพี่เจี๋ย ไม่ใช่เคล็ดวิชาการทำโจทย์สารพัดเหมือนที่หลายๆ คนได้นะ แต่เป็นบทเรียนสำคัญมากที่วันหนึ่งแกพูดขึ้นมาในคลาส คือ เรื่องการเป็นลูกจ้างและผู้ประกอบการ สมการเส้นตรง ที่เริ่มต้นด้วยจุดตัดแกน Y และมีความชันคงที่ ก็เหมือนลูกจ้าง และผู้ประกอบการที่เป็น parabola ที่เริ่มต้นจาก 0 และต้อง “ดิ่งลง” ก่อน นั่นคือ จุดยอดของกราฟที่อยู่ต่ำกว่าแกน Y คือมีพิกัดเป็น (+, -) ในกรณีที่ X เป็นเวลา และ Y เป็นเงิน … ผมยังคงเห็นภาพนั้น ตอนที่พี่แกสอนเรื่องนี้ อยู่ติดตาถึงทุกวันนี้ที่เป็นผู้ประกอบการเอง … ส่วนเรื่องอื่นๆ เทคนิคทั้งหลายที่พี่สอนน่ะเหรอ ขอโทษนะพี่ ผมจำไม่ได้ว่ะ และนึกไม่ออกด้วยว่าได้ใช้จริงๆ หรือเปล่า แต่นี่แหละ ที่ได้ใช้จริง และสำคัญมาก

    อ่อ พี่เจี๋ยไปส่งขึ้นเครื่องตอนไปญี่ปุ่นครั้งแรก (หลังจากได้ทุน) ด้วยนะ

ส่วนตอนที่เรียนญี่ปุ่น ก็คงมีแค่สองคนน่ะแหละ

  • Dong-Sheng Cai รู้จักกับแกตั้งแต่ตอนปีหนึ่ง แกสอน lecture หนึ่งในวิชา Information Literarcy วันนึงบังเอิญเจอกับแกบนรถบัสกลับจาก Tokyo ไป Tsukuba แกถามว่า “เขียนโปรแกรมเก่งหรือเปล่า” ไอ้เราก็ไม่รู้จะตอบยังไง (แกคงเห็นเราซื้อหนังสือ Programming เยอะ) ก็เลยแนะนำให้ไปสัมภาษณ์งานเป็นโปรแกรมเมอร์ผู้ช่วยวิจัยที่ RWCP … ถ้าไม่มีแกก็ไม่มีวันนี้เหมือนกัน (ยังจำการบ้านแกได้เลย ให้หา “ตอนสุดท้ายของโดราเอมอน” แล้วมา debate กันเรื่องความเชื่อถือได้ของข้อมูลบนเน็ต สนุกดี) … ไม่พอ แกเป็นคนที่ผม “เลียนแบบพฤติกรรม” มากที่สุดในเวลาถามนักศึกษาใน seminar หรือว่าเวลาที่ น.ศ. present งานต่างๆ .. เรียกได้ว่าแทบจะถอดแบบมาเลย

    ไม่พอ แกยังเป็นคนที่พูดประโยคที่ผมบอก น.ศ. ต่อตลอดเวลาว่า “คิดว่าอ่านหนังสือจนทำได้เหมือนหนังสือ หรือว่าท่องได้เหมือนหนังสือ แล้วคิดว่าเข้าใจงั้นเหรอ เข้าใจผิดแล้ว ต้องลงมือทำตามนั้น และต่างจากนั้น เล่นกับมันให้ได้ก่อน ถึงจะเรียกได้ว่าเริ่มจะเข้าใจ” และ “ถ้าแค่อาจารย์คนเดียว ยังไม่มีปัญญาเถียงหรือเอาชนะเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง วันหนึ่งจะไปเถียงกับคนทั้งโลกได้ยังไง” และสำคัญที่สุด ที่แกสอนด้วยการกระทำตลอดเวลา “เรื่องที่ไม่รู้เรื่อง รู้จักแค่ผิวเผิน รู้จักแค่ชื่อ อย่าทำตัวเหมือนรู้ อย่าพูดให้หลุดออกจากปาก ทุกคำที่พูด ทุกคำบนสไลด์ ต้องอธิบายได้หมด”

  • James Bradford Cole ไม่พูดถึงคนนี้คงไม่ได้ lecture แกในวิชา Chaos and Complex System Theory เป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตผมที่สุด เรื่องวิชาความรู้น่ะเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเรื่องความสนใจในวิชาการลึกๆ นี่มาจากแกนี่แหละ เป็นคนที่ใช้เวลา 3 ปีสุดท้ายในญี่ปุ่นด้วยเยอะที่สุด แทบจะทุกเช้า ทุกเย็น เป็นคนที่สอนให้ผมเข้าใจ (จากการกระทำ) ว่า “การเป็นผู้ไม่รู้” มันเป็นยังไง เพราะว่าเจมส์เป็นคนที่ “ไม่รู้” ตลอดเวลา และต้องการความช่วยเหลือจากเราในเรื่องที่แกไม่รู้ พอๆ กับคนอื่นอีกหลายคน (เนื่องจากแกเป็นนักฟิสิกส์ และเขียนโปรแกรมไม่เก่งมากนัก) และยินดีที่จะมีคนช่วยแก ไม่ใช่คนที่ “รู้ทุกเรื่อง แตะต้องไม่ได้”

    เจมส์เป็น “เพื่อนคุยและเพื่อนคิด” ที่ดีที่สุดของผมคนหนึ่ง (นอกจาก Peter และ Hirokawa) ในช่วงเวลา 3 ปีสุดท้ายในญี่ปุ่น

ความทรงจำเหล่านี้ มันไม่ใช่ความทรงจำเรื่องวิชาการ หรือวิชาความรู้อะไรเลย ตรงกันข้าม มันเป็นสิ่งที่ทำให้ “ผมเป็นผม” ได้ถึงวันนี้ พวกคนที่สอนวิชาการ เน้นวิชาการ เอาไปสอบ เอาไป ฯลฯ น่ะเหรอ แปลกแฮะ ผมจำไม่ได้อ่ะ อาจเป็นเพราะว่าผมมีครูที่สอนให้ผมมีพฤติกรรมการศึกษาและหาประสบการณ์ที่ดี สอนให้ผมเป็นผม คนที่ศึกษาวิชาการต่างๆ และหาประสบการณ์ในเรื่องต่างๆ เอาเองได้ดีกว่ามีคนสอนเป็นไหนๆ ก็ได้มั้ง

น่าเสียดาย น่าเสียดาย น่าเสียดาย ที่ระบบการศึกษาบ้านเรามันพังพินาศ เราคิดแต่ว่าเด็กต้องรู้วิชาการ วิชาการ วิชาการ แข่งขันกันด้วยการสอบอย่างเอาเป็นเอาตาย คนคิดวิชาการทั้งหลายพยายามยัดเยียดความรู้ต่างๆ ให้เด็กตั้งแต่เด็กเกินไป พ่อแม่เห็นลูกเป็นถ้วยรางวัลมากขึ้น กวดวิชาเน้นผลลัพธ์ทางการสอบมีมากขึ้นและมากขึ้น

คำว่า “ครู” หายไป กลายเป็น “อาจารย์” … เป็นผู้รู้ (โดยตำแหน่งอาชีพ) ที่เถียงไม่ได้ ต้องเคารพเชื่อฟัง (เพียงเพราะตำแหน่งอาชีพ) มากขึ้น สอนแต่วิชาการ เอาแต่ความรู้ทางวิชาการ ถึงอาจารย์หลายคนจะเรียกตัวเองจนติดปากว่า “ครู” ก็เถอะ ด้วยความเคารพ ผมคิดเช่นนั้นไม่ได้เลย

“ครู” ที่เป็นแม่คนที่สอง เป็นพี่สาวแสนน่ารัก เป็นเพื่อนคุยเพื่อนคิด เป็นคนสอนและบ่มปรัชญาชีวิต …. กำลังเป็นสิ่งที่จางหายไปจากสังคม เลือนหายไปจากระบบการศึกษา และกำลังจะเป็นแค่ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่ผ่านไป

แปลหนังสือ/เขียนหนังสือ

ตอนนี้มีงานหนึ่งที่ผมกำลังทำอยู่ และไม่เสร็จง่ายๆ ก็คืองานบรรณาธิการหนังสือแปลเล่มหนึ่ง ที่จริงๆ แล้วก็ล่าช้ากว่ากำหนดมาพักหนึ่งแล้ว ก็บอกตามตรงว่า งานนี้ยากกว่าที่ผมคิดไว้ตอนแรกมากเลยทีเดียว และได้คติที่อยากจะเขียนลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ เผื่อจะมีประโยชน์กับนักเขียน/นักแปล/บรรณาธิการ/สำนักพิมพ์ ในอนาตต

ด้วยจรรยาบรรณ ผมขอสงวนชื่อทั้งหมด ทั้งหนังสือ ผู้แปล และสำนักพิมพ์เอาไว้นะครับ

ผมพบว่าผู้แปลหนังสือ “แปลไม่รู้เรื่อง” เป็นอย่างมาก ซึ่งขอสรุปเป็นเรื่องๆ อย่างคร่าวๆ ดังนี้

  • ใช้ภาษายากเกินความจำเป็นมาก หนังสือต้นฉบับเขียนด้วยภาษาอังกฤษพื้นๆ พื้นมากๆ เรียกได้ว่าเหมือนกับภาษาพูดธรรมดา แต่ว่าทำไมเวลาแปลแล้ว กลายเป็นภาษาไทยที่ไม่ธรรมดามาก ต้องปีนบันไดอ่าน ขึ้นไปสามสี่ชั้นก็ยังอ่านไม่รู้เรื่อง (แล้วจะปีนทำบ้าอะไร) ต้องแปลไทยเป็นไทย เรียบเรียงใหม่ในหัวตั้งหลายต่อหลายครั้ง
  • อิงกับตัวหนังสือ/ตัวอักษรมากไป จนสื่อเจตนา “ผิด” จากภาษาอังกฤษอย่างมาก แบบไม่น่าให้อภัย ถ้าดูทีละคำในประโยคว่าแปลว่าอะไร ก็อาจจะแปลถูกต้อง แต่ว่าถ้าดูพร้อมกันทั้งประโยค และยิ่งทั้งย่อหน้า ทั้งหน้า จะเห็นได้ว่าผิดแบบชัดเจน
  • เน้นภาษาสวย (อีกครั้ง) แต่อ่านแล้วไม่อินเลย ส่อให้เห็นชัดเจนว่าผู้แปลเป็นนักภาษา แต่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญความชำนาญอะไรเลยในเรื่องที่เค้ากำลังแปลอยู่ (พูดง่ายๆ ว่าไม่มี Domain Knowledge ในเรื่องนั้นๆ เลย)
  • โครงสร้างทุกอย่างที่ออกมา เป็น “ภาษาอังกฤษ” มากกว่าเป็นภาษาไทย มันขัดธรรมชาติของภาษาเรา ผิดจริตหลายอย่างมาก (แต่ว่าถ้าแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษ อาจจะเข้าท่ากว่า) เช่น มีการใช้ “-” แสดงประโยคขยาย/เสริม ในระหว่างประโยค ซึ่งภาษาเราไม่ใช้กัน เป็นต้น

สิ่งที่ผมอยากจะฝาก อยากจะเขียนถึง ไม่ใช่การด่าว่าใคร แต่อยากจะเอาความจริงที่ตัวเองพบมา ทั้งจากประสบการณ์เขียน แปล และบรรณาธิการหลายต่อหลายอย่าง ฝากให้คนที่มาอ่าน Blog ผมดังนี้

  • งานแปลหนังสือ จริงๆ แล้วมันคือ “งานเขียนหนังสือ” โดยอาศัยเค้าโครง โครงสร้าง การเรียงลำดับเนื้อเรื่อง จากหนังสือเล่มอื่นที่มีอยู่แล้วเท่านั้นเอง
  • ดังนั้นมันจะดีกว่า ถ้าเราคิดว่า ก่อนอื่น เราต้องการคนแปลหนังสือ แบบเดียวกับที่เราต้องการคนเขียนหนังสือ นั่นคือ ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ แต่เป็นคนที่มี Domain Knowledge ในด้านนั้นๆ โดยเฉพาะ ที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยได้ดีเป็นหลัก และพอจะอ่านภาษาต่างประเทศ (ภาษาต้นทาง) ออก เท่านั้นเอง
  • ทำไมน่ะหรือ เพราะว่าการแปลที่ดี ไม่ใช่แปลตัวอักษรออกมาให้ครบทุกตัว ทุกคำพูด ทุกบรรทัด ให้เหมือนต้นฉบับทุกวรรคทุกตอน แต่ว่าต้องเป็นการสื่อสาร “วิญญาณ” ของมันออกมาในอีกภาษาหนึ่งต่างหาก ดังนั้นหากผู้แปลไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อะไรเลย พูดง่ายๆ ว่า “ไม่อิน” กับเรื่องที่ตัวเองแปล มันจะออกมาแย่มาก เพราะว่านักภาษาหลายคน (จากประสบการณ์ที่พบ) มีแนวโน้มจะแต่งภาษาให้สละสลวย มากกว่าสื่อวิญญาณของมันให้ได้อย่างดิบๆ ตรงไปตรงมา
  • อย่าคิดว่า “ก็ให้นักภาษาแปลก่อน จะได้แปลถูกหลักภาษา แล้วค่อยให้คนมี Domain Knowledge แก้ไขทีหลัง” ให้คิดกลับกันว่า “ให้คนมี Domain Knowledge เขียนจากต้นฉบับภาษาต่างประเทศก่อน แล้วค่อยให้นักภาษาเกลาทีหลัง” จะดีกว่ามาก

“เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ยังคงใช้ได้เสมอกับกรณีเช่นนี้ หลายคนกลัวกับการ “เสียคำบางคำ” หรือว่า “เสียความถูกต้องของประโยคบางประโยค” ไป ก็จะพยายามมากมายก่ายกอง เพื่อรักษาตรงนี้เอาไว้ แต่ว่าลงเอยด้วยหนังสือทั้งเล่มที่มันอ่านไม่รู้เรื่อง ผิดเจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้แต่งหนังสือ ไม่สามารถสื่อวิญญาณของมันออกมาได้ … และที่สำคัญ เมื่อมองไม่ภาพรวม ภาษาที่แปลถูกต้องเป็นคำๆ นั้น รวมกันแล้วอาจไม่ใช่เนื้อความที่ถูกต้องก็ได้

ปิดท้ายละกัน ผมเจอประโยคนี้ “It takes all you’ve got to keep safe” …. ซึ่งในบริบทของเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น มันหมายถึงว่า “เราต้องทำทุกวิถีทางให้รอดจากอันตรายทั้งหลายแหล่” ….​ ดันไปแปลว่า “มันจะเอาทุกอย่างที่เราได้มา ไปเก็บไว้ในตู้เซฟ”

สุดตรีนมากครัฟ

The Flying Ducthman

ในหนังเรื่อง Pirates of Caribbean มีเรือลำหนึ่งที่ผมชอบมาก ยิ่งกว่า The Black Pearl นั่นคือ The Flying Dutchman ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าผมเคยได้ยินตำนานของเรือลำนี้มาตั้งแต่เด็กๆ

ยอมรับว่าในตอนแรกที่ผมดูเรื่องนี้ ผมไม่ได้คิดอะไรมากเลย กับการออกแบบ The Flying Ducthman และลูกเรือ ออกจะผิดหวังเสียด้วยซ้ำ ที่ออกแบบมาเป็นสัตว์ประหลาดที่ผสมคนกับสัตว์ทะเล มากกว่าที่จะเป็น “เรือผี” แบบ The Black Pearl ในภาคแรก (อาจจะด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าไม่อยากจะออกแบบซ้ำ)

แต่ว่ายิ่งเวลาผ่านไป ผมมีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ใหม่ทั้งสามภาคแบบรวดเดียวอีกรอบ และมีโอกาสนั่งคิดอีกครั้ง ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่เปลี่ยนไปมาก จากการทำงานบริหารหน่วยงานราชการ (ศูนย์คอมพิวเตอร์ ม.ศิลปากร) มาสองปีเต็มๆ …. ก็เห็นอะไรบางอย่าง ที่ “เฮ้ย เจ๋งว่ะ”

  • ก่อนอื่นขอเล่าว่า ผมมักจะเปรียบเทียบการทำงาน กับการเดินเรือในมหาสมุทรอยู่แล้ว
  • เรือทุกลำที่เดินทางในมหาสมุทร ย่อมต้องมีเป้าหมาย ไม่เช่นนั้นจะหลงทาง เรือหลายลำมีเป้าหมายที่เรียบง่าย เช่น เดินทางจากท่าหนึ่งไปยังอีกท่าหนึ่ง และ Flying Dutchman ก็เช่นเดียวกัน
  • Flying Dutchman เป็นเรือที่ “เคย” มีเป้าหมาย และเป้าหมายที่ว่านั้น คือ การส่งวิญญาณจากภพหนึ่ง ไปยังอีกภพหนึ่ง
  • แต่สิ่งที่เราเห็นในภาพยนต์นั้น Flying Dutchman คือ “องค์กรที่ไร้เป้าหมาย” ซึ่งอาจจะเกิดจากเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
  • ทีนี้พอเป็นองค์กรไร้เป้าหมาย ผลเป็นอย่างไร ผลคือ “การเสื่อมสลายขององค์กร” องค์กรที่ไม่ได้รับการดูแล เหลียวแล มีสภาพกลืนไปกับสภาพแวดล้อมอะไรก็ได้ที่มันเป็นอยู่ กลายเป็นแหล่งหา “ผลประโยชน์” ของลูกเรือในองค์กร ที่อ้างองค์กรเพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง กลายเป็นแหล่งพักพิง “ถาวร” ของบรรดาลูกเรือ
  • การล่าผลประโยชน์ในคราบขององค์กรมันช่างน่าสะพรึงกลัวนัก หลายคนอยู่ไปนานๆ เข้า ก็ปรับตัว “ฝัง” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ไร้เป้าหมาย ล่องลอยอยู่ในทะเลเรื่อยๆ ลืมตัวตนของตัวเอง ลืมว่าตัวเองเคยเป็นใคร ตัวเองเคยอยากทำอะไร ตัวเองต้องการอะไร ตัวเอง ฯลฯ อะไร จนวันหนึ่งความเป็นตัวเองก็สูญสิ้นไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหาผลประโยชน์ในคราบของ “องค์กร” อย่างสนิท
  • อย่างหนึ่งที่ผมโคตรชอบเลยว่ะ ก็คือ Flying Dutchman ไม่สามารถเทียบฝั่งได้ ถ้าโดยทั่วไปแล้ว เรามักเทียบฝั่งเป็นเป้าหมาย และการ “ถึงฝั่ง” คือ การไปถึงเป้าหมาย ก็จะพบว่า องค์กรแบบ Flying Dutchman รวมถึงคนในองค์กร ไม่มีวันนั้นแน่นอน
  • การเปลี่ยนกัปตันเรือ (= การเปลี่ยนผู้บริหาร) อาจจะนำมาซึ่ง “เป้าหมาย” ให้กับองค์กร (เหมือนที่ลูกเรือคนหนึ่งบอกว่า “เรือลำนี้มีเป้าหมายอีกครั้ง”)
  • ซึ่งเมื่อองค์กรมีเป้าหมาย เราอาจจะได้เห็นความเป็นตัวเองของลูกเรือแต่ละคนอีกครั้ง เป็นลูกเรือที่ช่วยกันเพื่อให้องค์กรไปสู่เป้าหมาย (และตัวเองก็ไปถึงเป้าหมายร่วมกับองค์กร) โดยยังคงเป็นตัวเองอย่างชัดเจน ไม่เหมือนกับสมัยที่ยังไร้เป้าหมาย ที่ “เหมือนจะทำงาน” แต่ว่าไปไม่ถึงไหน หาประโยชน์อะไรบางอย่างไปวันๆ
  • แต่ว่าไอ้พวกองค์กรไร้เป้าหมายพวกนี้อ่ะนะ ว่าไป ก็ชอบเป็นมาเฟียน่านน้ำ ใช่มั้ยล่ะ ไม่รู้ว่าจะโผล่มาเมื่อไหร่ เป็นที่หวาดกลัวของบรรดานักเดินเรือที่มีเป้าหมายทั้งหลาย

ตัดกลับมาที่องค์กรของเราๆ ทั้งหลายนะครับ ลองถามเล่นๆ ว่า “องค์กรของเรามีเป้าหมายหรือเปล่า” ไม่ใช่เป้าหมายเชิงผลประโยชน์ หรือว่าการหาผลประโยชน์นะครับ ไอ้พวกนั้นเซ็ตง่าย และถ้าเซ็ตเป็นเป้าหมายหลักเมื่อไหร่ มันก็ไม่ต่างอะไรกับ Flying Ducthman ตั้งแต่ต้น (คือเป็นเรือที่เกิดมาเป็น Flying Dutchman เลย)

หากองค์กรของเรามีเป้าหมายไม่ชัดเจน วัดไม่ได้ว่าไปถึงไหนหรือเปล่า เราสังเกตดีๆ ว่ามันจะเป็นเหมือนกับ Flying Dutchman น่ะแหละ คือเป็นแหล่งรวมคนที่ต้องการประโยชน์ในคราบองค์กร ที่อาศัยองค์กรเป็นแหล่งฝังตัวอย่างเหนียวแน่น สับสนระหว่างผลประโยชน์ตัวเอง พวกตัวเอง และผลประโยชน์ขององค์กร ฯลฯ

อย่างหนึ่งที่ต้องระวัง ในองค์กรหลายองค์กร มีการพูดถึง “หน้าที่” ก่อน “เป้าหมาย” ซึ่งผมบอกได้เลยว่า “งี่เง่า” ครับ บนเรือ Flying Dutchman มีลูกเรือทำหน้าที่ต่างๆ มากมาย แต่พาองค์กรไปไหนกัน? เพราะว่า Flying Dutchman ในฐานะขององค์กรมันไม่ได้มีเป้าหมายอะไร (ใน timeline ของหนัง) พูดอีกแบบคือ มันกลายเป็นเครื่องมือในการทำอะไรก็ไม่รู้ของใครบางคน (หรือของกลุ่มบุคคล) ผิดวัตถุประสงค์ขององค์กรที่ตั้งมาตั้งแต่ต้น

ในองค์กรที่มีแต่ “หน้าที่” แต่ไม่มี “เป้าหมาย” ความอันตรายของมันก็คือ ทุกคนจะคิดว่าตัวเองกำลัง “ทำงาน” แต่ว่ามันอาจจะ pointless ไม่ได้พาอะไรไปไหนเลย ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากภาพลวงตาว่าตัวเองกำลัง “ทำงาน” อย่างหนักหนา ตาม “หน้าที่” ที่ได้กำหนดไว้แล้ว

ที่น่ากลัวคือ หลายองค์กรมี “หน้าที่” แต่กลับไม่มี “เป้าหมาย” จริงจัง มีเพียง “เป้าหมาย” ที่ลอยไปลอยมา เอาไว้พูดติดปากให้เท่ๆ เก๋ไก๋ เวลามีใครถามเท่านั้นเอง .. ก็มักจะลงเอยด้วยการอ้าง “หน้าที่” นั้นแหละ มาทำลายความเจริญหรือความคืบหน้าอันควรจะเป็น “เป้าหมาย” ขององค์กรตามที่มันถูกตั้งมาแต่ต้น อย่างแน่เสียดาย

update 1 : มีอะไรเพิ่มเติมนิดหน่อย … สังเกตมั้ยว่ากัปตันเรือจะต้องเริ่มด้วย “ให้หัวใจกับเรือ” … ครับ ถ้าไม่สามารถให้ “ใจ” กับองค์กรได้แล้ว อย่าริไปเป็นกัปตันเรือลำไหนเด็ดขาด มีเวิร์กหรอก

Tron Legacy

เพิ่งออกจากโรงหนังหมาดๆ เลย กับเรื่องที่หลายคนรอมานาน และผมกะว่าจะดัดนิสัยตัวเอง ให้กลับมาเป็น “พอดูหนังจบ ก็ blog ทันที” อีกครั้ง เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต ก็เลยเขียนซะหน่อย

เรื่อง Tron ภาคแรก เป็นหนังที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมดูเรื่องนี้มานานพอดูแล้ว (ประมาณ 10 ปี) แต่ว่าผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายนักกับภาคนี้ ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น

  1. ผมยังไม่เคยชอบหนังแนว Remake หรือว่าภาคต่อ ที่ขาดหายไปจากภาคก่อนๆ นานสักเรื่อง (Star Wars ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ผมเคยเขียน Review EP1 ไว้แบบเสียหายมากมาย แต่ว่า EP2, EP3 นี่ผมถือว่ามันเป็นภาคต่อจาก EP1 นะ)
  2. Plot เรื่อง ที่ต่อให้วางต่อจากภาคเก่ายังไง ก็เดากันได้หมด ยิ่งดู Trailer ด้วยแล้ว ยิ่งเดาได้ไม่ยากเลย ไม่พ้นพวก Artificial Life แหงๆ … ยิ่งถ้าเคยดู The Matrix, 13th Floor ด้วยแล้วนี่ ยิ่งเดาโคตรไม่ยาก ว่ามันไม่มีอะไรแหวกแนวไปจากนี้แน่นอน
  3. จุดขายอย่างหนึ่งของภาคเก่า คือ Visual ทั้งหลายแหล่ แต่ว่าภาคนี้จะทำให้มัน Revolution ขนาดภาคเก่า เทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ในตลาดหรืออุตสาหกรรมตอนนี้ บอกได้เลยว่า “ยากส์”
  4. เพืิ่อนสนิทมิตรสหาย คอเดียวกันทั้งหลาย ไม่ค่อยจะชอบเท่าไหร่

แต่ว่าผมกลับเดินออกจากโรงหนังด้วยความรู้สึก “ผมชอบมันว่ะ” ทำไมน่ะเหรอ

อาจจะเป็นเพราะผมโตขึ้น (แก่ขึ้น) มั้ง เลยเห็นอะไรต่างๆ ไปเยอะ ยิ่งมีความคาดหวังแบบ 4 ข้อด้านบนด้วยแล้ว ยิ่งไม่ได้คิดจะดูเพื่ออรรถรสแบบดูหนัง คือ ดู Visual ดูเนื้อเรื่องให้สนุกตื่นเต้น/อินไปกับเนื้อเรื่อง/รอเซอร์ไพรส์แบบหักหลังคนดู/ฯลฯ ดูการแสดง อะไรพวกนี้ แต่ว่าผมเข้าไปดูเพื่อหา “Hidden Message” หรือว่าข้อความซ่อนเร้นต่างๆ ที่ผมสามารถตีความได้ (โดยผู้สร้างหนังจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) จะสังเกตว่าพักหลังๆ ผมรีวิวหนังออกแนวตีความเยอะมาก ตั้งแต่ Spider Man, X-Men แล้ว (ที่ยังไม่ได้เขียน แต่เล่าให้น้องๆ ที่ทำงานด้วยฟัง มีอีกเยอะ) ที่ไปออก MCOT.NET เรื่อง Avatar ก็เช่นกัน

แล้วเรื่องนี้มันเป็นยังไง? … เอาเป็นข้อๆ เลยละกันนะ อ่านง่ายดี มีไม่เยอะหรอก แต่ “แรง” … และสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดู อาจจะมี Spoiler นะ แต่ไม่ตั้งใจจะ Spoil หรอก ถ้ากลัวก็หยุดอ่านมันซะตรงนี้ละกัน

  • ในภาพใหญ่ที่สุด นี่เป็นเรื่องของ Digital World และ Physical World โดยสิ่งที่อยู่ในโลก Digital นั้น เป็น “โปรแกรม” ทั้งหมด
  • เราต้อง “โหลด” ตัวเองเข้าสู่โลก Digital … แล้วเราโหลดอะไร? เราโหลด Data ของเรา ความทรงจำของเรา เรื่องราวต่างๆ ของเรา เข้าไปในโลก Digital เรื่องนี้สังเกตได้จาก Symbol หลักของเรื่องเลย ว่าเมื่อพระเอก (Sam) เข้าไปในโลก Digital แล้ว สิ่งแรกที่โดนทำก็คือ สวมชุดที่เป็น Data Suit และมี Disk เก็บความทรงจำอยู่ นั่นคือ ตัวตนของเราในโลก Digital ก็คือ Data และความทรงจำของเรา ที่เราโหลดมันขึ้นไปน่ะแหละ (นึกถึงพวก Facebook, Hi5 อะไรพวกนี้แล้วจะนึกออก)
  • พวกเราหลายต่อหลายคน ยินดี “หันหลัง” ให้กับชีวิตของพวกเราเอง และเลือกที่จะ “หมกมุ่น” อยู่กับโลก Digital ที่เราสร้างมันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น Social Network หรือว่ากลุ่มเพื่อน หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ เราคิดเราฝัน ว่านี่คือโลกที่เราฝันใฝ่ และจะสร้างมันให้เป็นแบบนั้นแบบนี้
  • แต่ว่าหลายครั้งเราก็ลืมไปว่า ชีวิตของเราจริงๆ มันอยู่ข้างนอก เราอาจกลายเป็นคนอื่นสำหรับคนใกล้ตัวเรา
  • และนั่นคือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อ “ตัวตน Digital” (ในเรื่องคือ Clu) มีอิทธิพลเหนือชีวิตเรา กลายมาเป็นตัวเราแทนเรา และทำให้เราไม่สามารถกลับออกมาได้อีก .. สิ่งที่เราสร้างขึ้นมา กลายเป็นศัตรูกับชีวิตจริงของเราไปซะงั้น
  • น่าคิด ว่าการที่ Clu เป็นตัวการในการดึง Sam (หรือคนอื่นที่ได้รับเพจ) ให้เข้ามาในโลก Digital ก็เหมือนกับเวลาที่ตัวตนในโลก Digital ของเรา มีอิทธิพลเหนือเราเมื่อไหร่ เราก็มักจะชวนเพื่อนคนโน้นคนนี้ เข้ามาในโลกเดียวกับเราด้วย … เช่น ติด Twitter ก็ชวนคนอื่นมามี Twitter ด้วยกันหมด .. ไปๆ มาๆ ขนาดนั่งอยู่ใกล้ๆ กันแท้ๆ แทนที่จะคุยกัน ดัน Tweet, WhatsApp, อะไรก็ช่าง คุยกัน
  • น่าสนใจ ที่กุญแจที่ใช้ในการออกจากโลก Digital ก็คือ Disk ที่เก็บความจำนั่นเอง … ใช่สิ ลองนึกถึงว่า มันมีอะไรบ้าง ที่เราใส่เข้าไปในโลกออนไลน์ไม่ได้ เรามีความทรงจำ มีสังคม มีอะไรนอกโลกออนไลน์บ้างมั้ย …. สิ่งเหล่านี้แหละ คือสิ่งที่จะทำให้เราออกมาจากโลก Digital ที่เราสร้างขึ้นได้(บ้าง)
  • แล้วทำไม Clu ต้องการออกมาข้างนอก? บางคนตัวตนในโลก Digital ดีจัดมั้ง ก็เลยอยากจะให้ตัวตนแบบนั้นของตัวเอง พร้อมทั้ง “กองทัพ” (ถ้าภาษา Twitter คงเรียกว่า “Followers” หรือว่าภาษาแขวะกัน ก็ “สาวก”) ที่ตัวเองสร้างขึ้น ออกมาในโลกความเป็นจริงด้วย
  • หลายคนนะ ที่เป็นเซเลปในโลก Digital แต่ว่าเป็น Looser ในโลกความเป็นจริงนอกสังคมออนไลน์ ลองดูสิว่า Kevin Flynn และ Clu คือใคร รอบๆ ตัวเรา ซึ่งถ้า Clu พร้อมกองทัพของเขาออกมาได้ นี่จาก Looser จะกลายเป็นเซเลปจริงๆ ได้เลยนะ
  • วิธีสร้างกองทัพก็ไม่ยาก แค่ Re-program ใหม่เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าเราทำอะไรกับตัวตนในโลก Digital ได้ มันจะส่งผลถึงตัวตนในโลกความเป็นจริงด้วยน่ะสิ (ดูสิ ถ้าเราก่อดราม่าสร้างเรื่องด่าใครที่แรงพอจะเป็นกระแส ตัวจริงเค้ากระเทือนมั้ย หรือว่าถ้าเราสร้างภาพในโลกออนไลน์พอ พวกสาวกก็มองเราดี โดยไม่สนใจตัวจริงเรา ใช่มั้ย)
  • (ขำๆ นะ) แต่ว่าตัวตนในโลก Digital ของเรานี่ เราจะหยุดอายุเอาไว้ที่เมื่อไหร่ก็ได้นะ (เช่น คน 35 จะบอกว่า 18 ก็ย่อมได้) ฮ่าๆ
  • (ขำๆ ต่อ) เรื่องดีๆ จากเรื่องนี้ก็มีเหมือนกันนะ คือ พระเอก (Sam) พบรักในโลก Digital นะ แถมลากออกมาเป็นคู่ในชีวิตจริงได้ซะด้วย .. จริงๆ ก็มีหลายคู่นะ ที่พบรักกันในโลกออนไลน์ แต่ว่าคีย์มันคือ “ต้องออกมาสู่โลกจริง”
  • เรื่องนี้เอาไป Mix กับข้อความแรงๆ จาก Avatar และ Inception แล้วสยองพิลึก เพราะว่าสองเรื่องนั้นข้อความแรงๆ ของมันคือ “เราจะเลือกโลกจริงจากสิ่งที่เราคิดว่าจริง” ซึ่งไอ้ความ “จริง” นั้นนิยามง่ายๆ คือ มันให้เราได้อย่างที่เราต้องการ .. ถ้าในโลก Digital นั้น เราได้เป็นสิ่งที่เราอยากจะเป็นมากกว่า (เช่นเป็นจุดสนใจ) เราก็จะเลือกว่ามัน “จริง” ไปโดยปริยาย .. นั่นคือ Clu ของเราก็จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยปริยาย
  • (ต่อ) ดังนั้น อย่าทำร้ายคนในโลกความเป็นจริง จนเค้าต้องหนีไปพึ่งโลกออนไลน์หรือโลก Digital มากขึ้นๆ จะดีที่สุด
  • ฉากจบ เป็นอะไรที่สะเทือนใจผมมากเอาเรื่อง (ทั้งๆ ที่หลายคนอาจจะคิดว่ามันไม่มีอะไรเลย) เมื่อ Sam ได้ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนโลกความเป็นจริงด้วยกำลังที่เขาทำได้ (ขึ้นมาจัดการ ENCOM) ไม่ใช่แค่ใช้ความสามารถป่วน ด่า แขวะ ชาวบ้านชาวช่องไปเรื่อยๆ (ป่วนการออก OS ใหม่ พร้อมข้อความเสียดสี ฯลฯ) ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีกำลัง (เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) …. นี่แหละคือสิ่งที่ผมอยากเห็นในบ้านเมืองเรา คือ การลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลกความเป็นจริง แค่ในขอบเขตที่เราเปลี่ยนมันได้ และไม่ต้องไปป่วนสิ่งที่คนอื่นทำ “ถ้าเราไม่ชอบมัน ก็เข้ามาทำเอง ไม่ใช่ด่าและหวังว่าคนอื่นจะทำอย่างใจเรา”
  • (นอกเรื่อง) อีกอย่าง หนังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงสมัยทำวิจัยเรื่อง Artificilal Life (Cellular Automata, Artificial Evolution, AVIDA ฯลฯ) สมัยเรียนที่ญี่ปุ่นมากๆ …..

ผมดูเรื่องนี้จบ แล้วรู้สึกอยากจะเลิกเล่น Social Network ทุกอย่างที่เล่นอยู่ตอนนี้ไปเลยทีเดียว หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องไม่อยู่ในอิทธิพลของมันขนาดนี้ จากที่เราคิดตอนแรกๆ แค่ “เอาไว้เป็นช่องทางในการติดต่อ” แต่ว่าไปๆ มาๆ มันกลับกลายเป็นตัวตนของเรามากขึ้นๆ เรื่อยๆ

มองรอบๆ ตัว เวลาไปไหนมาไหน ผมเห็นแต่คนหยิบมือถือขึ้นมาแชท ขึ้นมาทวีต ขึ้นมาเฟสบุ๊ค … ราวกับถูกโหลดเข้าไปอยู่ในโลก Digital แล้ว ไม่สนใจคนรอบๆ ตัว ในโลก Physical เท่าไหร่ (นึกถึงโฆษณาของ Dtac ขึ้นมาตะหงิดๆ) …….

ผมคงต้อง “ถอยจากตรงนี้สักก้าวหนึ่ง” เสียที

โดยรวมแล้ว ถ้าดูเป็นหนังก็คงไม่มีอะไรมาก เดาเรื่องทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนจบ การแสดงงั้นๆ กราฟิกส์ก็ไม่ได้อลังการขนาดจะ Revolution อะไร ที่ดีหน่อยคงจะเป็น OST (กดซื้อจาก iTunes Store ไปเรียบร้อย) ที่ชอบอยู่บ้างก็ไอ้พวก Visual ที่มัน Nostalgia ทั้งหลาย เช่นเพลง 8-bit ภาพโบราณๆ ฯลฯ แต่ว่าถ้าเอาสิ่งที่คิดได้จากการได้ดูเข้ามาประกอบด้วย ผมต้องบอกว่า

“ผมชอบเรื่องนี้ว่ะ”

หมายเหตุ ระหว่างเขียนเหมือนๆ จะมีอะไรอีกสักอย่างในหัว … แต่ว่านึกไม่ออกแล้ว ถ้านึกออกจะอัพเดทมันอีกที

อัพเดท #1: นึกออกล่ะ …ฉากที่ Sam พยายามอธิบายเรื่องพระอาทิตย์ขึ้น….

มันมีหลายเรื่องแค่ไหนนะ ที่เรา take for a grant มากๆ จากความเคยชินทั้งหลายที่เรามีอยู่ ทั้งที่มันเป็นเรื่องสุดวิเศษและน่ามหัศจรรย์ กะอีแค่สิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวี่ทุกวัน จนเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ เช่น พระอาทิตย์ขึ้น แสงตอนพลบค่ำ ดาวตก ทะเลหมอก ฯลฯ …. เราจะอธิบายพวกนี้ให้ “คอมพิวเตอร์โปรแกรม” ที่ต้องการเหตุต้องการผล ทำอะไรตามกฏตามเกณฑ์ เถรตรง รู้เรื่องได้อย่างไร

ถอยออกมาสักนิด อย่าพยายาม “สร้าง” อะไรมากมายจนเกินไป จนลืมที่จะเรียนรู้ที่จะเห็น ที่จะยินดี ชื่นชม และมีความสุขกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นอยู่รอบๆ ตัวเรา

ผมเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้ว จักรวาลและธรรมชาติมันเป็นคอมพิวเตอร์นะ (ลองศึกษาพวก quantum computation ก็ได้นะ) ดังนั้นโลก Digital ก็เหมือนกับเรากำลังทำตัวเป็นพระเจ้า สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเองอีกที (computation theory อนุญาตให้มี universal turing machine (UTM) ใน UTM ได้) …. อย่าหมกมุ่น หลงไหลกับสิ่งเหล่านี้มากไป จนลืมดูสิ่งที่พระเจ้าได้ให้กับเราไว้แล้วซะล่ะ

ตีความ “หนัง” สะท้อนชีวิตจริง

มา note ไว้ก่อน ว่าจะเขียนบทความยาวๆ เกี่ยวกับการตีความภาพยนต์ ในเชิงสัญลักษณ์และกระจกสะท้อนความเป็นจริงกี่เรื่อง ที่คิดว่าจะทำให้เสร็จก่อนสิ้นปี (หวังว่าจะทำได้นะ เพราะว่าหลายเรื่องก็คิดๆ มานานแล้ว ร่างๆ ไว้แล้ว)

ว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป

  1. “Brazil” เรื่อง Management by number (รวมถึงการตัดสินใจ), KPI & QA, ข้อมูลและความเป็นจริง
  2. “Fight Club” เรื่องการเป็น Entrepreneur การตั้ง startups การเป็นตัวของตัวเอง
  3. “Pirates of Caribbean” โดยเฉพาะการตีความเรือ “Flying Dutchman” กับองค์กรที่ไร้เป้าหมาย
  4. “Inception” ความเป็นจริง สุดท้ายแล้วคือสิ่งที่เราเลือกจะคิดว่าจริง

ถ้ามีเวลาทำนะ …. จริงๆ อยากจะเขียนมันรวมเล่มเป็นหนังสือสักเล่มไปเลย ให้มันละเอียดกว่าบน blog แต่ว่าหาเวลาเขียน blog และเขียนหนังสือ iOS development ที่กำลังเขียนอยู่ให้เสร็จก่อน

การทำ Proof-of-Concept กับการพัฒนาโปรแกรม

มีเรื่องนึงที่อยากจะฝากบอกน้องๆ ทั้งนักศึกษาและคนที่กำลังหัดเขียนโปรแกรมใหม่ๆ ที่จะต้องพัฒนาโปรแกรม ไม่ว่าจะใช้เอง เป็นโปรเจค ทำขาย หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ก็คือเรื่องของการทำ Prototyping และ PoC (Proof-of-Concept)

ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่า ว่าเวลาหลายๆ คนเขียนโปรแกรม ไม่ค่อยทำ PoC หรือว่า Prototyping กันเท่าไหร่ แต่ว่าจะลุยเขียนโปรแกรมที่อยากได้ไปเลยทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าหลายอย่างมันทำงานอย่างไร หรือว่าควรจะออกแบบโครงสร้างภายในอย่างไร เวลาได้โค้ดใหม่มาจากแหล่งข้อมูล ก็ลองผิดลองถูกมันลงไปในโปรแกรมที่อยากจะเขียนเลย

ถ้าเป็นโปรแกรมเล็กๆ ประเภทเขียนส่งอาจารย์ตามรายวิชา มันก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ว่าอย่าติดจนเคยชิน เพราะว่าลักษณะการทำงานแบบนี้มันไม่ scale-up ไปสู่การทำงานโปรเจคที่ใหญ่ขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว

ลองแบ่ง phase การทำงานเป็นแบบนี้ครับ

  1. นั่งคิดคร่าวๆ ว่าโปรแกรมจะมีการใช้งานอย่างไร ต้องทำอะไรได้บ้าง ไม่ต้องมากไม่ต้องมาย
  2. จากนั้นนั่ง list มันออกมาเล่นๆ ว่าจะทำแบบนั้นได้นี่ ภายในโปรแกรมจะต้องมีความสามารถอะไรบ้าง (ไม่ใช่ความสามารถที่ผู้ใช้งานจะได้ใช้นะ หมายถึงว่าต้องเขียนให้มันทำอะไรได้บ้าง)
  3. ดูว่าอะไรที่เราทำเป็นแล้ว อะไรที่ยังทำไม่เป็น checklist ง่ายๆ
  4. เปิดโปรเจคใหม่หลายๆ โปรเจค ตามเรื่องที่เรายังทำไม่เป็น หัดเล่นเป็นเรื่องๆ ไป เล่นโน่นเล่นนี่ เล่นให้มันพังไปเลยก็ได้ ไม่เป็นไร เพราะว่านี่คือการลองเล่นกับโปรเจคที่ไม่เกี่ยวกับงานเราสักนิด จะเขียนโค้ดให้มันเละแค่ไหนก็ได้ อีกสามสี่วันอ่านไม่รู้เรื่องก็ได้ ไม่ต้องมีโครงสร้างอะไรมากมาย ลุยมันไปเลยไม่ต้องคิดมาก
  5. แต่ว่าเป้าหมายของโปรเจคเล็กๆ ที่เปิดใหม่เหล่านั้นต้องชัดเจนนะ ว่าจะเรียนรู้เรื่องอะไร กำหนดเวลาให้ตัวเองไว้ด้วย กำหนดผลลัพธ์ที่ชัดเจนไว้ด้วย
  6. เมื่อ checklist เต็มแล้ว (คือ ทุกตัวทำเป็นหมดแล้ว) ค่อยมาวาง architect ของโปรแกรม/โปรเจคที่อยากได้ ว่าจะออกมายังไง เพราะว่าตอนนี้เราน่าจะมีประสบการณ์แล้วว่าอะไรมันทำได้ทำไม่ได้ อะไรมันต้องทำงานร่วมกับอะไรยังไง รับค่าอะไร รีเทิร์นอะไร ประสิทธิภาพเป็นยังไง ฯลฯ

อย่าศึกษาสิ่งที่ยังทำไม่เป็นลงในงานที่กำลังทำอยู่ตรงๆ เด็ดขาดครับ เพราะว่าโค้ดมันจะมั่ว เนื่องจากเรายังไม่มีประสบการณ์ ซึ่งจะทำให้แก้หรือว่าแกะยากมาก ทำให้โปรแกรมของเราจะต้องยึดติดกับโค้ดห่วยๆ โดยใช่เหตุ

ฝากเป็นข้อคิดนะครับ เพราะว่าเห็นแบบนี้เยอะเหลือเกิน ที่ว่าไม่ยอมแยกโปรเจคใหม่มาเพื่อเรียนรู้เป็นเรื่องๆ แต่ว่าจะยัดลงไปในโปรแกรมที่กำลังพัฒนาอยู่เลย

เสียน้อย (เปิดโปรเจคใหม่ เรียนรู้มันทีละเรื่อง) มันเสียยาก แต่เสียมาก (โค้ดในโปรเจคมั่ว โปรเจคไม่มีโครงสร้างแก่น เป็นแบบปะผุ ฯลฯ) มันเสียง่าย นะครับ

#Petdo (Talkshow)

วันที่ 24 เดือนกรกฎาคมนี้ จะมีงาน talkshow ในชื่อ #petdotalkshow ที่หอประชุมปรีดีย์ฯ ซอยทองหล่อ กรุงเทพนะครับ

ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอเล่าประวัติเรื่องนี้สักเล็กน้อย


p7.png
ตอน “ไม่ได้จ้างมาสร้างบั๊ก”

“Petdo” (@petdo ใน twitter หรือที่เว็บไซต์ iampetdo.com) เป็นการ์ตูน 4 ช่องจบในตอน (เป็นส่วนมาก มีเป็นตอนต่อบ้างเป็นบางครั้ง) ที่มาจากผลงานสร้างสรรค์ของน้องๆ ที่เพิ่งจบการศึกษาจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มีความฝันและมาก่อตั้งทีมงานด้วยกันในชื่อบริษัท Urchin Image โดยได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ม.ศิลปากร ซึ่งตัวผมเองเคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการอยู่ในระยะหนึ่ง โดยน้องต้น (@bluefrog_su) เป็นตัวตั้งตัวตีและเรี่ยวแรงหลัก มาพร้อมกับๆ เพื่อนอีกหลายคน คือ น้องสิงห์ น้องกก น้องฟลุ๊ค น้องลี น้องจุ๊บ (ชื่อจริงชื่อ น้องบริสุทธิ์ … แต่เป็นผู้ชายนะ หน้าโหดหนวดเฟิ้ม … “ตาหนวด” ในเรื่อง Petdo จริงๆ ก็ได้แบบมาจากคนนี้นี่แหละ ไม่ใช่ผม) น้องโหน่ง โดยมีความฝันอยากจะทำ Digital Content เกม งานออกแบบ งาน animation ฯลฯ ตามสาขาที่จบมา


p4.png.jpg
ตอน “ยุบองค์กรหนี”

แต่ด้วยความที่เป็นทีมงานใหม่ ประสบการณ์ไม่มี ผลงานไม่มี ก็ดิ้นรนกันไป รับงานกันไปเรื่อยๆ โดยแต่ละงาน ก็ได้เรียนรู้โลกความเป็นจริง ส่วนมากจะ under-budget, over-expectation แต่ไม่เป็นไร ได้เรียนรู้ และก็ประสบการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีโปรดักท์เป็นของตัวเองสักทีหนึ่ง

สักพัก ก็ได้ทีมงานเพิ่มขึ้น คือ น้องเกด ที่อยากทำงานออกแบบเว็บไซต์ และน้องเพชร ที่เคยรับงานทำเว็บและเขียนโปรแกรมมาบ้าง มาอยู่ในทีมด้วย แต่งานหลักก็ยังคงเป็นการรับงานเล็กๆ น้อยๆ เป็นหลัก


p1.png.jpg
ตอน “Petdy ที่รัก”

ตัวผมเอง ก็เหมือนอยู่ในฐานะ “พี่เลี้ยง” ของน้องๆ กลุ่มนี้ ซึ่งข่วยด้วยความที่อยากเห็นความฝันของน้องๆ เป็นจริง ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น และพยายามจะช่วยคิดหาโปรดักท์ของน้องๆ เอง ขึ้นมาให้ได้สักตัว ก็คิดหลายอย่าง ลองผิดลองถูกอยู่หลายอย่าง แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นทางสว่าง (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร) ทรัพยากรเวลา ที่น้องๆ เหล่านี้ขอทางบ้านมา เพื่อขอลองผิดลองถูกกับชีวิต ก็ร่อยหรอไปทุกวัน

และแล้ววันหนึ่ง ผมเดินเข้ามาในออฟฟิสของน้องๆ เพื่อช่วยคิดหาทางและให้กำลังใจต่อไป ก็เห็นตัวการ์ตูนตัวหนึ่ง ที่น้องกก (@yoshikokvin) วาดเอาไว้เล่น ก็เลยเกิดไอเดีย “ไอ้นี่แหละ! โปรดักท์ล่ะ!” ซึ่งก็เหมือนกับฟางเส้นสุดท้ายอีกเส้นครับ อะไรคว้าได้ ลองได้ ก็ลองไปเลย และแล้ว “Petdo” ก็เกิดขึ้น ด้วยคอนเซปท์ที่อยากเป็นการ์ตูนแบบ Dilbert หรือ Garfield

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใกล้กับงาน Twiter BKK ครั้งที่ 3​ ซึ่งตัวผมเองก็ได้เสนอตัวไปพูดไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ก็เลยคิดว่าจะใช้ตัวการ์ตูนนี้ในงานนั้น เพื่อช่วยเหลือน้องๆ ในการโปรโมทงานที่เกิดจากความคิดของน้องๆ เค้า การตอบรับจาก Twitter BKK ดีพอสมควร ถึงโดยส่วนตัวผมจะยอมรับเลยว่า performance ผมบนเวทีวันนั้น “ห่วยมาก” ถึง “มากที่สุด” ก็ตาม


p2.png.jpg
ตอน “นี่แหละ ปัญหา”

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้ Urchin Image เกิดการ “แพแตก” ไประดับหนึ่ง น้องๆ หลายคนที่ร่วมสร้างฝันมาด้วยกัน ก็ไปหางานทำ งานที่เหมาะและได้ทำสิ่งที่เค้าต้องการจะทำจริงๆ ซึ่งที่ Urchin Image ยังไม่มี scale พอที่จะรับงานระดับนั้นได้ แต่ก็ยังมีน้องอีกไม่กี่คนเหลืออยู่ ที่ยังคงอยากจะสู้ต่อไปกับหนึ่งโปรดักท์ที่พวกเขาสร้างขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็คือรับงานอื่นๆ ช่วยเรื่องทุนทรัพย์ต่อไปเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ การ์ตูน Petdo วาดมาแล้วถึง 118 ตอน โดยออกทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ โดยคนทำงานหลักๆ คือ น้องสิงห์ (@singya_cosmo คนที่วิ่งเอาตุ๊กตามาให้ผมไหว้ บนเวที #igniteTH) ซึ่งทำโดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นจากงานนี้ ตั้งแต่วันแรกจนถึงทุกวันนี้ น้องสิงห์ก็ยังคงทำและตั้งใจทำอยู่เหมือนเดิม


p3.png.jpg
ตอน “คอมพิวเตอร์มันเร็ว”

ผมเองอยากจะให้ Petdo เป็นโปรดักท์ที่อยู่รอดได้ด้วยตัวมันเอง และให้น้องๆ ที่สร้างสรรค์งานนี้ขึ้นมา หาเลี้ยงชีพได้จากผลงานของตัวเอง ที่เป็นผลงานที่เค้าภูมิใจ ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะสร้างเสียงหัวเราะให้กับใครหลายๆ คน

ผมเคยพูดกับน้องๆ เหล่านี้เสมอ ว่าเราควรจะมีเงินพอมีพอใช้ ไม่ต้องถึงกับรวย ด้วยการทำให้คนอื่นมีความสุข เงินที่เราได้ ควรเป็นอัตราส่วนแปรผันตรงกับความสุข/เสียงหัวเราะที่เราได้สร้างให้กับคนอื่น


p5.png.jpg
ตอน “โรงเรียนของเราน่าอยู่”

Petdo ไม่ใช่ผลงานของผม ถึงหลายๆ คนจะเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น และยกย่องให้ผมเป็น “ผู้สร้าง” ก็ตาม แต่ Petdo เป็นผลงานของน้องๆ ใน Urchin Image ตั้งแต่ต้น จนถึงตอนนี้ และก็จะยังคงเป็นต่อไป อยากให้หลายๆ คนเข้าใจด้วย ว่าทำไมผมไม่ “ทำการกุศล” กับงานชิ้นนี้ …. (ถ้างานชิ้นนี้เป็นงานส่วนตัวของผม ผมคงจะทำการกุศลกับงาน Petdo นี้ได้ไม่ยาก และไม่ต้องคิดมากเท่าใดนัก)

ผมเป็นเพียงพี่เลี้ยงของน้องๆ กลุ่มนี้เท่านั้น โปรดักท์ของ Petdo ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา Talkshow หมวก เสื้อ น้องกลุ่มนี้ทำเอง โดยผมมีหน้าที่แค่ให้คำปรึกษา ซึ่งผมขอยอมรับตามตรงเลยครับ ว่าผมอยากเห็นน้องๆ กลุ่มนี้อยู่รอดให้ได้ ด้วยสิ่งที่เค้าอยากสร้างขึ้น ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน และไม่ทราบเลยจริงๆ ว่าจะได้อีกนานแค่ไหน ด้วยสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ที่ยังไม่มีโปรดักท์หลัก ที่สามารถทำเงินเลี้ยงตัวเองกันได้)

และอยากจะบอกว่า งานนี้ “ผมไม่ได้อะไรแม้แต่บาทเดียว!” เพราะว่าผมได้สิ่งที่ผมต้องการแล้ว นั่นคือ แค่ได้เป็นพี่เลี้ยงของน้องกลุ่มนี้ ที่ทำเพื่อฝันของตัวเอง สนุกกับงานที่ทำ และเห็นน้องๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นความสุขและเป็นเกียรติที่สุดของผม ในฐานะพี่ชาย ในฐานะอาจารย์ แล้ว …

ดังนั้น “รักการ์ตูน Petdo ชอบการ์ตูน Petdo …​” พบกันที่ Petdo Talkshow นะครับ! (Click ที่นี่ หรือ Banner ด้านบนเลยครับ)


p8.png.jpg
ตอน “ก็หนูจะเอาง่ะ”

ป.ล. เนื้อหาของ Talkshow จะมีดังนี้ครับ (ขอรับรองด้วยเกียรติของ[อดีตโคตรๆ] ลูกเสือ ว่าเน้น “ฮา” และ “สร้างสรรค์” ไอ้ด่ากันน่ะ “ผมไม่เอาด้วย”

  • User vs. Developer
  • ขำขันการศึกษา
  • เก็บตกจากร้านขายของ IT

ดูบอล สะท้อนงาน

ว่าจะเขียนเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนฝรั่งเศสแข่งนัดสุดท้ายแล้ว แต่ยังไม่ได้เขียนสักที ขอเขียนสักหน่อย ไหนๆ ช่วงนี้ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศอัฟริกาใต้ ก็ใกล้จะถึงจุดไคลแมกส์แล้ว พร้อมกับหน้าตา 4 ทีมสุดท้าย คือ อุรุกวัย เยอรมัน สเปน และเนเธอแลนด์ ส่วนทีมที่ตกรอบไปแล้ว ก็นอกจากนี้ทั้งหมด รวมถึงทีมเต็ง ไม่ว่าจะด้วยชื่อชั้นของประเทศ หรือผู้เล่น อย่างบราซิล ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี

ผมไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ฟุตบอล หรือการทำงานของผู้จัดการทีมคนไหนในฟุตบอลโลกนะครับ ผมเชื่อว่าทุกคนก็ทำเท่าที่เค้าจะทำได้แล้ว แต่ผมอยากจะมองมัน แล้วนำกลับมามองสะท้อนข้อคิด ข้อสังเกต ลงไปที่การทำงานสักหน่อย โดยผมอยากจะมองในลักษณะของ System Thinking ซึ่ง The Whole is greater than sum of its part โดยก่อนอื่นผมขอเอาทวีตที่ผมทวีตในสัปดาห์ก่อนมาใส่ตรงนี้ก่อนละกันนะครับ ใส่แบบไม่ดัดแปลงใดๆ ไม่เพิ่มไม่ลด และตามลำดับการทวีตครับ

  • ฝรั่งเศส เป็นตัวอย่างที่ดีของการมี 11 parts ที่สุดยอด แต่ whole (team) ที่ล้มเหลว เต็มไปด้วยปัญหาภายใน และไร้ซึ่ง team spirit
  • องค์กรทั้งหลายดูไว้ และคิดให้ดี ว่าเหมือนกับองค์กรท่านหรือเปล่า ที่มีแต่อยากได้สุดยอดบุคลากร แต่อย่างอื่นๆ เหมือนทีมชาติฝรั่งเศส
  • อย่าแก้ปัญหาที่เกิดจากการไร้ระบบการเล่น ไร้การประสานงาน ไร้ทีมสปิริต ด้วยการเอาผู้เล่นเก่งๆ เข้าทีม
  • เพราะเค้าจะเก่งแค่ไหน ทำได้อย่างมากก็แค่ประคองทีม แบกทีมไว้บนบ่า ใช้ความสามารถได้ไม่เต็มที่ มีแต่ปัญหา และสุดท้ายเค้าก็ไป
  • ถ้าผู้เล่นคนนั้นเป็นกองหลัง จะเสียคนเพราะกองกลางเกียร์ว่าง ปล่อยให้หลุดมาทุกอย่าง วิ่งสะกัดแค่ไหน ก็ไม่อยู่ ขึ้นไปทำประตู เพื่อนด่า
  • ถ้าผู้เล่นคนนั้นเป็นกองกลาง วิ่งพล่านเชื่อมเกม แต่คนอื่นๆ ไม่สนใจ ก็แค่ยืนๆ ตำแหน่งตัวเองไป จ่ายบอลไม่วิ่ง ถวายบอลให้ไม่ยิง ก็แย่
  • ถ้าผู้เล่นคนนั้นเป็นกองหน้า จะเอาบอลจากไหนมายิง เพราะไม่มีคนส่งให้ ไม่มีคนทำเกม ลงมาล้วงบอลเอง เหนื่อย
  • ถ้าผู้เล่นคนนั้นเป็นประตู รับรองว่ารับเละ ตะโกนสั่งกองหลังก็เฉย แถมเป็นแพะรับบาปที่ง่ายที่สุด ไม่เสียคนก็ดีแล้ว

ลักษณะผู้เล่นแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเก่งในการเป็นกองหน้าตัวจบสกอร์ ซึ่งโดยลักษณะแล้วไม่ควรต้องลงมาล้วงลูกเองตั้งแต่ในแดนตัวเอง เพื่อทำเกม บางคนเป็นตัวเชื่อมเกม ระหว่างกองหลังกับกองหน้า บางคนเป็นตัวจ่าย มี Killer Pass สวยๆ ทีเดียวหลุดไปถึงประตู บางคนเป็นปีกที่มีความเร็วสูง ซิกแซกได้ทุกช่อง ก่อนจะเปิดให้กองหน้าจบสกอร์

ประเด็นคือ “ฟุตบอลเป็นเกมของ 1 ทีม ไม่ใช่ผลงานของ 11 ผู้เล่น”

มาดูอีกตัวอย่างหนึ่ง

  • อาร์เจนติน่า เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ในการมี 11 parts ที่ดีมาก และทีมที่ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง
  • การไม่เลือกตัวผู้เล่นบางตัวเข้ามาในทีม เพื่อให้เป็น 11 parts ที่สุดยอด อาจเป็นผลบวกกับทีมของอาร์เจนติน่า เนื่องจากการมี part บาง part อยู่ใน whole มันทำให้ whole เสีย เพราะว่ามันเป็น incompatible parts เป็น part ที่ทำให้ whole เสีย กลายเป็น part หรือ sub-whole หลายๆ ส่วนอย่างสมบูรณ์
  • อาร์เจนติน่า มีทีมสปิริตที่ดีมาก (จากที่เห็น และรับข่าวสารมา)
  • แต่ …. แต่ …. อาร์เจนติน่าเป็นทีมที่ไร้ซึ่งระบบการเล่น ระบบการทำงานประสานกันอย่างชัดเจน เป็นทีมที่เล่นด้วยความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นไม่กี่คน ที่ต้องแบกรับภาระของการพาทีมไปข้างหน้า และคนที่ยิ่งเก่ง ยิ่งต้องแบกภาระหนัก เป็นธรรมดา ซึ่งในกรณีของอาร์เจนติน่านี้ก็คือ Lionel Messi ที่ค่อนข้างจะแบกทีมไว้ทั้งทีม

มันพูดง่ายนะ ว่าแพ้ก็แพ้ทั้งทีม ชนะก็ชนะทั้งทีม เล่นเพื่อทีม แต่วิธีการเล่นก็ยังเล่นกันแบบส่วนตั๊วส่วนตัว การประสานงานแบบเป็นรูปธรรมไม่ค่อยมี มีแต่ลุยกันไปเอง จ่ายให้คนอื่นเฉพาะเวลาที่ตัวเองตัน และไม่ค่อยไปช่วยกันเล่นต่อ ให้อีกคนไปตายเอาดาบหน้าเอง

ในกรณีที่โจทย์ง่ายพอ (นั่นคือทีมที่ค่อนข้างห่างชั้นกับอาร์เจนติน่า) การเล่นแบบนี้จะใช้ได้ผลค่อนข้างจะโอเคในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากผู้เล่นแต่ละคนเก่งมาก ดังนั้นก็จะหาทางเอาตัวรอดเองไปได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่าง Messi ที่หลายทีเอาตัวรอดได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าโจทย์มันยากขึ้นมา จะเจอปัญหาทางตันหลายอย่าง ซึ่งวิธีการแบบนี้จะลำบากขึ้นมา ถึงจะมีโอกาสยิง โอกาสจบสกอร์ ก็ไม่ใช่ว่ามันจะมาเรื่อยๆ เหมือนกับมีระบบสายพานผลิตโอกาส โดยเฉพาะในกรณีโดนกดดัน ยิ่งความกดดันยิ่งสูง ยิ่งกรณีใกล้ล้มเหลว จะเห็นข้อเสียของทีมที่เล่นแบบชายเดี่ยว 11 คน ที่ “เล่นเพื่อทีม ด้วยวิธีการของตัวเอง” มากขึ้น

ซึ่งเห็นได้ชัดในนัดที่เจอกันเยอรมัน เมื่ออาร์เจนติน่าเสียประตูก่อน และเสียประตูเร็ว ทำให้อาร์เจนติน่าต้องอยู่ในภาวะกดดันที่ว่านี้ และการทำลายอาร์เจนติน่าด้วยวิธีง่ายๆ คือ “การไม่ให้ Messi เล่นบอลได้” พอกำลังจะทำอะไร ก็เข้าไปกวนเข้าไป กวนเข้าไป ให้หันหลังให้กับประตู (Goal; เป้าหมาย) ซะ ก็หมดเรื่อง ต่อให้เก่งเหนือมนุษย์แค่ไหน ก็ทำอะไรไม่ได้มาก ยิ่งคนที่มารุม เป็นคนที่ “รุมตามแผน ตามกระบวนการ และมีวินัยในการรุม” ด้วยแล้ว ยิ่งไปใหญ่ เมื่อผู้เล่นได้บอล การส่งบอลขึ้นหน้าแต่ละครั้ง เป็นการส่งให้ผู้เล่นแต่ละคน ซึ่งแม้ความสามารถเฉพาะตัว และจินตนาการในการเล่น จะสูง ก็เหมือนส่งไปเจอทางตัน และไม่ลงท้ายที่เป้าหมาย (Goal; ประตู)

อย่างน้อยกรณีของอาร์เจนติน่า ก็ยังดีกว่ากรณีของฝรั่งเศส ที่ความเชื่อมั่นกันเองในทีมมีสูงกว่า ผู้เล่นทุกคนเชื่อใน Maradona และ Messi และเล่นเพื่อทีม ดังนั้นผลมันก็เลยออกมาดีระดับหนึ่ง แผนการเล่นเดียวของอาร์เจนติน่าที่ผมเห็น คือ จ่ายบอลให้อีกคน ด้วยความเชื่อว่าเค้าจะเอาตัวรอดได้ และบรรลุเป้าหมายได้ โดยที่ไอ้ “อีกคน” ที่ว่าเนี่ย มักจะเป็นคนที่พิสูจน์แล้วว่า “เก่งที่สุดในโลก” คนหนึ่ง …. ดังนั้นกรณีที่คนอื่นไม่อยากให้ทีมนี้ประสบความสำเร็จ ก็ง่ายครับ หาทางขวางคนเหล่านี้ให้ได้ เป็นอันจบ

ข้อคิดแรงๆ ที่ได้จากเรื่องนี้ทั้งหมดก็คือ กระบวนการทำงาน การซักซ้อมความเข้าใจในกระบวนการ การเล่นตามกระบวนการ และการมีวินัยในกระบวนการ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ยิ่งเมื่อได้ผู้เล่นที่ดีมาก มาเล่นในกระบวนการที่สุดยอด จะเอาชนะคู่แข่ง ที่มีผู้เล่นระดับสุดยอด แต่ไร้ซึ่งกระบวนการได้ไม่ยาก แม้ว่าสุดยอดผู่เล่นเหล่านั้น จะเล่นเพื่อผลของทีมก็ตาม มันสู้ทีมที่สร้างระบบเพื่อผลสำเร็จสูงสุดตั้งแต่ต้นไม่ได้หรอก

ประเด็นคือ “ฟุตบอลเป็นเกมของทีม ไม่ใช่แม้แต่ 11 ผู้เล่นที่เล่นเพื่อทีม แต่เล่นตามใจ” ครับ

ทีมจากเอเซียหลายทีม เข้าข่ายนี้ครับ คือ มีระบบทีมที่ดี มีวินัยที่ดีในการเล่นตามกระบวนการ ตามระบบที่สร้างและวางไว้ ดังนั้นถึงความสามารถเฉพาะตัวจะสู้ไม่ได้ แต่ทีมทั้งทีมมันสู้ได้ สูสี แพ้ชนะไม่น่าเกลียด

วันนี้พอแค่นี้ก่อน จบบอลโลกจะเขียนต่อนะครับ

ฝากไว้ครับ ลองอ่านประเด็นที่เกี่ยวข้องใน Positive Thinking in Petsitive World ด้วยนะครับ

Positive Thinking to change Petsitive World

เป็นชื่อของ presentation ที่ผมนำเสนอในงาน Ignite Thailand (หรือ hashtag #igniteTH) ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วผมอยากจะเปลี่ยนชื่อมันนิดหน่อย เป็น “How to Change Petsitive to Positive World” นะครับ แต่ไม่เป็นไร ชื่อเดิมก็สวยดี

ใจความสำคัญของ presentation นี้ อยู่ที่ทัศนคติพื้นฐาน 4 ข้อ ง่ายๆ เริ่มได้ที่ตัวเอง ในการที่จะเปลี่ยนโลกที่มัน “เ-ี้ย” (Petsitive World; ศัพท์บัญญัติเอง จากตัวการ์ตูน @petdo ซึ่งเป็น “สัญลักษณ์แห่งพฤติกรรมเ-ี้ย”) หรือโลกที่โคตรจะติดลบ ให้กลายเป็นโลกที่เป็นบวก

เนื่องจาก background ผมมาจากการศึกษา Chaos Theory ดังนั้นผมเชื่อว่าในระบบ Complex System ที่ Far-From-Equilibrium นั้น การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเนื่องได้ ในทั้ง space-time (dynamical system) จะส่งผลกระทบอย่างมาก ถึงขนาดเปลี่ยนระบบจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อระบบมันรันตัวเองไปสักระยะหนึ่ง เช่น การกระพือปีกของผีเสื้อในบราซิล สามารถส่งผลให้เกิดพายุกระหน่ำกรุงโตเกียว ในอีกหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนให้หลังได้

Slide สำคัญ 9 slides จากงานนี้ครับ โดยผมตั้งใจเล่นโทนขาว-ดำ ให้มันตัดกันชัดเจน (รวมทั้งการแต่งตัวของผมด้วย ที่ใส่เสื้อดำ กางเกงขาว … ตั้งใจเสียดสี ไม่ใส่เสื้อขาวกางเกงดำ เพราะ สีดำ มันจะได้ปิดทับหัวใจ และสีขาว อยู่ติดดินกว่า)


9 key slides from my ignite thailand

ธีมหลักคือ: เปลี่ยนทัศนคติพื้นฐาน แม้เพียงนิด อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปเยอะแล้ว

คนคิดลบ คิดทุกอย่างเป็นลบหมด ได้ยินทุกอย่างเป็นเสียงด่า และไม่มีความสุข ในขณะที่คนคิดบวก ได้ยินทุกอย่างเป็นการให้กำลังใจ และการให้โอกาสทั้งหมด ซึ่งใน Ignite นี้ ผมได้ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คำว่า ไอ้ชั่ว ไอ้เชี่ย ไอ้เหี้ย … เราแน่ใจว่าเราได้ยินเช่นนั้น แต่เป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ? คิดบวกซะหน่อย มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้ เพราะคำว่า I sure, I cheer, I hear นั้นใกล้เคียงกันมาก ซึ่งเรื่องนี้มีผลนะครับ เช่น

  • ในวิชาสัมมนาของนักศึกษา นักศึกษาส่วนมากจะกลัวอาจารย์ถาม ไม่รู้จะกลัวไปทำไม เพราะคิดว่าอาจารย์จะดุ ด่า ว่า กล่าว หรือแย่กว่านั้นก็คือ อาจารย์แกล้งให้เสียหน้าต่อหน้าเพื่อนๆ ฯลฯ นั่นเป็นตัวอย่างของการคิดลบ ถ้าคิดบวก คำถามเดียวกัน อาจารย์คนเดียวกัน ก็จะกลายเป็น อาจารย์ถามเพื่อให้เรารู้ เพื่อให้เราได้ลองตอบ เพื่อชี้ทางให้เรา ฯลฯ

การจะเปลี่ยนโลกที่มันเ-ี้ยๆ ให้กลายเป็นโลกที่มันดี ไม่ยากอย่างที่เราคิด เริ่มที่ตัวเรา ด้วยทัศนติ ที่เปลี่ยนไปนิดเดียวพอ โดยคีย์ของมันคือ “มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ” อย่ามองระบบแยกจากตัวเอง

  1. อย่าดีแต่เห็นแต่ปัญหา (See Problem) เหมือนกับป้ายโฆษณาหาเสียงผู้ว่า กทม. สมัยหนึ่ง เห็นปัญหาอย่างเดียว ไม่ยากหรอกครับ ท่านเห็นปัญหา ท่านไม่เก่งหรอกครับ เชื่อผมเถอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าปัญหาที่ท่านเห็น เป็นปัญหาที่อยู่กับคนอื่น ส่วนอื่น ให้ลองเปลี่ยนเป็น มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เรามีส่วนในการทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นมาอย่างไร ถ้าเราแก้ที่ตัวเรา ปัญหามันก็จะแก้ตัวมันเอง (Solve Problem) หรือถ้ายุ่งยากนักล่ะก็ อย่าดีแต่ด่า ให้เสนอตัวมาแก้ปัญหาซะ
  2. อย่ามองระบบแบบแยกส่วน และพยายาม maximize แต่ละส่วน เพราะว่ามันน้อยครั้งเหลือเกิน ที่ optimum ของระบบ มาจาก maximum ของแต่ละส่วนของระบบ ใครที่เคยอ่านหรือศึกษา Game Theory (แค่ Prisoner’s Dilemma ก็พอ) จะเข้าใจดี ว่าหากว่าแต่ละส่วนย่อยของระบบ พยายาม maximize เฉพาะของตัวเองแล้ว ระบบใหญ่ ระบบหลัก มันจะห่วยมาก แย่มาก
  3. อย่าเลือกที่การได้รับประโยชน์ (Take) แต่ให้เลือกการได้สร้างประโยชน์ (Give) การที่คนหมู่มากเลือกด้วยเหตุผลที่ตัวเองได้รับประโยชน์ โดยไม่ต้องทำอะไร ก็ไม่ต่างอะไรกับการรวมหัวกันปล้นระบบหลัก ซึ่งการ maximize parts และ takes นี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “พลีชาติ เพื่อชีพ” ไม่ใช่ “พลีชีพ เพื่อชาติ”
  4. ทุกปัญหาย่อมมีสาเหตุ เช่นเดียวกับทุกๆ เรื่อง ที่ย่อมมีสาเหตุ แต่เรามักจะทุกข์กับผลของปัญหา (นั่นคือ ปัญหาเกิดจากสาเหตุบางประการ แต่เมื่อปัญหาเกิดแล้ว เราทุกข์จากผลของมัน) ถ้าเราแก้แค่เหตุที่เราทุกข์ (ผลของปัญหา) ปัญหานั้นจะไม่หายไป เพียงแต่เราปัดมันพ้นตัวเราไปเฉยๆ

แก้ได้แค่นี้ ก็ไม่ Petsitive แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการจราจร ใครๆ ก็เบื่อ “รถติด” ใครๆ ก็รู้ว่า “รถติด” เป็นปัญหา ใครๆ ก็เห็น ดังนั้นอย่าดีแต่เห็น จะแก้มันยังไง? บางคนเริ่มบอกผู้ว่า กทม. บางคนเริ่มโยนให้คนโน้นคนนี้ บางคนเริ่มวิเคราะห์มากมาย เพราะทุกๆ อย่าง …. ลองดูนี่


P1000972.jpg

  1. ตอนที่เราบ่นว่ารถติด เราอยู่ที่ไหน? ครับ อยู่บนถนน งั้นเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รถติดครับ ไม่เชื่อถามคันข้างหลังดูครับ ถ้างั้นก่อนที่จะไปบอกผู้ว่า กทม. มาดูสิ่งที่เราทำได้ก่อนครับ ว่ามีอะไรบ้าง
  2. ตระหนักเสียก่อน ว่ามันมี “ส่วนรวม” (Whole) คือ “ถนน” หรือ “การจราจร” และ “ส่วนย่อย” (Parts) ซึ่งก็คือรถแต่ละคัน เราแต่ละคน ถ้าเราคิดแต่จะ Maximize แต่ละ part นั่นคือ ฉันต้องได้ไปก่อน ขอฉันไปก่อน เลนฉันช้าเปลี่ยนไปอีกเลน ฯลฯ เอาแต่ตัวเองได้ไปก่อน คนอื่นช่างกัน โดยลืมกันไปหรือเปล่าว่า เราควร optimize “การจราจร” ให้ถนนทั้งเส้นมันเร็วที่สุด ไม่ใช่เอาแต่ตัวเองรอด ได้ไปก่อน คนอื่นช่างมัน
  3. งั้น Give vs. Take ล่ะ? อันนี้คือ “ทางเลือก” ของเรา เมื่อเรามีทางเลือก เราจะทำอะไรระหว่าง “ให้กับการจราจร” หรือ “เอาผลเข้าตัวเอง” นั่นคือ การเลือกให้ ในสิ่งที่จะทำให้การจราจรมันลื่นกว่า
  4. แล้วแก้ปัญหาที่เหตุล่ะ? ไหนล่ะ … ย้อนกลับไปดูตั้งแต่ข้อ 1 ครับ …. เป็นยังไงครับ แก้ที่เหตุแล้วหรือยัง? ไม่ใช่แค่ปัดพ้นๆ ตัว รีบๆ ขับ ขอกูไปก่อน ผ่านตรงนี้ไปก็พอแล้ว ฯลฯ ซึ่งเป็นการแก้ที่เหตุที่เราทุกข์ และให้คนอื่นทุกข์ต่อ ทั้งนั้น

แค่นี้แหละครับ ปัญหาหลายอย่างจะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โลกนี้จะน่าอยู่ขี้นอย่างไม่น่าเชื่อ …. เชื่อมั้ย?


บล็อกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (บอกกันได้นะครับ แล้วผมจะใส่ไว้เรื่อยๆ)

Imagination


Imagination

Nikon D3s, 24-70/2.8N, 24mm, f/2.8, 1/100s, ISO 9000. (click for bigger size)

“จินตนาการของเด็ก” นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากๆ ลองดูจากที่เห็นในรูปนี่สิ ว่าเราเห็นอะไรบ้าง เราอาจจะเห็นดวงอาทิตย์ เห็นผีเสื้อ เห็นสีสันต่างๆ แต่ที่ผมเห็นมากขึ้นก็คือ เด็กสามารถเขียนให้ทุกอย่างอยู่รวมกันได้ โดยไม่มีการแบ่งแยกว่าอะไรคืออะไร

เด็กเกิดมาเพื่อสันติภาพ ผมเชื่อเช่นนั้น เด็กเป็นมิตรกันได้เร็วโดยไม่ตั้งกำแพงมากมาย เด็กไม่ถือโทษโกรธกัน ยิ้มให้กันก็หาย และยิ้มกันง่ายเหลือเกิน

แต่เมื่อเราโตขึ้น เราเรียนรู้มากเกินไปหรือเปล่า แบ่งแยกมากเกินไปหรือเปล่า ว่า “อะไรเป็นอะไร” จริงอยู่ มันเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทำไมเราต้องมองหาแต่สิ่งที่มันต่างกัน มากกว่าหาสิ่งที่เหมือนกันหรือหาสิ่งที่อยู่ด้วยกันได้ บางอย่างมันไม่มีอะไรเกินจินตนาการของเราหรอก หากเราจะจับมันมารวมกัน และไม่แบ่งแยกมัน

ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมากที่เรามักจะเห็นว่า “ความรู้สึกแบบเด็กๆ” นี้มันสูญหายไปตามอายุเมื่อเด็กโตขึ้น ด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง

แทนที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะมัวแต่สอนเด็กให้เป็นอย่างตัวเอง … แล้วโตขึ้นมาก็จะก่อแต่ปัญหาแบบที่พวกเราๆ ก่อเอาไว้ทุกวันๆ นี่แหละ …. ลองมองและเรียนรู้สิ่งดีๆ จากเด็กบ้างจะเป็นไรไป … หรืออย่างน้อยๆ ให้เด็กรักษาจินตนาการของเค้าเอาไว้ให้ได้ อย่าไปทำลายเค้าให้เค้าคิดแบบเรา แต่ให้เค้า “มีจินตนาการอย่างมีประสบการณ์” มากขึ้น จะเป็นไปได้ไหม

ป.ล. ขอบคุณพี่ พี่รูฟ (@roofimon) ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายทำนะครับ นี่รูปจินตกรรมฝาผนังใต้บันไดบ้านพี่เค้า โดยผลงาน “น้องณมน” ลูกสาวพี่รูฟ ครับผม ;-)