จะอยู่กับ “ปัจจุบัน” อย่างไรดี?

ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “จากอดีต สู่อนาคต (ไม่ใช่แบบที่คิดนะ)” ไปเมื่อค่อนข้างนานมาแล้ว ในบทความนั้นเนื้อหาหลักๆ ได้พูดถึงการก้าวเท้าจากความอดีต ไปหาอนาคต โดยไม่ให้เงาของอะไรก็ตามจากอดีตไปตามหลอกหลอนเราตลอดชีวิต

วันนี้ผมเขียนเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่ง จะเป็นอะไรที่ค่อนข้าง personal มากขึ้นกว่าความที่แล้วนิดหน่อย และโฟกัสกับแค่เรื่องเดียวคือ “ปัจจุบัน”

ย้อนกลับไปที่คำถามหนึ่งที่ผมเคยถามในการพูดในงาน ThinkCamp ครั้งล่าสุด และในบทความก่อนหน้านี้ คือ “คนเราทุกข์กับอะไร”?


ThinkCamp.004.jpg

คำตอบง่ายๆ จากภาพนี้ก็คือ เราทุกข์กับเรื่องแค่ 2 เรื่อง นั่นก็คือ

  1. อดีต ซึ่งคือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกแล้ว เราทุกข์กับอดีตเพราะ “ความรู้ในปัจจุบัน” (what we know today) แล้วเกิดอาการอยากกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผ่านมาแล้ว คำพูดว่า “ถ้ารู้งี้นะ …” กลายเป็นคำที่ได้ยินบ่อยมากคำหนึ่ง ไม่ว่าจะจากใครก็ตาม … เรามักต้องการแก้ไขอดีต
  2. อนาคต ซึ่งก็คือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ยังคงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อะไรก็เกิดขึ้นได้ เราทุกข์กับอนาคตก็เพราะความกลัว กลัวนี่ กลัวนั่น กลัวโน่น กลัวสิ่งที่เรากลัวว่าจะเกิดขึ้น จะเกิดขึ้นจริงๆ กลัวว่าวันหนึ่งเราจะเสียใจแบบในอดีต กลัวว่าอนาคตจะไม่เป็นอย่างที่เราฝัน …. เรามักต้องการคำตอบที่แน่นอนตายตัว การรับประกันอนาคต

สรุปสั้นๆ ง่ายๆ คือ

เราทุกข์เพราะเราอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เรากลับอยากได้ความแน่นอนจากสิ่งที่มันยังคงเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เราทุกข์เพราะเราไม่ยอมรับธรรมชาติของทั้งอดีตและอนาคต ธรรมชาติของกาลเวลา

ทางออกเรื่องนี้มีทางเดียว ก็คือการยอมรับธรรมชาติที่ว่านี้ และ “อยู่กับปัจจุบัน” ซึ่งปราศจากทุกข์ เป็นความว่างเปล่า ส่วนวิธีในการอยู่กับปัจจุบันนี้ก็คือแนวคิดในการดำเนินชีวิตของผมในปัจจุบันด้วย (ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้ post ลง Facebook ไปครั้งหนึ่ง แต่เป็นภาษาอังกฤษ) สรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

  1. ทำอะไรสักอย่างกับสิ่งที่มีในปัจจุบัน ทำมันให้ดีแค่ที่จะดีได้ ทำได้แค่ไหนแค่นั้น ทำดีที่สุดแค่ที่ใจมันอยากจะทำ อย่าเบียดเบียนตัวเอง ทำอะไรบางอย่างให้มันเกิดขึ้น หรือตัดสินใจอะไรบางอย่างเพื่อให้อะไรบางอย่างเกิดขึ้น
  2. ไม่ต้องไปพยายามเข้าใจปัจจุบัน (ทำไมเรอะ? ดูข้อ 5-6)
  3. ไม่ต้องพยายามรื้อฟื้นอดีตเพื่อที่จะเสียดายหรืออยากเปลี่ยนแปลงอะไร (ทำไมเรอะ? ดูข้อ 5-6)
  4. ไม่ต้องพยายามไปคิดถึง หรือรู้อนาคต (ทำไมเรอะ? ดูข้อ 5-6)
  5. มองย้อนดูอดีต ด้วยสิ่งที่เรารู้ในปัจจุบัน เชื่อมจุดทั้งหมดเข้าด้วยกันทีละจุดๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นๆ ทำให้เกิดทุกวันนี้ได้ยังไงทีละจุดๆ (เช่น จากเรื่อง “คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายที่รอคอย” ที่กำลังเขียนค้างอยู่ การที่มีนยิ้มให้ผม ทำให้เรารูํ้จักกัน แล้วทำให้ผมรู้สึกตัวเองไม่ดีพอ จนขยันเรียน การที่ติดต่อมา และความโง่ของผมในวันนั้น ทำให้ผมเขียนโปรแกรมเป็นอยู่ทุกวันนี้ ฯลฯ) ไม่ต้องคิดเสียดาย ไม่ต้องไปคิดเปลี่ยนอะไรมัน
  6. มองไปอนาคต ด้วยความเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน (ข้อ 1.) มันจะพาเราไปไหนสักที่หนึ่งแน่นอน และวันหนึ่งในอนาคตนั้นๆ เราจะเข้าใจสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ กำลังเจออยู่ในปัจจุบัน เหมือนที่เราเอาสิ่งที่เรารู้จากปัจจุบันมองย้อนไปในอดีต

สรุปสั้นๆ ง่ายๆ คือ

อดีตมีไว้เข้าใจ ว่าทำให้ปัจจุบันมันเกิดขึ้นมาได้ยังไง ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีในปัจจุบัน และอนาคตมีไว้เปลี่ยนแปลง ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในปัจจุบัน

จริงๆ แล้วเรื่อง “คนแรกของหัวใจฯ” ที่ผมกำลังเขียนๆ อยู่เนี่ย ก็มาจากแบบนี้น่ะแหละ ผมมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต ด้วยความรู้ของทุกสิ่งที่เป็นในปัจจุบัน หลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจตอนนั้น หลายอย่างที่ผมเสียใจตอนนั้น วันนี้ผมมองเห็นมันชัดขึ้นเยอะ ว่ามันต้องเกิดขึ้นเพื่ออะไร

สมัยเรียน ผมไม่เคยคิดหรอก ว่าวันหนึ่งผมจะมาเป็นอาจารย์ที่ศิลปากร ผมจะมานั่งเขียนบทความนี้ ผมจะมีบริษัทซอฟต์แวร์ทำแอพบนโทรศัทพ์ ผมจะเขียนหนังสือขาย ผมจะเป็นผู้บริหารศูนย์คอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัย … สิ่งที่ผมอยากเป็นไม่เคยเป็นสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งย้อนกลับไปตอนเด็กเท่าไหร่ สิ่งที่เราอยากเป็นยิ่งต่างจากนี้มากขึ้นๆ ผมอาจจะเคยอยากเป็นคนสร้างหุ่นยนต์ อาจจะเคยอยากเป็นคนขายโรตี (เพราะน่าสนุกดี) อาจจะเคยอยากเป็นอะไรก็ไม่รู้มากมาย

ชีวิตเราทุกวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเป็น แต่เป็นสิ่งที่เราทำให้ตัวเองเป็นต่างหาก

ดังนั้น เลิกอยากให้อะไรเป็นอย่างไรเสียที เพราะมันจะไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอก เสียเวลาเปล่าๆ ด้วย แต่จงลงมือทำอะไรสักอย่างในวันนี้ เปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างเฉพาะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวเองเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้ แล้ววันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ผมเชื่อว่าคุณจะเข้าใจ ว่าสิ่งที่คุณทำในวันนี้คุณทำไปเพื่ออะไร

มีประโยคหนึ่งจากหนังเรื่อง The Time Machine (เวอร์ชั่นปี 2002) ที่ผมชอบมาก

You’re inescapable result of your own tragedy.

พูดเป็นภาษาพุทธหน่อย ก็คือ “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” และ “กรรม” ก็คือ “การกระทำ” นั่นแหละ ชีวิตเราทุกวันนี้ ก็คือผลที่หนีไ่ได้จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคยทำมา และชีวิตเราในวันข้างหน้า ก็คือผลที่หนีไม่ได้จากทุกสิ่งที่เราเคยทำมา และทุกอย่างที่เรากำลังจะทำในวันนี้เอง

การไม่ทำอะไรเลย แล้วรอเวลาในอนาคตให้มาถึงเฉยๆ เราก็แค่ลากสิ่งที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบันให้มันยาวต่อไปถึงอนาคต ก็เท่านั้นเอง

อย่าปล่อยให้ชีวิตของเรา กลายเป็นผลที่หนีไม่ได้ จากการไม่ทำอะไรของเราเลยครับ มันจะเป็น tragedy (โศกนาฏกรรม) เสียเปล่าๆ

จากอดีต สู่อนาคต (ไม่ใช่แบบที่คิดนะ…)

มนุษย์เรา จะมองเห็นแต่อดีตโดยธรรมชาติ

เพราะเรามองเห็นแต่แสงที่สะท้อนออกจากวัตถุเท่านั้น แสงก็ต้องการการเดินทางเหมือนทุกอย่าง กว่าจะสะท้อนเข้าตาเรา กว่าสมองจะประมวลผล มันอาจจะเป็นเวลาที่รวดเร็วเหลือเกินในการรับรู้ถึงกาลเวลาของเรา แต่มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่นานมากในช่วงเวลาของอนุภาคเล็กๆ

บนท้องฟ้าที่ชวนฝันตอนกลางคืน เราเห็นดาวสวยงามมากมาย แต่ที่จริงแล้วดาวเหล่านั้นหลายดวงก็ดับแสงลงไปนานมากแล้ว เพียงแต่แสงสุดท้ายของมันยังเดินทางมาไม่ถึงเราเท่านั้น เราจึงเห็นแต่อดีตอันจรัสแสงของพวกมันอยู่แบบนี้ หาใช่ปัจจุบันของพวกมันไม่

แล้วอนาคตล่ะ?

หลายคนบอกว่าอนาคตต้องใช้ใจมอง ต้องจินตนาการ แต่เราจินตนาการยังไงล่ะ?

โดยปกติแล้วจากการทำงานของสมองคนเรา จะจดจำทุกสิ่งทุกอย่างไว้โดยไม่มีใครเข้าใจว่าสมองจำอย่างไร สมองมีระบบฐานข้อมูล การ Indexing การทำ Memcache การ Query การทำ Hashing การ Search การ Sort อย่างไร เรารู้แต่ว่าสมองส่วนหนึ่งจะทำงานเหล่านี้เองอย่างอัตโนมัติเมื่อมันอยากจะทำ (เราสั่งมันไม่ค่อยได้ด้วยนะ) … จากนั้นสมองอีกส่วนหนึ่งก็ค่อยเอาสิ่งที่ได้คืนมาเนี่ยแหละ มาผสมผสาน เรียบเรียง ออกมาใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ ไม่เคยมีมาก่อนก็เป็นได้

แต่ลองคิดดีๆ จะพบความน่ากลัวง่ายๆ อยู่อย่างหนึ่ง ว่าแม้แต่จินตนาการไปยังอนาคตที่ไม่เคยไป ก็ยังหนีเงาของอดีตไม่เคยพ้น ก็ยังเป็นการผสมผสานกันของภาพอดีต ที่สมองส่วนหนึ่งโยนขึ้นมาให้โดยไม่รู้ว่ามันจะโยนอะไรขึ้นมา

ลองดูภาพนี้จากการนำเสนอในงาน ThinkCamp ครั้งล่าสุดของผม


ThinkCamp.004.jpg

ความทุกข์ของคนเรา มันมีอยู่แค่นี้แหละครับ: อดีต และ อนาคต ส่วนปัจจุบันคือความว่างเปล่าทั้งสิ้น

อดีต เราทุกข์กับความเสียใจ ความเสียดาย ความผิดหวัง ความผิดพลาด ฯลฯ ส่วนอนาคตที่เป็นเงาของอดีตผสมผสานกันนั้น เราจะทุกข์กับอะไรล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ “กลัวเงาอดีต” ที่มันตามหลอกตามหลอน กลัวที่จะเป็นอย่างที่อดีตเป็น กลัวที่ความเสียใจ ความเสียดาย ความผิดหวัง ความผิดพลาด ฯลฯ เหล่านั้นมันจะเกิดขึ้นซ้ำกับเราอีก

แล้วจะทำอย่างไรดีกับอนาคต?

มันมีคำคมๆ อยู่เยอะแยะมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผมคงไม่พูดถึงพวกมันมากนัก เพราะคำคมส่วนมากจะมีไว้ให้โลกสวย มีไว้สนองนี้ดทางความคิด ที่รู้แล้วต้องบอกว่า “แล้วไง” ซะมากกว่า …. ยกเว้นไว้อันหนึ่ง …

“Don’t worry about what anybody else is going to do… The best way to predict the future is to invent it.
— Alan Kay

อนาคต ฝันถึงไม่ได้หรอกครับ เพราะมันจะเป็นเพียงแค่เงาอดีต ผสมผสานกับความอยาก ความกลัว ฯลฯ ในใจเราเท่านั้นเอง

อย่าคิดว่าอยากได้ประเทศไทยแบบไหน อย่าคิดว่าอยากได้ตัวเองแบบไหน อย่าคิดว่าชีวิตแต่งงานจะเป็นยังไง อยู่ด้วยกันแล้วจะเป็นยังไง ฯลฯ เพราะเราจะโดนหลอกหลอนด้วยความอยาก ผสมผสานมันไปกับความกลัว อยากเป็นอย่างคนอื่น กลัวไม่เป็นอย่างคนอื่น กลัวสิ่งที่เคยเกิดขึ้นที่อื่นเกิดกับเรา กลัวสิ่งที่เคยเกิดกับเราเกิดซ้ำอีก ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ล่ะ ถ้ามันเกิดอะไรแบบนี้ล่ะ ฯลฯ

จากที่ผมเห็นและเจอมา … อนาคตที่เกิดจากเงาหลอนของอดีต มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราวาดมันด้วยความกลัวจากอดีต จากความอยากในอดีต (ไม่ว่าจะอดีตของเราหรือของคนอื่น) เท่านั้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่สุด (ผมเอาตัวอย่างนี้มาจากละครเรื่อง 365 วันแห่งรัก): เรากลัวจะถูกทิ้ง เรากลัวว่าอีกคนจะรำคาญเรา …. จนกระทั่งเราทำอะไรลงไปรู้มั้ย เรากลัวเค้ารำคาญ เลยไม่คุยอะไรกับเค้าเลยสักนิด แต่เมื่อเห็นเค้าไม่สนใจอะไรเราแค่เพียงบางอย่าง เราก็จะถามทันทีว่าไม่รักเราแล้วเหรอ ไม่สนใจเราแล้วใช่มั้ย … ลองคิดดูขำๆ นะครับ จะกลายเป็นว่าเรื่องเดียวที่คุยกันคือ ถามว่าไม่รักแล้วใช่มั้ย ไม่สนใจแล้วใช่มั้ย ทำอะไรก็นอยหมด … สุดท้ายก็เกิดรำคาญขึ้นจริง และก็เลิกกันจริง …. กลายเป็นการสนองสมมติฐานเบื้องลึกในใจเรา ว่า “เห็นมั้ย ว่าแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้” และกลายเป็นอดีตเพื่อหลอกหลอนอนาคตต่อไป

เรากลัวแต่เราจะไม่เจริญ จนเราไม่เจริญ เราเอาแต่กลัวว่าเราจะไม่เก่ง ทำอะไรไม่เป็น จะตกงาน จนกระทั่งเราไม่เก่ง ทำอะไรไม่เป็น และตกงาน เรากลัวเหงา เรากลัวต้องอยู่คนเดียว เรากลัวผิดหวังในความรัก จนเราเลือก เลือก เลือก และกลัว กลัว กลัว จนเราต้องอยู่คนเดียวจริงๆ ฯลฯ ก็เป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ได้ทั้งนั้นถ้าอยากจะหยิบยกมา

กลับมามองที่โลกกลมๆ แป้นๆ ใบนี้สักนิด … กับคำถามที่ผมใช้บ่อยที่สุด


ThinkCamp.006.jpg

ใครคิดใครฝัน ว่าโลกมันจะมาเป็นแบบนี้กันบ้าง? ผมเชื่อว่าคนนับร้อยนับพัน ที่ช่วยกันเปลี่ยนช่วยกันหมุนมันจนมาเป็นแบบที่เราอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้คิดไม่ได้มี Master Plan อะไรมากมายเลย ว่าโลกมันจะมาเป็นแบบนี้ … แต่ผมเชื่อว่าคนเหล่านั้น “ทำ” โดยไม่ได้คิดว่าอนาคตมันจะเป็นอย่างไรมากมาย

มันมีเส้นทางมากมายในการไปข้างหน้า แต่ถ้าจะมัวแต่นั่งคิดนั่งแพลนว่าจะไปไหน ไปแล้วทำอะไรอย่างไร แล้วจะให้ได้ตามนั้น โดยที่ไม่เคยก้าวขาออกไปสักที ก็จะไม่ได้ไปไหนเลยแม้แต่ที่เดียว

ในบางเซนส์ การแค่ตั้งเป้าคร่าวๆ ว่าจะไปไหน แล้วก้มหน้าเดินมันไปทีละก้าว ทีละก้าว นานๆ ทีก็เหลือบมองเป้าสักที มันยังพาเราไปไหนสักที่หนึ่ง ซึ่งสุดท้ายอาจจะลงเอยในที่ๆ เราไม่ได้คิดไม่ได้ฝันไม่ได้อยากจะไปในตอนแรก แต่เราอยากอยู่กับมัน ระหว่างการเดินทางในเส้นทางชีวิตของเราก็ได้ … แต่เราจะไม่มีวันพบมัน ถ้าเราไม่เดินสักที

ผมชอบสุภาษิตจีนโบราณนะ ที่ว่าการเดินทางไกลแสนลี้ มันเริ่มจากก้าวเพียงก้าวเดียว … แต่ผมจะต่อให้มันครบสมบูรณ์ขึ้นก็แล้วกัน ว่า


ThinkCamp.007.jpg

ครับ มันไม่มีทางเลือกอื่น นอกจาก “เดินซะที” และ “ไปทีละก้าว” …. ใครจะไปรู้ เราอาจพบทางแยกในก้าวที่พัน เราพบสวรรค์ในก้าวที่หมื่น โดยไม่ต้องไปถึงแสนถึงล้านก็เป็นได้

สรุปปิดท้ายครับ: วิธีหลุดพ้นจากความกลัว จากเงาของอดีตที่ ก็คือ ตัดสินใจกับปัจจุบันเสียที ก้าวเดินซะ แล้วเดินไปข้างหน้าทีละก้าว อย่ารอให้อนาคตที่เรากลัวมาถึง แต่เดินไปหาอนาคตที่เราสร้าง (ไม่ใช่แค่อยากได้) ทีละก้าวเอง

[update 01/04/2555]: วันนี้ไปโพสท์อะไรลง facebook นิดหน่อย คิดว่าเกี่ยวๆ กันนิดหน่อย ก็เลยขอ update ตรงนี้ด้วย

ความฝันบางอย่าง มันไม่มีวันเป็นจริง
แผลเป็นในใจบางอย่าง มันก็ไม่มีวันเยียวยา
ต่อให้เวลาผ่านไปเท่าไหร่ ก็เท่านั้น
ตราบใดก็ตามที่เรายังเอาฝันมาสร้างเป็นมีด
เพื่อไปกรีดรอยแผลเป็นตัวเอง

ว่าด้วย “ข้อสอบ O-NET”

ช่วงนี้ของปีทีไร จะมีเรื่องเฮฮาที่ทำให้จิตตกอยู่ทุกปี ก็คือเรื่องของ “ข้อสอบ O-NET” ซึ่งแต่ละปีจะมีโจทย์ ตัวเลือก และเฉลย ที่โคตรจะปวดตับ

ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบเรื่องนักกีฬาทีมชาติ (ที่ใส่ชื่อจริง นามสกุลจริง ในข้อสอบ) ที่ให้เจ้าตัวมาทำเองก็ไม่ได้คะแนน เพราะเลือกไม่ตรงกับเฉลย (ซึ่งเป็นคนอื่น) ข้อสอบที่มันถูกหมดทุกข้อ แล้วไม่รู้จะตอบข้อไหน หรือข้อสอบที่ถ้าตอบตามความจริงแล้วมันไม่มีทางได้คะแนนชัวร์ๆ แต่ถ้าตอบแบบสร้างภาพการเป็นคนดีตามอุดมคติของใครบางคน (แถวบ้านเรียก “ตอแหล”) แล้วอาจได้คะแนน ฯลฯ

ผมนั่งสงสารเด็ก และสมเพชข้อสอบอยู่ทุกปี บางครั้งคิดด้วยซ้ำไปว่า “ไอ้เด็กที่มันได้คะแนนสูงๆ นี่มันเป็นคนแบบไหน?” จนวันหนึ่งผมมานั่งคิดๆ ดู แล้วก็พบกับความจริงอันน่าเศร้าใจข้อเล็กๆ

ข้อสอบ แท้จริงแล้วมันคืออะไร? มันก็เป็นแค่ “เครื่องมือวัด” เหมือนกับไม้บรรทัด ที่ไม่ได้บอกเลยด้วยซ้ำว่าใครเก่งไม่เก่ง ใครโง่ใครฉลาด ใครดีใครเลว … มันบอกแค่ว่า “ใครเหมาะกับระบบที่สุด” ระบบเป็นเช่นไร ก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะออกข้อสอบแบบนั้นเพื่อคัดคนที่เหมาะสมกับระบบที่สุด เข้าไปหล่อเลี้ยงรักษาระบบให้คงอยู่ไปเรื่อยๆ ….​ (ลองนั่งนึกภาพหนังเรื่อง The Matrix ผ่านตาสักรอบนะ)

ถ้าระบบนั้นๆ เป็นระบบของผู้สร้าง ข้อสอบย่อมวัดการสร้าง ถ้าระบบนั้นๆ เป็นระบบของผู้รับ/ผู้เสพ ข้อสอบย่อมวัดการรับ/จำ/เสพ เป็นต้น

แล้วบ้านเราล่ะ? … จากประสบการณ์ทำงานในบ้านเราของผม ผมสรุปได้อย่างหนึ่งว่า

คนที่จะได้ดีใน “ระบบ” ของบ้านเรานั้น ไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่ผู้สร้าง ไม่ใช่คนมีความคิด ไม่ใช่ ฯลฯ อะไรที่คนวาดอุดมคติเอาไว้เลย แต่ต้องเป็น “คนที่คิดเหมือนผู้ใหญ่/คนมีอำนาจ พูดเหมือนผู้ใหญ่/คนมีอำนาจ” แบบเป๊ะๆ ไม่ว่ามันจะต่างจากความจริงของตัวเอง ความคิดตัวเอง สิ่งที่เป็นตัวเองแค่ไหนก็ตาม

(ผมเน้นว่า “ระบบ” นะ พวกที่ต่อสู้กับ The Matrix ไปสร้าง Zion เองในบ้านเราแล้วได้ดี ก็มีถมเถนะ)

ลองดูข้อสอบข้อเด็ดของ O-NET ปีนี้นะครับ … พวกเล่นถามว่า

ถ้ามีอารมณ์ทางเพศ จะต้องทำอย่างไร และมีตัวเลือกคือ
ก. ชวนเพื่อนไปเตะบอล
ข. ปรึกษาครอบครัว
ค. พยายามนอนให้หลับ
ง. ไปเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศ
จ. ชวนเพื่อนสนิทไปดูหนัง

แล้วเฉลยก็คือ “ปรึกษาครอบครัว”

ฟังดูดีนะครับ อุดมคติและหลอกตัวเองไปวันๆ ดีมาก ที่ผมอยากจะถามก็คือ ถ้าเด็กไม่มีครอบครัวให้ปรึกษา หรือถ้าสภาพครอบครัวนั้นไม่เคยฟังลูก พ่อแม่ไม่เคยเข้าใจลูก พ่อแม่ไม่เคยฟังลูกเลย ทำอะไรก็ผิดหมด ฯลฯ อะไรแบบนี้ แล้ว “เด็กจะอยากปรึกษาครอบครัวมั้ย?” และยิ่งกว่านั้น “ครอบครัวแบบนี้ เป็นที่ปรึกษาให้เด็กได้มั้ย?” และ “ปรึกษาไปแล้วได้อะไร(วะ)?”

แล้วตัวเลือกที่มันเป็น “ธรรมชาติ” แบบ “ช่วยตัวเอง” มันหายไปไหนเหรอครับ และมันทำให้ใครเดือดร้อนหรือ? ผมก็อยากทราบนะ ว่าบรรดาคนที่ได้ดิบได้ดีทั้งหลายในประเทศชาติตอนนี้น่ะ ตอนที่เกิดอารมณ์สมัยวัยรุ่น “ปรึกษาพ่อแม่” หรือ “ช่วยตัวเอง”? แต่มันไม่ตรงกับคุณธรรมจริยธรรมอันดีงามอันสูงส่งแบบหลอกตัวเองของผู้ใหญ่บางคนที่หน้าบาง ทำเป็นรับไม่ได้ ใช่มั้่ยล่ะ?

กลับมาเรื่องเดิมครับ …. เด็กที่ตอบข้อนี้ว่า “ปรึกษาครอบครัว” แล้วได้คะแนน ทำแบบนั้นจริงหรือไม่? หรือแค่ “ได้คะแนนเพราะคิดตรงกับผู้ใหญ่/ผู้มีอำนาจ” โดยบังเอิญเท่านั้น? … ระบบเรามันกรองคนที่บังเอิญคิดตรงกับผู้ใหญ่/ผู้มีอำนาจให้เข้าไปได้ดีในระบบเป็นจำนวนมากครับ และไม่ใช่แค่เฉพาะข้อสอบ O-NET เท่านั้นนะครับ ยังมีระบบวัดผล/ข้อสอบอีกหลายตัวที่เข้าอีหรอบนี้ ก็เหมือนกับระบบการให้รางวัลคนในองค์กร หรืออะไรทั้งหลายทั้งแหล่ ที่ต้องเป็นแบบ “ใช่ครับท่าน ยอดเยี่ยมครับ เห็นด้วยครับ” อะไรแบบนี้ตลอดเวลาน่ะแหละ

คิดแล้วเศร้า ปลง …. ว่าแล้ว Morpheus อย่างผม ก็ก้มหน้าก้มตาค้นหา Neo ออกจาก The Matrix ต่อไป

[อัพเดท 03/03/2012]: มีคนบอกผมว่า “อาจารย์ครับ ผิดแล้ว เค้าเฉลยจริงๆ ว่าไปเตะบอลครับ ส่วนที่เฉลยว่าไปปรึกษาพ่อแม่ นี่เป็นคำเฉลยของอดีตผู้อำนวยการหน่วยงานที่ออกข้อสอบครับ ไม่ใช่คนปัจจุบัน” …

ฉิบหายครับ ยิ่งไปกันใหญ่ แบบนี้ยิ่งแสดงให้เห็นประเด็นของโพสท์นี้มากขึ้นมหาศาลครับ เพราะว่าผู้ใหญ่สองคนคิดไม่ตรงกัน เด็กคนที่ถูกระบบคัดก็คือ “คนที่คิดตรงกับคนที่มีอำนาจในปัจจุบัน” บัดซบมาก

เรื่องเล่า ของ “เสาสองต้น”

คุณแม่ผมเคยเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้ว กับเรื่องของ “เสาสอนต้น ที่คำวิหาร”

ถ้าเสาสองต้นนี้อยู่ใกล้กันเกินไปไม่มีช่องว่าง วิหารก็พังจากข้างๆ เวลามีอะไรมากระทบจากภายนอก แม้จะเพียงสายลมที่อาจจะแรงหน่อยพัดผ่าน หรือนกตัวเล็กๆ บินมาเกาะชายคา จนมันเสียความสมดุล และเสาทั้งสองก็จะต้องเหนือยกับการรักษาสมดุลกับหลังคาวิหารที่อาจจะเอียงไปเอียงมา จากอะไรก็ตามที่มากระทบ

ตรงกันข้าม ถ้ามันอยู่ห่างกันเกินไป วิหารก็พังลงมาจากตรงกลาง น้ำหนักของหลังคาที่รองรับไว้ จะมากเกินไป เกินกว่าช่องว่างตรงกลางที่เกิดจากเสาสองเสาที่ห่างกันนั้นจะรองรับไว้ได้

วิหารจะตั้งตระหง่าน ท้าทายการเปลี่ยนแปลงของการเวลาได้ ก็ต่อเมื่อเสาสองต้นที่ค้ำวิหาร ไม่อยู่ใกล้กันเกินไป จนพิงกันให้เป็นเหตุให้วิหารไม่มีความสมดุลและเสถียร ไม่ห่างกันเกินไปจนเกิดช่องว่างมหาศาลตรงกลางจนแบกรับน้ำหนักที่กดลงมาในใจกลางไม่ได้

….. ชีวิตของคนสองคน ก็เหมือนกับเสาสองต้นที่ค้ำวิหาร ….

กระจกหน้าต่างแค่บานเดียว … ที่ไร้การเหลียวแล

เรื่อง “เล็กๆ น้อยๆ” ที่ส่งผลใหญ่โตระยะยาว หรือที่เรียกว่า Butterfly Effect อันโด่งดังจาก Chaos Theory นั้น มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะมากมาย และหนึ่งตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงกว้างก็คือ “ทฤษฎีกระจกหน้าต่างแตก”

เรื่องมันมีอยู่ว่า ย่านที่อยู่อาศัย อาคารต่างๆ จากที่สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย กลายเป็นที่รกร้างไร้การเหลียวแลได้อย่างไร .. คำตอบง่ายๆ มันมีอยู่แค่ว่า “กระจกหน้าต่างแตกหนึ่งบาน ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมซ่อม”

คำอธิบายก็ไม่ยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็แค่กระจกหน้าที่แตก แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลนั้น เป็นการส่งสัญญาณ และทำให้เกิดความรู้สึก “ไม่มีคนสนใจ ไม่มีคนเหลียวแล” ให้กับคนที่ผ่านไปผ่านมา และคนที่อยู่อาศัย และก็อาจจะมีบางคนที่ผ่านไปผ่านมา ปาหินให้มันแตกมากขึ้น ทำให้สัญญาณนั้นชัดเจนรุนแรงมากขึ้นทุกที

จากกระจกบานหนึ่งไปอีกบานหนึ่ง จากบ้านหนึ่งก็จะลามไปอีกบ้านหนึ่ง จนมากขึ้นๆ เหมือนกับมะเร็งที่ลุกลามในอวัยวะ ที่หากปล่อยไว้จนลุกลาม ก็ยากจะรักษาเยียวยาได้

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือ little bits ที่ส่งผลใหญ่โตในระยะยาว เพราะผลของมันจะลามจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง มากขึ้นๆ ทุกที

เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง?

เยอะแยะครับ ที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตผม ที่เป็น “กระจกบานนั้น” ที่แตกเล็กน้อย แต่เราเลือกที่จะไม่ดูแลมันแต่เนิ่นๆ หรือดูแลมันให้ดีพอ จนสุดท้ายกลายเป็นเซลล์มะร็งที่กัดกินทำลายสิ่งที่มันอยู่

  • พฤติกรรมที่ไม่ดีเล็กน้อยในที่ทำงาน เช่น มีพนักงานบางคนเล่น chat ทั้งวัน (ไม่ใช่แค่เท่าที่เหมาะสม) ก็เป็นกระจกบานหนึ่ง ที่สุดท้ายจะมีคนทำตาม และคนที่อยากทำงานก็จะรู้สึก irritated และอาจจะรำคาญจนเลิกทำงานไป
  • คนไม่สนใจเรียนคนหนึ่งในห้อง อาจจะนั่งหลับ (แบบตั้งใจหลับ ไม่ใช่นั่งเฉยๆ ฟังเพลินๆ แล้วเคลิ้ม) หรือตั้งใจป่วนห้องเรียน ที่ไม่ได้รับการดูแลให้เหมาะสม (เช่น ให้ออกไปข้างนอก) ก็เป็นกระจกบานหนึ่ง เช่นเดียวกัน
  • โค้ดห่วยๆ ในไฟล์แค่ไฟล์เดียว ในโปรเจคแอพ ที่ไม่ได้รับการดูแล ไม่รีบ refactor ไม่รีบจัดการ ก็จะทำให้ความห่วยมันกระจายไป ปะผุไป และดึงดูดโค้ดห่วยๆ มามากขึ้น กระจายไปหลายไฟล์มากขึ้น จนมันไม่สามารถดูแลได้
  • เรื่องระหว่างคน ที่ไม่ปรับเข้าหากันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่คุยกันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แล้วปล่อยให้มันลุกลามใหญ่โต จนคุยกันยากขึ้นเรื่อยๆ มองหน้ากันยากขึ้นเรื่อยๆ จาก ego เรื่องเล็กๆ แค่เรื่องเดียว
  • ยังคงเป็นเรื่องระหว่างคน ที่การไม่คุยกันในเรื่องเล็กน้อยบางเรื่อง ส่งผลไปยังการไม่คุยกันในเรื่องอื่นๆ .. และกลายเป็นความห่างเหิน จนไม่อาจเยียวยาได้ ในที่สุด
  • ปัญหาสังคมต่างๆ นานา มากมายที่เข้าประเด็นนี้แบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการโบกรถเมล์นอกป้าย ขึ้นลงรถเมล์ตรงไหนก็ได้ การแซงคิวเข้าห้องน้ำ การแย่งกันซื้อของ มักจะเกิดจากพฤติกรรมเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับการดูแลและปล่อยให้มันฝังรากลงไป ฯลฯ

ก็ใช่สิ … มันก็แค่กระจกบานเดียว จะไปมีผลอะไรมากมาย

แต่เชื่อผมสิ ว่า a little bit goes a long way … ผีเสื้อกระพือปีกในอเมริกา อาจส่งผลให้เกิดพายุถล่มญี่ปุ่นก็ได้ … ถ้าผลของมันมีโอกาสกระทบต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ

หัดเขียนโปรแกรมยังไงให้เก่ง?

ถ้าจะมีคำถามที่ผมถูกถามมากที่สุดในฐานะ “โปรแกรมเมอร์” หรือ “โค้ดเดอร์” ก็คงเป็นคำถามนี้ (ไม่เกี่ยวกับคำถามที่ถามผมในฐานะอื่น) ซึ่งผมขอตอบยาวๆ ทีเดียวในนี้เลยก็แล้วกันนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันในระยะยาว

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน ว่า

“การเขียนโปรแกรม”​ มันเป็นเรื่อง “Skill การสื่อสาร”

ครับ ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่ามันเป็นแบบนี้ได้ยังไง ทำไมมันเป็นแบบนี้ ซึ่งผมขออธิบายสั้นๆ ว่า เพราะว่าเราจะต้องสื่อสารสิ่งที่เราคิด อย่างเป็นระบบเบียบเป็นขั้นเป็นตอน ให้คนที่โง่ที่สุด ที่บังเอิญขยันและคำนวนเร็ว อย่าง “คอมพิวเตอร์” สามารถนำไปปฏิบัติได้

ปัญหาอันดับแรกๆ ที่ผมพบก็คือ “คิดเป็นขั้นตอนไม่เป็น”

ถึงขนาดไม่สามารถคิดได้เลยว่าตั้งแต่ต้นทาง (ปัจจัยตั้งต้นที่มี) จะมีเส้นทางไปหาปลายทาง (ผลลัพธ์ที่ต้องการ) ได้อย่างไร โดยละเอียด ซึ่งอาจจะเกิดจากการไม่เคยคิดเป็นขั้นตอนมาเลย ทุกอย่างจะมีทางลัดไปหาขั้นตอนสุดท้ายเสมอๆ (สมัยเรียนจะเรียกว่า “สูตรลัด”) ดังนั้นจำรูปแบบให้ได้ และใช้สูตรลัดให้เป็น ก็เอาตัวรอดไปได้เรื่อยๆ แล้ว ซึ่งพอมาถึงเรื่องการเขียนโปรแกรม มันทำแบบนั้นไม่ได้ จะได้แต่โจทย์ง่ายๆ ซึ่งใช้งานอะไรจริงจังไม่ได้เลยเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับสูตรลัดทั้งหลายแหล่ในฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ ที่ใช้ได้แต่กับโจทย์ง่ายๆ เอามาใช้จริงจังอะไรไม่ได้เลย เหมือนกัน

ยกตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น “ถ่ายเอกสารชีทนี้มาแจกทุกคนในกลุ่ม” ซึ่งดูเหมือนจะง่ายนะ ทำกันประจำ แต่จะสื่อสารออกมาอย่างไร? เพียงแค่นี้พอหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่พอ” เพราะถ้าเราไปพูดคำนี้กับคนที่ไม่รู้จักกลุ่มเรา จะรู้มั้ยว่ามีกี่คน? แม้แต่คนในกลุ่มเอง บางทียังต้อง “นับ” เลย

ดังนั้นในการสื่อสาร เราจะมีปัจจัยตั้งต้นคือ “ชีท” และ “กลุ่มคน”​ และปลายทางที่เราต้องการคือ “ทุกคนในกลุ่ม ได้รับชีทที่ถ่ายเอกสารแล้ว” ถ้าจะสื่อสารเป็นกระบวนการแบบโปรแกรม หรือฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์ ก็จะได้ลักษณะนี้

จำนวน = นับ(คนในกลุ่ม)
ชีทที่ถ่ายเอกสารแล้ว = ถ่ายเอกสาร(ชีท, จำนวน)
คนที่ได้รับชีท = แจกจ่าย(ชีทที่ถ่ายเอกสารแล้ว, คนในกลุ่ม)

เป็นต้น

ปัญหาอันดับต่อไปที่ผมพบก็คือ การให้ความสำคัญกับตัวภาษาโปรแกรมมากไปในตอนแรก (แต่น้อยไปในระยะหลังจากนั้น)

จริงอยู่ การเขียนโปรแกรมจำเป็นต้องใช้ภาษาโปรแกรม แต่มันก็เหมือนกับการสื่อสารของคน ที่ต้องใช้ภาษาคนน่ะแหละ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้เริ่มต้นจะต้องสนใจ คือ การนำไปใช้สื่อสารให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ไม่ต้องสนใจว่าจะรู้ภาษามากแค่ไหน ผมเคยเจอคนท่องดิกชันนารีได้เยอะมาก แต่สื่อสารไม่ได้ เวลาเจอคนต่างชาติก็ทำอะไรไม่ถูกเยอะแยะไป

ผมนึกถึงตอนที่ตัวเองไปเรียนที่ญี่ปุ่น ที่ผมอ่านอะไรจากการ์ตูนได้ (ผมเรียนภาษาญี่ปุ่นจากการอ่านการ์ตูนแทบจะล้วนๆ) ก็จะหาเรื่องทดลองใช้เลย ไม่ว่าจะเป็นการลองถามทางคนในรถไฟฟ้า การแกล้งหลงทางแล้วถามตำรวจ ฯลฯ ซึ่งมันได้ผลโคตรดี ถึงได้มีคนบอกว่า เวลาไปเรียนต่างประเทศ อยากจะเป็นภาษาเร็วๆ ต้องปิ๊งสาว (หรือเพศที่สนใจ อะไรก็ได้) สักคน เพราะเราจะต้องหาเรื่องใช้ภาษา ไม่ว่ารู้น้อยรู้มากแค่ไหนก็จะหาเรื่องสื่อสารตลอดเวลา แล้วมันจะเป็นเร็ว

ทีนี้เมื่อเริ่มสื่อสารเบื้องต้นได้แล้ว ความเข้าใจในภาษาที่ดีขึ้น ก็จะมีประโยชน์ที่ทำให้เราสื่อสารได้ดีขึ้น กระชับขึ้น สวยขึ้น กินใจขึ้น ฯลฯ หลายคำที่เคยใช้อย่างเวิ่นเว้อ ก็อาจจะใช้คำเฉพาะไปเลย อย่างเช่น ลองพยายามสื่อสารคำว่า “หึง” โดยที่เราไม่รู้จักคำนี้สิ จะพบว่ามันยากมาก แต่พอรู้แล้วการสื่อสารจะกระชับขึ้น ง่ายขึ้น และผิดพลาดน้อยลง

ซึ่งก็เหมือนกับการเขียนโปรแกรมน่ะแหละ ที่ตอนแรกไม่จำเป็นต้องรู้ตื้นลึกหนาบางอะไรของภาษาโปรแกรมที่ใช้มากมายนัก รู้แค่งูๆ ปลาๆ ก็เพียงพอแล้ว แต่จะต้อง “หัดสื่อสาร” ให้เร็วที่สุดและเยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้

ตัวอย่างง่ายๆ ผมเชื่อว่าแทบทุกคนรู้จัก

printf("Hello, world\n");

(หรืออะไรก็ได้ที่เทียบเท่ากัน ซึ่งแตกต่างกันไปตามภาษา) ซึ่งมักจะได้เรียนกันในคลาสแรก ไม่ก็หนังสือบทแรก แต่จะมีกี่คนเชียวที่ “เล่น” กับมันต่อ เอาไปหัดสื่อสารมันต่อ ลองหาดูว่าจะประยุกต์หรือพลิกแพลงมันอย่างไรได้บ้าง เช่น จะลองให้แสดง

Name            Lastname        Sword
Byakuya         Kuchiki         Senbonsakura
Sousuke         Aizen           Kyokazuigetsu

โดยช่องว่างให้เว้นว่างทั้งหมด 2 Tab และให้ได้โดยใช้ printf เพียงตัวเดียว ทำได้หรือไม่ อย่างไร อะไรทำนองนี้

======================================

สรุปสั้นๆ การเขียนโปรแกรมก็เหมือนกับการสื่อสาร คิดว่าทำอย่างไรให้สื่อสารเก่ง ก็ทำแบบนั้นกับการเขียนโปรแกรม หลายคนอยากจะพูดภาษาอังกฤษเก่ง แต่เจอฝรั่งทีไรวิ่งหนีทุกที ให้พูดก็ไม่ยอมพูด แล้วมันจะเก่งได้อย่างไร ต่อให้วันๆ นั่งท่องไวยากรณ์ นั่งท่องศัพท์ ก็ไม่เคยมีประโยชน์ … พูดในฐานะคนที่พูดได้ 3 ภาษา ฟังออก 4 อ่านออก 6 ภาษา (แต่เป็นงูๆ ปลาๆ ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ซะ 3) นะครับ

บางครั้งเพื่อให้เก่งขึ้น เราอย่าเลือกพูดเฉพาะเรื่องที่เราอยากจะพูด เพราะบางทีมันจะยากเกินไป เช่น ถ้าเราเพิ่งจะเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น จะไปคุยกับพวกบ้าการ์ตูนแถว Akihabara เลย ก็คงจะยากเกินไป(มาก)หน่อย แค่หัดถามทางเล็กๆ น้อยๆ สนุกๆ ให้ได้ก่อนจะดีกว่ามาก ประเด็นคือ ให้พูดๆ มันไปซะ อย่าคิดมาก อย่ากลัวผิดด้วย คนหัดภาษา พยายามพูด ผิดๆ ถูกๆ มีแต่คนเอ็นดู และจะช่วยเราทั้งนั้น

สุดท้ายคือ ให้ “ลงมือทำ” เพราะความ “อยากได้” มันไม่เคยมีประโยชน์เลย ถ้าไม่ “ลงมือทำ”

======================================

เรื่องสุดท้าย … แต่ก่อนอื่นต้องขอเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังสักหน่อย ผมมีวิธีการเรียนเขียนโปรแกรมอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมันเวิร์กสำหรับผม คือ

หัดให้ “มือ” เขียนโค้ด อย่า copy & paste เด็ดขาด และอย่าใช้สมองคิดโค้ดโดยไม่จำเป็น

เวลาผมจะหัดเขียนโปรแกรมในภาษาใหม่ และหัดจากหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือใครเขียน (และแน่นอน ว่าผมลองทำแบบนี้กับหนังสือตัวเองด้วย) ผมจะ “อ่านเนื้อหาผ่านๆ” ก่อน 1 เที่ยว จากนั้น “พิมพ์” โค้ดเหล่านั้นเองด้วย “มือตัวเอง” ผมจะไม่เคย copy & paste โค้ดในช่วงของการเรียนรู้เลย เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มือผมต้องโค้ดเป็น

จากนั้น โค้ดมันจะใช้งานได้หรือไม่ได้ ไม่ต้องกังวล (ถ้าเป็นหนังสือผมเอง มักจะ “ใช้งานไม่ได้” ซะเป็นส่วนมาก เพราะหลายอย่างต้องเขียนเพิ่มเอง จากความรู้เก่า) ก็ถึงเวลาที่เราจะย้อนกลับไป “อ่านเนื้อหาอย่างละเอียด” อีก 1 เที่ยว พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่มือมันเพิ่งจะโค้ดไป พยายามปรับปรุงแก้ไขจนมันใช้งานได้

ผลที่ได้จากการทำกระบวนการนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็คือ มือผมจะโค้ดเองได้เสมอ เวลาต้องการอะไร มันแทบจะขยับเองอัตโนมัติ และสมองผมจะเป็นอิสระในการคิดกระบวนการ คิดลอจิก คิดท่าต่างๆ ที่จะใช้ในโปรแกรม

ซึ่งนี่คืออีกปัญหาที่ผมพบ ซึ่งเป็นปัญหา “ใหญ่ที่สุด” คือ ผู้ฝึกเขียนโปรแกรม ต้องการได้ผลลัพธ์สำเร็จรูปเร็วเกินไป ฉาบฉวยเกินไป ต้องการโค้ดที่เอาไป copy & paste ได้ กด compile & run เห็นผลลัพธ์ แล้วคนขยันหน่อย ก็อาจจะกลับมานั่งอ่านโค้ดบ้าง นอกนั้นก็ปล่อยๆ มันไป เพราะได้ผลแล้ว

ปัญหาที่ว่าน้ีก็คือ “โค้ดไม่เคยผ่านมือ” และ “ไม่ได้เป็นคนเริ่มเอง” (แต่เริ่มจากโปรเจคที่เสร็จแล้ว ที่คนอื่นเริ่มไว้ให้แล้ว) ซึ่งทำให้เวลาต้องทำงานจริงๆ จะเริ่มต้นอะไรเองไม่เป็นเลย และโค้ดเองไม่เป็นเลย มือมันจะไม่ขยับ และต้องไปเปลืองแรงสมองคิดโดยใช่เหตุถึงเรื่องโค้ด แล้วหลายคนก็จะ Blank .. ตายตรงนี้

ผมมีข้อสังเกต ว่าถึงระบบการศึกษาบ้านเรามันจะไม่ได้แย่ลงกว่าเดิมเท่าไหร่ แต่ทำไมคนเดี๋ยวนี้เขียนโปรแกรมแย่ลงกว่าเมื่อก่อนมาก ก็เพราะมันเริ่มต้น “ง่ายเกินไป” และ “ฉาบฉวยเกินไป” มีโค้ดอยู่แล้ว copy & paste ง่าย แค่ Ctrl+C, Ctrl+V ก็จบแล้ว หรือไม่ก็ download งานที่เสร็จแล้วมา unzip แล้วใช้งานได้เลย ดังนั้นโค้ดจะไม่ผ่านมือเลย ซึ่งนี่คือเรื่องที่หลายคนอาจมองว่ามัน “เล็กน้อย” แต่จริงๆ แล้วนี่คือเรื่องที่ “ใหญ่ที่สุด” เรื่องหนึ่ง

สมัยผมหัดเขียน C++ 98 (ที่เป็น Standard แรกที่มี STL) ผมซื้อหนังสือ The C++ Standard Template Library ของ Nicolai Josuttis มานั่งอ่านผ่านๆ ทั้งเล่มก่อน 1 เที่ยว และ “นั่งลอก” โค้ดทุกบรรทัดด้วยมือตัวเอง ทั้งเล่ม จากนั้นค่อยพยายามศึกษารายละเอียดอีกครั้งในเบื้องลึก

ซึ่งนี่เป็นวิธีเดียวกับที่ผมศึกษา Perl, Ruby, Objective-C, Mathametica, Haskell, OCaml, Scheme และภาษาอื่นๆ ที่ผมเขียนเป็น และเขียนพอเป็น

และนี่แหละ เป็นสาเหตุที่ผม “ไม่อยากให้โค้ด” สำหรับโปรแกรมจากหนังสือคู่มือเขียน iPhone App ของผม ซึ่งพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Provision

สรุปสั้นๆ: อยากเขียนโปรแกรมเก่ง ต้องหัด “เขียน” โปรแกรมครับ อย่าหัดแต่รันโปรแกรมที่คนอื่นเขียนแล้ว

======================================

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้าง …​ จริงๆ แล้วเนื้อหาบทความนี้ คัดมาจาก “บทแรก” ของหนังสือเล่มใหม่ที่ผมกำลังเขียนอยู่ (ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ประมาณ “คิดและโค้ด ผ่านภาษา Objective-C”) โดยดัดแปลงให้เหมาะกับการเป็นบทความบนเว็บ

รออ่านนะครับ ผมหวังว่าจะเป็นหนังสือที่ดี(นะ)

ทวนเข็มนาฬิกา

หมายเหตุ: บทความในตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายหลายต่อหลายครั้งของผม

เมื่อนานมาแล้ว ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง The Information Master ของ John McKean ซึ่งมีผลการสำรวจถึงเรื่องการลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งตัวเลขที่ลงทุนจริง และตัวเลขที่ทาง McKean แนะนำว่าควรจะเป็น ดังนี้


mckean.006.jpg

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า องค์กรทั้งหลายมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงเกินไป และมีการลงทุนด้านอื่นๆ ที่ต่ำเกินจากความเป็นจริงมาก

ผมลองอ่านแล้วพยายามสะท้อนกลับมาที่ประเทศไทย เรื่องนี้ยังเป็นจริงอยู่หรือไม่ เรามีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงไป ในขณะที่ด้านอื่นต่ำไปหรือไม่ หรือมันสามารถเอาไปตีความสะท้อนด้านอื่นๆ (โดยไม่อิงตัวเลข) ได้หรือไม่ ซึ่งผมก็คิดเล่นเพลินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมลองเอาตัวเลขทั้งหมดมาใส่ลงไปในแผนภูมิวงกลม (Pie Chart) ซึ่งทำให้ผมเห็นอะไรดีๆ บางอย่าง

ผลที่ได้ทำให้ผมขนลุกทันที เพราะนี่คือสิ่งที่ผมแสวงหามานาน

ลองดู “สิ่งที่ควรเป็น” ดูก่อนนะครับ


mckean.005.jpg

อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้สนใจอะไรมากมายนักกับตัวเลข แต่สนใจมากกว่าจะมีอะไรที่สะท้อนภาพสิ่งที่ผมคิดว่า “เป็นจริง” กับบ้านเราได้บ้าง และนี่ก็คือสิ่งนั้นครับ และภาพที่สิ่งนี้สะท้อนให้เราได้เห็นกันก็คือ “การพัฒนา” อะไรก็แล้วแต่ที่เราจะนึกออก ไม่ว่าจะเป็นระบบฐานข้อมูล ระบบสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ระบบการศึกษา ระบบ ฯลฯ

เมื่อเราลองมอง “ภาพที่ควรเป็น” นี้ ภาพวงกลมที่เราเห็น ก็เหมือนกับ “หน้าปัดนาฬิกา” ที่เริ่มต้นเดิน ณ เวลา 0 คือเริ่มจากสีฟ้าอ่อน ซึ่งก็คือ “คน” ซึ่งจะเห็นว่า ต้องใช้ “ทรัพยากร” (เงิน เวลา ความพยายาม ฯลฯ) ประมาณ 20% และต้องเริ่มต้นจากจุดนี้ จากนี้เมื่อมี “คน” แล้ว ก็ต้องมีพัฒนา “กระบวนการ” เพื่อให้คนเหล่านี้ทำงานด้วยกัน สิ่งนี้จะต้องใช้ทรัพยากรอีกประมาณ 15% และเมื่อมี “คนที่ทำงานเป็นขั้นตอนกระบวนการ” เป็นแล้ว ก็ต้องจัดระบบระเบียบการทำงาน การประสานงานอื่นๆ หรือ “ระบบการทำงาน” (Organization) อีก 10% ต่อด้วยการพัฒนาวัฒนธรรมการทำงานของระบบการทำงานอีก 20% และเมื่อได้สิ่งเหล่านี้แล้ว ความรับผิดชอบเฉพาะทางที่เกิดจากความเชี่ยวชาญที่ได้ทำงานมา ซึ่งก็จะเกิดขึ้น และจะต้องพัฒนาจนกลายเป็น Leadership ในด้านนั้นๆ อีก 10% และเมื่อได้ถึงจุดนี้แล้ว กระบวนการทั้งหมดก็จะเริ่มสร้าง (Create/Generate) องค์ความรู้ ข้อมูล ฯลฯ ต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูปของกระดาษ หรือรูปแบบอื่นๆ ซึ่งจะต้องพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก 15% สุดท้ายของวัฏจักรก็คือ การพัฒนาเทคโนโลยีหรือเครื่องมือขึ้นมาเพื่อรองรับกระบวนการทั้งหมด อีกเพียง 10%

นั่นคือ เทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่จะมีนั้น เป็น “ผล” ที่ “ปลายเหตุ” ที่มีหน้าที่ “ช่วย” ให้ “คน” ซึ่งทำงานด้วย “กระบวนการบางอย่าง” ใน “ระบบงาน” ที่มี “วัฒนธรรมการทำงาน” และมี “หน้าที่ความรับผิดชอบอันเกิดจากความเชี่ยวชาญ” และต้องสร้างและใช้ “สารสนเทศ” ทำงานได้ดีขึ้น เท่านั้นเอง

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อถึงกรณี “บ้านเรา” คืออะไร?

บ่อยครั้งมาก ที่เราต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วนฉาบฉวย ซึ่งมักจะหมายถึงการ “เร่งมีอย่างที่คนอื่นมี” ไม่ว่าจะเป็นการเร่งมีระบบฐานข้อมูลเหมือนที่คนอื่นมี การเร่งมีสิ่งพิมพ์ดิจิทัลบน iPad เหมือนกับที่คนอื่นมี การเร่งจะมีเว็บขายของเหมือนที่คนอ่ืนมี ใช่ไหมล่ะครับ?

ความต้อง “มีอย่างที่คนอื่นมี” แสดงให้เห็นว่า เราจะต้องเคยเห็นมาก่อนว่าคนอื่นมีอะไร นั่นคือ เราจะต้องเห็น “ผล” ที่​ “ปลายเหตุ” ซึ่งก่อให้เกิดความอยากได้เหมือนเขาบ้าง เราอาจจะศึกษากระบวนการของเขาทั้งหมด ย้อนกลับไปว่ามาได้อย่างไร ส่งคนไปศึกษาดูงาน อ่านหนังสือ ฯลฯ ก็แล้วแต่

ลองดูกราฟของ “สิ่งที่เกิดขึ้น” บ้างครับ


mckean.006.jpg

ความน่ากลัวที่น่าสนใจก็คือ “การเดินย้อนทวนเข็มนาฬิกา” ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่ “การมีเครื่องมือสุดท้ายเหมือนกับเขา” โดยที่ไม่ได้สร้างคน กระบวนการทำงาน ระบบงาน วัฒนธรรมการทำงาน ฯลฯ อะไรไว้รองรับเลย และเมื่อมีเครื่องมือตามที่ต้องการแล้ว ก็ค่อยหาข้อมูลมาใส่ระบบอย่างลวกๆ จากนั้นก็กำหนดหน้าที่การทำงานในระบบอย่างลวกๆ (อาจจะตามตำรา หรือตามที่ได้ดูงานมา) ในวัฒนธรรมการทำงานที่ถือได้ว่า Non-Existing จากนั้นอาจจะตั้งระบบ แผนก หรือองค์กรขึ้นมาทำงานหน้าที่นั้นอยากลวกๆ และสุดท้ายก็คือ หาคนมาใส่ให้เต็มงาน โดยที่คนเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับอะไรแบบนี้เลย

หมายเหตุที่สำคัญ 100% ของทั้งสองก้อนนี้อาจไม่เท่ากันก็ได้ 20% ของเวลาและทรัพยากรที่ใช้ในการพัฒนาตัวเครื่องมือหรือเทคโนโลยีของกลุ่มแรก (ที่ควรเป็น) อาจจะมากกว่าหรือพอๆ กับ 82% ของก้อนที่สองก็เป็นไปได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจะเห็นว่า เวลาและทรัพยากรที่ใช้ในการพัฒนาส่วนอื่นๆ นั้นยิ่งน้อยลงไปอีก

==================

ลองดูกรณีศึกษากันหลายๆ กรณีนะครับ

  • หลายบริษัท/องค์กรเร่งไปที่การมีมาตรฐาน ISO, CMMI ตามกระบวนการประกันคุณภาพ (Quality Assurance; QA)​ โดยไม่ได้สนใจที่มาที่ไป รากฐานของมันเลย และยังทุ่มทรัพยากรไปกับการทำสิ่งเหล่านี้โดยใช่เหตุ และถือว่าเมื่อมีการใช้เครื่องมือเหล่านี้เหมือนชาวบ้านเค้า ก็ถือว่าเรามีคุณภาพแล้ว
  • หลายองคก์กรที่พัฒนาโปรแกรม เร่งไปที่การมี “เครื่องมือ” ต่างๆ ในการพัฒนาองค์กร เช่นสารพัดวิธีในการทำ Agile หรือสารพัดวิธีในการจัดการซอฟต์แวร์ เช่น Personal Software Process โดยที่เมื่อมีการทำพวกนี้แต่เปลือก ก็ถือว่ามีแล้ว โดยทั้งที่จริงๆ แล้ว “คน” ยังเขียนโปรแกรมกันแทบไม่เป็นเอาซะเลยด้วยซ้ำ กระบวนการทำงานของแต่ละคนเองก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรเลย ยังทำงานร่วมกันไม่ได้เลย ฯลฯ
  • ผมพบบ่อยๆ ว่าเวลาเราไปดูงานที่ประสบความสำเร็จ เราจะเห็นภาพสุดท้าย โครงสร้างองค์กร หน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ ว่ามีแผนกอะไร ใครต้องทำอะไร ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในบ้านเรา คือ การลอกแบบจากปลายเหตุ ตั้งองค์กรตาม แบ่งแผนกตาม หาคนมาทำงานตาม โดยไม่ได้เริ่มจากการสร้างอะไรเองเลย ดังนั้นก็จะมีอะไรหลายอย่างที่มันไม่ function ตามที่มันควรจะเป็น
  • ระบบฐานข้อมูล เป็นอะไรที่ว่ากันยาวมาก หลายคนต้องการ “ระบบ” ขึ้นอย่างรวดเร็ว และเวลาที่เราบอกว่า มันต้องเริ่มจาก “คนใช้ข้อมูลอะไรในการทำงานอยู่ในปัจจุบันบ้าง” และข้อมูลอะไรจะต้องเชื่อมโยงกับอะไรที่มีอยู่แล้วบ้าง คนมักไม่ค่อยสนใจ คิดว่าจะต้องเริ่มด้วยการพัฒนาระบบเลย หรือดีกว่านั้น ซื้อระบบสำเร็จรูปมาใช้เลย ทั้งๆ ที่ระบบที่มันใช้งานได้ดี ส่วนมากจะใช้เวลานับปี วางรากฐานเรื่องข้อมูล และระบบข้อมูล ว่าใครใช้อะไรอยู่แล้วบ้างในการทำอะไร และข้อมูลนั้นเอามาจากไหน จากนั้นวางความเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว และค่อยพัฒนาระบบ ซึ่งจะใช้เวลาอีกหลายปี เป็นต้น
  • เว็บไซต์หรือเว็บแอพพลิเคชั่นก็เช่นเดียวกัน ที่เริ่มจากการ “อยากมีเว็บเหมือนคนนั้นคนนี้” โดยที่ไม่ได้สนใจ “การเริ่ม” ที่เหมือนกับเขาเลยแม้แต่น้อย จะเอาแต่ปลายเหตุอย่างเดียว
  • เรื่องเดียวกันก็เกิดขึ้นกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นทั่วไป การพัฒนา Digital Publishing ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่จะเริ่มจากการเห็นคนอื่นมีกัน แล้วจะเร่งรัดไปที่ปลายเหตุอย่างฉาบฉวย ไม่ได้สร้าง “คนที่เข้าใจกระบวนการ มีความสามารถในการทำงานจริงจัง” ขึ้นมาเลย
  • เรื่องที่เห็นชัดเจนมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ Knowledge Management หรือ KM ที่ผมเห็นหลายที่บ้ากันจังเลย กับเครื่องมือสารพัด ไม่ว่าจะเป็นแผนภูมิก้างปลา กับการมี Blog ภายในองค์กร ที่แต่ละคนสามารถมาแชร์ความรู้กันได้ แล้วก็มีคนเขียนแค่ไม่กี่คน เขียนเรื่องอะไรก็ไม่รู้ พอมี Blog และมีคนเขียนคนสองคน ก็ถือว่า “องค์กรได้ทำ KM แล้ว” ซึ่งเป็นเรื่องโง่บัดซบ องค์กรในฐานะ “สิ่งมีชีวิต” จะดำรงอยู่ได้ด้วยอะไรในฐานะ “สภาพแวดล้อมและอาหาร” ยังไม่รู้เลย ดังนั้นตัวองค์กรเอง ต้องเรียนรู้อะไรเพื่อให้มันอยู่รอดได้ พัฒนาได้ อันนี้ก็ตอบไม่ได้ ในเมื่อไม่เป็น Learning Organization แล้วจะทำ Knowledge Management ไปเพื่ออะไร … ที่น่าเศร้า คือคนมันโดนล้างสมองไปแล้วว่า การทำ KM คือการมี Blog
  • เรื่องการศึกษาที่เน้นไปที่ผลลัพธ์ก็ไม่ใช่ยกเว้น เพราะสิ่งที่อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก็คือ “เครื่องมือ” ไม่ว่าจะเป็นสูตรคำนวน หรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้นหลายครั้งเราจะเริ่มที่ปลายเหตุ คือ สอนการใช้เครื่องมือให้ได้ผลลัพธ์ โดยไม่สนใจสิ่งต่างๆ ก่อนหน้านั้นทั้งหมด และหลายคนก็สับสนไปว่า การใช้เครื่องมือเป็น คือการเข้าใจ ด้วยซ้ำ
  • ฯลฯ ฯลฯ และ ฯลฯ

==================

ผมขอปิดบทความนี้ด้วยภาพนี้ภาพเดียวครับ ซึ่งคือสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องช่วยกันทำ


transforming.jpg

เปลี่ยนจากวงกลมซ้าย ที่เดินย้อนทิศทางเข็มนาฬิกา ที่ทำให้เรามีอะไรหลายอย่างที่มันฉาบฉวย ไม่ยั่งยืน ไม่มีประโยชน์จริง แต่เป็นภาพลวงตาที่หลอกเราไปวันๆ ว่า “เรามีแล้ว” ไปเป็นวงกลมขวา ที่เดินตามเข็มนาฬิกา ที่จะทำให้เรามีอะไรเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใคร ใช้งานได้จริง มีประโยชน์กับตัวเราเอง องค์กรเราเอง และไม่ใช่ภาพลวงตา

สิ่งที่เราเห็นว่าคนนั้นคนนี้มี และหลายต่อหลายครั้งที่เราเห็นแล้วเผลอคิดไปว่า “เพราะเค้ามีสิ่งนั้น เค้าเลยดีกว่าเรา” มันเป็นเพียงแค่ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้นเอง


iceberg.018.jpg

ซึ่ง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่ว่านี้ หมายถึงสิ่งที่เราเห็นลอยพ้นจากน้ำ ซึ่งจะมีเพียงแค่ 10-20% ของภูเขาน้ำแข็งทั้งก้อนเท่านั้น และการที่เราเข้าใจรูปร่างมันผิด และไปประมาทมัน เรือที่ไม่มีวันจมอย่างไทเทนิค ยังอับปางมาแล้วเลย …​. แต่นี่คือสิ่งที่หลายต่อหลายคนอาจจะมองเห็น แต่เพียงเท่านี้ ….

เพิ่มเติมกับบทสัมภาษณ์ผมในกรุงเทพธุรกิจ

ขอเขียนอะไรเพิ่มเติมให้กับบทสัมภาษณ์ผมที่ลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม (วันนี้แหละ) สักนิดหน่อย

Link: “รวิทัต ภู่หลำ” เผยเคล็ด สร้างซอฟต์แวร์ต้องลงมือ “ทำ” (กรุงเทพธุรกิจ)

ก่อนอื่นต้องขอชมคนเขียนเลยครับ ว่าเก่งมากๆ วันนั้นนั่งคุยกันยาวมากถึง 3-4 ชั่วโมง และยังสามารถเขียนลงในพื้นที่เท่าที่เห็นในหนังสือพิมพ์อย่างได้ใจความมากๆ

แต่มีประเด็นสุดท้าย ที่เกี่ยวข้องกับ Silicon Valley ที่ผมคงต้องขอขยายความเพิ่มอีกนิด ว่าทำไมผมถึงต้องพูดถึงมันในการสัมภาษณ์นั้นด้วย

เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ผมขอย้อนกลับไปตอนที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ออกรายการ “แบไต๋” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา ว่าจริงๆ แล้วในวงการพัฒนาโปรแกรมที่โตได้และยั่งยืนนั้น มันมีองค์ประกอบสำคัญด้วยกัน 4 อย่าง คือ

  1. Skill ซึ่งถ้าไม่มีแล้วมันก็ทำอะไรได้ไม่ได้ ต่อให้ฝันได้เก่งแค่ไหน เปลี่ยนมันให้เป็นความจริงไม่ได้ ก็เท่านั้น และอย่าคิดว่าไม่เห็นจำเป็นเลย แค่คิดๆ ว่าอยากได้อะไร แล้วก็ไปจ้างคนอื่นทำๆ ก็หมดเรื่อง … ถ้ากรณีแบบนี้จะเกิดเรื่องเพ็ดโด้ๆ ขึ้นมากมาย (คิดว่าต้นตอหลักๆ ของเรื่องการ์ตูนเพ็ดโด้มันมาจากไหนล่ะครับ มันเริ่มต้นมาจากคนที่อยากได้ แต่ประเมินอะไรไม่เป็นเลย ทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย ความยากง่าย ฯลฯ ตัวอย่างเช่น เมื่อ 2-3 ปีก่อนเคยมีคนต้องการจะจ้างผมทำเว็บแบบเฟสบุ๊ค ในเวลา 3 เดือน และราคาแค่ครึ่งแสน มาแล้ว)
  2. Budget ยังไงเราก็ยังต้องกินอะไรบ้าง ต้องมีความเป็นอยู่ที่พออยู่ได้บ้างตามอัตภาพ ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องรวย แต่แค่ไม่ต้องจนถึงขนาดอยากจะกินมาม่ารสอื่นนอกจากรสที่มันถูกๆ ยังต้องคิด หรือไม่กล้าเดินเข้าร้านอาหารตามห้าง ทั้งๆ ที่เด็กมหาวิทยาลัยที่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่เดินเข้ากันเยอะแยะ เท่านั้นไม่พอ ค่าหนังสือ ค่า Video Screencast ดีๆ ค่าอุปกรณ์ที่จะใช้ในการทดสอบโปรแกรม ค่าการ “ขยายทีม” (สำคัญนะครับ … พูดง่ายๆ ก็เงินเดือนเพื่อนร่วมงาน)
  3. Marketing ต่อให้ทำโปรแกรมเจ๋งๆ มาเยอะแค่ไหน โปรแกรมที่คนไม่รู้จัก ก็คือโปรแกรมที่คนไม่ซื้อ ผมพูดถูกมั้ยล่ะ ดังนั้นจะให้คนรู้จักได้ยังไง การทำ Marketing เป็นเรื่องสำคัญ และจริงๆ แล้วมันก็เกี่ยวข้องกับเรื่อง Budget ด้วยน่ะแหละ ตอนนี้บอกตรงๆ ว่าผมยังว่าจะต้องจ้างทำการตลาดให้กับ App บางตัวของผมบ้างแล้วเลย สิ่งนี้จะส่งผลโดยตรงกับเรื่อง Budget ด้วย
  4. Community (และ Environment) เรื่องนี้ “สำคัญที่สุด” ในบรรดาทั้ง 4 เรื่อง ในการจะทำอะไร “สภาพแวดล้อม” ที่เอื้ออำนวยในการทำสิ่งนั้นๆ เป็นเรื่องสำคัญมาก ตัวอย่างเช่น พวกลูกหมอ หรือเด็กที่เกิดและโตในโรงพยาบาล จะมีความต้องการเป็นหมอเฉลี่ยแล้วมากกว่าเด็กอื่นๆ เป็นต้น อันนี้ผมพูดได้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ว่าสภาพแวดล้อมที่มีการสร้างนวัตกรรมตลอดเวลา เป็น Open & Friendly competition คือ แต่ละคนบอกกันตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่แต่ละคนทำ มันเสริมกัน มันคล้ายกัน มันต่างกัน อะไรใช้ด้วยกันได้ อะไรที่เปิด source ให้ช่วยกันพัฒนา อะไรที่ ฯลฯ และเมื่อต่างคนต่างทำได้ ต่างคนต่างเรียนรู้ ก็นัดกันมาทำ Conference ปล่อยของ และสร้าง Partnership ใหม่ ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ผม “คุ้นเคยมาก ที่ญี่ปุ่น” และเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยจะเห็นเท่าไหร่เลย ในบ้านเรา

Link: คลิปรายการแบไต๋ ผมออกตั้งแต่นาทีที่ 1:08:00​ โดยประมาณ เป็นต้นไป

บ้านเราสนใจแต่เรื่อง Skill ของคนเป็นหลัก “มากเกินไป” คิดว่าคนเก่ง จะอยู่ได้ สร้างสรรค์งานได้ แต่ไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่เอื้ออำนวยเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสุดท้าย คือเรื่อง Environment และ Community ซึ่งเมื่อผมพูดถึงคำว่า Community นี่ผมไม่ได้หมายถึง การที่เราแค่รู้จักกัน หรือมีรายชื่อ และมีการพบปะกันนานๆ ครั้ง หรือเกาะกันแบบหลวมๆ แบบบ้านเรา และปกติก็ต่างคนต่างอยู่กันอยู่ดี แต่ผมกำลังพูดถึง Virtual Learning Organization ของคนที่ทำงานด้านเดียวกัน ใน Environment ที่เอื้อการสร้างสรรค์ แบบ Open & Friendly.

ผมพูดถึง Silicon Valley เพราะมันเป็นตัวอย่างในการมีสิ่งเหล่านี้ครบ ตั้งใจพูดถึงปัจจัยอีก 3 ตัว (เรื่อง Budget จะเป็นเรื่องของ Venture Capital) ว่าบ้านเราขาดอะไรไปบ้าง และคงเป็นความฝันของคนทำงานด้านนี้ ที่จะไปสัมผัส Community & Environment ที่นั่นสักครั้ง …​ เหมือนกับคนทำงานด้านแฟชั่น คงจะไม่ได้อะไร หากจะเป็นแต่คนเก่งอยู่ใน “กรุงเทพเมืองแฟชั่น” (ตั้งใจประชด) แต่ไม่เคยสัมผัสงานในมิลานเลยสักครั้ง อะไรทำนองนี้แหละครับ

ลูกค้าคือพระเจ้า (จากมุมมองของ​ “การศึกษา”)

ได้ยินกันมานาน ได้ยินกันมากมาย ใครๆ ก็พูดกันว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” (ถึงบางคนจะพูดเพี้ยนนิดๆ ว่าลูกข้าคือพระเจ้าก็เถอะนะ) หลายต่อหลายคนชอบนำคำนี้มาอ้างและใช้เป็นประกาศิตเวลาต้องการอะไร ว่าลูกค้าถูกเสมอ ต้องการอะไรต้องทำให้เสมอ ยิ่งในยุคของอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์เช่นปัจจุบัน

เรื่องนี้รู้กันดีอยู่แล้ว แล้วผมจะเขียนทำไม?

ผมอยากจะมองเรื่องนี้ในด้าน “การศึกษา” เท่านั้นครับ ด้านอื่น เรื่องอื่น ที่ไม่ใช่เรื่องที่ตัวเองมี authority อะไรด้วยเลย ผมขอไม่มองก็แล้วกัน

ผมถามคำถามนี้มานาน ว่า “ถ้า” ข้อความว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” ไม่ผิด และใช้ได้กับวงการศึกษา “แล้ว” ลูกค้าของสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย “คือใคร”?

คำตอบที่ต่างกันในจุดนี้ จะทำให้ทุกอย่างต่างกันราวฟ้ากับเหวแน่นอน และผมมีคำตอบให้เลือก 2 คำตอบ คือ

  1. ผู้เข้ามาเรียน หรือผู้ที่กำลังจะเข้ามาเรียน
  2. สังคมที่อยู่รอบตัวสถาบันการศึกษา หรือสังคมที่ใหญ่กว่านั้น เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ประเทศชาติ

แน่นอนว่า ในความเป็นจริง เราต้องคำนึงถึงตัวเลือก 2 ตัวนี้ควบคู่กัน แต่ว่าอะไรล่ะ ที่เป็น “ตัวเลือกหลัก” ที่สำคัญกว่าอีกตัวหนึ่ง?

ถ้าเราเลือกข้อ 1. ซึ่งเป็นมุมมองที่เรียกได้ว่า “มุมมองสาธารณะ” ที่มาจากแนวคิดง่ายๆ ที่เป็นปลายเหตุว่า “ใครจ่ายเงิน คนนั้นคือลูกค้า” แล้วล่ะก็ เราจะมองเห็น “หลักสูตร” (รวมถึงโครงการอบรม หลักสูตรระยะสั้นต่างๆ) เป็นโปรดักท์ และบรรดาผู้เข้าเรียนก็จะจ่ายเงินมาเพื่อซื้อโปรดักท์นั้นๆ และทางผู้สร้างโปรดักท์ (สถาบันการศึกษา) ก็จะ PR โปรดักท์ตัวนี้แบบขายฝันกันไป มีวิชาเป็นสิบเป็นร้อย ที่ใส่ในหลักสูตรเพื่อให้ดูน่าเรียน แต่ไม่มีการเรียนการสอน รวมถึงการสร้างภาพขายฝันว่าเมื่อเข้ามาเรียนแล้ว ผ่านหลักสูตรไปแล้ว จะทำงานอะไรได้บ้าง ฯลฯ

ถ้าเราเลือกข้อ 2. จากมุมมองที่ว่า “ใครได้รับประโยชน์/บริการ คนนั้นคือลูกค้า” จะต่างกันมาก เพราะถ้าลูกค้าของสถาบันการศึกษาคือ “สังคม” โดยที่สังคมเป็นผู้จ่ายสิ่งที่แพงกว่าเงิน นั่นคือ ศักยภาพในการพัฒนาโดยรวมของสังคมและสังคมที่ใหญ่ขึ้นไปอีก แล้วล่ะก็โปรดักท์ของสถาบันการศึกษาก็คือ คนที่สร้างขึ้นมา งานวิชาการ งานต้นแบบ งานวิจัย งานให้คำปรึกษา ต่างๆ ที่สร้างขึ้นมา และมีการนำไปใช้ประโยชน์ในสังคม (ไม่ใช่แค่ทำเอาผลงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ที่ชอบมีการวัดผล) ซึ่งในปัจจุบันแม้ว่าจะการพูดถึงแนวคิดลักษณะนี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถูกสื่อสารอย่างชัดเจน และไม่ใช่มุมมองที่แชร์ร่วมกันในหลายสถาบันการศึกษา และผู้เข้ารับการศึกษาแน่นอน

แต่ถ้าเราเลือกข้อ 2. แล้ว “ผู้ที่จ่ายเงินเข้ามาเรียน” ล่ะ? ไม่ใช่ลูกค้ากระนั้นหรือ?

อันที่จริงแล้ว มันมีคนอีกจำพวกหนึ่งครับ ที่ต้องจ่ายเงินเหมือนกัน นั่นคือ “ผู้สร้าง” หรือ “ผู้ประกอบการ” ที่ต้องจ่ายเงินให้กับต้นทุนในการสร้างโปรดักท์ เท่านั้นยังไม่พอ นอกจากลงทุนแล้ว ยังต้องลงแรง ทางแรงกายแรงใจแรงสมอง ในการสร้างโปรดักท์จริงๆ อีกด้วย (ลงทุนอย่างเดียว สร้างไม่ได้) แล้วในกรณีนี้ ผมอยากมองว่า ผู้เข้ารับการศึกษานั้น “จ่ายเงิน” เพื่อ “ลงทุน” และต้องลงแรงทั้งหลายทั้งปวง อัดหลับอดนอนศึกษา ทดลองทำงานทดลองสร้างสารพัด ในการ “สร้างตัวเอง ให้เป็นโปรดักท์” ครับ เป็นโปรดักท์เพื่ออะไร เพื่อช่วยกันตอบโจทย์ข้อ 2. น่ะแหละ เพื่อสังคมรอบตัว เพื่ออุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อที่จะให้สังคมเล็กๆ รอบตัวนั้นๆ หรืออุตสาหกรรมนั้นๆ ช่วยกันสร้างประเทศชาติต่อไป

ทุกวันนี้ ในวันที่การศึกษากลายเป็นธุรกิจอย่างเต็มตัว ผู้เข้ามาเรียน (สังเกตว่าตั้งแต่ต้น ผมใช้คำนี้ แทนคำว่า “นักเรียน” หรือ “นักศึกษา”) มีทัศนคติว่าตัวเองเป็น “ลูกค้า” มากขึ้นทุกวัน เพราะว่าพวกเขาคือผู้จ่ายเงิน จ่ายแล้วต้องได้อย่างที่ตัวเองอยากจะได้ จ่ายแล้วจะเรียกร้องเอาอะไรก็ได้ ด้วยความที่ว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า”

แต่น้อยคนนักที่จะมองว่าตัวเองเป็นผู้สร้าง เป็นนักลงทุน เป็นผู้ประกอบการ และต้องลงแรงอีกมากมาย สร้างตัวเองให้เป็นโปรดักท์ เพื่อให้ผู้รับประโยชน์ หรือ “ลูกค้า” ของตัวเอง ซึ่งก็คือ “สังคม” ได้อะไรบ้าง ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ….. ครับ “ลูกค้าคือพระเจ้า” เช่นเดียวกัน แต่สำหรับผม อะไรก็ตามที่เป็น “การศึกษา” ลูกค้า ไม่ใช่ผู้เข้าเรียน ผู้เข้ารับการอบรม คนซื้อหนังสือ ฯลฯ ที่จ่ายเงินผมครับ

ไม่ผิดครับ “ลูกค้าคือพระเจ้า”

ป.ล. คงได้มีโอกาสเขียนเรื่อง Consumer & Creator หรือ “ผู้เสพ & ผู้สร้าง” ที่ผมพูดถึงบ่อยๆ ในทุกการบรรยาย ไม่ว่าจะในห้องเรียนหรือบรรยายสาธารณะ และเขียนถึงในบางส่วนใน Facebook ในโอกาสถัดไป

Prisoner’s Dilemma

ทางสองแพร่งของนักโทษ หรือ Prisoner’s Dilemma เป็นทฤษฎีหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากเป็นพิเศษตั้งแต่อ่านครั้งแรกๆ ในหนังสือพวก Mathematical Models in Economics เมื่อครั้งเรียนปริญญาตรี และยิ่งเห็นโลกมากขึ้น ผมยิ่งชอบที่จะตีความมันมากขึ้น จนถึงวันนี้กลายเป็นปรัชญาชีวิตตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงเสมอเวลาทำอะไรก็ตาม

เรื่องมันมีอยู่ง่ายๆ ว่า คนสองคน ไปลักเล็กขโมยน้อยของจากร้านค้าเล็กๆ แล้วก็ถูกแยกสอบสวน ซึ่งตำรวจก็ถามทั้งสองคน (แยกกันถาม) ว่าอีกคนมีความผิดหรือไม่ ถ้าสารภาพ (ด้วยการบอกว่าเพื่อนผิดจริง และยินดีเป็นพยานให้) ก็จะปล่อยให้พ้นผิด นักโทษทั้งสองคนก็จะมีตัวเลือกเหมือนๆ กันคือ จะเงียบ หรือว่าจะบอก

ผลลัพธ์: ถ้าทั้งสองคนต่างเห็นแก่เพื่อน เงียบทั้งคู่ ก็จะโดนขังกันไปคนละ 1 เดือน ถ้าทั้งสองคนต่างก็เห็นแก่ตัวเอง บอกทั้งคู่ ก็โดนกันไปคนละ 3 เดือน แต่ถ้ามีคนหนึ่งพูด อีกคนไม่พูด (คนหนึ่งเห็นแก่เพื่อน อีกคนเห็นแก่ตัว) คนที่พูดจะได้เป็นอิสระ แต่คนที่เงียบจะโดน 12 เดือน

ลองเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นรูปแบบของการได้คะแนน แทนการเข้าคุก เราจะได้ตารางแบบนี้


prisonerdilemma.png

โดยมีคนสองคน P1 และ P2 แต่ละคนมีทางเลือกคือ “Cooperate” (ร่วมมือกัน) หรือ “Defect” (หักหลังกัน) … ซึ่งแม้ตามตำราจะใช้คำนี้ แต่นับวันผมยิ่งมีความรู้สึกว่ามันคือ “เพื่อคนอื่น” (เห็นแก่คนอื่น) และ “เพื่อตัวเอง” (เห็นแก่ตัว) มากกว่า แต่ผมขอใช้ตัวย่อตัวเดิม คือ C และ D ตามลำดับ

ถ้าทั้ง 2 คนต่างคิดเพื่ออีกฝ่าย จะได้คนละ 3 คะแนน รวมแล้ว 6 คะแนน ถ้าคนหนึ่งเห็นแก่ตัว ฝ่ายเห็นแก่ตัวจะได้ 5 และอีกฝ่ายจะไม่ได้อะไรเลย 0 รวมแล้ว 5 คะแนน แต่ถ้าเห็นแก่ตัวทั้งคู่ (จะเอาทั้งคู่) ก็จะได้คนละ 1 คะแนน รวมแล้ว 2 คะแนน

เรื่องที่น่าสนใจคือ

  • ถ้าเราจะต้องตัดสินใจเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด เราจะเลือก D หรือทางเลือกแบบเห็นแก่ตัว เสมอ เพราะว่าคะแนนที่เรามีโอกาสได้คือ 5, 1 (Max: 5, Min:1) ในขณะที่ถ้าเราคิดเผื่ออีกฝ่าย จะได้ 3, 0 (Max: 3, Min 0)
  • แต่ถ้าเรามองทั้งระบบเป็นหลัก เราจะเห็นว่าทางเลือกแบบเห็นแก่ตัว ที่ทำให้เราได้คะแนนส่วนตัวสูงสุดที่เป็นไปได้ มันจะทำให้ระบบมีโอกาสได้คะแนน Max: 5, Min: 2 แต่ถ้าเรายอมเสียประโยชน์ส่วนตัว จะได้ Max: 6, Min: 5
  • ถ้าทุกคนคิดเพื่อคนอื่น ทุกคนจะได้มากกว่าที่คิดเห็นแก่ตัว (คนละ 3 vs. คนละ 1) และระบบได้สูงสุด (6)
  • ถ้าทุกคนคิดเห็นแก่ตัวกันหมด แต่ละคนจะได้น้อยกว่าที่ตัวเองหวังไว้ (หวัง 5 vs. ได้ 1) และระบบแทบจะไปไม่ได้ (2)

ตัวอย่างที่เห็นกันเกลื่อนกลาด ก็เช่นเรื่องตั้งงบประมาณ เรื่องขออัตรากำลังคน เรื่องขอทุนวิจัย เรื่องขอเปิดหลักสูตร เรื่อง ฯลฯ ที่มีหลักคิดจากการ Maximize by Part ของตัวเอง ว่าถ้าฉันมีนี่นั่นโน่น แล้วจะทำหน้าที่ตัวเองได้ดีที่สุด แล้วเมื่อทุกคนคิดเหมือนกัน ก็ต้องมานั่งเกลี่ยกันตรงกลาง หารกันไป ถัวกันไป ซึ่งจะทำให้แต่ละคนได้แบบเบี้่ยหัวแตก น้อยกว่าที่ตัวเองคาดหวังและอยากได้ และทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายระบบแย่ที่สุด

อีกตัวอย่างที่ผมชอบมาก คือ “การจราจร” ที่ถ้าแต่ละคนเห็นแก่ตัว ฉันต้องได้ไปก่อน ฉันต้องได้ไปเร็วที่สุด ฉันไม่ต้องดูรถคันอื่น คนอื่นต้องระวังอย่าชนฉัน หรือเลนของฉันจะให้หรือไม่ก็ได้ ฯลฯ พวกนี้ จะทำให้เกิดถนนที่แย่มากๆ ขึ้นมา การจราจรจะติดขัดล่าช้าไปเสียหมด แต่ละคนจะได้ไปช้ากว่าที่ตัวเองอยากจะไป แต่ถ้าขับรถเพื่อคนอื่น เช่น ใครขอเลนเราให้ ใครขับเร็วกว่าเรา เราหลบให้ ฯลฯ ทุกคนจะได้ไปเร็วกว่าที่ตัวเองคิด นั่นคือ ถนนทั้งเส้นได้มากที่สุด

ผมขอจบ Entry นี้ ด้วย Statement ที่ว่า

ระบบที่ห่วยที่แย่ที่สุด บางครั้งมันเกิดจากการที่แต่ละคนแต่ละส่วน พยายามทำดีที่สุด “เพื่อตัวเอง”

(โดยบางครั้ง การทำเพื่อตัวเองนั้นๆ อาจไม่ได้มาจากเจตนาที่เลวร้าย เพียงแต่เห็นประโยชน์ตัวเองเป็นหลักก่อน ก็เท่านั้น)

ดังนั้น เพื่อสังคมที่ดีขึ้นเล็กน้อย มันไม่ต้องเริ่มจากใครหรอกครับ เริ่มจากตัวเราเองนี่แหละ เริ่มคิดเพื่อคนอื่น (แต่ไม่ใช่คิดแทนคนอื่น) สักนิด ทำเพื่อคนอื่น (แต่ไม่ใช่ทำแทนคนอื่น เช่นกัน — ผมเห็นไอ้สองกรณีที่ผมขีดเส้นใต้ไว้เยอะจนเบื่อมาก) แล้วทุกคนจะได้มากกว่าที่ตัวเองคิดไว้ครับ

[update 1:] เพิ่มเติมอีก Statement หนึ่ง

The Whole is greater than sum of its Parts

จะเขียนถึงเรื่องนี้เต็มๆ ในโอกาสหน้าครับ ตอนนี้เอาแค่ว่า ระบบทั้งระบบ เป็นอะไรที่มากกว่าการรวมกันของแต่ละองค์ประกอบ ดังนั้น ความต้องการ (อย่างเห็นแก่ตัว) ของแต่ละคนรวมๆ กัน ไม่ใช่ความต้องการของระบบ (หรือเพื่อระบบ) ครับ